หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
 Body of Lies  (2008)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

  เกี่ยวกับภาพยนต์
 
"ข้อมูลงานสร้าง Body of Lies"
เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ Body of Lies แผนบงการยอดจารชนสะท้านโลก
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 29 กันยายน 2551

ห้ามไว้ใจใคร ปกปิดทุกคน

ในโลกหน่วยจารกรรมข่าวใต้ดินความเสี่ยงสูงที่ลึกลับดำมืดของทุกวันนี้ อำนาจนั้นไม่ได้วัดกันจากอาวุธยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยี แต่วัดจากจำนวนข้อมูลสำคัญที่ใครจะหามามันและควบคุมไว้ได้ – หรือทำให้ดูเสมือนว่าเป็นเช่นนั้น
“ข้อมูล นั้นเป็นส่วนสำคัญสุดครับ” ริดลีย์ สก็อตซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies กล่าว “และข้อความของมัน ก็คือเราจะไว้ใจใครไม่ได้เอาเลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของคุณ เพราะว่าถ้าคุณถูกใช้ คุณก็จะต้องถูกใช้ และถ้าคุณจะต้องบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นองค์กรที่มีความสำคัญกับความมั่นคงของประเทศ คุณจะต้องมีทัศนคติหรือว่าคุณจะอ่อนแอกว่าหรือมีคุณค่ามากกว่ากัน นั่นมันคืองานครับ”
ภาพยนตร์เรื่อง “Body of Lies” นั้นมีเค้าโครงเรื่องมาจากนิยายที่มีชื่อเดียวกันเขียนขึ้นโดย เดวิด อิคเนเชียส นักหนังสือพิมพ์ที่เชี่ยวชาญทางด้านงานของซีไอเอและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางมานับสิบปี สำหรับงานของเขาทางหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ก่อนที่จะมาร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ The Washington Post ในตอนนี้เขารับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการและคอลัมนิสต์ สก็อตผู้ซึ่งอ่านหนังสือตั้งแต่มันยังอยู่ในรูปแบบก่อนตีพิมพ์เล่าว่า “มันมีมุมมองด้านความคมคายที่เกิดขึ้นโดยรวบรวมทั้งผู้คนที่เดินเรื่องทำให้เกิดความแตกต่างอีกด้วยครับ”
โดแนลด์ เดอ ไลน์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างกล่าวว่า “หนังสือของเดวิดนั้นมีความหลักแหลม มีความตื่นเต้นของสายลับมือทองเกี่ยวกับหลากหลายผู้คนและระดับของการลวงที่มันเกิดขึ้นเพื่อจะเล็ดรอดในประเทศหนึ่ง วัฒนธรรมและที่สุดก็คือศัตรู พวกเรามีความรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นต้องทำไปเพื่อมันในส่วนที่นำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์น่ะครับ”
สก็อตได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับวิลเลียม โมนาแฮนผู้เขียนบทซึ่งเป็นเป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองเพื่อนำเรื่องราวรวมไปถึงการต่อสู้อย่างรวดเร็วชิงไหวชิงพริบมาสู่จอภาพยนตร์ ผู้กำกับการแสดงให้ข้อคิดว่า “มันจะมีหลายแง่มุมที่มีความน่าสนใจในเรื่องราวอีกมากมาย ในทางที่เนื้อเรื่องดำเนินไปและตัวละครต่าง ๆ ที่จะต้องปรับและเปลี่ยน มันเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ ครับ”
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยร่วมทำงานกับวิลเลียม โมนาฮันจากภาพยนตร์เรื่อง The Departed มาแล้วนั้นกล่าวว่า “การดัดแปลงเรื่องราวของโมนาฮันนั้นมหัศจรรย์มากเลยครับ เขามีความยอดเยี่ยมทางด้านข้อมูลและไม่เป็นข้อมูล ทั้งการไล่ล่าลักลั่นแบบแมวกับหนูที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละครทั้งหลายนะครับ”
“เรื่องราวมันมีความน่าติดใจจริง ๆ นะครับ; คุณจะต้องให้ความสนใจในทุก ๆ จุดเปลี่ยนและหักเหเลยล่ะครับ” เดอ ไลน์กล่าว “และมันยังจะต้องมีฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ มากมายที่ริดลีย์นั้นชำนาญและทำมันออกมาด้วยรูปแบบแตกต่างในความเป็นตัวเขาเลยล่ะครับ”
ดิคาปริโอเห็นด้วยว่า “มันจะมีฉากประกอบแอ็คชั่นมากมายในภาพยนตร์ แต่พล็อตเรื่องนั้นจะต้องเกี่ยวโยงถึงกัน และในที่สุดแล้วมันเป็นผลจากการคิดไปข้างหน้าว่าซีไอเอจะคิดอย่างไรและมันจะแปลมาเป็นเรื่องราวที่จุดประกายความสนใจและทำให้พวกเราติดตามมันได้อย่างไร ตอนที่พวกเรากำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเราก็มีความประหลาดใจว่าองค์กรนี้ต่อกรศัตรูได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเข็ญมากนะครับที่จะได้พบกับโลกที่พวกเขาไม่คุ้นเคยกันเอาเลย”
ดิคาปริโอ รับบทเป็นโรเจอร์ เฟอร์ริสสายลับซีไอเอ ผู้ซึ่งพลิกแพลงแผนการณ์อย่างห้าวหาญเพื่อที่จะล่อลวงผู้นำของผู้ก่อการร้าย คือ อัล-ซาลีม ให้ออกมาจากที่ซ่อนโดยทำให้เห็นว่าองค์กรคู่แข่ง – ซึ่งปลอมทั้งเพ – กำลังเป็นดาวรุ่งมาแรงและมีผลงานเทียบรุ่นกับองค์กรของ อัล-ซาลีม แต่ทั้งความมืดและความกระจ่างของสายลับผู้นี้ต้องทำอย่างคล่องแคล่วนั้นต้องถูกบดบังหลายซับหลายซ้อนด้วยอุบายที่แตกต่างอย่างลับลมคมนัยในการกระทำโดยหัวหน้าของเขาเองนั่นก็คือ เอ็ด ฮอฟแมน นักวางแผนยุทธศาสตร์ที่ไร้ความปราณีอย่างฮอฟแมนนั้นจะไม่ยอมถูกหยุดยั้งโดยอะไรทั้งนั้นเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงการเสียสละเพื่อนที่ดีที่สุดในการปฏิบัติการณ์ก็ตาม
เมื่ออุบายของเฟอร์ริสเริ่มเข้าที่ ความขัดแย้งกับสองพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาบีบให้เขาเข้าสู่จุดล่อแหลมของการใช้สติที่เป็นผลให้เขาต้องอ่อนแอและเจ็บปวด ฮอฟแมนหักหลังเขา อย่างที่เขาทำกับอีกหลายคนหรือเปล่า? ในขณะเดียวกัน ถ้าหัวหน้าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาวจอร์แดนค้นพบว่าเฟอร์ริสนั้นกำลังทำการปฏิบัติการในทางลับเพื่อล่ออัล-ซาลีม ความมุ่งหวังในชีวิตของเฟอร์ริสในประเทศจอร์แดนจะต้องถูกนับกันเป็นนาที ที่สุดแล้วการมีชีวิตรอดของเฟอร์ริสและความสำเร็จของงานที่เขาได้รับมอบหมายนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับคน ๆ เดียวที่เขาจะไว้ใจได้ในชีวิตนั่นก็คือ: ตัวของเขาเอง
รัสเซล โครว์ ผู้ซึ่งรับบทเป็น เอ็ด ฮอฟแมนกล่าวเสริมว่า “เห็นได้ชัดเลยครับว่ามันเป็นภาพยนตร์และจะต้องไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงนะครับ มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับตัวผมที่จะทำให้ผู้คนเห็นถึงความคิดว่ามันจะต้องเสียอะไรบ้าง ในเรื่องของการหลอกลอง ในการปฏิบัติการขององค์กรอย่างซีไอเอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับในสถานที่ ๆ แน่นอนว่ามีการขัดแย้งทางวัฒนธรรม คุณจะต้องเข้าแถวยาวเลยละครับเพื่อที่จะได้ดูให้เห็นว่าแม่น้ำมันจะไหลไปทางไหน”
“หัวข้อหนึ่งที่ผมให้ความสนใจอยู่เสมอในฐานะของนักเขียนนั่นก็คือการล่อลวงและขั้นตอนที่พวกเราจะหลอกลวงคู่ต่อสู้” อิคนาเชียสกล่าว “ผมเริ่มคิดเกี่ยวกับว่าเราจะเข้าไปในองค์กรหนึ่งที่พิสูจน์แล้วว่ามันเกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล็ดลอดเข้าไปได้อย่างไร แล้วถ้าคุณเข้าไปข้างในไม่ได้ คุณจะทำให้พวกเขาคิดว่าคุณเป็นคนในได้อย่างไร? ธุรกิจของสายลับนั้นไม่ได้เหมือนกับนักหนังสือพิมพ์ครับ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเข้าไปมีตัวตนกับผู้คนที่รู้เรื่องราวมากมาย เพื่อให้ได้ความไว้ใจจากพวกนั้นก็ทำให้พวกเขาข้ามเส้นมาเพื่อจะบอกคุณหลายต่อหลายอย่างที่คุณอาจจะไม่ต้องการจะรู้ในตอนเบื้องต้นนะครับ”
มันเป็นเรื่องราวที่ต้องคลุกวงในไปกับชีวิตจริงของการปฏิบัติการของสายลับ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับสก็อตเป็นพิเศษ “ผมชอบกับความคิดของการได้ตีแผ่ความขัดแย้งระหว่างชายคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่และชายอีกคนหนึ่งที่คอยบงการ” เขาเสริม
โมนาฮันกล่าวว่า “เรื่องราวจะนำเสนอเกี่ยวกับโลกของสายลับหรือไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้นแหละครับ ถ้ามีอะไรที่จริงจังมากไปหรือสีสันทางการเมืองน้อยเกินไปกว่าที่คุณจะได้เห็นในชีวิตจริงของซีไอเอ จุดอ่อนของ เอ็ด ฮอฟแมนทำให้ผมสนใจ; เขาเป็นพี่ใหญ่ ที่ทำได้ทุกอย่าง รับผิดชอบอย่างสูงกับองค์กรหรือกับรัฐบาล...พวกเราทุกคนรู้จักฮอฟแมน สิ่งที่ผมสนใจนั้นคือความเป็นตัวตนของเขา – คน ๆ หนึ่งที่อยู่เพียงคนเดียว ตัดสินใจหลายอย่างคนเดียว และนั่นเป็นการอุทธรณ์ของเฟอร์ริสล่ะครับ”
การทำการจารกรรมในศตวรรษที่ 21 นี้ในหนึ่งในภูมิภาคของโลกที่อันตรายที่สุดหมายถึงการได้ข้อมูลมาจากแหล่งใดก็ได้ที่จำเป็น - และการนำเอาชีวิตของคุณเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของโลกที่สิ่งที่คุณรู้นั้นจะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคุณ...หรืออาจจะเปลี่ยนไปเป็นหนี้ที่เลวร้ายที่สุดของคุณก็เป็นได้

เอ็ด ฮอฟแมนเป็นหัวหน้า แต่เขาไม่รู้อะไรสักอย่างถ้าเขาไม่ฉกข้อมูลจากคนที่อยู่ภาคสนามและนั่นก็คือผมเอง


ไม่มีใครที่จะรู้ถึงความกดดันในการปฏิบัติการมากไปกว่า โรเจอร์ เฟอร์ริส สายลับผู้ช่ำชองในการปฏิบัติงาน เขาถูกมอบหมายให้คอยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากสถานที่จริงเกี่ยวกับการปฏิบัติการของบรรดาผู้ก่อการร้าย “เฟอร์ริส เป็นคนที่ถวายชีวิตให้กับการหยุดการก่อการร้ายและเสี่ยงชีวิตตัวเองอยู่ทุก ๆ วันเพื่อทำแบบนั้นครับ” ดิคาปริโอเล่า “เขาเป็นผู้รอบรู้ทางการใช้อาวุธต่าง ๆ รวมไปถึงการต่อสู้ระยะประชิด เขายังเป็นคนที่ฉลาด เป็นสายลับระดับปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพมากครับ เขาแฝงตัวเข้ากับวัฒนธรรมของตะวันออกกลาง เขาเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมรวมไปถึงทัศนคติธรรมเนียมต่าง ๆ ของผู้คน เขากลายมาเป็นผู้มีความชำนาญในการสร้างความสัมพันธ์แบบหลอก ๆ และแทรกซึมเข้าไปสู่เครือข่ายของผู้ก่อการร้าย”
“เฟอร์ริสเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้สึกกับมันเข้าไปถึงปลายนิ้วของเขาทีเดียวครับ” อิคเนเซียสกล่าว “ผู้คน วัฒนธรรม เข้าแทรกซึมไปในทุกอณูของผิวหนังเช่นเดียวกับที่มันเข้าไปในตัวผมเลยล่ะครับ”
ส่วนหนึ่งในการเตรียมตัวสำหรับงานภาพยนตร์เรื่องนี้ ดิคาปริโอ ขุดลึกกับหนังสือของอิคเนเซียสและปรึกษากับนักเขียนและบรรดาอดีตสมาชิกของซีไอเอ “ผมพยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของซีไอเอมากเท่าที่ผมจะทำได้” เขาเล่า “และนี่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทั่วโลกผู้ซึ่งกำลังพยายามที่จะเป็นผู้นำในสายงานเท่าที่เขาจะทำได้ครับ มันเป็นเรื่องน่าวิตกกับความคิดที่ว่าโลกนี้มันน่าอันตรายเพียงใดถ้ามันไม่ได้มีองค์กรแบบนั้นอยู่ครับ งานของพวกเขาหนักหนา และเดิมพันที่พวกเขาต้องให้ในทุกขณะจิตนั้นมันสูงเอามาก ๆ เลยครับ”
การมีชีวิตอยู่ – สิ่งเดียวคือความสำเร็จ - ในบรรยากาศการทรยศหักหลังขึ้นอยู่มากกว่าการเปิดเผยเพียงอย่างเดียวในการจ้างวานผู้บอกข่าวและแนวร่วมที่หลอกลวง สก็อตให้ข้อสังเกตุว่า “คนที่ทำงานแบบนั้นได้จะต้องมีวิธีการที่ทำให้เขามีประสิทธิภาพ ...วิธีการที่ส่วนใหญ่แล้วต้องใช้ความรุนแรง”
งานนั้นยังทำให้เฟอร์ริสต้องปรับเปลี่ยนกับการปลอมตัวที่แตกต่างในการที่เขาต้องเปลี่ยนสำเนียงอาราบิคของเขา ไม่ว่าเขาจะกำลังปลอมตัว แทรกซึมอยู่ในเซฟเฮ้าส์หรือตบตาว่าเป็นนักการธนาคารชาวอเมริกันก็ตาม สำหรับดิคาปริโอ การรับบทบาทของโรเจอร์ เฟอร์ริสทำให้เขาได้ประสบการณ์ที่แตกต่างในการตีแผ่ชีวิตจริงของชายคนหนึ่งที่ชีวิตของเขานั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเป็นคนหลายคนได้ในทันทีทันใด “ตัวละครของผมรู้ว่าถ้าเขาถูกจับได้ในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง เขาจะถูกทิ้งให้แห้งตายแน่นอนครับ เพราะงั้นเดิมพันคือการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดในสถานการณ์ที่แตกต่างกันครับ และในฐานะของนักแสดง มันช่วยเสริมความตึงเครียดและความเป็นจริงให้มากขึ้นอีกสำหรับสิ่งที่คุณกำลังพยายามทำครับ”
“จริงที่สุดก็คือลีโอเป็นหนึ่งในดารานำชายที่มีความน่าสนใจที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยได้ร่วมทำงานด้วยครับเพราะเขาเป็นคนที่ง่าย ๆ และสนุกสนาน และแน่นอนว่าเขามุ่งมั่นครับ” สก็อตกล่าวถึงนักแสดงหนุ่มที่เปี่ยมความสามารถ “เขาเป็นนักแสดงหนุ่มที่ฉลาดและมีศรัทธาอย่างแรงกล้า การเตรียมตัวของเขานั้นก็ยังไร้รอยต่ออีกครับ เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมถ้าคุณได้ร่วมงานด้วย ผมทึ่งกับผลงานของเขาอยู่เสมอแต่ผมก็ยังได้ทึ่งมากกว่าที่ผมคิดว่ามันจะเป็นเสียอีกนะครับ”
ความรู้สึกนั้นตรงกัน “ผมต้องการที่จะได้ทำงานกับริดลีย์ สก็อต อยู่เสมอ” ดิคาปริโอ ยืนยัน “เขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างหนึ่งที่ยอดเยี่ยมในปัจจุบันนะครับ เขายังสร้างภาพยนตร์ที่น่าประทับใจที่หลากหลายออกมาได้เสมอ ๆ การที่ผมได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ทำให้ผมตื่นเต้นมากตั้งแต่เริ่มแรกเลยล่ะครับ”

นายก็รู้จักฉันดี ฉันชอบที่จะเดินแผนหนึ่งและแผนสองอย่างต่อเนื่องกัน
ฉันแค่พยายามช่วยนายอยู่ไง คู่หู มันเป็นโลกที่อันตรายนะ


การป้องกันการปฏิบัติงานของสายลับซีไอเอในตะวันออกกลาง - และแสดงให้คนภายนอกเห็น อย่างเฟอร์ริส – คือเอ็ด ฮอฟแมนที่น่าสะพรึงกลัว มั่นใจตัวเองสูงส่ง นักวางแผนที่ปราดเปรื่อง ผู้ควบคุมสายลับปฏิบัติการภาคสนามมากมายจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล็พท็อปและโทรศัพท์มือถือของเขาในวอชิงตัน “ในระดับของฮอฟแมน มันไม่ใช่เป็นแค่ผู้เดินหมากเท่านั้นครับ” รัสเซล โครว์เล่า “มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการได้เห็นกระดานหมากรุกที่แตกต่างกันถึงเจ็ดกระดานตั้งอยู่ในสถานที่ ๆ แตกต่าง และจับสถานการณ์ทั้งเจ็ดนั้นผสมเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องครับ”
ไม่ว่าเขาจะกำลังขับรถไปส่งลูกไปโรงเรียนหรือกำลังแกะรอยการเคลื่อนไหวของเฟอร์ริสผ่านทางเครื่องมือที่เรียกว่า ระบบ Predator System งานอันหลากหลายของฮอฟแมนด้วยประสิทธิภาพที่ไร้ปราณีและความรู้สึกไร้ความผูกพันที่แปลกแยกในการปฏิบัติงานจริงอย่างเฟอร์ริส “เอ็ด ฮอฟแมนเป็นคนเหยียดโลก กระด้าง เขาเกิดมาเพื่อใช้คนอื่นครับ” อิคเนเซียสเล่า “เขาไม่เคยใส่ใจกับค่าความเป็นมนุษย์กับสิ่งที่เขาทำ เฟอร์ริสเป็นคนที่ให้ความสนใจในสิ่งนี้อย่างมาก เขาใช้คนอื่นแต่มันก็ทำให้เขาไม่สบายใจตอนที่เขาต้องทำมัน”
การมีชีวิตอยู่โดยใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวอันเป็นผลจากการตัดสินในของฮอฟแมนทำให้เขาต้องใช้สายลับหนุ่มต้องต่อสู้กับความรู้สึกในตัวเอง “เฟอร์ริสนั้นต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจด้วยจริยธรรมของการที่จะสละชีวิตของผู้คนเพื่อให้การปฏิบัติการเป็นผมสำเร็จ” ดิคาปริโอเล่า “มันกลายมาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมายิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเขาเริ่มมีความรู้สึกผูกพันกับหลายคนในพวกนั้นครับ”
สก็อตให้ข้อสังเกตุว่า “เฟอร์ริสเป็นผู้ชายประเภทที่มีความเชื่อว่าเขาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เขาทำให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้; เขาเดินอย่างที่พวกเขาเดินเขาพูดอย่างที่พวกเขาพูด แต่จุดอ่อนก็คือมโนธรรมของเขาเอง ถ้าคุณได้ทำงานแบบนั้น คุณจะใช้มโนธรรมไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าคุณมีคุณก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ คุณจะเป็นอันตรายกับตัวเองและต่อองค์กรอีกด้วยครับ”
ความกระด้างในความจริงข้อนี้ในงานของเฟอร์ริสทำให้เกิดความยากลำบากสำหรับเขาที่จะหลีกเลี่ยงการทำลายล้างที่ตามมา แต่ธรรมชาติในความรับผิดชอบในงานอันยิ่งใหญ่ทำให้เขาต้องตรวจสอบมโนธรรมของเขาที่ประตูเสียก่อน “ฮอฟแมนต้องโกหกมากมายและยังต้องตัดสินใจหลายเรื่องที่ยาก แต่เขามีความเชื่ออย่างจริงจังว่ามันจะนำมาซึ่งผลที่ดีกว่าครับ” เดอ ไลน์เล่า
“ฮอฟแมนไม่มีแม้ความเวทนาสักนิดเดียวเกี่ยวกับการทำในสิ่งที่เขาจะต้องทำ” สก็อตยืนยัน “เขาไม่รู้สึกผิด เขาก้าวร้าวมากในการทำสิ่งที่เขาคิดว่าเขาจะต้องทำ”
ความไม่ใส่ใจในชีวิตของผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมของฮอฟแมนไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่เฟอร์ริสกังวล ในโลกที่อันตรายของการมีสองหน้าที่คนพวกนี้ต้องดำเนินชีวิตอยู่ การไว้ใจใครก็ตามแต่ – ไม่ว่าจะเป็นใครสักคนที่สมควรจะต้องเป็นคนที่คอยระวังหลังให้กับคุณ – ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องร้ายกาจ ในขณะที่เฟอร์ริสจะต้องให้ความไว้วางใจในฮอฟแมนระดับหนึ่งที่จะปกป้องเขาในตอนที่เขาปกป้องตัวเองไม่ได้ เขาเองนั้นก็คุ้นเคยกับพลังที่ฮอฟแมนชอบเล่นและเกมส์ด้วยสมอง ยุทธวิธีที่น่ากังขาที่ค่อย ๆ ฝึกฝนเฟอร์ริสอย่างระมัดระวังและความง่ายของฮอฟแมนในการสละชีวิตของผู้คนที่หมดประโ ยชน์สำหรับเขาแล้ว อย่างที่ดิคาปริโอเห็นว่า “เฟอร์ริส พยายามที่จะทำงานของเขาอย่างมุ่งมั่น แต่ฮอฟแมนกลับลอบเจาะยางเขา เพราะเขาคิดของเขาว่ามันเป็นเพียงหนทางเดียวครับ”
ทางเดียวที่เฟอร์ริสจะเอาตัวรอดและหลักเลี่ยงการเป็นหมากที่ไร้ประโยชน์อีกตัวหนึ่งในกระดานของฮอฟแมนนั่นคือการทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง โดยใช้ทักษะทุกอย่างที่เขาจะทำได้ในการนำหน้าเกมส์อยู่หนึ่งก้าว แต่อย่างที่สก็อตระวัง “ฮอฟแมนมีมันสมองและเป็นนักวางแผนที่ปราดเปรื่อง และด้วยเครือข่ายและข้อมูลที่เขามีแน่นอนว่าเขาจะต้องรู้มากกว่าเฟอร์ริส โดยเขาเองจะก้าวอยู่หน้าเฟอร์ริสหนึ่งก้าวเสมอ”
การรับบทเป็นฮอฟแมนในภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies นำเป็นการร่วมงานภาพยนตร์เรื่องที่สี่กับริดลีย์ สก็อต ต่อจากภาพยนตร์เรื่อง Gladiator เรื่อง A Good Year และเรื่อง American Gangster “ผมชอบที่ได้ร่วมทำงานกับริดลีย์ครับ” นักแสดงหนุ่มยืนยัน “เราได้เรียนรู้กันและกันอย่างมากมายตอนที่เราทำเรื่อง Gladiator เราแบ่งปันหลักการทำงาน หลักความงดงามและความสนุกสนานและถ้าคุณมีทั้งสามอย่างนี้ร่วมกันจากนั้นการได้ทำงานด้วยกันก็เป็นเรื่องง่ายแล้วล่ะครับ”
“รัสเซลทำอะไรก็ได้ครับ” สก็อตเล่า “เขาชอบที่ได้เปลี่ยนบุคลิกภาพ เปลี่ยนสำเนียงการพูด และเปลี่ยนรูปลักษณ์สำหรับบทบาท นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสนใจที่จะทำงานด้วย ผมคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนะครับ”
เมื่อพูดถึงการพูดคุยในเบื้องต้นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies ผู้กำกับการแสดงกล่าวต่อไปว่า “ผมบอกเขาว่า ผมมองเห็นความเป็นฮอฟแมนว่าเป็นคนรักครอบครัวที่จะทำงานบ้านได้ในขณะที่พ่อบ้านธรรมดาไม่ได้ทำ เขาจะต้องเป็นพวกนอนไม่หลับ....อาจจะหนักไปหน่อย เขาบอกว่าหนักไปเหรอครับ? คุณตีความหมายของหนักไปหน่อยว่าอย่างไรน่ะเหรอ?”
“ริดลีย์โทรหาผมแล้วบอกผมว่า คุณว่าคุณจะเพิ่มน้ำหนักสัก 50 ปอนด์ไหวไหม?” โครว์เล่า ตัวเขานั้นตลอดเวลาการทำงานในวงการการแสดงได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตัวเองเพื่อรับบทบาทที่ต่างกันมากมายรวมไปถึงบทบาทที่เขาเปลี่ยนตัวเองเป็น เจฟฟรีย์ วิแกนด์ และได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลตุ๊กตาทองจากเรื่อง The Insider
นักแสดงหนุ่มทำน้ำหนักขึ้นมาอีก 50 ปอนด์เพื่อรับบทของฮอฟแมน เขายังได้ปรึกษากับเดวิด อิคเนเซียสเกี่ยวกับปูมหลังของตัวละคร “รัสเซลถามผมว่าดั้งเดิมแล้วฮอฟแมนมาจากไหนครับ” เจ้าของบทประพันธ์กล่าว “เขาถามว่า อาร์แคนซัส? ผมคิดว่าเขาน่าจะมาจาก อาร์แคนซัสนะ มันจะมีอะไรบางอย่างที่คนที่มาจากอาร์แคนซัสพูดที่ทำให้เห็นในบางประโยคสุดขั้วที่เขากล่าวออกมา”
“รัสเซล ยังได้นำความตลกคะนองมาสู่ความเป็นฮอฟแมนซึ่งผมไม่ได้คาดหวังเลยครับ” โดแนลด์ เดอ ไลน์ให้ความเห็น “ฮอฟแมนเป็นตัวละครที่มีคำถามเกี่ยวกับทางด้านจิตใจของเขาและคุณจะไม่แน่ใจกับความรู้สึกที่คุณมีกับเขา แต่เขาเป็นคนตรงไปตรงมาว่าเขาเป็นคนอย่างไรและสิ่งที่เขาเชื่อ มันเป็นเรื่องใหม่ คุณแทบจะไม่เดียดฉันท์เขาเลยล่ะครับ”

ผมมีกฏเพียงข้อเดียว อย่าโกหกผม

ความเสี่ยงสูงมากขึ้นสำหรับเฟอร์ริสเมื่อฮอฟแมนมอบหมายให้เขาปฏิบัติการสืบราชการลับของสหรัฐฯ ในกรุงอัมมานประเทศจอร์แดน เมื่อหัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่มีชื่อว่า อัล-ซาลีมได้รวบรวมอำนาจจากเงามืด ในการจับตัวอัล-ซาลีมผู้ว่องไว เฟอร์ริสต้องเข้าไปในองค์การหน่วยสืบราชการลับของจอร์แดน Jordanian General Intelligence Department (GID) ซึ่งมีหัวหน้าคือ ฮานี ซาลามผู้น่าเกรงขาม โดยมีนักแสดงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้วชาวอังกฤษ มาร์ค สตรองเป็นผู้รับบทนี้
ในความเจนสังคมและถูกขัดเกลา ฮานีดูสุขุมและควบคุมอารมณ์ได้ดีในขณะที่ฮอฟแมนนั้นเอะอะและดื้อดึง อย่างไรก็ตามมันจะมีความบ้าคลั่งซ่อนอยู่เบื้องหลังของความงามสง่าของฮานีซึ่งซ่อนความดุร้าย สำหรับผู้ชายที่ทรงอำนาจในประเทศจอร์แดนมากกว่าผู้ใดเป็นรองแต่ก็เพียงกษัตริย์เท่านั้น สตรองกล่าวว่า “ผมคิดว่าฮานีนั้นให้ความดูแลและสนใจเกี่ยวกับตัวเขานั้นหมายถึงเขาให้ความดูแลและสนในกับงานของเขาด้วยครับ เขาเป็นใครซักคนที่คุณไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแน่ครับ” เขายิ้ม
“ฮานีเป็นตัวละครที่ดูเป็นผู้ดีและมีพลัง โดยมาร์ค สตรองนำเสนอมันออกมาได้เป็นอย่างดีครับ” สก็อตกล่าว “เขาเปลี่ยนตัวของเขาไปเป็นตัวละครได้อย่างแนบเนียน สำเนียงของเขาสมบูรณ์แบบรวมไปถึงความหรูหราของเขาเป็นไปอย่างธรรมชาติครับ”
“มาร์ค สตรองผูกมัดผมอย่างสิ้นเชิงในแง่ของนักแสดงเลยล่ะครับ” ดิคาปริโอให้ความเห็น “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้ทำงานกับเขา เขาเหมือนแม่เหล็กที่ได้ดูเขา พ่อของผมยังพูดถึงความเยือกเย็นของฮานี และเขาอยากจะแต่งตัวแบบฮานีเพราะดูแล้วเขาเป็นคนร้ายนะครับ”
เมื่อฮานีแสดงให้ฟาร์ริสเห็น ว่าเขาเป็นเอกอุในศิลปะที่อิคเนเซียสเรียกมันว่า “การเจรจาที่ปราดเปรื่อง” ของคู่ปรับที่ในที่สุดแล้วต้องยอมจำนนเพื่อคายความลับ
ต่าง ๆ ตามที่เขาต้องการ “ฮานีแสดงให้ฟาร์ริสดูว่าจะเลือกคนมาทำงานกับเขาได้อย่างไรโดยไม่ต้องข่มขู่ด้วยความรุนแรง” สตรองอธิบาย “เขามีความภาคภูมิใจในตัวเองในการบรรลุเป้าหมายหลายอย่างโดยง่ายถ้าเปรียบเทียบกับฮอฟแมน หลายวิธีของเขาประกอบไปด้วยการไม่กระโตกกระตากแต่ทำอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น”
การร่วมมือของฮานีจะมาพร้อมข้อตกลง อย่างไรก็ตาม “สัญชาตญาณของฮานีบอกเขาว่าเขาไว้ใจเฟอร์ริสได้; เขาชื่นชมที่ฟาร์ริสใช้เวลาในการเรียนรู้ภาษาอาราบิคอย่างถูกต้อง มันเป็นการแสดงความเคารพนะครับ” สตรองกล่าว “แต่งานของฮานีนั้นคือการปกป้องประเทศและประชาชนของเขา นั่นคือสิ่งที่เขาชื่นชมเฟอร์ริสว่าถ้าพวกเขายังคงทำงานกันต่อไป เขาจะต้องไม่โกหกกัน และนั่นคือกฏข้อเดียว”
“จิตวิญญาณของฮานีคือประเพณีแห่งเกียรติยศและความเชื่อใจ” สก็อตเสริม “ถ้าเขาไม่ไว้ใจคุณ คุณก็ไปไม่ได้ถึงไหนหรอกครับ และในการที่จะได้ความไว้วางใจจากเขานั้น คุณจะต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส แต่จากพื้นฐานในงานของเฟอร์ริส เขานั้นถูกบังคับให้โกหกเขา”
การร่วมมือในความตรงไปตรงมาของพวกเขาต้องถูกทดสอบเมื่อฮอฟแมนตรงมาที่กรุงอัมมานเพื่อการเผชิญหน้ากับฮานี “”มันเป็นเกือบเหมือนการประจบเอาใจในท่าทางที่เขาแสดงกับฮานี” โครว์เล่าให้ฟังถึงบทบาทที่เขาแสดงโดยแตกต่างจากวัฒนธรรมที่เฟอร์ริสกำลังค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “แต่เขาอาจจะใช้มันในทางที่บวกนะครับ ถ้าชาวอเมริกันนั้นมีชื่อเสียงทางด้านความเปิดเผยด่วนได้ ถ้านั่นมันเป็นสิ่งที่ฮานีมีความเชื่อ และนั่นก็คือสิ่งที่ฮอฟแมนแสดงให้เขาเห็น”
“พวกเขาต่างก็แอบเคารพกันและกัน แต่พวกเขาจะไม่ยอมรับมันนะครับ” สตรองทาย “ฮอฟแมนแสดงว่าไม่ใส่ใจกับฮานี และฮานีก็คิดว่าฮอฟแมนนั้นจะใช้วิธีที่รุนแรงเกินไป แต่ทั้งสองก็เป็นคนประเภทเดียวกันที่จะใช้ประโยชน์กับใครก็ได้ให้ถึงที่สุดเพื่อให้ได้งานที่พวกเขาต้องบรรลุถึงเป้าหมายครับ”
การปัดป้องของฮอฟแมนในความร่วมมือที่เรียกว่าหุ้นส่วนอย่างเปิดเผยนั้นทำให้เฟอร์ริสต้องอยู่ในที่นั่งลำบาก เขาตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูเมื่อเขากำลังควานเข้าไปใกล้อัล-ซาลีม “เฟอร์ริสถูกจับได้ในระหว่างการสั่นคลอนของสองอำนาจของชายสองคนนี้ ระหว่างความภักดีของเขาที่มีต่อซีไอเอและสัญญาที่เขาได้ให้ไว้กับฮานีนะครับ” ดิคาปริโอกล่าว “สิ่งที่น่าทึ่งก็คือที่สุดแล้วพวกเขาก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่น”

โทรหาผม ถ้าคุณคิดได้แล้ว

เฟอร์ริสได้พบกับความสงบทางด้านจิตใจในระดับหนึ่งท่ามกลายอันตรายในงานของของเมื่อเขาได้รับความเอาใจใส่จาก ไอช่า หญิงสาวชาวอิหร่านที่อยู่ในกรุงอัมมาน โดยเธอทำงานเป็นพยาบาลที่คลินิกแห่งหนึ่งและเป็นอาสาสมัครให้กับค่ายผู้ลี้ภัย
ไอช่านั้นรับบทโดยนักแสดงสายชาวอิหร่านชื่อ โกลชิฟเทห์ ฟาราฮานี ซึ่งเป็นการแสดงภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกของเธอ “พวกเราโชคดีที่ได้เธอมาร่วมงานด้วยครับ” สก็อตเสริม “โกลชิฟเทห์เป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงคนสำคัญของอิหร่าน ผมได้เห็นเธอครั้งแรกในเทปและทึ่งกับเธอมาก; เธอเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมและมีความคลาสสิคครับ ที่สุดแล้วผมก็ได้พบกับเธอ เธอมีพลังในตัวที่เป็นพิเศษที่ยากจะอธิบาย เธอปลดปล่อยพลัง ความสง่างามและเธอยังสวยมากอีกด้วยครับ เธอขึ้นกล้องเอา
มาก ๆ เลยครับ”
“ไอช่าเป็นพยาบาล แต่ถ้าเธอได้เกิดในประเทศอื่น เธอคงจะได้เป็นคุณหมอไปแล้วล่ะค่ะ” ฟาราฮานีซึ่งเป็นสาวสดใส แต่ไม่ไร้เดียงสาซึ่งพบว่าตัวเธอนั้นได้โปรยเสน่ห์ให้ชายหนุ่มลึกลับอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยเขาจะเข้ามาที่คลินิกของเธออยู่บ่อยครั้ง “ในตอนแรก เธอพบว่าเฟอร์ริสนั้นน่าสนใจแต่เธอก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจเขามากมายนัก แต่เมื่อเธอค้นพบว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจดี เธอก็เข้าใกล้เขามากยิ่งขึ้น เธอผ่อนปรนจากความจริงใจของเขาค่ะ”
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของทั้งสองมีความซับซ้อนจากข้อบังคับและวัฒนธรรมของเธอซึ่งห้ามผู้ชายแตะต้องตัวผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ผลจากการที่หญิงสาวมุสลิมสนิทสนมกับชายชาวอเมริกันนั้นเป็นสิ่งที่เคร่งครัดสำหรับไอช่าซึ่งคอยปกป้องให้กับเฟอร์ริส “เขาทำไม่ได้กระทั่งจะเชคแฮนด์กับเธอ เพราะเขารู้ว่ามันจะทำความไม่ดีมาสู่เธอ” สก็อตกล่าว
“โกลชิฟเทห์ เป็นนักแสดงที่น่าทึ่งครับ” ดิคาปริโอย้ำ “หลายอย่างในความไม่คุ้นเคยกับภาพยนตร์ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของชายหนุ่ม-หญิงสาวในภาพยนตร์โลกตะวันตกเป็นแรงผลักดันของไอช่าและเฟอร์ริส เฟอร์ริสนั้นมีความรู้สึกผูกพันกับไอช่า เขานั้นให้ความเคารพในขนบธรรมเนียมประเพณีของเธอ โดยเขาค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับเธอ”
“ลีโอนั้นยอดเยี่ยมที่สุดเลยค่ะ” ฟาราฮานีเล่า “เขาเอื้อเฟื้อและทำให้ฉันสบายใจ เขายังช่วยฉันอีกมาก การได้ร่วมงานแสดงกับเขาถือเป็นเกียรติค่ะ”
“โกลชิฟเทห์และลีโอมีความเกี่ยวโยงกันทางเคมีอย่างแท้จริง; พวกเขาเป็นประกายให้กันและกันครับ” เดอ ไลน์ให้ข้อสังเกตุ “จากวันแรกที่พวกเขาเข้ากล้องด้วยกัน คุณรู้สึกถึงมันได้เลยครับ”
ดาราอีกหนึ่งที่ร่วมในทีมงานนักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง Body of Lies คือ อาลี ซูลิมานซึ่งมารับบทเป็น ออสการ์ ซาดิกี้ ผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวในอุบายที่จะล่อให้อัล-
ซาลีมออกมาจากที่ซ่อน; อาลอน อเบาท์โบล แสดงเป็น อัล-ซาลีมผู้ลึกลับ; ออสการ์ อิซาอัคเป็นบาสซัม แนวร่วมของเฟอร์ริสในการปฏิบัติงานที่ซามาร์ร่า; และไซม่อน แมคเบอร์นี่เป็นการ์แลนด์ เจ้าหน้าที่วอร์รูมที่ควบคุมเทคโนโลยีที่ทำให้ซาดิกีดูเหมือนว่าถูกอัล-ซาลีมข่มขู่


คุณจะหวังให้ผมปฏิบัติการได้อย่างไร ถ้าคุณยังปฏิบัติการคร่อมกับผมอยู่


ริดลีย์ สก็อต นักสร้างภาพยนตร์ที่มุ่งมั่น ต้องพลิกแพลงไปในหลายแง่มุมในการกำกับการแสดงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่างเรื่อง Body of Lies ซึ่งดูเหมือนง่าย “มันเป็นความชื่นชมที่ได้เห็นผู้เอกอุอย่างริดลีย์ในการทำงานนะครับ” โดแนลด์ เดอ ไลน์กล่าว “เขามีความคิดริเริ่มให้ความร่วมมือและมีความสามารถอย่างพิเศษที่จะมองเห็นภาพยนตร์ทั้งเรื่องอยู่ในหัวของเขาแล้วล่ะครับ เขามีพลังมากกว่า มีความอดทนและมุ่งมั่นมากกว่าใครที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาครับโดยเขาจะเค้นสิ่งที่ดีที่สุดจากทุก ๆ คนเลยครับ”
เขาเคยเป็นผู้ออกแบบฉาก สก็อตเขียนสตอรี่บอร์ดและสเก็ตช์ส่งให้หัวหน้าแผนกด้วยตัวเอง โดยมีรายละเอียดของสิ่งที่เขามีอยู่ในหัวสำหรับแต่ละฉาก เครื่องแต่งกายหรือสเปเชี่ยล เอฟเฟค “มันเป็นเรื่องง่ายในการมีผู้กำกับการแสดงอย่างริดลีย์ เพราะเขาสามารถที่จะบ่งบอกตัวตนอย่างจริงจังด้วยภาพวาดของเขา” อาร์เธอร์ แม็กซ์ ซึ่งเคยร่วมงานออกแบบฉากกับสก็อตมายาวนานแล้วกล่าว
รูปแบบการถ่ายทำที่โดดเด่น – เขาได้ใช้กล้องสี่ถึงแปดตัวในแต่ละฉาก - ทำให้เขาถ่ายแต่ละซีนด้วยความครอบคลุมเต็มรูปแบบด้วยการเทคที่น้อยครั้ง “มันเป็นความน่าทึ่งที่ในการที่เขามีส่วนร่วมและถ่ายทำด้วยกล้องหลายตัวจากหลายมุมกล้องในทีเดียว” ดิคาปริโอประหลาดใจ “คุณกำลังทำฉากหนึ่งที่มีระเบิดถึง 20 จุดเป็นแบคกราวน์และยังมีคนหนึ่งอยู่บนต้นไม้ห่างออกไปครึ่งไมล์เพื่อซูมมาที่หน้าของคุณ และคุณไม่ได้รู้เรื่องเลยครับ ยังจะมีเฮลิคอปเตอร์สองลำที่สแตนด์บายรอ และบินอยู่รอบ ๆ และริดลีย์ก็แค่จับวอล์คกี้-ทอล์คกี้และพวกเขาก็จะมากันครับ ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องดูในจอมอร์นิเตอร์ที่แตกต่างกัน ตรงเข้าไปในหัวเมื่องานล่วงไป ผมคิดว่าเขามีช่องในลูกตาเขาในการดูน่ะครับ นั่นถึงเป็นสิ่งที่ทำไมริดลีย์ถึงทำได้ดีในสิ่งที่เขาทำ เพราะเขามองเห็นเป็นภาพใหญ่น่ะครับ”
การถ่ายทำโดยใช้กล้องหลายกล้องถ่ายทำอย่างต่อเนื่องกันยังทำให้สก็อตสร้างหลายฉากที่น่าตื่นเต้นที่เขานำมาสู่การบอกเล่าเรื่องราวของเขา “ผมชอบที่จะเคลื่อนไหวรวดเร็ว เท่าที่จะทำได้เพราะนั่นจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมีชีวิตชีวาครับ” ผู้กำกับการแสดงอธิบาย “มันเป็นงานของผมที่จะทำให้นักแสดง ผสมผสานกันเพราะว่าพวกเขาทุกคนพากันใส่ใจและมันเป็นความรู้สึกที่เป็นไปโดยธรรมชาติและให้พลัง”
“ผมเพริดไปกับวิธีการถ่ายทำของเขาเลยครับ” มาร์ค สตรองกล่าว “ในฐานะนักแสดง มันเป็นความน่าทึ่งเพราะพวกเราจะไม่ต้องถ่ายฉากยากอีกหลายต่อหลายครั้ง และคุณก็ไม่ต้องกังวล เกี่ยวกับความต่อเนื่องของคุณเพราะงั้นมันจะเป็นทันทีทันใดอย่างไม่น่าเชื่อครับ”
การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สี่ของโครว์และสก็อต นักแสดงหนุ่มนั้นคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานของสก็อต แต่ในขณะที่พวกเขามีความแจ่มชัดในขั้นตอนการร่วมงานโครว์ยังชี้ให้เห็นว่า “ผู้คนจะสรุปเอาว่าเราสองคนจะเห็นตรงกันในทุกอย่าง นั่นมันน่าขันนะครับ เราสองคนจะมีเรื่องที่ไม่เห็นพ้องกันเกือบ 70 เปอร์เซนต์ของเวลาทีเดียวนะครับ แต่เวลาเหล่านั้นพวกเราใช้ศิลปะของความขัดแย้งอย่างไร้คำพูดได้อย่างสมบูรณ์และเราสองคนก็สนุกกับขั้นตอนการแก้ปัญหาของเราครับ”
“สิ่งที่เกี่ยวกับผมและริดลีย์ นั่นก็คือการฟังเขาพูดซึ่งผมคิดว่าทำให้เขากังวลเป็นบางทีนะครับ” โครว์กล่าวต่อพร้อมหัวเราะ “แต่เขาก็ชอบมันนะเพราะเขาจะบอกบางอย่างกับผมในตอนต้นและจากนั้นก็เข้ามาคลุกกันในส่วนที่เป็นรายละเอียด แต่เขาก็รู้ว่าผมยังจะให้เกียรติในความคิดดั้งเดิมของเขาเมื่อพวกเราดำเนินเรื่องราวต่อไป”
ดิคาปริโอ อย่างที่อธิบายในตัวเองว่าเป็น หน้าใหม่ ปรับตัวเข้าได้อย่างดีกับแนวทางของ สก็อต/โครว์ในการสร้างภาพยนตร์ “พวกเขามีทางลัดร่วมกัน; พวกเขารู้ว่าจะแก้ปัญหาด้วยกันได้อย่างไรในทันที เขารวบรวมไว้ในพลัง; มันเป็นเหมือนรางวัลและความร่าเริงที่ได้ทำงานกับคนแบบนั้นครับ ทันทีที่คุณซ้อมฉากและมีแนวทางว่าเค้าโครงมันจะออกมาเป็นอย่างไร ริดลีย์ก็จะตั้งกล้องทุกตัวแล้วเริ่มถ่าย และรัสเซลนั้นก็ดูจริงจังและมีส่วนร่วมครับ” ดิคาปริโอกล่าวเสริม โดยก่อนหน้านี้เขาเคยได้ร่วมงานกับโครว์มาแล้วในปี 1995 ในภาพยนตร์แนวตะวันตกเรื่อง The Quick and the Dead “ผมคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ยอดเยี่ยมในปัจจุบันครับ เพราะงั้นมันเป็นเรื่องดีที่ได้ร่วมงานกับเขาอีก พวกเรามีฉากที่ต้องส่งอารมณ์และต่อสู้กันหลายฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ คุณจะมีอารมณ์ร่วมได้ถ้าคุณได้มีนักแสดงอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วสามารถที่จะจับคู่กับทุกอย่างที่คุณแสดงออกมาและส่งมันกลับมาหาคุณได้ มันเป็นการหลั่งของอดรีนาลีนเลยล่ะครับ”
ตอนที่พวกเขาถ่ายทำเรื่อง The Quick and the Death ดิคาปริโอยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่และโครว์ให้ข้อสังเกตุว่า “มีหลายอย่างที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นกับลีโอ ตั้งแต่นั้นมา ผมชื่นชมกับเบื้องหลังความสำเร็จของเขาครับ และเขาก็ยังเป็นเขาคนเดิม พวกเขาหัวเราะกันเยอะมากเลยล่ะครับ”

ผมทำให้มันดูเหมือนอะไรก็ได้
มาทำให้มันเหมือนทุกๆ อย่างดีกว่า

อันที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่โหดอยู่สักหน่อยในการสร้างสรรค์ฉากที่อยู่ในสถานที่ถ่ายทำเกือบ 100 แห่งที่แตกต่าง โดยครอบคลุมไปมากกว่า 12 ประเทศซึ่งจะได้เห็นในระหว่างที่เฟอร์ริสค้นหาเพื่อจับตัวผู้ก่อการร้ายอย่างอัล-ซาลีม เพราะการถ่ายทำในแต่ละประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ประเทศโมรอคโคได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก
“ผมรู้จักประเทศโมรอคโคเป็นอย่างดีครับ; และนี่ก็เป็นครั้งที่สี่แล้วที่ผมได้มาถ่ายทำภาพยนตร์ในแอฟริกาเหนือ” สก็อตเล่า เขาถ่ายทำเรื่อง Gladiator เรื่อง Black Hawk Down และเรื่อง Kingdom of Heaven ในเมืองราบัทและประเทศในทะเลทรายของ ควาซาเซท “ในภูมิภาคนี้ให้ทางเลือกกับคุณอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ ผมเจอกับสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และผมก็รับคนโมรอคโคครับ พวกเขามีความเป็นศิลปินที่สามารถโดยเขาได้ร่วมทำงานกับเราในภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”
“ริดลีย์รู้จักส่วนนี้ของโลกดี แน่นอนว่าดีกว่าผู้กำกับคนไหนที่ทำงานในวงการ
ฮอลลิวู้ดในปัจจุบันล่ะครับ” เดอ ไลน์ออกความเห็น “เขามีความผูกพันกับสถานที่และผู้คน ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้เขาติดใจคือความรู้สึกในความสวยงามของมันครับ”
ความแตกต่างของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ทำให้เกิดฉากที่แตกต่าง “พวกเราไม่ได้สร้างฉากยักษ์ ๆ อย่างที่เราควรต้องทำในภาพยนตร์หลายเรื่องนะครับ แต่ขนาดของฉากถนนต่าง ๆ นั้นเราต้องทำ” อาร์เธอร์ แม๊กซ์ ซึ่งแผนกศิลป์ของเขาได้สร้างฉากหลายฉากทั้งในและรอบ ๆ สถานที่ถ่ายทำ “ในทุก สถานที่ถ่ายทำพวกเราพยายามที่จะทำฉากที่มีความกว้าง 360 องศาเพื่อที่ว่าบรรดานักแสดงจะมีบรรยากาศที่จะทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกร่วมน่ะครับ”
การได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้กำกับภาพอย่าง อเล็กซานเดอร์ วิตต์ สก็อตถ่ายทำการไล่ล่าผ่านตลาดด้วยมุมกล้องที่บอกเล่าเรื่องราวของฟาร์ริสจากมุมสูงจากการที่เขาต้องถูกสะกดรอยด้วยระบบ Predator System
“ระบบ Predator System นั้นเหมือนกับรายการ Big Brother โดยตัวละครจะอยู่ที่นั่นตลอดเวลาครับ” สก็อตกล่าว เขาใช้การแฝงตัวของ POV แบบนี้โดยใช้กล้องถ่ายมือติดตั้งอยู่กับเฮลิคอปเตอร์เก็บภาพจากมุมสูงขึ้นไป 10,000 ฟุตเหนือการแสดงภาคพื้นดิน
ทีมงานของแม็กซ์นั้นต้องตกแต่งฉากในมุมที่กว้างที่สุดเพื่อให้มันดูสมจริงเมื่อถ่ายออกมาจากทางอากาศ พวกเขายังต้องลดสีสรรค์ที่เป็นธรรมชาติของเมืองโมรอคโคด้วยแถบสีที่เป็นสีเอิร์ธโทน “ส่วนหนึ่งของงานผมคือการลบสีออกจากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้แหละครับ สีพวกนี้จะทำให้เกิดความโดดเด่นเพื่อให้ผู้ชมไม่เกิดความรบกวนครับ” แม๊กซ์กล่าว
อันตรายของการสร้างฉากอย่างแนบเนียนในสถานที่จริงนั้นกลายมาเป็นเรื่องเมื่อ ซันจา คลอสได้ว่าจ้างพนักงานทำสวนมาเปลี่ยนเป็นฉากส่วนหนึ่งของสนามโอลิมปิคของกรุงราบัตให้เป็นฉากด้านนอกของสถานฑูตอเมริกันในกรุงจอร์แดน จากการที่ไม่มีรั้วมากั้นไม้เลื้อยที่พนักงานสวนปลูกเอาไว้ ผู้คนละแวกนั้นปล่อยให้แกะและแพะเดินเข้ามาได้อย่างอิสระหลังจากทำฉากเสร็จแล้ว “ตอนที่ผมไปถึงตอนเช้าของอีกวันหนึ่งเพื่อตรวจสอบต้นไม้ ผมพบว่ามันเหลืออยู่แค่ไม่กี่ต้นเท่านั้นเองครับ” คลอสเล่า
ในบางครั้งงานของคลอสนั้นสมจริงเสียจนทีมนักแสดงไม่รู้เลยว่าพวกเขาทำงานอยู่บนฉากที่สร้างขึ้น สำหรับฉากการเผชิญหน้าระหว่างเฟอร์ริสและฮานีที่เกิดขึ้นบนกองขยะขนาดยักษ์นั้น ทีมงานของคลอสได้ตกแต่งภูเขาสูงด้วยขยะสะอาดเป็นตัน ๆ “มันดูเหมือนจริงเอามาก ๆ ครับ ผมไม่รู้เลยว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพยนตร์ครับ” สตรองกล่าว
“โมรอคโคเป็นสถานที่ ๆ น่าสนใจครับ มันเป็นประสบการณ์การสร้างภาพยนตร์ที่ท้าทายแต่ผมก็สนุกกับการได้อยู่ที่นั่นนะครับ” ดิคาปริโอกล่าว “ผมชื่นชอบผู้คนและวัฒนธรรมของที่นั่นครับ ตลาดในเมืองมาร์ราเกชเป็นอะไรที่ทุก ๆ คนในโลกนี้ควรจะได้เห็นมันสักครั้งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขาเป็นนักเดินทางแล้วละก็ครับ มันเป็นภาพที่ตรึงตาจริง ๆ ครับ”
การสร้างเครื่องแต่งกายสำหรับทีมงานนักแสดงกลุ่มใหญ่ที่มีตัวละครแตกต่างกันรวมไปถึงเครื่องแต่งกายของบรรดาตัวแสดงประกอบที่อีกถึง 3,000 ชุดที่เป็นเสมือนตัวแทนของวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างและกว้างออกไป สิ่งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งใหญ่ของแจนตี้ ยาเตสซึ่งเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายและทีมงานของเธอ นอกจากนี้เธอยังให้ข้อสังเกตุว่า “ทุกคนจะต้องแบ่งออกเป็นองศาและยังต้องมีความแก่และทุกข์โศกอยู่ด้วยนะคะ” เธอให้ความเห็น
ยาเตสออกแบบเครื่องแต่งกายของเฟอร์ริสเพื่อช่วยให้สายลับอย่างเขาเข้าได้กับวัฒนธรรมหรือสถานการณ์ใด ๆ ก็ได้ที่เขาต้องการแฝงตัวเข้าไป “ลีโอให้ความร่วมมือเป็นอย่างมากเลยค่ะ” เธอกล่าว “เขามีความสนใจอย่างน่าทึ่งในรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ทุกครั้งที่เรามีเครื่องแต่งกายชุดใหม่ เขาต้องการจะรู้ฉาก ว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและอะไรจะเกิดขึ้นต่อมา”
สำหรับซีไอเอหัวดื้อ เอ็ด ฮอฟแมน เสื้อผ้าได้รับการคิดถึงที่หลัง “ฮอฟแมนเป็นคนไม่สนใจกับเสื้อผ้า เขาสนใจแต่จะกอบกู้โลก” ยาเตสยืนยัน
อย่างขัดแย้งกัน เครื่องแต่งกายของหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับชาวจอร์แดน ฮานี ซาลามเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับริดลีย์ สก็อต “ผมต้องการให้ฮานีมีรูปลักษณ์ที่หรูหราเป็นพิเศษของสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง” ผู้กำกับการแสดงยืนยัน
ยาเตสใช้ฮันส์แมนซึ่งเป็นบริษัทโดยเฉพาะของ ซาวิลล์ โรว์และเป็นหนึ่งในร้านตัดเสื้อที่ดีที่สุดของโลกเพื่อสร้างสรรค์เสื้อสูทตัดเย็บด้วยมือของตัวละครตัวนี้อย่างไร้ที่ติ แต่สูทที่ตัดโดยฮันท์สแมนนั้นต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือนในการตัดเย็บและยาเตสก็มีแค่สามอาทิตย์เพื่อสร้างชุดให้กับมาร์ค สตรองก่อนที่เขาจะต้องเข้าแสดงในฉาก จอห์นนี่ อัลเลนซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของฮันท์สแมนอนุญาตให้ยาเตสเข้าไปดูเสื้อสูทกว่า 20 ชุดที่ตัดแล้วไม่มีผู้มารับ น่าประหลาดใจเมื่อสตรองได้ลองสวมชุดสูท “พวกมันพอดีกับรูปร่างเขาอย่างเหลือเชื่อ” ยาเตสกล่าว “มันดูราวกับว่าสูทพวกนี้ตัดมาสำหรับเขาเลยล่ะค่ะ”
“เนื้อผ้าและการตัดเย็บน่าทึ่งมากเลยครับ” สตรองกล่าวเกี่ยวกับงานฝีมือของฮันท์สแมน “ฮานีเป็นตัวละครที่แต่งกายดีที่สุดในบรรดาบทบาทที่ผมเคยแสดงมาทั้งหมดเลยครับ”
เครื่องแต่งกายของไอช่า พยาบาลสาวชาวอิหร่านที่ดูมีราศีผู้ซึ่งเป็นมิตรกับเฟอร์ริสในระหว่างการปฏิบัติการลับของเขาในกรุงอัมมาน ได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นที่ผสมผสานของหญิงสาวชาวอิหร่าน “ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องคลุมศีรษะและมืออยู่ตลอดเวลารวมทั้งเสื้อของพวกเธอก็ยังมีแขนยาวคอสูง หญิงสาวชาวจอร์แดนยังสวมกางเกงยีนส์เข้ารูปและรองเท้าส้นสูงอีกด้วย” ยาเตสให้ข้อสังเกตุ “พวกเราต้องการสร้างเสน่ห์จูงใจที่นำสมัยสำหรับไอช่าค่ะ”

คุณคิดว่าผมทำอะไรในเวลาว่างเหรอ ตีเทนนิสหรือไง?
... หมดเวลาเล่นแล้ว

ในการรักษาไว้กับความต้องการของสก็อตที่จะให้เรื่องนี้สมจริง สเปเชี่ยลเอฟเฟคส่วนใหญ่ของภาพยนตร์นั้นต้องทำขึ้นมาอย่างจริง ๆ โดยสก็อต ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพอล คอร์บอล์ดซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายสเปเชี่ยลเอฟเฟค เมื่อมีความจำเป็น พวกเขาจะเพิ่มเติมเทคนิค CG ให้น้อยที่สุดในงานหลังการถ่ายทำ
เช่นเดียวกันกับงานสตั๊นท์และฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ที่ได้ถูกจัดอย่างระมัดระวังเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ – และแน่นอนว่า ปลอดภัย – เท่าที่จะทำได้ “ริดลีย์ ต้องการให้สมจริงครับ” จอร์จ อกิลล่าซึ่งเป็นผู้ประสานงานสตั๊นท์กล่าว “เขาไม่เคยต้องการอะไรที่ดู รู้สึกหรือมีกลิ่นของปลอมน่ะครับ”
เว้นแค่เพียงฉากที่ต้องหลบระเบิดใหญ่ ๆ และฉากที่ถูกสุนัขรุมกัด ดิคาปริโอแสดงสตั๊นท์ตัวเอง “มันจะมีน้อยฉากมากที่โหดและมีฉากแอ็คชั่นที่ยาก ๆ น่ะครับ” เขาเล่า “ฉากที่ต้องวิ่งผ่านในเมืองราบัตแล้วมีฝูงหมาดุไล่ตามผม ฉากต่อสู้ด้วยมีด...มันค่อนข้างยากที่ต้องแสดงเองนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องมาเจอกับความร้อนในทะเลทรายแบบนี้ครับ แต่ริดลีย์นั้นเตรียมตัวได้ดีมากเขามีเจ้าหน้าที่หลายคนและทำให้คุณรู้สึกสบาย ๆ ครับ มันก็เลยเป็นแค่การทำงานอีกวันหนึ่งของผมเท่านั้นแหละครับ”
“เขาจะชำนาญมากกับงานที่ต้องใช้ร่างกาย” อกิล่าร์เล่าเกี่ยวกับดิคาปริโอที่เขาได้เคยร่วมทำงานมาจากภาพยนตร์เรื่อง Gangs of New York และเรื่อง The Departed “พวกเราซ้อมเข้าฉากและเขาก็มีการเปลี่ยนนิดหน่อยเพื่อให้เข้ากับบทบาทที่เขาแสดง เขาจะเน้นมากเกี่ยวกับบทที่เขาเล่นว่าจะทำหรือไม่น่าทำแบบไหน เพราะงั้นเราให้จุดเขาไปจากนั้นเขาก็ไปปรับเปลี่ยนเอาเองครับ”
การทำให้เรื่องดูสมจริงหมายถึงการที่ดิคาปริโอจะต้องเรียนการพูดภาษาอาราบิครวมไปถึงสำเนียงอาราบิคที่มีความแตกต่าง ความท้าทายนั้นมีมากถึงจะเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์ทางด้านภาษาก็ตามที่จะต้องเปลี่ยนสำเนียงการพูดไปมา “ครูฝึกภาษาของผมชื่อ แซม ซาโก้ เป็นคนที่มีค่าสำหรับผมมากครับ เขาแยกแยะสำเนียงที่แตกต่างกันและเราซักซ้อมกันอยู่หลายอาทิตย์ก่อนเปิดกล้องครับ”
“มันเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ใช่คนอาราบิคที่จะเรียนรู้ภาษาอาราบิคเพราะหลายเสียงต้องเปล่งมาจากลำคอครับ” ซาโก้กล่าว เขาเป็นชาวอิรัคและเป็นผู้ช่ำชองในวงการฮอลลีวู้ด “ชาวอเมริกันจะเปล่งเสียงมาจากปาก เพราะงั้นพวกเขาจะไม่คุ้นกับการใช้กล้ามเนื้อคอในการเปล่งเสียง เขาเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งเชียวครับ”
หลายครั้งที่ซาโก้จะต้องคิดบทสนทนาของดิคาปริโอในฉากอย่างที่สก็อตต้องการ “ผมจะบอกว่าจะพูดบางประโยคว่าอย่างไรแล้วเขาก็จะจดไป สองนาทีต่อมา เราก็ถ่ายต่อกันได้และเขาก็ทำมันได้อย่างสมบรูณ์เลยครับ สำเนียงของเขายอดเยี่ยมมาก”
หนึ่งในฉากที่ต้องใช้ร่างกายและจิตใจมาก ๆ คือฉากที่นักแสดงหนุ่มจะต้องแสดงในฉากการถูกสอบสวนซึ่งเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่ต้องถ่ายทำกันถึงสองวันท่ามกลางซากปรักหักพังของป้อมโปรตุเกส “ผมต้องเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับฉากนั้นเป็นเวลาหลายเดือนล่วงหน้าครับ” ดิคาปริโอเล่าย้อน “คุณต้องเตรียมตัวสำหรับมันและต้องใช้พลังกายและพลังความคิดเพื่อจะแสดงเป็นตัวละครนั้นว่าเขาควรจะทำและพูดอย่างไรในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ซึ่งมันจะทำให้ล้าทั้งร่างกายและสมองเลยล่ะครับ มันเป็นจริงเป็นจังว่าร่างกายของคุณจะปิดกั้นหลังจากนั้น แต่ถ้าเราไม่มีความเข้มงวดในรูปแบบนั้นภาพยนตร์ก็จะออกมาไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักหน่วงอย่างที่ควรเป็นครับ”
“นักแสดงทุกคนทุ่มเทให้กับภาพยนตร์เป็นอย่างมากเลยครับ” ริดลีย์ สก็อตยืนยัน “ทุกคนไม่ว่าจะเป็นทีมแสดงหรือทีมงานให้ใจกับคำว่า ไป มันเป็นการถ่ายทำอย่างไม่มีวันหยุดตั้งแต่อาทิตย์แรกของการเปิดกล้อง แต่ผมคิดว่านั่นแหละเป็นช่วงที่คุณจะทำได้ดีที่สุดครับ ผมชอบที่จะไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแต่ผมก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสนุกไปกับมันด้วยนะครับ มันจะทำให้ทุกอย่างออกมาแล้วคุ้มค่าครับ”



 

ภาพล่าสุด ชุด EXCLUSIVE เฉพาะสื่อออนไลน์ ของภาพยนตร์เรื่อง "Body of Lies - บอดี้ ออฟ ลายส์ แผนบงการยอดจารชนสะท้านโลก"
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 6 ตุลาคม 2551



























 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด