|
"ข้อมูลงานสร้าง
Bangkok Dangerous"
|
บทสัมภาษณ์พิเศษ "เป้ย-ปานวาด"
กับบทสาวโคโยตี้ในภาพยนตร์ Bangkok dangerous
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่
14 กรกฎาคม 2551 |
|
 |
ปานวาด เหมมณี รับบทเป็น อ้อม
ถาม : อยากให้แนะนำตัวนิดนึงนะค่ะ และรับบทเป็นใคร
เป้ย : เป้ย ปานวาดค่ะ รับบทเป็นอ้อม
อ้อมเป็นสาวโคโยตี้
คาแรคเตอร์คือเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง
ต้องหาเลี้ยงตัวเองและน้องอีกหนึ่งคน
ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี
จึงต้องมีอาชีพเป็นโคโยตี้คือนักเต้นประจำบาร์
และเป็นตัวกลางคือนกต่อที่กุมความลับระหว่างคนว่าจ้างให้ฆ่าและนักฆ่า
ถาม :
แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานระดับฮอลลีวู้ดรู้สึกอย่างไร
ตื่นเต้นมั้ยค่ะ
เป้ย : ยิ่งกว่าตื่นเต้นอีกค่ะ
ไม่รู้ว่าจะเรียกว่ายังไง ประมาณว่าฝันไปรึเปล่า
ตื่นเต้นด้วย ดีใจสุดๆด้วย คือมันเป็นหลายๆ
อารมณ์รวมกัน จนขนาดตอนที่เราทำงานยังไม่คิดเลยว่า
เอ้ย! นี่ฉันทำงานไปเสร็จแล้วเหรอ
ถาม : แล้วการทำงานทางโน้นเค้าเป็นอย่างไรบ้าง
เป้ย : การทำงานจริงๆ
ระบบเค้าจะเป็นเรื่องการตรงต่อเวลา
ค่อนข้างจะซีเรียสคือ เวลาเค้าจะเป๊ะๆ
ทุกอย่างเวลาห้ามคลาดเคลื่อน
คือทางเค้าจะกำหนดมาแล้วว่า อืม อย่างเช่น 10.00
น.-11.00น. ต้องเป็นฉากไหน
ฉากนั้นก็ต้องเสร็จภายในเวลา แต่งหน้ากี่โมงถึงกี่โมง
คือทุกอย่างค่อนข้างจะเป็นระเบียบขั้นตอนมากกว่า
แล้วสเกลในการทำงานก็จะใหญ่มากกว่าไม่ว่าจะเป็นผู้คนในการทำงาน
จะมีชาวต่างชาติทำด้วย
แล้วก็ทีมงานจะเยอะมากทุกอย่างค่ะ
ถาม : ได้ข่าวว่าก่อนที่จะมาเล่นเรื่องนี้คือ Bangkok
dangerous ได้ เป้ยจะต้องไปแคสติ้ง
อยากให้เล่าบรรยากาศในวันที่ไปแคสติ้งว่าต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ
เป้ย : ตอนแรกก็ไม่กล้าไปแคสค่ะ คือมีพี่คนนึงนะค่ะ
ซึ่งรู้จักกันอยู่แล้ว พี่เค้าโทรมาตามประมาณ 6-7
รอบได้เพราะว่าอยากให้เรามาแคส
เค้าก็บอกว่าต้องให้เรามาแคสให้ได้
เพราะแดนนี่และออกไซค์เค้าอยากให้เราลองมาแคสดู
ก็เลยลองไปแคสเล่นๆ ดู คือไม่ได้คิดว่าจะได้
เพราะทราบมาว่าคนที่เข้าไปคัดนะเยอะมาก
เราก็ไปด้วยอารมณ์แบบเออลองดู
อย่างน้อยเราก็ได้มาแคสแล้วประมาณนี้นะค่ะ
ก็ลองไปแคสดูคิดว่าไปสนุกๆนะค่ะ
ที่นี้ปรากฎว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก เอ้ย!
จริงหรอก็ถามพี่เค้าที่เค้าแคสติ้งรอบแรกว่าทำไมเราถึงผ่าน
พี่เค้าบอกว่าชอบที่เป้ยเป็นตัวของเป้ยเองซึ่งมันตรงกับสิ่งที่เค้าต้องการ
นั่นก็เป็นผลทำให้ได้มาแคสติ้งอีกรอบนึง คือมันจะ
แคสติ้งทั้งหมด 3 รอบ รอบสุดท้ายเค้าก็บอกเราว่า อืม
เราน่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน หลังจากนั้นก็รอเวลาให้ทาง
ฮอลลีวู๊ดเค้าเป็นคนเลือกอีกทีว่าตกลงต้องการใคร
รอประมาณ 1-2 เดือนได้ค่ะ ผลก็ออกมาว่าเค้าเลือกเรานะ
ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นจำได้เลยว่าเราไม่สบายมากๆ
เราก็ไปคุยกับโปรดิวเซอร์เค้าเห็นเราท่าทางเหนื่อยและอิดโรยมากๆ
เค้าก็บอกว่าเราได้ เราดีใจมากๆ
แต่เราไม่รู้จะแสดงอาการออกมายังไง เค้าก็สงสัยว่า
นี่เราไม่ดีใจหรอที่เราได้รับเลือก เราก็ดีใจนะ
แต่ก็ดีใจจนไม่รู้จะดีใจยังไงแล้วค่ะ
ถาม :
เวลาแคสติ้งนอกจากจะต้องลองเล่นบทที่เราจะเล่นแล้ว
การได้รับบทเป็นโคโยตี้ต้องมีการเต้นอะไรอย่างนี้บ้างรึเปล่าค่ะ
เป้ย : มีค่ะ แน่นอนเลยค่ะ
คือของเป้ยจะเป็นอะไรที่เต้นแล้วก็เต้น
คือต้องบอกว่ามันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมิวสิค VDO
ที่แดนนี่และออกไซค์เห็นคือ มิวสิคคนใจง่าย
แล้วเค้าก็เรียกตัวมาซึ่งในมิวสิคนั้นก็จะมีเต้นๆ
นิดนึง เค้าก็ลองประมาณว่าให้เราเต้นๆอะไรประมาณนั้น
ให้คิดว่าเราเป็นประมาณว่าเซ็กซี่ยั่วยวนคือเต้นในโลกของเรา
คิดว่าไม่มีคนอื่น คิดว่ามีเราคนเดียวในห้องๆ
นี้แล้วก็เต้นๆๆ แสดงความเป็นตัวเรา เราก็แสดง
ซึ่งมันก็ถูกใจเค้า เค้าก็ชอบ
ถาม : แล้วสำหรับตัว นิโคลัจ เคจ
มีเข้าฉากด้วยกันรึเปล่าค่ะ
เป้ย : มีค่ะ ได้เข้าฉากกับนิโคลัจ เคจ ด้วยค่ะ
ถาม : แล้วเฉพาะความรู้สึกที่ได้เข้าฉากกับ นิโคลัจ
เคจ เป็นอย่างไรบ้างค่ะ
เป้ย : พี่!!! คือมันก็ที่สุดนะค่ะ คือมันพูดไม่ถูก
รู้ว่าเค้าเป็นนักแสดงที่เป้ยชื่นชอบมาก
เป้ยชอบเค้าในเรื่อง Face Off แล้วก็อีกหลายๆ เรื่อง
เค้าเป็นผู้ชายที่ตาสวยมากในความคิดของเป้ย
แล้วเป้ยก็ไม่คิดว่าเป้ยจะได้มีโอกาสได้เข้าฉากกับเค้า
ไม่เคยคิด ไม่มีอยู่ในความคิดเลย แล้วอยู่ๆ
มาวันนึงได้มาเข้าฉากกับเค้า คือ ณ
ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่า ฉันจะทำยังไงฉันจะเล่นยังไง
ฉันจะต้องเล่นออกมาให้เหมือนเดิมอย่างที่แดนนี่และออกไซค์ชอบ
คือความเป็นตัวของตัวเอง
เน้นขายความเป็นธรรมชาติไม่ต้องมีแอคติ้งอะไร
ให้รู้สึกจริงๆ ว่าจะต้องเล่นให้ได้
ฉันจะต้องไม่ทำให้เค้ารู้สึกเสียเวลา หลายๆ
อย่างในความคิดตอนนั้นค่อนข้างจะสับสนและแปรปรวนตลอดเวลา
อืม ฉันจะทำยังไงฉันจะต้องตื่นเต้นแน่นอน
และสายตามันจะต้องออกมาแน่นอนว่าฉันกำลังตื่นเต้นอยู่นะ
ทุกอย่างมันต้องใช้สมาธิมากๆ เรียกว่ามากถึงมาก
ที่สุดเลย แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดีเพราะว่าเค้าคือ
นิโคลัจ เคจ
เค้าให้ความเป็นกันเองคือเค้าจะไม่ถือตัวเลย
เค้ายังจำชื่อเล่นเราได้ แล้วเค้าก็ทักเราก่อน
ซึ่งตอนนั้นเราก็ เอ๋อๆๆ
เราก็อยากจะทักเค้าตอบแต่ก็ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไร
ไม่รู้จะพูดยังไงดี เค้าจะจำเราได้หรออะไรประมาณนี้
ซึ่งปรากฏว่าเค้ามาทักเราก่อน ซึ่งเราดีใจมากๆ โอ้ย!
เค้ามาทักเราก่อน เป็นอะไรที่ปลื้มมากๆ
คือสุดยอดเลยเค้าคือสุดยอดนักแสดงที่อยู่ในใจเราแล้วจู่ๆ
เค้ามาจำชื่อเล่นเราได้ แล้วก็มาทักเราก่อน
ซึ่งเป็นอะไรที่เหมือนฝันแล้วก็อีกอย่างนึงพอตอนเข้าฉากปุ๊บเค้าก็คงรู้นะค่ะว่าเราคงจะเกร็งอะไรประมาณนี้
เค้าก็มานั่งยองๆ
ข้างหน้าเราตรงข้างหน้าเรานั่งเหมือนนั่งคุยซึ่งเราจะนั่งแบบนี้อยู่แล้ว
เค้าก็จะนั่งยองๆคุยกับพี่ชาคริตด้วยคุยกับเราด้วย
ก็ให้ความเป็นกันเองนะ
นั่นคือตอนที่ยังไม่ได้ถ่ายนะค่ะ
ก็คุยเล่นคุยไปคุยมากับพี่ชาคริต ซะส่วนใหญ่
แล้วเค้าก็ยิ้มให้เรา อืม! แค่นี้มันก็รู้สึกถึงความ
อืม!
เราสบายใจที่เราจะได้ร่วมงานกับเค้าแล้วเราก็มีความรู้สึกว่า
เอ้ย! เค้าให้ความเป็นกันเองกับเรา
เราก็เลยรู้สึกไม่เกร็ง
ถาม :
แล้วตอนที่เข้าฉากกับเค้าเป็นฉากอะไรประมาณไหนค่ะ
เล่าถึงฉากนี้ให้ฟังหน่อย
เป้ย : เป็นฉากที่เป้ยกับชาคริต
ติดอยู่ในโกดังร้างสักอย่างแล้ว นิโครัจ เคจ ตามมาช่วย
ตามมาช่วยชาคริต
ซึ่งเราเป็นแฟนของชาคริตก็เลยได้เจอกันในฉากนั้นเป็นฉากเกือบสุดท้ายเลย
ถาม : อย่างนี้แสดงว่าก็ต้องมีแอคชั่นด้วย
เป็นยังไงบ้างค่ะ
เล่าฉากแอคชั่นให้ฟังหน่อยสิว่าต้องมีการซ้อมอะไรกันก่อนมั้ย
มีเจ็บตัวหรืออะไรตรงไหนรึเปล่า
เป้ย : ฉากแอคชั่นของเป้ยไม่ค่อยมีเยอะนะ
ของเป้ยฉากแอคชั่นส่วนใหญ่จะเป็นแนวหลบระเบิดแรงระเบิดยิงกัน
หลบกระสุนอะไรประมาณนี้มากกว่าค่ะ
แอคชั่นส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่ชาคริต ตัวเราก็จะมีชาคริต
คือชาคริตคอยปกป้องเราอยู่แล้ว คือ ก้องนะค่ะ
โดยตัวก้องจะปกป้องอ้อมอยู่แล้วเราก็คือเล่นไปตามนั้น
ถาม : แล้วมีเจ็บตัวอะไรบ้างมั้ยค่ะ
เป้ย : มีพลาดนิดหน่อยค่ะ คืออาจจะมี่รอยถลอกบ้าง
คือในนั้นเค้าเซ็ทเอาฉากและมีรังไม้ด้วยบางทีตอไม้หรือเศษไม้เล็กๆ
ก็มาตำเรา
ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหาที่หนักหรือใหญ่สำหรับเรา
เราก็โอเค อยู่แล้ว
ปกติเวลาเล่นละครหรือหนังทั่วไปมันก็เป็นแนวนี้อยู่แล้วนะค่ะ
ถาม : แล้วในเรื่องต้องรับบทเป็นแฟนของชาคริต
คนที่ชาคริตหลงรักรู้สึกอย่างไรบ้างค่ะ
เป้ย : ปลื้มค่ะ เพราะชาคริตเป็นหนุ่ม Hot ที่ใครๆ
ก็อยากเป็นแฟนด้วยอะไรอย่างนี้
คือเคยร่วมงานกับชาคริตมาก่อนแล้วค่ะ
เราเคยเล่นละครมาด้วยกันประมาณ 2 เรื่อง
ก็ได้รู้จักกันมาพอสมควร
รู้ว่าชาคริตเค้าทำงานในแนวไหนรูปแบบไหน
ฉะนั้นการเข้าฉากร่วมกันจึงไม่มีปัญหามาก
เพราะเราก็รู้จักกันในระดับนึง ชาคริตเค้าเป็นคนง่ายๆ
อยู่แล้ว เค้าก็จะคอยบอกเราคอยสอนเรา
ว่าเราควรเล่นยังไงประมาณไหน
ถาม :
ในเรื่องนี้รับบทเป็นแฟนกันมีฉากเลิฟซีนหรือกุ๊กกิ๊กอะไรกันบ้างรึเปล่าค่ะ
เป้ย : มีบ้างค่ะ มีฉากที่ต้องนัวเนียกันนิดๆหน่อยๆ
ก็กุ๊กกิ๊กกันนิดๆหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมายค่ะ
เป็นไปตามเนื้อเรื่องของหนังนะค่ะ
ซึ่งเป็นแฟนกันอาจจะมีคำพูดหยอกเย้ากันเล่นๆ
แล้วก็แสดงตามคนรักกันนิดๆหน่อยๆ
มีการหอมแก้มอะไรกันอย่างนี้นะค่ะ
ถาม :
สำหรับเรื่องนี้พอได้ผ่านแคสติ้งเข้ามาเล่นแล้วนี่
กดดันมั้ยค่ะ
แล้วความรู้สึกที่เราได้เป็นหนึ่งในทีมงานระดับนี้รู้สึกอย่างไร
เป้ย : กดดันมั้ย ที่สุด!!
ที่สุดเลยคือหลายๆอย่างด้วยความเป็น production
ที่ใหญ่ด้วย มืออาชีพด้วยเราก็ค่อนข้างจะตื่นเต้น
และเราก็เป็นนักแสดงที่โนเนม
ก็กลัวจะทำให้ทีมงานต้องทำงานช้า
ทำให้งานของเค้าช้าด้วยรึเปล่า หลายๆ
อย่างอยู่ในความคิด
แล้วอีกอย่างนึงเราทราบมาว่าคนที่ไปแคสติ้งส่วนใหญ่เป็นระดับนางเอก
ซึ่งเก่งๆ แล้วก็เซ็กซี่มากๆ และฮอตมากๆ
แล้วเราแบบมาจากไหนทำไมเค้าถึงเลือกเรา
เราก็ยังไม่รู้อะไรมาก เราก็แอบไปถามพี่ๆ
ให้เค้าไปถามออกไซค์กับแดนนี่ว่า เลือกเราเพราะอะไร
เราก็คิดเหมือนกัน
เค้าก็บอกว่าเลือกที่เพราะเป็นตัวคุณนี่แหละ
มันดูเซ็กซี่โดยที่คุณไม่ต้องเก๊กอะไรอย่างนี้ค่ะ
แล้วก็ให้ยูเป็นอย่างนี้ตลอดไป
แล้วอีกอย่างนึงก็แอบถามเค้าว่าเราโอเคมั้ย
เพราะถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกของเราเลยนะ
เราเล่นดีรึเปล่าแอบถามเค้าว่า
คืออย่างที่บอกเวลาของเค้าค่อนข้างกระชั้นชิด
เค้าบร็อกเวลามาแล้วว่าต้องเสร็จภายในกี่โมงถึงกี่โมง
เค้าก็จะไม่มีเวลามานั่งบอกเราอยู่แล้วว่าเราควรเล่นแบบไหนแบบไหน
เราต้องเล่นไปเองก่อนแต่เราก็เล่นผ่านมาได้โดยที่เค้าไม่ได้ให้ข้อสรุปอะไรกับเรา
เราก็แอบถามว่าเป็นงัยบ้าง เล่นโอเคมั้ย
เค้าก็บอกว่าโอเคแล้ว
เค้าชอบแคสติ่งของเราทีนี้ทำให้ความกดดันในการเล่นหรือว่าการรับเล่นหนังเรื่องนี้มันค่อยๆ
น้อยลง น้อยลง
ถาม :
เราได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานจากภาพยนตร์เรื่องนี้บ้างค่ะ
เป้ย : หลายๆอย่างค่ะประสบการณที่ดี เทคนิคการถ่ายทำ
คือ มีโปรดักชั่นที่ใหญ่ ทีมงานเป็นมืออาชีพหมดเลย
ทีนี้การทำงานเราก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากตัวเราเอง
และเราได้เห็นได้รับได้เรียนรู้ อ๋อ
เทคนิคการถ่ายหนังมันเป็นแบบนี้นี่เอง
วิธีการเล่นมันต้องเป็นแบบนี้วิธีการถ่ายมันต้องเป็นแบบนี้
ต้องมีการเข้า workshop ก่อนมันหลายๆ
ขั้นตอนคือเราได้ประสบการณ์
โดยที่เราไม่ต้องหาซื้อมาจากไหนมันได้เยอะมาก
ต่อให้ไปซื้อก็ไม่รู้จะไปซื้อมาได้จากที่ไหนด้วยมันมีคุณค่ามากๆ
สำหรับเป้ยนะค่ะ
ถาม :
สำหรับตัวผู้กำกับออกไซค์กับแดนนี่อยากให้พูดถึงเค้านิดนึงว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เป้ย : ออกไซค์กับแดนนี่เค้าเป็นคนที่น่ารักมาก
ทุกวันนี้เป้ยยังแยกแยะไม่ออกเลยว่าใครคือออกไซค์ใครคือแดนนี่เหมือนกันมากบางทีที่เค้ามีการแยกกองแดนนี่เค้าก็มากำกับหรือว่าบางทีเค้าก็มีการสลับกันวันพรุ่งนี้ออกไซค์มากำกับ
ทั้งสองคนให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองเหมือนกัน
เป็นมืออาชีพจริงๆ เก่งมาก
แล้วก็สามารถทำให้เราไม่รู้สึกเกร็งหรือว่าตื่นเต้นหรือว่ารู้สึกกดดันอย่างที่บอก
คือเราจะหายจากอารมณ์พวกนั้นไปเลยเนื่องจากผู้กำกับเค้าจะมาคุยกับเราก่อนว่าเราต้องเล่นอะไร
ลายต้องเป็นไปตามนี้นะ บร๊อกกิ้งต้องเป็นไปตามนี้ๆ นะ
พอได้คุยได้สัมผัสกับเค้าแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจที่จะได้เล่น
เรามีความรู้สึกว่าเราเป็นตัวของเราเองเราเล่นไปตามที่เราเป็นเลย
ตรงนี้มันเป็นความพิเศษมันเป็นความรู้สึกที่ว่าเค้าได้ส่งอารมณ์แบบนี้มาให้เราใช้คำพูดแบบนี้กับเรามันทำให้เราสบายใจที่ได้ร่วมงานกับเค้าแล้วเค้าก็ถือว่าเป็นมืออาชีพมากๆ
ถาม : เคยดู Bangkok dangerous
เวอร์ชั่นที่เป็นหนังไทยมั้ยค่ะ
เป้ย : เคยดูบ้างค่ะแต่ก็ลืมๆ ไปแล้ว ตอนนั้นที่ แบงค์
ปวริญ เล่นนะค่ะ จำได้แค่นั้นนะค่ะ
ถาม :
สำหรับเรื่องนี้เค้าจะพูดถึงความอันตรายในกรุงเทพ
แล้วก็พูดถึงสิ่งที่เราจะต้องเจออันตรายที่เราจะต้องเจอ
ถ้าในชีวิตจริงเป้ยจะต้องเจออันตรายเหมือนในกับหนังเรื่องนี้
จะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างค่ะ
เป้ย :
ถ้าเกิดเลือกไม่ได้แล้วต้องเกิดมาเป็นแบอ้อมจริงๆ นะ
การใช้ชีวิตของเป้ย
เป้ยจะหลีกเลี่ยงการไม่เสี่ยงอันตรายไปมากกว่านี้
คือรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องประกอบอาชีพแบบนี้คือเป็นสาวโคโยตี้ที่มีความเสี่ยงในด้านการงานด้านอาชีพอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นคนรอบตัวหรือผู้ใช้บริการก็ตามแต่
ฉะนั้นเป้ยอาจจะหลีกเลี่ยงโดยการไม่ไปเป็นนกต่อ
หรือว่าถ้าต้องเป็นจริงๆ ก็อาจจะเก็บตัวให้เงียบที่สุด
ซึ่งจริงๆ ในตัวอ้อมเค้าก็เป็นคนอย่างนั้นอยู่แล้ว
ก็อาจจะใช้วิธีอย่างอ้อมนะค่ะ อยู่แบบเงียบๆ
ไม่แสดงตัวตนออกมา ว่าเราเป็นใคร ทำหน้าที่หลักๆ
ของเราก็คือเป็นสาว
โคโยตี้ แต่ว่านั่นคืออาชีพเสริมของเราคือการเป็นนกต่อ
ก็คือว่าเงียบเข้าไว้ให้มากที่สุด
ถาม : ถามถึงสิ่งที่ประทับใจจากหนังเรื่องนี้บ้าง
ซึ่งฉากที่ประทับใจที่สุดหรือมีบางอย่างที่ประทับใจจาก
Bangkok dangerous
เป้ย : ประทับใจทุกฉากเลยค่ะ
ทั้งๆที่บางฉากเราไม่ได้เล่น แต่เราก็ประทับใจ
แต่ที่สุดก็คงจะเป็นฉากที่นิโคลัจ เคจ มาช่วย
อย่างที่บอก ได้ร่วมงานได้เข้าฉากกับ นิโคลัจ เคจ
ด้วยแล้ว อีกอย่างนึงเป็นฉากที่ก้องจะต้อง
แสดงความรักคือแสดงความเป็นห่วงแสดงความรักกับเรา
คือต้องปกป้องคุ้มครองดูแลเราซึ่งฉากนี้พี่ชาคริตเล่นได้ถึงอารมณ์ถึงบทบาททำให้เรารู้สึกได้ว่าเค้าเป็นห่วงเราจริงๆ
คงเป็นฉากนั้นนะค่ะ
ถาม : สุดท้ายนี้ ถ้าถามในฐานะที่เป้ยเป็นคนดูหนัง
เป้ยคิดว่า Bangkok dangerous
มีอะไรที่น่าสนใจแล้วอยากดู Bangkok dangerousเพราะอะไร
เป้ย : หลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวงาน ตัวนักแสดง
ตัว production ตีมเรื่องเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่แล้ว
แล้วก็เกี่ยวกับกรุงเทพฯ ด้วย
แต่ว่าเนื้อหาก็ไม่ได้สื่อว่ากรุงเทพเป็นยังไง แต่ก็มี
location หลักที่กรุงเทพ ใช้เมืองไทยเป็น location
หลัก เป้ยก็อยากจะให้มาดูกันซึ่งมันน่าสนใจ
แล้วอีกอย่างนึงได้เห็นศักยภาพของนักแสดงคนไทย
แล้วก็เห็นศักยภาพของผู้กำกับซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกัน
ตรงนี้อะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเป้ยว่าน่าลองมาชมมาดูกัน
ถาม : อยากฝากอะไรบ้าง
เป้ย : ก็อยากจะฝากถึงผลงานเรื่อง Bangkok dangerous
ซึ่งเราได้เห็นถึงศักยภาพของนักแสดงคนไทย
สามารถร่วมงานกับฮอลิวู๊ดได้ เป็นอะไรที่สุด
เป็นสิ่งที่น่าปลื้มแทนคนไทย อีกอย่าง location
ก็เป็นเมืองไทยด้วย จึงอยากให้มาชมกันในวันที่ 4
กันยายน นี้ Bangkok dangerous เข้าโรงแน่นอนค่ะ
|
|
|
|
ชาคริตเปิดใจ ภูมิใจสุดๆ นิโคลัส
เคจเลือกรับบทนำคู่ ส่งชาคริตโกอินเตอร์ระดับโลก
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่
7 สิงหาคม 2551
|
|
 |
นอกจากจะเป็นนักแสดงที่กำลังมาแรงในบ้านเราอยู่ในขณะนี้
ชาคริต แย้มนาม
กำลังมีผลงานโกอินเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องแรก Bangkok
Dangerous : ฮีโร่เพชฌฆาตล่าข้ามโลก ที่ นิโคลัส เคจ
นักแสดงฮอลลีวู้ดเจ้าของรางวัลออสการ์
บินมาซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง Bangkok Dangerous
เพชฌฆาตเงียบอันตราย ด้วยตัวเองเพื่อนำไปรีเมกใหม่เป็นภาพยนตร์
แอคชั่นพันธ์ฮอลลีวู้ดที่ใช้ทุนสร้างถึง 1485 ล้านบาท
ซึ่ง นิโคลัส เคจ ยังเป็นผู้แคสติ้ง
นักแสดงชาวไทยเพื่อมาแสดงนำร่วมกับเขาอีกด้วย “
ผมเลือกชาคริต เพราะเขาเป็นนักแสดงที่แสดงเป็นธรรมชาติ
และพูดภาษอังกฤษได้ดี
ที่สำคัญเขาเองก็เป็นนักแสดงที่มีความซื่ออยู่ในสายตา
นั่นทำให้ผมเชื่อในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของผมกับตัวละครของชาคริต
“
Bangkok Dangerous : ฮีโร่เพชฌฆาตล่าข้ามโลก
คือภาพยนตร์แอคชั่นฮอลลีวู้ดเรื่องยิ่งใหญ่ที่นำนักแสดงชาวไทยขึ้นประกบนักแสดงระดับโลกแบบฉากต่อฉากเป็นครั้งแรก
โดยนักแสดงไทยที่มีโอกาสโกอินเตอร์แบบเต็มตัวในครั้งนี้คือ
ชาคริต แย้มนาม ที่เข้าแคลติ้งฝ่าด่านนักแสดงนับร้อยคน
และเพื่อรับบทเป็น ก้อง ลูกน้องคู่หู โจ ( รับบทโดย นิโคลัส
เคจ ) นักฆ่าเลือดเย็นจากอเมริกา ที่
ก้องจะต้องเรียนรู้การเป็นนักฆ่าโดยการฝึกสอนจาก โจ
และค่อย ๆ เปลี่ยนวิถีชีวิตเขา จากคนธรรมดา
เข้าสู่โลกแห่งเงินตราและไกปืน “ ผมต้องหัดยิงปืน และ
ฟิตร่างกายประมาณ 3 เดือนเพื่อรับบทนี้
ตอนที่รู้ตัวว่า นิโคลัส เลือกเรา มันภูมิใจสุด ๆ
เพราะสำหรับเราเขาดูยิ่งใหญ่มาก การได้แสดงร่วมกับเขา
ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเองขึ้นครับ
เราเพราะในหนังเขาต้องเป็นเหมือนครู พี่ชาย
หัวหน้าไปในเวลาเดียวกัน
เขาสอนบางอย่างให้ผมเยอะที่เดียวครับ “ ชาคริต แย้มนาม
กล่าวทิ้งท้าย
นับถอยหลังสู่ความมันส์ ! ครั้งใหม่ 4 กันยายนนี้
ในโรงภาพยนตร์ |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|