หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
 The Midnight Meat Train  (2008)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

  เกี่ยวกับภาพยนต์
 
"ข้อมูลงานสร้าง  The Midnight Meat Train"
            ทากาชิ มิอิเกะ ซึ่งไม่เคยยึดติดกับสิ่งเดิมๆ
มาพร้อมกับเรื่องราวดิบเถื่อนที่สุดในชีวิต ทว่าแฝงความหมายบางอย่างไว้
ด้วยการผสมความดุเดือดแบบการ์ตูนเข้ากับความป่าเถื่อนสมจริง แล้ววางไว้บนเรื่องรักสุดเศร้า
...เกิดเป็นหนังคัลต์เร้าใจในบัดดล

- นิตยสาร VARIETY -


เมื่อหยิบหนังซามูไรมาหมักกับ สปาเกตตี เวสเติร์น แล้วกรองให้เหลือแต่ความดิบเถื่อนล้วนๆ
มันย่อมกลายเป็นหนังคัลต์สุดคลาสสิกของคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

- หนังสือพิมพ์ INTERNATIONAL HERALD TRIBUNE -



สุกียากี้ (คำนาม) หมายถึง อาหารญี่ปุ่นเลื่องชื่อ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ซอสถั่วเหลือง เต้าหู้ และผักต่างๆ ต้มรวมในหม้อใบเดียวกันซึ่งวางไว้กลางโต๊ะ หากแต่ส่วนประกอบเรียบๆ ง่ายๆ เหล่านี้ต้องคลุกเคล้าเข้ากันโดยไม่มีการเติมน้ำซุปใดๆ นั่นแหละถึงจะให้รสชาติแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

เพื่อเป็นการคารวะต่อหนังคาวบอยอิตาเลียน (สปาเกตตี เวสเติร์น) หรือที่เรียกกันในญี่ปุ่นว่า “มะกะโรนี เวสเติร์น” ผู้สร้างภาพยนตร์เลื่องชื่อ ทากาชิ มิอิเกะ (จาก Audition) จึงให้กำเนิดหนังคาวบอยญี่ปุ่นสุดพิสดาร แล้วเรียกขานแนวทางนี้ว่า “สุกียากี้ เวสเติร์น”

Sukiyaki Western Django ของมิอิเกะเลือกใช้สงครามเก็นเปในศตวรรษที่ 12 เป็นฉากหลัง และถ่ายทำเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง โดยมีทีมเบื้องหลังเป็นผู้เปี่ยมพรสวรรค์ซึ่งส่วนใหญ่จะเคยร่วมงานกับมิอิเกะมาก่อน เป็นต้นว่า ผู้กำกับภาพมือรางวัล โทโยมิจิ คูริตะ (จาก Cookie’s Fortune ผลงานกำกับของ โรเบิร์ต อัลต์แมน) ร่วมด้วยนักแสดงดาวเด่นอย่าง ฮิเดอากิ อิโตะ (จากโปรเจ็กต์แอ็กชั่นดราม่า Umizaru), โคอิจิ ซาโต (จาก Crest of Betrayal), ยูสุเกะ อิเซยะ (จาก Casshern), มาซาโนบุ อันโดะ (จาก Battle Royale), ทากาอากิ อิชิบาชิ (จาก สปอร์ตคอเมดีโปรเจ็กต์ Major League), โยชิโนะ คิมูระ (จาก The Samurai I Loved) เทรุยูกิ คากาวา (จาก Devil’s On The Door Step) และ คาโอริ มาโมอิ (จาก Memoirs of A Geisha) พร้อมด้วยนักแสดงรับเชิญสุดพิเศษ เควนติน ตารันติโน

สิ่งที่ลอยเด่นอยู่ในหม้อสุกียากี้ซึ่งต้มรวมสุดยอดส่วนประกอบเหล่านี้ไว้ด้วยกัน คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจากการมองโลกอย่างคมคายในแบบมิอิเกะ

“เสียงระฆังกังวานจากวัดกิองโชจะ สะท้อนอนิจลักษณ์แห่งสรรพสิ่ง”
“สีของดอกสาละบ่งถึงสัจธรรมแห่งการผลิบานเพื่อเหี่ยวเฉาร่วงโรย”
เกียรติยศหาได้ยั่งยืน เสมือนภาพฝันยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิ
อำนาจย่อมมีวันสูญสลายไป ไม่ต่างจากฝุ่นผงในสายลมโชย



 

ขอต้อนรับสู่รถไฟขบวนสยอง – เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง THE MIDNIGHT MEAT TRAIN
(BOARDING THE TRAIN: About THE MIDNIGHT MEAT TRAIN Production)
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 1 กันยายน 2551

            การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง THE MIDNIGHT MEAT TRAIN ใช้เวลาถ่ายทำอย่างรวดเร็วเพียง 35 วัน นับตั้งแต่เปิดกล้องลอสแอนเจลิส (Los Angeles) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2007 แต่คณะผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง THE MIDNIGHT MEAT TRAIN ใช้เวลาเตรียมการใช้เวลาเตรียมการก่อนหน้านั้นนานมาก
ภาพยนตร์เรื่อง THE MIDNIGHT MEAT TRAIN สร้างขึ้นจากหนึ่งในเรื่องสั้นชุดสุดสยอง Book of Blood ของนักเขียนเรื่องสยองขวัญที่กลายเป็นตำนานคนสำคัญของวงการนั่นคือ ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ (Clive Barker) หนังสือชุดสุดสยอง Book of Blood ชุดที่ 1 ถึง 3 เริ่มตีพิมพ์ในปี 1984 ขนาดราชานิยายเขย่าขวัญอย่างสตีเฟน คิง (Stephen King) ยังยกย่องว่า บาร์คเกอร์คือ “อนาคตใหม่ของเรื่องราวเขย่าขวัญ” ซึ่งกลายเป็นคำพูดที่เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพอันยาวไกลและรุ่งโรจน์ของบาร์คเกอร์ในฐานะนักเขียนนิยาย, นักเขียนบท, และผู้กำกับภาพยนตร์ หลายปีผ่านไป บาร์คเกอร์ ก็กลายเป็นนักเขียนแนวสยองขวัญที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงหลายปีที่เขาโด่งดังนั้น The Midnight Meat Train ก็เป็นหนึ่งในเรื่องสยองขวัญที่ได้รับความนิยมที่สุดของบาร์คเกอร์ (แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ชวนขนหัวลุกที่สุดก็ตาม) และเป็นเรื่องที่แฟน ๆ นิยายของเขารอคอยให้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มากที่สุดด้วย

บาร์คเกอร์เคยกล่าวไว้ว่า “Book of Blood ถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 ในช่วงที่ผมมีความคิดจะนำเอาจินตนากรด้านมืดและเรื่องราวพิลึกพิลั่นที่ผมมีตลอดช่วงอายุ 20-30 ปีมารวมกันไว้ในรูปของเรื่องสั้น ผมต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นว่า นิยายสยองขวัญน่ะมีขอบเขตกว้างมากแค่ไหน ในหนังสือ 6 ชุดนี้ ผมอยากจะพิสูจน์ให้ผู้อ่านเห็นว่า ‘สยองแค่ไหนก็ตลกได้, อาจจะเลือดท่วมก็ได้, หรือจะแฝงเร้นก็เล่นเอากรี้ดได้, อาจจะเป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติ, หรือแม้แต่ความรักความรู้สึกของมนุษย์ก็ยังไหว ทุกเรื่องสยองขวัญเป็นไปได้ทั้งนั้น’ ขนาดนั้นเลย”
บาร์คเกอร์อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค (New York) ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งมีคนถูกฆาตกรรมบนรถไฟ นั่นคือแรงบันดาลใจให้เขานำเอาเหตุการณ์จริงมาแต่งเป็นเรื่องสยองขวัญสุดสะพรึงเรื่องนี้ บาร์คเกอร์บอกกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ของเขาให้มั่นใจได้เลยว่า เรื่องสั้นสยองได้ใจขนาดไหน ภาพยนตร์เรื่องนี้เก็บมาครบทุกเม็ด “ใครที่ชอบเรื่องสั้น หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน” บาร์คเกอร์ยืนยัน

Midnight Meat Train เป็นเรื่องแรกในชุดเรื่องสั้นสุดสยอง Books of Blood และนับเป็นเรื่องสยองขวัญเรื่องแรก ๆ ที่นักเขียนนิยายสุดหลอนรายนี้เขียน “มันสยองสุดขั้วแบบต่อเนื่องไม่มีหยุดสู่ความบ้าคลั่งและอธรรมดำมืด รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของต้องห้าม” บาร์คเกอร์กล่าว โจเซฟ แคมป์เบลล์ (Joseph Campbell) กล่าวว่า “แนวคิดหลักของเรื่องจะพื้น ๆ มาก นั่นคือการที่ตัวเอกเป็นฮีโร่ดำดิ่งสู่ความมืดมิด และค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่โลกใต้ดิน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ ลีออง (Leon) ต้องเผชิญ ตามท้องเรื่องนี่เป็นใต้มหานครนิวยอร์ค (New York) แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ไม่ได้ลดทอนอารมณ์ชวนขนหัวลุกลงแต่อย่างใด”

บาร์คเกอร์หวังว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสะกดผู้ชมให้ตรึงตาอยู่กับภาพบนจอตลอดเวลา แม้ว่าจะกลัวมากสักแค่ไหนก็ตาม และยังเน้นย้ำว่าผู้ชมจะได้เห็นพัฒนาการอย่างมากมายของตัวละครในเรื่องด้วย “ผมคิดว่าผู้ชมจะมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครในเรื่อง” เขากล่าว “เราได้นักแสดงที่มีความสามารถสูง และตีบทแตกกระจายทั้งนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่ธรรมดา ๆ เรื่องหนึ่ง มันเป็นซับซ้อนน่ะ เมื่อใครสักคนยอมที่จะเสียสละสถานภาพทางสังคมทั้งหมด และละทิ้งการเป็นคนรักของใครสักคนเพื่อจะกลายเป็นคนใหม่ เพื่อเป็นทาสรับใช้อธรรม ที่บางครั้งพวกเราเองก็ต้องเลือกทางเดินอันมืดมิดสุดหยั่งนั้น”

เจฟ บิวเลอร์ (Jeff Buhler) เข้ามาช่วยดัดแปลงจากเรื่องสั้นขนาด 27 หน้าให้กลายเป็นบทภาพยนตร์เรื่องยาว เขาเคยเขียนบทภาพยนตร์ของตัวเองมาหลายเรื่องแล้วแต่ The Midnight Meat Train เป็นการเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่องแรก

บิวเลอร์เป็นเพื่อนเก่ากับโจ ดาลีย์ (Joe Daley) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คู่หูของไคล้ฟ บาร์คเกอร์ (Clive Barker) ที่พยายามหาทางมาร่วมงานกับบาร์คเกอร์นานมากแล้ว “ผมรู้สึกเหมือนเด็กที่ได้เดินเข้าไปในร้านขายขนม” บิวเลอร์กล่าวว่า ความฝันของเขาเป็นจริงแล้ว “งานนี้เกิดขึ้นเมื่อโจนำหนังสือ Books of Blood ชุดสำหรับนักสะสมที่มีลายเซ็นต์ของบาร์คเกอร์มาให้ผมแล้วบอกว่า ‘ลองอ่านเรื่องสั้นพวกนี้อีกทีนะ แล้วหาดูว่าเรื่องไหนที่คุณสนใจมากพอที่จะสร้างเป็นหนังสุดสยองขวัญของเรา’ ผมก็ตอบโจไปว่า ‘ขอบคุณสำหรับหนังสือ ผมจะเก็บมันไว้ และผมอยากจะนำ The Midnight Meat Train มาเล่าบนแผ่นฟิล์ม’”

นอกจากจะเป็นนักเขียนและผู้กำกับภาพยนตร์แล้ว ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ (Clive Barker) ยังเป็นนักวาดรูปชื่อดังและมีผลงานแยะด้วย เขาถ่ายทอดเรื่องราว The Midnight Meat Train เป็นภาพเพื่อสะท้อนมุมมองเรื่องสยองของเขาที่อยากให้เป็นภาพยนตร์ “ผมคิดว่าภาพวาดเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้ผู้กำกับหนังจะได้เห็นภาพเดียวกันกับที่ผมมีอยู่ในหัวน่ะ” บาร์คเกอร์กล่าว

เพื่อให้ภาพฝันสมจริงยิ่งขึ้น ทาง Lakeshore Entertainment จึงทาบทาม ริวไฮ คิตามูระ (Ryuhei Kitamura) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากผลงานระทึกขวัญสไตล์แปลกใหม่และแฟนตาซีล้ำจินตนาการ คิตามูระใช้เทคนิคด้านภาพและวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับภาพยนตร์เรื่อง The Midnight Meat Train เพื่อดึงผู้ชมสู่โลกมืดแห่งอารมณ์สะพรึงและความสยองขวัญสุดขีด กว่าคิตามูระจะตัดสินใจกำกับภาพยนตร์อเมริกัน (American movie project) เรื่องแรกในชีวิตก็พิจารณาบทภาพยนตร์มากกว่า 50 เรื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา “โครงการส่วนใหญ่ที่ผมได้อ่านนั้นเป็นแค่หนังสยองขวัญหรือไม่ก็หนังแอ็คชั่นเกรดบีเท่านั้นซึ่งผมไม่สนใจเท่าไหร่” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังกล่าว “ผมสร้างหนัง 8 เรื่องในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าที่ผมยังคงอยู่ในวงการได้ก็เพราะผมพยายามใส่เอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมลงไปในหนังทุกเรื่อง ไม่ว่าจะสร้างหนังแอ็คชั่นบ้าดีเดือดอย่าง VERSUS, หนังซามูไรอย่าง AZUMI หรือหนังอย่าง Godzilla ผมก็จะพยายามสร้างผลงานที่แสดงตัวตนของผม ผมจะไม่กำกับหนังเพียงเพราะว่าเป็นหนังใหญ่ทุนสร้างหนาหรือเป็นหนังฮอลลีวู้ด (Hollywood) ผมจึงพิถีพิถันเลือกหนังจะสร้างมาก”

ทอม โรเซ็นเบิร์ก (Tom Rosenberg) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่ง Lakeshore Entertainment ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า Lakeshore เตรียมโครงการนี้มากว่า 10 ปีแล้ว ก่อนที่ทุก ๆ อย่างจะลงตัวและเปิดกล้องได้ สิ่งแรกที่เราต้องการคือผู้กำกับภาพยนตร์ที่สามารถถ่ายทอด เรื่องสยองขวัญระดับคลาสสิค ให้กลายเป็น ภาพยนตร์ที่มีมุมมองทันสมัยและสไตล์โดนใจได้ “ผมคิดว่า หนังของริวไฮแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานที่ลงตัวอย่างน่ามหัศจรรย์ เขาไม่เพียงแต่เป็นผู้กำกับหนังแอ็คชั่นที่รู้ดีว่าจะถ่ายฉากยิงกันอย่างไร หรือจัดฉากเขย่าขวัญยังไงให้กรี้ดได้สุดเสียง แต่เขายังสอดแทรกจิตวิญญาณไว้ในหนังได้ลึกซึ้งอย่างน่าทึ่งมาก ๆ” เขากล่าว “อารมณ์ลึกซึ้งที่สอดแทรกอยู่ในผลงานทุกเรื่องของเขาไม่ว่าจะเป็น LOVEDEATH หรือ AZUMI ที่ถึงจะเดินเรื่องเร็วและบู๊เต็มที่ แต่ก็ยังลงตัวทั้งความผูกพัน, ชีวิตจิตใจ, และความรัก เมื่อนำอารมณ์ทั้งหมดมาผนวกเข้ากับฉากแอ็คชั่นที่สุดแสนเร้าใจแล้ว ผลงานของริวไฮจึงเป็นหนังที่น่าทึ่งมาก ๆ”
ในปี 2006 ผู้จัดการของคิตามูระนัดทอม โรเซ็นเบิร์ก (Tom Rosenberg) และแกรี่ ลัคเชซี (Gary Lucchesi) แห่ง Lakeshore Entertainment ประชุม ลัคเชซี่บอกริวไฮว่ากำลังจะสร้าง The Midnight Meat Train เป็นภาพยนตร์ และถามเขาว่าคุ้นเคยกับเรื่องสั้นมาก่อนหรือไม่ ซึ่ง คิตามูระก็ตอบทันทีว่า “รู้จักสิ ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ (Clive Barker) เขียน ผมได้อ่านตั้งแต่ 20 ปีก่อนแล้ว หนังสือของไคล้ฟ บาร์คเกอร์เล่มแรกที่พิมพ์ในญี่ปุ่นในปี 1987 โน้น ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่วันแรกที่วางขายและอ่านมันจบทันที ผมชอบมันมาก” คิตามูระเก็บหนังสือฉบับภาษาญี่ปุ่นเล่มที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อนไว้ด้วยซ้ำ

ผู้บริหารของ Lakeshore ยื่นบทภาพยนตร์ให้คิตามูระอ่าน และรอฟังความเห็นของเขา “ผมได้อ่านมันจนจบ และคิดว่ามันเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมที่สุด” คิตามูระกล่าวอย่างตื่นเต้น “ผมเป็นแฟนตัวยงของไคล้ฟ บาร์คเกอร์ ดังนั้นผมจึงอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ไคล้ฟมีความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต นี่เป็นโอกาสทองของผมจริง ๆ”
คิตามูระกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมเชื่อว่านี่คือหนังที่น่ากลัวที่สุด นองเลือดที่สุดในแวดวงหนังแนวเขย่าขวัญที่เคยมีมา มันจะเป็นหนังสยองที่ไม่ใช่แค่มีการเข่นฆ่ากัน แต่ยังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างลีออง (Leon) กับ มายา (Maya) ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกกำกับหนังเรื่องนี้ ผมไม่อยากกำกับหนังเลือดท่วมจอ, แทงกันพรุน, และเชือดกันครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะมีหนังแบบนั้นเกลื่อนไปหมดแล้ว ผมอยากสร้างหนังที่มีเรื่องราว, มีตัวละคร, และมีความสัมพันธ์ บทหนังเรื่องนี้มีครบ ผมจึงพยายามยัดเยียดแนวคิดของผมลงไปในหัวของคนในกอง, นักแสดง, และผู้อำนวยการสร้าง นั่นคือวิธีที่ผมใส่ความเป็นตัวตนของผมลงไปในหนัง ฟันธงเลยก็ได้ว่า ตั้งแต่วันแรกของงานสร้างหนังเรื่องนี้ เราไม่เคยมีแนวคิดนอกลู่นอกทางกันเลย เราตั้งใจกันเลยว่า หนังเรื่องนี้จะนำเสนอสื่องที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งมุมกล้อง, การใช้เลนส์, การเดินกล้อง, และความรู้สึกทุกอย่างต้องเป็นผลงานต้นแบบของเราเองอย่างแท้จริง”
เมื่อได้ตัวผู้กำกับภาพยนตร์กันแล้ว งานสร้างก็ก้าวสู่ขั้นต่อไปได้ เริ่มกันที่การคัดเลือกนักแสดงที่คณะผู้สร้างภาพยนตร์อยากให้มารับบทที่สำคัญอย่าง ลีออง (Leon), มายา (Maya), และมาฮอกกานี (Mahogany)
คิตามูระอธิบายบุคลิกของลีอองว่า “เขาเป็นคนที่พยายามยึดติดอยู่กับความเป็นจริง, วิถีความเป็นไปของเมือง, หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมือง เขาพยายามค้นหาความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้เมืองแห่งนี้ เขาได้ก้าวสู่โลกด้านมืดและค้นพบทีละน้อยว่าอะไรคือความลับดำมืดที่ผู้คนซุกซ่อนแอบไว้ เมื่อเขาค้นพบความจริงนั้น มันก็สายเกินไปที่เขาจะก้าวย้อนกลับ เขาถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจก้าวขึ้นขบวนรถไฟลึกลับขบวนนี้เพื่อหาสัจธรรม”

คณะผู้สร้างภาพยนตร์เลือกแบรดลี่ คูเปอร์ (Bradley Cooper) หนุ่มห้าวจากซีรี่ย์ดัง Alias และบทรองตัวเด่นใน WEDDING CRASHER ป่วนให้ปิ๊ง...แล้วชิ่งแต่ง ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตมารับบทนำแสดงเป็น ลีออง (Leon)
แบรดลี่ คูเปอร์เป็นแฟนตัวยงของไคล้ฟ บาร์คเกอร์ (Clive Barker) และภาพยนตร์แนวสยองขวัญ เขาตื่นเต้นมากที่ได้รับบทลีออง (Leon) “บทน่าสนใจมาก” เขากล่าว “และโอกาสที่จะได้ทำงานกับ วินนี่ โจนส์ (Vinnie Jones) ยิ่งทำให้ผมสนใจมากขึ้น ผมได้ดูหนังบางเรื่องของริวไฮ คิตามูระ (Ryuhei Kitamura) ที่สร้างในญี่ปุ่น และการร่วมงานกับเขาเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ริวไฮน่าจะทำให้หนังเรื่องนี้มีความสร้างสรรค์แปลกใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน เขามีความเป็นตัวตนและมีเอกลักษณ์โดดเด่นมาก ๆ วิธีการถ่ายทำของเขานั้นไม่เคยเห็นกันจากหนังแนวนี้แน่นอน มีการถ่ายด้วยเลนส์ระยะไกลและมุมมองที่คล้ายกับ FRENCH CONNECTION ซึ่งผมว่ามันให้ภาพของหนังออกมาเจ๋งสุด ๆ เลย”

คูเปอร์ยังติดอกติดใจบทภาพยนตร์ และปมหักมุมที่จะตรึงให้คนดูต้องลุ้นตามพระเอกไปตลอดทั้งเรื่อง “สิ่งที่หนังเรื่องนี้แตกต่างไปจากเรื่องอื่น ๆ ก็คือพระเอกเป็นฝ่ายตามล่าคนร้ายอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญก็คือ คนดูจะเริ่มไม่แน่ใจว่าฝ่ายไหนดี ฝ่ายไหนเลว มันแปลกตรงที่ลีอองเป็นฝ่ายไล่ตามข่มขู่มาฮอกกานี ซึ่งมาฮอกกานีก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ผมชอบไอเดียที่ตอนต้น ลีอองตามไปเพียงแค่อยากรู้ว่ามาฮอกกานีทำอะไร เมื่อพบว่าโรงงานผลิตเนื้อที่มาฮอกกานีทำงานตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และในช่วงทศวรรษที่ 20 หรือ 30 มีคดีฆ่าคนเพื่อกินเนื้อและคนร้ายถูกจับกุมตัวได้ ลีอองเชื่อว่าคดีในอดีตน่าจะเชื่อโยงกับสิ่งที่มาฮอกกานีทำอยู่ แต่เขาไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเรื่องราวใหญ่โตกว่านั้นมาก ลีอองเป็น ‘ผู้ที่ถูกเลือก’ ตั้งแต่ก่อนที่เรื่องราวในภาพยนตร์จะดำเนินไปด้วยซ้ำ มันกลายเป็นเรื่อง ‘เหนือธรรมชาติ’ มากขึ้นเรื่อย ๆ”

คณะผู้สร้างภาพยนตร์ตั้งใจปั้นนักแสดงคนใหม่ที่จะเป็นดาวรุ่งของวงการหนังสยองขวัญที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับลีออง ซึ่งรับโดยคูเปอร์ “ตั้งแต่วันแรกที่ผมกับไคล้ฟพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ เราตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะปั้นวายร้ายตัวใหม่” คิตามูระเล่า “ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังแนวนี้ ผมมีทั้งหนังสือและหุ่นจำลองของตัวละครสยองอย่างไมเคิ้ล มายเออร์ (Michael Myers), เฟรดดี้ ครูเกอร์ (Freddie Krueger), เจสัน วอร์ฮีส์ (Jason Voorhees), ไอ้หน้ากากหนัง (Leatherface), เจ้าหัวเข็มหมุด (Pinhead), แอช (Ash) แห่ง Evil Dead ผีลืมหลุม – ตัวละครดัง ๆ จากยุคปี 80 ซึ่งยังไม่มีตัวละครแบบนี้แจ้งเกิดให้เห็นกันมาร่วม 20 ปีแล้ว”
ตัวละครสำคัญคนที่สามของ THE MIDNIGHT MEAT TRAIN ก็คือมายา (Maya) คนรักของลีออง ซึ่งไม่เพียงจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง แต่ยังเป็นตัวแทนของผู้ชมที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากที่สุด และช่วยให้ผู้ชมได้ลุ้นไปตลอดว่าเรื่องราวสยองขวัญจะออกมาท่าไหน

บทมายาแสดงโดยเลสลีย์ บิ๊บ (Leslie Bibb) ที่เพิ่งร่วมแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องดังของปี 2008 อย่าง IRON MAN มหาประลัยคนเกราะเหล็ก ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.) และกวินเน็ธ พัลโทรว์ (Gwyneth Paltrow), นำแสดงในภาพยนตร์เฮฮากับวิล เฟอร์เรล (Will Ferrell) เรื่อง TALLADEGA NIGHTS: THE BALLAD OF RICKY BOBBY ริกกี้ บ็อบบี้ ซ่าส์ตัวจริง ซิ่งกระเจิง, และภาพยนตร์เขย่าขวัญ TRICK ‘R TREAT
ขนาดบิ๊บไม่ใช่แฟนภาพยนตร์แนวสยองขวัญก็ยังชอบมายา (Maya) และรู้สึกได้ในทันทีว่า บุคลิกของเธอเหมาะกับหนังเรื่องนี้ “ฉันไม่เคยดูหนังแนวนี้แบบตั้งอกตั้งใจดูเลยนะ เพราะฉันเป็นคนขี้กลัว” เธอกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงใส “ดังนั้นเมื่อฉันอ่านบทเรื่องนี้ ฉันก็เลยรู้สึกว่า ‘โอ๊ะโอ เป็นเรื่องแล้วไหมล่ะ’ เพราะฉันรักบทมายา ฉันรักเรื่องราวที่ดำเนินไป และเรื่องราวของความรักซึ่งคุณจะไม่ค่อยเจอในหนังแนวนี้ที่มักเต็มไปด้วยเลือด และการเข่นฆ่า ซึ่งน่ากลัวมาก แต่นี่แตกต่างอย่างน่าสนใจ เรื่องราวที่เกิดขึ้นแทบจะทำให้มันเป็นโศกนาฎกรรมแบบตำนานกรีก คุณจะรู้จักกับคู่รัก และติดตามลีอองเดินทางไปสู่ความตาย ฉันไม่ได้หมายความว่าเขาหมดลมหายใจ แต่เป็นจิตใจที่เหี่ยวเฉาเกินเยียวยา นี่คือหนังสยองขวัญที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ”

“มายาคือหัวใจหลักของ THE MIDNIGHT MEAT TRAIN” ลุคเชซี่กล่าว “เธอเป็นคนสำคัญตั้งแต่เริ่มเรื่อง และเมื่อเหตุการณ์ดำดิ่งสู่ความมืดมิดสุดสะพรึง เราสัมผัสได้จากความเศร้าโศกที่มายามีต่อคนรักซึ่งกำลังก้าวห่างออกไปเรื่อย ๆ นั่นยิ่งบีบคั้นอารมณ์มากขึ้น เธอกับแบรดลี่ช่างสมเป็นคู่รักที่เข้ากันได้ดี ซึ่งทำให้ความรักของตัวละครทั้งคู่ดูสมจริงและน่าสนใจ”

เลสลี่ บิ๊บ (Leslie Bibb) ตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีสไตล์ล้ำอย่าง ริวไฮ คิตะมูระ (Ryuhei Kitamura) และผู้กำกับภาพ โจนาธาน เซลา (Jonathan Sela) “พวกเขามีพลังสร้างสรรค์ด้านภาพที่หาตัวเปรียบยาก” บิ๊บกล่าวอย่างตื่นเต้น “มันออกจะเป็นฟิล์มนัวร์อยู่เล็กน้อย เพราะการถ่ายทำบางช็อตและการเลือกวางกล้องที่ให้มุมมองแบบนั้น มันให้ความรู้สึกของหนังที่มากกว่าแค่หนังสยองขวัญธรรมดาเรื่องหนึ่ง และฉันเชื่อว่ามันจะทำให้คุณกลัวไปทั้งตัวนั่นดีมาก ๆ เพราะคุณดูหนังสยองขวัญเพื่อที่จะกลัวขนาดนั้นไง”

“ริวไฮตีความบทเป็นภาพที่ครอบคลุมแก่นของเรื่องระหว่างลีอองและมายา ซึ่งเป็นประตูเปิดเข้าสู่โลกสยองใบนี้” ทอม โรเซ็นเบิร์ก (Tom Rosenberg) แห่ง Lakeshore กล่าว “เขายังถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีความอาทรจนเรารู้สึกผูกพันกับตัวละครทั้งคู่ พอเราเป็นส่วนหนึ่งของหนังแล้ว เขาก็จะลากเราไปทางโน้นทีทางนี้ที และพาเราดำดิ่งไปสู่ความเสื่อมสลายและการค้นพบสุดสะพรึง โลกที่เราไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่ก็ไม่มีทางขัดขืน ต้องตามพวกเขาเข้าไปเรื่อย ๆ โลกที่มืดมิดจนเราเองก็ยังสนเท่ห์ ริวไฮดึงผู้ชมให้ก้าวเข้าสู่โลกใบนั้นได้อย่างเก่งกาจและยึดให้เราติดกับอยู่ในโลกใบนั้นอย่างอยู่หมัด”

การทำให้ตัวละครน่าเชื่อถือและทำให้คนดูเห็นอกเห็นใจได้เป็นหลักการของริวไฮ คิตามูระ (Ryuhei Kitamura) ในการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญสุดคลาสสิคสักเรื่อง “ถ้าหากคนดูไม่ผูกพันกับตัวละครเลยก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่สนใจว่าตัวละครจะถูกทรมาน หรือถูกฆ่า แม้กระทั่งถูกฟันหัวขาดกระเด็น ในหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ เราจะไม่เอาใจช่วยตัวละครเลย คุณเองก็เห็นภาพสยองสุดเลวร้ายเกิดขึ้นกับผู้คนทั่วทุกมุมโลกอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่คุณก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะคุณไม่รู้จักกับคนเหล่าเลยสักนิด มันจะสยองกว่าถ้าคนที่คุณรู้จักดีต้องตกอยู่ในอันตราย นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องการให้คนดูรู้สึกผูกพันกับลีอองและมายา”

“ฉันรักมายาตรงที่ตอนเริ่มแรก เธอเป็นแฟนผู้คลั่งไคล้ในงานของลีออง และสนับสนุนเขาหมดจิตหมดใจ แล้วก็เธอเริ่มสงสัยในตัวเขา และค่อย ๆ สูญเสียเขาไป” บิ๊บเล่า “แรงกระตุ้นที่เธอพยายามจะช่วยเขา เพราะเธอไม่อาจทนเฝ้ามองคนที่เธอรักที่สุดในโลกค่อย ๆ ดำดิ่งและกำลังจะหายไปสู่ความมืดมิดได้ เธอจึงโดดจากการเป็นคนนั่งดู เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่”

คงเป็นการคัดตัวนักแสดงที่แปลกไม่น้อย เมื่อได้ บรู้ค ชีลด์ (Brooke Shields) มารับบทซูซาน ฮอฟ (Susan Hoff) เจ้าของแกลลอรี่ศิลปะสาวสวยเพื่อนของมายาที่เปิดโอกาสให้ลีอองได้แสดงผลงานภาพถ่ายของเขาในสตูดิโอสุดหรูกลางย่านดาวน์ทาวน์ของเธอ ชีลด์เป็นนักแสดงสาวผู้โด่งดังนับตั้งแต่ยุควัยรุ่นซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีจาก Suddenly Susan, Nip/Tuck, และ Lipstick Jungle ทาง NBC ชีลด์สบอกว่า เธอเริ่มรับงานแสดงครั้งแรกด้วยบทในภาพยนตร์สยองขวัญตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และไม่เคยแสดงในผลงานแนวนี้อีกเลย “ฉันเป็นแฟนหนังแนวนี้นะ ถึงจะกลัวทุกครั้งที่ดูก็เถอะ” เธอเล่า

ชีลด์สนใจบทเจ้าของแกลลอรี่สาวสวยผู้เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณนักล่า “ทุกคนกลัวเธอและกว่าจะจัดแสดงผลงานในแกลลอรี่ของเธอก็เป็นเรื่องใหญ่” เธอเล่า “รสนิยมของเธอช่างพิเศษเหลือเกินและเธอไม่กลัวที่จะผลักดันให้ผลงานก้าวล้ำไปอีกขั้น รวมทั้งผลักดันคนรอบตัวเธอจนแทบหลังชนฝา ตอนแรกเธอไม่พอใจกับภาพถ่ายของลีอองแต่ต่อมาเธอกลับรู้สึกว่ามัน สุดยอดมากเลยเพราะภาพที่สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วน ด้านมืดในภาพถ่ายของลีอองคือสิ่งที่กระตุ้นให้ซูซานสนใจอย่างไม่อาจละสายตาไปจากมันได้”

ชีลด์สกล่าวต่อไปว่า “ฉันคิดถึงหนังเรื่องนี้เชิงเปรียบเทียบกับส่วนลึกของคนที่มีพลังชีวิตซึ่งทุกอย่างถือกำเนิดขึ้นและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สั่งสมเป็นปี ๆ หรือกระทั่งนานชั่วนิรันดร์ ซูซาน ฮอฟไม่ได้ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่ต้นจนจบไง เธอเป็นคนนอกที่อยากคุยเรื่อง ศิลปะว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร แต่ที่จริงเธอก็เหมือนภาพเขียนของไคล้ฟ บาร์คเกอร์ที่มีบางสิ่งซ่อนอยู่ลึกกว่าที่คุณเห็น ซูซานกลับอยากจะเห็นด้านลึกลับที่น่ากลัว สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกพรั่นพรึงจนอยากหันหน้าหนีและไปให้พ้น ๆ นั่นแหละ ฉันเป็นคนประเภทที่จะบอกคุณว่า ‘ฉันอยากให้คุณรุดหน้าต่อไป อย่าห่วงว่าจะอันตราย ลุยไปเรื่อย ๆ อย่างห่วงความปลอดภัยนัก’ น่ะ”

ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ (Clive Barker) หวังว่า “ผู้ชมจะออกจากโรงหนังเหงื่อท่วมตัว” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ “ผมอยากให้พวกเขากลัวจนฉี่ราด แต่ผมก็ยังอยากให้พวกเขาเดินมาบอกกับผมว่า ‘มันสนุกอย่างที่เราต้องการ ขบวนนี้แหละที่เราอยากลอง การเดินทางสู่ความมืดมิดสุดหยั่งที่น่าหวั่นกลัวแต่ก็ท้าทายเป็นที่สุดเลย’ และสิ่งหนึ่งที่หนังสยองขวัญทำให้เกิดขึ้นก็คือทำให้คุณได้เผชิญหน้ากับความกลัวโดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงลุยเอง คุณแน่ใจได้ว่า คุณจะรอดชีวิตกลับมาหลังเผชิญหน้ากับมันแล้ว คุณได้ดูตัวละครในหนังตายแล้วคุณพูดได้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ผมนี่’ หนังจะนำเอาผู้ชมไปยังความลึกสุดหยั่ง และปล่อยพวกเขากลับมาสู่ความเป็นจริงในคืนหรือวันที่พวกเขาเดินออกจากโรงหนังและรู้สึกได้ว่าพวกเขารอดชีวิตจากความหฤโหดสุดสยองมาได้ และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการให้หนังสยองขวัญของเราเป็น”


 

ประวัติคณะผู้สร้างภาพยนตร์ (ABOUT THE FILMMAKERS)
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 1 กันยายน 2551

 ริวไฮ คิตามูระ - ผู้กำกับภาพยนตร์
(RYUHEI KITAMURA: Director)


                ริวไฮ คิตามูระเป็นชาวเมืองโอซาก้า, ประเทศญี่ปุ่น (Osaka, Japan) และจบการศึกษาจาก School of Visual Arts ในออสเตรเลีย (Australia) ผลงานภาพยนตร์ปริญญานิพนธ์ของเขาเรื่อง Exit เป็นที่ชื่นชมอย่างกว้างขวาง และคว้ารางวัล Best Director of the Year ไปครองด้วย
เมื่อกลับมาญี่ปุ่นในปี 1997 คิตามูระก็ก่อตั้ง Napalm Films บริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระโดยเขาอาศัยบริษัทแห่งนี้สร้าง Down to Hell หนังสั้นแอ็คชั่น-สยองขวัญที่เดินเรื่องอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ่ายทำกันแค่ 10 วัน ใช้คนเพียง 6 ชีวิต และต้นทุนสร้างเพียง 300,000 เยนเท่านั้น แต่ก็ยังคว้ารางวัลชนะเลิศที่ Indie’s Movie Festival ได้สำเร็จ ช่วงนั้นเขาก็เปิดตัว Heat After Dark ภาพยนตร์เรื่องแรกความยาว 50 นาทีในแนวฟิล์มนัวร์ที่นำแสดงและอำนวยการสร้างโดยแอ็ทซูโร่ วาตาเบะ (Atsuro Watabe)
VERSUS นักรบล่าเทวดา เป็นผลงานแอ็คชั่นเดินเรื่องกระชับฉับไว ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของ คิตามูระ ที่เปิดตัวในงาน Tokyo International Film Festival เมื่อปี 2000 และสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ยิ่งเป็นการตอกย้ำชื่อเสียงของเขาในฐานะนักสร้างภาพยนตร์แนวลุ้นระทึกและเดินเรื่องรวดเร็วฉับไว อีกทั้งยังมีสไตล์แปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ในปี 2002 คิตามูระกำกับภาพยนตร์แนวไซ-ไฟลุ้นระทึกเรื่อง Alive ที่สร้างอ้างอิงจากการ์ตูนของซึโตมู ทาคาฮาชิ (Tsutomu Takahashi) หลังจากนั้นก็กำกับหนังสั้นสุดฮิตเรื่อง The Messenger ที่ส่งให้โดดเด่นเป็น 1 ใน 7 ผู้กำกับเลือดใหม่ที่หน้าจับตามอง แล้วก็ร่วมกับยูฮิฮิโกะ ซึซึโม (Yuhihiko Tsutsumo) ผู้กำกับชื่อดังสร้าง Aragami ภาพยนตร์ซามูไรแอ็คชั่น หลังจากนั้นคิตามูระก็สร้างภาพยนตร์เรื่อง Azumi โดยอ้างอิงจากหนังสือการ์ตูนสุดฮิตของยู โคยาม่า (Yu Koyama) ตามมาด้วย Sky High ที่ดัดแปลงจากละครโทรทัศน์เรื่องดัง แล้วจึงกำกับภาพยนตร์สัตว์ประหลาดเรื่อง Godzilla: Final Wars ที่เป็นตอนสุดท้ายของภาพยนตร์ที่สร้างกันมากถึง 27 ตอนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดคิตามูระเพิ่งกำกับภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นเรื่อง LoveDeath ที่ออกฉายในประเทศญี่ปุ่น (Japan) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2007

ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ – ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง
(CLIVE BARKER: Author, Books of Blood)


               ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ เป็นเจ้าพ่อของนิยายแนวลึกลับยุคใหม่, เป็นนักขุดคุ้ยที่ขยันตีแผ่มุมมืดมิดสุด ๆ ของเราได้ตรงเป้า, เป็นคนที่มีสัญชาตญาณล้ำแหนตาซีสุดขั้ว, และเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์เฉียบคมที่ปั้นให้เราฝันดีสุดปลื้มและฝันร้ายสุดสยองได้ตามอำเภอใจ เขาเป็นทั้งนักเขียนนิยาย, นักเขียนบทละคร, นักเขียนบทภาพยนตร์, ศิลปิน, และผู้กำกับ ซึ่งมีความสามารถปรับเปลี่ยนเรื่องราวบ้าน ๆ ให้กลายเป็นความตื่นตาตื่นใจไม่ธรรมดาได้อย่างน่าทึ่ง
บาร์คเกอร์ เกิดวันที่ 5 ตุลาคม 1952 ใกล้กับเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ (Liverpool, England) จบการศึกษาจาก University of Liverpool เขาเริ่มเขียนและกำกับละครเวที The Dog Company ที่เขาก่อตั้งขึ้นในลอนดอน (London) ในช่วงนั้นเขาเขียนเรื่องสั้นแนวสยองขวัญที่นับว่าเป็นการนำเสนอเรื่องแนวนี้ในมุมมองแปลกใหม่ ส่วนหนึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน The Books of Blood, Volumes 1-3 และ The Books of Blood, Volumes 4-6 นอกจากนั้นก็ตีพิมพ์นิยายเรื่องยาวเล่มแรก The Damnation Game ในปี 1985 ที่ทำให้นักวิจารณ์วรรณกรรมจับตามองและยังเป็นที่ถูกอกถูกใจคนอ่านทั่วโลก
หลังจากนั้นบาร์คเกอร์ก็มีผลงานนวนิยายตามมาอีกหลายเล่ม รวมทั้ง The Thief of Always, Galilee, Weaveworld, Abarat 1 & 2, Imajica, Coldheart Canyon, Everville, The Great and Secret Show, และล่าสุดคือ Mr. B. Gone ด้วย
บาร์คเกอร์ยังคงเขียนต่อมาตลอดทศวรรษที่ 80 ก่อนจะโดดเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เมื่อ Rawhead Rex และ Underworld ทำให้เขาผิดหวังกับการตีความบทประพันธ์ขึ้นสู่จอภาพยนตร์ บาค์เกอร์จึงตัดสินใจกำกับภาพยนตร์ด้วยตัวเองสักเรื่อง เขาจึงดัดแปลงบทประพันธ์ของเขาเรื่อง The Hellbound Heart เป็นภาพยนตร์ดังเรื่อง Hellraiser ด้วยสไตล์การกำกับและลีลาการเล่าเรื่องที่ทำให้หนาวสันหลังวาบส่งให้ผลงานการกำกับ ภาพยนตร์เรื่องแรกของบาร์คเกอร์ กลายเป็นต้นกำเนิดของตอนต่อที่สร้างกันตามมาอีกถึง 8 ภาค หลังจากนั้นไม่นานบาร์คเกอร์ก็ดัดแปลงเรื่อง“Cabal” ของเขาเป็นภาพยนตร์เรื่อง Nightbreed ที่เขากำกับเองด้วย
ผลงานของบาร์คเกอร์ในวงการภาพยนตร์ยังมี Candyman ที่เขาบริหารงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์จาก The Forbidden เรื่องสั้นของเขาเอง, บริหารงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ภาคต่อเรื่อง Candyman 2: Farewell to the Flesh, และในปี 1995 เขาก็หวนกลับมากำกับภาพยนตร์เรื่อง Lord of Illusions ที่เล่าถึงนักสืบที่ติดตามสืบสวนสอนสวนท่านผู้นำลัทธิอันตราย บาร์คเกอร์ยังบริหารงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ (Academy Award) ของบิล คอนดอน (Bill Condon) เรื่อง Gods and Monsters ในปี 1998 ผลงานสยองขวัญที่จับเกย์มาเล่าขานอย่างน่าเลื่อมใสโดยผู้กำกับเจมส์ เวล (James Whale)
ล่าสุดบาร์คเกอร์ปัดฝุ่น The Books of Blood ดึงเรื่องสั้นในเล่มนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์-ภายใต้การบริหารงานของบริษัท MIDNIGHT PICTURE SHOW ที่เขาก่อตั้งขึ้น ทั้ง THE MIDNIGHT MEAT TRAIN ให้ Lakeshore กับ Lionsgate, BOOK OF BLOOD ของ Matador Films อีกทั้งยังจะอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง DREAD เร็ว ๆ นี้ ด้วย


 

"ริวไฮ คิตามูระ" ผู้กำกับ"AZUMI" กับผลงานกำกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องแรก!!! "THE MIDNIGHT MEAT TRAIN"
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 22 ตุลาคม 2551

               เตรียมพบกับความสยองขวัญที่น่ากลัวที่สุด นองเลือดที่สุดได้ใน “THE MIDNIGHT MEAT TRAIN-ทุบกะโหลกนรกใต้เมือง” 23 ตุลาคม นี้ เข้าฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ – พารากอน ซีนีเพล็กซ์ - เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ เท่านั้น!!!

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง “ริวไฮ คิตามูระ” เจ้าของผลงานกำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติถึงผลงานระทึกขวัญสไตล์แปลกใหม่ และแฟนตาซีล้ำจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงแนว ซามูไรบู๊สุดขีด AZ
UMI (ซามูไรสวยพิฆาต) และภาพยนตร์แอ็คชั่นบ้าดีเดือด VERSUS (นักรบเทวดา) ที่ข้ามทวีปมากำกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเป็นครั้งแรก โดยดัดแปลงจากเรื่องสั้นสยองขวัญระดับตำนานของ “ไคล้ฟ บาร์คเกอร์” (Hellraiser หรือ ผีหัวตะปู) ในภาพยนตร์เรื่อง “THE MIDNIGHT MEAT TRAIN” หรือ “ทุบกะโหลกนรกใต้เมือง” www.midnightmeattrainthemovie.com “เอ็ม พิคเจอร์ส” ท้าให้คุณเตรียมตัวพบกับความสยองขวัญที่สุดสะพรึงได้ 23 ตุลาคม นี้ เข้าฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ – พารากอน ซีนีเพล็กซื – เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ เท่านั้น!!!

กว่าที่ “ริวไฮ คิตามูระ” จะตัดสินใจกำกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้เรื่องแรกในชีวิตก็พิจารณาบทภาพยนตร์มากกว่า 50 เรื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนในที่สุดมาลงตัวที่ภาพยนตร์สยองขวัญกระชากความสะพรึงเรื่องนี้ “
ผมเป็นแฟนตัวยงของ ไคล้ฟ บาร์คเกอร์ ผมอ่านเรื่อง The Midnight Meat Train มาตั้งแต่ 20 ปีก่อนแล้ว ผมชอบมันมาก ผมซื้อหนังสือตั้งแต่วันแรกที่วางขายที่ญี่ปุ่นและผมอ่านมันจบทันที ผมคิดว่ามันเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมที่สุด ดังนั้นผมจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ที่ผมจะได้กำกับภาพยนตร์จากบทประพันธ์ของเขา ผมต้องบอกว่านี่เป็นโอกาสทองของผมจริงๆ และผมเชื่อว่านี่คือภาพยนตร์ที่จะน่ากลัวที่สุด นองเลือดที่สุดในแวดวงภาพยนตร์แนวเขย่าขวัญที่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สถานีต่อไป – ลงหลุม ผลงานภาพถ่ายชุดล่าสุดของ ลีออง คัฟแมน (รับบทโดย แบรดลี่ คูเปอร์ จากซีรี่ย์ Alias, WEDDING CRASHER ป่วนให้ปิ๊ง...แล้วชิ่งแต่ง) ตากล้องไส้แห้งที่นำเสนอภาพของผู้คนและบ้านเมืองยามค่ำคืน ด้วย
มุมมองที่แปลกตา เขาลองเฟ้นหาภาพของผู้คนในเมืองเดียวกันนี้ที่ดิบเถื่อน และดำมืดยิ่งขึ้น เพื่อนำมาจัดแสดงในโอกาสเปิดห้องแสดงภาพศิลป์ในย่านกลางเมืองแห่งใหม่ นั่นทำให้เขาก้าวเข้าสู่โลกของฆาตกรต่อเนื่องชื่อ มะฮอกกานี (รับบทโดย วินนี่ โจนส์ จาก Snatch, X - Man : The Last Stand) ฆาตกรที่มักตามประกบผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดินเที่ยวดึก ๆ แล้วจะปลิดชีพของเหยื่อด้วยวิธีการสุดพิสดารเกินจินตนาการ....รายแล้วรายเล่า!!!

***ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีภาพและเนื้อหา ที่แสดงความรุนแรง***
ซึ่งไม่เหมาะสมกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี โปรดชมโดยใช้วิจารณญาณ

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด