หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
 Yes Man (2009)
 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ

l

โปสเตอร์

l

แสดงความคิดเห็น

  เกี่ยวกับภาพยนต์
 
"ข้อมูลงานสร้าง   Yes Man"
 
"Yes Man" นำแสดงโดยจิม แครี่ เป็น คาร์ล อัลเลน ชายซึ่งเซ็นสัญญาเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือตนเองที่มีกฎพื้นฐานง่ายๆ เพียงข้อเดียว : "ตอบรับ" กับทุกอย่าง...และอะไรก็ได้ ในตอนแรกการ ปลดปล่อยพลังของการตอบรับ ได้เปลี่ยนชีวิตของคาร์ลไปสู่ความน่าทึ่งและเรื่องที่ไม่คาดฝัน แต่ไม่ช้าเขากลับพบว่าการเปิดกว้างชีวิตสู่ความเป็นไปได้อย่างไม่สิ้นสุด นั้นอาจมีด้านลบแฝงอยู่

เพย์ตัน รีด (The Break-Up, Bring It On) กำกับฯ เรื่อง "Yes Man" จากบทภาพยนตร์โดยนิโคลัส สโตลเลอร์ และจาร์รัด พอล & แอนดรู โมเกล อิงจากหนังสือโดยแดนนี่ วอลเลซ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยผู้อำนวยการสร้างเจ้าของรางวัลออสการ์ ริชาร์ด ดี. ซานุค(Driving Miss Daisy, Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street) และเดวิด เฮย์แมน (Harry Potter films, I Am Legend) มาร์ตี้ อีวิ่ง (Blades of Glory) และบรูซ เบอร์แมน เป็นผู้อำนวยการบริหาร โดยมีแคทเทอร์ลี ฟราวเอนเฟลเดอร์ และทิฟฟานี่ แดเนียลรับหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง

"Yes Man" ยังร่วมแสดงโดย ซูเอ เดสชาเนล, แบรดลีย์ คูเปร์, ริส ดาร์บี้, จอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์ และเทอร์เรนส์ สแตมป

ทีมงานครีเอทีฟที่อยู่เบื้องหลังรวมไปถึง ผู้กำกับภาพ โรเบิร์ต เยียวแมน (The Darjeeling Limited, The Squid and the Whale), ผู้ออกแบบฉาก แอนดรู ลอว์ส (The Break-Up, 1408), ผู้ลำดับภาพ เครก อัลเพิร์ต (Knocked Up, The 40-Year-Old Virgin), และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย มาร์ค บริดเจส (There Will Be Blood, 8 Mile)

"Yes Man" กำลังถ่ายทำทั้งในและรอบๆ บริเวณลอสแองเจลิส

จิม แครี่ ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขา Best Actor จากผลงานของเขาในเรื่อง Man on the Moon และ The Truman Showผลงานภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องของเขารวมถึง Eternal Sunshine of the Spotless Mind, Lemony Snicket’s A Series of Unfortunate Events, Bruce Almighty, How The Grinch Stole Christmas, Me, Myself & Irene, Liar, Liar, Batman Forever, The Mask และ Ace Ventura: Pet Detective

นอกจากนั้นเขายังให้ เสียงพากย์ในบทนำของภาพยนตร์แอนิเมชั่นผจญภัยเรื่องใหม่ "Horton Hears a Who!" และ หลังจากเรื่อง "Yes Man" เขาเริ่มทำงานในหนังของโรเบิร์ต เซเมคิส ซึ่งดัดแปลงจากผลงานของชาร์ลส ดิกเคน เรื่อง "A Christmas Carol" ซึ่งเขารับบทเป็นอีเบเนเซอร์ สครูช และปีศาจจากวันคริสต์มาสในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ซูเอ เดสชาแนล รับบทเป็นอลิสัน หญิงรักอิสระคนรักของคาร์ล เดสชาแนลเพิ่ง มีผลงานให้ชมในภาพยนตร์เรื่องดัง "The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford" และ "Bridge to Terabithia" เธอยังให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่องฮิต "Surf’s Up" เดสชาแนลเพิ่งจบจากการถ่ายทำหนังของเอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เรื่อง "The Happening" คู่กับมาร์ค วอห์เบิร์ก

แบรดลีย์ คูเปอร์ รับบทเป็นเพื่อนรักของคาร์ล ปีเตอร์ คูเปอร์เป็นที่รู้จักดีจากผลงานของเขาจากบทแซ็ค ในคอมเมดี้ฮิตเรื่อง "The Wedding Crashers" กับวินซ์ วอห์น และโอเวน วิลสัน เขามีผลงานเรื่องแรกที่บรอดเวย์เมื่อปีที่แล้วในละครเรื่อง "Three Days of Rain" คู่กับจูเลีย โรเบิร์ตส

รีส ดาร์บี้ รับบทเป็นนายของคาร์ล - นอร์แมนดาร์บี้รับบทเป็นผู้จัดการวงในซีรีส์ HBO เรื่อง "Flight of the Conchords" บทที่เขาเคยได้รับครั้งแรกในซีรีส์ทาง BBC Radio ในชื่อเดียวกัน ชาวนิวซีแลนด์โดยกำเนิดตอนนี้มาใช้ชีวิตในลอนดอน ดาร์บี้ใช้ความสามารถด้านการเล่าเรื่องกับการแสดงละครในการแสดงเดี่ยวของ เขาไปทั่วสหราชอาณาจักร

เทอร์เรนส์ สแตมป์ รับบท เทอร์เรนส์ หัวหน้า การสัมมนาเพื่อช่วยเหลือตนเอง นักแสดงชาวอังกฤษมือเก่าเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Actor จากผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในหนังของปีเตอร์ อุสตินอฟ เรื่อง "Billy Budd" ล่าสุดสแตมป์เพิ่งจบการทำงานในหนังของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง Valkyrie, กับทอม ครูซ, และ Get Smart นำแสดงโดย สตีฟ คาร์เรล ผลงานภาพยนตร์หลายเรื่องของเขารวมไปถึง Superman, Superman II, Legal Eagles, Wall Street และ The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert

จอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์รับบทเป็นนิคในเรื่อง "Yes Man" ฮิกกินส์เพิ่งร่วมงานกับเพย์ตัน รีดในหนังคอมเมดี้เรื่องฮิต "The Break-Up" กับเจนนิเฟอร์ อนิสตันและวินซ์ วอห์น เมื่อเร็วๆ นี้เขาเพิ่งร่วมแสดงในหนังคอมเมดี้เทศกาลวันหยุดเรื่อง "Fred Claus" กับวินซ์ วอห์น ผลงานภาพยนตร์ของเขายังรวมถึงเรื่อง Evan Almighty, Fun with Dick and Jane, ทาง HBO เรื่อง "The Late Shift" และในหนังหลายเรื่องของคริสโตเฟอร์ เกสต์ รวมทั้ง "Best in Show"

ปิดท้ายทีมนักแสดงของเรื่อง "Yes Man" ได้แก่ แดนนี่ มาสเตอร์สัน (Smiley Face, TV’s That ‘70s Show), ซาช่า อเล็กซานเดอร์ (Mission: Impossible III), ร็อกกี้ คาร์โรล (เข้าชิงรางวัลโทนี่ในหนังของออกัสต์ วิลสันเรื่อง Fences), แอนนา คาจา (King of California), เบรนท์ บริสโคล (Spider-Man 2, In the Valley of Elah), แพทริค แลบยอร์โตส์ (TV’s JAG.), ลูอิส กุซแมน (School for Scoundrels), มอลลี่ ซิมส์ (Benchwarmers, TV’s Las Vegas) และฟิออนนูล่า ฟลานาแกน (Four Brothers)

"Yes Man" จัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ พิกเจอร์ส หนึ่งในกลุ่มบริษัทวอร์เนอร์ บราเดอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และในบางพื้นที่โดยวิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส


 

ชมภาพ Exclusive 2 ภาพล่าสุด(เฉพาะสื่อออนไลน์) ของภาพยนตร์เรื่องใหม่จาก"จิม แครี่" เรื่อง "Yes Man"
Openmm.com MovieINEntertainment วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551

                โอ๊ะโอ! มาได้เวลาพอดีกับภาพยนตร์ตลกคอมเมดี้คลายเคลียดเส้นเลือดในสมอง ที่นำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพคับความฮาอย่าง จิม แครี่ และการกลับมาของเขาในครั้งนี้ มาพร้อมกับบทบาทความตลกที่จะสร้างความสุขให้คุณผู้ชม โดยครั้งนี้ พี่จิม เขารับบทแสดงนำเป็น “คาร์ล อัลเลน” ชายหนุ่มที่มีชีวิตย่ำอยู่กับที่ ด้วยความที่ติดปากพูดคำว่า “ไม่” แต่แล้วสวรรค์ก็เห็นใจมอบโอกาสให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือตนเองทั้งนี้ที่นี่มีกฎพื้นฐานง่ายๆ เพียงข้อเดียว คือเขา “ตอบรับ” กับทุกอย่าง...และอะไรก็ได้ เรื่องราวความสนุก สุดฮาจึงได้เริ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผู้กำกับฝีมือเยี่ยมอย่าง “เพย์ตัน รีด” จากThe Break-UpและBring It On มากำกับฯ เรื่อง Yes Man อีกด้วยซึ่งถือว่าต้องการันตีได้เลยว่าหนังจะต้องออกมาโดนใจคุณผู้ชมแน่ๆ

เอาหล่ะค่ะเรียกน้ำย่อยกันอีกนิดจากภาพที่หาที่ไหนไม่ได้นอกจากของเรา เชิญชมและจินตนาการถึงความสนุกไปก่อนที่จะลงโรงจริงน่ะค่ะ

เตรียมตัวไว้กระตุกต่อมฮาไว้ได้เลยกับ Yes Man เยสแมน คนมันรุ่ง...เพราะมุ่งเซย์ มกราคม 2009 ทุกโรงภาพยนตร์

 

อัพเดทข้อมูลอย่างเจาะลึกของภาพยนตร์เรื่องใหม่จาก"จิม แครี่" เรื่อง "Yes Man"
Openmm.com MovieINEntertainment วันที่ 16 ธันวาคม 2551


เบื้องหลังการสร้าง

คาร์ล อัลเลน อยู่ในภาวะจำเจน่าเบื่อ เมื่อเขาไม่อนุมัติเงินกู้ให้กับลูกค้าที่ธนาคารที่เขาทำงานอยู่ เขาปฎิเสธคำเชื้อเชิญของเพื่อน ๆ ดูโทรทัศน์เพียงเดียวดายอยู่บนโซฟา เขากลายมาเป็นนาย “นายไม่” ขนานแท้
“ผมเคยเป็นคนแบบนั้นครับ” จิม แคร์รี่ ผู้ซึ่งรับบทเป็นคาร์ลเล่า “ผมรู้จักคนหลายคนที่อยู่ในภาวะแบบนั้น คนที่หลีกเลี่ยงที่จะใช้ชีวิต ผมอยู่ในประเทศสหรัฐแห่งการหลีกเลี่ยงไงครับ สำหรับผมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเลือกที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตและนั่นทำให้ผมเกิดความสนใจในเรื่องนี้ครับ ในบางครั้งการบอกปฏิเสธในเรื่องหนึ่งนั้นต้องหมายถึงการตอบรับในเรื่องอื่นด้วย ตอบรับให้กับสิ่งยิ่งใหญ่กว่าที่จะเข้ามาในชีวิตของคุณนะครับ และในบางครั้งการบอกปัดคำเชื้อเชิญก็หมายถึงการตอบรับกับการนอนเหยียดยาวกินมันฝรั่งทอดอยู่บนเก้าอี้ไงครับ ก็แค่ทำในสิ่งที่คุณชอบนั่นแหละครับ” แคร์รี่ให้คำแนะนำ “แต่มันไม่เสมอไปกับสิ่งที่เราบอกว่า ใช่กับสิ่งที่เราต้องมาเสียใจ; มันเป็นเรื่องที่เมื่อเราบอกว่าไม่ เมื่อเราหันกลับมามองและเริ่มคิดได้ว่า ‘อ้าเราน่าจะใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอีกนิดนี่นา’”
ชีวิตของคาร์ลต้องพบกับจุดเปลี่ยนที่รุนแรงและคาดไม่ถึงเมื่อเขาต้องเข้าสัมมนาการปรับปรุงตัวเองอย่างเสียไม่ได้ซึ่งโครงการนี้นำโดย กูรูทางด้านการตอบรับ โดยเขาจะผลักดันให้ผู้เข้าร่วมโครงการพูดคำว่าได้มากขึ้นและมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา คาร์ลซึ่งในตอนแรกอยากลองของนั้นตกลงที่จะพูดคำว่าได้...กับทุก ๆ อย่าง “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คาร์ลเป็นชายหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ต้องการการเริ่มต้นใหม่และการสัมนาเรื่อง การตอบรับนั้นให้สิ่งที่เขาต้องการครับ” ผู้กำกับการแสดง เพย์ตัน รีดบอก “มันจะเหวี่ยงชีวิตของเขาในตอนแรก แต่จากนั้นเขาเริ่มมีต้นทุนและเริ่มลงทุนกับชีวิตของตัวเองอีกครั้งได้แล้วครับ”
รีดติดใจในทันทีที่เขาได้อ่านบทภาพยนตร์ที่มีเค้าโครงมาจากหนังสือขายดีที่เขียนมาจากความทรงจำโดยแดนนี่ วอลเลซ “ผมเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับบทภาพยนตร์และต่อมาก็หนังสือของแดนนี่และผมก็ติดใจกับความเป็นจริงที่ว่าแดนนี่ได้นำปรัชญานี้เข้ามาใช้ในชีวิตจริงในช่วงเวลาหนึ่งครับ” รีดเล่า
เมื่อตอนที่วอลเลซถูกแฟนสาวทิ้งไปเมื่อหลายปีที่แล้ว เขาก็ตัดสินใจได้ว่าเขาต้องการเวลาส่วนตัวที่จะ “นั่งอยู่เฉย ๆ กลับไปเป็นเด็ก เล่นแต่วิดีโอเกมส์และไม่ทำอะไรเลย” เขาเล่า “เพื่อน ๆ ต่างพากันเป็นห่วงเป็นใยผมกันครับ พวกเขาพากันโทร.เข้ามา ทิ้งข้อความส่งข้อความมาหาผมสำหรับโอกาสและคำเชื้อเชิญมากมาย และผมก็ได้แต่ตอบว่า “ไม่ดีกว่า”
การพูดคุยที่เป็นเหมือนโอกาสบนรถเมล์ที่ลอนดอนเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไปสำหรับวอลเลซและเป็นเรื่องบันดาลใจให้กับหนังสือเล่มนี้ของเขา “มีใครบางคนเกิดบอกกับผมว่า คุณน่าจะพูดว่า “ได้” ให้มันมากกว่านี้นะ อันที่จริงมันเป็นแค่ความเห็นธรรมดา ๆ แต่ผมกลับคิดว่ามันเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดเลยล่ะครับ - เหมือนกับหนังสือการปรับปรุงตัวเองในโลกนี้กลั่นกรองมาเป็นคำสามคำนี้เท่านั้นแหละครับ และนั่นเป็นการเริ่มต้นของ คำว่า “จัดให้-ได้เลย” สำหรับผมครับ” ผมซื้อรถมาจากเจ้าหมอคนหนึ่งในงานเลี้ยงเพียงเพราะเขาเข้ามาพูดกับผมว่า ฉันไม่คิดว่านายจะสนใจซื้อรถสักคันใช่ไหมล่ะ? ผมได้ไปดูวงดนตรีชื่อว่า General Onion and His Shocking Castanets ต้องขอบคุณโฆษณาที่ทำได้อย่างปราดเปรื่อง ผมบินไปสิงคโปร์ในวันหยุด อันที่จริงมันไม่ใช่ที่สำหรับจะใช้วันหยุดเลยคุณว่าไหม?” เขาหัวเราะ “แต่ผมสนุกกับมันมากเลยครับ ผมมองมันว่าเป็นถ้านายจะได้พบรักแท้มันอาจจะเป็นโอกาสในงานเลี้ยงที่แย่ ๆ พอกับโอกาสในงานเลี้ยงที่สนุกสนานไงครับ และถ้าคุณปฏิเสธที่จะไป คุณหมดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับมันนะครับ”
”แน่นอนว่าผมชื่นชอบกับความคิดที่เป็นบวกของเรื่องราวนี้นะครับ” รีดยืนยัน “และความคิดพื้นฐานของใครสักคนหนึ่งที่ใช้ในการดำเนินชีวิตแต่ในชีวิตของพวกเราไปตามบุญตามกรรม ผู้ชายอย่างเช่นคาร์ลอยู่ในสถานะการณ์นั้นเป็นสิ่งที่สนุกสนานและรู้ได้เลยว่าการได้จิม แคร์รี่มานำเสนอในหนทางที่มันสื่อถึงความตลกขบขันนั้นเป็นเรื่องที่ไร้ขีดจำกัด การแสดงออกและนำเสนอของจิมจะทำให้ความสนุกสนานเป็นไปในขั้นตอนทั้งหมดที่มีความแตกต่างครับ”
“ผมคิดว่าความคิดโดยรวมแล้วมันดีมาก ๆ เลยครับ” แคร์รี่กล่าว “การนั่งคิดและจินตนาการกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณจะได้มันมาเมื่อคุณพูดว่า ได้ มันเป็นขอบเขตที่สมบูรณ์ทีเดียวครับ”
เดวิด เฮย์แมนผู้อำนวยการสร้างซึ่งเป็นผู้ค้นพบหนังสือของวอลเลซและนำมันมาเสนอให้กับสตูดิโอได้กลายมาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนักเขียนผู้นี้หลังจากได้อ่านผลงานการเขียนเรื่องแรกของเขาคือเรื่อง Join Me เฮย์แมนนับรวมเอาว่าเรื่อง Yes Man นี้ไม่แตกต่าง “ความมากมายในจิตวิญญาณที่นำเสนอแดนนี่และผลงานของเขาเป็นบางสิ่งที่ดึงดูดผมครับ” ผู้อำนวยการสร้างให้ความเห็น “เมื่อผมได้อ่านเรื่อง Yes Man ผมก็หลงรักมัน แนวคิดที่ว่าถ้าคุณพูดว่า ได้ - ถ้าคุณเปิดโอกาสให้กับความเป็นไปได้ที่มีเข้ามาในชีวิต – นั่นแหละหลายอย่างที่ยอดเยี่ยมจะเกิดขึ้น มันเรื่องที่มีเสน่ห์มากเชียวครับ”
ถึงแม้ว่าเขาจะวุ่นวายกับภาพยนตร์ Harry Potter เรื่องล่าสุดในช่วงเวลานั้น เฮย์แมนได้ติดต่อกับ ริชาร์ด ซานุค ด้วยหวังว่าจะทำให้ผู้สร้างท่านนี้เกิดความสนใจเข้ามาร่วมกับทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Yes Man
ซานุคไม่รีรอเลยที่จะเข้าร่วมกับโปรเจ็คนี้และคิดว่า “ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าที่จะเลือกจิม แคร์รี่มารับบทนี้อีกแล้ว ไม่มีใครที่จะแสดงได้อย่างที่เขาแสดงแล้วล่ะครับ” ซานุคยิ้ม “ผมพูดว่า ได้ กับทุกอย่าง – ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ ทีมนักแสดง ผมชื่นชมทุกอย่างที่เกี่ยวกับมันเลยครับ มันเป็นเรื่องราวที่สดใหม่ มันเรื่องเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและมีความสนุกสนานนะครับ”
เขาได้พบกับรีดและทั้งสองก็เริ่มทำงานในทันที “ดิค ซานุคต้องดูแลภาพยนตร์อยู่หลายเรื่องที่ผมได้ดูตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ซึ่งทำให้ผมอยากทำหนังหลายเรื่อง” รีดกล่าว “จากเรื่อง Planet of the Apes ดั้งเดิมซึ่งเขาจุดประกายตั้งแต่ตอนที่เขายังบริหารงานที่บริษัท Fox อยู่ มาจนถึงเรื่อง The Sting และเรื่อง Jaws ซึ่งเขาอำนวยการสร้างทั้งสองเรื่อง เขานี่แหละคนที่ใช่เลยล่ะครับ”
รีดได้ร่วมงานกับนิโคลาส สตอลเล่อร์ซึ่งเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ จาเรด พอลและแอนดรูว์ โมเกลและได้ใช้เวลากับจิม แคร์รี่ในช่วยระหว่างก่อนเปิดกล้อง มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยในมุมมองจากความทรงจำของวอลเลซซึ่งเป็นคนอังกฤษแท้ ๆ มาสู่เรื่องราวของคนอเมริกันที่เกิดขึ้นในลอสแองเจลิส “ผมมีความต้องการจะสร้างสีสรรของภาพยนตร์ให้อยู่ระหว่างสิ่งที่จิมทำออกมาในรูปแบบของตลกและความมุ่งมั่นในการทำงานของเขานะครับ” ผู้กำกับการแสดงอธิบาย “รูปแบบที่ทำให้เขาได้นำเสนอตัวละครออกมาทางด้านความขบขันอย่างที่มีเพียงจิมเท่านั้นที่ทำได้แต่ยังจะต้องมีขอบเขตบ้างเล็กน้อยอีกด้วยครับ”
แดนนี่ วอลเลซนักประพันธ์ นักเขียนเรื่องตลกและนักแสดงทางโทรทัศน์ชาว
สก๊อตแลนด์ยืนไม่ติดพื้นเมื่อเขาได้รับการทาบทามจะผู้สร้างหลายคนในการนำเสนอความทรงจำของเขาออกมาเป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยจิม แคร์รี่ “ผมตื่นเต้นมากเมื่อผมได้รับโทรศัพท์เกี่ยวกับการเปลี่ยนหนังสือของผมไปเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แน่นอนว่าผมต้องบอกว่า ได้ ไงครับ” วอลเลซยิ้มกว้าง “ผมเป็นแฟนของจิม แคร์รี่มากต้องแต่เรื่อง In Living Color พวกเขาทำงานที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการดัดแปลงเรื่องราวมาเป็นแบบอเมริกันเพื่อนำเสนอให้ผู้ชมมากมาย; โดยจิตวิญญาณของเรื่องยังคงอยู่เหมือนเดิม”
“แล้วคุณจะพูดอะไรได้อีกล่ะครับ?” จิม แคร์รี่กล่าว “มันจะไม่มีเรื่อง Yes Man ถ้าไม่มีเขานะครับ ชายคนนั้นมาพร้อมกับความคิดที่ว่ามันมาตามทางของผมเลย ผมจะคอยมองหาอะไรที่เกี่ยวกับความสนุกสนานร่าเริงแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งข้อคิดอะไรกลับไปบ้าง หลังจากที่ได้เห็นเรื่อง Yes Man ผู้ชมจะได้กลับไปบ้านและประหลาดใจกันว่า พวกเราจะพูดว่า ไม่ กันมากเท่าไร? หรือว่าผมจะพูดว่า ได้ กันบ่อยอีกหน่อยนะครับ”
ทั้งแคร์รี่และรีดพากันบอกว่าทั้งสองคนยินดีที่จะพูดว่า ได้ กับครั้งนี้
“ผมทำงานกับจิมอย่างเอิกเริก” รีดกล่าว “ผมไม่เคยเจอเขามาก่อนนะครับและผมรู้สึกว่าเราสองคนเป็นเหมือนถั่วสองเม็ดในกระป๋องเดียวกัน; มุมมองเรื่องความตลกของเราเหมือนกันมาก และเพราะว่าเราได้ร่วมทำงานกันก่อนเปิดกล้อง ตอนที่เราเริ่มเปิดกล้องกันจริง ๆ จิมกับผมมีธงและภาพอย่างชัดเจนอยู่ในหัวแล้วว่าเราต้องการหาอะไรในภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมทั้งตัวตนของคาร์ลว่าเป็นอย่างไรครับ”
แคร์รี่เห็นด้วย “ผมรู้ว่า เพย์ตันนั้นมีประสบการณ์มาจากการดัดแปลงแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมจะนั่งอยู่ในฉากและให้ใครสักคนทำให้ผมหัวเราะได้อยู่ตลอดเวลาเขาทำให้ผมโหยหวนเชียวล่ะครับ มันจะมีอะไรบางอย่างที่นักแสดงต้องทำครั้งหนึ่งในชีวิต และผมคิดว่าการได้ร่วมทำงานกับเพย์ตัน รีดนั้นแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในนั้นของผมครับ”


“โอ สวัสดีครับ คุณเพิ่งจะถ่ายรูปผมใช่ไหมครับ?”

การเดินทางออกจากเก้าอี้นอนของคาร์ลนั้นเริ่มต้นจากเมื่อเขาเสร็จสิ้นจากการเข้าสัมนาคำว่า ใช่ แต่เขาเพิ่งจะเริ่มชื่นชมกับความเป็นไปได้อีกมากมายเมื่อเขาได้พบกับอลิสัน หญิงสาวผู้ลึกซึ้งที่เขาได้พบในตอนกลางดึกขณะที่เขากำลังเติมน้ำมันใส่แกลลอนแล้วต้องเดินกลับมายังรถที่จอดน้ำมันหมดอยู่ เธอชวนเขาขึ้นรถและแน่นอนที่เขาพูดว่า ได้ ครับ
“อลิสันเป็นหญิงสาวจิตใจกว้างขวาง” ซูอี้ เดสชาเนลซึ่งรับบทเป็นหญิงสาวกล่าว “เธอเป็นคนเยือกเย็น เธออยู่ในวงดนตรี เธอวาดรูปและถ่ายภาพ ...เธอเป็นนักคิดและมีความเป็นธรรมชาติ เธอมีความธรรมดาในทางที่คาร์ลดิ้นรนที่จะเป็นน่ะคะ”
แคร์รี่อธิบายว่าอลิสันมีความน่าสนใจด้านความรักว่า “เป็นปัญหาอันยุ่งยาก ด้านในเป็นปริศนาที่ห่อหุ้มไปด้วยการเดินทางที่ต้องฝ่าฟัน ส่วนประกอบของความโรแมนติคในเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญมากครับ เพราะหนึ่งในหลายอย่างที่เยี่ยมยอดของชีวิตที่คุณจะพูดว่า ใช่ ได้นั้นก็คือความรัก เพราะงั้นคุณต้องทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีนั้นเกิดขึ้น ซูอี้มีความน่าทึ่ง อ่อนหวาน ความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาและในเวลาเดียวกันเธอก็มีลับลมคมนัยและเป็นธรรมชาติครับ”
“ซูอี้เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมครับ และเธอยังมีคุณลักษณะที่ไม่มีใครเหมือนอีกด้วย” รีดให้ความเห็น “เธอมีพลังทั้งหมดที่แตกต่างไปจากจิม และมันเป็นปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อออกมาในจอภาพยนตร์ครับ เธอยังมีความสามารถทางดนตรีที่เยี่ยมยอด และทำให้เกิดความสมจริงให้กับตัวละครอลิสัน โดยเธอจะต้องเป็นนักร้องให้กับวงดนตรีนะครับ”
อีกคนที่ตอบรับกับภาพยนตร์เรื่อง Yes Man คือแบรดลี่ คูเปอร์ซึ่งแสดงเป็น
ปีเตอร์เพื่อนซี้ของคาร์ล ผู้ซึ่งต้องกดดันกับการถูกคาร์ลปฏิเสธให้เขาเข้ามาในชีวิตมามากกว่าสองปีหลังจากที่คาร์ลหย่าขาดจากภรรยา
“ผมต้องการให้เกิดความรู้สึกที่ว่าสองหนุ่มนี้เป็นเพื่อนซี้กันมายาวนาน” คูเปอร์เล่า “และเหมือนเพื่อนซี้คู่อื่น ๆ คุณต้องผ่านความเหนื่อยยากกับผู้คนที่คุณรัก ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปีเตอร์ไม่ใช่แต่เป็นเพื่อน แต่ยังในสายตาของผู้ชมทั้งหลายที่ได้ดูและสนุกสนานกับความประพฤติที่ไม่ธรรมดาที่ไม่เกิดขึ้นในตัวคาร์ล”
“แบรดลี่เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลังและเขาได้นำมันเข้ามาในทุก ๆ ฉากครับ” รีดกล่าว “คุณได้เห็นจิมและแบรดลี่ด้วยกันและคุณจะเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าพวกเขาเป็นเพื่อนซี้กันมายาวนานครับ”
การเปลี่ยนใจของคาร์ลในตอนต้นนั้นมาเริ่มเมื่อเขาได้พบกับเพื่อนร่วมงานเก่าชื่อ นิคซึ่งรับบทโดย จอห์น ไมเคิล ฮิลกิ้นส์ นิคแนะนำคาร์ลให้รู้จักกับวิถีของคำว่า ได้ กับการใช้ชีวิตหลังจากซุ่มคอยทำร้ายเขาอยู่นอกธนาคาร
“นิคชื่นชมการสัมนาของกูรู เทอร์เรนซ์; เขาเป็นผู้ช่วยอย่างแท้จริงครับ” ฮิคกิ้นอธิบาย “เขาตอบรับกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต คาร์ลยังมองไม่เห็นมันในตอนต้น แต่ถ้าคุณตอบรับกับทุกอย่างคุณก็จะมีชีวิตที่เป็นแบบนิค ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีสาระสักเท่าไรนะครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าวติดตลก
“นิคเป็นตัวละครที่แปลก ๆ นะครับ” รีดเล่าต่อ “มันจะมีอะไรที่แหวก ๆ ไปสักหน่อยสำหรับเขา เขาเป็นคนที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า – เขาได้พบทางสว่างและได้พบกับสิ่งที่เรียนว่า พลังของการตอบรับ เขาเอาใบปลิวให้กับคาร์ล และบอกว่า ฉันเห็นสายตาของนายว่านี่แหละเป็นสิ่งที่นายต้องการ ไมเคิลนั้นยอดเยี่ยมในการแสดงบทบาทสุดโต่งเช่นนี้ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยพื้นเพของความเป็นคนธรรมดา มันเป็นความสนุกสนานที่ได้เห็นเขาร่วมเข้าฉากหลายฉากกับจิม ด้วยการมีจิมเป็นคนที่จริงจังและตรงไปตรงมากับชีวิตและมีฮิคกิ้นส์ที่ค่อนข้างจะล้นไปบ้างนะครับ”
ไม่มีใครที่มีความสุขมากไปกว่านิคที่ได้พบคาร์ลที่งานสัมนา และเขาก็เร็วที่จะทำให้เกิดเป็นจุดสนใจแก่ เทอร์เรนซ์ บันด์ลี่ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรพลังของการตอบรับให้กับผู้มาใหม่ที่ไม่แน่ใจ เทอร์เรสซ์ สแตมป์เป็นนักแสดงที่มารับบทบาทนี้
“ตัวละครของผมเป็นบทบาทที่ชวนหัวเราะกับคำว่าวงจรของผู้รู้ คุณรู้จักใหม่ครับ” สแตมป์ยิ้ม “เขาคิดหาหนทางมุมมองใหม่อย่างที่ผู้คนจะจ่ายสตางค์ให้เขาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นะครับ”
“เทอร์เรนซ์ สแตมป์ เป็นนักแสดงที่มีความสามารถพิเศษครับ คุณรู้ไหมครับ? เขาคือเทอร์เรนซ์ สแตมป์” รีดยอมรับ “เขามีเสียงที่ลุ่มลึก ก้องกังวานอย่างน่าทึ่งและนั่นเป็นเพียงครึ่งเดียวเพราะเขามีเสน่ห์มากมายอยู่ในตัว เพราะงั้นสำหรับตัวละครที่เขาแสดง เทอร์เรนซ์ บันด์ลี่บอกกับคาร์ลในทุก ๆ อย่างที่ไม่ถูกต้องในชีวิตของเขาซึ่งคาร์ลนั้นต้องประหลาดใจว่า ว้าว ชายคนนี้มีพลังอย่างนั้นจริง ๆ หรือ? มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้วางแผนและแน่นอนว่าคาร์ลไม่เคยผ่านมันมาก่อนเลย”
แคร์รี่นั้นกระตือรือร้นอย่างพิเศษที่จะได้ทำงานกับนักแสดงที่มีความสามารถ “เทอร์เรนซ์เป็นนักแสดงที่มีความสมบูรณ์ มีความเป็นดั้งเดิมด้วยความลึกและประวัติศาสตร์อย่างไม่น่าเชื่อครับ เขาจะเป็นคนที่ยกเรื่องราวทุกอย่างไปสู่อีกระดับหนึ่ง”
หนึ่งในอย่างแรกที่คาร์ลได้ค้นพบของประโยชน์จากการตอบรับคือจาก นอร์มเจ้านายของเขาที่ธนาคาร ผู้ซึ่งยินดีเมื่อคาร์ลดูเหมือนว่าจะแสดงให้เห็นความสนใจที่ไม่เพียงแต่หน้าที่การงานแต่เป็นงานเลี้ยงที่นอร์มเชื้อเชิญเขามาอย่างต่อเนื่อง ริส ดาร์บี้ส์นักแสดงตลก ชาวนิวซีแลนด์เริ่มงานภาพยนตร์เรื่องแรกโดยรับบทเป็นหัวหน้าที่ไม่เหมาะสมของคาร์ล
“ริสเป็นหนึ่งเดียวและคนเดียวที่ผมจะให้รับบทนอร์ม” รีดกล่าว “เขาเป็นคนสนุกสนานครับ”
แคร์รี่เสริมว่า “เขาเป็นหนึ่งที่ต้องจับตามอง เขาเป็นคนที่มุ่งมั่นและเขามีความบ้าอยู่ในตอนตาอย่างที่ปีเตอร์ เซลเลอร์มีนะครับ และมันเป็นสิ่งกระโจนออกมาจากจอภาพยนตร์ครับ”
เจ้าภาพงานเลี้ยงที่มีลักษณะเหมือนดาร์บี้และสิ่งที่ออกมากลายเป็นงานเลี้ยงที่น่าจดจำไปนานแสนนานสำหรับผู้อำนวยการสร้าง ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter อย่างเฮย์แมน “แน่นอนว่า โดยส่วนตัวแล้วฉากของเรื่อง Harry Potter เป็นหนึ่งในความชื่นชมที่ผมมีให้เป็นพิเศษนะครับ โดยการนำเสนอของมันออกมานั้นเต็มเป่ยมไปด้วยความมีชีวิตจิตใจ มันไม่ใช่แค่เพียงกลไก และการที่ได้เห็นมันอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันทำให้ผมหัวเราะได้อย่างมากมาย”
แคร์รี่พบว่างานเลี้ยงแต่งกายอย่าง Harry Potter เป็นโอกาสที่ได้หัวเราะกับตัวเองได้เหมือนกัน “ผมดูเหมือน เดวิด เลตเตอร์แมนที่ฮอกวาร์ดเลยครับ”
ทีมงานนักแสดงภาพยนตร์เรื่อง Yes Man ยังรวมไปถึง แดนนี่ มาสเตอร์สันซึ่งรับบทเป็น รูนีย์ เพื่อนจอมหลังยาวของคาร์ล ผู้ซึ่งถือประโยชน์จากคำตอบว่า ได้ของเขามาได้ไกลจนกลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้องกาฝากของเขา; มอลลี่ ซิมส์แสดงเป็นอดีตภรรยาของคาร์ล สเตฟานนี่ ผู้ซึ่งเริ่มเห็นคาร์ลในแสงสว่างแบบใหม่ทันทีที่เขาเริ่มชีวิตรูปแบบใหม่; และฟิออนนูล่า ฟลานาแกนซึ่งแสดงเป็นทิลลี่เพื่อนบ้านที่ออกจะบ้าตัณหาของคาร์ล
“การได้อยู่กับทีมงานแสดงเป็นความสนุกสนานมากเลยครับ” ซานุคเล่า “มันจะมีความรู้สึกของ ความร่วมมือร่วมใจกันในฉากที่ผมพบว่ามันมีความใหม่และผมดีใจที่ผมตอบรับกับการร่วมเป็นหนึ่งในชมรมของ Yes Man Club”
รีดสะท้อนความรำลึกของเขาว่า “มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่ได้ร่วมทำงานกับทีมงานแสดงที่น่าทึ่งเหล่านี้ พวกเขาทั้งหมดเป็นการจุดประกายของความน่าเชื่อถือและความขบขันมาสู่โลกของคาร์ล”

“ไปโดดสะพาน ซะเลยไป”

ส่วนหนึ่งของการแสดงบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง Yes Man จิม แคร์รี่จะต้องมีทักษะที่หลากหลายเพื่อความสมบูรณ์ เขาจะต้องให้ความเป็นคาร์ลที่มีความเชื่อในโลกของการตอบว่า ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเคยหยิบ ๆ จับ ๆ กีตาร์มาก่อน ตอนนี้แคร์รี่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อซ้อมเพลงที่เขาจะต้องแสดงในหลายฉากด้วยตัวแสดงที่จะต้องมีความพยายามในความแตกต่างหลายรูปแบบ สำหรับพรสวรรค์ทางด้านดนตรีของแคร์รี่น่ะหรือ? “ครูสอนกีตาร์ของผมทุ่มเทมากเลยครับ เขาบอกผมว่า คุณมีจังหวะที่ดี คุณมีหูสำหรับดนตรีและคุณก็ใช้มันได้” แต่นักแสดงหนุ่มก็รู้ถึงความสามารถของตนเอง “ว่าจะไม่แตะต้องกีตาร์อีกหลังปิดกล้องไปแล้ว ก็จะเล่นมันไปทำไมกันเล่าถ้ามีคนอย่างอีริค แคลปตันอยู่แล้วในโลกนี่ครับ?”
แคร์รี่ยังได้เรียนภาษาเกาหลีกับโค้ชสนทนาชื่อ จอห์น ซองเพื่อแสดงให้เห็นความเก่งกาจทางภาษาของคาร์ล “ตอนที่ผมพูดมันออกไป ผู้คนทั้งหลายต่างพากันทึ่ง แต่ผมต้องใช้เวลาเรียนอยู่ตั้งสิบอาทิตย์เชียวนะครับ มันเป็นหนึ่งในความยากอีกหลาย ๆ อย่างที่ผมต้องทำน่ะครับ”
ผู้กำกับการแสดงกลับมองเห็นแตกต่างว่า “การทำงานกับจิม แคร์รี่ในทุกวันเป็นเหมือนการผจญภัยครับ เพราะเรื่องราวนั้นกำหนดให้เขาต้องทำหลายสิ่งหลายอย่าง เขาต้องขี่มอร์เตอร์ไซค์ ต้องเรียนพูดเกาหลี เล่นกีต้าร์ เต้นรำ เล่น โรลเลอร์ เขาต้องบันจี้จัมพ์จากสะพาน จิมเอาด้วยทุกอย่าง และเขาก็เตรียมตัวอย่างพร้อมสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งมันทำให้งานของผมง่ายเข้าครับ”
ก่อนหน้านี้แคร์รี่ได้แสดงให้เห็นความสามารถในการขี่มอร์เตอร์ไซค์ของเขาในภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง ที่จำได้อย่างแม่นยำคือเรื่อง Dumb and Dumber และในภาพยนตร์เรื่อง Yes Man เขาก็ได้แสดงถึงความสามารถในการขี่มอร์เตอร์ไซค์ดูคาติอีกครั้งโดยต้องสวมเสื้อกาวน์ของแพทย์
“ต้องได้ใจกันไปเลย ปีเตอร์ ฟอนด้า” แคร์รี่หัวเราะตอนที่เขากระโดดขึ้นเจ้าดูคาติสำหรับหลายฉากที่ถ่ายทำกันกลางเมืองลอสแองเจลิส “มันเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับมอร์เตอร์ไซค์ยุคใหม่สำหรับคนยุคนี้: ดูคาติ”
ทีมช่างเทคนิคสเปเชี่ยลเอฟเฟคต้องพัฒนาแท่นแบบเฉพาะสำหรับฉากซึ่งคาร์ลยืมรถดูคาติจากเพื่อและรีบซิ่งผ่านการจราจรเพื่อตามหาตัวละครอลิสันซึ่งซูอี้ เดสชาเนลเป็นผู้แสดงบทบาทนี้ แท่นเหล่านี้ทำให้แคร์รี่ต้องขี่รถอยู่ข้างหลังรถกล้องและตะเกียกตะกายเจ้าสองล้อพร้อมทั้งบรรดาตัวแสดงสตันท์ทั้งหลาย โดยทุกคนต้องมีการควบคุมและระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยที่สูงสุด
“ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องแรกที่คาร์ลจะต้องขี่อยู่บนมอร์เตอร์ไซค์ดูคาติ – ที่มีกำลังบิด 1100 ซีซีโดยเจ้ามอร์เตอร์ไซค์นี้เหมือนสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเลยทีเดียว” เอิร์นนี่ ไวจิล ซึ่งเป็นผู้แสดงสตันท์ในการขี่มอร์เตอร์ไซค์ในภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า “มันยอดเยี่ยมมากครับที่ได้เห็นจิมอยู่บนแท่นพิเศษเหล่านี้ แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าเขาขี่มอร์เตอร์ไซค์ได้ จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นขี่เจ้าดูคาติ ซิ่งมันออกไปและซอกแซกผ่านการจราจรเหมือนมืออาชีพทีเดียวครับ เขายอดเยี่ยมมากครับ”
อีกฉากแอ๊คชั่นในภาพยนตร์ เป็นกีฬาที่คนไม่ค่อยจะรู้จักโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิดีโอออนไลน์ที่ผู้กำกับการแสดงได้มา “เพื่อนของผมคนหนึ่งส่งคลิปมาและบอกว่า มันดูแล้วสนุกดี - นายลองดูก็แล้วกัน” นั่นมันคือ ชอง อีฟ บลอนโดชาวฝรั่งเศส ซึ่งคลั่ง เจ้า Roller Buggy Suit ซึ่งอยู่ประเภทการเล่นสเก็ตที่เขาออกแบบขึ้นเอง” รีดเล่า “มันดูเหมือนเสื้อเกราะที่รวมความเป็นเสื้อจากเรื่องสตาร์วอร์ ผมเอาให้จิมดูรวมทั้งผู้เขียนเรื่องนี้ด้วยและพวกเราก็ทึ่งไปกับมัน มันสนุกสนานและมีพลังมาจากการเคลื่อนไหวของมันเองครับ”
ในคลิป บลอนโดเคลื่อนตัวจากท่าการยืนมายังท่าเหยียด โดยซิ่งแข่งผ่านถนนที่ความเร็วถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง ทีมงานติดต่อทีมเบลดแมนที่บินมาจากฝรั่งเศสเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้และเป็นตัวสำรองสำหรับจิม แคร์รี่ในหลายส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่คาร์ลและอลิสันพยายามที่จะเล่นกีฬาชนิดนี้
“มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่จะเห็นว่าความเป็นจริงแล้วเขาไปได้เร็วแค่ไหนครับ” รีดกล่าว “และก็พยายามหาวิธีคิดที่ว่าเราจะตามเก็บภาพเขาได้อย่างไรจากกล้องหลายตัวครับ เพราะเขาเร็วมาก เขาวิ่งเข้าวิ่งออกหน้ากล้องในสองวินาทีเลยครับ”
เมื่อเขาถ่ายทำฉาก เดคเคอร์ แคนยอนในมาลิบู แกร์รี่ ไฮม์และบลอนโดซึ่งเป็นผู้ประสานงานด้านสตันท์ได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับนักแสดงเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา ถึงแม้ว่าเดสชาเนลนั้นบางทีอาจจะกระตือรือร้นน้อยไปกว่าพวกหนุ่ม ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องสตันท์ก็ตาม
“ซูอี้ – สวย มีความสามารถ ขลาดกลัวนิดหน่อยเมื่อมาถึงเสื้อ โรลเลอร์เบลด” จิม แคร์รี่เย้า “อย่างเข้าอกเข้าใจเลยล่ะครับ คุณก็รู้ เธอไม่อยากจะออกจากตรงกลาง มันก็มีเหตุผลแหละครับ”
“มันเป็นกีฬาที่แรงนะคะ” นักแสดงให้ความเห็น “คุณต้องฝึกฝนกันยาวนานกว่าที่จะเรียนรู้ว่าจะทำมันออกมาอย่างไร ส่วนมากจะเป็นตัวแสดงประกอบสตันท์ของฉันที่ทำมันออกมาค่ะเราใช้เวลากันหลายอาทิตย์และเธอก็มืออาชีพมาก ๆ”
ทีมงานสร้างออกแบบ เครื่องหมุนเพื่อความปลอดภัยของทีมนักแสดงในฉากแอ๊คชั่น “นั่นมันสนุกมาก ๆ เลยเหมือนขี่จริง ๆ เลยค่ะ” เดสชาเนลบอก
“ผมคิดว่าซูอื้นั้นเปลี่ยนเป็นคนละคนไปแล้วในตอนนี้ครับ” รีดให้ความเห็น “เธอต้องก้าวผ่านความหวาดกลัวอย่างมากมายในภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”
การกล่าวถึงความสุดโต่ง มีจุดหนึ่งในเรื่องที่อลิสันเกิดความรำคาญคาร์ลและพูดประชดให้เขา ไปโดดสะพานซะไป โดยทันทีทันใดด้วยพลังของข้อเสนอนั้น คาร์ลบันจี้จัมพ์จากสะพาน Colorado Street Bridge ในพาซาเดน่า
ตลอดการถ่ายทำ แคร์รี่ได้พยายามที่จะหว่านล้อมสตูดิโอเพื่อที่เขาจะได้แสดงสตันท์ของตัวเอง “ผมต้องการจะกระโดดบันจี้จัมพ์ด้วยตัวเองครับ เพราะผมต้องการจะโปร่งใสกับภาพยนตร์เรื่องนี้” เขายืนยัน “ผมต้องการให้คนดูได้รู้ว่า จิม แคร์รี่กระโดดบันจี้จัมพ์ด้วยตัวเองจริง ๆ เลยครับ”
“จากในเริ่มแรก จิมอยากจะทำมันเองครับ” รีดกล่าว “มันเป็นอะไรที่อยู่ในรายการที่ต้องทำในชีวิตของเขาน่ะครับ อย่างเข้าอกเข้าใจพวกเราต้องมีกฏกติกาข้อบังคับเกี่ยวกับการที่นักแสดงนำจะต้องโดดบันจี้จัมพ์ครับ...อย่างน้อยก็ต้องผ่านครึ่งเรื่องไปแล้วนะครับ” เขาพูดติดตลก
ที่สุดแล้ว ทีมงานก็ต้องยกนิ้วให้จิม แคร์รี่ในการกระโดดด้วยตัวเอง – ในวันปิดกล้อง
“ทุกอย่างออกมาอย่างปลอดภัยครับ ด้วยความร่วมมือของทีมประสานงานสตันท์และ Bungee America แต่ผมบอกคุณไม่ได้หรอกว่าผมไม่ได้ตื่นเต้นเลยสำหรับวันนั้นครับ” รีดเล่า “ด้วยความระมัดระวังทุกอย่าง คุณก็ยังจะส่งจิม แคร์รี่ให้กระโดดสะพานนั้นอยู่ดี และพวกเราก็จะมีโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะจับภาพการกระโดดของเขาด้วยกล้องหลายตัว เพราะงั้นมันจะต้องเป็นการกระโดดที่ไม่มีการชงักงัน”
ทีมงานสร้างใช้กล้องหกตัวเพื่อจับภาพการกระโดดครั้งเดียวครั้งนี้ พวกเขานำเครื่องกว้านที่มีความเร็วสูงและติดตั้งแท่นคอมพิวเตอร์ด้วยกล้องอยู่บนหัวที่หมุนได้อิสระ และมีกล้องดิจิตัลสามทางยึดเอาไว้ – เป็นกล้องมุมหลัง เก็บภาพตามเมื่อแคร์รี่โดดลงไปแล้ว กล้องอิสระตัวที่สองเป็นกล้องถ่ายมือติดตั้งอยู่ด้านข้างของสะพานพร้อมกับกล้องอีกสี่ตัวที่อยู่ในมุมที่แตกต่างกัน ทีมงานพร้อมและแยกกันออกไปอยู่หลังจอมอร์นิเตอร์หลายตัว แคร์รี่ก็แสดงการกระโดดแบบ สวอน ไดว์กางมือดิ่งลงจากสะพาน
“นั่นมันเหลือเชื่อ และมันมากเลยครับ ผมชอบมันมาก” แคร์รี่เล่าหลังจากการโดดครั้งนั้นแล้ว “ตอนที่ผมได้เห็นสะพานตอนเช้า ผมคิดว่า ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย มันบ้าชัด ๆ เลย มันไม่ได้เข้ามาให้หัวผมอีกจนผมยืนอยู่บนแท่นก่อนการโดดนั่นแหละครับ”
“ไม่เพียงแต่จิมจะโดดสะพานอย่างสมบูรณ์แบบ เขายังดึงเอาโทรศัพท์ออกมาแล้วโทรออกตอนหัวทิ่มแขวนจากสะพานอยู่อย่างนั้นอย่างที่เตรียมกันไว้เลยครับ” รีดหัวเราะ “การมีสติที่จะทำเรื่องแบบนั้นในสถานะการณ์ตรงนั้นเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเอาจริง ๆ ครับ มันเป็นการทำให้แอนดรินารีนหลั่งอย่างแท้จริง สำหรับจิม มันเป็นทางที่เป็นไปได้อย่างดีที่สุดที่จะปิดกล้องสำหรับงานของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Yes Man – คุณจะปิดกล้องสูงกว่านี้ไปได้อย่างไรกันล่ะครับ? ”

“ก็แค่ไกลออกไปอีกหน่อย เพื่อน ... บนภูเขานั่นยังไง”

ผู้กำกับการแสดง เพย์ตัน รีดมองเห็นภาพบริเวณในเมือง ลอสแองเจลิสว่าเป็นฉากหลัก ๆ ในเรื่องโดยอยู่ในขอบเขตเมืองนั้น “บางส่วนพิเศษของ แอลเอที่มีส่วนน้อยในภาพยนตร์รวมไปถึงธุรกิจทางโทรทัศน์” เขาอธิบายว่า “พวกเราตั้งเป้าจะถ่ายทำกันรอบ ๆ ซิลเวอร์เลค ลอส เฟลิซและ เอคโค ปาร์ค ซึ่งจะมีการผสมผสานของศิลปินมากมายรวมไปถึงมืออาชีพรุ่นเยาว์ มันเป็นบริเวณที่ใช้อยู่เสมอ และผมต้องการจะถ่ายทำในสถานที่นั้นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และผมก็สบายใจกับผลที่ออกมา”
แอนดรูว์ ลอว์ส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบฉาก ทึ่งในการเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำในลอสแองเจลิสของรีด “มันเป็นเรื่องราวแบบ แอลเออย่างแท้ ๆ - แต่ในทุกคนในแอลเอก็อยากที่จะสร้างโลกแห่งจินตนาการที่เกิดในเมืองนี้ครับ” ลอว์สกล่าวต่อไปว่า “เพย์ตันต้องการที่จะใช้ให้ฉากเป็นปูมหลังของตัวละครและบอกเล่าเรื่องราวที่พูดกับเมืองและผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นครับ”
หนึ่งในสถานที่โปรดของลอว์สก็คือ Bigfoot Lodge “บาร์ของจริงและเป็นที่ ๆ ยอดเยี่ยมมาก พวกเราทุกคนคิดว่ามันจะต้องเป็นสถานที่ ๆ เหมาะสมให้หนุ่ม ๆ พวกนี้มาเที่ยวกัน” รีดไปที่นั่นบ่อย ๆ มาหลายปีแล้วและชื่นชมที่ได้เห็นมันในภาพยนตร์เรื่อง Yes Man
นอกจากจะถ่ายทำด้านนอกของบาร์จากสถานที่จริงแล้ว ลอว์สและทีมงานยังได้สร้างร้านบนถนน Bigfoot Lodge ในโรงถ่ายหมายเลข 23 ของวอร์เนอร์ บราเดอร์ “พวกเราจะต้องใช้เวลาถ่ายทำกันยาวในบาร์แห่งนั้นและพวกเราก็รู้ว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะถ่ายทุก ๆ ฉากของเราในสถานที่จริงนั้นหรือว่าจะต้องปิดมันชั่วคราวสักระยะหนึ่ง” ลอว์สกล่าว “เพราะงั้น เพื่อให้ง่ายพวกเราก็เลยสร้างประตูและภายในร้านในโรงถ่าย และเพิ่มเติมให้ด้านหลังกว้างออกไปอีกหน่อย เมื่อตอนที่บรรดาหนุ่ม ๆ จากละแวก Bigfoot มาเยี่ยมเยียนพวกเรา มันรู้สึกเกินจริงสำหรับพวกเขาที่จะเดินอย่างง่าย ๆ เข้าไปในบาร์ของพวกเขาเองครับ”
ความรักในละแวก Los Feliz/Silverlake แห่งเมืองลอสแองเจลิส มาก่อนตัวเลือกในสถานที่ถ่ายทำอื่น ๆ รวมไปถึงสถานที่ ๆ เล่นเพลงสดของ Silverlake อย่าง Spaceland รีดซึ่งเขาเองนั้นก็เป็นนักดนตรี ได้ร่วมแสดงกับวงดนตรีที่นั่นและยังได้ตระเวณดูการแสดงดนตรีที่นั่นมานานหลายปีแล้ว ในภาพยนตร์ อลิสันและวงของเธอชื่อ Munchausen By Proxy ที่แสดงใน Spaceland ในขณะที่คาร์ลได้ดูเธอจากบาร์
“ผมชื่นชอบความเชื่อมโยงที่เป็นส่วนตัว ที่ผมมีในหลายสถานที่และผมยังชื่นชมที่เรามีการค้นคว้าและนำเสนอบางภาพที่ไม่เคยได้เห็นภาพกันบ่อยนักของเมืองลอสแองเจลิส” รีดเล่า เขานั้นทำตัวกลมกลืนกับหลายสถานที่ ๆ ไม่เป็นที่รู้จักพร้อมกับหลายสถานที่ ๆ มีชื่อเสียงอาทิ Hollywood Bowl และ Griffith Park Observatory
“ลานโบล์ลิ่งนั้นยอดเยี่ยมมากและเป็นหนึ่งในสถานที่โรแมนติคของ แอล เอ” รีดให้ข้อสังเกตุ เขา แคร์รี่และเดสชาเนลรวมไปถึงทีมงานใช้เวลาสองคืนเพื่อถ่ายทำที่หลายสถานที่ ๆ เป็นประวัติศาสตร์ “จินตนาการของการได้แอบเข้าไปในลานโบล์ลิ่งว่าง ๆ ตอนกลางคืนเป็นอะไรที่ผมปฏิเสธไม่ได้เอาจริง ๆ ครับ”
และมันกลายเป็นว่า ฉากนี้นั้นเป็นคำเสนอแนะของแคร์รี่ ผู้ซึ่งยอมรับว่า “ผมเคยแอบเข้าไปใน Hollywood Bowl อยู่บ่อย ๆ ตอนที่ผมอายุ 21 อะไรทำนองนี้ครับและได้ไปเล่นที่ร้าน Comedy Store ผมแว่บเข้าไปในนั้นกับสาวสวยในคืนหนึ่งครับ เพราะงั้นมันถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับผม ผมชอบที่จะนำเสนอมันออกมาครับ”
“มันเป็นความตื่นเต้นที่ได้ยืนอยู่บนเวทีของ Hollywood Bowl ตอนที่มันว่างเปล่าจริง ๆค่ะ” เดสชาเนลยืนยัน “มันเป็นประสบการณ์ใหม่ทั้งหมดของฉันค่ะ และเป็นอะไรที่คนส่วนใหญ่จะไม่ได้โอกาสในการทำสิ่งนี้”
ทีมงานได้เช่าสวน Griffith Park Observatory สำหรับหลายฉากที่รวมไปถึงการออกกำลังกายในตอนเช้าของอลิสัน/ห้องเรียนถ่ายรูป ที่จัดอยู่ในแสงเงาของโดมใน Observatory โดยที่เธอและบรรดานักวิ่งทั้งหลายมีความพยายามที่จะจับภาพฉากการวิ่ง ในฉากหลักฉากหนึ่ง คาร์ลมาหาอลิสันหลังจากใช้เวลาเป็นท่องราตรีกับผองเพื่อน เขากระโดดขึ้นกระทิงแดง คาร์ลกระเด้งไปหาเธอ เสียงดังโหวกแวกผ่านไปเหมือนแสงไฟ ทำให้อลิสันและเพื่อน ๆ ขบขัน
ห้องบอลรูมขนาดยักษ์ที่โรงแรม Renaissance Hotel ใกล้กับถนน Hollywood Boulevard และถนน Highland Avenue ได้รับการดัดแปลงมาเป็นห้องประชุมที่เทอร์เรนซ์ บันด์ลี่ เป็นประธานและทำให้คาร์ลต้องประทับใจ นิคและศิลปินกว่า 800 คน ไล่กวดพวกเขาให้ในที่สุดพากันประสานเสียงกับคำว่า ได้!
และนั่นไม่ใช่ฉากกับผู้คนเพียงฉากเดียว มีส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ที่คาร์ลและอลิสันต้องเดินทางไปเนบราสก้าที่จุดมุ่งหมายของพวกเขาอยู่ที่ เกมส์ฟุตบอลของเนบราสก้า ฉากหลายฉากของภาพยนตร์เรื่อง Yes Man นั้นถ่ายทำกันที่มหาวิทยาลัย University of Nebraska-Lincoln’s Memorial Stadium ต่อหน้าแฟน ๆ กว่า 84,000 คนของเนบราสก้า กลับมาในเมืองลอสแองเจลิส ทีมงานยังได้เก็บภาพบางส่วนกับแคร์รี่ เดสชาเนลและตัวแสดงประกอบมากกว่า 700 คนที่ Memorial Colisium ของเมือง แอลเอ ทีมงานสร้างและทีมงานแสดงตื่นเต้นกันมากเมื่อพวกเขาได้เข้าไปยังสถานที่ประวัติศาสตร์ สนามกีฬาที่เป็นเหมือนถ้ำและอีกหลายคนอดไม่ได้ที่จะขว้างลูกบอลไปมาบนพื้นหญ้าเทียม รวมทั้งแคร์รี่ที่แต่งตัวเป็น คอร์นฮัสเกอร์ซึ่งมีความพยายามที่จะเตะลูกบอลอยู่หลายครั้งอีกด้วย

“คืนนี้เต้นร๊อคกันไหม?”

ดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง Yes Man เช่นเดียวกับภาพยนตร์ทุกเรื่องของเพย์ตัน รีด “ผมเป็นแฟนเพลงพันธุ์แท้เชียวนะครับและผมก็ทำภาพยนตร์มาหลายเรื่องที่มีดนตรีเป็นเรื่องสำคัญ หลังจากที่ผมได้ปิดกล้องเรื่อง Bring It On และเรื่อง Down With Love ผู้ชมบอกผมว่าทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์เพลงอย่างไม่ต้องมีเพลงก็ได้” รีดเล่า “จากภาพยนตร์เรื่องนี้มันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับดนตรีอยู่หลายตอนจากตัวตนของจิม แคร์รี่ที่หัดเรียนรู้การเล่นกีต้าร์กับวงดนตรีของอลิสัน ขอบเขตของเรื่องนี้ทำให้ผมสามารถใช้ความคิดทางดนตรีที่หลากหลายได้ครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องสนุกสำหรับผมทีเดียว”
ซูอี้ เดสชาเนลเป็นนักร้องและเป็นผู้ประพันธ์เพลงที่มีความสามารถ เธอเข้าร่วมทีมกับวง วอน ไอว่าของ ซานฟรานซิสโกอย่างมีความสุข ซึ่งวงนี้ได้รับการคัดเลือกสำหรับภาพยนตร์โดยโจนาธาน คาร์ปซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายดนตรี “ผมได้ดูการแสดงของวง วอน ไอว่าทางซีดีและพบว่าพวกเขายอดเยี่ยมและเป็นวงที่มีพรสวรรค์มาก ๆ ครับ” คาร์ปเล่า “พวกเขามีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะงั้นเราได้นำซูอี้และสาว ๆ จากวงวอน ไอว่า คือ เบคกี้ เคลลี่และจิลเลี่ยน – มาร่วมกันเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อซ้อมใหญ่ ตามมาด้วยช่วงหนึ่งสำหรับอัดเสียงกันครับ ในระหว่างขั้นตอนนี้ พวกเขาเข้ากันและได้กลายมาเป็นวงเล็กที่ผสมผสานกันได้อย่างดีสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”
เดสชาเนลได้มีส่วนในการประพันธ์เนื้อร้องสำหรับเพลงของวงร่วมกับสมาชิกของวง วอน ไอว่า รวมทั้งผู้กำกับการแสดงคือ เพย์ตัน รีดและคาร์ป ในเรื่องนี้อลิสันจะต้องแสดงอารมณ์ร่วมไปกับเพลงหลายเพลงที่เธอแสดงกับวงพิเศษชื่อว่า Munchausen by Proxy “ในช่วงซ้อมใหญ่ พวกเราเขียนเพลงและเนื้อเพลงกันเองและเราก็เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยม” เดสชาเนลเล่า “มันสนุกมากในการได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการสร้างสรรค์นี้ค่ะ และในตอนที่เราถ่ายทำหลายฉากการแสดงมันเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นทีมงานฮัมเพลงที่เป็นของพวกเราค่ะ”
“พวกเราโชคดีมากที่ได้ซูอี้มาแสดงเป็นอลิสันในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเธอนำหลายอย่างมาสู่เรื่องนี้ครับ” คาร์ปให้ข้อสังเกตุ “เธอเยี่ยมยอดและเป็นนักร้องที่มีประสบการณ์และยังเป็นนักเขียนเพลงที่สามารถอีกด้วย เราต้องให้เครดิตเธอมาก ๆ เลยสำหรับเนื้อร้องที่สนุกสนาน”
เพลงนั้นมีความสำคัญเช่นกันสำหรับรีด “ผมเป็นแฟนเพลฃงของวง Eels และหัวหน้าวง Eels เป็นผู้ชายที่ชื่อว่า E คนนี้ พวกเราคิดกันว่ามันคงจะเป็นเรื่องยากที่จะชวนให้เขาร่วมกับเราแต่เขาได้ดูภาพยนตร์และผมคิดว่าในตอนต้นเขาคงจะชอบสองอย่างที่เกี่ยวกับมัน: มันถ่ายทำในละแวกบ้านของเขา และมันเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ปิดตัวเองและเป็นคนที่รู้สึกกดดัน โดยเขาได้เปิดโลกของตัวเองออก และนั่นเป็นเรื่องราวที่อยู่ในเพลงที่เขาเคยเขียนมันขึ้นนะครับ มันเลยทำให้เขาเชื่อมโยงได้กับเรื่องราวของเราและตกลงที่จะทำเพลงให้เราครับ”
E ซึ่งชื่อเต็มของเขาก็คือ มาร์ค โอลิเวอร์ เอเวอร์เรต ทำงานกับ ไลล์ เวิร์คแมนซึ่งเป็นผู้แต่งเพลงเพื่อสร้างดนตรีประกอบขึ้นมา ผู้กำกับการแสดงกล่าวต่อว่า “E และ ไลล์ได้ใช้บางส่วนของดนตรีของ Eel ที่มีอยู่แล้ว และจากนั้นพวกเขาก็แต่งเพลงใหม่เพื่อให้เข้ากับส่วนเดิมด้วย ผมคิดว่าโดยรวมแล้วดนตรีได้เติมเต็มส่วนที่เป็นด้านความรู้สึกรวมไปถึงรสชาดในส่วนนั้นของเมืองลอสแองเจลิสครับ”

“ผมจะมีงานเลี้ยงนิดหน่อยที่บ้าน - มันเป็นงานแฟนซีหมวกและวิคผม”

การออกแบบเครื่องแต่งกายที่แปลกประหลาดสำหรับวงของอลิสันเป็นหนึ่งในงานที่ต้องใช้ความท้าทายทางการสร้างสรรค์ของมาร์ค บริดเจสผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายซึ่งทำงานกับ ซูอี้ เดสชาเนล เพื่อสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่เตะตาอย่างไม่มีใครเหมือนของวง Munchausen By Proxy ที่ใส่ในภาพยนตร์เรื่องนี้
“ผมได้ดูซูอี้และวง วอน ไอว่าแสดงช่วงซ้อมใหญ่และผมคิดว่าสไตล์และการเคลื่อนไหวของพวกเธอน่าจะเป็นเสื้อผ้าแนวเซ็กซี่แต่จะร่วมสมัยแบบอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนใน 20 ปีและจะเป็นแนว ๆ พั๊งค์ของปี 80 รวมกับศตวรรษที่ 18 ทำนองนั้นครับ” บริดเจสหัวเราะ “พวกเราเอาหลาย ๆ ชิ้นเหมือนกับมีการโชว์และดึงอย่างละนิดอย่างละหน่อยมาจากเพลงของพวกเธอ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละเพลงครับ”
บริดเจสยังสนุกสนานกับการออกแบบเสื้อผ้าให้กับงานปาร์ตี้แฟนซีที่บ้านนอร์มซึ่งเป็นเจ้านายของคาร์ล “หนึ่งในหลายอย่างที่น่าสนใจคือการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับงานปาร์ตี้ที่บ้านของนอร์มนะครับ” สำหรับงานปาร์ตี้แฮร์รี่ พอตเตอร์ บริดเจสเล่าให้ฟังว่า “พวกเราต้องแน่ใจว่าเครื่องแต่งกายดูแล้วเป็นมือสมัครเล่น เหมือนกับที่ผู้คนในภาพยนตร์เอามาประกอบกัน เพราะงั้นเราจะให้เสื้อผ้าที่ถูก ๆ ที่ดูเหมือนจริงและใช้แล้ว พวกเราใช้เสื้อครุยและบางอย่างที่มีใบอนุญาต รวมไปถึงที่ปิดตาประหลาด ๆ และอีกมากมายที่ดูแตกต่างสำหรับตัวละครแต่ละตัวกันครับ”
สำหรับปาร์ตี้ 300 ของนอร์ม บริดเจสและทีมงานของเขายังต้องแน่ใจว่าเครื่องแต่งกายก็ต้องดูว่าทำกันเอง “พวกเราพยายามที่จะเลือกเสื้อผ้าที่เป็นสัญลักษณ์จากภาพยนตร์และเลียนแบบมันออกมาในทางประหลาดที่สุดครับ” บริดเจสกล่าว “ยกตัวอย่างเช่น แขกที่มางานเลี้ยงคนหนึ่งมีรอยเจาะมากมายและมาแบบเปลือยไปครึ่งตัว พวกเรายังใช้ผ้าซ่อนรอบ ๆ คอและติดห่วงต่างหูที่จมูกพวกเขาอีกด้วยครับ”


คำว่า ได้ กลายมาเป็น ไม่ แบบใหม่

หัวใจและความสนุกสนานของภาพยนตร์เรื่อง Yes Man คือการได้มองดูการเดินทางของคาร์ลและทุก ๆ ในระยะเวลาที่เกิดขึ้น โดยคนเหล่านั้นเปิดชีวิตให้โอกาศต่าง ๆ กับเขาเมื่อเขาเริ่มต้นที่จะพูดว่า ได้
“โชคไม่ดีที่โลกนี้เต็มไปด้วยผู้คนประเภท ไม่นะครับ” เดวิด เฮย์แมนให้ข้อสังเกตุ “อย่างไรก็ตาม ผมรู้สีกว่าชีวิตที่ผ่านมาของผมนั้นเป็นไปได้ดีเพราะผมจะเป็นประเภท ได้มากกว่า ผมอยากที่จะอยู่ในวงการภาพยนตร์ เพราะงั้นไม่ว่าจะขัดต่ออะไรทั้งหมด ผมย้ายที่อยู่มา 3,000 ไมล์เพื่อมานิวยอร์ค จากนั้นก็อีก 3,000 ไมล์มาที่ลอนดอนซึ่งเป็นเรื่องที่บ้ามาก แต่ผลมันก็ออกมาดีสำหรับผมครับ”
“ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือเราควรจะคว้าโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และโอกาสนั้นไม่มีวันมาถึงถ้าคุณเป็นคนที่ปฏิเสธเสียในทุก ๆ เรื่อง เมื่อคุณปิดประตูนะครับ” ซานุคเล่า “ผมหวังว่าผู้ชมน่าจะได้ข้อคิดอะไรกลับไปบ้าง พร้อมกับความสนุกสนานกับภาพยนตร์แสนตลกเรื่องนี้ครับ”
“หลายครั้งในการเตรียมงานก่อนเปิดกล้องและระหว่างการเขียน พวกเรามีทุกวันนี้อย่างที่เราจะค่อย ๆ พูดว่า พวกเราจะพูดว่า ได้กับทุก ๆ อย่างครับ” เพย์ตัน รีดซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงกล่าว “และอันที่จริงแล้ว เมื่อเราเปิดใจให้กับอะไร ๆ มากยิ่งขึ้น มันจะเป็นความรู้สึกประหลาดแต่มหัศจรรย์ ผมไม่ได้อยากจะพูดเหมือนพวกมนุษย์ประหลาดที่อยู่ในภาพยนตร์อะไรทำนองนั้นหรอกนะครับ แต่มันเห็นผลจริง ๆ ผมคิดว่าหนทางที่เราเข้าหาหลายอย่าง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดใจให้รับประสบการณ์มากกว่านะครับ”
“ผมเองมีหลายช่วงกับคำว่า ได้ของผมครับ” แคร์รี่เล่า “แล้วมันก็มีอีกหลายช่วงเหมือนกันที่ผมคิดว่า อะไรมันสิงให้ผมพูดว่าได้ออกไปกับสิ่งนั้นสิ่งนี้นะ? แต่ที่สุดแล้ว คุณก็จะรู้ว่า นี่แหละการมีชีวิตล่ะ”



นักแสดง

จิม แคร์รี่ (คาร์ล อัลเลน)
เป็นนักแสดงหนุ่มเจ้าของรางวัลมากมายทั้งทางด้านการแสดงที่เป็นดราม่าและการแสดงแนวตลก ในปี 1999 เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในฐานะ Best Actor in Motion Picture – Musical or Comedy ในบทบาทนำจากผลงานของ ปีเตอร์ เวียร์เรื่อง The Truman Show และในปีต่อมาเขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่สองในฐานะ Best Actor in a Motion Picture – Musical or Comedy สำหรับการแสดงที่เขารับบทเป็น แอนดี้ คอฟแมนในภาพยนตร์ผลงานของ ไมลอส ฟอร์แมนเรื่อง Man on the Moon ในช่วงอาชีพการแสดงของเขา แคร์รี่ได้รับการยอมรับหลายต่อหลายครั้งโดยได้รับรางวัล MTV Movie Awards รางวัล People’s Choice Awards และรางวัล Nikelodeon Kids’ Choice Awards
ต่อมาแคร์รี่ได้ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง I Love You Phillip Morris ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวคอมเมดี้มืดที่เขียนและกำกับการแสดงโดย เกลน ฟิคาร์ร่าและจอห์น เรอควอ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2009 เขาได้แสดงในเรื่อง Christmas Carol ซึ่งมีเค้าโครงมาจากนิทานคลาสสิคของ ชาร์ล ดิคเก้นโดยการดัดแปลงของ โรเบิร์ต ซิมิคิสซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย จากขั้นตอนของการแสดง เทคนิคการ์ตูนแบบสามมิติแคร์รี่แสดงเป็น อิเบนเนสเซอร์ สครูจ์และเจ้าปีศาสสามตัวที่คอยหลอกหลอนเขาอยู่อีกด้วย
ล่าสุดนี้เราจะได้ยินเขาให้เสียงภาคให้กับตัวละครนำในภาพยนตร์การ์ตูนในรูปแบบของ ด๊อกเตอร์ เซอูสเรื่อง Horton Hears a Who! ซึ่งเป็นภาพยนตร์ยอดฮิตของบล๊อคบัสเตอร์ ในปี 2007 แคร์รี่ได้ร่วมแสดงกับเวอร์นิเนีย แมดเซ่นในภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญเรื่อง The Number 23 กำกับการแสดงโดย โจเอล ชูว์เมคเกอร์ เขายังได้ร่วมแสดงกับ ทีอา ลีโอนี่ในภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิตในปี 2005 เรื่อง Fun with Dick and Jane กำกับการแสดงโดย ดีน พาริซอทและอำนวยการสร้างโดย ไบรอัน เกรเซอร์ ในปีก่อนหน้านี้เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Lemony Snicket’s a Series of Unfortunate Events ซึ่งมีเค้าโครงมาจากหนังสือซีรี่ส์สำหรับเด็กโดย แดเนี่ยล แฮนด์เลอร์ รวมไปถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัล BAFTA Award ในฐานะ Best Actor
ในปี 2003 แคร์รี่ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เรื่อง Bruce Almighty ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องที่ทำเงินมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี ภาพยนตร์เรื่อง Bruce Almighty ยังเป็นความสำเร็จในการร่วมงานกันครั้งที่สามกับผู้กำกับการแสดง ทอม ชาเดียคซึ่งก่อนหน้านี้ได้กำกับการแสดงเขาในภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิตเรื่อง Ace Venntura: Pet Detective และเรื่อง Liar Liar ในปี 2001 เขาได้ร่วมแสดงในเรื่อง The Majestic และในปี 2000 แคร์รี่ยังได้รับบทที่โดดเด่นในภาพยนตร์ที่ทำเงินแห่งปีเรื่อง How the Grinch Stole Christmas ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่มาจากเค้าโครงเรื่องคลาสสิคของด๊อกเตอร์ ซูส การรับบทเป็นคริช ได้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลลูกโลกทองคำในฐานะ Best Actor in Motion Picture – Musical or Comedy และในช่วงซัมเมอร์ของปีนั้นแคร์รี่ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ของพี่น้อง ฟาร์เรลเรื่อง Me, Myself and Irene ในปี 2000 เขาได้รับสมญาว่า Male Star of the Year ที่ ShoWest
ก่อนหน้านี้แคร์รี่ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ShoWest Comedy Star of the Year in 1995 สำหรับการแสดงที่โดดเด่นในภาพยนตร์คอมเมดี้ของฮิตเรื่อง Dumb & Dumber ซึ่งเป็นผลงานการเขียนและกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกของ ปีเตอร์และบ๊อบบี้ ฟาร์เรล; ภาพยนตร์เรื่อง Ace Ventura: Pet Detective และเรื่อง The Mask ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่แคร์รี่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลลูกโลกทองคำในฐานะ Best Actor in a Motion Picture – Musical and Comedy และต่อมาเขาก็ได้การเสนอชื่อสำหรับรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งจากเรื่อง Liar Liar ในปี 1997
เขาเกิดใน นิวมาร์เก็ต ออนตาริโอ แคร์รี่เริ่มงานอาชีพในวงการแสดงจากการเป็น Stand-up Comedy เมื่อเขายังเป็นวัยรุ่น เขาย้านมาที่ลอสแองเจลิสเมื่ออายุได้ 19 ปี และในทันทีก็ได้กลายมาเป็นนักแสดงประจำที่ร้าน Mitzi Shore’s Comedy Store โดยเขากลายเป็นจุดสนใจ ของนักแสดงตลกที่เป็นประหนึ่งตำนานอย่าง รอดนี่ แดนเจอร์ฟิลด์ โดยแดนเจอร์ฟิลด์ประทับใจในนักแสดงตลกหนุ่มและพวกเขาได้เริ่มร่วมงานออกทัวร์ด้วยกัน
ในปี 1982 เขาได้รับการคัดเลือกสำหรับซีรี่ส์ทางช่อง NBC เรื่อง The Duck Factory และในปีต่อมาเขาก็ได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Once Bitten นำแสดงโดย ลอว์เรน ฮัตตัน ต่อมาเขาก็ได้รับบทในภาพยนตร์ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่าเรื่อง Peggy Sue Got Married และในภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง Earth Girls Are Easy โดยร่วมแสดงกับ จีน่า เดวิส ในปี 1988 แคร์รี่ได้ร่วมแสดงสั้น ๆ แต่น่าจดจำโดยรับบทเป็น จอห์นนี่ สแควร์ ซึ่งเป็นดาราร๊อคที่ทำร้ายตัวเองในภาพยนตร์ผลงานของคลิ้นท์ อีสท์วูดเรื่อง The Dead Pool
ในปี 1990 แคร์รี่ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์รวมดาราดังยอดฮิตทางโทรทัศน์ของฟ๊อกซ์ ในเรื่อง The Living Color ในเดือนพฤศจิกายนปี 1991 ผลงานโชว์พิเศษชื่อ Jim Carrey’s Unnatural Act ได้รับการเบิดตัวออกฉายเป็นครั้งแรก ต่อมาเขาได้รับบทนำเป็นคนติดเหล้าที่พยายามจะดำเนินชีวิตไปให้ได้ในภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล เอมมี่ เรื่อง Doing Time on Maple Drive
ในปี 1994 หลังจากหลายปีของความสำเร็จจากเรื่อง In Living Color แคร์รี่ก็ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อเขาแสดงในบทนำในภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิตเรื่อง Ace Ventura: Pet Detective ภาพยนตร์ตอนต่อมาของเขายังรวมไปถึงเรื่อง Ace Ventura: When Nature Calls; การรับสองบทบาทเป็น Riddler/Dr. Edward Nygma ในภาพยนตร์ผลงานของ โจเอล ชูว์เมคเกอร์เรื่อง Batman Forever; และเรื่อง Cable Guy กำกับการแสดงโดย เบน สติลเลอร์

ซูอี้ เดสชาเนล (อลิสัน) เป็นหนึ่งในดาราสาวที่ได้รับการค้นหาของวงการ
ฮอลลีวู้ด ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งปิดกล้องบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Gigantic โดยร่วมแสดงกับ พอล ดาโน่และในภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้เรื่อง 500 Days of Summer โดยร่วมแสดงกับ โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์
ก่อนหน้านี้เดสชาเนลได้ร่วมแสดงกับมาร์ค วาห์เบิร์กในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง The Happening ให้กับผู้กำกับการแสดง เอ็น ไนท์ ชยามาลาน ภาพยนตร์ไซ-ไฟยอดฮิตที่ได้รับการเสนอชื่อสำหรับมินิซีรี่ส์ เอ็มมี่ อวอร์ดเรื่อง Tin Man และภาพยนตร์อิสระเรื่อง The Go-Getter โดยร่วมกับ ลู เทย์เลอร์-พูชชี่
ปีที่แล้ว เดสชาเนลได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Bridge to Teribithia โดยมีเค้าโครงมาจากหนังสือนิยายของเด็กที่ได้รับรางวัล Newberry และให้เสียงเป็นนกเพนกวินจอมวินเซิร์ฟร่วมกับชีอา ลาเบิร์ฟและเจฟ บริดเจดส์ในภาพยนตร์การ์ตูนยอดฮิตเรื่อง Surf’s Up
เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Assasination of Jesse James by Coward Robert Ford โดยร่วมแสดงกับแบรด พิตต์และเคซี่ เอฟเฟลค และในภาพยนตร์อิสระเรื่อง Live Free and Die โดยร่วมแสดงกับ แอร่อน สแตนฟอร์ด เรื่อง Flakes ร่วมแสดงกับแอร่อน สแตนฟอร์ดสำหรับผู้กำกับการแสดง ไมเคิล เลห์แมนน์ และเรื่อง The Good Life สำหรับนักเขียน/ผู้กำกับการแสดง สตีเฟ่น เบอร์ร่า
ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อก่อนหน้านี้ของ เดสชาเนลยังรวมไปถึงเรื่อง Winter Passing ร่วมแสดงกับ เอ็ด แฮร์ริสและวิลล์ ฟาร์เรล; เรื่อง Failure to Launch ร่วมแสดงกับ แมทธิว แมคคอนาฮี่และซาร่าห์ เจสสิการ์ ปาร์คเกอร์; รับบทนำในภาพยนตร์ยอดนิยมทางบ๊อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Hitchhikers Guide to the Galaxy ร่วมกับแซม ร๊อคเวลล์ มอส เดฟและจอห์น มัลโควิช; และร่วมแสดงกับวิลล์ ฟาร์เรลในเรื่อง Elf สำหรับผู้กำกับการแสดง จอน ฟาวโรว์ซึ่งทำให้เธอได้รับการกล่าวขวัญสำหรับการแสดงที่โดดเด่นและเสียงร้องที่น่าประทับใจของเธอ
เธอยังได้ร่วมแสดงในเรื่อง All the Real Girls ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Independent Spirit Award ในฐานะ Lead Actress; เรื่อง Abandon ให้กับผู้กำกับการแสดง สตีเฟ่น กาห์ฮาน; เรื่อง Big Trouble ให้กับผู้กำกับการแสดง แบร์รี่ ซันเนนเฟลด์; เรื่อง The Good Girl ร่วมแสดงกับเจนนิเฟอร์ อนิสตัน; และเรื่อง Eulogy ร่วมแสดงกับเดบร้า วินเกอร์และเรย์ โรมาโน่
เดสชาเนลเริ่มการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 1999 ในผลงานภาพยนตร์
ดราม่าการรวมดาราของลอว์เรนซ์ คาสเดนเรื่อง Mumford จากนั้นเธอก็ได้ร่วมแสดงกับ บิลลี่ ครูดัพ เคธ ฮัดสันและฟรานเซส แมคเดอร์มันด์ในผลงานภาพยนตร์ของคาเมร่อน โครว์เรื่อง Almost Famous
นอกจากผลงานของเธอทางจอเงินแล้วเธอยังได้รับการกล่าวขวัญจากการที่เธอร่วมงานกับ เอ็น วอร์ดในผลงานอัลบั้มแรกของเธอคือ She + Him Volume 1
เดสชาเนลซึ่งได้ชื่อสำหรับตัวละครที่เป็นชายในผลงานของ เจ ดี ซาลิงเกอร์เรื่อง Franny and Zooey ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กกับมารดาที่เป็นนักแสดงของเธอคือ
แมรี่ โจและบิดาคือ คาเลบ ซึ่งเป็นช่างภาพที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Academy Award เธอให้เครดิตว่าพ่อของเธอนั้นเป็นคนกลั่นกรองเธอในมุมมองและมีรูปแบบที่ดูดี
แบรดดี้ คูเปอร์ (ปีเตอร์) จะได้เห็นเขาในภาพยนตร์คอมเมดี้รวมดาราเรื่อง He’s Just Not That Into You จากผู้กำกับการแสดง เคน ควาพิส นำแสดงโดย เบน เอฟเฟลค เจนนิเฟอร์ อนิสตันและดรูว์ แบร์รี่มอร์ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน ในตอนนี้เขากำลังทำงานเรื่อง The Hangover ภาพยนตร์คอมเมดี้ซึ่งกำกับการแสดงโดย ทอด์ ฟิลลิป ซึ่งคูเปอร์รับบทเป็นคุณครูที่อยู่ในระหว่างการฉลองงานเลี้ยงสละโสดในเวกัสและกำลังจะเปิดกล้องภาพยนตร์ของผู้กำกับการแสดง ไมเคิล คอร์เรนท์เรื่อง The Prince of Providence นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยมส์
อีกเรื่องที่มีโปรแกรมจะออกฉายในช่วงต้นปี 09 ชื่อ เรื่อง All About Steve ซึ่งเป็นเรื่องราวที่นำแสดงโดย คูเปอร์ที่เป็นจุดสนใจของแซนดร้า บูลล๊อคและน่าตื่นเต้นในเรื่อง Case 39 ซึ่งเขาแสดงร่วมกับ เรอเน เซลวิคเกอร์และเอียน แมคเชน
ผลงานสร้างชื่อของคูเปอร์ยังรวมไปถึงภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้เรื่อง Failure to Launch นำแสดงโดย แมทธิว แมคคอนนาฮี ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์และซูอี้ เดสชาเนลและผลงานภาพยนตร์ยอดฮิตของเดวิด ดอบกิ้นเรื่อง Wedding Crashers นำแสดงโดย วินซ์ วอห์นและโอเว่น วิลสัน ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของคูเปอร์ ซึ่งตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างมากคือภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง Wet Hot American Summer นำแสดงโดย จานีน กาโรฟาโร เดวิด ไฮด์ เพียร์ซและพอล รัดด์
ในช่วงต้นของปีนี้ คูเปอร์เพิ่งปิดกล้องการถ่ายทำหลักให้กับภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายเรื่อง New York, I Love You ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแบบอเมริกันมาจากเรื่องที่ได้รับการกล่าวขวัญคือ Paris Je T’Aime; ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่สองที่คูเปอร์ได้ร่วมทำงานกับพี่น้องฮิวจ์คือ อัลเบิร์ตและอัลเลน ตามมาด้วยการร่วมงานกับซีรี่ส์ทางช่อง USA Network เรื่อง Touching Evil
นักแสดงหนุ่มยังได้กลับมารับบทเดิมให้กับโชว์ยอดนิยมทางโทรทัศน์เรื่อง Nip/Tuck และร่วมแสดงบทนำในคอมเมดี้กล้องเดี่ยวเรื่อง Kitchen Confidential ซึ่งมีเค้าโครงมาจากการลองและความยากลำบากของแอนโธนี่ โบว์เดนซึ่งเป็นพ่อครัวและนักเขียนที่เลื่องชื่อ ผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์ที่ได้รับชื่อเสียงของคูเปอร์ยังรวมไปถึงภาพยนตร์ซีรี่ส์ที่ได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวับลูกโลกทองคำเรื่อง Alias นำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์; เรื่อง Jack & Bobby นำแสดงโดยคริสทีน ลาห์ติ; เรื่อง The Street; เรื่อง Law & Order และซีรี่ส์ที่ตามมาคือเรื่อง SVU และเรื่อง Trial By Jury
คูเปอร์เริ่มงานทางบรอดเวย์เป็นเรื่องแรกร่วมกับจูเลีย โรเบิร์ตและพอล รัดด์ซึ่งเป็นผู้ช่ำชองทางละครเวทีภายใต้การกำกับการแสดงของ โจ มอนเทลโลเรื่อง Three Days of Rain ก่อนหน้านั้นเขายังได้ร่วมกับทีมนักแสดงคือ เทเรซา รีเบคซึ่งแสดงเรื่อง The Understudy ซึ่งเปิดตัวที่งานเทศกาล Williamstown Theatre Festival ที่ตั๋วขายหมดและได้รับการเชิญให้มาเปิดการแสดงที่บรอดเวย์ในปี 2009
คูเปอร์จบการศึกษาเกียรตินิยมทางโปรแกรมภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย Georgetown University ก่อนหน้าที่จะย้ายมาที่ นิวยอร์ค ซิตี้เพื่อเรียนต่อปริญญาโททางด้าน Fine Arts ที่สถาบัน Actors Studio Drama School ที่มหาวิทยาลัย New School University
จอห์น ไมเคิล ฮิคกิ้นส์ (นิค) เป็นที่รู้จักกันดีจากบทบาทที่หลากหลาย จากบาทที่เขาแสดงเป็น เดวิด เลตเตอร์แมนในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญทางช่อง HBO เรื่อง The Late Shift มาสู่การแสดงที่เขารับบทเป็น ชิห์ สุผู้ร่าเริงในภาพยนตร์คอมเมดี้ของคริสโตเฟอร์ เกสท์เรื่อง Best in Show เขาเป็นนักแสดงประจำของคณะของเกสต์ ฮิคกิ้นส์ยังได้ร่วมแสดงในเรื่อง For Your Consideration และเรื่อง A Mighty Wind ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งปิดกล้องผลงานภาพยนตร์การกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกของ เจฟฟ์ บาลิสเรื่อง Still Waiting โดยร่วมแสดงกับ จัสติน ลองและมีภาพยนตร์อีกสองเรื่องซึ่งมีกำหนดจะออกฉายในปี 2009 เรื่อง Dirty Girl นำแสดงโดย ลิซ่า คูโดรว์และภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับการแสดง วิลล์ คลัค เรื่อง Fired Up
ผลงานสร้างชื่อเรื่องอื่นของฮิคกิ้นส์ยังรวมไปถึง ผลงานของนักเขียน/ผู้กำกับการแสดง เจค คาสเดนเรื่อง Walk Hard: The Dewey Cox Story จากผลงานของผู้เขียน/ผู้อำนวยการสร้าง จูดด์ อปาโทว์; ผลงานของทอม ชาเดียเรื่อง Evan Almighty นำแสดงโดย สตีฟ คาร์เรลและมอร์แกน ฟรีแมน; เรื่อง Fred Claus กำกับการแสดงโดย เดวิด ดอบกิ้นและนำแสดงโดย วินซ์ วอห์นและพอล กีอาแมตตี้; ผลงานของเพย์ตัน รีดเรื่อง The Break-Up ร่วมแสดงกับวอห์นและเจนนิเฟอร์ อนิสตัน; ผลงานของดีน พาริซอทเรื่อง Fun with Dick and Jane นำแสดงโดย จิม แคร์รี่และทีอา ลีโอนี่; ผลงานของเดวิด เอส กอยเยอร์เรื่อง Blade: Trinity นำแสดงโดย เวสลี่ สไนป์; ผลงานของ คริส โคลัมบัสเรื่อง Bicentennial Man นำแสดงโดย โรบิ้น วิลเลี่ยมส์; และผลงานที่ได้รับการกล่าวขวัญของ แบร์รี่ เลวินสันเรื่อง Wag the Dog ร่วมแสดงกับโรเบิร์ต เดอ นีโรและ
ดัสติน ฮอฟแมน
นอกจากงานทางภาพยนตร์ของเขา ฮิคกิ้นส์ยังคุ้นหน้าคุ้นตากับภาพยนตร์โทรทัศน์ โดยตอนนี้เขาร่วมแสดงกับมอลลี่ แชนน่อนและเซลม่า แบลร์ในภาพยนตร์ซิท คอมเรื่อง Kath & Kim เขายังได้ร่วมแสดงประจำในซีรี่ส์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง Arrested Development มิทช์ เฮอร์วิทซ์ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์โชว์ร่วมเขียนกับคริสโตเฟอร์ เกสต์ กำกับการแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง The Thick of It โดยมีเค้าโครงเรื่องมาจากซีรี่ส์ทางช่อง BBC โดยมีฮิคกิ้นส์อยู่ในหัวให้เป็นดารานำ ผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์อีกหลายเรื่องของเขายังรวมไปถึงการร่วมแสดงประจำในผลงานของ เดวิด อี เคลลี่ เรื่อง Ally McBeal โดยให้เสียงของ Mentak the Mindtaker ในภาพยนตร์การ์ตูนซีรี่ส์คอมเมดี้ของ Adult Swim เรื่อง Harvey Birdman, Attorney at Law
เทอเรนซ์ แสตมป์ (เทอร์เรนซ์ บันด์ลี่) เป็นชาว โบว์ ลอนดอน เริ่มงานในวงการแสดงในบทนำจากผลงานของปีเตอร์ อุสตินอฟเรื่อง Billy Budd ซึ่งเป็นเรื่องราวดัดแปลงจากนิยายคลาสสิคในปี 1962 ของเฮอร์แมน เมลวิลล์ซึ่งทำให้แสตมป์ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Academy Award และได้รับความสนใจไปทั่วโลก
จากความสำเร็จในตอนเริ่มต้นของอาชีพ เขาได้ร่วมงานกับผู้สร้างภาพยนตร์เลื่องชื่อมากมายโดยได้แสดงในภาพยนตร์ของ วิลเลี่ยม ไวเลอร์เรื่อง The Collector ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายของ จอห์น ฟอว์เลส ร่วมแสดงกับซาแมนต้า เอคก้าร์และในภาพยนตร์เรื่อง Modesty Blaise ให้กับผู้กำกับการแสดง โจเซฟ โลซี่และผู้กำกับการแสดง โจ แจนนี่ แสตมป์ได้กลับมาร่วมงานกับแจนนี่ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างสำหรับภาพยนตร์สองเรื่อง; ผลงานของ จอห์น เชลซิงเกอร์จากผลงานการดัดแปลงของ โธมัส ฮาร์ดี้เรื่อง Far From the Madding Crowd ร่วมแสดงกับ จูลี่ คริสตี้และผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของ เคน โลชเรื่อง Poor Cow
หลังจากเดินทางไปที่อิตาลีเพื่อแสดงในผลงานของ เฟรเดริโก เฟลลินี่ เรื่อง Toby Dammit ซึ่งมีความยาว 50 นาทีจากการดัดแปลงของ เอ็ดการ์ อัลเลน โพเรื่อง Spirits of the Dead แสตมป์ ปักหลักอยู่ที่นี่นานหลายปี และในระหว่างเวลานั้นผลงานภาพยนตร์ของเขายังรวมไปถึงผลงานของ ปีแอร์ ปาโล ปาโซลินี่เรื่อง Toerema ร่วมแสดงกับ ซิลวาน่า แมนกาโน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเขายังรวมไปถึงผลงานของอลัน คุ๊กเรื่อง The Mind of Mr. Soames; ผลงานของ ริชาร์ด ดอนเนอร์เรื่อง Superman และผลงานของ ริชาร์ด เลสเตอร์เรื่อง Superman II โดยรับบทเป็นนายพล ซอด ซึ่งเป็นผู้ร้ายชาวคริปโตเนี่ยน; ผลงานของปีเตอร์ บรู๊ค เรื่อง Meeting with Remarkable Men; เรื่อง Stephen Frears เรื่อง The Hit; ผลงานของ ริชาร์ด แฟรงคลิ้นเรื่อง Link; ผลงานของ ไอแวน รีตแมนเรื่อง Legal Eagles; ไมเคิล ซิมิโนเรื่อง The Sicilian; และผลงานของโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง Wall Street เรื่อง Prince of Shadows ซึ่งเขาแสดงให้กับผู้กำกับการแสดง ปิลาร์ ไมโร ได้รับรางวัล Silver Bear ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival สแตมป์ยังได้ร่วมแสดงกับกาย เพียร์ซและฮิวโก้ วีฟวิ่งในภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert ให้กับผู้กำกับการแสดง สตีเฟน อีเลียต
ในปี 1999 แสตมป์แสดงบทนำในผลงานของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์กเรื่อง The Limey ซึ่งเริ่มได้รับการกล่าวขวัญในงานเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival โดยทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อในฐานะ Best Male Lead ที่งานรับรางวัล Independent Spirit Awards ในปี 2000 ในฐานะ Best British Actor สำหรับรางวัล London Critics Circle Film (ALFS) Awards และทำให้เขาเป็นที่รู้จักสำหรับคอหนังรุ่นใหม่
เราจะได้เห็นแสตมป์ในภาพยนตร์ยอดนิยมทางบล๊อคบัสเตอร์ของ จอร์จ ลูคัสเรื่อง Star Wars, Episode I: The Phantom Menace ผลงานของ แฟรงค์ ออซเรื่อง Bowfinger เรื่อง Red Planet ภาพยนตร์คอมเมดี้ฝรั่งเศสเรื่อง My Wife is an Actress เรื่อง The Guest ผลงานของดิสนี่ย์เรื่อง The Haunted Mansion และเรื่อง Elektra
ในตอนช่วงต้นของปีนี้ สแตมป์ได้ร่วมแสดงกับแองเจลิน่า โจลี่และเจมส์ แมคอีวอยในภาพยนตร์แอ๊คชั่นเรื่อง Wanted เราจะได้เห็นเขาเร็ว ๆ นี้ร่วมแสดงกับทอม ครุย์เรื่อง Valkyrie จากผลงานของผู้กำกับการแสดง ไบรอัน ซิงเกอร์ ซึ่งเป็นเรื่องราวมาจากชีวิตจริงของการลอบยิง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
แสตมป์ยังเป็นนักเขียนที่สามารถ เขาได้ตีพิมพ์หนังสือจากความทรงจำสามเล่มรวมไปถึง Stamp Album เพื่อระลึกถึงมารดาที่ล่วงลับรวมไปถึงนิยายที่มีชื่อว่า The Night และตำราอาหาร โดยร่วมเขียนกับ อลิซาเบธ บักซ์ตัน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับบรรดาพวกที่ไม่ทานอาหารนม
ริส ดาร์บี้ (นอร์ม) ได้รับความสนใจในตอนแรกในสหรัฐอเมริกาปีที่แล้วในบทบาทของเมอร์เรย์ทางช่อง HBO จากเรื่อง Flight of the Conchords นี่เป็นบทบาทใหม่สำหรับเขาซึ่งเขาได้ร่วมแสดงในบทเดิมทางรายการโชว์ทางวิทยุช่อง BBC ซึ่งมีชื่อเดียวกัน
เขาเป็นอดีตทหารจากกองทัพนิวซีแลนด์และเป็นนักแสดงตลกที่ช่ำชองมาเป็นเวลา 10 ปี ดาร์บี้ได้เริ่มแจ้งเกิดในวงการจากภาพยนตร์เรื่อง Yes Man
การแสดงเดี่ยวตลกของเขาได้รับการอธิบายว่าเป็นการผสมผสานของอารมณ์และเสียงซาวน์เอฟเฟค การแสดงออก ความสังเกตุทางสายตา อาชีพของเขาทำให้เขาต้องย้ายจากบ้านเกิดประเทศนิวซีแลนด์มายังประเทศอังกฤษและอีกหลากหลาย เขาได้แสดงอารมณ์ขันที่ไม่มีใครเหมือนในหลาย ๆ สถานที่จนถึงประเทศไอซ์แลนด์และหมู่เกาะฟอล์คแลนด์และในหลาย ๆ งานเทศกาลจากงาน Edinburgh Fringe Festival ไปจนถึงงาน Montreal’s Just for Laughs
หลังจากอยู่ในประเทศอังกฤษและอเมริกาเป็นเวลา 7 ปี ในตอนนี้ดาร์บี้ได้ใช้ชีวิตพักผ่อนที่บ้านในประเทศนิวซีแลนด์กับภรรยาและลูกชายอายุสามขวบของเขา
แดนนี่ มาสเตอร์สัน (รูนีย์) เราจะได้เห็นเขาล่าสุดในภาพยนตร์อิสระเรื่อง Smiley Face ซึ่งเริ่มเปิดตัวออกฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival ปี 2007 ก่อนที่จะมาในงานเทศกาลภาพยนตร์ Toronto และ Cannes Film Festivals มาสเตอร์สันเป็นที่รู้จักดีสำหรับบทเด่นในภาพยนตร์ซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ยอดฮิตเรื่อง That’s 70’s Show ซึ่งออกฉายเป็นเวลาถึง 7 ปี
เขาเกิดและโตในนิวยอร์ค เขาเริ่มงานในวงการโดยเป็นนายแบบรุ่นเยาว์และได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์โฆษณามากกว่า 100 ชุดเมื่ออายุได้เพียง 16 ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ที่ลอสแองเจลิสและหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเป็นเรื่องแรกจากเรื่อง Beethoven’s 2nd
ผลงานสร้างชื่อเรื่องอื่นของมาสเตอร์สันยังรวมไปถึงเรื่อง Puff, Puff, Pass จากผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของ แมกกี้ ไฟเฟอร์; ผลงานของ แซม ไวซ์แมนเรื่อง Bye Bye Love; เรื่อง Comic Book Villains; ผลงานของ จอห์น วูเรื่อง Face/Off นำแสดงโดย จอห์น ทราโวต้าและนิโคลาส เคจ; ผลงานภาพยนตร์ตื่นเต้นของโรเบิร์ต โรดริงเกซ เรื่อง The Faculty; ผลงานภาพยนตร์ตื่นเต้นของเวส คราเวนเรื่อง Dracula 2000; และเรื่อง Too Pure ซึ่งเป็นภาพยนตร์อิสระซึ่งเขียนและกำกับการแสดงโดย ซันมิน ปาร์คซึ่งเปิดตัวออกฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์งานแรกของโรเบิร์ต เดอ นีโรคืองาน Annual Tribeca Film Festival
ผลงานของมาสเตอร์สันสำหรับภาพยนตร์จอแก้วยังรวมไปถึงการเป็นนักแสดงประจำให้กับซีรี่ส์เรื่อง Cybill เรื่อง Extreme และเรื่อง Joe’s Life รวมไปถึงการแสดงสม่ำเสมอให้กับเรื่อง Party of Five เรื่อง Roseanne และเรื่อง NYPD Blue เขายังเป็นนักแสดงรับเชิญเรื่อง Sliders เรื่อง American Gothic เรื่อง Empty Nest เรื่อง Jake and the Fat Man และเรื่อง The Tracy Ullman Show
นอกจากผลงานทางภาพยนตร์ทางโทรทัศน์แล้ว ก่อนหน้านี้มาสเตอร์สันได้เริ่มการออกทัวร์ทั่วประเทศในฐานะดีเจ โดยใช้ชื่อ ดีเจ มัมยีนส์ละได้อัดอัลบั้มเพลง เขายังเป็นนักลงทุนในร้านอาหารที่ลอสแองเจลิสชื่อ Dolce ร้าน Geisha House และร้านที่เพิ่งเปิดขายชื่อ Shin รวมไปถึงร้าน Confederacy ซึ่งเป็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูง ก่อนหน้านี้เขาแบ่งเวลาอยู่ระหว่างแอลเอและนิวยอร์ค



ทีมงาน

เพย์ตัน รีด (ผู้กำกับการแสดง)
ได้รับความสนใจจากเพื่อร่วมชาติจากผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาคือเรื่อง Bring It On นำแสดงโดย คริสเตน ดันสท์ เรื่องราวที่รีดได้นำเสนอเกี่ยวกับเชียร์ลีดเดอร์ในไฮสคูลได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และขึ้นอันดับหนึ่งเป็นเวลาสามอาทิตย์ทางบ๊อกซ์ ออฟฟิศของอเมริกาก่อนที่ยอดขายของดีวีดีจะขายได้มากกว่าห้าล้านแผ่น
รีดยังมีผลงานตามออกมาในปี 2003 กับภาพยนตร์เรื่อง Down with Love และให้ความเคารพกับ เรื่องราวคอมเมดี้ของ ร๊อค ฮัดสัน/ดอริส เดย์ที่ออกฉายในช่วง 1960 นำแสดงโดย เรอเน เซลวิเกอร์และยวน แมคเกรเกอร์
ในปี 2006 รีดเป็นผู้นำสำหรับภาพยนตร์ยอดฮิตเรื่อง The Break-Up นำแสดงโดย วินซ์ วอห์นและเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้/ดราม่าเปิดตัวเป็นอันดับหนึ่งของบ๊อกซ์ ออฟฟิศโดยทำเงินได้ถึง 39 ล้านเหรียญในอาทิตย์แรกของการเปิดตัวและทำรายได้รวมถึง 118 ล้านเหรียญในประเทศและมากกว่า 200 ล้านเหรียญจากทั่วโลก
จากดั้งเดิมแล้วเขาได้รับการกล่าวขวัญมาจาก ราเลห์และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University of North Carolina รีดเริ่มงานในวงการบันเทิงโดยเป็นผู้ลำดับภาพสารคดี หลังจากได้เขียนและกำกับการแสดงภาพยนตร์สั้นที่ได้รับรางวัลเรื่อง Almost Beat เขาได้กำกับการแสดงซีรี่ส์ยอดนิยมและอยู่เบื้องหลังสารคดีมากมาย รวมไปถึงเรื่อง The Secrets of the Back to the Future Trilogy เรื่อง Through the Eyes of Forrest Gump และเรื่อง The Honeymoon Anniversary Special
รีดยังสานงานต่อโดยกำกับการแสดงภาพยนตร์ที่หลากหลายรวมไปถึงภาพยนตร์ทางโทรทัศน์อาทิเรื่อง The Computer Wore Tennis Shoes และเรื่อง The Love Bug ภาพยนตร์มิวสิควิดีโอรวมไปถึงชุด Superchunk and the Connells; และภาพยนตร์ตลกทางโทรทัศน์ที่ได้รับการกล่าวขวัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมารวมไปถึงทางช่อง HBO เรื่อง Mr. Show with Bob and David ทางช่อง Commedy Central เรื่อง Upright Citizens Brigade และของวอร์เนอร์บราเดอร์สเรื่อง Grosse Pointe
ตอนนี้รีดอยู่ที่ ลอสแองเจลิส แคลลิฟอร์เนีย
ริชาร์ด ซานุค (ผู้อำนวยการสร้าง) ได้รับเกียรติว่าเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีเกียรติและมีความก้าวหน้าคนหนึ่งของวงการบันเทิง เขาได้รับการยอมรับจากรางวัลต่าง ๆ ที่มาจากความสำเร็จในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์และเป็นผู้บริหารสตูดิโอและเป็นผู้รับผิดชอบดูแลให้กับภาพยนตร์ยอดนิยมของวงการฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายเรื่อง
ในปี 1991 ซานุคและเดวิด บราวน์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่ยาวนานของเขาได้รับรางวัล Academy of Motion Picture Arts and Sciences พร้อมทั้งรางวัลทรงเกียรติคือ Irving G Thalberg Memorial Award สำหรับผลงานของทั้งสองที่เป็นผลสะท้อนการสร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพให้กับวงการมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับซานุค มันไม่ได้เป็นเพียงเกียรติยศส่วนตัวแต่ยังเป็นเกียรติยศสำหรับงานอาชีพของเขาเพราะริชาร์ดและบิดาของเขาคือ ดาร์ริล เอฟ ซานุค ซึ่งเปรียบเสมือนตำนานแห่งวงการเป็นสองพ่อลูกที่ได้รับรางวัล Thalberg Award
หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ซานุคและลิลลี่ภรรยาของเขาได้รับรางวัล Academy Award ในฐานะผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 1989 เรื่อง Driving Miss Daisy ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตุ๊กตาทองถึง 9 ตัวและได้มาถึงสี่ตัว ตุ๊กตาทองที่ได้จากภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ถือเป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของวงการและทำให้ริชาร์ดและดาร์ริล ซานุคเป็นแค่เพียงสองพ่อลูกคู่เดียวแห่งวงการที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะ Best Picture สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Driving Miss Daisy ริชาร์ดและลิลลี่ ซานุคยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัล National Board of Review สำหรับ Best Picture และในฐานะ Producer of the Year จาก the Producers Guild of America
ก่อนหน้านี้ซานุครับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการให้กับภาพยนตร์สี่เรื่องภายใต้การกำกับการแสดงของทิม เบอร์ตันเรื่อง Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากละครเพลงที่ได้รับรางวัลของ สตีเฟน ซันด์ไฮม์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory เรื่อง Big Fish และภาพยนตร์คลาสสิคแนวไซ-ไฟที่นำกลับมาใหม่เรื่อง Planet of the Apes ตอนนี้เขากำลังถ่ายทำเรื่อง Alice in Wonderland ซึ่งเป็นเรื่องที่กลับมาทำใหม่จากนิทานคลาสสิคของ ลูวิส แคร์รอล
ซานุคประสบความสำเร็จในงานอาชีพจากรากฐานที่มั่นคง ซึ่งเริ่มมาจากในช่วงปีระหว่างที่บิดาของเขาเป็นประธานของ Twentieth Century Fox หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Stanford University และเข้ารับราชการทหารโดยได้ยศเป็นร้อยโทให้กับกองทัพ ซานุคในวัยหนุ่มเริ่มงานในวงการบันเทิงโดยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยทางด้านเรื่องและการสร้างภาพยนตร์ให้กับบริษัท Fox ในเรื่อง Island in the Sun และเรื่อง The Sun Also Rises เมื่ออายุได้ 24 ปี เขาก็เริ่มงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์เป็นเรื่องแรกคือเรื่อง Compulsion ซึ่งได้ออกฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival ในปี 1959 ซึ่งเรื่องนี้ได้รับรางวัล Best Actor Award สำหรับดารานำชายคือ ออสก้าร์ เวลเลส ดีน สต๊อคเวลล์และแบรดฟอร์ด ดิลล์แมน ซานุคสานต่องานด้วยการอำนวยการสร้างเรื่อง Sanctuary จากเค้าโครงเรื่องนิยายของ วิลเลี่ยม ฟอล์คเนอร์และเรื่อง The Chapman Report กำกับการแสดงโดยจอร์จ คูเกอร์
ในปี 1962 เมื่ออายุได้ 28 ปี ซานุครับตำแหน่งเป็น ประธานของบริษัท Twentieth Century Fox ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้นำสตูดิโอที่อายุน้อยที่สุดในวงการฮอลลีวู้ด ในระหว่างแปดปีที่เขาเป็นผู้นำ บริษัท Fox ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลถึง 159 ตุ๊กตาทองและได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายรวมไปถึงสามรางวัล Academy Award ในฐานะ Best Picture จากเรื่อง The Sound of Music เรื่อง Patton และเรื่อง The French Connection ความสำเร็จของสตูดิโอยังรวมไปถึงเรื่อง Butch Cassidy and the Sundance Kid เรื่อง M.A.S.H และภาพยนตร์เรื่อง Planet of the Apes ดั้งเดิม และอื่น ๆ อีกมากมาย
ต่อมาซานุคได้รับตำแหน่งเป็น Executive Vice President ที่ วอร์เนอร์ บราเดอร์ส ซึ่งต่อมาไม่นานเขาก็ได้ร่วมหุ้นกับเดวิด บราว์นเพื่อดูและการอำนวยการสร้างภาพยนตร์ยอดฮิตทางบ๊อกซ์ออฟฟิศมากมายอาทิเรื่อง The Exorcist และเรื่อง Blazing Saddles
จากการร่วมก่อตั้งบริษัท Zanuck/Brown Company ในปี 1971 ทำให้บริษัทนี้กลายเป็นบริษัทแจ้งเกิดบริษัทหนึ่งของวงการที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์อิสระ ใน 15 ปีต่อมาบริษัท Zanuck/Brown Company ได้รับผิดชอบการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมและกล่าวขวัญ อาทิภาพยนตร์ผลงานการกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกของ สตีเว่น สปีลเบิร์กเรื่อง The Sugarland Express ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อมาของสปีลเบิร์กเรื่อง Jaws ซึ่งได้สามรางวัลตุ๊กตาทองและได้รับการเสนอชื่อในฐานะ Best Picture และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำรายได้ทำลายสถิติ 100 ล้านเหรียญ เรื่อง The Sting ซึ่งได้รับเจ็ดรางวัลตุ๊กตาทอง รวมไปถึง Best Picture และเรื่อง The Verdict ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับห้าตุ๊กตาทองซึ่งรวมไปถึง Best Picture โดยร่วมกับลิลลี่ ฟินี่ ซานุค บริษัท Zanuck/Brown Company ยังได้ร่วมกันอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับสองรางวัลตุ๊กตาทองเรื่อง Cocoon และภาคต่อมาเรื่อง Cocoon: The Return
ในปี 1988 ริชาร์ดและลิลลี่ ฟินี่ ซานุคได้ร่วมก่อตั้งบริษัท The Zanuck Company ซึ่งสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง Driving Miss Daisy โดยมีเค้าโครงมาจากละครที่ได้รับรางวัลพูลลิเซอร์ บริษัท Zanuck Company ยังได้อำนวยการสร้างเรื่อง Rush ซึ่งนับเป็นการกำกับการแสดงเรื่องแรกของลิลลี่ ซานุค เรื่อง Rich in Love ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมทำงานอีกครั้งของทีมงานสร้างเบื้องหลังจากเรื่อง Driving Miss Daisy ผลงานภาพยนตร์ของ วอเตอร์ ฮิลล์เรื่อง Wild Bill นำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจสและภาพยนตร์ดราม่าแนวอาชญากรรมเรื่อง Mullholland Falls
ซานุคและเดวิด บราวน์ได้ร่วมงานอำนวยการสร้างกันอีกครั้งสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ในปี 1998 ผลงานอำนวยการสร้างเรื่องตามมาอีกหลายเรื่องของซานุคยังรวมไปถึงเรื่อง True Crime กำกับการแสดงและแสดงโดย คลิ้นท์ อีสท์วู้ด ผลงานของ ฟรายด์กิ้นเรื่อง Rule of Engagement เรื่อง Road to Perdition นำแสดงโดย ทอม แฮงค์และพอล นิวแมน จากการกำกับการแสดงของแซม เมนเดสและเรื่อง Reign of Fire นำแสดงโดย แมทธิว แมคคอนาฮี่และคริสเตียน เบล
ในปี 2000 ริชาร์ดและลิลลี่ ซานุคอำนวยการผลิตการมอบรางวัลประจำปี Academy Award เป็นปีที่ 72 ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับถึงเก้ารางวัล Emmy Award
เดวิด เฮย์แมน (อำนวยการสร้าง) เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องของ เจ เค โรว์ลิ่ง คือหนังสือเรื่อง Harry Potter และล่าสุดยังรวมไปถึงเรื่อง Harry Potter and the Order of the Phoenix ซึ่งและได้ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องที่หกคือ Harry Potter and the Half-Blood Prince ซึ่งมีกำหนดออกฉายในเดือนกรกฎาคมปี 2009 เขายังกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมตัวก่อนเปิดกล้องสำหรับภาพยนตร์ดัดแปลงสองภาคให้กับหนังสือเล่มสุดท้ายเรื่อง Harry Potter and the Deathly Hollows
เมื่อปีที่แล้ว เฮย์แมนยังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ของบล๊อคบัสเตอร์เรื่อง I Am Legend นำแสดงโดย วิลล์ สมิธจากการกำกับการแสดงของ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์และภาพยนตร์อิสระเรื่อง The Boy in the Striped Pajamas นำแสดงโดย เวอร์ร่า ฟาร์ไมก้าและเดวิด เทว์ลิส กำกับการแสดงโดยมาร์ค เฮอร์แมน และจอห์น ครอว์ลี่เรื่อง Is There Anybody There? นำแสดงโดย ไมเคิล เคน
เขาศึกษาในประเทศอังกฤษและอเมริกา เฮย์แมนเริ่มงานในวงการโดยเป็น Production Runner ให้กับภาพยนตร์ของ ไมลอส ฟอร์แมน เรื่อง Ragtime และผลงานของ เดวิด ลีนเรื่อง A Passage to India ในปี 1986 เฮย์แมนได้ไปที่ลอสเองเจิ้ล
ลิสเพื่อมารับงานเป็น Creative Executive ให้กับบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์ส ซึ่งเขาได้ทำงานให้กับภาพยนตร์อาทิ Gorillas in the Mist และเรื่อง Goodfellas เขาทำงานอย่างต่อเนื่องและได้เลื่อนตำแหน่งเป็น Vice President ที่บริษัท United Artists ในช่วงปลายปี 1980
ต่อมาเฮย์แมนได้เริ่มงานในอาชีพในฐานะผู้อำนวยการสร้างอิสระ โดยสร้างภาพยนตร์หลายเรื่องรวมไปถึงผลงานของ เอิร์นเนสท์ ดิคเกอร์สัน เรื่อง Juice นำแสดงโดว ทูแพค ชาเกอร์และโอมาร์ เอปส์และภาพยนตร์คลาสสิคทุนต่ำเรื่อง The Daytrippers กำกับการแสดงโดย เกร็ค มอตโตล่าและนำแสดงโดย ลีฟ ชเรเบอร์ ปาร์คเกอร์ โพซี่ โฮป เดวิส สแตนลี่ ทูชชี่และแคมป์เบลล์ สก๊อต
หลังจากใช้หลายต่อหลายปีทำงานในอเมริกา เฮย์แมนกลับมาที่อังกฤษในปี 1997 เพื่อก่อตั้งบริษัท Heyday Films ด้วยความตั้งใจในการสร้างความสัมพันธ์ในอเมริกาและยุโรปเพื่อสร้างภาพยนตร์ทั่วโลกรวมไปถึงภาพยนตร์ทางโทรทัศน์
นิโคลาส สตอลเลอร์ (บทภาพยนตร์) เริ่มงานในการเขียนเรื่องตลกให้กับ
ซีรี่ส์ของ จัดด์ อปาโทว์ทางช่อง Fox เรื่อง Undeclared สตอลเลอร์เบนเข็มมาทำงานเขียนบทภาพยนตร์โดยเข้ามาเขียนบทใหม่ให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องก่อนที่จะได้ร่วมเขียนงานกับอปาโทว์ให้กับภาพยนตร์ที่กลับมาทำใหม่เรื่อง Fun with Dick and Jane นำแสดงโดย จิม แคร์รี่ จากนั้นสตอลเลอร์ได้เริ่มงานกำกับการแสดงเรื่องแรกที่ได้รับความนิยมคือเรื่อง Forgetting Sarah Marshall อำนวยการสร้างโดย อปาโทว์และนำแสดงโดย คริสเตน เบลและเจสัน ซีเกล ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขา ซึ่งเขาทั้งได้เขียนและกำกับการแสดงคือเรื่อง Get Him to the Greek ซึ่งจะมีอปาโทว์อำนวยการสร้างและนำแสดงโดย โจนาห์ ฮิลล์และรัสเซล แบรนด์
ภาพยนตร์อีกหลายเรื่องของสตอลเลอร์ยังรวมไปถึงผลงานคอมเมดี้ของแจ๊ค แบล๊คเรื่อง Gulliver’s Travels ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์และเรื่อง Five-Year Engagement ซึ่งเขาเขียนร่วมกับดาราภาพยนตร์คือ เจสัน ซีเกลและสตอลเลอร์ยังเป็นผู้กำกับการแสดงอีกด้วย บริษัท Apatow Productions จะอำนวยการสร้างภาพยนตร์ซึ่งจะนำเสนอความตลกขบขันของการขึ้น ๆ ลง ๆ ของชายคนหนึ่งกับคู่หมั้นที่หมั้นหมายกันมานานถึงห้าปี สตอลเลอร์และซีเกลยังมีแผนที่จะมาร่วมทีมเพื่อเขียนภาพยนตร์ Muppet เรื่องล่าสุด
สตอลเลอร์ เป็นศิษย์เก่าของ Harvard เขาได้เขียนเรื่อง The Harvard Lampoon โดยเขาเกิดในกรุงลอนดอนและโตในไมอามี่ เขาอยู่ในลอสเองเจลลิสกับภรรยาและลูกสาว
จาร์เรด พอล และแอนดรูว์ โมเกล (บทภาพยนตร์) ตอนนี้กำลังร่วมกันทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Shining City โดยดัดแปลงมาจากนิยายตลกของ เซธ กรีนแลนด์มาเป็นภาพยนตร์ พวกเขายังได้ร่วมทีมกันทำงานในภาพยนตร์ตลกที่กำลังจะออกฉายเรื่อง Himelfarb ซึ่งในตอนแรกพวกเราได้ร่วมกันเขียนแบบ Spec Script และเรื่อง Harvey and Marky: A True Story of Friendship and Betrayal เรื่อง Yes Man นับเป็นการเขียนภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขา
พอลซึ่งได้รับการกล่าวขวัญจาก ไมอามี่ บีช ยังเป็นนักแสดงและได้ร่วมแสดงในโชว์หลายชุดอาทิเรื่อง Monk และทางช่อง Fox เรื่อง Action
โมเกลเป็นชาว เบธเธสด้า แมรี่แลนด์โดยกำเนิด ก่อนหน้าที่จะเริ่มงานอาชีพการเขียนบทภาพยนตร์ เขาได้ทำงานภาพยนตร์อย่างมากมายทั้งจอเงินและจอแก้วอาทิ
ซีรี่ส์ยอดนิยมเรื่อง Freaks and Geeks และภาพยนตร์เรื่อง Wonderland และเรื่อง Alpha Dog
แดนนี่ วอลเลซ (เค้าโครงเรื่อง/ผู้อำนวยการสร้างร่วม) เป็นนักเขียนและเป็นพรีเซนเตอร์ทางโทรทัศน์ เขาเป็นนักเขียนของหนังสือสองเล่มที่ขายดี เรื่อง Join Me ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จสู่สากลของเขา และเรื่อง Yes Man เรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณตอบรับกับทุก ๆ อย่าง
เขาเกิดในดันดี สก๊อตแลนด์ วอลเลซเริ่มงานอาชีพในวงการตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี โดยเริ่มงานกับนิตยสารวิดีโอเกมส์ เมื่ออายุได้ 22 ปี ได้กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างที่อายุน้อยที่สุดทางช่อง BBC โดยอำนวยการผลิตรายการตลกทางวิทยุอาทิรายการ The Mighty Boosh ก่อนย้ายมาทำงานโทรทัศน์ หลังจากเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาของแผนก New Comedy ทางช่อง BBC อยู่ได้ไม่นาน เขาก็ลาออกมาทำงานด้านอื่น
ในฐานะของพรีเซนเตอร์ทางโทรทัศน์ ไม่นานนักวอลเลซ ได้กลายมาเป็น King Danny ในซีรี่ส์ที่ได้รับรางวัลของตัวเองทางช่อง BBC ชื่อ How to Start Your Own Country ซึ่งเขาได้ทำให้แฟลตขนาดหนึ่งห้องนอนของเขาในอีสต์เอ็นด์ของลอนดอนกลายมาเป็นรัฐอิสระ เขายังได้เป็นแกนนำโปรแกรมยอดนิยมหลายรายการทางช่อง BBC อาทิ Test the Nation และ Castaway รวมไปถึงรายการซีรี่ส์สองรายการของตัวเองในควิซโชว์คืนวันเสาร์ School’s Out นอกจากนี้วอลเลซได้กลายมาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกในรอบ 43 ปีที่ได้รับการขอให้เป็นเจ้าภาพในการพิมพ์รายการโชว์วิทยาศาสตร์ทางช่อง BBC ชื่อ Horizon
ผลงานหนังสือ Non-Fiction เรื่องล่าสุดของเขาจะตีพิมพ์ในปี 2008 เขายังกำลังทำงานเขียนบทภาพยนตร์และแต่งนิยาย

มาร์ตี้ อีวิงค์ (ผู้อำนวยการบริหาร) ตอนนี้กำลังทำงานให้กับภาพยนตร์คอมเมดี้ที่กำลังจะออกฉายของ เซธ โรเกนเรื่อง Observe and Report ล่าสุดนี้อีวิงค์ได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง Blades of Glory นำแสดงโดย วิลล์ ฟาร์เรลล์และจอห์น เฮเดอร์และเรื่อง She’s the Man นำแสดงโดย อแมนด้า ไบน์ส ผลงานอำนวยการสร้างบริหารที่สร้างชื่อของอีวิงค์ยังรวมไปถึงเรื่อง The Prize Winner of Defiance, Ohio นำแสดงโดย จูเลี่ยน มัวร์ เรื่อง Man of the House นำแสดงโดย ทอมมี่ ลี โจนส์ ผลงานของ เจย์ รัสเซลเรื่อง Ladder 49 นำแสดงโดยโจอาคิน ฟีนิกซ์และจอห์น ทราโวต้า และภาพยนตร์ครอบครัวที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง Holes จากผู้กำกับการแสดงแอนดรูว์ เดวิสและของรัสเซลเรื่อง My Dog Skip นำแสดงโดย
แฟรงค์กี้ มูนิซ ไดแอน เลน ลุ๊ค วิลสันและเควิน เบคอน
อีวิงค์เบนเข็มมาอำนวยการสร้างจากการทำงานเป็น Production Manager และ Assist Director มายาวนาน ผลงานอำนวยการสร้างที่สร้างชื่อของเขารวมไปถึงการทำงานในฐานะผู้ร่วมอำนวยการสร้างเรื่อง Stealing Harvard และเรื่อง Sweet November และในฐานะ ผู้ช่วยอำนวยการสร้างเรื่อง Almost Famous และเรื่อง The Haunting
ดานา โกล์ดเบิร์ก (ผู้อำนวยการบริหาร) เป็น President of Production ให้กับบริษัท Village Roadshow Pictures เธอยังทำงานเป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์มากมายและล่าสุดนี้ยังรวมไปถึงภาพยนตร์โรแมนติคดราม่า Nights in Rodanthe นำแสดงโดยริชาร์ด เกียร์และไดแอน เลนจากการกำกับการแสดงของ จอร์จ ซี วูลฟ์และผลงานภาพยนตร์แอ๊คชั่นคอมเมดี้ยอดฮิตของปีเตอร์ ซีกัลเรื่อง Get Smart โดยรวมทีมของสตีฟ คาร์เรลและแอน ฮาธาเวย์
ผลงานสร้างชื่อก่อนหน้านี้ของเธอในฐานะผู้อำนวยการบริหารรวมไปถึงภาพยนตร์ทางบล๊อคบัสเตอร์เรื่อง I Am Legend นำแสดงโดยวิลล์ สมิธ ภาพยนตร์แนวดราม่าเรื่อง The Brave One นำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ภายใต้การกำกับการแสดงของ นีล จอร์แดน ภาพยนตร์การ์ตูนที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเรื่อง Happy Feet กำกับการแสดงโดย จอร์จ มิลเลอร์และให้เสียงพากษ์โดย อิไลจาห์ วูด โรบิ้น วิลเลี่ยมส์ บริตานี่ เมอร์ฟี่ นิโคล คิดแมนและฮิวจ์ แจ๊คแมน ภาพยนตร์เรื่อง The Lake House นำแสดงโดย คีอานู รีฟส์และแซนดร้า บูลล๊อค เรื่อง The Dukes of Hazzard นำแสดงโดย จอห์นนี่ น๊อคซ์วิลล์และชอน วิลเลี่ยม สก๊อต และเรื่อง Taking Lives นำแสดงโดยแองเจลลิน่า โจลี่
ตั้งแต่ร่วมงานกับบริษัท Village Roadshow Pictures ในปี 1998 โกล์ดเบิร์กได้ร่วมทำงานกับภาพยนตร์ของบริษัท Village Roadshow Pictures หลายต่อหลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Ocean’s Eleven และภาคต่อมา ภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ไตรภาค เรื่อง Training Day เรื่อง Mystic River เรื่อง Miss Congeniality เรื่อง Rumor Has It และเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory
ก่อนหน้าที่จะร่วมทำงานกับบริษัท Village Roadshow โกล์ดเบิร์กใช้เวลาสามปีร่วมทำงานกับแบร์รี่ เลวินสันและพอลล่า เวนห์สไตน์ที่บริษัท Baltimore/Spring Creek Pictures ซึ่งเธอรับหน้าที่เป็น Vice President of Production เธอเริ่มงานในธุรกิจการโชว์โดยทำงานเป็นผู้ช่วยในบริษัท Hollywood Pictures
บรู๊ซ เบอร์แมน (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็น Chairman และ CEO ของบริษัท Village Roadshow Pictures โดยบริษัทประสบความสำเร็จจากการร่วมหุ้นกับบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์ส เพื่อร่วมกันสร้างภาพยนตร์ที่หลากหลาย โดยภาพยนตร์ทุกเรื่องนี้จะได้รับการจัดจำหน่ายไปทั่วโลกโดยบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิคเจอร์สและในบางเขตที่ได้รับการคัดเลือกโดย บริษัท Village Roadshow Pictures
โดยภาพยนตร์กลุ่มแรกที่อำนวยการสร้างภายใต้สัญญานี้รวมไปถึงภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่อง Practical Magic นำแสดงโดยแซนดร้า บูลล๊อคและนิโคล คิดแมน; เรื่อง Analyze This ร่วมแสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโรและบิลลี่ คริสตัล; เรื่อง The Matrix นำแสดงโดยคีอานู รีฟส์และลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น; เรื่อง Three Kings นำแสดงโดยจอร์จ
คลูนี่ย์; เรื่อง Space Cowboys กำกับการแสดงและร่วมแสดงโดยคลิ้นท์ อีสต์วู้ด; และเรื่อง Miss Congeniality นำแสดงโดยแซนดร้า บูลล๊อคและเบนจามิน แบรตต์
ภายใต้ชื่อของบริษัท Village Roadshow Pictures เบอร์แมนได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอาทิเรื่อง Training Day ซึ่งทำให้แดนเซิ้ล วอชิงตันได้รับรางวัล ตุ๊กตาทอง; เรื่อง Ocean’s Eleven และภาคต่อมาคือเรื่อง Ocean’s Twelve และเรื่อง Ocean’s Thirteen; เรื่อง Two Weeks Notice จับคู่แซนดร้า บูลล๊อคกับฮิวจ์ แกรนท์; เรื่อง Mystic River นำแสดงโดยชอน เพนน์และทิม
ร๊อบบิ้นส์ ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง; เรื่อง The Matrix Reloaded และเรื่อง The Matrix Revolutions; ผลงานของทิม เบอร์ตันเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์; ภาพยนตร์การ์ตูนคอมเมดี้ผจญภัยที่ได้รางวัลตุ๊กตาทองเรื่อง Happy Feet; ผลงานของ นีล จอร์แดนเรื่อง The Brave One นำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ ภาพยนตร์ทางบล๊อคบัสเตอร์เรื่อง I Am Legend นำแสดงโดยวิลล์ สมิธ ภาพยนตร์ยอดฮิตเรื่อง Get Smart ร่วมแสดงโดย สตีฟ ฟาร์เรลล์และแอน ฮาธาเวย์และภาพยนตร์โรแมนติคดราม่าเรื่อง Nights in Rodanthe นำแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์และไดแอน เลน ผลงานเรื่องล่าสุดที่เขารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารคือภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Gran Torino กำกับการแสดงและร่วมแสดงโดย คลิ้นท์ อีส์วู้ด
ผลงานภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายของบริษัท Village Roadshow Pictures ยังรวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Where the Wild Things Are ซึ่งมีเค้าโครงจากเรื่องราวคลาสสิคแสนรักของ มอร์ริซ เซนเดคและกำกับการแสดงโดย สไปค์ จอนซ์และผลงาสของกาย ริทชี่ เรื่อง Sherlock Holmes นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์เป็นนักสืบที่เป็นเสมือนตำนาน
เบอร์แมนเริ่มงานในธุรกิจการสร้างภาพยนตร์โดยทำงานกับ แจ๊ค วาเลนติที่บริษัท MPAA ในขณะที่เขาเรียนกฎหมายอยู่ที่วิทยาลัย Georgetown Law School ในวอชิงตัน ดีซี หลังจากได้ปริญญาตรีทางกฎหมาย เขาก็ได้งานที่บริษัท Casablanca Film ในปี 1978 และย้ายมาที่บริษัท Universal โดยเขาทำงานไต่เต้าจนได้รับตำแหน่งเป็น Vice President ในปี 1982
ในปี 1984 เบอร์แมนได้ร่วมงานกับบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์สในตำแหน่ง Production Vice President และได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น Senior Vice President of Production สี่ปีให้หลัง เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น President of Theatrical Production ในเดือนกันยายนปี 1989 และในปี 1991 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น President of Worldwide Theatrical Production ซึ่งเขาทำงานในตำแหน่งนี้จนถึงเดือนพฤษภาคมปี 1996 ภายใต้การดูแลของเขาบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์สได้อำนวยการสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์อาทิเรื่อง Presumed Innocent เรื่อง GoodFellas เรื่อง Robin Hood: Prince of Thieves ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง Driving Miss Daisy เรื่อง Batman Forever เรื่อง Under Siege เรื่อง Malcolm X เรื่อง The Bodyguard เรื่อง JFK เรื่อง The Fugitive เรื่อง Dave เรื่อง Disclosure เรื่อง The Pelican Brief เรื่อง Outbreak เรื่อง The Client และเรื่อง A Time to Kill และเรื่อง Twister
ในเดือนพฤษภาคมปี 1996 เบอร์แมนได้เริ่มก่อตั้งบริษัท Plan B Entertainment ซึ่งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระของวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิคเจอร์ส เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Chairman และ CEO ของบริษัท Village Roadshow Pictures ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1998
โรเบิร์ต ยีโอแมน (กำกับภาพ) เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์คอมเมดี้ดราม่าเรื่อง Whip It! ซึ่งเป็นภาพยนตร์การกำกับการแสดงเรื่องแรกของดรูว์ แบร์รี่มอร์โดยมีกำหนดออกฉายในปี 2009 ก่อนหน้านี้เขาได้เป็นช่างภาพภาพยนตร์ของเมนโม เมย์เจสเรื่อง Martian Child นำแสดงโดย จอห์น คูแซคและอแมนด้า พีทและผลงานของเวส แอนเดอร์สันเรื่อง The Darjeeling Limited นำแสดงโดย โอเว่น วิลสันและเอเดรี่ยน โบรดี้ ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่ายีโอแมนกับแอนเดอร์สันยังรวมไปถึงการทำงานในเรื่อง Bottle Rocket เรื่อง Rushmore เรื่อง The Royal Tenenbaums และเรื่อง The Life Aquatic with Steve Zissou
ยีโอแมนได้รับรางวัล Independent Spirit Award สำหรับผลงานของเขาในภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับการกล่าวขวัญของ กัส แวน แซงท์เรื่อง Drugstore Cowboy ผลงานสร้างชื่อของยีโอแมนยังรวมไปถึงภาพยนตร์ของ เวส คราเวนเรื่อง Red Eye ผลงานของ โนอาห์ บอมแบคเรื่อง The Squid and the Whale ซึ่งได้รับรางวัลมากมายในงานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival ในปี 2005 ผลงานของ โรมัน คอปโปล่าเรื่อง CQ เรื่อง Permanent Midnight กำกับการแสดงโดย เดวิด เวลอซ ผลงานของเควิน สมิธเรื่อง Dogma และวิลเลี่ยม ฟรายด์กิ้นเรื่อง Rampage
เขาเกิดในเพนซิลวาเนีย ยีโอแมนโตในชนบทของชิคาโก้ หลังจากได้ปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Duke University เขาได้ไปเรียนที่ University of Southern California สำหรับปริญญาโททางด้าน การสร้างภาพยนตร์

แอนดรูว์ ลอว์ส (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) นับว่าภาพยนตร์เรื่อง Yes Man เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สามที่เขาได้ร่วมทำงานกับผู้กำกับการแสดง เพย์ตัน รีด จากภาพยนตร์เรื่อง The Break Up และเรื่อง Down with Love ก่อนหน้านี้ลอว์ส์ได้ร่วมทำงานกับ วินเซนต์ อมอร์ริมเรื่อง Good โดยมีกำหนดออกฉายในปีนี้และในปี 2009 มีกำหนดออกฉายสำหรับเรื่อง I Love You Man ของผู้กำกับการแสดง จอห์น แฮมเบิร์ก ผลงานสร้างชื่อเรื่องอื่นของเขายังรวมไปถึง 1408 และเรื่อง Derailed โดยทั้งสองเรื่องเป็นผลงานของผู้กำกับการแสดง ไมเคิล ฮาฟสตรอม ผลงานของเควิน สเปซี่เรื่อง Beyond the Sea ผลงานของแฮมเบิร์กเรื่อง Along Came Polly เรื่อง My Boss’s Daughter ของ เดวิด ซัคเกอร์ ผลงานของ โจเอล ชูว์เมคเกอร์เรื่อง The Number 23 เรื่อง Phone Booth และเรื่อง Tigerland รวมไปถึงผลงานของแฮมป์ตัน แฟนเชอร์เรื่อง The Minus Man
ก่อนหน้านี้ลอว์สรับหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Rushmore ผลงานของ เวส แอนเดอร์สัน เรื่อง Simpatico และผลงานของ โดมินิค ซีน่าเรื่อง Gone in Sixty Second และเรื่อง Swordfish ลอว์สเริ่มงานในวงการโดยเป็น Assistant Art Director ให้กับภาพยนตร์อาทิเรื่อง Touch ผลงานของนิค คาซาเวเตสเรื่อง She’s So Lovely และผลงานของ เควนติน ทาแรนติโนเรื่อง Jackie Brown
เคร็ค อัลเพิร์ต (ผู้ลำดับภาพ) ก่อนหน้านี้ได้ร่วมงานกับผู้กำกับการแสดงเดวิด กอร์ดอน กรีนในภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิตเรื่อง Pineapple Express จากผู้เขียน/ผู้อำนวยการสร้าง จัดด์ อปาโทว์ ก่อนหน้านี้อัลเพิร์ตและอปาโทว์ได้ร่วมทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Knocked Up และภาพยนตร์จาการกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกของ
อปาโทว์เรื่อง The-40-Year-Old Virgin ตอนนี้พวกเขากำลังทำงานให้กับภาพยนตร์ที่ร่วมงานกันเป็นเรื่องที่สี่เรื่อง Funny People ซึ่งมีกำหนดออกฉายในปี 2009
ผลงานของอัลเพิร์ตในฐานะผู้ลำดับภาพยังรวมไปถึงภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดนิยมอย่าง Borat: Cultural Learnings of America for Make Benefit Glorious Nation of Kazakhstan และผลงานของ เจย์ โรชเรื่อง Meet the Fockers เขายังทำงานเป็น First Assistant Editor เรื่อง Fever Pitch จากผลงานของ ปีเตอร์และบ๊อบบี้ ฟาร์เรลลี่ ผลงานของเดวิด ซัคเกอร์เรื่อง Scary Movie 3 ผลงานของ อัง ลี เรื่อง Hulk ผลงานของพี่น้อง วาชอว์สกี้เรื่อง The Matrix Revolutions และเรื่อง The Matrix Reloaded
อัลเพิร์ตเคยทำงานเป็นผู้ลำดับภาพทางวิชช่วลเอฟเฟคมาก่อนจากภาพยนตร์เรื่อง Austin Powers: Goldmember ผลงานของผู้กำกับการแสดง โรช และทำงานเป็น Assistant Director ให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัล Grammy และรางวัล Annie Award เรื่อง Toy Story 2 รวมไปถึงเรื่อง For the Birds ซึ่งเป็นภาพยนตร์การ์ตูนสั้นที่ได้รับรางวัล Academy Award รางวัล Annie Award
ไลล์ เวิร์คแมน (เพลงประกอบภาพยนตร์) แต่งเพลงประกอบที่หลากหลายให้กับภาพยนตร์เพลง ทำงานให้กับสตูดิโอสำหรับศิลปินหลัก ๆ และยังร่วมแสดงดนตรีบนเวทีหลาย ๆ เวทีไปทั่วโลกอีกด้วย
เวิร์คแมนแต่งเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์ยอดนิยมอาทิเรื่อง Superbad เรื่อง The 40-Year-Old Virgin และเรื่อง Forget Sarah Marshall เขาเป็นนักกีตาร์ที่สามารถและได้ร่วมแสดงกับวง Sting และร่วมแสดงโชว์งานแรกกับวงที่เลื่องชื่อนี้ที่ลอนดอนสำหรับงานการแสดงสดที่น่าจดจำ Live 8 benefit จากการออกทัวร์ครั้งแรกกับวง Sting ก็กลายมาเป็นการทัวร์ดนตรีไปทั่วยุโรปและอเมริกาใต้ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2006
เขาเป็นชาว นอร์ธเธิร์น คาโรไรน่า เวิร์คแมนได้มีชื่อเป็นสมาชิกของกลุ่มดนตรีของทอดด์ รันด์เกรน โดยได้อัดแผ่น Nearly Human ในปี 1989 และ Second Wind ในปี 1991 เขาออกทัวร์ดนตรีมากมายไปทั่วอเมริการและญี่ปุ่นอีกด้วย เวิร์คแมนได้ร่วมอัดแผ่นกับวง Jellyfish สำหรับอัลบั้ม Split Milk ในปี 1993 และจากปี 1994 ถึงปี 1998 ได้เริ่มงานอัดแผ่นและออกทัวร์ที่ตามมาอีกมากมายกับแฟรงค์ แบล๊คซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟของ Pixie อัลบั้มที่พวกเขาอัดยังรวมไปถึง Teenager of the Year และ Frank Black and the Catholics ผลงานที่หลากหลายของ เวิร์คแมนมาจากการที่เขาเริ่มความพยายามสร้างสรรค์ร่วมกับ โทนี่ วิลเลี่ยมส์ซึ่งเป็นมือกลองที่เป็นเสมือนตำนานของวงการเพลง และได้ร่วมประพันธ์เพลงให้กับวิลเลี่ยมส์ในอัลบั้มชื่อ Wilderness ในปี 1996
เวิร์คแมนย้ายมาอยู่ที่ลอสแองเจลิสในปี 1996 และกลายมาเป็นนักดนตรีที่วงการถามหา ในหลายปีต่อมาเขาได้อัดเพลงกับศิลปินมากมายอาทิ เชอริล โคร์ว ชากีร่า จาคอป ดิแลนและวง They Might Be Giants ผลงานการเล่นกีตาร์ที่โดดเด่นของเขายังได้ยินได้ฟังจากเพลงประกอบภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง
เขาได้ร่วมออกงานทัวร์ดนตรีกับ เบค ในช่วงปี 1999 จนถึงปี 2001 เวิร์คแมนได้ออกทัวร์ไปยังงานเทศกาลดนตรีมากมายทั้งในอเมริกาและยุโรป รวมไปถึงานโชว์ทางโทรทัศน์อาทิรายการ Saturday Night Live รายการ The Tonight Show รายการ Late Night with Conan O’Brien และรายการ American Music Awards
ซีดีอัลบั้มเดี่ยวของเวิร์คแมนอัลบั้มแรกชื่อ Purple Passages ในปี 1996 ได้รับการตอบรับไปทั่วโลกและได้รับสมญาว่าเป็น possibly the best guitar album of the year จากนิตยสาร Guitar Shop Magazine เวิร์คแมนยังได้ออกซีดีอัลบั้มเดี่ยวที่สองในปี 2000 ชื่อว่า Tabula Rasa และตอนนี้ยังกำลังปิดงานให้กับโปรเจ็คอัลบั้มเดี่ยวต่อมาของเขาที่ชื่อว่า Harmonic Crusader
เขาเริ่มงานเขียนเพลงประกอบโฆษณาสำหรับโทรทัศน์ วิทยุ และสารคดี และกระโดดเข้ามาในวงการภาพยนตร์โดยเริ่มจากเรื่องแรกคือเรื่อง Made ซึ่งเขียนและกำกับการแสดงโดย จอน ฟาว์โรว์ การร่วมงานครั้งนี้ของเขาทำให้เขาได้ทำงานในโชว์ทางโทรทัศน์ของ ฟาว์โรว์ชื่อ Dinner for Five โดยนำเสนอ ดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจของ ดยันโก้ เรนฮาร์ท โดยเวิร์คแมน
เวิร์คแมนยังได้แต่งเพลงสำหรับภาพยนตร์ของ วิลล์ ฟาร์เรลล์เรื่อง Kicking and Screaming ซึ่งเป็นการเริ่มความสัมพันธ์กับหนึ่งในผู้อำนวยการสร้าง จัดด์ อปาโทว์ซึ่งจากนั้นได้เลือกให้เวิร์คแมนประพันธ์เพลงให้กับภาพยนตร์ที่เขากำกับการแสดงเรื่องแรกคือ The 40-Year-Old Virgin และยังตามมาด้วยผลงานการสร้างอีกหลายเรื่อง
ของอปาโทว์ รวมไปถึงเรื่อง Knocked-Up และเรื่อง Drillbit Taylor ซึ่งเวิร์คแมนได้
แต่งดนตรีเสริม
ในฐานะโปรดิวเซอร์ เวิร์คแมนได้สร้างวง Smash Mouth สำหรับซาวน์แทรคในภาพยนตร์ของไมค์ เมเยอร์เรื่อง The Cat in the Hat และก่อนหน้านั้นไม่นานได้อำนวยเพลงให้กับศิลปินเพลงยอดนิยมของฮอลแลนด์คือ ไอลส์ เดเลนจ์ สำหรับอัลบั้มแพลทตินั่มขายดีติดอันดับของเธอชื่อ Incredible
มาร์ค โอลิเวอร์ เอเวอร์เรตต์ (ผู้ประพันธ์ดนตรี) เป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ E เขาเป็นนักร้อง/ผู้ประพันธ์เพลงรวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งวง EELS แห่งเมืองแอลเอ ผลงานทางด้านดนตรีของเขาได้เป็นซาวน์แทรคให้กับภาพยนตร์มากมายรวมไปถึงเรื่อง American Beauty เรื่อง Holes เรื่อง Knocked Up และในภาพยนตร์การ์ตูน Shrek ทั้งสามภาค
งานดนตรีของเอเวอร์เรตต์ยังออกมาในภาพยนตร์โทรทัศน์ ให้กับโชว์อาทิ Six Feet Under รายการ O.C. รายการ Scrubs รายการ Roswell และรายการ Homicide; Life on the Street
เขาเกิดในเวอร์จิเนีย เอเวอร์เรตต์เป็นผู้ก่อตั้งวง EELS ในปี 1995 และตั้งแต่นั้นวง EELS ก็ได้ออกอัลบั้มถึงหกชุด รวมไปถึงอัลบั้มการแสดงสดและอีกสองอัลบั้มรวม ในปี 2008 เขาได้ออกหนังสือชีวะประวัติของตนเองซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีชื่อ Things the Grandchildren Should Know และทำสารคดีให้กับ PBS ชื่อว่า Parallel Worlds, Parallel Lives ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบิดาของเขาคือ ฮิวจ์ เอเวอร์เรตต์ที่สามซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ และการตีความของปริมาณในทางฟิสิกส์ชื่อ Parallel Universe ที่เลื่องชื่อของเขา และสารคดีเรื่องนี้ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย
เอเวอร์เรตต์ยังได้แสดงดนตรีสด และไม่นานมานี้ได้ร่วมเวทีกับวง The Who’s Pete Townshend ในงานคอนเสิร์ตในลอสแองเจลิสเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน
โจนาธาน คาร์ป (ผู้ควบคุมดนตรี) ทำงานดนตรีสำหรับภาพยนตร์มากว่า 14 ปี โดยแต่เดิมเขาเป็น Music Editor และในตอนนี้ได้ผสมการเรียบเรียงเสียงประสานกับงานหัวหน้าฝ่ายดนตรีให้งานมีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ภาพยนตร์เรื่อง Yes Man เป็นการร่วมทำงานกับผู้กำกับการแสดง เพย์ตัน รีดเป็นครั้งที่สองจากภาพยนตร์เรื่อง The Break Up
ในตอนแรกคาร์ปได้ร่วมทำงานให้กับ จัดด์ อปาโทว์ในงานซีรี่ส์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง Freaks and Geeks ในปี 1999 การเริ่มงานร่วมกันสร้างสรรค์ให้กับภาพยนตร์ที่กำกับการแสดงของอปาโทว์เป็นเรื่องแรกคือเรื่อง The 40-Year-Old Virgin และยังได้ร่วมงานอย่างต่อเนื่องมาจากถึงภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิตเรื่อง Knocked Up เรื่อง Superbad เรื่อง Forgetting Sarah Marshall และเรื่อง Pineapple Express โดยทั้งสองกำลังอยู่ในระหว่างการทำงานสำหรับภาพยนตร์แนวดราม่าคอมเมดี้เรื่อง Funny People เขียนและกำกับการแสดงโดย อปาโทว์โดยมีกำหนดออกฉายในปี 2009
คาร์ปยังได้ทำงานเป็น Music Editor ให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องและหลายผู้กำกับการแสดงรวมไปถึงเรื่อง The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford เรื่อง I Heart Huckabees เรื่อง Starsky & Hutch เรื่อง Punch Drunk Love เรื่อง Old School เรื่อง Magnolia และเรื่อง Zoolander นอกจากนี้เขายังได้ร่วมแต่งเพลงซาวน์แทรคสำหรับเรื่อง I Heart Huckabees ร่วมกับจอน ไบรอันซึ่งเป็นผู้แต่งเพลง และก่อนหน้านั้นได้ร่วมดัดแปลงและมิกซ์เสียงให้กับ มาร์ค โบแลนซึ่งออกขายในอังกฤษและทวีปยุโรปในชื่อ T-Rex: The Final Recordings
มาร์ค บริดเจดส์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ก่อนหน้านี้ได้ทำงานให้กับภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตุ๊กตาทองเรื่อง There Will Be Blood ซึ่งเป็นผลงานของผู้กำกับการแสดง พอล โธมัส แอนเดอร์สันซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยร่วมงานกันมาแล้วจากเรื่อง Hart Eight เรื่อง Boogie Nights เรื่อง Magnolia และเรื่อง Punch Drunk Love ผลงานเรื่องต่อไปของบริดเจดส์ที่จะออกฉายในช่วงมิถุนายนของปี 2009 คือเรื่อง Land of the Lost ซึ่งกำกับการแสดงโดย แบรด ซิลเบอร์ลิงค์
เขาเกิดและโตที่ ไนแองการ่า ฟอลล์ นิวยอร์ค บริดเจดส์รับปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์ทางด้านงานละครจากมหาวิทยาลัย Stony Brook University และเริ่มงานในวงการโดยเป็น Shopper ให้กับร้าน Barbara Matera Costumes ที่เลื่องชื่อแห่งนิวยอร์ค ซิตี้โดยได้ทำงานอย่างหลากหลายให้กับละครบรอดเวย์ โดยออกแบบการเต้นและออกแบบฉาก ต่อมาเขาได้ปริญญาโท Master of Fine Arts ทางด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายจากมหาวิทยาลัย New York University’s Tisch School และเริ่มงานในวงการภาพยนตร์จากจุดนั้น
บริดเจดส์รับหน้าที่เป็น Assistant Costume Designer ในปี 1990 ให้กับภาพยนตร์เรื่อง In the Spirit และเป็น Design Assistant กับ คอลลีน แอทวู้ดในภาพยนตร์ผลงานของโจนาธาน เดมม์เรื่อง Married to the Mob เขายังได้รับหน้าที่เป็น Design Assistant สำหรับภาพยนตร์ผลงานของ ริชาร์ด ฮอร์นังเรื่อง Miller’s Crossing และจากการร่วมงานครั้งแรกนั้นเขาก็ได้ร่วมทำงานกันในภาพยนตร์อีกแปดเรื่องต่อมาคือเรื่อง The Grifters เรื่อง Barton Fink เรื่อง Doc Hollywood เรื่อง Hero เรื่อง Dave เรื่อง The Hudsucker Proxy เรื่อง Natural Born Killers และเรื่อง Nixon
ผลงานการออกแบบของบริดเจดส์ยังรวมไปถึงเรื่อง Fur: An Imaginary Portrait of Diane Arbus เรื่อง Be Cool เรื่อง I Heart Huckabees เรื่อง The Italian Job เรื่อง 8 Mile เรื่อง Blow เรื่อง Deep Blue Sea เรื่อง Blast from the Past และเรื่อง Can’t Hardly Wait
ผลงานการออกแบบของเขาเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงแฟชั่น Biennale di Firenze Fashion/Cinema Exhibit ในปี 1998 และงาน The Academy of Motion Picture Arts and Sciences Exhibit ชื่อ Fifty Designers, Fifty Costumes: Concept to Character ซึ่งออกแสดงโชว์ในลอสแองเจลิสและกรุงโตเกียวในปี 2002 ก่อนหน้านั้นเขาเป็นหนึ่งในศิลปินออกแบบที่มีชื่ออยู่ใน On Otto ซึ่งได้ชื่อจากงาน Fondazione Prada ในเมือง มิลาน ช่วงซัมเมอร์ของปี 2007 ผลงานการออกแบบของบริดเจดส์ยังได้ตีพิมพ์อย่างหลากหลายทั้งในหนังสือ Harper Bazaar หนังสือ Vogue หนังสือ The New York Post หนังสือ The Hollywood Reporter และในหนังสือ Dressing in the Dark โดย มาเรียน แมนเนเกอร์และหนังสือ Dressed: 100 Years of Cinema Costume โดย เดบบร้าห์ นาดูลแมน แลนดิส



 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด