หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
 The Curious Case of Benjamin Button  (2009)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

  เกี่ยวกับภาพยนต์
 
"ข้อมูลงานสร้าง   The Curious Case of Benjamin Button"
 

 

ชม 3 ภาพแรก จากภาพยนตร์ "The Curious Case of Benjamin Button"
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 3 พฤศจิกายน  2551



             ฮืออากันตั้งแต่ยังไม่เข้าฉายเลย กับภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ภาพยนตร์ที่ได้เค้าโครงเรื่องมาจากนิยายดราม่า แฟนตาซีในยุค 1920 คราวนี้ Warnerbors. ก็ได้ปล่อย 3 ภาพแรกมาเรียกน้ำย่อยกันก่อน

กับภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้เห็นหนุ่มหล่ออย่างแบรด พิตต์ เกิดมาก็แก่ชราอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ใครที่อยากจะเห็นว่า หนุ่มแบรด พิตต์ เวลาที่อายุมากแล้วหน้าตา น้ำเสียงจะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้ 12 กุมภาพันธ์ 2552  นะจ๊ะ


 

"The Curious Case of Benjamin Button" สุดเจ๋ง เข้าชิงรางวัล ลูกโลกทองคำมากที่สุด
Openmm.com MovieINEntertainment วันที่ 16 ธันวาคม 2551

              ฮือฮากันตั้งแต่หนังยังไม่เข้า กับภาพยนตร์เรื่องแปลกอย่าง The Curious Case of Benjamin Button เป็นหนังที่แปลก ที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย ที่เกิดมาแล้วร่างกายกลับเหมือนคน อายุ 80 ปี แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ อายุเค้าก็ยิ่งน้อยลงๆ ส่วนหนุ่มหล่อที่พูดถึงนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ได้พระเอกสุดฮอตอย่าง Brad Pitt ที่กล้าโดดมารับบทบาทแปลกๆ แบบนี้ ซึ่งก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะ Brad Pitt ได้เข้าชิงถึง ดารานำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้ารอบ ดารานำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่าแล้ว ยังเข้าชิงรางวัล อีก 4 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น

1.ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
2.ผู้กำกับภาพยตร์ยอดเยี่ยม จากผลงานของ เดวิด ฟินเชอร์
3.บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากผลงานของ อีริค รอธ
4.ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากผลงานของ อเล็กซานเดอร์ เดสแพล็ท


โดยสรุปแล้วภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button เข้าชิงถึง 5 รางวัล เป็นภาพยนตร์ที่เข้าชิง รางวัล GOLDEN GLOBE AWARDS 2009 หรือ รางวัลลูกโลกทองคำ 2009 มากที่สุด ซึ่งเท่ากับภาพยนตร์เรื่อง Doubt และ Frost/Nixon

อดใจรอกันอีกนิด อีกไม่นานก็จะได้ชมกันแล้ว กับภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button 12 กุมภาพันธ์
2552  ทุกโรงภาพยนตร์


 

ข้อมูลการสร้าง "The Curious Case of Benjamin Button"
Openmm.com MovieINEntertainment วันที่ 21 มกราคม 2552

            ภาพยนตร์เรื่อง “The Curious Case of Benjamin Button” เริ่มเปิดตัวจากเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นในปี 1920 โดย เอฟ สก๊อต ฟิทซ์เจอราลด์ ซึ่งได้ดึงจินตนาการของเขาออกมาจากคำพูดของมาร์ค ทเวนที่ว่า “ชีวิตน่าจะมีความสุขเหลือล้นมากกว่านี้ ถ้าพวกเราเกิดมาที่อายุแปดสิบแล้วค่อย ๆ ลดอายุลงมาจนสิบแปด”
เรื่องราวของฟิทซ์เจอราลด์นั้นเป็นไปตามใจ เป็นการค้นพบของสิ่งที่ชอบ และการนำมันมานำเสนอบนจอภาพยนตร์ต้องมีความเข้าใจและทะเยอทะยานอย่างยิ่ง รวมไปถึงเหนือจินตนาการกว่าที่จะเป็นเรื่องจริงไปได้ โปรเจ็คนี้จึงลอยไปมากว่า 40 ปีกระทั่งผู้อำนวยการสร้าง แคทเธอรีน เคนเนดี้และแฟรงค์ มาร์แชลได้เลือกมัน เป็นเวลากว่าทศวรรษที่โปรเจ็คนี้เป็นพลังผลักดันให้กับ อีริค ร็อธ เดวิด ฟินช์เชอร์และแบรด พิตต์ เช่นเดียวกัน
สำหรับร๊อท แนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นโอกาสให้เขาได้ใคร่ครวญความคิดที่เป็นเหมือนผ้าใบผืนกว้างแห่งชีวิตผ่านการปะติดปะต่อของความรู้สึกและประสบการณ์ที่อยู่ภายในจากแต่ละวัน โดยนำเสนอเหตุการณ์ที่อาจจะยิ่งใหญ่อย่างเช่นสงครามโลกหรืออาจจะเล็กน้อยเช่นการจูบสักครั้งหนึ่ง “อีริคเป็นบุคคลตัวอย่าง ที่มีความเข้าอกเข้าใจของความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ยิ่งใหญ่แต่เป็นเรื่องราวที่เข้าถึงตัวบุคคลอย่างลึกซึ้งค่ะ” เคนเนดี้ให้ข้อสังเกตุ “ในภาพยนตร์เรื่อง Forest Gump เขานำเสนอภาพที่อยู่ภายในโดยใช้ฉากเป็นการบอกเล่าเรื่องราว และพรสวรรค์ในการสังเกตุรายละเอียดอย่างมากมาย”
โอกาสที่จะมีชีวิตเดินกลับหลังดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยม “แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น” ร็อธกล่าว “ดูผิวเผินแล้ว คุณจะคิดว่ามันคงจะดีจัง แต่มันเป็นชีวิตที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งตัวผมคิดว่ามันมีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้นะครับ ถึงแม้ว่าเบนจามินจะมีวัยที่ย้อนกลับ แต่จูบแรกและความรักครั้งแรกยังคงเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับตัวเขา มันไม่ได้มีความแตกต่างเลยว่าคุณจะมีชีวิตตามวัย หรือว่าย้อนกลับนะครับ - มันก็คือว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่างหากครับ”

ในขณะที่เขาคิดและเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ร็อธต้องผ่านประสบการณ์ของการสูญเสียทั้งพ่อและแม่ของเขาไป “การจากไปของท่านทั้งสองนั้นแน่นอนว่าทำให้ผมต้องเจ็บปวดและทำให้มุมมองในชีวิตของผมต้องเปลี่ยนไป” เขาให้ข้อสังเกตุ “ผมคิดว่าผู้คนจะตอบรับกับสิ่งเดียว ๆ กันในเรื่องราวนี้เหมือนกับที่ผมตอบรับกับมัน”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ตีแผ่สภาวะของคน ๆ หนึ่งที่เกิดขึ้นเหนือเวลาและอายุ - ความสนุกสนานกับชีวิต ความรักและความเศร้าโศกจากการสูญเสีย “ผมและเดวิดอยากให้มีมีความรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นเรื่องราวของทุก ๆ คนครับ” ร็อธกล่าว “มันเป็นชีวิตของชายคนหนึ่ง – และนั่นคือเป็นสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้และเป็นธรรมดาในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เป็นผลกระทบกับตัวละครที่แปลกนี้กระทบกับทุก ๆ คนครับ”
ในขณะที่สภาพของเบนจามินนั้นแปลกประหลาด การเดินทางได้นำเสนอความรู้สึกที่ซับซ้อนซึ่งเป็นจุดสำคัญในชีวิตของคนทุกคน “มันจะตั้งคำถามหลายข้อที่พวกเราต้องถามตัวเองเมื่อเราต้องผ่านการดำเนินชีวิตของเราครับ” มาร์แชลเล่า “และมันเป็นเรื่องยากที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะตีแผ่แง่มุมความคิดส่วนบุคคลที่แตกต่างและหลากหลาย ใครที่อายุ 60 หรือ 70 จะมองภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วคิดไปอีกทางหนึ่งในขณะที่คนอายุ 20 ก็จะได้แนวคิดของเรื่องนี้ไปอีกทางหนึ่งเลย”
ซีน ชาฟฟินซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างเล่าให้ฟังว่าโปรเจ็คนี้เวียนวนไปมากับ
ฟินเชอร์อยู่นานโดยไปจากเขาแล้วก็กลับมาใหม่ บทภาพยนตร์ที่เป็นเวอร์ชั่นในตอนต้นวางอยู่บนโต๊ะของเขาในตอนที่ชาฟฟินได้เริ่มต้นทำงานกับเขาในปี 1992 “มันเป็นอะไรที่เขารักและนำมันกลับมาพูดถึงอยู่เสมอในระยะเวลาหลายปี” เธอกล่าว “ฉันยังจำได้ เหมือนกันตอนที่แบรดถ้าเขาเกี่ยวกับมันและเดวิดก็บอกว่า มันต้องออกมาเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมแน่เลย มีบทภาพยนตร์มากมายที่ส่งไป ๆ มา ๆ แต่บทของเรื่องนี้ไม่เคยไปไหน เขาบอกว่าหลายอย่างจากไปอย่างมีเหตุมีผลและคุณก็จะไม่ได้รู้สึกเสียใจกับมัน และเรื่องนี้มันต้องมีเหตุผลที่ถูกต้องในการที่มียังอยู่”
ประสบการณ์ความสูญเสียของฟินเชอร์เป็นแรงบันดาลใจทำให้เขารู้สึกชื่นชอบเรื่องนี้ “พ่อของผมเสียไปเมื่อห้าปีที่แล้วครับ และผมยังจำได้ถึงประสบการณ์ที่ผมอยู่ที่นั่นเมื่อลมหายใจสุดท้ายของท่าน” เขาเล่า “มันเป็น ความลึกซึ้งสิ่งหนึ่งสำหรับผมครับ เมื่อคุณสูญเสียใครสักคนที่ช่วยทำให้คุณเป็นคุณในหลาย ๆ ทาง คนที่เป็นเครื่องนำทางของคุณ เหมือนคุณสูญเสียเครื่องวัดประจำตัวของคุณไป คุณจะหมดความพยายามที่จะทำให้ใครสักคนชื่นใจหรือคุณจะหยุดมีปฏิกิริยากับสิ่งต่าง ๆ ในหลาย ๆ ทางคุณจะรู้สึกเดียวดายอย่างแท้จริง ”
ในตอนช่วงต้นของการเตรียมงานก่อนเปิดกล้อง การประชุมระหว่างฟินเชอร์กับเคนเนดี้และมาร์แชลนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการส่วนตัว “พวกเราเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องครับ” ฟินเชอร์เล่า “แล้วสิบห้านาทีต่อมา พวกเราก็จะพูดคุยเกี่ยวกับผู้คนที่เรารักหรือผู้คนที่เสียชีวิตไปแล้วที่ไม่ได้สนใจในตัวเราหรือผู้คนที่เราเข้าหาหรือเข้าหาเราครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจในเรื่องนี้; มันมีผลกระทบกับพวกเราทุกคน”
การทำภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการก้าวกระโดดในความทะเยอทะยานผสานความเป็นดราม่าและความท้าทายทางด้านเทคนิค “คุณจะสรุปเรื่องราวนี้อย่างคล่องแคล่วและสร้างประสบการณ์ของชีวิตด้วยทุกความลุ่มลึกและขึ้นสู่จุดสูงสุดจากหลุมศพมาสู่ตระกร้าเด็กอ่อนด้วยภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวได้อย่างไร ?” เคนเนดี้ติดตลก “ในบทภาพยนตร์ของอีริค แต่ละการเคลื่อนไหวนั้นเป็นการรวบรวมความรู้สึกที่ให้ผลสะท้อนกับคุณในเวลาต่อมา การโกงความรู้สึกช่วงตอนนั้น จะเป็นการลดทอนประสบการณ์ เราถึงรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจะต้องใช้เวลามากในการนำเสนอประสบการณ์ของชีวิตคน ๆ หนึ่ง”
สำหรับพิตต์แล้วทางเดียวที่จะแสดงเป็นตัวละครโดยตลอดในทุก ๆ วัยซึ่งเป็นการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายที่น่าเกรงขามมาก “แบรดสนใจในการแสดงบทบาทนี้ถ้าเขาได้แสดงเป็นตัวละครโดยตลอดทั้งชีวิตในทุกวัยของเขา” ฟินเชอร์อธิยาย “เคธี่และแฟรงค์นั้นค่อนไปทางอยากจะรู้ว่าพวกเราจะทำมันออกมาได้อย่างไร ผมก็บอกว่าผมไม่รู้หรอกแต่พวกเราต้องคิดมันออกมาจนได้น่า”
ความสนใจของพิตต์คือการเดินทางที่เบนจามินจะต้องไป “นักแสดงหลายคนชั่งดูบทจากสิ่งที่ตัวละครจะต้องทำ” ฟินเชอร์กล่าว “ส่วนเบนจามินนั้นไม่ได้ทำอะไรมากมากอย่างที่ว่าแต่ตัวของเขาจะต้องเดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ มากมาย แบรดเป็นคนที่ใช่เลยสำหรับบทบาทที่ไปเรื่อย ๆ เหมือนคนไร้ฝีมือ”
เพื่อให้แบ่งปันเรื่องราวที่จะนำเสนอกับแบรด พิตต์เขาได้เลือกเคท บลันเชตต์มาร่วมงาน ผู้กำกับการแสดงมีบลันเชตต์อยู่ในหัวตั้งแต่ได้เห็นการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Elizabeth “ผมจำได้ว่าไปที่ Sunset 5 แล้วคิดกับตัวเองว่า ใครกันนะ? โอ้พระเจ้า” เขาเล่า “คุณจะไม่เห็นคนมากมายที่จะมีพลังและความสามารถแบบนั้นในชีวิตประจำวัน”
พิตต์กล่าวถึงนักแสดงสาวว่า “เป็นคนเติมเต็มการแสดงของเราครับเธองดงามเป็นเพื่อนที่ดี เธอเข้าถึงแต่ละซีนได้อย่างที่นักแสดงน้อยคนนักจะทำได้ ผมพบว่าเธอเกิดมาพร้อมกับความสง่างาม ผมชอบที่เธอแสดงเป็นนักเต้น มันเหมาะสมกับเธอมากเพราะมันคือความเป็นเธอรวมทั้งความสะโอดสะองของเธอด้วยล่ะครับ”
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทที่เธอแสดงเป็นเดซี่และเบนจามินก่อร่างสร้างขึ้นเมื่อเธอเริ่มเข้าใจและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ที่ผิดธรรมดานี้ อีริค ร็อธให้ข้อสังเกตุว่า “เคธสวมวิญญาณของหญิงคนนี้ได้จริง ๆ เธอจะต้องมีความเข้าใจกับความคิดที่ว่าเธอจะแก่ขึ้นในขณะที่คนที่เธอรักจะกลับกันเพราะเขาจะอ่อนวัยลง และชีวิตของเธอจะเป็นไปในทางไหนกันล่ะ? เธอเริ่มจากนักเต้นสาวที่มีความใฝ่ฝันและหุนหันพลันแล่นกลายมาเป็นหญิงคนหนึ่งที่มีพลังในตัวอย่างลุ่มลึก”
บลันเชตต์แสดงบทบาทของเดซี่ด้วยความใฝ่ฝันและนิสัยของนักเต้น ผ่านทางประสบการณ์ที่เธอมีในการฝึกฝนการเต้นบัลเล่ต์เมื่อตอนเป็นเด็ก “เมื่อตอนฉันเป็นเด็กฉันทำในสิ่งที่เด็กผู้หญิงต้องทำและยังได้เรียนบัลเล่ต์แต่ยังต้องเลือกระหว่างการเต้นกับการเรียนเปียโนค่ะ” บลันเชตต์เล่า “ฉันเลือกเล่นเปียโนแต่เลิกเล่นเพื่อมาแสดงดราม่า ฉันชอบการเต้นรำแต่รู้ข้อจำกัดของตัวเองค่ะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่จะได้กลับไปทำในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง”
เดซี่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่เข้ามาในชีวิตของเบนจามิน “เบนจามินเป็นเหมือน ลูกบอลและผู้คนที่ผ่านเข้ามาปะทะกับเขาจะทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตเอาไว้” ฟินเชอร์กล่าว “และนั่นมันคือชีวิต – การสะสมรวบรวมของร่องรอยและการขีดข่วน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เขาเป็นตัวเขาและไม่ใช่คนอื่น”
“ผมชอบความคิดของร่องรอยนี้นะครับ” พิตต์เสริม “ผู้คนผ่านเข้ามาและทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันจะมีอะไรที่แสดงถึงจินตนาการและยอมรับได้เกี่ยวกับมัน มันไม่ได้หมายถึงว่าคุณนอนลงยอมแพ้ มันไม่ได้หมายถึงว่าคุณไม่ต่อสู้สำหรับสิ่งที่คุณต้องการนะครับมันหมายถึงคุณยอมรับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชีวิตครับ ผู้คนเข้ามาและก็ผ่าน ไปหลายคนจากไปไม่ว่าจะเลือกที่จะไปหรือตายจากกัน ผู้คนจากไปเหมือนที่สักวันคุณก็ต้องไปเหมือนกัน – มันเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้เลยครับ คุณจะทำใจรับกับมันอย่างไรนั่นแหละคือปัญหาล่ะครับ”
พิตต์ให้ข้อสังเกตุนี้กับเพื่อนและผู้ร่วมงานมายาวนานของเขา “ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการตีแผ่ความคิดที่ว่านี้ และเป็นสิ่งที่ผมรู้ว่ามันเป็นความจริงสำหรับฟินเชอร์ - ความเชื่อที่ว่าพวกเรามีความรับผิดชอบกับชีวิตของตัวเอง” นักแสดงหนุ่มกล่าว “พวกเรารับผิดชอบกับความสำเร็จและความล้มเหลวและไม่มีใครที่จะถูกกล่าวโทษหรือได้คำชื่นชมสำหรับสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่าโชคชะตาจะเป็นผู้กำหนดแต่ที่สุดแล้ว ผลมันก็ยังเป็นของเราอยู่ดีครับ”
บทบาทนี้ทำให้พิตต์ต้องเจอกับความท้าทายอย่างมากมายอย่างที่เขาไม่เคยได้เจอมาก่อนในงานแสดงภาพยนตร์ – ในการสื่อสารความรู้สึกจากภายในของตัวละครเมื่อเขาต้องกระทำโต้ตอบกับคนอื่น ๆ ที่เขาได้พบตลอดภาพยนตร์ทั้งเรื่องนี้ “การเดินทางของเบนจามิน บัตทันนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ภายในนะคะ” บลันเชตต์กล่าว “นอกจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดทางร่างกายแล้วบทบาทนี้หนักหนาสำหรับพิตต์ในฐานะนักแสดง โดยวิธีก็คือการแสดงเป็นตัวละครที่รับฟังและเป็นตัวหลักที่จะต้องมีปฏิกิริยากับทุก ๆ ตัวละครในภาพยนตร์”
“บางทีมันอาจจะเป็นการแสดงที่นิ่งที่สุดเท่าที่แบรดเคยแสดงมาก็ได้ครับ” ฟินเชอร์กล่าวเสริม
ร็อธชี้ให้เห็นว่าพิตต์ยังเก็บงำอีกหลายด้านของตัวแสดงด้วยความเป็นมนุษย์ของตัวเขา “ความกล้าหาญอย่างหนึ่งของการแสดงนี้ก็คือการที่แบรดแสดงมันออกมาเป็นเหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมคิดว่ามันมาจากชีวิตจริงของเขานะครับ แบรดเข้าถึงตัวละครตัวนี้มากโดยแสดงมันออกมาอย่างเหนือความเข้าใจครับ เขาเข้าใจถึงการมีชีวิตในรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างครับ”
ควีนนี่ซึ่งเป็นมารดาอุปถัมภ์ของเบนจามิน บอกกับเขามาตลอดชีวิตว่า “ลูกจะไม่มีวันรู้เลยว่าอะไรจะเข้ามาในชีวิตของลูก”
เบนจามินเกิดในนิวออร์รีนส์เมื่อปี 1918 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง - ในคืนโชคดีคืนนั้น เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิตเพราะคลอดเขา บิดาซึ่งหวาดกลัวกับรูปร่างหน้าตาของลูกชาย ทิ้งเขาไว้ที่บันไดบ้าน โนแลนด์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นบ้านพักคนชราโดยเด็กน้อยนั้นได้รับการดูแลจาก ควีนนี่ซึ่งเป็นคนดูแลบ้านแห่งนั้น
ทาราจิ พี เฮนสัน ถูกวางตัวให้มารับบทของควีนนี่ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเริ่มก่อร่างเสียอีก เมื่อฟินเชอร์เลือกผู้กำกับการแสดง ลาเรย์ เมย์ฟิลด์ซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงในภาพยนตร์ที่เธอแสดงเรื่อง Hustle and Flow “พวกเราทึ่งในความมีชีวิตชีวาและความรู้สึกของแม่ที่มีในเธอครับ” ฟินเชอร์เล่า “ผมพบกับความอบอุ่น และความเป็นธรรมชาติของควีนนี่ในตัวของทาราจิครับ”
ควีนนี่ทำงานอย่างที่หลายคนทำไม่ได้ “เธอเป็นผู้หญิงที่รู้ว่าจะรับมือกับความตายได้อย่างไรค่ะ” เฮนสันกล่าว “และในเวลาเดียวกันนั้นเอง เธอก็เป็นตัวแทนของความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข กับการรับเด็กคนหนึ่งไว้เป็นลูก ในช่วงเวลาที่การเหยียดผิวเป็นเรื่องธรรมดา เขาเป็นคนขาวและยังเกิดมาในสภาพที่ไม่ปกติอีกด้วย - เธอสามารถที่จะมองข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้วก็รักเขา”
ตัวละครนี่ทำให้เฮนสันต้องใช้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวอย่างมาก “มันเป็นการเดินทางด้านจิตวิญญาณสำหรับฉัน” เธอเล่า “ฉันเพิ่งเสียพ่อของฉันไป ถึงแม้ว่าฉันจะคิดถึงท่านเป็นอย่างมาก มันเกือบเป็นเหมือนว่าการเสียชีวิตของพ่อเป็นเหมือนการเดินทางเพื่อมารับบทควีนนี่ของฉัน เมื่อตอนที่คุณพ่อของฉันป่วย พวกเราไม่ปล่อยให้ท่านอยู่คนเดียว; ต้องมีใครสักคนอยู่กับท่านข้างเตียง ท่านเสียตอนที่ฉันอยู่ข้างท่านเพราะท่านรู้ว่าฉันทำใจรับกับมันได้ บทบาทที่ฉันแสดงช่วยให้ฉันข้ามผ่านความโศกเศร้าและความโศกเศร้านี้ช่วยทางด้านการแสดงของฉัน ศิลปะนั้นเป็นการเยียวยาที่ดีมาก”
เบนจมินโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ด้วยความรู้สึกสงบกับความสูญเสียที่ผ่านเข้ามาประปราย “เขามาจากโลกของผู้คนที่มีความรู้สึกสงบทางด้านจิตวิญญาณ เพราะงั้นมันจะไม่มีอะไรมากมายที่จะทำให้เขาหวาดกลัวได้อีกแล้ว” ฟินเชอร์เล่า “ทุก ๆ คนที่เขาได้พบตลอดชีวิต; ทุก ๆ ขณะที่ใช้กับพวกเขาอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ แน่นอนว่าไม่มีใครในพวกนั้นที่จะตีโพยตีพาย; ทุกคนดำเนินชีวิต เพราะงั้นตั้งแต่อายุยังน้อย เขาก็คุ้นเคยกับอีกด้านอันลึกซึ้งของความตาย มันต้องก้าวเข้ามาหาทุกคน และพวกเราก็ใช้ชีวิตทั้งชีวิตมุ่งเน้นแต่สิ่งอื่นเพื่อหลบเลี่ยงที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ”
ในตอนแรกที่เบนจามินได้พบกับเดซี่นั้นมันเป็นเมื่อเขาทั้งสองยังเป็นเด็กโดยเธอมาหาคุณยายของเธอที่ โนแลน เฮ้าส์ เดซี่ได้เห็นผ่านสิ่งภายนอกของความพิการทางด้านอายุและเห็นความเป็นเด็กที่อยู่ภายใน “หนึ่งในสลักของเรื่องนี้ก็คือการที่ชีวิตของทั้งสองเข้ามาพ้องกันและแตกต่างกันได้อย่างไร” ร็อธเล่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองเกี่ยวข้องกับการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของทั้งสองที่มาพร้อมกับโอกาสที่สูญเสียและได้ค้นพบที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิต”
ในขณะที่ทุก ๆ คนในชีวิตของเขามีวัยที่มากขึ้น เบนจามินกลับอ่อนวัยลงเพียงคนเดียว “อายุของเบนจามินถอยหลังกลับ เพื่อที่จะเตือนให้เขาได้รู้ว่าคุณจะยึดติดอะไรไว้ไม่ได้เลย” มาเฮอชาลาลแฮชแบซ อาลีซึ่งเป็นผู้ร่วมแสดงกล่าว “เขาเรียนรู้ว่าคุณจะมีหลายสิ่งอยู่แค่เพียงชั่วขณะเดียวจากนั้นคุณจะต้องทำใจกับการปล่อยให้มันหลุดมือไป คุณสามารถที่จะเอามันมาใช้ในขณะที่มันยังอยู่กับคุณแต่มันยังคงไม่ใช่ของคุณ”
ในความรู้สึกการยอมรับเป็นลักษณะที่ฟินเชอร์ย้อนกลับไปจากบิดาของเขาเอง “ผมเห็นความเป็นพ่อของผมหลายอย่างในความเป็นเบนจามิน” ผู้กำกับการแสดงกล่าว “ในฐานะนักข่าวและผลผลิตของช่วง Great Depression พ่อของผมจะเป็นคนที่อดทน ช่างสังเกตุ; เขายอมรับทุกอย่างเอาไว้อย่างไม่มีความคิดเห็น ผมจำได้จากการที่ได้เห็นท่านมีความสุขและชื่นชมกับผู้คนในรูปแบบที่พวกเขาเป็น ผมกลั่นกรองสิ่งนั้นในความที่เบนจามินตอบรับกับหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องติดต่อกับผู้คน ด้วยสถานะการณ์ต่าง ๆ ผมจะมองไปที่เขาและพูดว่า ใช่เลย แจ็คจะทำแบบนั้น เขาจะทำแบบนั้นแหละ”
พร้อมกับควีนนี่ เบนจามินถูกเลี้ยงจากบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหญิงและชายโดยเขาเหล่านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตและพวกเขามาอยู่กันที่โนแลนเฮ้าส์เพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลาย
ทิซซี่ เวตเตอร์ ความรักที่ยาวนานของควีนนี่ เป็นหนึ่งในพ่อคนแรกของ
เบนจามิน “ทิซซี่จะเป็นเหมือนธงหลัก เป็นเครื่องวัดความเป็นคนของเขา”
มาเฮอชาลาวแฮชแบซ อาลีซึ่งรับบทเป็นทิซซี่กล่าว “เขาช่วยที่จะนำทางและเลี้ยงดู
เบนจามินขึ้นมาครับ สั่งสอนให้เขาเรียนและเขียนอ่าน; สอนเขาเกี่ยวกับเชคสเปียร์ แต่ที่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาทิ้งไว้กับเบนจามินมากที่สุดก็คือความเป็นมนุษย์นั้นคืออะไร ทิซซี่ให้รากฐานนั้นเพื่อที่ว่ามันจะมีโอกาสที่จะมีความสงบสุขสำหรับเบนจามินเพื่อที่จะมีพ่อพิมพ์ที่ดีในชีวิตของเขา”
แต่ทิซซี่ เหมือนกับทุก ๆ คนที่เบนจามินรู้จักและรักที่เป็นคนของเขาเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เบนจามินละทิ้งควีนนี่และทิซซี่ เดซี่และผองเพื่อนที่บ้านที่เป็นเพียงบ้านเดียวที่เขามีและรู้จักเมื่อเขาต้องมาเผชิญโลก คนที่ชักชวนให้เขาออกมาผจญโลกกว้างคือกัปตัน ไมค์และบรรดาลูกเรือที่หลากหลายบนเรือของเขา
จาเรด แฮร์รีสรับบทเป็นกัปตันจอมบ่นผู้ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความลับของตัวเองผ่านทางรอยสักมากมายบนร่างกายของเขา แฮร์ริสอธิบายตัวละครของเขาว่าเป็น “จอมทำลายที่เก็บกด ขี้เมาเจ้าอารมณ์เป็นศิลปินตกอับ เขาเข้าไปยุ่งกับธุรกิจของครอบครัวเพราะเขาทนพ่อของตัวเองไม่ได้”
นอกจากจะเป็นเรื่องของพ่อของเขาแล้ว กัปตันไมค์ยังกลายมาเป็นพ่ออีกคนของเบนจามิน “พ่อของคุณจะเป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตนะครับ” แฮร์รีสเล่า “และในเรื่องราวของเรื่องนี้ ตัวละครที่เป็นผู้ชาย - ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูกชายเป็นจุดเชื่อมโยงที่ยิ่งใหญ่ที่วางเอาไว้ กัปตันไมค์แนะนำเบนจามิน อย่างในหนทางที่พ่อ/ลุงที่ไม่ดีเพื่อสัมผัสกับความสนุกสนานในการดำเนินชีวิต เขายังได้แนะนำเบนจามินกับชีวิตในทะเลและตลอดทั้งชีวิตนั้น ทำให้เบนจามินได้มองเห็นโลกกว้าง”
แต่กัปตันไมค์ก็เช่นเดียวกับทิซซี่สำหรับเขาที่เป็นตัวแทนของความเป็นจริงในโลกนี้ – โธมัส บัตทัน พ่อซึ่งทิ้งเบนจามินไว้ที่ประตูของควีนนี่ “โธมัสวางความโศกเศร้าเสียใจทั้งหมดรวมไปถึงความหวาดกลัวในอนาคตของเด็กน้อยเอาไว้” เจสัน เฟลมมิ่งซึ่งแสดงเป็นโธมัส บัตทันกล่าว “ในทางที่แปลกหลังจากเสียภรรยาของเขาตอนที่คลอดลูกชาย โธมัสเชื่อว่าเขากำลังผลักดันตัวเขาผ่านความเจ็บปวดโดยทิ้งลูกชายของเขาเอาไว้เบื้องหลัง แต่อันที่จริงแล้วเขาใช้เวลาทั้งชีวิตของเขากับความเสียใจในสิ่งที่เขาได้ทำไป มันหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต”
เฟลมมิ่งซึ่งเป็นเพื่อนของทั้งพิตต์และฟินเชอร์นั้นลึกซึ้งกับบทภาพยนตร์ของอีริค ร็อธโดยทันทีทันใดนั้นเขาก็ได้อัดเทปหลังจากได้อ่านมันในความพยายามที่จะสวมบทบาทโธมัส บัตทัน เฟลมมิ่งเล่าให้ฟังว่า “ผมตื่นเต้นกับฟินเชอร์และซีแอน ชาฟฟินที่เห็นว่าผมทำอะไรได้กับบทบาทนี้ครับ ผมรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ผมจะได้ดูที่โรงหนัง ผมต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของมันทีเดียวล่ะครับ”
เบนจามินเติบโตขึ้นในเมืองท่าย่านการค้าของรัสเซียชื่อ เมอร์แมนสค์ซึ่งทำให้เขาได้พบกับคนอีกคนเข้ามาในชีวิต – อลิซาเบธ แอ็บบ็อต ซึ่งรับบทบาทโดย ทิลด้า สวินตัน “ทิลด้าได้พิสูจน์ตัวเองหลายต่อหลายครั้งว่าเธอสามารถแสดงได้ทุกบทบาท” เคนเนดี้กล่าว “โอกาสสำหรับเธอที่จะได้ร่วมแสดงกับ แบรด เคธ ทาราจิและนักแสดงที่มีฝีมืออีกมากมายเป็นการเพิ่มพลังให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยรวม”
อลิซาเบธ แอ็บบ็อภรรยาของท่านฑูตผู้เดียวดาย เธอเก็บงำความฝันในการว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษเอาไว้ และเธอได้กลายมาเป็นจูบครั้งแรกของเบนจามิน “ทั้งคู่ได้เรียนรู้บางอย่างจากกันและกัน” สวินตันกล่าว “เธอเป็นคนเปิดเผย เต็มไปด้วยพลังและเป็นคนที่ค้นหาตัวเอง; ส่วนเขานั้นอดทน เรียบง่ายและมองโลกในแง่ดี ซึ่งมันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน ความคิดของเธอ ในที่สุดของการเดินทางในชีวิต ได้รับผลจากความคิดในการเริ่มต้นของเบนจามิน – การมีชีวิตด้วยความอิสระและทางเลือกในรูปแบบใหม่ของการเรียกร้องการดำเนินชีวิตสำหรับตัวเอง - เป็นอะไรที่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เดินหน้าต่อไป”
ตลอดการเดินทางของเบนจามินบนเรือโยง วิถีชีวิตของเดซี่เองก็นำเธอมาสู่นิวยอร์คซึ่งเธอได้เข้าร่วมกับคณะเต้นในช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของเธอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกและการผลักดันออกไปจากขอบเขต “นี่ไม่ใช่เรื่องราวของความสอดคล้อง ซึ่งเป็นแบบฉันอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเธอ” ฟินเชอร์กล่าว “พวกเขาไม่ได้รอคอยซึ่งกันและกัน เขาทั้งสองร่วมรักกับคนอื่น โดยสองคนนี้เป็นการเติมเต็มให้กันและกันโดยเขาได้เลือกที่จะอยู่ด้วยกันในช่วงชีวิตหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่หนทางที่ง่ายเอาเลย”
การเดินทางของทั้งสองแยกกันและรวมกันตลอดทั้งชีวิต กระทั่งทั้งสองได้ไปถึงจุด ๆ หนึ่งที่ฟินเชอร์เรียกมันว่า “จุดความหวาน” ในช่วงกลางเมื่อเขาได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง “ฟ้าให้การสนับสนุนในการทำให้พวกเขาเป็นตัวเองในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอควร” เขากล่าว “และคุณจะถอนใจอย่างโล่งใจเมื่อพวกเขาทั้งสองได้มาอยู่ด้วยกันเพราะในตอนนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนอย่างที่มันสมควรจะเป็น”
เดซี่และตัวละครต่าง ๆ ที่ เข้ามาเกี่ยวพันกับโลกของเบนจามิน มีชีวิตเป็นของตนเองในช่วงเวลาหนึ่งในเรื่อง เรื่องราวของพวกเขา ที่เรียงรายเข้ามาหรือออกไปนอกกรอบ เป็นการเชื่อมโยงอย่างลบเลือนไม่ได้ภายในม่านของภาพยนตร์เรื่องนี้
“ผมคิดว่าเดวิดมีความเป็นศิลปินในการรวบรวมความสมจริงในการถ่ายทำภาพยนตร์เอาไว้ในมือเขาครับ” สวินตันเล่า “เขาจะถลกแขนเสื้อขึ้น เขามีความเข้าใจทั้งทางด้านวัฒนธรรมของความเป็นภาพยนตร์ของฮอลลิวู้ดและสิ่งที่เขามองเห็นเป็นความเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกอย่างด้วยความคิดของผู้มีความริเริ่มอย่างแท้จริงครับ เขาเหมือนเด็กชายในกล่องทราย มันจะมีความรู้สึกซึ่งภาพต่าง ๆ ที่เขาสร้างขึ้นกับทีมงานจะได้รับการถ่ายโอนจากภาพยนตร์ที่มีอยู่แล้ว เต็มรูปแบบอยู่ในหัวของเขา มันจะมีความรู้สึกว่าเขาต้องปะติดปะต่อรสนิยมด้านภาพยนตร์ของเขาในเกมส์ที่ประณีตบรรจง; เหมือนกับว่าเขาจดจำความฝันของเขาได้ครับ คำว่าอัศจรรย์ดูเหมือนว่าไม่ได้ไปไกลจากเขา”
พิตต์เห็นด้วยและให้ข้อคิดว่า “เดวิดเป็นเหมือนคนโดนของครับ เขามีสายตาสำหรับภาพยนตร์และความผสมผสานรวมถึงการเคลื่อนไหวของกล้องซึ่งเป็นอย่างอื่นสำหรับเขาไปไม่ได้เลยนอกจากความเป็นเลิศครับ รางวัลที่ยิ่งใหญ่คือการที่คุณจะต้องสลักเสลารูปสลักนี้ไปจนเสร็จสิ้น เขาเป็นนักแกะสลัก”
“เขาจะวนเวียนความคิดช่วงเวลาและรูปภาพ ตัวละครหรือแต่ละฉาก และมองเห็นภาพมันจากในทุก ๆ มุมและเป็นที่ ๆ ผู้คนจะพอใจเมื่อเขาได้เห็นความคิดเป็นสามมิติ เดวิดต้องการตรวจสอบอยู่ตลอดจนกระทั่งความคิดนั้นมีมุมมองทั้งหกและเจ็ดมิติค่ะ” บลันเชตต์กล่าวเสริม “ในขณะที่คนอื่น ๆ จะพูดว่า หยุดเถอะน่าเดวิด มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันจะเป็นการกระตุ้นเขานะคะ ฉันไม่คิดว่าคนทำหนังคนอื่นจะหยุดเก็บภาพของสถานที่ ๆ เดวิดนำมาเล่า - และพวกเราด้วย”
ภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button นั้นถ่ายทำในสถาน
ที่ ๆ หลากหลายรวมไปถึง มอนทรีอัลและคาริบเบี่ยนรวมไปถึงบ้านเกิดของตัวละครคือ
นิวออร์รีนส์ซึ่งเพิ่งได้รับการฟื้นฟูจากการถูกทำลายของพายุเฮอริเคน คาทริน่าในตอนที่ทำการถ่ายทำ “พวกเราตั้งใจว่าจะถ่ายทำกันในนิว ออร์รีนส์ก่อนพายุเฮอริเคนและแน่นอนว่ามันจะมีช่วงเวลาของความไม่แน่นอนว่าเราจะได้ถ่ายทำที่นั่นกันหรือเปล่าหลังจากเหตุการณ์สลดใจในครั้งนั้น” เคนเนดี้เล่า “อย่างไรก็ตาม เทศบาลโทรหาพวกเราเพียงสองวันหลังจากเฮอริเคน ทั้งกระตือรือร้นและสนับสนุนพวกเราให้สานต่อแผนงานของพวกเรา”
การทำงานในบริเวณที่เพิ่งจะผ่านพ้นจากความรู้สึกของการถูกทำลายทั้งทางความรู้สึกและทางสิ่งปลูกสร้างเป็นความท้าทายทางด้านการขนส่งของทีมงาน “ด้วยการสนับสนุนอย่างไม่น่าเชื่อของเทศบาลและความสามารถอย่างไม่น่าเชื่อของทีมงานและทีมนักแสดง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กลายเป็นความซับซ้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” มาร์แชลเล่า “แต่ละวัน พวกเราจะวางแผนอย่างระมัดระวังและซ้อมกัน โดยความเป็นผู้นำสำหรับเดวิดในทุกด้านทำให้ทุกคนมีความคิดที่แจ่มชัดอยู่ในหัวว่าพวกเราอยากได้อะไร เพราะงั้นทั้งหมดแล้วการถ่ายทำเป็นไปได้อย่างราบรื่น”
ทีมงานสร้างพบอย่างรวดเร็วว่าความยากลำบากนั้นไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของชาวเมืองลดน้อยลงเลย “ผมคิดว่าฟินเชอร์และผมนั้นโชคดีมากที่เราได้ทำงานกับผู้คนที่นั่นเพราะพวกเขาต้องการเราครับ” ชาฟฟินกล่าว “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเราได้รับการตอบรับอย่างเป็นพิเศษ อย่างที่เราอยากจะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหลุย์เซียน่า แต่ละคนที่ได้อ่านบทภาพยนตร์จะรู้สึกเข้าถึงมันไม่ว่าส่วนใดก็ส่วนหนึ่ง – และมันจะเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ผมคิดว่ามันเป็นการย้ำเตือนบางอย่างในชีวิตของพวกเขาและพวกเขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้”
ความไร้ซึ่งกาลเวลาของเมืองประสานอย่างสนิทกับช่วงเวลาในยุคสมัยในภาพยนตร์ของฟินเชอร์ “มันเป็นความสำคัญที่จะวาดภาพแต่ละยุคในภาพยนตร์โดยไม่ต้องมีการป่าวประกาศการผ่านไปของห้วงเวลาครับ” โดนัลด์ เกรแฮม เบิร์ตซึ่งเป็นผู้กำกับศิลป์กล่าว “มันเป็นความสำคัญที่จะสร้างความรู้สึกของการผ่านไปของเวลาอย่างเป็นธรรมชาติในฉาก วิคเตอร์ เจ โซลโฟ (ผู้ออกแบบฉาก) และผมจะมีการพูดคุยกันว่าในฉากจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้างที่พวกเรารู้สึกว่าสมควรจะต้องเปลี่ยนและอะไรที่ควรจะคงสภาพเมื่อเวลาผ่านไป มันเป็นความสำคัญของแต่ละส่วนประกอบที่จะต้องมีเหตุมีผลอย่างตั้งใจและไม่ใช่เพียงแต่สถานที่ ๆ เต็มไปด้วยความว่างเปล่าหรือเปลี่ยนเพียงแค่ต้องมีการเปลี่ยนเท่านั้นเอง”
ฟินเชอร์ทำงานกับทีมงานฝ่ายศิลป์เพื่อเติมเต็มฉากด้วยความรู้สึกของการเปิดแต่ละหน้าผ่านอัลบั้มรูปของใครสักคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยรูปภาพของคนธรรมดามีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย “พวกเราได้สร้างสรรค์เรื่องราวชีวิตของตัวเองในแต่ละฉากเหล่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โนแลน เฮ้าส์และโรงแรม วินเทอร์ เพลสในเมือง เมอร์แมนสค์ (ที่เบนจามินได้พบกันอลิซาเบธ) – หลายสถานที่ ๆ เหตุการณ์หลัก ๆ ในชีวิตของเบนจามินได้เกิดขึ้นครับ” โซลโฟกล่าว
คำสั่งสำหรับทุกระดับของทีมงานนั้นคือการสร้างสรรค์ความสมจริงที่จะต้องรักษาข้อสำคัญของความเป็นจริงซึ่งเป็นจุดใหญ่ในความของเรื่องนี้ “มากเท่ากับความคิดของเรื่องราวในเรื่องนี้ ผมต้องการให้มีความผิดในด้านของความสมจริงมากเท่าที่จะทำได้ครับ” ฟินเชอร์อธิบาย “ผมไม่ต้องการความรู้สึกของ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมไม่ต้องการให้ทีมนักแสดงหลุดจากตรงนี้ไปและผมก็ไม่ต้องการให้ผมชมหลุดตรงนี้ไปด้วยเหมือนกัน ผมไม่ต้องการให้คนออกแบบฉากหลุดตรงนี้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้นว่าสถานที่สมควรจะเป็นอย่างไร อะไรที่ผู้คนตอนนี้สวมใส่ แว่นตาแบบไหนหรือเครื่องช่วยฟังเป็นอย่างไร”
เครื่องแต่งกายเป็นไปตามยุคสมัยแต่มีสไตล์ แจคเกอรีน เวสต์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายได้พบกับเบิร์ทและโซลโฟในตอนต้นเพื่อยืนยันทางด้านการผสมผสานกันในผลงานที่ออกมา “เดวิดทำงานออกมาเหมือนภาพวาด” เวสท์กล่าว “เมื่อตอนที่ฉันได้เดินไปในฉากของทางรถไฟ มันเหมือนกับภาพวาดของ เซลเลบ๊อตต์ ฉันจึงได้ไปดูเซลเลบ๊อตต์และภาพวาดแบบอิมเพรสชั่นนิสเพื่อเป็นแรงบันดาลใจค่ะ – เอ็ดเวิร์ด โมเน่ ทูลูซ ลอว์เทรค คูร์เบต์ ฉันเพิ่งรู้ว่าเมื่อฉันคิดออกมาถึงความสัมผัสทางด้านความสวยงามของเบิร์ต ไม่ว่าฉันจะใส่สิ่งนั้นเข้าไปในแผ่นผสมสีของฉันซึ่งดูออกมาแล้วค่อนข้างมืดทึบว่ามันจะใช้งานได้ดี”
เวสต์เปลี่ยนมาในยุครูปภาพของ ดีเปรสชั่น WPA และ FSA โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อจะให้ได้แรงบันดาลใจสำหรับเครื่องแต่งกายของควีนนี่ในช่วงแรกของชีวิต เบนจามิน บัตท่อน “ควีนนี่เป็นหญิงยากจนที่มีบุคลิกภาพที่แตกต่าง เพราะงั้นฉันต้องการให้เครื่องแต่งกายของเธอสะท้อนความเป็นตัวตนของเธอ” เธอกล่าว “ฉันยังได้คิดว่าเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเธอควรจะเป็นเสื้อผ้าเก่าที่บริจาคมาจากบรรดาหญิงชราที่อยู่และเสียชีวิตอยู่ในโนแลนด์ เฮ้าส์นั่นเอง โดยหญิงชราเหล่านี้จะต้องหยุดการเลือกซื้อเสื้อผ้ามาแล้วบางทีอาจจะมากกว่า 20 ปีก่อนหน้านั้น เพราะงั้นฉันจึงออกแบบให้เธอย้อนกลับไปในกาลเวลาอีกสักหน่อย”
ตรงข้ามกัน เดซี่จะต้องแต่งกายอย่างตามแฟชั่นและเข้ารูปต่างอย่างนางระบำของยุคสมัยนั้น สำหรับเดซี่ เวสท์อ้างอิงมาจากการเต้นรำในยุคแรก ๆ ของ จอร์จ
บาเลนไชน์และภรรยารวมไปถึง ทานาควิล เลอเคิร์ค – ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้
บลันเชตต์เองก็ได้ค้นคว้า “ฉันได้ดูลีลาการเต้นรำที่เป็นแรงกระตุ้นในวัยเด็กของเดซี่” บลันเชตต์อธิบาย “จอร์จ บลันเชตต์และทานาควิล เลอเคิร์คเป็นผู้ที่ฉันให้ความสนใจเป็นอย่างมากเป็นพิเศษ”
บลันเชตต์กล่าวถึงเวสต์ว่า “ได้กลายมาเป็นนางระบำในเสื้อผ้าเหล่านั้น เธอทำให้ฉันนึกถึงภาพที่ฉันได้เห็นภาพของ เลอเคิร์ค – การแสดงออกในท่าทางของเธอ ถ้อยคำและความขัดแย้งภายใน”
เลอเคิร์คชื่นชมการออกแบบของแคลร์ แมคมาร์เดล หนึ่งในนักออกแบบเลื่องชื่อชาวอเมริกันในช่วงปี 1940 และปี 1950 ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะต้นแบบของเรื่อง The American Look เวสต์ได้แนวคิดมาจากแมคมาร์เดลในบรรดาชุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเดซี่ – ชุดสีแดงหรูหราที่เธอสวมตอนออกเดทกับเบนจามิน “แน่นอนว่าแจ็คกี้เป็นผู้มีส่วนร่วมในอาชญากรรมนี้” บลันเชตต์เล่า “ฉันชื่นชมทุก ๆ ฝีเข็ม กระดุมทุกเม็ด เธอได้แนะนำให้ฉันได้รู้จักกับความเป็นแคลร์ แมคคาร์เดลและเครื่องแต่งกายเข้ารูปแบบนั้นแสดงออกมาให้เห็นอย่างแท้จริง ฉันโชคดีมากเท่าไรนะนี่”
การแต่งกายให้กับเบนจามิน บัตท่อนตลอดช่วงชีวิตของเขา เวสต์ได้แนวคิดมาจากดาราชายยอดนิยมในช่วงศตวรรษที่ 20 “ฉันใช้แกร์รี่ คูเปอร์ในช่วงปี 40 แบรนโดในปี 50 และสตีฟ แมคควีนในปี 60 พวกเขาเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจและแบรดเองก็มีเสน่ห์ในรูปแบบเดียวกับเขาเหล่านั้นค่ะ เพราะงั้นฉันรู้ได้เลยว่าเขาจะนำเสนอภาพลักษณ์เหล่านั้นออกมาได้ค่ะ” เธอกล่าว
อีกหนึ่งในส่วนประกอบของพิตต์คือการใช้เทคนิคทางด้านดิจิตัลที่จะช่วยให้การแสดงเป็นเบนจามินซึ่งแก่ในวัยเยาว์ของเขา อีริค บาร์บาซึ่งเห็นหัวหน้าทางด้านวิชช่วล เอฟเฟค เขาได้ร่วมงานกับฟินเชอร์มานานแล้วให้ความเห็นว่า “เดวิดบอกผมตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับว่า แบรดจะต้องแสดงเองตั้งแต่ต้นไปจนจบ เบนจามินเป็นศูนย์รวมทางอารมณ์ในการเดินเรื่องและต้องอยู่ตลอดไม่ว่ามันดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ก็ตามที นั่นคือความท้าทายทางด้านงานเอฟเฟคของพวกเราล่ะครับ”
บาร์บาได้ร่วมทำงานกับเกร็ค แคนนอมซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองทางด้านการแต่งหน้าแบบพิเศษ เขาได้สร้างหน้าจำลองเพื่อทำให้เห็นความอ่อนความแก่ในภาพยนตร์ตลอดทั้งเรื่อง
ดูจะไม่ได้กล่าวถึงแต่ต้องให้ความสนใจอย่างระมัดระวังในรายละเอียดที่จะออกมาในจอภาพยนตร์นั่นคือภาพดิจิตัลที่จะออกมาเป็นภาพยนตร์ “รูปแบบการถ่ายภาพของเดวิดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นความรู้สึกที่เดวิด ลีนจะนำเสนอด้วยภาพแต่ละฉากที่ลื่นไหลและต่อเนื่องทางด้านสถานที่และเวลา” มาร์แชลกล่าว “ความเชือดเฉือนทางความรู้สึกของภาพยนตร์ที่ได้รับเป็นพลังผ่านทางการใช้กล้องของเดวิดในฐานะของผู้สังเกตการณ์ครับ เขาต้องการให้คุณมีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาตัวละคร เพราะงั้นงานของภาพที่ออกมาจะเป็นรูปแบบของการศึกษาและนิ่ง มันไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะมีการตัดไปมาโดยมีการเคลื่อนไหวไปมาของกล้องอย่างบ้าคลั่งครับ”
“พวกเราต้องการให้มันออกมาเป็นธรรมชาติเท่าที่ทำได้ครับ” คลอดิโด มิแรนด้าซึ่งเป็นช่างภาพกล่าว “พวกเราพยายามที่จะรู้ว่าต้นจะเป็นในรูปไหนและมาอย่างไรจากนั้นก็พยายามที่จะโน้มน้าวหรือเล่นกับมันครับ พวกเราทำฉากหนึ่งที่มีแค่แสงของหลอดไฟในฉากและมีเพียงแค่นั้นแหละครับสำหรับแสง โดยปกติเราจะโกงด้านแสงโดยใส่หลอดไฟและหรี่แสงลงเพราะงั้นมันจะดูไม่มาก จากนั้นก็จะสร้างแสงให้เพิ่มขึ้นซ่อนอยู่นอกเฟรม ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมนะครับกับการให้มันเป็นไปในแบบนั้น”
แหล่งของแสงเปลี่ยนไปเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนและให้หนทางกับสิ่งอื่น “มันจะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ ที่เปลี่ยนจากเทียนไขมาเป็นตะเกียงก๊าซและมาถึงหลอดไฟรวมไปถึงหลอดฟลูออเรสเซนต์” ฟินเชอร์อธิบาย “มันจะมีแสงของกองถ่ายแต่ไม่มากนัก สำหรับส่วนใหญ่แล้วมันจะถูกถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตัลเพื่อใช้เป็นแหล่งของแสงไฟและเพื่อให้การเคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้นครับ”
ในบางครั้ง การถ่ายทำแบบธรรมชาติก็ได้นำเสนอตัวของมันเองอย่างในฉากการเต้นของบลันเชตต์ในจุดชมวิวระหว่างการออกเดทของเธอกับเบนจามินในนิวยอร์ค “ฉากบนจุดชมวิวนั้นธรรมดามาก ๆ พวกเราได้เห็นมันและพูดกันว่า พวกเราจะถ่ายทำกันตรงนี้แหละ” ฟินเชอร์เล่า “มันจะมีปัญหาเกี่ยวกับภาพด้านหลังว่ามันจะเป็นอย่างไรและผมก็บอกไปว่า มันเป็นบึงอยู่ตรงนั้น พวกเราไปทำกระแสน้ำและควันรวมทั้งให้แสงต้นไม้พวกนั้นกันเถอะและให้เธออยู่ในแสงเงา พวกเรากำลังพยายามทำให้รูปแบบมันออกมาเป็นภาพยนตร์คลาสสิคของฮอลลิวู้ด เรียบง่ายมาก มันดูเหมือนกล่องดนตรีเลยล่ะครับ”
ฟินเชอร์ให้ความพิถีพิถันทางด้านอารมร์และความสนใจให้กับรายละเอียดที่มาจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นจริงในหัวใจของการบอกเล่าเรื่องราวของเบนจามิน “พิจารณาจากภาพที่นำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องนะคะ ทุก ๆ ตัวเลือกที่เขาใช้มันออกมาสมบูรณ์แบบและเป็นเหมือนรางวัลให้กับความเหน็ดเหนื่อยที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง” เคนเนดี้กล่าวสรุป
 

นักแสดง

แบรด พิตต์ (เบนจามิน บัตทัน) เป็นหนึ่งในดารานักแสดงหนุ่มที่ได้รับการเฝ้าดูมากที่สุดของวงการ เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างที่ประสบความสำเร็จจากบริษัทของเขาเองที่ชื่อว่า Plan B Entertainment
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองสำหรับการแสดงของเขาในผลงานของเทอร์รี่ กิลเลี่ยมเรื่อง Twelve Monkeys ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ เขายังได้รับการเสนอชื่อสำหรับลูกโลกทองคำอีกรางวัลหนึ่งสำหรับการแสดงในผลงานของ เอ็ดเวิร์ด ซวิคเรื่อง Legends of the Fall และผลงานของ อเลยันโดร กอนซาเลซ อินนาริตัสเรื่อง Babel
ก่อนหน้านี้พิตต์ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตื่นเต้นแนวคอมเมดี้ผลงานของโจเอลและอีธาน โคเอนเรื่อง Burn After Reading ซึ่งเปิดตัวออกฉายครั้งแรกในโลกโดยได้รับความสนใจในคืนนั้นในงานเทศกาลภาพยนตร์ Venice International Film Festival ปี 2008 ปีก่อนหน้านั้นเขาได้รับสมญาว่าเป็น Best Actor ที่งานเวนิสนี้สำหรับบทบาทที่เขาแสดงเป็น เจสซี่ เจมส์ในภาพยนตร์เรื่อง The Assassination of Jasse James by the Coward Robert Ford กำกับการแสดงโดย แอนดรูว์ โดมินิค
เขาแสดงคู่กับจอร์จ คลูนี่ในเรื่อง Burn After Reading และยังได้ร่วมแสดงคู่กันมาแล้วจากภาพยนตร์ยอดฮิตผลงานของ สตีเว่น โซเดนเบิร์กเรื่อง Ocean’s Eleven เรื่อง Ocean’s Twelve และเรื่อง Ocean’s Thirteen
เขาเกิดในชอว์นี่ โอกลาโฮม่า และไปโตที่สปริงฟิลด์ มิสซูรี่โดยได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัย University of Missouri ที่โคลัมเบียในสาขาเอกคือนักหนังสือพิมพ์ก่อนที่จะจบการศึกษาเขาได้ย้ายมาที่ลอสแองเจลิสเพื่อเรียนทางกราฟฟิคดีไซน์แต่เริ่มสนใจงานทางด้านการแสดง โดยได้ศึกษากับ รอย ลอนดอน ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้เริ่มงานแสดงประจำทางโทรทัศน์รวมไปถึงซีรี่ส์เรื่อง Glory Days และภาพยนตร์โทรทัศน์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง The Image กำกับการแสดงโดยปีเตอร์ เวิร์นเนอร์และเรื่อง Too Young to Die? กำกับการแสดงโดย โรเบิร์ต มาร์โควิทซ์
จากบทบาทการแสดงของพิตต์ในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ผลงานของริดลี่ย์ สก๊อตเรื่อง Thelma and Louse ที่ทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้ชมในประเทศ ไม่นานต่อมาเขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ดเรื่อง A River Runs Through It ภาพยนตร์ของ โดมินิค เซน่าเรื่อง Kalifornia และภาพยนตร์ผลงานของนีล จอร์แดนเรื่อง Interview With the Vampire เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ผลงานของทอม ดิซิลโล่เรื่อง John Suede ซึ่งได้รับรางวัล Golden Leopard Award ในฐานะ Best Picture ในงานเทศกาลภาพยนตร์ Lacarno International Film Festival ปี 1991 ผลงานของ ราล์ฟ แบคชิเรื่อง Cool World ผลงานของโทนี่ สก๊อตเรื่อง True Romance ผลงานของแบร์รี่ เลวินสันเรื่อง Sleepers ผลงานของอลัน เจ พาคูล่าเรื่อง The Devil’s Own ผลงานของ ชอง ฌาค อันนันด์เรื่อง Seven Years in Tibet ผลงานของมาร์ติน เบรสท์เรื่อง Meet Joe Black และภาพยนตร์ก่อนหน้าของ เดวิด ฟินเชอร์เรื่อง Se7en และเรื่อง Fight Club
ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้าของเขายังรวมไปถึงผลงานของ ดัค ไลแมนเรื่อง Mr. and Mrs. Smith ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดฮิตแห่งปี 2005 ผลงานของวูลฟ์กัง ปีเตอร์สันเรื่อง Troy ผลงานภาพยนตร์การ์ตูนของแพทริค กิลมอร์และทิม จอห์นสันเรื่อง Sinbad: Legend of the Seven Seas ผลงานของโทนี่ สก๊อตเรื่อง Spy Game ผลงานของกอร์ เวอร์บินสกี้เรื่อง The Maxican ผลงานของกาย ริทชี่เรื่อง Snatch รวมไปถึงบทเล็ก ๆ ในผลงานของโซเดอร์เบิร์กเรื่อง Full Frontal และผลงานของคลูนี่ย์เรื่อง Confession of a Dangerous Mind
Plan B Entertainment ได้พัฒนาและอำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งทางจอเงินและจอแก้ว โดย Plan B ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อาทิผลงานของมาร์ติน สกอร์เซสซี่เรื่อง The Departed ซึ่งได้รับถึงสี่รางวัลตุ๊กตาทอง รวมไปถึง Best Picture รางวัล Best Director ผลงานของ ไมเคิล วินเทอบัตท่อมเรื่อง A Mighty Heart ซึ่งทำให้แองเจลลิน่า โจลี่ได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัล Independent Spirit รางวัล Critics’ Choice รวมไปถึงรางวัล Screen Actors Guild Award อีกด้วย ผลงานของทิม เบอร์ตันเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์ ผลงานของไรอัน เมอร์ฟี่เรื่อง Running with Scissors ซึ่งทำให้แอนเน็ตต์ เบนนิ่งได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลลูกโลกทองคำ เรื่อง Troy และเรื่อง The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford

เคท บลันเชตต์ (เดซี่) ซึ่งล่าสุดนี้ได้รับบทของ ไอริน่า สปาลโก้ในภาพยนตร์ยอดนิยมของสตีเว่น สปีลเบิร์กเรื่อง Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull โดยเธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับสองรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะ Best Actress จากเรื่อง Elizabeth: the Golden Age และในฐานะ Best Supporting Actress ในเรื่อง I’m Not There โดยทำให้เธอเป็นดาราสาวคนที่ห้าของวงการในประวัติศาสตร์รอบ 80 ปีของอคาเดมีที่ได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลในสองฐานะในปีเดียวกัน นอกจากเรื่อง The Golden Age ที่เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล SAG และรางวัล BAFTA แล้วเรื่อง I’m Not There ยังทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล SAG และรางวัล BAFTA และได้รับรางวัลในฐานะ Best Actress ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Venice Film Festival ในฐานะ Best Supporting Actress สำหรับรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัล Independent Spirit Award สำหรับผลงานหลากหลายของเธออีกด้วย
ก่อนหน้านี้บลันเชตต์ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ในฐานะ Best Supporting Actress สำหรับบทบาทที่ได้รับการกล่าวขวัญเป็นแคทเธอรีน แฮปเบิร์นจากภาพยนตร์ผลงานของมาร์ติน สกอร์เซสซี่เรื่อง The Aviator เธอยังได้รับเกียรติเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA รางวัล SAG Award และรางวัลลูกโลกทองคำจากเรื่องนี้อีกด้วย ในปี 1999 บลันเชตต์ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองเป็นครั้งแรกรวมไปถึงรางวัล BAFTA และรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรกสำหรับบทบาทที่เธอแสดงเป็นคนสำคัญคือ ควีน อลิซาเบธที่ 1 ในผลงานของ เชคการ์ คาเปอร์ เรื่อง Elizabeth ต่อมาเธอก็ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ลูกโลกทองคำและรางวัล Screen Actors Guild สำหรับการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Notes on Scandal โดยร่วมแสดงกับ เดม จูดี้ เดนช์
ก่อนหน้านี้บลันเชตต์ ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Good German กำกับการแสดงโดย สตีเว่น โซเดนเบิร์ก ร่วมแสดงโดย จอร์จ คลูนี่ย์และโทบี้ แมคไกว์และเรื่อง Babel ร่วมแสดงโดย แบรด พิตต์
บลันเชตต์ยังได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลลูกโลกทองคำในฐานะ Best Actress สำหรับบทบาทนำในภาพยนตร์ของ โจเอล ชูว์แมคเกอร์เรื่อง Veronica Guerin และผลงานของเธอในภาพยนตร์ของ แบร์รี่ เลวินสันเรื่อง Bandit ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อของเธอยังรวมไปถึงเรื่อง The Lord of the Rings ทั้งสามภาค ผลงานของ เวส แอนเดอร์สันเรื่อง The Life Aquatic with Steve Zissou ผลงานของ จิม จาร์มัสช์เรื่อง Coffee and Cigarettes ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Independent Spirit Award ผลงานของรอน โฮเวิร์ดเรื่อง The Missing ร่วมแสดงกับทอมมี่ ลี โจนส์ เรื่อง Charlotte Gray กำกับการแสดงโดย กิลเลี่ยน อาร์มสตรอง ผลงานของ ลาสส์ ฮอลล์สตรอม เรื่อง The Shipping News ร่วมแสดงกับเควิน สเปซี่ ผลงานของโรแวน วู้ดเรื่อง Little Fish ร่วมแสดงกับแซม นีลและฮิวโก้ วีฟวิ่ง (ซึ่งเธอได้รับรางวัล AFT Award ในฐานะ Best Actress) ผลงานของไมค์ นิวเวลล์เรื่อง Pushing Tin ร่วมแสดงกับจอห์น คูแซค ผลงานของโอลิเวอร์ ปาร์คเกอร์เรื่อง An Ideal Husband ผลงานของแอนโธนี่ มิงเกลล่าห์เรื่อง The Talented Mr. Ripley ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล BAFTA Award ในฐานะ Best Supporting Actress ผลงานของ แซม ไรมี่เรื่อง The Gift และผลงานของแซลลี่ พอตเตอร์เรื่อง The Man Who Cried ซึ่งทำให้เธอได้ชื่อในฐานะ Best Supporting Actress โดย National Board of Review
เธอจบการศึกษาจากสถาบัน National Institute of Dramatic Art (NIDA) ในออสเตรเลีย ผลงานภาพยนตร์ในตอนต้นของบลันเชตต์ยังรวมไปถึงงานของ บรูซ เบอร์เรสฟอร์ดเรื่อง Paradise Road เรื่อง Thank God He Met Lizzie ซึ่งทำให้เธอได้รับทั้งรางวัลจาก Australian Film Institute (AFI) และรางวัล Sydney Film Critics Award ในฐานะ Best Supporting Actress และผลงานของกิลเลี่ยน อาร์มสตรองเรื่อง Oscar and Lucinda ร่วมแสดงกับ ราล์ฟ เฟียนส์ ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล AFI ในฐานะ Best Actress
ผลงานละครเวทีอันมากมายของบลันเชตต์ยังรวมไปถึงงานสร้างของ Company B ที่ เบลวัวร์ สตรีท ภายใต้การกำกับการแสดงของ นีล อาร์มฟิลด์ ผลงานของเธอรวมไปถึงการแสดงเป็น มิแรนด้าในเรื่อง The Tempest แสดงเป็น โอฟีเลียในเรื่อง Hamlet ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Green Room Award แสดงเป็น นีน่าในเรื่อง The Seagull และเป็น โรสในเรื่อง The Blind Giant in Dancing สำหรับโรงละคร Sydney Theatre Company เธอได้ร่วมแสดงในงานของ คาริล เชอร์ชิลล์เรื่อง Top Girls ผลงานของเดวิด มาเมทเรื่อง Oleanna (ได้รับรางวัล Sydney Theatre Critics Award ในฐานะ Best Actress) ผลงานของไมเคิล โกว์เรื่อง Sweet Phoebe และผลงานของทิโมธี่ ดาลตันเรื่อง Kafka Dances ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Critics Circle Award ในฐานะ Best Newcomer สำหรับโรงละคร
Almeida Theatre ในปี 1999 บลันเชตต์แสดงเป็น ซูซาน ทราเฮอเรนในผลงานของเดวิด แฮร์เรื่อง Plenty ที่โรงละคร West End
ในปี 2004 บลันเชตต์ได้กลับมาแสดงที่โรงละคร Sydney Theatre Company สำหรับบทบาทนำในผลงานการดัดแปลงของแอนดรูว์ อัพตัน เรื่อง Hedda Gabler โดยละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในด้านการตอบรับ ทำให้เธอได้รับรางวัลทรงเกียรติคือรางวัล Helpmann Award ในฐานะ Best Female Actor in a Play โดยละครเรื่องนี้ได้ย้ายมาที่โรงละคร Brooklyn’s Academy of Music ในปี 2006 โดยบัตรขายหมดเกลี้ยง โดยนับว่าเป็นการเริ่มงานแสดงละครเวทีครั้งแรกของบลันเชตต์ในนิวยอร์ค
บลันเชตต์เริ่มงานกำกับการแสดงครั้งแรกด้วยละครเวทีเรื่อง A Kind of Alaska ที่โรงละคร Sydney Theatre Company ซึ่งเธอยังได้สานต่อด้วยการสร้างของเดวิด ฮาร์โรว์เวอร์จากเรื่อง Blackbird และผลงานของโจแอน ไดเดี่ยนเรื่อง The Year of Magical Thinking
บลันเชตต์เป็นสมาชิกของ Australian Museum Board of Trustees และเป็นฑูตของสมาคม Australian Conservation Foundation สมาคม SolarAid และสถาบัน Australian Film Institute และงานเทศกาลภาพยนตร์ Sydney Film Festival
ก่อนหน้านี้เธอและสามีคือ แอนดรูว์ อัพตันได้ชื่อว่าเป็น Co-Artistic Directors of Sydney Theatre Company โดยงานแสดงของพวกเขาจะเริ่มในต้นปี 2009

ทาราจิ พี เฮนสัน (ควีนนี่) เขาได้รับความสนใจจากภาพยนตร์เรื่อง Hustle and Flow โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์อาทิ Talk to Me โดยร่วมแสดงกับ ดอน ชีเดิ้ลในภาพยนตร์แอ็คชั่นดราม่ารวมดาราเรื่อง Smokin Aces โดยร่วมแสดงกับ เจรามี่ ไพเว่น อลิเซีย คียส์และเบน เอฟเฟลคและไทเลอร์ เพอร์รี่เรื่อง The Family That Preys ร่วมแสดงกับเคธี่ เบทส์และอัลฟี่ วู้ดดาร์ด
และอีกไม่นานจะออกฉายสำหรับเฮนสันในการร่วมแสดงกับฟอร์เรส วิทเทคเกอร์และลิล เวนห์เรื่อง Hurricane Season และเรื่อง Not Easily Broken ร่วมกับมอร์ริส เชสท์นัทกำกับการแสดงโดย บิลล์ ดุ๊ค ในตอนนี้เธอกำลังถ่ายทำภาพยนตร์อิสระเรื่อง Once Fallen ร่วมแสดงกับเอ็ด แฮร์ริสและเอมี่ เมดิแกน เฮนสันเป็นดาราประจำสำหรับภาพยนตร์ดราม่าของ เดวิด อี เคลลี่เรื่อง Boston Legal และยังได้ร่วมแสดงทางช่อง ABC เรื่อง Eli Stone โดยแสดงเป็นลูกสาวของลอเร็ตต้า ดีไวน์ชื่อ แพตตี้ เฮนสันยังได้ร่วมแสดงในมิวสิควิดีโอสำหรับซิงเกิ้ลล่าสุดของ เอสเทลล์ชื่อ Pretty Please
เฮนสันได้ชื่อว่าเป็น Outstanding Supporting Actress in a Feature Film สำหรับรางวัล Black Movie Award ปี 2005 และได้รับรางวัลในฐานะ Best Actress สำหรับ BET Award ของปี 2006 สำหรับการแสดงที่เธอรับบทเป็น ชัคในภาพยนตร์
ดราม่า เรื่อง Hustle & Flow อำนวยการสร้างโดย จอห์น ซิงเกิ้ลตันซึ่งได้รับการเสนอชื่อรางวัลตุ๊กตาทองและร่วมแสดงกับ เทอร์เรนซ์ โฮเวิร์ด เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับสองรางวัล MTV Movie Award และรางวัลในฐานะ Best Breakthrough Performance ในปี 2006 เฮนสันยังได้เริ่มการร้องเพลงเป็นครั้งแรกในเรื่อง Hustle & Flow โดยเป็นเพลงซาวน์แทรคและได้ร่วมแสดงในเพลงที่ได้รางวัลตุ๊กตาทองชื่อ It’s Hard Out Here for a Pimp ที่งานมอบรางวัลตุ๊กตาทอง ปีที่ 78 เธอได้ร่วมทำงานกับจอห์น ซิงเกิ้ลตันเป็นครั้งที่สามเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Four Brothers ร่วมกับมาร์ค วาห์เบิร์กและอังเดร 3000 สำหรับพาราเมาท์ พิคเจอร์ส เฮนสันได้ร่วมแสดงกับซานา ลาธานและไซมอน เบเกอร์ในเรื่อง Something New และในภาพยนตร์ที่ได้รับการจดจำในบทบาทที่เธอแสดงเป็น อีเวตต์ซึ่งเป็นแฟนสาวสวยของโจดี้ (ไทเรส) ในเรื่อง Baby Boy เขียน อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงโดย จอห์น ซิงเกิ้ลตัน
เป็นเวลาสามปี เฮนสันร่วมแสดงในบทบาทของนักสืบให้ทางช่อง Lifetime ชื่อ The Division เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ทางช่อง CBS เรื่อง Murder She Wrote Movie: The Last Free Man นำแสดงโดย แองเจลล่า แลนส์เบอร์รี่และฟิลิเซีย ราเชด สำหรับซีรี่ส์ทางโทรทัศน์เธอยังได้ร่วมแสดงในเรื่อง ER เรื่อง Strong Medicine เรื่อง CSI เรื่อง House และอื่น ๆ อีกมาก
เธอเกิดและโตในกรุงวอชิงตัน ดีซี เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Howard University และอยู่ในนิวยอร์ค เฮนสันมีความต้องการอย่างแรงกล้าในการช่วยเหลือเด็กพิการและด้อยโอกาสและกล่าวว่า “ฉันจะเน้นให้เด็ก ๆ มีความเชื่อมั่นในตนเองค่ะ - สูตรสำคัญของความสำเร็จก็คือความมั่นใจในตัวเอง”
จูเลีย ออร์มอนด์ (คาโรไลน์) เกิดที่ เอ็บซอม เซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ และพบความชอบของเธอต่องานละครเวทีของโรงเรียนโดยได้เรียนทางด้านการแสดงจากสถาบัน Webber-Douglas Academy of Dramatic Arts ในกรุงลอนดอน หลังจากจบการศึกษาเธอเริ่มงานการแสดงครั้งแรกในงานละคร จนกระทั่งเธอได้รับการยอมรับในบทบาทนำสำหรับซีรี่ส์ทางช่องสี่เรื่อง Traffik
ด้วยประสบการณ์ละครเวทีอย่างมากมายรวมทั้งงานทางโทรทัศน์ ออร์มอนด์ยังได้ร่วมแสดงภาพยนตร์อัตถชีวประวัติเรื่อง Stalin ทางช่อง HBO ซึ่งการแสดงที่เธอรับบทเป็นภรรยาที่ต้องทุกข์ทรมานมายาวนานของสามีจอมสั่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเรื่องนี้ และบทบาทนี้เองที่เข้าตาผู้กำกับการแสดงคือ เอ็ดเวิร์ด ซวิค โดยเขาเป็นคนเลือกเธอให้แสดงเป็นนางเองในผลงานภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของเขาเรื่อง Legends of the Fall นำแสดงโดย แบรด พิตต์ ออร์มอนด์ยังได้แสดงในบทบาทของกุยนิแวร์โดยร่วมแสดงกับชอน คอนเนอรี่ ซึ่งรับบทเป็น คิง อาร์เธอร์และริชาร์ด เกียร์ซึ่งเป็น เซอร์ ลานซล๊อตในเรื่อง First Knight และต่อมาในบทบาทนำภาพยนตร์ที่นำมาทำใหม่ของ ซิดนี่ย์ พอลแลคเรื่อง Sabrina ร่วมแสดงกับแฮร์ริสัน ฟอร์ด
ออร์มอนด์ยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ เดวิด ลินช์เรื่อง Inland Empire รวมไปถึงเรื่อง Kit Kittredge: An American Girl โดยร่วมแสดงกับอบิเกล เบรสลิ่ง ออร์มอนด์ยังจะได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดนเบิร์กเรื่อง Che ร่วมแสดงกับเบนนิซิโอ เดล โทโร่และเรื่อง Surveillance ร่วมแสดงกับบิลล์ พูลแมน
เธอยังได้ร่วมแสดงกับภาพยนตร์ต่างประเทศอาทิเรื่อง Smilla’s Sense of Snow เรื่อง Sibirskij Tsiryulnik (The Barber of Siberia) และเรื่อง Resistance
ออร์มอนด์ยังได้เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับสารคดีที่ได้รับรางวัลเรื่อง Calling the Ghosts ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้รอดชีวิตสองคนในโอมาร์สก้า ซึ่งเป็นแคมป์สงครามของไซบีเรี่ยนและเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องสังคมสงเคราะห์ เธอยังเป็นประธานของ ASSET; The Alliance to Stop Slavery and End Trafficking ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่อุทิศตนและสนับสนุนการแก้ปัญหาเพื่อยุติการเป็นทาสทั่วโลก เธอยังได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติและเป็น Drugs and Crime Goodwill Ambassador against Trafficking and Slavery และยังเป็นประธานก่อตั้งของ Film Aid International

เจสัน เฟลมมิ่ง (โธมัส บัตทัน) เป็นนักแสดงที่สามารถและน่าตื่นเต้นโดยความสามารถของเขาได้แสดงออกทางจอภาพยนตร์และทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ได้รับการกล่าวขวัญคนหนึ่งในบรรดานักแสดงที่มาจากประเทศอังกฤษ
ก่อนหน้านี้เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Stardust ซึ่งเป็นการร่วมมือครั้งที่สี่กับแมทธิว วอห์น เขายังได้ร่วมแสดงในบทบาทของ เครซี่ แลร์รี่ในภาพยนตร์ที่วอนห์กำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกคือ Layer Cake นำแสดงโดย แดเนี่ยล เคร็ค ในตอนต้นของอาชีพการแสดงของเฟลมมิ่ง เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์กำกับการแสดงเรื่องแรกของกาย ริทชี่เรื่อง Lock, Stock and Two Smoking Barrels และในผลงานเรื่องต่อมาของริทชี่เรื่อง Snatch โดยทั้งสองเรื่องนี้มีวอนห์เป็นผู้อำนวยการสร้าง
เขาเป็นที่รู้จักในการสร้างสรรค์ตัวละครที่มีความแตกต่าง เฟลมมิ่งได้นำความสามารถมาสู่ภาพยนตร์เรื่อง The League of Extraordinary Gentlemen โดยร่วมแสดงกับชอน คอนเนอรี่ ภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเดอร์เรื่อง Rock Star นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์และงานเบอร์นาโด้ เบอโตลุชชี่เรื่อง Stealing Beauty ร่วมแสดงกับลิฟ ไทเลอร์ ผลงานภาพนตร์สร้างชื่อเรื่องอื่นของเขายังรวมไปถึงเรื่อง Below เรื่อง The Red Violin เรื่อง Deep Rising เรื่อง The Hollow Reed และเรื่อง Alive และเรื่อง Kicking ผลงานทางภาพยนตร์โทรทัศน์ของเฟลมมิ่งยังรวมไปถึงบทบาททางช่อง NBC เรื่อง Alice in Wonderland ทางช่อง BBC เรื่อง A Question of Attribution กำกับการแสดงโดยจอห์น เชลเลสซิงเกอร์และเรื่อง For the Greater Good กำกับการแสดงโดยแดนนี่ โบเยิ้ล เขาได้รับบทเป็นจิม คอร์เบตทางช่อง BBC เรื่อง The Man-Eating Leopard of Rudraprayag ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องจริงของการล่าสัตว์ของคอร์เบตสำหรับการล่าเสือดาวกินคนในอาณานิคมอินเดียในช่วงปี 1925
ผลงานสร้างชื่อทางละครของเฟลมมิ่งยังรวมไปถึงการแสดงกับคณะ Royal Shakespeare Company (Barbican) รวมไปถึงเรื่อง Coriolanus เรื่อง As You Like It เรื่อง Moscow Gold เรื่อง Barbarians และเรื่อง All’s Well That Ends Well

อีเลียส โคเทียส (เมอร์ซิเออร์ กาโตว์)
ได้รับเลือกในช่วงต้นของงานอาชีพในวงการเรื่อง Full Moon in Blue Water และเรื่อง Malarek ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับสองรางวัล Genie Award ในฐานะ Best Actor
ต่อมาเขาได้ร่วมแสดงในผลงานของผู้กำกับการแสดง เดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง Crash และในภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่กำกับการแสดงโดย อตอม อีโกยันรวมไปถึงเรื่อง The Adjuster รวมไปถึงเรื่อง Exotica ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Genie ในฐานะ Best Supporting Actor และเรื่อง Ararat ซึ่งเขาได้รับรางวัล Genie ในฐานะ Best Supporting Actor
โคเทียสยังได้ร่วมแสดงในผลงานของ สตีเว่น เชนบิร์กเรื่อง Hit Me ผลงานของ แอนดรูว์ นิคโคลเรื่อง Gattaca ผลงานของ เกรเกอรี่ ฮอบลิตเรื่อง Fallen ผลงานของ ไบรอัน ซิงเกอร์เรื่อง Apt Pupil ผลงานของริชาร์ด ลากราวาเนส เรื่อง Living Out Loud ผลงานการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง ของ เทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง The Thin Red Line เรื่อง Novocain เรื่อง Harrison’s Flowers และเรื่อง The Greatest r Game Ever Played กำกับการแสดงโดย บิลล์ แพคซ์ตัน
ผลงานก่อนหน้านี้ยังได้รวมไปถึงผลงานของ อังตวน ฟูกัวเรื่อง Shooter ผลงานของเจมส์ ไอแซคเรื่อง Skinwalkers และผลงานของเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง Zodiac ผลงานที่กำลังจะออกฉายของโคเทียสในภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซสซี่เรื่อง Shutter Island เรื่อง The Haunting in Connecticut โดยร่วมแสดงกับ เวอร์จิเนีย แมดเซ่นและภาพยนตร์ตื่นเต้นแนวไซ-ไฟเรื่อง The 4th Kind
ผลงานสร้างชื่อทางภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ของโคเทียสยังรวมไปถึงการได้รับการเสนอชื่อรางวัลเอมมี่เรื่อง Traffic: The Mini-Series ภาพยนตร์เรื่อง Shot in the Heart ทางช่อง HBO ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงเป็นแกร์รี่ กิลเมอร์ฆาตกรเลื่องชื่อในเรื่อง Sugartime ทางช่อง HBO และภาพยนตร์แนวดราม่าของฮอร์ตัน ฟุตเรื่อง The Habitation of Dragons
โคเทียสจบการศึกษาจากสถาบัน American Academy of Dramatic Arts และเป็นสมาชิกอันทรงเกียรติของ Actor’s Studio เขาได้ร่วมแสดงในงานละครเวทีมากมายรวมไปถึงผลงานของพอลล่า โวเกลเรื่อง Hot N Throbbing เรื่อง Kiss of the Spider Woman และผลงานของแซม เชฟเฟิร์ดเรื่อง True West กำกับการแสดงโดยแมทธิว วอร์คัส ทางบรอดเวย์
ทิลด้า สวินตัน (อลิซาเบธ แอบบ๊อต) ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง และรางวัล BAFTA Award สำหรับการแสดงของเธอในผลงานของ โทนี่ กิลรอยเรื่อง Michael Clayton ซึ่งนำแสดงโดย จอร์จ คลูนี่ย์ซึ่งก่อนหน้านี้เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตื่นเต้นแนวคอมเมดี้เรื่อง Burn After Reading กำกับการแสดงโดย โจเอลและอีธาน โคเอ็น ซึ่งเปิดตัวออกฉายโดยได้รับความสนใจในงานเทศกาลภาพยนตร์ Venice International Film Festival ปี 2008 เธอยังได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Screen Actor Guild และรางวัลลูกโลกทองคำสำหรับบทบาทที่เธอแสดงในเรื่อง Michael Clayton ก่อนหน้านี้สวินตันได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ลูกโลกทองคำสำหรับผลงานของ เดวิด ซีเกลและสก๊อต แมคกีฮีเรื่อง The Deep End ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Independent Spirit Award
ชาวสก๊อตแลนด์โดยกำเนิด สวินตันเริ่มเข้ามาในวงการจากการทำงานกับดิเรค จาร์แมนซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงชาวอังกฤษในปี 1985 เริ่มจากภาพยนตร์เรื่อง Caravaggio พวกเขาได้ร่วมกับภาพยนตร์อื่น ๆ รวมไปถึงเรื่อง The Last of England เรื่อง The Garden เรื่อง War Requiem เรื่อง Edward II (โดยเรื่องนี้เธอได้รับชื่อว่าเป็น Best Actress ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Venice International Film Festival ปี 1991) และเรื่อง Wittgenstein ก่อนที่จาร์แมนจะเสียชีวิตในปี 1994
เธอได้รับการตอบรับไปทั่วโลกในปี 1992 สำหรับบทบาทที่เธอแสดงเป็น ออร์แลนโด้ ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากนิยายของ เวอร์จิเนีย วูลฟ์และกำกับการแสดงโดย แซลลี่ พ๊อตเตอร์ ตั้งแต่นั้นมาผลงานภาพยนตร์ของเธอก็รวมไปถึงเรื่อง Lynn Hershman-Leeson เรื่อง Conceiving Ada เรื่อง Teknolust (แสดงสี่บท) ผลงานของซูซาน สเตรทเฟลด์ เรื่อง Female Perversions ผลงานของจอห์น เมย์เบอร์รี่เรื่อง Love is the Devil โรเบิร์ต เลอเพจเรื่อง Possible Worlds ผลงานของแดนนี่ โบเยิ้ลเรื่อง The Beach ผลงานของ คาเมร่อน โครว์เรื่อง Vanilla Sky ผลงานที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองของสไปค์ จอนซ์เรื่อง Adaptation ผลงานของเดวิด แมคเคนซี่เรื่อง Young Adam ภาพยนตร์สองเรื่องที่ร่วมแสดงกับคีอานู รีฟส์และไมค์ มิลล์เรื่อง Thumbsucker และผลงานของฟรานซิส ลอว์เรนซ์เรื่อง Constantine ผลงานเบล่า ทาร์เรื่อง The Man from London ผลงานบันลือโลกสองเรื่องของแอนดรูว์ อดัมสันเรื่อง The Chronicle of Narnia และผลงานของอีริค ซอนก้าเรื่อง Julia ซึ่งได้รับการเปิดตัวออกฉายในงานเทศกาลภาพนตร์ Berlin International Film Festival ปี 2008
เมื่อไม่นานนี้สวินตันเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องใหม่ของจิม จาร์มัสช์เรื่อง The Limits of Control และยังได้ร่วมแสดง ร่วมเขียน/กำกับการแสดงในเรื่อง Broken Flowers

จาเรด แฮร์ริส (กัปตัน ไมค์) เป็นนักแสดง ซึ่งความเข้มข้นทางการแสดงเป็นคู่แข่งกับเสน่ห์ของเขาบนจอภาพยนตร์ โดยเขาเป็นดาราที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงของยุคสมัยนี้ ก่อนหน้านี้แฮร์ริสได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่หลากหลายอาทิ ผลงานของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลานเรื่อง Lady in the Water และภาพยนตร์มินิซีรี่ส์ที่ได้รับการกล่าวขวัญทางช่อง BBC เรื่อง To Ends of the Earth
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นของเขายังรวมไปถึงเรื่อง Sylvia นำแสดงโดย กวินเนธ พาลโทรว์ เรื่อง Resident Evil: Apocalypse และเรื่อง Dummy โดยร่วมแสดงโดยเอเดรียน โบรดี้และมิลล่า โจโววิชเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง เขาได้รับการยอมรับสำหรับบทบาทที่เขาแสดงเป็นศิลปินเพลงทางอเมริกัน แอนดี้ วาร์โฮลในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง I Shot Andy Warhol ซึ่งเป็นเรื่องจริงของวาร์โฮล แฮร์ริสได้ผ่านการคัดเลือกตัวแสดงกับกล้องวิดีโอและอัดเทปเป็นผู้คัดสรรตัวแสดงในขณะที่การคัดเลือกของเขาเองก็ได้รับการอัด แฮร์ริสได้รับชื่อเสียงสำหรับการแสดงที่หลากหลายรวมไปถึงคนทำความสะอาดถนนที่มีความท้าทายจากภายในจากผลงานของเวนห์ แวงและพอล ออสเตอร์เรื่อง Smoke และเรื่อง Blue in the Face และบทบาทคนดักสัตว์ที่ดุดันในผลงานของจิม จาร์มัสช์เรื่อง Dead Man ผลงานของทอม ครุยซ์ โดยแสดงเป็นพี่ชายขี้เมาในเรื่อง Far and Away และบทบาทโชเฟอร์แท๊กซี่ชาวรัสเซียในภาพยนตร์ของทอดด์ โซลอนด์เรื่อง Happiness ซึ่งทีมงานแสดงได้รับรางวัล National Board of Review Acting Ensemble Award ในปี 1999 รวมไปถึงภาพยนตร์น่าประทับใจเรื่อง Sunday ซึ่งเรื่องนี้ได้รับรางวัล Grand Jury Prize ในฐานะ Best Film และ Best Screenplay ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival ปี 1997
ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของแฮร์ริสคือเรื่อง The Rachel Papers ในปี 1989 ซึ่งถือเป็นการเริ่มกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกของพี่ชายของเขาคือ เดเมี่ยน การแสดงของเขาได้รับการยอมรับโดยแฮร์ริสได้รับการกล่าวขวัญสำหรับบทบาทที่เขาแสดงในเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงการแสดงเป็นพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดในภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่อง The Other Bolyn Girl สำหรับช่อง BBC2 เวปไซด์ Salon.com กล่าวว่า “แฮร์ริสเป็นคนที่ทำให้คุณรู้สึกจับใจ” สำหรับบทบาทที่เขาแสดงเป็นจอห์น เลนนอนโดยร่วมแสดงกับ เอเดี่ยน ควินน์ ซึ่งเป็นพอล แมคคาร์นี่ในผลงานของ ไมเคิล ลินด์เซย์-ฮอคเรื่อง Two of Us และผลงานของอนิต้า เกทส์แห่งนิตยสารนิวยอร์ค ไทม์สกล่าวว่า “จาเรด แฮร์ริสได้กลายมาเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งคนหนึ่ง” จากการที่ได้เห็นเขาแสดงในผลงานของไมเคิล เรดฟอร์ดเรื่อง B. Monkey โดยร่วมแสดงกับ เอเซีย อาร์เจนโต้ เขายังได้ร่วมแสดงในเรื่อง Igby Goes Down เขียนและกำกับการแสดงโดยเบอร์ สเตียร์และร่วมแสดงโดย คีแรน คัลกิ้น แคลร์ ดาเนสและเจฟฟ์ โกลด์บลัม
เขาเป็นลูกชายของนักแสดงเลื่องชื่อชาวไอริชคือ ริชาร์ด แฮร์ริส เขาเกิดที่ลอนดอนประเทศอังกฤษและเรียนที่มหาวิทยาลัย Duke University ซึ่งเขาเรียนเอกทางการละครและวรรณคดี หลังจากจบการศึกษาแล้ว แฮร์ริสเป็นสมาชิกของคณะ The Royal Shakespeare Company เขาได้ร่วมแสดงกับคณะละครเลื่องชื่อของนิวยอร์ครวมไปถึงได้ทำงานกับคณะ New York Shakespeare Festival คณะ The New Group คณะ New Jersey Shakespeare Company คณะ The Vineyard Theatre และคณะ The Manhattan Theatre Club

แอลล์ แฟนนิ่ง (เดซี่ – อายุ 6 ขวบ) เป็นนักแสดงเด็กหญิงอายุ 10 ขวบที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยเธอเริ่มการแสดงเรื่องแรกโดยรับบทเป็นลูซี่ในภาพยนตร์ของนิว ไลน์ ซิเนม่าเรื่อง I Am Sam จากนั้นเธอก็ได้ร่วมแสดงกับเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ในภาพยนตร์คอมเมดี้ครอบครัวเรื่อง Daddy Day Care ให้กับ Revolution Studios ซึ่งทำให้แฟนนิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Young Artists Award เป็นครั้งแรก
ในปี 2004 เธอได้ร่วมแสดงกับเจฟฟ์ บริดเจสและคิม บาซิงเจอร์ในภาพยนตร์ของโฟกัส ฟิลม์เรื่อง The Door in the Floor กำกับการแสดงโดย ทอดด์ วิลเลี่ยม จากนั้นเธอก็ได้ร่วมแสดงในเรื่อง Because of Winn-Dixie โดยร่วมแสดงกับซิสลี่ ไทสันและเดฟ แมทธิวส์ ในปี 2006 เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลถึงสองครั้งในฐานะ Young Artists Award สำหรับการแสดงของเธอในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง เรื่อง Babel นำแสดงโดยแบรด พิตต์และเคธ บลันเชตต์และสำหรับผลงานของเธอในภาพยนตร์มินิซีรี่ส์ทางช่อง SCI-FI เรื่อง The Lost Room นำแสดงโดย ปีเตอร์ ครอส และในปีเดียวกันนั้นเองแฟนนิ่งก็ได้ปิดกล้องจากเรื่อง Reservation Road ซึ่งเธอรับบทเป็น เอ็มม่า เลิร์นเนอร์ซึ่งเป็นลูกสาวอายุ 8 ขวบของโจอาควิน ฟินิกซ์และเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่
เมื่อปีที่แล้ว แฟนนิ่งปิดกล้องบทบาทนำในภาพยนตร์เรื่อง Phoebe in Wonderland โดยเธอร่วมแสดงกับ เฟลิซิตี้ ฮัฟฟ์แมนและแพทริเซีย คล๊าคสัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวออกฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival ในปี 2008 และไม่นานมานี้เธอได้ปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง The Nutcraker: The Untold Story ซึ่งเป็นภาพยนตร์ย้อนยุคเกี่ยวกับเวียนนาในปี 1920 ร่วมแสดงโดย จอห์น เทอร์เทอโรและนาธาน เลน ซึ่งเป็นนิทานไร้กาลเวลาของเด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งที่พ่อทูนหัวของเธอให้ตุ๊กตาแสนพิเศษในเทศกาลคริสต์มาส
นอกจากผลงานสร้างชื่อทางภาพยนตร์แล้ว แฟนนิ่งยังได้ทำงานภาพยนตร์โทรทัศน์มากมาย เธอได้ร่วมแสดงในเรื่อง CSI: Miami และเรื่อง CSI: New York รวมไปถึงเป็นดารารับเชิญเรื่อง House เรื่อง Criminal Minds เรื่อง Judging Amy และเรื่อง Dirty Sexy Money
เธอยังได้ถ่ายทำโฆษณาให้กับรถยนต์ Toyota สินค้า Smucker and Target และได้ลงใน Vogue Bambini’s ครบรอบสามสิบปี
แฟนนิ่งเต็มไปด้วยพลังและสนุกสนานกับการแสดงและเต้นรำ เธออยู่ในลอสแองเจลิสกับพ่อและแม่คือจอยและสตีฟ แฟนนิ่งและน้องสาวที่เป็นนักแสดงคือ
ดาโกต้า แฟนนิ่ง

มาเฮอชาลฮาชเบซ อาลี (ทิซซี่) เขาได้ร่วมแสดงกับแฮริสัน ฟอร์ดและชอน เพนน์ในผลงานของ เวนห์ เครเมอร์ที่กำลังจะออกฉายเรื่อง Crossing Over และค่อย ๆ กลายมาเป็นดาราที่เริ่มมีงานแสดงในวงการฮอลลิวู้ดอย่างสม่ำเสมอ
เขาเกิดในโอ๊คแลนด์ แคลลิฟอร์เนีย อาลีโตในละแวกเมืองของ เฮย์วาร์ดโดยพ่อและแม่ของเขาและครอบครัว เขามีแผนจะเป็นผู้เล่นทาง NBA ตอนที่อยู่ในบาสเก็ตบอลทีมที่วิทยาลัย St Mary ในโมราก้า แคลลิฟอร์เนีย (ทางตะวันออกของเบิร์คลี่) ซึ่งเขาได้รับปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์ทางสื่อสารมวลชน แต่ในช่วงเป็นนักศึกษาปีต้น ๆ เขาก็เริ่มให้ความสนใจในการแสดง ซึ่งทำให้เขาเปลี่ยนแนวอาชีพ ในปีสุดท้าย เขาก็ได้รับบทในละครโรงเรียนเรื่อง Spunk
หลังจากจบการศึกษา อาลีเริ่มงานการแสดงเป็นปีแรกกับคณะละคร California Shakespeare Festival ในออรินด้า แคลลิฟอร์เนีย ตามมาด้วยการตอบรับเข้าเรียนปริญญาโททางด้านการแสดงจากมหาวิทยาลัย New York University ที่เลื่องชื่อ ตอนที่เรียนอยู่ที่ NYU อาลีได้ร่วมการแสดงในเรื่อง Blues for an Alabama Sky เรื่อง The School for Scandal เรื่อง A Lie of the Mind เรื่อง A Doll’s House เรื่อง Monkey in the Middle เรื่อง The Merchant of Venice เรื่อง The New Place และเรื่อง Secret Injury, Secret Revenge ผลงานสร้างชื่อทางละครเวทีของเขายังรวมไปถึงการแสดงที่วอชิงตัน ดีซีที่โรงละคร Arena Stage ในบทบาทนำของแจ็ค เจฟเฟอร์สันเรื่อง The Great White Hope และในเรื่อง The Long Walk และเรื่อง Jack and Jill
อาลีเบนเข็มจากละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์โทรทัศน์โดยได้แสดงเป็นคุณหมอ เทรย์ แซนเดอร์สในซีรี่ส์ดราม่าเรื่อง Crossing Jordan และตามมาด้วยบทบาทในโชว์อาทิเรื่อง NYPD Blue เรื่อง Threat Matrix เรื่อง CSI: Crime Scene Investigation และเรื่อง The Haunted
ต่อมาอาลียังร่วมแสดงเป็นดาราประจำในซีรี่ส์เรื่อง The 4400 และรายการโชว์ที่ได้รับการกล่าวขวัญทางช่อง USA Network ซึ่งออกฉายเป็นเวลาถึงสามปี บทบาทที่เขาแสดงเป็นริชาร์ด ไทเลอร์ ซึ่งเป็นนักบินรบชาวเกาหลีทำให้เขามีแฟนผู้ชมจำนวนมากและได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากมายอีกด้วย

ทีมงาน

เดวิด ฟินเชอร์ (ผู้กำกับการแสดง) เริ่มงานการกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกในปี 1992 จากภาพยนตร์เรื่อง Alien 3 ในปี 1995 เขากำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Se7ven ซึ่งเป็นภาพยนตร์ดราม่าอาชญากรรมของสองนักสืบ (แสดงโดย แบรด พิตต์และมอร์แกน ฟรีแมน) สืบหาฆาตกรต่อเนื่องซึ่งมีเงื่อนงำการฆ่ามาจากบาปทั้งเจ็ด ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้มากกว่า 325 ล้านเหรียญจากทั่วโลกและหลักความคิดชื่อเรื่องและฉากของเรื่องเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ในอีกหลายปีตามมา
ในปี 1997 ฟินเชอร์กำกับการแสดงเรื่อง The Game นำแสดงโดย ไมเคิล ดัคกลาสและชอน เพนน์ เรื่องราวการผจญภัยมืดที่นำเสนอนักธุรกิจหนุ่มชาวซานฟรานซิสโกที่ได้รับของขวัญที่ไม่ธรรมดาจากน้องชายของเขา - ของขวัญที่เขาต้องกลายเป็นผู้ร่วมเล่นในเกมส์อย่างไม่เต็มใจและร้ายแรงถึงชีวิต ในปี 1999 เขาได้กลับมาร่วมงานกับแบรด พิตต์ในเรื่อง Fight Club ซึ่งนำเค้าโครงเรื่องมาจากบทภาพยนตร์ดัดแปลงจากนิยายของชัค พาลานีอัค ภาพยนตร์ซึ่งร่วมแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตันและเฮเลนน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายและได้รับการพัฒนาทางใต้ดินโดยเรื่องนี้นับว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่สามารถนำมาพัฒนาได้ในช่วงเวลานั้นทีเดียว
ในปี 2002 เขากำกับการแสดงเรื่อง The Panic Room นำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ ฟอร์เรส วิทเทคเกอร์ ดไวท์ โยอาคัมและจาเรด ลีโต้ ภาพยนตร์ยอดฮิตทางบ๊อกซ์ออฟฟิศซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคอย่างสร้างสรรค์ และมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับแม่ที่ดูแลเลี้ยงดูลูกสาวเพียงคนเดียวโดยทั้งสองต้องซ่อนตัวอยู่ในห้องนิรภัยในบ้านหลังใหม่ของเขาเมื่อตอนที่ผู้ร้ายบุกเข้ามาในบ้านเพื่อตามหาสมบัติที่หายไปของพวกมัน
ก่อนหน้าที่จะกำกับการแสดงเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button นี้ ฟินเชอร์ได้กำกับการแสดงภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง Zodiac โดยออกฉายในปี 2007 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมมากมายและได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 150 เรื่อง รวมไปถึงนิตยสาร Entertainment Weekly หนังสือ USA Today และ The Washington Post
อีริค ร็อธ เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง (บทภาพยนตร์, เนื้อเรื่อง) เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย University of California ที่ซานตา บาร์บาร่า มหาวิทยาลัย Columbia University และ UCLA เขาได้รับรางวัล Samuel Goldwyn Writing Award ในขณะที่เรียนอยู่ที่ UCLA ผลงานบทภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาคือภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต มูลลิแกนเรื่อง The Nickel Ride ซึ่งเปิดตัวออกฉายเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival ปี 1975 ภาพยนตร์บางเรื่องที่ร็อธเขียนหรือมีส่วนร่วมเขียนรวมไปถึงเรื่อง Suspect ร่วมกับ เชอร์และเดนนิส เควด เรื่อง Mr. Jones ร่วมแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์และกำกับการแสดงโดย ไมค์ ฟิคกิส เรื่อง Rhapsody in August กำกับการแสดงโดย อกิร่า คูราซาว่า เรื่อง Forest Gump ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทองและรางวัล Writers Guild Award ในฐานะ Best Adapted Screenplay เรื่อง The Horse Whisperer กำกับการแสดงโดย โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง The Insider กำกับการแสดงโดย ไมเคิล แมนน์และนำแสดงโดย อัล ปาชิโนและรัสเซล โครว์ ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลตุ๊กตาทอง และรางวัล Writer Guild Award และได้รับรางวัล Humanitas Award เขายังได้เขียนเรื่อง Ali กำกับการแสดงโดย ไมเคิล แมนน์และนำแสดงโดย วิลล์ สมิธ เขาได้ร่วมเขียนบทในภาพยนตร์ที่ได้การเสนอชื่อเข้ารับรางวัลบทภาพยนตร์เรื่อง Munich กำกับการแสดงโดย สตีเว่น สปีลเบิร์กและบทภาพยนตร์สำหรับเรื่อง The Good Shepherd ร่วมแสดงโดยแมท เดม่อน แองเจลลิน่า โจลี่และกำกับการแสดงโดยโรเบิร์ต เดอ นีโร
ในตอนนี้ร็อธกำลังทำงานภาพยนตร์เรื่อง Hatfields and McCoys ให้กับ วอร์เนอร์ บราเดอร์ส เรื่อง Extremely Loud and Incredible Close สำหรับ วอร์เนอร์ บราเดอร์สและพาราเมาท์และอีกไม่นานจะเขียนเรื่อง The Devil in the White City ให้กับพาราเมาท์ ลูกสาวของเขาคือ เวเนสซ่า ร็อธได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ในปี 2007 ในฐานะ Best Short Documentary เรื่อง Freeheld
ร็อธอยู่ที่ลอสแองเจลิสกับภรรยาคือ เดบบร้า กรีนฟิลด์ซึ่งเป็นทนายและอาจารย์ผู้สอนที่ UCLA ทางด้านพันธุกรรมและกฏหมาย เขามีลูกและหลายอย่างละห้าคน
โรบิน สไวคอร์ด (เนื้อเรื่อง) รู้จักกันดีจากผลงานของเธอในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์ (เรื่อง Memoir of A Geisha เรื่อง Little Women เรื่อง Matilda เรื่อง Shag เรื่อง The Prez Family เรื่อง Practical Magic) และเป็นผู้เขียน (เรื่อง Last Days at the Dixie Girl Café เรื่อง Criminal Minds) ก่อนหน้านี้สไวคอร์ดได้การกำกับภาพยนตร์เป็นเรื่องแรกกับ Sony Pictures Classics เรื่อง The Jane Austen Book Club ซึ่งเรื่องนี้เธอเป็นผู้เขียนดัดแปลงบทภาพยนตร์ ตอนนี้เธอกำลังทำงานร่วมกับผู้อำนวยการสร้างคือ เวนดี้ ไฟเนอร์แมน (เรื่อง Forrest Gump เรื่อง The Devil Wears Prada) สำหรับภาพยนตร์แนวโรแมนติคคอมเมดี้ให้กับบริษัทภาพยนตร์เปิดใหม่ชื่อ CBS Film เรื่อง Didn’t Like Him Anyway เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนทรงที่ไม่เต็มใจ ในอีกหลายเดือนที่กำลังจะมาถึง สไวคอร์ดจะเป็นผู้เขียนและกำกับการแสดงภาพยนตร์ตื่นเต้นสำหรับ Universal ชื่อว่า The Abili Club
โรบิน สไวคอร์ดเขียนบทร่างครั้งแรกเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ในปี 1990 นิตยสาร Premiere ให้ชื่อว่ามันเป็นหนึ่งใน Ten Best Unproduced Screenplays ตลอดระยะเวลาสิบปี สไวคอร์ดได้เขียนร่างบทที่ประสบความสำเร็จมากกว่าสิบสองเรื่อง โดยที่บทภาพยนตร์ผ่านการพัฒนาที่สตูดิโอสองแห่งภายใต้การเปลี่ยนมือไปมาของผู้กำกับการแสดงมือพระกาฬรวมทั้งผู้อำนวยการบริหารที่เอกอุก่อนที่โปรเจ็คนี้จะได้พบกับหนทางที่จะทำมันออกมาเป็นภาพยนตร์
เธอเกิดในเซาท์ คาโรไรน่า สไวน์คอร์ดโตในชนบทของนอร์ทฟลอริด้าและทางใต้ของจอร์เจีย ละครรวมไปถึงบทภาพยนตร์ของเธอเรื่อง Shag (ซึ่งได้ชื่อมาจากการแข่งขันเต้นรำทางฝั่งทะเลใต้) กลายเป็นศูนย์กลางในส่วนนี้ของโลก เธอเริ่มเขียนและทำงานภาพยนตร์สั้นในขณะที่เรียนวรรณคดีภาษาอังกฤษและการละครที่มหาวิทยาลัย Florida State University
สไวคอร์ดแต่งงานแล้วกับเพื่อนที่เขียนบทละครและเขียนบทภาพยนตร์ด้วยกันคือ นิโคลาส คาซาน พวกเขามีลูกสาวสองคนและอยู่ที่ ซานตา มอนิก้า แคลลิฟอร์เนียและเกาะ วาสฮอน วอชิงตันใน ปูเกต์ ซาวน์ด
สไวน์คอร์ดเป็นกรรมการของ Writers Guild of America, West Foundation ซึ่งเธอได้ช่วยในการเริ่มก่อตั้งโปรแกรมทางการศึกษาโดย WGA และในช่วงต้นของปีนี้เธอได้ก่อตั้งกองทุน Industry Support Fund ซึ่งจัดสรรเงินเกือบครึ่งล้านเหรียญให้กับนักเขียนสมัครเล่นที่งานของพวกเขาได้รับผลกระทบจากการสไตร์คของบรรดานักเขียนก่อนหน้านี้ เธอยังเป็นกรรมการของกองทุน Writers Guild Pension and Health Fund และก่อนหน้านี้ได้ร่วมเป็นกรรมการแต่งตั้งของกลุ่ม Center for the Study of Women in Television and Film ที่มหาวิทยาลัย San Diego State University ซึ่งมีผู้นำโดย
ด๊อกเตอร์ มาร์ธา ลอว์เซน

แคทเธอรีน เคนเนดี้ (ผู้อำนวยการสร้าง) จากประวัติการประสบความสำเร็จของเธอทำให้เธอกลายมาเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของวงการ ผลงานของเธอมีอยู่สามเรื่องที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เรื่อง E.T.: The Extra Terrestrial เรื่อง Jurassic Park และเรื่อง The Sixth Sense
ตอนนี้เคนเนดี้เป็นเจ้าของ The Kennedy/Marshall Company ซึ่งเธอก่อตั้งขึ้นพร้อมกับผู้กำกับการแสดง แฟรงค์ มาร์แชลในปี 1992 ภายใต้ชื่อของบริษัทนี้ พวกเขาได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่องอาทิเรื่อง The Sixth Sense ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับถึงหกรางวัลตุ๊กตาทอง รวมไปถึงในฐานะ Best Picture เรื่อง Seabiscuit ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับเจ็ดรางวัลตุ๊กตาทอง รวมไปถึงในฐานะ Best Picture ภาพยนตร์บันลือโลก เรื่อง Bourne ทั้งสามภาค คือ The Bourne Identity เรื่อง The Bourne Supremacy และเรื่อง The Bourne Ultimatum – ซึ่งเป็นการรวบรวมภาพยนตร์แนวตื่นเต้นของสายลับ
ก่อนหน้านี้เคนเนดี้ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อินดี้ยอดนิยมที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลเรื่อง The Diving Bell and the Butterfly ซึ่งเป็นภาพยนตร์ดัดแปลงจากความทรงจำของ ชอง-โดมินิค โบว์บี้ กำกับการแสดงโดย จูเลี่ยน ชนาเบลและเขียนโดยโรนัลด์ ฮาร์วู้ด และเรื่อง Persepolis มีเค้าโครงมาจากนิยายกราฟฟิคอัตชีวะประวัติของ มาร์เจน สตราพี เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิงที่โตขึ้นระหว่างการปฏิวัติของอิหร่าน นอกจากนี้ Kennedy/Marshal Company ยังได้อำนวยการสร้างเรื่อง The Spiderwick Chronicles มีเค้าโครงมาจากซีรี่ส์หนังสือเด็กยอดนิยม
เคนเนดี้เริ่มความสำเร็จในการร่วมงานกับ สตีเวน สปีลเบิร์กเมื่อเธอได้ทำงานเป็น Production Assistant ในเรื่อง 1941 เธอยังได้ร่วมงานต่อและได้เป็นผู้ช่วยเขาอีกในเรื่อง Raiders of the Lost Ark เป็น Associate Producer เรื่อง Poltergeist และเป็นผู้อำนวยการสร้างของเรื่อง E.T. ในขณะที่เรื่อง E.T. กลายมาเป็นประวัติการณ์ไปทั่วโลก สปีลเบิร์ก เคนเนดี้และมาร์แชลได้ร่วมกันสร้างภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Temple of Doom ซึ่งเธอและมาร์แชลอำนวยการสร้างร่วมกับจอร์จ ลูคัส การร่วมหุ้นส่วนครั้งนี้ทำให้เกิดเรื่อง Indiana Jones and the Last Crusade รวมไปถึงภาคสี่ที่ผู้ชมตั้งตาคอยเรื่อง Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ยอดนิยมทางบ๊อกซ์ออฟฟิศในช่วงซัมเมอร์ของปี 2008 ในตอนนี้เธอกำลังอำนวยการสร้างเรื่อง Tintin ซึ่งเป็นซีรี่ส์ของการ์ตูนโดยกำกับการแสดงโดย สตีเวน สปีลเบิร์กและปีเตอร์ แจ็คสันโดยมีเค้าโครงเรื่องมาจากตัวการ์ตูนที่สร้างสรรค์โดย จอร์จ เรมี่ (จากเรื่อง Herge)
ในปี 1982 เคนเนดี้ร่วมก่อตั้ง Amblin Entertainment กับสปีลเบิร์กและมาร์แชลซึ่งเธอได้อำนวยการสร้างและอำนวยการสร้างบริหารภาพยนตร์กว่าสิบสองเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Hook เรื่อง Always เรื่อง Gremlins เรื่อง Young Sherlock Holmes เรื่อง The Goonies เรื่อง Innerspace เรื่อง Batteries not Included เรื่อง Joe Versus the Valcano เรื่อง An American Tail: Fievel Goes West เรื่อง Cape Fear และเรื่อง Arachnophobia ที่แฟรงค์ มาร์แชลกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกในปี 1990
เคนเนดี้ยังได้ร่วมทีมกับสปีลเบิร์ก มาร์แชลและควินซี่ โจนส์เพื่ออำนวยการสร้างเรื่อง The Color Purple ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับถึงสิบเอ็ดรางวัลตุ๊กตาทอง ในปี 1985 รวมไปถึงในฐานะ Best Picture และร่วมกับสปีลเบิร์กและมาร์แชลในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 1985 เรื่อง Back to the Future รวมไปถึงอีกสองภาคที่ตามมา – เรื่อง Back to the Future, Part II และเรื่อง Back to the Future Part III
ในปี 1988 อีกครั้งที่เคนเนดี้ได้รับความโดดเด่นในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปีจากเรื่อง Who Framed Roger Rabbit? ซึ่งเธอได้ร่วมอำนวยการสร้างร่วมกับมาร์แชลและโรเบิร์ต วัตต์ และจากนั้นอำนวยการสร้างภาพยนตร์ของสปีลเบิร์กเรื่อง Empire of the Sun โดยร่วมกับสปีลเบิร์กและมาร์แชล ซึ่ง National Board of Review ให้ชื่อว่าเป็น Best Picture of the Year
เคนเนดี้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญโดยมีสปีลเบิร์กเป็นผู้กำกับการแสดงจากเรื่องราวดราม่าของ โฮโลคอสท์เรื่อง Schindler’s List ซึ่งได้รับถึงเจ็ดรางวัลตุ๊กตาทอง ในปี 1993 รวมไปถึงในฐานะ Best Director และ Best Picture และในปีเดียวกันนั้นเองเธอยังได้กลับมาร่วมงานกับโรเบิร์ต วัตต์เพื่ออำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องที่สองของมาร์แชลคือเรื่อง Alive
ในปี 1995 เคนเนดี้ได้อำนวยการสร้างภายใต้ชื่อของ Amblin Entertainment/Malpaso Production ภาพยนตร์เรื่อง The Bridges of Madison County กำกับการแสดงโดย คลิ้นท์ อีสต์วู้ด ต่อมาด้วยภาพยนตร์ของ Amlin Entertainment จากการกำกับการแสดงของ แจน เดอบอนท์ซึ่งเป็นภาพยนตร์ตื่นเต้นแนวแอ็คชั่นเรื่อง Twister โดยเคนเนดี้อำนวยการสร้างร่วมกับเอียน ไบรซ์ เคนเนดี้ยังรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์ที่กำกับการแสดงโดย สปีลเบิร์กเรื่อง Jurassic Park และภาคต่อมาคือ The Lost World
ในปี 1999 และปี 2000 ภาพยนตร์สามเรื่องที่อำนวยการสร้างโดย The Kennedy/Marshall Company ได้ออกฉายคือเรื่อง Snow Falling on Cedars กำกับการแสดงโดย สก๊อต ฮิคส์ เรื่อง The Sixth Sense นำแสดงโดยบรู๊ซ วิลลิสและเรื่อง A Map of the World นำแสดงโดย ซิคเกอร์นี่ วีเวอร์และจูเลี่ยน มัวร์ The Kennedy/Marshall Company ยังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ IMAX เรื่อง Olympic Glory ซึ่งออกฉายในเดือนพฤษภาคมปี 2000
ในปี 2001 เคนเนดี้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่กำกับการแสดงภาพยนตร์ของสปีลเบิร์กเรื่อง Artificial Intelligence: A.I. ร่วมกับบอนนี่ เคอร์ติสและเรื่อง Jurassic Park III กับสปีลเบิร์กและเจอราลด์ โมเลน และในปีต่อมาเธอได้อำนวยการบริหารภาพยนตร์ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลานเรื่อง Signs นำแสดงโดยเมล กิบสัน ในปี 2003 เธอได้อำนวยการสร้าง (ร่วมกับมาร์แชล แกรี่ รอสและเจน ซินเดล) ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมเรื่อง Seabiscuit ในปี 2005 เคนเนดี้และคอลิน วิลสันอำนวยการสร้างเรื่อง War of the Worlds กำกับการแสดงโดยสตีเวน สปีลเบิร์กและนำแสดงโดย ทอม ครุยส์ ก่อนหน้าในปีนั้น เคนเนดี้ได้กลับมาร่วมงานกับวิลสัน แบร์รี่ เมนเดลและสปีลเบิร์ก เพื่ออำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่สปีลเบิร์กกำกับการแสดงเรื่อง Munich ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับถึงห้ารางวัลตุ๊กตาทอง รวมไปถึงในฐานะ Best Picture
เคนเนดี้เป็นประธานของ Academy of Motion Picture Producers Branch Executive Committee และเป็นสมาชิกของกรรมการ Academy’s Board of Governors ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งหมดวาระ President of the Producers Guild of America ซึ่งแต่งตั้งเธอด้วยเกียรติยศสูงสุด สำหรับรางวัล Charlies Fitzsimons Service Award ในปี 2006 ในปี 2008 เธอและมาร์แชลได้รับรางวัล Producers Guild of America’s David O Selznick Award ในด้าน Career Achievement

ภาพยนตร์เรื่อง Raider of the Lost Ark ถือเป็นการเริ่มต้นของ แฟรงค์ มาร์เชล (ผู้อำนวยการสร้าง) ในยุคของการร่วมมือกับสตีเวน สปีลเบิร์ก, จอร์จ ลูกัสและแคทเธอรีน เคนเนดี้ การร่วมหุ้นกันเพื่อทำภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Temple of Doom เรื่อง Indiana Jones and the Last Crusade และเรื่อง Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull
ด้วยภาพยนตร์ที่มากกว่า 50 เรื่อง เป็นผลงานจากการเป็นผู้อำนวยการสร้างที่มีสายตายาวไกลของเขาในการมีส่วนช่วยให้ภาพยนตร์อเมริกันเข้ารูปเข้ารอย มาร์แชลยังเป็นผู้อำนวยการสร้างที่ผู้คนกล่าวขวัญและเป็นผู้ร่วมงานทางสาธารณะประโยชน์และการกีฬา ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อของมาร์แชลในฐานะผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยาวนานรวมไปถึงเรื่อง Poltergeist เรื่อง Gremlins เรื่อง The Goonies เรื่อง The Color Purple เรื่อง An American Tail เรื่อง Empire of the Sun เรื่อง Who Framed Roger Rabbit? เรื่อง The Land Before Time เรื่อง Back to the Future ทั้งสามภาค เรื่อง The Sixth Sense เรื่อง Seabiscuit และเรื่อง Bourne ทั้งสามภาค
ภาพยนตร์ของเขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง ต่าง ๆ มากมายหลายสาขา รวมไปถึงในฐานะ Best Picture จากเรื่อง Raiders of the Lost Ark ในปี 1982 และเรื่อง The Color Purple ในปี 1985 ซึ่งเขาได้อำนวยการสร้างร่วมกับสตีเวน สปีลเบิร์ก ควินซี่ โจนส์และภรรยาของเขาคือ แคทเธอรีน เคนเนดี้ ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทางบ๊อกซ์ออฟฟิศของเอ็ม ไนท์ ชยามาลานในปี 1999 เรื่อง The Sixth Sense โดยเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับถึงหกรางวัล ตุ๊กตาทอง และภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่อง Seabiscuit โดยเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อสำหรับเจ็ดรางวัลตุ๊กตาทองรวมไปถึงในฐานะ Best Picture อีกด้วย
ในฐานะผู้กำกับการแสดง มาร์แชลได้เป็นผู้นำในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญและประสบความสำเร็จทางบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Eight Below รวมไปถึงภาพยนตร์ตื่นเต้นเรื่อง Arachnophobia และภาพยนตร์ดราม่าจากชีวิตจริงเรื่อง Alive ภาพยนตร์การผจญภัยเรื่อง Congo ในปี 1995 และมินิซีรี่ส์ทางช่อง HBO ที่ได้รับรางวัล Emmy Award เรื่อง From the Earth to the Moon
มาร์แชลเริ่มงานอาชีพในวงการบันเทิงโดยเป็นผู้ช่วยของ ปีเตอร์ บ็อคดาโนวิชในภาพยนตร์คลาสสิคเรื่อง Targets จากนั้นเขาได้รับการขอร้องโดย บ็อคดาโนวิชในรับหน้าที่เป็น Location Manager สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Last Picture Show และเรื่อง What’s Up, Doc? ก่อนจบการศึกษามาเป็น Associate Producer ให้กับภาพยนตร์ห้าเรื่องต่อมาของเขารวมไปถึงเรื่อง Paper Moon และเรื่อง Nickelodeon
มาร์แชลรับหน้าที่เป็น Line Producer ให้กับมาร์ติน สกอร์เซสซี่เรื่อง The Last Waltz ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญทางด้านสารคดีทางดนตรีสำหรับวง The Band จากนั้นเขาก็ได้เริ่มร่วมงานกับผู้กำกับการแสดง วอลเตอร์ ฮิลล์ในภาพยนตร์สองเรื่อง โดยรับหน้าที่เป็น Associate Producer ในเรื่อง The Driver จากนั้นเป็นผู้อำนวยการบริหารเรื่อง The Warriors โดยทั้งสองเรื่องได้รับความสำเร็จจากบรรดาผู้ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ มาร์แชลยังได้รับหน้าที่เป็น Line Producer ให้กับภาพยนตร์ที่เป็นเหมือนตำนานและยังไม่เสร็จสมบูรณ์ของ ออร์ซัน เวลเลสเรื่อง The Other Side of the Wind ซึ่งเขาได้กลับไปร่วมงานเป็นระยะ ๆ ในช่วงปี 1971 จนถึงปี 1976
การร่วมทำงานที่ประสบความสำเร็จและยาวนานกับสตีเวน สปีลเบิร์กและเคนเนดี้เริ่มในปี 1981 จากภาพยนตร์เรื่อง Raider of the Lost Ark ตามมาด้วยการสร้างเรื่อง E.T.: The Extra Terrestrial (ซึ่งเขาได้รับหน้าที่เป็น Production Supervisor) และเรื่อง Poltergeist (เขาอำนวยการสร้าง) ในปี 1981 โดยทั้งสามได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์เรื่อง Amblin Entertainment ในระหว่างการทำงานของเขาที่ Amblin มาร์แชลได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อาทิผลงานของ เควิน เรย์โนลด์เรื่อง Fandango ภาพยนตร์ของ แบร์รี่ เลวินสันเรื่อง Young Sherlock Holmes ผลงานของ โจ ดังเต้เรื่อง Gremlins ผลงานของ โรเบิร์ต ซิมิคิสเรื่อง Back to the Future ทั้งสามภาคและเรื่อง Who Framed Roger Rabbit และผลงานของสปีลเบิร์กเรื่อง Always เรื่อง Hook และเรื่อง Empire of the Sun รวมไปถึงผลงานการกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกของเขาคือเรื่อง Arachnophobia
มาร์แชลลาออกจาก Amblin ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 1991 เพื่อมาสานต่องานกำกับการแสดงและได้ก่อตั้ง Kennedy/Marshal Company ร่วมกับ แคทเธอรีน เคนเนดี้ ผลงานการสร้างของบริษัทรวมไปถึงภาพยนตร์ที่หลากหลายอาทิเรื่อง The Indian in the Cupboard กำกับการแสดงโดยแฟรงค์ อ๊อซ เรื่อง Snow Falling on Cedars กำกับการแสดงโดย สก็อต ฮิคส์ เรื่อง A Map of the World นำแสดงโดย ซิคเกอร์นี่ วีฟเวอร์และจูเลี่ยน มัวร์ เรื่อง The Sixth Sense นำแสดงโดย บรูซ วิลลิสและฮาเลย์ โจเอล ออสเมนท์ เรื่อง Olympic Glory ซึ่งเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิค ภาพยนตร์ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลานเรื่อง Signs เรื่อง Seabiscuit ซึ่งเป็นเรื่องจริงแนวดราม่าเค้าโครงมาจากหนังสือขายดีของ ลอร่า ฮิลเลนแบรน กำกับการแสดงโดย แกร์รี่ รอส และภาพยนตร์บันลือโลกสามเรื่อง ได้แก่ เรื่อง Bourne นำแสดงโดย แมตต์ เดมอน เรื่อง Bourne Identity กำกับการแสดงโดย ดัค ลิม่า เรื่อง The Bourne Supremary และเมื่อปีที่แล้วคือเรื่อง The Bourne Ultimatum โดยทั้งสองเรื่องนี้กำกับการแสดงดดย พอล กรีนกราส
Kennedy/Marshall Company อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Spiderwick Chronicles โดยมีเค้าโครงเรื่องมาจากซีรี่ส์หนังสือเด็กยอดนิยมเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกนิทานที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเรา เรื่อง The Driving Bell and the Butterfly ภาพยนตร์ดัดแปลงที่ได้รับการกล่าวขวัญของ ชอง โดมินิค โบบี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำที่เคลื่อนไหวกำกับการแสดงโดยศิลปินและผู้สร้างที่มีชื่อเสียงคือ จูเลี่ยน ชนาเบลและเขียนโดยโรนัลด์ ฮาร์วูดเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองโดยเรื่องนี้ชนาเบลได้รับรางวัลในฐานะ Best Director ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival และได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลตุ๊กตาทอง ภาพยนตร์ภาคภาษาอังกฤษของการ์ตูนฝรั่งเศสเรื่อง Persepolis ซึ่งมีเค้าโครงมาจากการ์ตูนชีวะประวัติของ มาร์เจน ซาตราปี้เกี่ยวกับเด็กสาวที่โตขึ้นในระหว่างการปฏิวัติของอิหร่านซึ่งได้ร่วมเข้าชิงสำหรับ Jury Prize ที่งานเมือง คานส์และได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะ Best Animated Film และเรื่อง Crossing Over กำกับกาแสดง เวนห์ เครเมอร์
ภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายสำหรับการสร้างของ Kennedy/Marshall คือเรื่อง Roving Mars ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดี IMAX เกี่ยวกับการสำรวจของ Red Planet ซึ่งเขาได้อำนวยการสร้างร่วมกับผู้กำกับการแสดง จอร์จ บัตเลอร์
เขาเป็นชาวแอลเอและเป็นลูกชายของแจ๊ค มาร์แชลนักประพันธ์เพลง มาร์เชลเดินทางข้ามประเทศในขณะเป็นนักศึกษาที่ UCLA และเป็นฟุตบอลของมหาวิทยาลัยถึงสามปี เขาได้ผสมผสานความหลงใหลทางด้านดนตรีและกีฬา โดยเขาและสตีฟ สก๊อต ซึ่งเป็น Miler ของอเมริกันได้ก่อตั้งการแข่งขัน Rock N Roll Marathon ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1998 ในซานดิเอโก้ซึ่งเป็นการแข่งขันมาราธอนครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นเวลากว่าทศวรรษ มาร์แชลเป็นสมาชิกของ United State Olympic Committee และในปี 2005 ได้รับรางวัลทรงเกียรติคือ Olympic Shield ตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของ USA Gymnastics Board of Directors และเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมามาร์แชลได้จารึกชื่อใน U.S. Olympic Hall of Fame ในตอนนี้เขาเป็นกรรมการของ Los Angeles Sport Council ของ Athletes for Hope และ The Governor’s Council on Physical Fitness รวมไปถึง Co-Chairman ของ Mentor LA ทั้งยังเป็นสมาชิกของสมาคม UCLA Foundation Board of Governors เขายังได้รับรางวัล American Academy of Achievement Award รางวัล UCLA Alumni Professional Achievement Award และรางวัล California Mentor Initiative’s Leadership Award โดยเขาและเคนเนดี้ได้รับรางวัล Producer Guild of America’s David O. Selznick Award ในฐานะ Career Achievement ในปี 2008
ซีแอน ชาฟฟิน (ผู้อำนวยการสร้าง) ก่อนหน้านี้ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สี่เรื่องของเดวิด ฟินเชอร์ตั้งแต่เมื่อเขาทั้งสองได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนและร่วมงานกันในภาพยนตร์โฆษณาเครื่องดื่ม Japanese Coca-Cola ในปี 1992 ซึ่งเธออำนวยการสร้างและเขาเป็นผู้กำกับเรื่อง The Game ในปี 1997 เป็นภาพยนตร์ผจญภัยแนวดราม่านำแสดงโดยไมเคิล ดัคกลาสและชอน เพนน์เกี่ยวกับนักการเงินผู้ซึ่งได้รับของขวัญวันเกิดเจ้าปัญหาจากพี่ชายที่กลายมาเป็นสิ่งครอบงำชีวิตของเขา ภาพยนตร์คลาสสิคเรื่อง Fight Club นำแสดงโดย แบรด พิตต์ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตันและเฮเลนน่า บอนแฮม คาร์เตอร์โดยมีเค้าโครงมาจากชัค พาลานิอัคเรื่อง Panic Room ภาพยนตร์ตื่นเต้นร่วมแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ ฟอร์เรสต์ วิทเทคเกอร์ จาเรด เลโต้และดไวท์ โยอาคัมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายสามคนที่บุกเข้าไปในแมนชั่นเพื่อหาสมบัติที่หายไปในขณะที่แม่และลูกสาวต้องซ่อนตัวอยู่ในห้องนิรภัย เรื่อง Zodiac เป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องของซานฟรานซิสโกนำแสดงโดย โรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์และเจค กิลเลนฮาลล์
ชาฟฟิน ยังได้อำนวยการสร้างวิดีโอสองเรื่องที่ได้รับรางวัล Grammy Award ผลงานของ มาร์ค โรมาเนคเรื่อง Scream และจากไมเคิลและเจเน็ตและเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง Love is Strong โดย โรลลิ่ง สโตน
ช่างภาพและกูรูผู้ริเริ่มทางด้านแสดงที่เปี่ยมความสามารถคือ คลอริโอ มิแรนด้า (ผู้กำกับภาพ) โดยได้รู้จักกับเดวิด ฟินเชอร์ตั้งแต่ปี 1985 จากงานเรื่องแรกของเขาโดยเป็น Stage Manager เป็นช่างไฟและเป็น Best Boy เขาได้ย้ายร่วมงานกับฟินเชอร์ในเรื่อง The Game ตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง Fight Club ในปี 1999 ในงานปิดกล้องของภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button มิแรนด้าได้รับรางวัล (tongue-in-cheek) ในฐานะ Longevity Award สำหรับความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับผู้กำกับการแสดงท่านนี้ เขายังได้ร่วมงานกับโทนี่ สก๊อตเรื่อง Crimson Tide เรื่อง The Fan เรื่อง Enemy of the State
การปฏิบัติงานอย่างไม่มีการผิดพลาดและความรู้ทางด้านเทคนิคทำให้มิแรนด้าโดดเด่นในสถานภาพของเขาในฐานะช่างภาพที่เป็นที่ต้องการ งานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance Film Festival ของปี 2005 ภาพยนตร์เรื่อง A Thousand Roads กำกับการแสดงโดย คริส อายร์เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้มิแรนด้าได้รับความเชื่อถือและรับเกียรติทางด้านงานถ่ายภาพของเขาในฐานะภาพยนตร์ DP ที่น่าดู
หลังจากฝึกฝนงานทางการปรับเปลี่ยนด้านแสงในภาพยนตร์แอ็คชั่น มิแรนด้าได้รับรางวัลในฐานะ Best Cinematography ทั้งทางด้านซ้าน ด้านขวาและตรงกลางของงานโฆษณาและมิวสิควิดีโอ ภาพจากงานโฆษณาที่เขาถ่ายทำได้ตรึงตาตรึงใจผู้ชมหลังจากหมดการออกฉาย เขาได้รับรางวัล AICP และรางวัล Clio สำหรับงานโฆษณา เทนนิสของ โพคารี่ในปี 2002 รางวัล Clio for Xelebri ในปี 2004 และรางวัล AICP สำหรับเบียร์ไฮเนคเกนในปี 2005 รวมไปถึงรางวัล MVPA สำหรับคลิปของบียองเซ่ (ภาพยนตร์ของชอนเพนน์) ในปี 2004
เขาเป็นลูกชายของสถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายใน มิแรนด้าเริ่มเรียนที่วิทยาลัย Los Angeles และเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าการศึกษาที่หลากหลายนี้ไม่ได้เหมาะสมกับเขา เขาไม่ต้องการมีชีวิตนั่งโต๊ะ นอกจากนั้นงานที่เขาทำเป็น Stage Manager ยังน่าสนใจมากกว่า เขาหยุดเรียนจริงจังในปี 1994 เมื่อ ดาริอุซ วอลสกี้ได้มอบหมายงาน Chief Lighting Technician ให้กับเขาในผลงานภาพยนตร์ของ อเล็กซ์ โปรยาสเรื่อง The Crow
เขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการสนับสนุนของเพื่อน ๆ ร่วมงาน มิแรนด้าเล่าว่าเขาได้รับการเสนองานที่ก้าวกระโดดทางงานสายอาชีพของเขา เขาไม่ได้จับกล้องมาเลยเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นและเขาไม่เคยนึกฝันกับการเป็นสตีเวน สปีลเบิร์ก เขาเล่าว่าเขาประหลาดใจกับงานที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและมีผลงานที่ใช้ความสามารถทางด้าน DP ในงานของเขา
มิแรนด้าได้พัฒนารูปลักษณ์ของโลกความเป็นธรรมชาติมากกว่าที่จะเป็นในรูปแบบของภาพยนตร์ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากรูปลักษณ์ของความไม่สมบูรณ์ในส่วนประกอบนั้น โดยบ่อยครั้งที่เขาเลือกใช้แสงที่ทำให้จุดเด่นดูด้อยลงไปเล็กน้อยเมื่อออกมาในจอ
มิแรนด้าอยู่ที่ลอสแองเจลิสกับแฟนสาวคือ เคลลี่และโซเฟียลูกสาวที่เขาถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม Dattner Dispoto and Associates เป็นตัวแทนของเขา

โดนัลด์ เกรแฮม เบิร์ต (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) ได้ออกแบบภาพลักษณ์ของภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 11 เรื่อง รวมไปถึงการร่วมงานเป็นครั้งแรกของเขากับผู้กำกับการแสดง เดวิด ฟินเชอร์ในภาพยนตร์เรื่อง Zodiac
เขาได้เคยร่วมงานกับ เวนห์ แวงในภาพยนตร์หลายเรื่องเริ่มจากเรื่อง The Joy Luck Club ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับความนิยมโดยมีเค้าโครงมาจากนิยายขายดีของ เอมี่ แทนและเป็นงานแรกที่เบิร์ตรับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบฉาก เขายังได้ร่วมทำงานในภาพยนตร์ของแวงในปี 2005 เรื่อง Because of Winn-Dixie นำแสดงโดย เจฟฟ์ แดเนี่ยล ซิสลี่ ไทสันและอีวา มารี เซนต์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิงที่โดนแม่ของเธอทิ้งไปและต้องอยู่กับพ่อในฟลอริด้า ภาพยนตร์ของแวงเกี่ยวกับดราม่าที่เวกัสในปี 2001 เรื่อง The Center of the World นำแสดงโดย ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด และภาพยนตร์คอมมิดี้ดราม่าเกี่ยวกับแม่และลูกสาวเรื่อง Anywhere But Here ในปี 1999 นำแสดงโดย ซูซาน ซาเรนดอน และนาตาลี พอร์ตแมน เขาได้รับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบฉากให้กับภาพยนตร์สารคดีผลงานของเดวิส กัคเคนไฮม์เรื่อง It Might Get Loud การมองเห็นกีตาร์ไฟฟ้าจากนักดนตรีร๊อควง The Edge จิมมี่ เพจและแจ๊ค ไวท์
เบิร์ตยังได้ออกแบบฉากสำหรับภาพยนตร์สองเรื่องของ จอห์น สมิธในปี 1998 เป็นเรื่องดราม่าชื่อ A Cool Dry Place ร่วมแสดงโดย วินซ์ วอห์นและโจอี้ ลอว์เรน อดัมส์และผลงานวชีวะประวัติของเขาเองเรื่อง Dangerous Minds ในปี 1995 นำแสดงโดย มิเชล ไฟเฟอร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อดีตครูสอนวิชาทางทะเลผู้ซึ่งได้ดัดนิสัยเด็ก ๆ ที่อยู่ในเมือง เรื่องนี้ทำให้เขาได้ร่วมงานกับไฟเฟอร์เป็นครั้งที่สอง โดยไฟเฟอร์ยังได้ร่วมแสดงในผลงานการกำกับการแสดง ปีเตอร์ โคมินสกี้ ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง White Oleander ในปี 2002 ร่วมแสดงโดย โรบิน ไรท์ เพนน์ เรอเน่ เซลวิคเกอร์ และอลิสัน โลห์แมน
ผลงานสร้างชื่อเรื่องอื่น ๆ ของเขายังรวมไปถึงภาพยนตร์ตื่นเต้นที่ได้รับการกล่าวขวัญของไมค์ นิวเวลล์เรื่อง Donnie Brasco นำแสดงโดย อัล ปาชิโน่และจอห์นนี่ เดปป์

เคิร์ก แบ็กซเตอร์ (ผู้ลำดับภาพ) เกิดและโตในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาได้เริ่มงานในวงการภาพยนตร์โดยเป็น Runner ให้กับบริษัทผลิตโฆษณาท้องถิ่นที่มีผู้กำกับการแสดงหลายคนร่วมทำงานด้วย มีแผนกกล้องที่ใหญ่โต มีช่างไฟฟ้าและแผนกตัดต่อที่เต็มรูปแบบ เขาได้ร่วมกับงานมาแล้วกับทุกแผนก จากการยอมรับของแบ๊กซ์เตอร์เองว่า “ตกหลุมรักการลำดับภาพและไม่เคยมีตามองนอกลู่นอกทางอีกเลย”
เมื่ออายุได้ 18 เขาก็รับหน้าที่เป็น Assistant Editor อย่างเต็มตัว โดยได้ฝึกทำงานกับภาพยนตร์ ภายในระยะเวลาสองปีเขาก็เริ่มลำดับภาพภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับการเกิดขึ้นของ AVID และการลำดับภาพระยะสั้น ด้วยความตื่นเต้นไม่มากนักที่เกิดขึ้นกับวงการภาพยนตร์ของออสเตรเลีย แบ็กซ์เตอร์ก็มุ่งเน้นทำงานให้กับภาพยนตร์โฆษณา ต้องขอบคุณบิดาของเขาที่มีเชื้อสายสก๊อต หนังสือเดินทางชาติอังกฤษของแบ๊กซ์เตอร์ทำให้เขาได้ย้ายมาอยู่ที่ลอนดอนเมื่ออายุได้ 23 และได้ค้นหา – และค้นพบ – โอกาสที่ดีกว่าและใหญ่ยิ่งกว่า หลังจากการทำงานห้าปีในลอนดอนลำดับภาพภาพยนตร์โฆษณาตัวท้อปของอังกฤษในช่วงเวลานั้น แบ็กซ์เตอร์ก็ได้ย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คซิตี้และได้ร่วมเปิดบริษัทลำดับภาพภาพยนตร์โฆษณาชื่อว่า Final Cut ไม่นานนักเขาก็ได้เดินทางมายังลอสแองเจลิสเป็นเวลาหลายเดือนในแต่ละช่วงเพื่อทำงานลำดับภาพ เพื่อที่จะดูแลงานที่อยู่ในแอล เอ แบ็กซ์เตอร์รับงานนอกบริษัทลำดับภาพชื่อ Rock Paper Scissors (RPS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย แองกัส วอลล์ การรวบรวมประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในการทำงานกับวอลล์ - และความมั่นคงของวงการภาพยนตร์ในแอลเอ – ทำให้แบ๊กซ์เตอร์ย้ายมาอยู่ที่ลอสแองเจลิสและร่วมทำงานกับบริษัท RPS ในระหว่างการลำดับภาพเรื่อง Zodiac วอลล์ได้แนะนำเดวิด ฟินเชอร์ ให้รู้จักกับแบ็กซ์เตอร์และเขาก็ได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่ลำดับภาพในบางฉาก “นั่นมันกว่าสองปีมาแล้วครับ และผมก็ไม่ค่อยจะได้ไปไกลจากห้องตัดต่อของฟินเชอร์สักเท่าไร แองกัสและผมได้ทำงานร่วมกันลำดับภาพเรื่อง Benjamin Buttonครับ ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนตัดต่อที่โชคดีที่สุดในโลก มันเป็นภาพยนตร์ชิ้นเอก ผมจะต้องชื่นชมกับโอกาสนี้ไปจนตาย”
แองกัส วอลล์ (ผู้ลำดับภาพ) เป็นผู้ลำดับภาพและเป็นผู้ก่อตั้งของ Rock Paper Scissors ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการลำดับภาพให้กับบรรดาผู้กับการแสดงและ
เอเยนซี่บริษัทโฆษณาและ A52 ซึ่งเป็นบริษัททำเทคนิคเอ็ฟเฟค
วอลล์ได้สร้างสรรค์การลำดับภาพทั้งในลอสแองเจลิสสำหรับงานภาพยนตร์ทั้งจอเงินและจอแก้ว Rock Paper Scissor ในปี 1992 และ A52 ในปี 1997 หลังจากลาออกจาก Propoganda Film ในปี 1992 ที่เขาได้ทำงานมาถึงห้าปี Propoganda ได้ร่วมก่อตั้งโดย เดวิด ฟินเชอร์ซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button
วอลล์ยังได้ทำงานให้กับฟินเชอร์อย่างต่อเนื่องนอก Propoganda เขาลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ดราม่าอาชญากรรมของฟินเชอร์ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องที่เลวทรามเรื่อง Zodiac และภาพยนตร์ตื่นเต้นเรื่อง Panic Room เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลำดับภาพให้กับฟินเชอร์ในเรื่อง Fight Club และลำดับภาพไตเติ้ลหลักให้กับภาพยนตร์แนวตื่นเต้นของฟินเชอร์เรื่อง Se7en เขายังได้ลำดับภาพผลงานของจอห์น วูเรื่อง Hostage และทำภาพยนตร์ตัวอย่างและโฆษณาผลงานของจอร์จ ลูคัสเรื่อง Star Wars: Episode I – The Phantom Manace ในปี 1999
นอกจากนี้เขายังได้ลำดับภาพภาพยนตร์โฆษณากว่าร้อยเรื่องสำหรับบริษัท
ต่าง ๆ ทั่วโลกรวมไปถึงโฆษณาเบียร์ Heineken ร่วมกับแบรด พิตต์และอุปกรณ์กีฬา Nike ชุด Speedchain ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้กำกับการแสดงโดย ฟินเชอร์ เขาได้รับรางวัล Emmy Award สำหรับไตเติ้ลเรื่อง Carnivale ซึ่งเขาได้ออกแบบและกำกับการแสดง ผลงานภาพยนตร์โฆษณาสร้างชื่อของเขายังรวมไปถึงผลงานของ Miller เรื่อง Alternative Fuel กำกับการแสดงโดย เออรัล มอร์ริส รองเท้า Nike เรื่อง Y2K กำกับการแสดงโดย สไปค์ จอนซ์ นาฬิกา Timex ชื่อ Kung Fu โดยผู้กำกับการแสดง ทิม เบอร์ตันและกางเกง Levi ชุด Second Day กำกับการแสดงโดย กัส แวง แซงต์

แจ็คเกอลีน เวสต์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ก่อนหน้านี้ได้ร่วมงานกับผู้กำกับการแสดง เทอร์เรนซ์ มาลิคในภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายเรื่อง Tree of Life นำแสดงโดย แบรด พิตต์และชอน เพนน์ ก่อนหน้านั้นเขาได้ทำงานกับมาลิคและแจ็ค ฟิสค์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบฉากในภาพยนตร์เรื่อง The New World
ล่าสุดนี้ เวสต์ได้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ดราม่าอาชญากรรมผลงานของ เควิน แมคโดนัลด์เรื่อง State of Play นำแสดงโดย ราเชล แมคอดัมส์ รัสเซล โครว์ เบน เอฟเฟลคและเฮเลน เมอร์เรน เธอยังได้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของ โอลิเวอร์ เฮิร์ชบิเกลเรื่อง Invasion และผลงานของท้อดด์ โรบินสันเรื่อง Lonely Hearts นำแสดงโดยจอห์น ทราโวลต้าและ เจมส์ แกนโดลฟินี่ จาเรด ลีโต สก๊อต คานน์และลอร่า เดิร์น
ในตอนต้นแล้วเวสต์ตั้งใจจะเป็นหมอ แต่หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University of California ที่เบิร์กลี่ย์ เธอก็ได้ตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของแม่และกลายมาเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จากปี 1988 ถึง 1997 เวสต์ดูแลบริษัทของเธอเองและออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมในประเทศ เธอยังเปิดร้านขายปลีกหลายร้านและออกขายในห้างสรรพสินค้า Berney ที่นิวยอร์คและญี่ปุ่น
เวสต์ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง และรางวัล BAFTA สำหรับการออกแบบเครื่องแต่งกายย้อนยุคในงานชีวะประวัติของฟิลิป คอฟแมนซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ มาร์ควิส เดอ เซด เรื่อง Quills นำแสดงโดย เจฟฟรี่ รัช เคธ วินสเล็ตและโจอาควิน ฟีนิกซ์ เวสต์กระโจนเข้าหาวงการภาพยนตร์โดยเป็น Creative Consultant ให้กับงานของ คอฟแมนเรื่อง Henry & June และเริ่มงานการออกแบบเครื่องแต่งกายครั้งแรกในงานของคอฟแมนเรื่อง Rising Sun นำแสดงโดย ชอน คอนเนอรี่ และเวสลี่ สไนป์ ตั้งแต่นั้นเธอก็เริ่มออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์อีกมากมายอาทิ เรื่อง The Ganger Sisters นำแสดงโดย ซูซาน ซาเรนดอน และโกลดี้ ฮอวน์ เรื่อง Leo นำแสดงโดย โจเซฟ เฟียนส์และอลิซาเบธ ชูว์ และเรื่อง The League of Extraordinary Gentlemen นำแสดงโดย ชอน คอนเนอรี่

อเล็กซานเดร เดสพลาท (ดนตรี) ได้แต่งเพลงให้ภาพยนตร์ยุโรปมากกว่า 50 เรื่อง และยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Cesar Award ถึงสองรางวัล เขาได้เริ่มงานกับภาพยนตร์ฮอลลิวู้ดในปี 2003 ด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Girl with the Pearl Earring นำแสดงโดย สการ์เล็ต โจแฮนสันและคอลลิน เฟิร์ธซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัล BAFTA และรางวัล European Film Awards ชื่อเสียงของเขาได้รับการเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นเมื่อเขาได้แต่งเพลงให้กับภาพยนตร์ผลงานของ โจนาธาน กลาเซียเรื่อง Birth นำแสดงโดย นิโคล คิดแมน และตามมาด้วยเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Upside of Anger นำแสดงโดย โจแอน อัลเลนและเควิน คอสเนอร์ เรื่อง Hostage นำแสดงโดย บรูซ วิลลิสและสติเฟน กาฮานเรื่อง Syriana อำนวยการสร้างโดย สตีเวน โซเดอร์เบิร์กและนำแสดงโดย จอร์จ คลูนี่ย์และแมตต์ เดม่อนซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่อง The Queen กำกับการแสดงโดย สตีเฟน ฟรีอาและนำแสดงโดย เฮเลน เมอร์เรน ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง เป็นครั้งแรกและรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่สาม ในปีเดียวกันนั้นเอง เขายังได้รับการเสนอชื่อและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสำหรับงานเพลงในเรื่อง The Painted Veil นำแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตันและนาโอมี วัตต์
ในปี 2007 เดสพลาท ได้แต่งเพลงให้กับเรื่อง Mr. Magorium’s Wonder Emporium นำแสดงโดย ดัสติน ฮอฟแมนและนาตาลี พอร์ตแมน เรื่อง The Golden Compass นำแสดงโดย นิโคล คิดแมนและเดเนี่ยล เคร็คซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเค้าโครงมาจากเรื่องไตรภาคชื่อ His Dark Materials โดย ฟิลิป พูลแมน และเรื่อง Lust, Caution ให้กับอัง ลี ผู้กำกับการแสดงเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะเสร็จงานแต่งเพลงให้กับผลงานของ เทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง The Tree of Life นำแสดงโดยแบรด พิตต์และชอน เพนน์
นอกจากตารางงานทำเพลงที่วุ่นวายให้กับวงการฮอลลีวู้ด เดสเพลทยังได้ให้เวลาและความสามารถให้กับภาพยนตร์ยุโรปที่ได้รับการคัดเลือกบางเรื่อง หนึ่งในงานเพลงล่าสุดของเขาจากเรื่อง The Beat that My Heart Skipped ทำให้เขาได้รับรางวัล Silver Bear ในฐานะ Best Score ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival และรางวัล Cesar Award
มารดาของเดสเพลทเป็นชาวกรีกและบิดาเป็นชาวฝรั่งเศสโดยได้พบกันในระหว่างเรียนวิทยาลัยด้วยกันที่เบิร์กลี่ย์ในอเมริกา เดสเพลสพูดได้หลายภาษาและได้รับการฝึกฝนทางด้านคลาสสิคแต่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับแจ๊ซอย่างอเมริกันและเพลงประกอบภาพยนตร์มากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ดนตรีของเขาสร้างสรรค์ความสดใหม่และไม่มีใครเหมือนโดยเป็นเสียงใหม่ของดนตรีประกอบภาพยนตร์
เช่นเดียวกับ เดวิด ฟินเชอร์ โจเซฟ โคซินสกี้และผู้กำกับการแสดงชั้นนำท่านอื่น ๆ ที่ได้เคยร่วมทำงานมาแล้วกับ อีริค บาร์บาแห่ง Digital Domain (หัวหน้าฝ่ายวิชวล เอ็ฟเฟค) เขาทำงานอย่างมีความสุขให้กับโลกของภาพยนตร์และวงการโฆษณา ผลงานวิชช่วลเอฟเฟคที่สร้างชื่อของเขายังรวมไปถึงเรื่อง The Fifth Element เรื่อง Supernova และเรื่อง Zodiac และโฆษณาอีกหลายตัวสำหรับเบียร์ Heineken รถยนต์ Jaquar รถยนต์ Lexus และอีกหลายยี่ห้อชั้นนำมากมาย
ในปี 2003 บาร์บาได้ดูแลงานเทคนิคเอ็ฟเฟคให้กับโฆษณาที่กำกับการแสดงโดย ฟินเชอร์สำหรับรองเท้า Addidas ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมาย ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ทำงานให้กับภาพยนตร์และโฆษณาทุกเรื่องของฟินเชอร์รวมไปถึงมิวสิควิดีโอชุด Nine Inch Nails โฆษณาของรองเท้า Nike โทรศัพท์มือถือ Motorola อุปกรณ์ HP และอื่น ๆ อีกมาก ภาพยนตร์เรื่อง Zodiac และเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button บาร์บาได้ดูแลตัวตนของเบนจามิน บัตทันตั้งแต่เป็นแนวคิด การพัฒนาและการเข้าไปสร้างสรรค์การใช้ดิจิตัลทางมนุษย์ที่ใช้ทดสอบในปี 2004 ที่ช่วยในการขายงานโปรเจ็คนี้ให้กับสตูดิโอ บาร์บายังได้กำกับการแสดงโฆษณาเองรวมไปถึงแคมเปญและสปอตของ American Express รองเท้า Nike และรถยนต์ Honda ก่อนหน้าที่จะทำงานที่ Digital Domain ในปี 1996 บาร์บาได้ทำงานกับ Amblin Imaging ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ให้กับงานโชว์หลายชุดรวมไปถึงชุด SeaQuest DSV ชุด Star Trek: the Next Generation ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล Emmy Award เรื่อง Star Trek Voyager และอื่น ๆ อีกมาก เขาจบการศึกษาจากสถาบัน Art Center College of Design
เกร็ค แคนนอม (ผู้แต่งหน้าเทคนิคพิเศษ) มีผลงานมากกว่า 100 เรื่องทางจอเงินและจอแก้ว ภาพยนตร์ที่ทำชื่อเสียงรวมไปถึงเรื่อง The Howling เรื่อง Cocoon เรื่อง The Lost Boys เรื่อง Star Trek VI เรื่อง The Undiscovered Country เรื่อง Alien เรื่อง The Shadow เรื่อง The Mask เรื่อง The Insider เรื่อง Hannibal เรื่อง Roommates เรื่อง America’s Sweethearts เรื่อง Ali เรื่อง The Singing Detective เรื่อง Pirates of the Carribean: The Curse of the Black Pearl เรื่อง Master and Commander เรื่อง The Far Side of the World เรื่อง The Passion of the Christ เรื่อง Van Helsing เรื่อง White Chicks เรื่อง The Life and Death of Peter Sellers เรื่อง Forever Young เรื่อง Big Mama’s House เรื่อง Babel และเรื่อง Chaos Theory เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง สำหรับงานของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Hook เรื่อง Hoffa เรื่อง Roommates เรื่อง Titanic เรื่อง Bicentennial Man และเรื่อง A Beautiful Mind เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ในฐานะ Best Makeup สำหรับเรื่อง Bram Stoker’s Dracula ร่วมกับไมเคิล เบิร์กและแมทธิว ดับบลิว มังเกิ้ลและเรื่อง Mrs. Doubtfire ร่วมกับ วี นีลและโยลันด้า ทูสเซียง เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สำหรับ Technical Achievement Award พร้อมกับ เวสลี่ย์ วอฟฟอร์ดสำหรับการพัฒนาซิลิโคนแต่งหน้าแบบพิเศษสำหรับวงการภาพยนตร์
 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด