หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
 Transformers: Revenge of the Fallen (2009)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "Transformers: Revenge of the Fallen"
 
งานสานต่อ
แซม วิทวิคกี้ค้นพบบางอย่างเกี่ยวกับจุดกำเนิดของหุ่นทรานส์ฟอร์มเมอร์และประวัติความเป็นมาของพวกเขาบนโลก หลังจากที่เขาได้เห็นภาพจากชิ้นส่วนที่ยังเหลืออยู่ของออลล์สปาร์ค พวกดีเซ็ปติคอนส์ที่ชั่วร้ายต้องการจับตัวแซมเพื่อล้วงข้อมูลดังกล่าว การต่อสู้ครั้งสำคัญของออโต้บ็อทส์และดีเซ็ปติคอนส์จึงอุบัติขึ้นที่พีรามิดที่เมืองกีซ่า
ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า อธิบายว่าเนื้อหาในหนังเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการสร้างพีรามิดเหล่านี้ขึ้นมา โดยพวกเขาได้โยงผูกเรื่องของหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์เข้ากับยุคเริ่มต้นของอารยธรรมต่างๆ “เหล่าฮีโร่ของเรามาลงเอยกันที่นี่ เพราะแผนการร้ายของดีเซ็ปติคอนส์”
ยิ่งไปกว่านั้น อักษรอียิปต์โบราณที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับเฮลิคอปเตอร์และยานพาหนะอื่นๆ ที่เห็นกันในปัจจุบัน ได้รับการอธิบายในหนังเรื่องนี้ว่าเป็นตัวอักษรที่บรรยายถึงพวกไซเบอร์ทรอเนียนโบราณที่เคยมาเยือนโลก
ผู้กำกับไมเคิล เบย์ได้อธิบายถึงการต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นในหนังภาคแรก ณ เมืองมิสชั่นซิตี้ ว่าการทำศึกครั้งใหญ่คราวนั้นกลับไม่ได้ทำให้พวกหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์เป็นที่รู้จักในหมู่ประชากรโลกอย่างที่ควรจะเป็น “ทุกคนต่างเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป มันคือสิ่งที่สมจริง เหมือนกับหลังเกิดสึนามิไปสองอาทิตย์ ก็ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์นั้นกันอีก มันประหลาดมากทีเดียว เราเลยตัดสินใจที่จะทำแบบเดียวกันนั้นกับทรานส์ฟอร์เมอร์ รัฐบาลก็เอาแต่พูดถึงเรื่องของกองทัพ บอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเรื่องโจ๊ก และประชาชนเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาเห็นอะไรกันแน่”
โรเบอร์โต้ ออร์ซี่ หนึ่งในมือเขียนบทของหนัง บอกว่าเหตุการณ์ ฟีนิกซ์ไลต์ส คือแรงบันดาลใจในการปั้นเรื่องว่าหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ยังคงสามารถเก็บตัวเป็นความลับหลังจากเกิดเหตุการณ์ในหนังภาคแรกได้อย่างไร และเขายังบอกเสริมอีกด้วยว่ามันเป็นไอเดียที่น่าสนใจทีเดียวว่ารัฐบาลทำการซ่อน “อ็อพติมัส ไพรม์” เอาไว้ได้อย่างไร
กลุ่มทหารที่เป็นมนุษย์ได้ร่วมมือกับกลุ่มออโต้บ็อทส์ในทีมที่มีชื่อว่าเนสท์ (ย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษเต็มๆ ว่า Networked Elements: Supporters and Transformers) และรัฐบาลยังตั้งแผนกที่มีชื่อว่า แม็คคลาเรน โรโบติคส์ ขึ้นมาเพื่อคอยเก็บร่องรอยของหุ่นยนต์เหล่านี้ และพวกเขายังเก็บชิ้นส่วนของออลล์สปาร์คเอาไว้ที่สำนักงานใหญ่ของเนสท์ในดีเอโก้ การ์เซียด้วย

การพัฒนางานสร้าง
ในเดือนกันยายน ปี 2007 พาราเม้าต์ได้ประกาศวันเปิดตัวฉายของหนังภาคต่อ Transformers ว่าเป็นเดือนมิถุนายน ปี 2009 โดยเบย์ได้เริ่มต้นลงมือสร้างหุ่นแอนนิเมติคส์ที่จะใช้ในฉากแอ็กชั่น ซึ่งมีตัวละครหลายตัวที่พวกเขาไม่ได้ใส่ให้เห็นในหนังภาคแรก
เบย์เคยคิดที่จะสร้างหนังเล็กๆ แทรกไว้สักเรื่องระหว่างหนัง Transformers ทั้งสองภาค แต่เขารู้ดีว่า “คุณมีลูกที่ต้องเลี้ยง และคุณคงไม่อยากให้คนอื่นมานั่งเลี้ยงลูกแทนคุณแน่” ผลก็คือเบย์หันมาทุ่มให้กับการสร้างหนังภาคต่อเต็มที่ โดยได้รับงบสร้างไปถึง $200 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าหนังภาคแรกอยู่ $50 ล้านเหรียญ ฉากแอ็กชั่นหลายฉากที่เคยโดนตัดทิ้งไปจากหนังภาคแรก ได้ถูกเขียนใส่เพิ่มเข้าไปในหนังภาค 2 นี้
แต่เริ่มเดิมที โรเบอร์โต้ ออร์ซี่ และอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน ซึ่งเป็นมือเขียนบทของหนังภาคแรก ต่างบอกปัดงานเขียนบทให้กับหนังภาคสองเนื่องจากตารางการทำงานของพวกเขาแน่นมาก ทางสตูดิโอจึงเริ่มมองหามือเขียนบทคนอื่นๆ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2007 แต่พวกเขาก็ยังไม่ประทับใจในไอเดียของมือเขียนบทคนอื่นๆ จนต้องหันกลับไปเกลี้ยกล่อมออร์ซี่และเคิร์ตซ์แมนให้กลับมาทำหน้าที่เดิมกันอีกครั้ง
นอกจากนี้ ทางสตูดิโอยังได้ทาบทาม เอห์เรน ครูเกอร์ ให้เข้ามาร่วมงานเขียนบทด้วยอีกคน เมื่อครูเกอร์สร้างความประทับใจให้กับเบย์ และไบรอัน โกลด์เนอร์ ซึ่งเป็นประธานบริษัทแฮสโบร เจ้าของลิขสิทธิ์ในตัวหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ ด้วยความรู้ที่ครูเกอร์มีในเรื่องตำนานของ Transformers นอกจากนี้ ครูเกอร์เองยังเป็นเพื่อนของออร์ซี่กับเคิร์ตซ์แมนด้วย ทำให้ทั้งสามสามารถร่วมงานกันได้อย่างสบายๆ
ออร์ซี่ได้อธิบายถึงธีมของหนังภาค 2 ว่า “มันเป็นเรื่องของการอยู่ห่างไกลจากบ้าน” กลุ่มออโต้บ็อทส์ที่ต้องมาอาศัยอยู่บนโลก เพราะพวกเขาไม่สามารถกู้ดาวไซเบอร์ตรอนของพวกเขากลับคืนมาได้ ขณะที่แซมเองก็ต้องเดินทางจากบ้านไปเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสร้าง ดิ โบนาเวนทูร่า บอกว่าเมื่อนับรวมๆ แล้ว ในหนังภาคนี้จะมีหุ่นยนต์ถึง 40 ตัว ขณะที่สก็อตต์ ฟาร์ร่าร์ ทีมผู้สร้างหุ่นจากไอแอลเอ็มบอกว่า อาจมีหุ่นมากถึง 60 ตัวด้วยซ้ำ

การถ่ายทำที่อียิปต์
ไฮไลต์ของงานถ่ายทำหนังภาคที่ 2 นี้อยู่ที่การถ่ายทำกันที่อียิปต์นานถึง 3 วันเต็มๆ โดยทีมงานต้องปักหลักถ่ายทำกัน ณ สถานที่ที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์โลกอย่างพีรามิดที่เมืองกีซ่าและลักซอร์ แน่นอนว่าการถ่ายทำครั้งนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับ ตามที่ดิ โบนาเวนทูร่าบอก ทีมงานชาวอเมริกันที่มากถึง 150 คน รวมถึงทีมงานท้องถิ่นที่เป็นชาวอียิปต์อีกหลายสิบคน ช่วยทำให้การถ่ายทำฉากใหญ่ครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
เบย์ยังได้ขออนุญาตจากรัฐบาลอียิปต์เพื่อถ่ายทำที่พีรามิดชื่อดัง โดยเขาได้ติดต่อไปหาซาฮี ฮาวัสส์ ซึ่งเบย์บอกว่าเป็นผู้ที่ “เข้ามากอดผม และพูดว่า ‘อย่าพังพีรามิดของผมซะล่ะ’”
เครนที่มีความสูงถึง 50 ฟุตถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำที่พีรามิด นอกจากนี้พวกเขายังไปถ่ายทำกันต่อที่จอร์แดนนานอีก 4 วัน ผู้กำกับเบย์บอกว่า เขาพบว่าฉากไคลแม็กซ์ของหนังภาคแรกนั้นยังมีจุดอ่อนอยู่ เพราะมันถ่ายทำกันท่ามกลางตึกกลางเมืองห้าแห่งที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ฉากแอ็กชั่นสุดท้ายดูสับสนและยากที่จะติดตาม แต่กับหนังภาคที่ 2 นี้ การต่อสู้ฉากสุดท้ายในอียิปต์ได้รับการวางแผนมาเป็นอย่างดี เพื่อทำให้คนดูสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นด้วย
ผู้กำกับเบย์บอกว่าเขาต้องการนำเสนอภาพโคลสอัพของเหล่าหุ่นยนต์ให้มากขึ้นกว่าหนังภาคแรก ดังนั้น ทางแฮสโบรจึงต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบหุ่นยนต์เหล่านี้มากกว่าหนังภาคแรก ขณะที่ส่วนของหุ่นออโต้บ็อทส์ตัวใหม่ๆ ที่ต้องแปลงกายเป็นรถนั้น ยังคงได้รับการสนับสนุนจากทางเจเนอรัล มอเตอร์ส ที่เพิ่มสีสันอันสดใสให้กับรถที่ทีมงานนำมาใช้ในหนังเพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาเมื่ออยู่บนจอ นอกจากนี้ ทางทีมผู้สร้างยังได้ออกแบบและสร้างรถของตัวเองขึ้นมาใหม่หลายคันด้วยกัน
ในส่วนของฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์นั้น ออร์ซี่บอกว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะถูกสร้างด้วยภาพคอมพิวเตอร์ทั้งในส่วนของหุ่นยนต์และเมื่อแปลงร่างเป็นยานพาหนะแบบต่างๆ ซึ่งการตัดสินใจทำเช่นนี้มีผลทำให้เขาสามารถจินตนาการสร้างฉากใหม่ๆ ขึ้นมาได้ง่ายขึ้นในระหว่างที่พวกเขาลงมือทำงานโพสต์โปรดักชั่นกัน

ตัวละครที่เป็นมนุษย์

ไชอา ลาบัฟรับบทแซม วิทวิคกี้

แซม วิทวิคกี้คือวัยรุ่นหนุ่มที่เคยเป็นผู้ลงมือสังหารเมกะทรอนในหนังภาคแรก ส่วนในภาคต่อนี้ แซมพยายามเดินหน้าใช้ชีวิตตามประสาเด็กหนุ่มธรรมดาต่อไป เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทางฝั่งอีสต์โคสต์ ซึ่งทำให้เขาต้องห่างไกลจากพ่อแม่และการดูแลของบัมเบิ้ลบี โดยแซมเลือกเรียนทางด้านดาราศาสตร์ ระหว่างเรียนต่ออยู่นั้น แซมเริ่มมองเห็นภาพสัญลักษณ์ของพวกเซเบอร์ทรอเนียนที่กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะค้นหาแหล่งของอีเนอร์ก้อนบนโลก พวกดีเซ็ปติคอนส์จึงตามล่าตัวเขาเพื่อให้ได้ข้อมูลนั้น

เมแกน ฟ็อกซ์ รับบท มิเกล่า บานส์
เมแกน ฟ็อกซ์ ดาราสาวสุดเซ็กซี่ยังคงกลับมารับบทมิเกล่า แฟนสาวของแซม ซึ่งในภาคต่อนี้ พวกเขาต้องแยกจากกันเนื่องจากมิเกล่าไม่มีเงินส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัยพร้อมกับแซมได้ แต่เธอได้งานทำที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์
ในความเป็นจริง ฟ็อกซ์ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ทำให้ต้องมีทีมงานคอยพยุงรถเอาไว้ในฉากที่เธอต้องทำเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่จะกลับมาถ่ายทำหนัง TRANSFORMERS: Revenge of the Fallen ฟ็อกซ์ต้องลดน้ำหนักตัวลงเพื่อรับบทในหนัง Jennifer’s Body ซึ่งทำให้เธอต้องเพิ่มน้ำหนักตัวให้มากขึ้นภายในสามอาทิตย์เมื่อต้องกลับมาเข้าฉากถ่ายทำ Transformers ภาค 2 โดยฟ็อกซ์บอกเหตุผลว่า “เป็นเพราะไมเคิลไม่ชอบผู้หญิงขี้ก้าง”

จอช ดูฮาเมล รับบทกัปตันวิลเลี่ยม เลนน็อกซ์

ในภาค 2 นี้ ตัวละครของจอช ดูฮาเมลได้เลื่อนตำแหน่งและได้ทำงานร่วมมือกับหุ่นออโต้บ็อทส์ และยังได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเนสท์ หน่วยงานที่ต่อสู้กับดีเซ็ปติคอนส์ร่วมกับออโต้บ็อทส์

ไทรีส กิ๊บสันรับบทโรเบิร์ต เอ็ปป์ส
โรเบิร์ต เอ็ปป์ส ตัวละครของไทรีส กิ๊บสันคือหนึ่งในกลุ่มทหารที่รอดตายจากการต่อสู้กับพวกดีเซ็ปติคอนส์ในหนังภาคแรก และเช่นกัน ภาค 2 นี้ เขาได้เลื่อนยศและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมของเนสท์

จอห์น เทอร์เทอร์โร่รับบทเร็จจี้ ซิมมอนส์
เร็จจี้ ซิมมอนส์ก็คืออดีตเจ้าหน้าที่ของหน่วยเซ็คเตอร์ 7 ที่เคยเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ ซึ่งบัดนี้หน่วยงานนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว มาในหนังภาค 2 ซิมม่อนส์ได้ลาออกจากหน้าที่ของเขา และมาทำงานในร้านอาหารของแม่เมื่อแซมได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเขา ว่ากันว่าเทอร์เทอร์โร่ได้รับอนุญาตให้ปีนพีรามิดจริงระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วย

แมทธิว มาร์สเด้นรับบทแกรห์ม
แกรห์มคือสมาชิกของกองทัพพิเศษของสหราชอาณาจักรที่มาเข้าร่วมกับเนสท์ มาร์สเด้นนั้นเติบโตมาพร้อมกับการนั่งอ่านการ์ตูนเรื่อง Transformers และเขายังมีความชื่นชอบในหนังภาคแรกอย่างมาก มาร์สเด้นได้รับเลือกให้มาร่วมแสดงหนังเรื่องนี้หลังจากที่การออดิชั่นบทของเขาสร้างความประทับใจให้กับเบย์ จนเบย์ตัดสินใจเพิ่มบทบาทให้กับตัวละครของเขามากขึ้น

เรม่อน ร็อดริเกซรับบทลีโอ สปิตซ์
ลีโอ สปิตซ์คือเพื่อนร่วมห้องในมหาวิทยาลัยของแซม เขาคือเจ้าของเว็บไซต์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของทฤษฎีสมคบคิด เขาคือตัวละครที่ร่วมเดินทางไปอียิปต์พร้อมกับแซมและมิเกล่า
ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ร็อดริเกซต้องเผชิญกับพัดลมยักษ์ที่เป่าลมแรงขนาด 100 ไมล์ต่อชั่วโมงเข้าหาตัวเขา ทำให้เขาต้องใช้เวลานานถึง 45 นาทีกว่าจะล้างทรายทั้งหมดออกจากตาของเขาได้

เควิน ดันน์และจูลี่ ไวต์รับบท รอนและจูดี้ วิทวิคกี้
รอนและจูดี้ วิทวิคกี้ก็คือพ่อและแม่ของแซม ในภาคที่ 2 นี้พวกเขารู้เรื่องของหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์แล้ว และงานนี้ ครอบครัววิทวิคกี้ตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่ปารีส และต้องติดอยู่กลางสงครามด้วยตัวเองเลยทีเดียว


หุ่นออโต้บ็อทส์

ปีเตอร์ คัลเลนให้เสียงพากย์เป็นอ็อพติมัส ไพรม์

คัลเลนก็คือผู้ให้เสียงพากย์แก่ตัวละครผู้นำหุ่นออโต้บ็อทส์ ซึ่งก็คืออ็อพติมัส ไพรม์ ที่แปลงร่างเป็นรถบรรทุกปีเตอร์บิลท์สีน้ำเงินแดง คัลเลนได้ให้เสียงพากย์กับฉากเปิดของหนังในเดือนสิงหาคม ปี 2008 ก่อนที่จะเริ่มต้นให้เสียงกับตัวละครอ็อพติมัส ไพรม์ทั้งหมดในเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ เบย์ยังได้เพิ่มบทรับเชิญให้กับคัลเลนเพื่อให้เขามีโอกาสได้ร่วมแสดงในหนังภาค 2 นี้อีกต่างหาก

มาร์ก ไรอันให้เสียงพากย์เป็น บัมเบิ้ลบี
ในหนังภาคแรก บัมเบิ้ลบี ซึ่งเป็นหุ่นที่คอยพิทักษ์แซมและมิเกล่า (และเมื่อแปลงร่างแล้ว บัมเบิ้ลบีก็คือรถเชฟโรเล็ต คาเมโร่รุ่น 5) ไม่มีเสียงพูดเกือบจะทั้งเรื่อง ยกเว้นช่วงท้ายเรื่องที่พูดได้เพียงไม่กี่ประโยค
นอกจากไรอันจะให้เสียงพากย์กับบัมเบิ้ลบีแล้ว เขายังต้องทำหน้าที่เป็นสแตนด์อินให้กับหุ่นยนต์หลายต่อหลายตัวในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วย มาในภาค 2 นี้ เสียงของบัมเบิ้ลบียังคงอยู่ในช่วงของการซ่อมแซม และเขายังคงใช้เสียงจากวิทยุมาเป็นตัวสื่อสารและแสดงอารมณ์ อย่างไรก็ดี แซมไม่สามารถพาบัมเบิ้ลบีไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยกับเขาได้เพราะทางมหาวิทยาลัยมีกฎห้ามเด็กปีหนึ่งมีรถใช้ส่วนตัว
เอ๊ด เวลเบิร์น รองประธานฝ่ายออกแบบของจีเอ็ม เปิดเผยว่าได้มีการออกแบบรถคาเมโร่ขึ้นมาใหม่ เพื่อเน้นให้เห็นว่าบัมเบิ้ลบีมีความแข็งแกร่งขึ้นหลังจากมีการซ่อมแซมส่วนขาของเขาที่เคยถูกทำลายไปในภาคแรก

เจสส์ ฮาร์เนลล์ให้เสียงพากย์เป็นไอรอนไฮด์
ไอรอนไฮด์ คือหุ่นออโต้บ็อทส์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของอาวุธ และแปลงร่างเป็นรถจีเอ็มซี ท็อปคิ๊ค

โรเบิร์ต ฟ็อกซ์เวิร์ธ ให้เสียงพากย์เป็นแร็ทเช็ท

แร็ทเช็ทก็คือหุ่นออโต้บ็อทส์ที่มีหน้าที่ในการรักษาพยาบาล ผู้แปลงร่างเป็นรถฮัมเมอร์ เอช2

จอห์น เทอร์เทอร์โร่ให้เสียงพากย์เป็นเจ็ทไฟร์

เจ็ทไฟร์ก็คืออดีตฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ที่สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องแบล็คเบิร์ด เอสอาร์-71 หลังจากได้รับบาดเจ็บ เจ็ทไฟร์ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มออโต้บ็อทส์ ซึ่งในตอนที่เป็นการ์ตูนนั้น เจ็ทไฟร์สามารถรวมตัวกับอ็อพติมัส ไพรม์ ทำให้อ็อพติมัสสามารถบินได้

อาร์ซี
อาร์ซีคือหุ่นยนต์เพศหญิงที่ประกอบจากหุ่นยนต์ที่แยกต่างหากกัน 3 ตัว ซึ่งสามารถแปลงร่างไปเป็นมอเตอร์ไซค์ได้ อย่างไรก็ดี อาร์ซีคือหุ่นที่โดนตัดออกจากหนังภาคแรกด้วยความที่ทางผู้สร้างเป็นกังวลในเรื่องขนาดตัวที่ดูเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับหุ่นตัวอื่นๆ และทางทีมผู้เขียนบทยังเกรงว่าจะไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายว่าทำไมอาร์ซีถึงมีเพศเป็นหญิง แต่ในภาค 2 นี้ คนดูจะได้รู้จักกับอาร์ซีเสียที
มัดแฟล็ปและสกิ้ดส์
มัดแปล็ปและสกิ้ดส์คือหุ่นแฝดจอมซ่าส์ ที่แปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต แทร็กซ์ สีแดง และรถเชฟโรเล็ต บีทสีเขียว ทั้งคู่คือหุ่นวัยรุ่นสุดโจ๋ ขณะที่มัดแฟล็ปเป็นพวกไฮเปอร์ สกิ้ดส์เป็นพวกหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองฉลาดกว่ามัดแฟล็ป ทั้งคู่เป็นวัยรุ่นที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่กลับไม่สามารถหยุดพล่ามได้

ไซด์สไวป์
ไซด์สไวป์คือหุ่นที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้ด้วยดาบ แต่เริ่มเดิมที ทีมเขียนบทจินตนาการให้ไซด์สไวป์เป็นรถแลมบอร์กินี่ แต่เบย์กับทีมที่รับผิดชอบในการเลือกรุ่นของรถกลับเลือกให้เขาแปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต คอร์เว็ทท์ส สติงเรย์ แทน

โจลท์
โจลท์คือหุ่นที่ถูกเพิ่มเข้ามาในนาทีสุดท้าย เมื่อทางจีเอ็ม ผู้เอื้อเฟื้อรถยนต์ให้กับหนัง ต้องการโปรโมตรถเชพโรเล็ต โวลท์ ซึ่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้า

หุ่นดีเซ็ปติคอนส์

ฮิวโก้ วีฟวิ่งให้เสียงพากย์เป็นเมกะทรอน

เมกะทรอนคือผู้นำกลุ่มหุ่นดีเซ็ปติคอนส์ที่ชั่วร้าย เขาถูกฆ่าตายและถูกโยนซากลงไปกลางท้องทะเลลึก แต่ในภาค 2 นี้ คอนสตรัคติคอนส์ได้นำเมกะทรอนกลับมาซ่อมแซมด้วยชิ้นส่วนของหุ่นตัวอื่นๆ และเมกะทรอนยังแข็งแกร่งขึ้นด้วยอันเนื่องมาจากดูดซับพลังจากออลล์สปาร์คที่ถูกฝังอยู่ในร่างเพื่อฆ่าเขาในภาคแรก

ชาร์ลี แอ็ดเลอร์ให้เสียงพากย์เป็นสตาร์สครีม

สตาร์สครีม คือ ผู้บัญชาการภาคอากาศของฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ที่สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องแร็ปเตอร์ เอฟ-22 ได้ในตอนจบของหนังภาคที่แล้ว สตาร์สครีมบินหนีไปได้ และในคราวนี้เขากลับมาพร้อมกับสัญลักษณ์ของไซเบอร์ทรอเนียน และกลายมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพใหม่ของดีเซ็ปติคอนส์

แฟรงก์ เวลเกอร์ให้เสียงพากย์เป็นซาวด์เวฟ

ซาวด์เวฟคือเจ้าหน้าที่ผู้ชาญฉลาดของฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ เขามีความสามารถในการแปลงร่างเป็นยานไซเบอร์ทรอเนี่ยนที่มีความสามารถในการส่งสัญญาณดาวเทียม


กรินดอร์และสกอร์โปน็อก
กรินดอร์และสกอร์โปน็อกก็คือหุ่นที่แปลงร่างเป็นเฮลิคอปเตอร์ และหุ่นแมงป่อง หลังจากที่เลนน็อกซ์ฆ่าแบล็คเอ้าต์ไปในหนังภาคแรก สกอร์โปน็อกยังซ่อนตัวอยู่กลางทะเลทราย เพื่อซ่อมแซมหาง และกลับมาร่วมมือกับกรินดอร์ที่เหมือนตัวโคลนนิ่งของคู่หูจากหนังภาคแรกของเขา

เดอะฟอลเล่น

เดอะฟอลเล่นคือหนึ่งในหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ 13 ตัวแรก และเป็นหนึ่งในผู้กระตุ้นให้เมกะทรอนตั้งกลุ่มดีเซ็ปติคอนส์ เดอะฟอลเล่นติดอยู่ในอีกมิติหนึ่ง แต่สามารถสื่อสารกับพวกดีเซ็ปติคอนส์ผ่านหน้าต่างระหว่างมิติได้

คอนสตรัคติคอนส์/ ดีวาสเตเตอร์

คือหุ่นยักษ์ที่สูงถึง 46 ฟุตที่เกิดจากการรวมตัวของยานพาหนะที่ใช้ในการก่อสร้างหลายชนิด และมีลักษณะการเดินด้วยขาทั้งสี่เหมือนกับกอริลล่า

ดีโมลิชเชอร์

ดีโมลิชเชอร์คือผู้คอยปกป้องกลุ่มดีเซ็ปติคอนส์ในเซี่ยงไฮ้ โดยดีโมลิชเชอร์สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องขุดเจาะเหมืองด้วยระบบไฮโดรลิคสีแดง

ไซด์เวย์ส

ไซด์เวย์สคือหุ่นที่แปลงร่างเป็นรถออดี้ อาร์ 8 สีเงินที่ซ่อนตัวอยู่กับดีโมลิชเชอร์ในเซี่ยงไฮ้ จนกระทั่งกลุ่มออโต้บ็อทส์มาเจอตัวเขาเข้า


ประวัติทีมนักแสดง

ไชอา ลาบัฟ (SHIA LABEOUF) รับบทแซม วิทวิคกี้

ไชอา ลาบัฟ กลายเป็นหนึ่งนักแสดงหนุ่มผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดของฮอลลีวู้ดอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแสดงของเขาทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทรุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุดในวงการปัจจุบัน
ปี 2008 ถือเป็นปีทองของลาบัฟ เขาแสดงนำในภาคที่ 4 ของภาพยนตร์ชุด “Indiana Jones” ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก ตอน “Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull” โดยลาบัฟได้ประกบบทกับ แฮร์ริสัน ฟอร์ด, และยังร่วมงานกับผู้กำกับ ดีเจ คารูโซ่ เป็นครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง “Eagle Eye” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับมิเชลล์ โมนาแกน, โรซาริโอ ดอว์สัน และไมเคิล ชิกลิส และยังร่วมแสดงกับจูลี่ คริสตี้ และจอห์น เฮิร์ต ในภาพยนตร์เรื่อง “New York, I Love You” ในตอนที่เป็นการเขียนบทของแอนโธนี่ มิงเกลล่า
เมื่อปีที่แล้ว ลาบัฟได้รับรางวัล BAFTA Award สาขาดาราดาวรุ่งยอดเยี่ยม และได้รับรางวัล Teen Choice Award ตัวที่ 2 ในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์แอ็กชั่น/ ผจญภัย
ในปี 2007 ลาบัฟสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะดาราโกยรายได้ เมื่อเขาแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง “Disturbia” (ผลงานความร่วมมือเรื่องแรกของเขากับคารูโซ่) ซึ่งลาบัฟรับบทเป็นวัยรุ่นที่โดนกักบริเวณอยู่ในบ้าน และเขาเชื่อว่าเพื่อนบ้านของเขาที่รับบทโดย เดวิด มอร์ส คือฆาตกรต่อเนื่อง หลังจากนั้น ลาบัฟมีผลงานตามติดออกมาเป็นภาพยนตร์ฮิตถล่มทลายเป็นเรื่องที่ 2 ในภาพยนตร์ของดรีมเวิร์กส์/ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง “Transformers” ซึ่งเขารับบทเป็นพระเอกของเรื่อง แซม วิทวิคกี้ ผู้พบว่าเขาติดอยู่ตรงกลางการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายระหว่างหุ่นยนต์สองกลุ่มที่มาห้ำหั่นกันบนโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $700 ล้าน และยังกลายเป็นดีวีดีที่ทำรายได้สูงสุดในปีนั้นด้วย
ในปีเดียวกันนั้น ลาบัฟยังให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง “Surf’s Up” โดยเขาให้เสียงพากย์เป็นโคดี้ มาเวอริค ตัวละครเอกของเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยมในปี 2008
ในปี 2006 ลาบัฟร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าที่วางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 เรื่อง “A Guide to Recognizing Your Saints” โดยเขาได้ร่วมแสดงกับ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ และโรซาริโอ ดอว์สัน รวมไปถึงยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่ากึ่งสารคดีที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง “Bobby” ผลงานของผู้กำกับเอมิลิโอ เอสเตเวซ ลาบัฟยังได้แสดงนำประกบบทกับเดมี่ มัวร์ และเอไลจาห์ วู้ดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคน 22 คนที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ในคืนที่วุฒิสมาชิก โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ถูกลอบสังหาร ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย อาทิเช่น รางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ดราม่า, รางวัลจากสมาคมนักแสดง และรางวัล Broadcast Film Critics Association Award สาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม
ในปี 2005 ลาบัฟคว้าบทนำ โดยแสดงเป็น ฟรานซิส ไควเม็ท ในภาพยนตร์ของวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส เรื่อง “The Greatest Game Ever Played” ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยบิลล์ แพ็กซ์ตัน สร้างมาจากหนังสือขายดีของมาร์ก ฟรอสท์ บอกเล่าเรื่องราวจริงๆ ของการแข่งขันยูเอส โอเพ่นในปี 1913 ซึ่งไควเม็ท นักกอล์ฟมือสมัครเล่นวัย 20 ปี จากแมสซาชูเซ็ตส์ ช็อควงการกอล์ฟโลกด้วยการเอาชนะแชมป์ชาวอังกฤษ แฮร์รี่ วาร์ดอน ซึ่งรับบทโดยสตีเฟ่น ดิลเลน และในปีเดียวกัน ลาบัฟยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง “Constantine” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับคีอานู รีฟส์
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ “I, Robot” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับวิลล์ สมิธ, ภาพยนตร์ของ HBO ในโครงการ “Project Greenlight” เรื่อง “The Battle of Shaker Heights” และภาพยนตร์แอ็กชั่นสุดฮิต เรื่อง “Charlie’s Angels: Full Throttle” ในปี 2003 ลาบัฟประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการประกบบทกับ ซีกอร์นี่ย์ วีเวอร์ และจอน วอยต์ ในภาพยนตร์สำหรับครอบครัวเรื่อง “Holes” ซึ่งสร้างจากนิยายยอดนิยมของหลุยส์ ซาคาร์
ส่วนผลงานทางโทรทัศน์ ลาบัฟได้รับคำชมจากนักวิจารณ์จากการรับบท หลุยส์ สตีเว่นส์ ในซีรีส์ของดิสนีย์ แชนแนล เรื่อง “Even Stevens” ในปี 2003 เขาได้รับรางวัล Daytime Emmy Award สาขานักแสดงยอดเยี่ยมจากซีรีส์สำหรับเด็ก จากซีรีส์เรตติ้งสูงเรื่องนี้
ลาบัฟ ซึ่งเป็นชาวลอสแอนเจลิส ได้เข้าเรียนการแสดงที่ Magnet School of Performing Arts ที่ยูเอสซี และเริ่มต้นทำงานด้วยการทดลองแสดงตลกหน้าม่านตามคอฟฟี่เฮ้าส์แถวบ้าน เขายังคงอาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนียด้านใต้

เมแกน ฟ็อกซ์ (MEGAN FOX) รับบทมิเกล่า เบนส์

เมแกน ฟ็อกซ์คือหนึ่งในนักแสดงสาวผู้กำลังเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในฮอลลีวู้ด เธอโด่งดังจากบทแจ้งเกิดเมื่อเธอประกบบทกับ ไชอา ลาบัฟ ในภาพยนตร์เรื่อง “Transformers” ซึ่งกำกับโดยไมเคิล เบย์ และอำนวยการสร้างบริหารโดยสตีเว่น สปีลเบิร์ก
เดือนกันยายนนี้ ฟ็อกซ์จะมีผลงานรับบทนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่อง “Jennifer’s Body” ซึ่งเขียนบทโดยเจ้าของรางวัลออสการ์ ไดอาโบล โคดี้ (“Juno”) ผลงานจากค่ายฟ็อกซ์ อะตอมมิค ฟิล์มส์ เมื่อเร็วๆ นี้ ฟ็อกซ์ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลกเรื่อง “How to Lose Friends and Alienate People” เธอรับบทโซฟี โดยประกบบทกับเคิร์สเตน ดันสท์, ไซม่อน เป็กก์ และเจฟฟ์ บริดเจส
ฟ็อกซ์ยังจะมีผลงานใหม่เป็นภาพยนตร์คาวบอยของวอร์เนอร์ บราเธอร์ เรื่อง “Jonah Hex” ซึ่งดัดแปลงมาจากซีรีส์ของดีซี คอมิคส์ โดยเธอจะร่วมแสดงกับจอช โบรลิน และจอห์น มัลโกวิช เธอยังจะเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากเรื่อง “Fathom” ให้กับค่ายฟ็อกซ์ในปีนี้ โดยเธอรับบทนำเป็น แอสเพน นักชีววิทยาทางน้ำแสนสวย และเป็นอดีตนักว่ายน้ำกีฬาโอลิมปิค ผู้พบความจริงว่าเธอคือสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์น้ำฮิวแมนนอยด์
ฟ็อกซ์เกิดในเมมฟิส รัฐเทนเนสซี่ เธอเริ่มต้นเรียนเต้นรำตอนอายุ 5 ปี และยังคงฝึกเต้นรำต่อมาเมื่อครอบครัวของเธอย้ายไปอยู่ที่ฟลอริด้าตอนเธออายุ 10 ปี และพออายุได้ 15 ปี ฟ็อกซ์ได้ย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิส และเริ่มต้นทำงานในภาพยนตร์ทั้งจอเงินและจอแก้วหลายเรื่องด้วยกัน เธอเริ่มประเดิมแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในเรื่อง “Holiday in the Sun” ติดตามมาด้วยภาพยนตร์ตลกเรื่อง “Confessions of a Teenage Drama Queen” สำหรับผลงานทางทีวี ฟ็อกซ์เคยแสดงนำในผลงานแนวตลกของเอบีซี เรื่อง “Hope and Faith”
ปัจจุบัน เมแกน ฟ็อกซ์อาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส

จอช ดูฮาเมล (JOSH DUHAMEL) รับบทพันตรีเลนน็อกซ์

จอช ดูฮาเมลคือดาราชายที่กำลังมาแรงทั้งทางจอเงินและจอแก้ว เขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน 50 หนุ่มสาวหน้าตาดีที่สุดจากการจัดอันดับของนิตยสารพีเพิล เขารับบท แดนนี่ แม็คคอย ในผลงานแนวดราม่าความยาวหนึ่งชั่วโมงที่ได้รับความนิยมของช่องเอ็นบีซี เรื่อง “Las Vegas” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจมส์ คาน, มอลลี่ ซิมส์ และวาเนสซ่า มาร์ซิล ตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปี 2008 เขากลับมารับบทเดิมนี้ในเรื่อง “Crossing Jordan” โดยเป็นแขกรับเชิญที่ประกบบทกับ จิลล์ เฮนเนสซี่
ในปี 2007 ดูฮาเมลแสดงนำร่วมกับไชอา ลาบัฟ, ไทรีส กิ๊บสัน และเมแกน ฟ็อกซ์ ในภาพยนตร์โกยรายได้มหาศาลของไมเคิล เบย์ เรื่อง “Transformers” ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $700 ล้าน และยังกลายเป็นดีวีดีที่ทำรายได้สูงสุดในปีนั้นด้วย
ระหว่างหยุดพักจากงานซีรีส์ทางทีวี ดูฮาเมลยังแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์สยองขวัญเรื่อง “Turistas” ในปี 2006 โดยเขาร่วมแสดงกับเมลิสซ่า จอร์จ และโอลิเวีย ไวลด์ และในปี 2004 เขาแสดงนำในภาพยนตร์ตลกของค่ายดรีมเวิร์กส์ เรื่อง “Win a Date with Tad Hamilton!” ผลงานของผู้กำกับ โรเบิร์ต ลุคติค (“Legally Blonde”)
ดูฮาเมลคือผู้ให้เสียงแก่ตัวละคร อ๊อซ ในการ์ตูนซีรีส์แนวตลกของ Nickelodeon เรื่อง “Fanboy and Chum Chum” ในซัมเมอร์นี้ เขายังมีบทบาทอยู่ในภาพยนตร์ตลกโรแมนติคเรื่อง “When in Rome” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับคริสเตน เบลล์, วิลล์ อาร์เน็ทท์, แดนนี่ เดอวีโต้ และแอนเจลิก้า ฮูสตัน
ปัจจุบัน ดูฮาเมลอยู่ระหว่างทำงานให้กับภาพยนตร์ของฟ็อกซ์ 2000 พิคเจอร์ส/ วอลเด้น เรื่อง “Ramona and Beezus” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับโจอี้ คิง และเซเลน่า โกเมซ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเอลิซาเบธ อัลเลน
ดูฮาเมลมีผลงานการแสดงชิ้นแรกด้วยการรับบทเป็น โดเรี่ยน เกรย์ ในภาพยนตร์ของออสการ์ ไวลด์ เรื่อง “The Picture of Dorian Gray” หลังจากการถ่ายทำเสร็จสิ้นลง ดูฮาเมลได้ย้ายไปอยู่นิวยอร์กซิตี้ เพื่อร่วมทีมนักแสดงของซีรีส์ของเอบีซี เรื่อง “All My Children”

ไทรีส กิ๊บสัน (TYRESE GIBSON) รับบทจ่าสิบเอกเอ็ปป์ส สังกัดกองทัพอากาศ

ไทรีส กิ๊บสันเริ่มต้นงานร้องเพลงในปี 1998 หลังจากเขาได้เซ็นสัญญากับอาร์ซีเอ เร็คคอร์ดส์ และได้ทำอัลบั้มอาร์แอนด์บี ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ และมีเพลงฮิตอย่าง “Sweet Lady” และ “Lately” ชายหนุ่มจากวัตต์ส, แคลิฟอร์เนียผู้นี้ ได้รับรางวัล American Music Award สาขา Favorite New R&B/Soul Artist ในปี 2000 เขายังประสบความสำเร็จในฐานะนายแบบหนุ่ม หลังจากที่หน้าตาเขาเกิดไปสะดุดสายตาของดีไซเนอร์ ทอมมี่ ฮิลฟิเจอร์ ผู้เลือกเขาให้เป็นนายแบบเสื้อผ้า กิ๊บสันยังได้เซ็นสัญญากับ GUESS? และกลายเป็นนายแบบชายชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟริกันคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้เซ็นสัญญามูลค่าหลายล้านกับมาร์เซียโน่ บราเธอร์ส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ดัง “Marciano”
อาชีพนายแบบของกิ๊บสันนำเขาไปสู่การทำงานในวงการทีวี เมื่อเขาร่วมแสดงในซีรีส์เรื่อง “MTV Jams” ซีรีส์ที่เขาเป็นพิธีกรและกลายเป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงสุดของ MTV ในเวลานั้น
กิ๊บสันแจ้งเกิดในฮอลลีวู้ดด้วยการรับบทนำในภาพยนตร์ของโซนี่ พิคเจอร์ส เรื่อง “Baby Boy” ที่เขียนบทและกำกับโดย จอห์น ซิงเกิลตัน ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วสองครั้ง
กิ๊บสันสานต่อความสำเร็จทางด้านงานแสดงของเขาด้วยการรับบทนำในภาพยนตร์ปี 2003 ของยูนิเวอร์แซล เรื่อง “2 Fast 2 Furious” ซึ่งกำกับโดย จอห์น ซิงเกิลตัน และเขาได้ร่วมแสดงกับพอล วอล์กเกอร์, โคล ฮาวเซอร์ และอีวา เมนเดส ในปี 2004 กิ๊บสันแสดงนำในภาพยนตร์ของทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง “Flight of the Phoenix” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเดนนิส เคว็ด, ฮิวจ์ ลอรี่ และจีโอแวนนี่ ริบิซี่ และในปี 2005 เขาได้ร่วมงานกับซิงเกิลตันอีกครั้งในภาพยนตร์ดราม่าของค่ายพาราเม้าต์ เรื่อง “Four Brothers” ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับมาร์ก วอห์ลเบิร์ก และอังเดร 3000 และในปีเดียวกันนั้น กิ๊บสันยังแสดงนำในภาพยนตร์ของทัชสโตน พิคเจอร์ส เรื่อง “Annapolis” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเจมส์ ฟรังโก้ และดอนนี่ วอห์ลเบิร์ก ภายใต้การกำกับของจัสติน หลิน
ในปี 2006 กิ๊บสันแสดงนำในภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล โร้ก เรื่อง “Waist Deep” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่กำกับโดย วอนดี้ เคอร์ติส ฮอลล์ ในปี 2007 กิ๊บสันร่วมแสดงนำอยู่ในภาพยนตร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงสามเรื่องด้วยกัน เริ่มจากภาพยนตร์ของดรีมเวิร์กส์/ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง “Transformers” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับไชอา ลาบัฟ, จอช ดูฮาเมล และเมแกน ฟ็อกซ์ ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $700 ล้าน และกลายมาเป็นดีวีดีที่ทำรายได้สูงสุดในปีนั้น หลังจาก “Transformers” แล้ว กิ๊บสันแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้ที่ทำให้เขาได้ประกบบทกับ จอห์น ลีไกวเซโม่ และโรซี่ เปเรซ เรื่อง “The Take” ภายใต้การกำกับของแบร็ด เฟอร์แมน ติดตามมาด้วยภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ของพอล ดับเบิลยู เอส แอนเดอร์สัน เรื่อง “Death Race” จากยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส
ผลงานชิ้นใหม่ของกิ๊บสันคือภาพยนตร์สยองขวัญของโซนี่ สกรีน เจม เรื่อง “Legion” ซึ่งเขาจะร่วมแสดงกับเดนนิส เคว็ด, พอล บริทตานี่ย์, ลูคัส แบล็ค และเคต วอล์ช ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายต้นปี 2010 และภาพยนตร์ของจอห์น ซิงเกิลตัน เรื่อง “Luke Cage” ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนยอดนิยมของมาร์เวล โดยกิ๊บสันจะรับบทนำ

จอห์น เทอร์เทอร์โร่ (JOHN TURTURRO) รับบทซิมม่อนส์

จอห์น เทอร์เทอร์โร่มีผลงานภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 60 เรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง “The Color of Money,” ภาพยนตร์ของโทนี่ บิลล์ เรื่อง “Five Corners,” ภาพยนตร์ของสไปก์ ลี เรื่อง “Do the Right Thing” และ “Jungle Fever,” ภาพยนตร์ของโรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด เรื่อง “Quiz Show,” ภาพายนตร์ของปีเตอร์ เวียร์ เรื่อง “Fearless,” ภาพยนตร์ของทอม ดิคิลโล่ เรื่อง “Box of Moonlight,” ภาพยนตร์ของอไลสัน อันเดอร์ส เรื่อง “Grace of My Heart,” ภาพยนตร์ของฟรานเชสโก้ โรซี่ เรื่อง “La Tregua,” และภาพยนตร์ของพี่น้อง โจลและอีธาน โคเอน เรื่อง “Miller’s Crossing,” “The Big Lebowski” และ “O Brother, Where Art Thou?” สำหรับการรับบทนำในภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอน เรื่อง “Barton Fink” ทำให้เทอร์เทอร์โร่ได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เดอ นีโร เรื่อง “The Good Shepherd” และผลงานการกำกับและเขียนบทเรื่องแรกของแอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์ เรื่อง “Slipstream”
ในปี 2007 เทอร์เทอร์โร่ได้ขยายฐานแฟนของเขาออกไปสู่กลุ่มคนดูวัยรุ่นมากขึ้นเมื่อเขาร่วมแสดงในภาพยนตร์สุดฮิตของไมเคิล เบย์ เรื่อง “Transformers” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ ผลงานการกำกับชิ้นที่ 3 ของเขา “Romance & Cigarettes” ซึ่งนำแสดงโดย เจมส์ แกนดอลฟินี่ และเคต วินสเลต, ภาพยนตร์ตลกแหวกแนวเรื่อง “You Don’t Mess with the Zohan” ที่เขียนบทและแสดงนำโดย อดัม แซนด์เลอร์, ภาพยนตร์ของแบร์รี่ เลอวินสัน เรื่อง “What Just Happened” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเดอ นีโร, บรูซ วิลลิส และสแตนลี่ย์ ทุคชี่ และภาพยนตร์ของโนอาห์ บาว์มแบช เรื่อง “Margot at the Wedding” ซึ่งนำแสดงโดยนิโคล คิดแมน, แจ็ค แบล็ค และเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์
เทอร์เทอร์โร่จะมีผลงานใหม่เป็นหนังแฟนตาซีของผู้กำกับ แอนไดร คอนชาลอฟสกี้ เรื่อง “Nutcracker: The Untold Story” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับแอลล์ แฟนนิ่ง, นาธาน เลน และริชาร์ด อี แกรนต์ ผลงานใหม่อีกเรื่องของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์รีเมกของผู้กำกับโทนี่ สก็อตต์ เรื่อง “The Taking of Pelham 1 2 3” ซึ่งเทอร์เทอร์โร่ร่วมแสดงกับเดนเซล วอชิงตัน, จอห์น ทราโวลต้า และเจมส์ แกนดอลฟินี่ มีกำหนดเปิดตัวฉายซัมเมอร์นี้
สำหรับผลงานการกำกับเรื่องแรกของเทอร์เทอร์โร่ “Mac” ทำให้เขาได้รับรางวัล Camera d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

เควิน ดันน์ (KEVIN DUNN) รับบท รอน วิทวิคกี้

เควิน ดันน์มีผลงานมากมายทั้งทางจอเงินและจอแก้ว ปัจจุบน เขาอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของเกวิน โอคอนเนอร์ เรื่อง “Warrior” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ นิค โนลเต้, เจนนิเฟอร์ มอร์ริสัน และดาราดาวรุ่งอย่างโจล เอ๊ดเกอร์ตัน และเจค แม็คลัฟลิน
ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของดันน์ ได้แก่ “Vicky Cristina Barcelona” ที่นำแสดงโดยสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน และเพเนโลปี้ ครูซ, “Lions for Lambs” ซึ่งกำกับโดย โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด โดยดันน์รับบทเป็นบรรณาธิการของเมอริล สตรีพ และ “The Gridiron Gang” ที่ดันน์ร่วมแสดงกับ ดเวย์น “เดอะร็อค” จอห์นสัน ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของสตีเว่น เซลเลี่ยน เรื่อง “All the King’s Men,” ภาพยนตร์ของไบรอัน เดอ พัลม่า เรื่อง “The Black Dahlia,” “I ♥ Huckabees” ซึ่งกำกับโดยเดวิด โอ รัสเซลล์, ภาพยนตร์ตลกของคริสโตเฟอร์ เกสท์ เรื่อง “Almost Heroes,” ภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง “Stir of Echoes,” “Nixon,” ซึ่งเขารับบทเป็นชาร์ลส์ โคลสัน, “Chaplin” ซึ่งเขารับบทเป็น เจ เอ๊ดการ์ ฮูเวอร์, “Godzilla,” “Chain Reaction,” “Small Soldiers,” “1492: Conquest of Paradise,” “The Bonfire of the Vanities” และ “Mississippi Burning” ดันน์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการรับบทเป็น อลัน รี้ด โดยเขาประกบบทกับเควิน ไคลน์ ผู้รับบทเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในภาพยนตร์เรื่อง “Dave”

จูลี่ ไวท์ (JULIE WHITE) รับบทจูดี้ วิทวิคกี้

จูลี่ ไวท์เริ่มต้นงานแสดงอาชีพด้วยการร่วมแสดงในละครเวทีนอกบรอดเวย์ อย่างเรื่อง “Lucky Stiff,” “The Stick Wife,” “Just Say No” และ “The Family of Mann” ตามติดมาด้วยผลงานละครเวทีบรอดเวย์จำนวนมากมายหลายเรื่อง
ส่วนผลงานภาพยนตร์นั้น ผลงานเรื่องหลังสุดของเธอก็คือ “Breaking Upwards” และการไปให้เสียงพากย์กับตัวการ์ตูนในภาพยนตร์สุดฮิตของดรีมเวิร์กส์ แอนนิเมชั่น เรื่อง “Monsters vs Aliens” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ “The Nanny Diaries” ซึ่งนำแสดงโดยลอร่า ลินนี่ย์ และสการ์เล็ต โจแฮนส์สัน, ภาพยนตร์ของโทนี่ กิลรอย เรื่อง “Michael Clayton” ซึ่งมี จอร์จ คลูนี่ย์ รับบทนำ, “The Astronaut Farmer” ซึ่งนำแสดงโดย บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน, “War of the Worlds,” “Slap Her…She’s French,” “Say It Isn’t So” และ “What Women Want” ไวท์กลับมารับบท จูดี้ วิทวิคกี้ ซึ่งเธอเคยแสดงเอาไว้ในภาพยนตร์ภาคแรก “Transformers”
ผลงานชิ้นต่อไป ไวท์จะร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้แนวดราม่า เรื่อง “Morning” ซึ่งกำกับและแสดงนำโดย ลีแลนด์ ออร์เซอร์ ร่วมด้วยจีนน์ ทริปเปิลฮอร์น และชาร์ลี แม็คเดอร์ม็อตต์

จอห์น เบนจามิน ฮิคกี้ (JOHN BENJAMIN HICKEY) รับบทกัลโลเวย์

จอห์น เบนจามิน ฮิคกี้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในแวดวงละครเวทีนิวยอร์ก เขาเคยแสดงนำในละครบรอดเวย์เรื่อง “The Crucible,” “Cabaret” และ “Love! Valour! Compassion!” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโอบี
หลังความสำเร็จของ “Love! Valour! Compassion!” ฮิคกี้ก้าวขั้นมาแสดงนำในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากละครเวทีเรื่องนั้น ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง “The Ice Storm,” “Finding North,” “The General’s Daughter,” “The Anniversary Party,” “Infamous,” “Flightplan,” “Freedom Writers,” ภาพยนตร์ของคลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง “Flags of Our Fathers” และ “Then She Found Me” ในซัมเมอร์ปีนี้ ฮิคกี้จะมีผลงานอีกเรื่องหนึ่ง คือภาพยนตร์ของโทนี่ สก็อตต์ เรื่อง “The Taking of Pelham 1 2 3”


เรม่อน ร็อดริเกซ (RAMON RODRIGUEZ) รับบขทลีโอ สปิทซ์

เรม่อน ร็อดริเกซ กลายเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด ในปี 2008 ร็อดริเกซคว้าบท เดลกาโด้ ในภาพยนตร์ของโคลัมเบีย พิคเจอร์ส เรื่อง “The Taking of Pelham 1 2 3” ภายใต้การกำกับของ โทนี่ สก็อตต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนมิถุนายนนี้
ความรักในงานแสดงของร็อดริเกซไม่ได้หยุดอยู่แค่การแสดงภาพยนตร์ของสตูดิโอใหญ่ๆ เท่านั้น เขายังเน้นไปที่คุณภาพของตัวละครและบทภาพยนตร์ที่เขาแสดงด้วย เขาได้รับเลือกให้แสดงเป็นรีนัลโด้ ในซีซั่นที่ 4 และ 5 ของผลงานทาง HBO เรื่อง “The Wire” ตามติดมาด้วยการรับบทนำในซีรีส์ของ ABC เรื่อง “Day Break” ที่เขาร่วมแสดงกับเทย์ ดิ๊กก์ส ร็อดริเกซยังสร้างความประทับใจให้กับคนดูและนักวิจารณ์ เมื่อเขารับบทเป็น เอดัวร์โด้ ในภาพยนตร์อินดี้ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง “Bella” ซึ่งคว้ารางวัล Audience Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต้ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของนิวไลน์เรื่อง “Pride and Glory” โดยประกบบทกับเอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน และโคลิน ฟาร์เรลล์ และยังถ่ายทำเรื่อง “Surfer, Dude” ร่วมกับแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์

อิซาเบล ลูคัส (ISABEL LUCAS) รับบทอลิซ

อิซาเบล ลูคัสถือว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่แถวหน้าของฮอลลีวู้ดตอนนี้ อีกไม่นาน คนดูจะได้เห็นบทบาทการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “Daybreakers” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับอีธาน ฮอว์ก และวิลเลม เดโฟ ภาพยนตร์เรื่องนี้วางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อโรคระบาดเปลี่ยนมนุษย์ทุกคนให้กลายเป็นแวมไพร์ ไลออนส์เกทจะเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงต้นปี 2010
ปัจจุบัน ลูคัสอยู่ระหว่างทำงานกับโปรเจ็กต์ใหม่เรื่อง ”Kin” ผลงานแนวตลกโรแมนติคที่เธอรับบทเป็นสาวสวยชาวรัสเซียที่หนีจากรัสเซียมาอยู่ในออสเตรเลียกับชายที่เธอรัก เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งจะปิดกล้องภาพยนตร์ของผู้กำกับแคลร์ แม็คคาร์ธี เรื่อง ”The Waiting City” เรื่องราวการเดินทางของคู่ชีวิตหนุ่มสาวที่เดินทางไปยังอินเดียเพื่อรับเด็กที่พวกเขาทำเรื่องรับอุปการะไว้

เกลนน์ มอร์โชเวอร์ (GLENN MORSHOWER) รับบทนายพลมอร์โชเวอร์

เกลนน์ มอร์โชเวอร์เริ่มต้นงานแสดงของเขาในปี 1975 ด้วยบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Drive-In นับจากนั้นมา เขามีงานแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งจอเงินและจอแก้ว ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ “Tango & Cash”; “Under Siege”; “Star Trek: Generations”; “Air Force One”; “Pearl Harbor”; “The River Wild”; “Black Hawk Down”; “The Core”; “Hostage”; “Good Night and Good Luck”; และ “Transformers”

เรนน์ วิลสัน (RAINN WILSON) รับบทโปรเฟสเซอร์โคแลน

ปัจจุบัน เรนน์ วิลสันร่วมแสดงอยู่ในซีซั่นที่ 5 ของซีรีส์แนวตลกเรื่อง “The Office” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับสตีฟ คาเรลล์, จอห์น คราซินสกี้ และเจนน่า ฟิสเชอร์
ผลงานจอเงินของวิลสัน เมื่อเร็วๆ นี้ เขาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “The Rocker” ภาพยนตร์ตลกที่ติดตามชีวิตของมือกลองตกอับที่ได้รับโอกาสครั้งที่ 2 ในชีวิต
ก่อนหน้าจะมาโด่งดังกับ “The Office” วิลสันมีชื่อเสียงจากบท อาร์เธอร์ มาร์ติน ในซีรีส์รางวัลเอ็มมี่ของ HBO เรื่อง “Six Feet Under” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านั้นของเขา ได้แก่ “The Last Mimzy,” ภาพยนตร์ของอิวาน ไรต์แมน เรื่อง “My Super Ex-Girlfriend,” “Sahara,” ภาพยนตร์ของมาริโอ แวน พีเบิลส์ เรื่อง “BAADASSSSS,” ภาพยนตร์ของสตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง “Full Frontal,” ภาพยนตร์ของคาเมรอน โครว์ เรื่อง “Almost Famous,” “America’s Sweethearts,” “House of 1,000 Corpses” และ “Galaxy Quest”

แมทธิว มาร์สเด้น (MATTHEW MARSDEN) รับบทเจ้าหน้าที่แกรห์ม

แมทธิว มาร์สเด้นคือนักแสดงชาวอังกฤษที่ไต่เต้าสู่ความมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว โดยมีผลงานภาพยนตร์อย่าง “Rambo” และ "Resident Evil: Extinction”
เขาได้รับเลือกให้รับบทนำในผลงานภาพยนตร์ที่สร้างฉายทางโทรทัศน์และภาพยนตร์จอเงินหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น “Shiner” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับไมเคิล เคน, ภาพยนตร์ของริดลี่ย สก็อตต์ เรื่อง “Black Hawk Down,” “The Legacy,” “Helen of Troy,” “Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid,” “Tamara” และ “DOA: Dead or Alive”

ประวัติทีมผู้สร้าง

ไมเคิล เบย์ (MICHAEL BAY) – ผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

นับจากสร้างชื่อให้กับตัวเองในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและมิวสิควิดีโอผู้ประสบความสำเร็จ ไมเคิล เบย์ แจ้งเกิดในฮอลลีวู้ดได้อย่างรวดเร็วในฐานะผู้กำกับผู้หาญกล้าที่สุด และสร้างผลงานที่ทำกำไรสูงสุดคหนึ่งของฮอลลีวู้ด รวมๆ กันแล้ว ภาพยนตร์ที่เบย์กำกับและทำหน้าที่อำนวยการสร้าง โกยรายได้จากทั่วโลกไปแล้วมากกว่า $3 พันล้านดอลล่าร์
เบย์เคยสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนดูมาแล้วนับแต่รอบปฐมทัศน์ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา “Bad Boys” ซึ่งนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ และมาร์ติน ลอว์เรนซ์ ในปี 1995 ภาพยนตร์ทุนสร้าง $9 ล้านเรื่องนี้คว้ารางวัลฉากแอ็กชั่นยอดเยี่ยมที่งานแจกรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี่ อวอร์ด และทำเงินทั่วโลกไปกว่า $140 ล้าน กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ในปีนั้น ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองของเบย์สร้างความประทับใจและความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง “The Rock” ที่นำแสดงโดยฌอน คอนเนอรี่ และนิโคลัส เคจ ที่เปิดตัวฉายในปีถัดมา “The Rock” ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $335 ล้าน ผลงานการกำกับชิ้นที่ 3 ของเบย์ คือเรื่อง “Armageddon” ซึ่งเป็นไอเดียที่เขากับมือเขียนบท โจนาธาน เฮนสลีห์ คิดขึ้นมา เบย์ยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ โดยมี บรูซ วิลลิส, เบน อัฟเฟล็ค และลีฟ ไทเลอร์ แสดงนำ “Armageddon” ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $550 ล้าน
เบย์ยังคงแรงไม่เลิกในปี 2001 เขากำกับภาพยนตร์เอพิค เรื่อง “Pearl Harbor” โดยทำหน้าที่อำนวยการสร้างไปพร้อมกันด้วย “Pearl Harbor” ทำรายได้จากทั่วโลกไป $450 ล้าน และกลายเป็นดีวีดีที่ทำยอดขายสูงสุดตลอดกาลในเวลานั้น ส่วนในปี 2003 เบย์กลับมาร่วมทีมกับสมิธ, ลอว์เรนซ์ และบรัคไฮเมอร์อีกครั้งในภาพยนตร์ภาคต่อสุดฮิตเรื่อง “Bad Boys 2” ติดตามมาด้วยงานสร้างภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ เรื่อง “The Island” ซึ่งนำแสดงโดยยูเว็น แม็คเกรเกอร์, สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน, จิม่อน ฮูนซู, ฌอน บีน และสตีฟ บุสเซมี่
ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเบย์ “Transformers” คือภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของปี 2007 ด้วยรายได้จากทั่วโลก $700 ล้าน กลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเบย์ และไม่น่าแปลกใจที่ “Transformers” ยังเป็นดีวีดีที่ขายดีที่สุดในปี 2007
บริษัทเบย์ ฟิล์มส์ของเบย์ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่กล้าเสี่ยงที่สุดในฮอลลีวู้ด เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เบย์ได้ร่วมพลังกับผู้อำนวยการสร้าง แบร็ด ฟูลเลอร์ และแอนดรูว์ ฟอร์ม ตั้งบริษัทแพล็ทตินั่ม ดูนส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำกว่า $20 ล้านเพื่อให้โอกาสกับผู้กำกับโฆษณาและมิวสิควิดีโอแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ ผลงานชิ้นแรกของบริษัทแห่งนี้ ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “The Texas Chainsaw Massacre” ซึ่งเปิดตัวฉายด้วยคำวิจารณ์ชื่นชม และทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $110 ล้านดอลล่าร์ ผลงานเรื่องที่ 2 ของบริษัท ได้แก่ “The Amityville Horror” ซึ่งทำรายได้ไปมากกว่า $108 ล้าน ติดตามมาด้วย “The Texas Chainsaw Massacre 2: The Beginning” ซึ่งทำรายได้ไป $51 ล้าน และ “The Hitcher” ทำรายได้ไป $20 ล้าน ผลงานภาพยนตร์ชิ้นล่าสุดของบริษัทนี้ ได้แก่ การฟื้นคืนชีพให้กับภาพยนตร์ “Friday the 13th” ซึ่งเปิดตัวฉายไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยรายได้เกินหลัก $90 ล้าน ผลงานเรื่องอื่นๆ ของแพล็ทตินั่มดูนส์ ได้แก่ “The Horsemen” และ “Fiasco Heights” ปัจจุบัน บริษัทแห่งนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง “A Nightmare on Elm Street” อยู่ในชิคาโก้

เอห์เรน ครูเกอร์ (EHREN KRUGER) – ผู้เขียนบท

เอห์เรน ครูเกอร์เคยได้รับรางวัลทรงเกียรติ Nicholl Fellowship จาก Academy of Motion Picture Arts and Sciences ในปี 1996 จากงานเขียนบทเรื่อง “Arlington Road” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ซึ่งกำกับโดยมาร์ก เพลลิงตัน และนำแสดงโดยเจฟฟ์ บริดเจส และทิม ร็อบบิ้นส์
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์สุดฮิต เรื่อง “The Ring” ซึ่งกำกับโดย กอร์ เวอร์บินสกี้ และนำแสดงโดยนาโอมี่ วัตต์ส, “The Skeleton Key” ซึ่งกำกับโดยเอียน ซอฟต์ลี่ย์ และนำแสดงโดยเคต ฮัดสัน และจีน่า โรว์แลนด์ส, “The Brothers Grimm” ซึ่งกำกับโดย เทอร์รี่ กิลเลี่ยม และนำแสดงโดยแม็ตต์ เดม่อน และฮีธ เล็ดเจอร์, “Reindeer Games” ซึ่งกำกับโดย จอห์น แฟรงเก้นไฮเมอร์ และนำแสดงโดยเบน อัฟเฟล็ค และชาร์ลิซ เธียรอน และ “Scream 3” ซึ่งกำกับโดยเวส คราเว่น

โรเบอร์โต้ ออร์ซี่ และอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน (ROBERTO ORCI & ALEX KURTZMAN) – ผู้เขียนบท

โรเบอร์โต้ ออร์ซี่ และอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน เป็นเพื่อนร่วมงานกันมานานตั้งแต่ยังเรียนไฮสกูลอยู่ในลอสแอนเจลิส ในซัมเมอร์นี้ นอกจากพวกเขาจะเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Transformers: Revenge of the Fallen” ร่วมกับเอห์เรน ครูเกอร์ แล้ว พวกเขายังเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง“Star Trek” อีกด้วย
ในปี 2006 ออร์วี่กับเคิร์ตซ์แมนได้เขียนบทให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับ เจเจ อับรามส์ (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “Star Trek”) เรื่อง “Mission: Impossible III” ภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ ทอม ครูซ รับบทสุดยอดสายลับ อีธาน ฮันต์ ก่อนหน้า “Mission: Impossible III” เคิร์ตซ์แมนและออร์ซี่ สร้างเสียงฮือฮาด้วยภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ เรื่อง “The Island” ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกของพวกเขาที่กำกับโดยไมเคิล เบย์
ดอน เมอร์ฟี่ย์ (DON MURPHY) – ผู้อำนวยการสร้าง
ดอน เมอร์ฟี่ย์เกิดในลองไอสแลนด์, นิวยอร์ก เขาเติบโตมาพร้อมความฝันถึงการสร้างภาพยนตร์ หลังจากได้รับปริญญาจากโรงเรียนธุรกิจแม็คโดนัฟ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เขาได้ย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิส
เมอร์ฟี่ย์ตัดสินใจที่จะทดลองงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ และเขาลงเอยด้วยการได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Natural Born Killers” ที่สร้างจากบทภาพยนตร์ของเควนติน ทาแรนติโน่ และกำกับโดยโอลิเวอร์ สโตน นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมอร์ฟี่ย์มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่เขาอยากดู อาทิเช่น บทประพันธ์ของสตีเฟ่น คิง เรื่อง “Apt Pupil” ที่กำกับโดยไบรอัน ซิงเกอร์, ผลงานของอลัน มัวร์ ที่กำกับโดยพี่น้องฮิวจ์ส และนำแสดงโดยจอห์นนี่ เด๊ปป์ หรือ “The League of Extraordinary Gentlemen” ที่นำแสดงโดยฌอน คอนเนอรี่
นอกจากภาพยนตร์ปี 2007 เรื่อง “Transformers” แล้ว ผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของเมอร์ฟี่ย์ ได้แก่ “Shoot ‘Em Up” ที่เขียนบทและกำกับโดย ไมเคิล เดวิส และนำแสดงโดยไคลฟ์ โอเว่น, พอล เจียแม็ตติ และโมนิก้า เบลลุคชี่ และ “While She Was Out” ที่นำแสดงโดยคิม เบซิงเจอร์ เขียนบทและกำกับโดย ซูซาน มอนต์ฟอร์ด

ทอม ดีซานโต้ (TOM DESANTO) – ผู้อำนวยการสร้าง

ทอม ดีซานโต้ได้สร้างสมชื่อเสียงของตัวเองในฐานะผู้อำนวยการสร้างผู้มีสัญชาตญาณในการค้นพบภาพยนตร์แฟรนไชส์ในแบบที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ “X-Men,” “Battlestar Galactica” และ “Transformers” เขากลายแป็นที่รู้จักในฐานะ “ผู้อำนวยการสร้างของแฟนภาพยนตร์”
เมื่อ “Transformers” เปิดตัวฉายในเดือนมิถุนายน ปี 2007 และกลายเป็นภาพยนตร์ฮิตถล่มทลาย ทำให้ทีมดารานำของเรื่อง อย่างไชอา ลาบัฟ, เมแกน ฟ็อกซ์, ไทรีส กิ๊บสัน และจอช ดูฮาเมล กลายเป็นดาราที่ดังไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $700 ล้าน และกลายเป็นดีวีดีที่ทำรายได้สูงสุดในปีนั้น
ดีซานโต้ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Apt Pupil” ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างเขากับผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ และเป็นเพราะความฝันของดีซานโต้ที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “X-Men” ออกมานี่เอง ที่ทำให้ซิงเกอร์ที่ไม่เคยอ่านหนังสือการ์ตูนมาก่อนเลย ได้เข้ามากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากจะทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับ “X-Men” แล้ว ดีซานโต้ยังร่วมเขียนบท และทำงานเป็นมือเขียนบทให้กับโครงร่างบทจนภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับไฟเขียวให้ดำเนินงานสร้างได้ “X-Men” ทำรายได้จากทั่วโลกไป $300 ล้าน
หลังจาก “X-Men” ดีซานโต้ได้พัฒนางานสร้างโปรเจ็กต์ใหม่ให้กับยูนิเวอร์แซล เทเลวิชั่น “Battlestar Galactica” กลายเป็นมินิซีรีส์เรทอันดับ #1 ในปี 2003
ดีซานโต้ได้กลับมาเยือนโลกของ “X-Men” อีกครั้ง โดยเขาได้ถ่ายทำ ลำดับภาพ และอำนวยการสร้างดีวีดีเรื่อง “X-Men 1.5” ซึ่งเป็นหนึ่งในดีวีดีที่ทำยอดขายสูงสุดของฟ็อกซ์ เขายังทำหน้าที่เป็นพลังในการผลักดันงานสร้างของภาพยนตร์ภาคต่อ “X2: X-Men United” ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $400 ล้าน
ดีซานโต้ยังร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “Teen Titans: The Judas Contract” ซึ่งเขาจะทำหน้าที่อำนวยการสร้างด้วย

ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า (LORENZO di BONAVENTURA) – ผู้อำนวยการสร้าง

ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่าก่อตั้งบริษัทดิ โบนาเวนทูร่า พิคเจอร์ส ในปี 2003 นับแต่นั้นเป็นต้นมา บริษัทแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลกับผลงานภาพยนตร์เมื่อไม่นานมานี้ อย่างเรื่อง “Transformers” ซึ่งนำแสดงโดย ไชอา ลาบัฟ, “Four Brothers” ซึ่งนำแสดงโดยมาร์ก วอล์หเบิร์ก และ “Constantine” ซึ่งนำแสดงโดย คีอานู รีฟส์
บริษัทดิ โบนาเวนทูร่า พิคเจอร์ส ซึ่งตั้งอยู่ในโรงถ่ายพาราเม้าต์ ยังสร้างภาพยนตร์เรื่อง “Shooter” ที่นำแสดงโดยมาร์ก วอห์ลเบิร์ก และแดนนี่ โกลเวอร์, ภาพยนตร์ชวนขนลุกเรื่อง “1408,” ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง “Stardust” รวมถึงภาพยนตร์ใหม่เรื่อง “G.I. Joe: Rise of Cobra”
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1989 ดิ โบนาเวนทูร่าได้เข้าร่วมทำงานกับวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ขณะทำงานอยู่ที่นี่ เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานสร้างภาพยนตร์มากกว่า 130 เรื่อง ในบรรดาภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น ได้แก่ “Falling Down” (1996), “Three Kings” (1999), “The Matrix” (1999), “Analyze This” (2000), “The Perfect Storm” (2000), “Ocean’s Eleven” (2001), “Training Day” (2001) และ “Harry Potter and the Sorcerer’s Stone” (2001)

เอียน ไบรซ (IAN BRYCE) - ผู้อำนวยการสร้าง

ในฐานะผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ฮิตโกยรายได้ประจำปี 2007 ของดรีมเวิร์กส์/ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง “Transformers” เอียน ไบรซคือส่วนหนึ่งของทีมผู้สร้างที่นำตัวการ์ตูนยอดนิยมมาขึ้นจอใหญ่ กับภาพยนตร์เรื่อง “Transformers: Revenge of the Fallen” ไบรซและหุ้นส่วนของเขาได้สร้างภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องใหม่ที่จะให้ความบันเทิงกับคนดูไปอีกนานหลายปี
ไบรซไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยฟอร์มยักษ์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของผู้กำกับ แซม ไรมิ เรื่อง “Spider-Man” ซึ่งนำแสดงโดยโทบี้ แม็คไกวร์ ในปี 2002 ในปีต่อมา เขาทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของอังตวน ฟูควา เรื่อง “Tears of the Sun” ซึ่งนำแสดงโดย บรูซ วิลลิส และในปี 2005 เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ เรื่อง “The Island” หลังจากอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “Transformers” แล้ว เขายังได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Hancock” ซึ่งนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ, ชาร์ลิซ เธียรอน และเจสัน เบ็ทแมน ภายใต้การกำกับของปีเตอร์ เบิร์ก
ในปี 1999 ไบรซได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์และรางวัลบัฟต้า จากภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง “Saving Private Ryan” ไบรซยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของคาเมรอน โครว์ เรื่อง “Almost Famous” ซึ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของไบรซ ได้แก่ “Forces of Nature” ซึ่งนำแสดงโดย เบน อัฟเฟล็ค และแซนดร้า บูลล็อค, ภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ เรื่อง “Hard Rain” ซึ่งนำแสดงโดยมอร์แกน ฟรีแมน และคริสเตียน สเลเตอร์, ภาพยนตร์ของเพเนโลปี้ สปีริส เรื่อง “The Beverly Hillbillies”, ภาพยนตร์ของยาน เดอ บองต์ เรื่อง “Twister” และผลงานการกำกับเรื่องแรกของเขา “Speed”
ไบรซเกิดในประเทศอังกฤษ เขาเริ่มต้นเข้าวงการด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประจำกองถ่ายให้กับภาคที่ 3 ของ “Star Wars” ไตรภาคดั้งเดิมอย่างตอน “Return of the Jedi” เขาขยับตำแหน่งขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับลำดับที่ 2 ให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง “Indiana Jones and the Temple of Doom” และต่อมา เขายังได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Indiana Jones and the Last Crusade” นอกจากนี้ ไบรซยังทำหน้าที่เป็นไลน์โปรดิวเซอร์/ ผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์ของฟิลิป คอฟแมน เรื่อง “Rising Sun” และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม/ ผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์ฮิตของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง “Batman Returns” เขายังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า เรื่อง “Tucker: The Man and His Dream,” ภาพยนตร์ของรอน ฮาวเวิร์ด เรื่อง “Willow” และภาพยนตร์ของโจ จอห์นสตัน เรื่อง “The Rocketeer”
หลังจากนี้ ไบรซจะทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง “Unstoppable”

สตีเว่น สปีลเบิร์ก (STEVEN SPIELBERG) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

สตีเว่น สปีลเบิร์กคือหุ้นส่วนคนสำคัญของดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอส์ ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จมากที่สุดของวงการ สปีลเบิร์กทั้งกำกับ, อำนวยการสร้าง หรือทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น “Jurassic Park” และ “E.T. The Extra-Terrestrial” เขายังเป็นเจ้าของสามรางวัลออสการ์ โดยเป็นรางวัลในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง “Schindler’s List” และได้รางวัลออสการ์ตัวที่ 3 สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Saving Private Ryan”
ผลงานการร่วมสร้างระหว่างดรีมเวิร์กส์และพาราเม้าต์ เรื่อง “Saving Private Ryan” ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงก์ส คือภาพยนตร์ที่ทำรายได้ (ในอเมริกา) สูงสุดของปี 1998 และยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของปีนั้นด้วย โดยได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 สาขา อาทิเช่น สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม รวมไปถึงรางวัลทรงเกียรติอื่นๆ อีกมากมาย
ในปี 1994 สปีลเบิร์กได้รับสองรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Schindler’s List” ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ถึง 7 รางวัล สปีลเบิร์กได้รับรางวัลจากสมาคมผู้กำกับครั้งแรกจากภาพยนตร์เรื่อง “The Color Purple” เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง “Munich,” “E.T. The Extra-Terrestrial,” “Raiders of the Lost Ark” และ “Close Encounters of the Third Kind” นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมผู้กำกับจากภาพยนตร์เหล่านี้ รวมถึงภาพยนตร์อย่าง “Empire of the Sun,” “Jaws” และ “Amistad”
เมื่อไม่นานมานี้ สปีลเบิร์กเพิ่งจะปิดกล้องภาพยนตร์สามมิติ โมชั่นแค็ปเจอร์ เรื่อง “The Adventures of Tintin: Secret of the Unicorn” ซึ่งนำแสดงโดย เจมี่ เบลล์ และแดเนียล เคร็ก ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2011 ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของสปีลเบิร์ก ได้แก่ ภาพยนตร์ปี 2008 เรื่อง “Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull” ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $780 ล้าน และในซัมเมอร์ปี 2007 เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Transformers” ในปี 2006 สปีลเบิร์กอำนวยการสร้างภาพยนตร์สองเรื่องที่กำกับโดย คลิ้นต์ อีสต์วู้ด ได้แก่ “Flags of Our Fathers” ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 รางวัล และภาพยนตร์ที่ถูกสร้างออกมาคู่กันอย่าง “Letters From Iwo Jima” ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา ส่วนในปี 2005 สปีลเบิร์กกำกับภาพยนตร์ไว้สองเรื่องด้วยกัน ได้แก่ “War of the Worlds” และ “Munich” และยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Memoirs of a Geisha” ด้วย นอกจากนี้ สปีลเบิร์กยังกำกับ, เขียนบท และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “A.I.”
สปีลเบิร์กเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ปี 1946 ในซินซินนาติ, โอไฮโอ เขาเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์สมัครเล่นขณะยังเป็นวัยรุ่น ต่อมา เขาได้เรียนวิชาภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท, ลองบีช ในปี 1969 ภาพยนตร์สั้นความยาว 22 นาทีของเขา เรื่อง “Amblin” ได้ไปฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์แอ็ตแลนต้า ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับสตูดิโอเจ้าสำคัญในฮอลลีวู้ด
สี่ปีต่อมา เขากำกับภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีเรื่อง “Duel” ซึ่งได้รับความสนใจทั้งจากนักวิจารณ์และคนดู เขาประเดิมผลงานการกำกับภาพยนตร์จอเงินเรื่องแรกด้วยเรื่อง “The Sugarland Express” จากบทภาพยนตร์ที่เขาเป็นผู้ร่วมเขียนบทด้วย ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาในระยะแรกๆ ได้แก่ “Always,” “Hook,” ภาคต่อของ “Raiders of the Lost Ark” อย่าง “Indiana Jones and the Temple of Doom” และ “Indiana Jones and the Last Crusade”
ในปี 1984 สปีลเบิร์กได้ก่อตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ของเขาเองชื่อว่า แอมบลิน เอนเตอร์เทนเม้นต์ ภายใต้บริษัทนี้ เขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างหรือผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์นับสิบๆ เรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง “Gremlins,” “Goonies,” “Back to the Future I, II และ III,” “Who Framed Roger Rabbit,” “An American Tail,” “The Land Before Time,” “The Flintstones,” “Casper,” “Twister,” “The Mask of Zorro,” “Men in Black” และ “Men in Black II”

ไบรอัน โกลด์เนอร์ (BRIAN GOLDNER) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

ไบรอัน โกลด์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของเล่น ได้ก้าวเข้าสู่โลกของงานสร้างภาพยนตร์ด้วยผลงานภาพยนตร์สุดฮิตอย่าง “Transformers”
หลังจากเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่อง “Transformers: Revenge of the Fallen” แล้ว ผลงานชิ้นต่อไปของโกลด์เนอร์ ก็คือภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่ใช้คนแสดงเรื่อง “G.I. Joe: The Rise of Cobra” ซึ่งนำแสดงโดยแชนนิ่ง เททั่ม, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์, เดนนิส เคว็ด และเซียนน่า มิลเลอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวฉายในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ภายใต้การกำกับของ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส
โกลด์เนอร์กลายเป็นประธานของบริษัท Hasbro Inc. และหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2008 เขาคือกำลังสำคัญในการสร้างแบรนด์อันเป็นที่รักของบริษัทแห่งนี้ อย่างเช่น Transformers, G.I. Joe, Littlest Pet Shop, Nerf, Monopoly, Playskool และ My Little Pony นอกจากจะร่วมมือกับพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส สร้างภาพยนตร์อย่าง “Transformers” และ “G.I. Joe” แล้ว โกลด์เนอร์ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนางานสร้างภาพยนตร์ที่สร้างจากผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ของ Hasbro อีก 9 ชิ้นด้วยกัน

มาร์ก วาห์ราเดียน (MARK VAHRADIAN) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

มาร์ก วาห์ราเดียนเคยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารอยู่ที่วอลท์ ดิสนีย์ คัมปานีนานถึง 8 ปี, ทำหน้าที่เป็นประธานบริษัท เจอร์รี่ ไวน์ทรับ โปรดักชั่นส์อยู่นานสามปี และปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายโปรดักชั่นของบริษัทดิ โบนาเวนทูร่า พิคเจอร์ส
วาห์ราเดียนยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ “Transformers” ภาคแรก ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $700 ล้าน ในปีเดียวกันนั้น เขายังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Nancy Drew” ซึ่งนำแสดงโดยเอ็มม่า โรเบิร์ตส์ และในปี 2008 เขาทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “Annapolis” ซึ่งนำแสดงโดยเจมส์ ฟรังโก้, ดอนนี่ วอห์ลเบิร์ก และจอร์ดาน่า บรูว์สเตอร์
วาห์ราเดียนยังได้ทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง “Flight Plan,” “Miracle,” “Remember the Titans,” “Gone in 60 Seconds,” “Con Air” และ “Enemy of the State”
ผลงานใหม่เรื่องต่อไปของวาห์ราเดียน ได้แก่ “Salt” ซึ่งนำแสดงโดยแอนเจลิน่า โจลี่ ผู้รับบทสายลับซีไอเอ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยฟิลลิป นอยซ์ และโจลี่ร่วมแสดงกับ ลีฟ ชไรเบอร์

เบน เซเรซิน (BEN SERESIN) – ผู้กำกับภาพ

เบน เซเรซิน ชาวนิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 18 ปี เพื่อทำงานในแวดวงภาพยนตร์ ที่นั่น เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอยู่นานสี่ปี ก่อนจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานในสหราชอาณาจักร เซเรซินไม่เคยฝึกฝีมือในด้านงานถ่ายภาพอย่างเป็นทางการมาก่อน แต่เขาเรียนรู้จากการสังเกตการณ์ทำงานของตากล้องคนเก่งๆ โดยเฉพาะวิตโตริโอ สโตราโร่ และดาร์เรียส คอนด์จิ
ตอนอายุ 17 ปี เขาได้ทำงานในตำแหน่งช่างไฟให้กับผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา และพออายุ 19 ปี เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์ออสเตรเลี่ยนเรื่องหนึ่ง ตลอด 6 ปีต่อมา เซเรซินใช้เวลาทำงานอยู่ทั้งในสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ในปี 1992 ได้ย้ายมาปักหลักในสหราชอาณาจักรเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์โฆษณาและภาพยนตร์อินดี้หลายเรื่องด้วยกัน
ในปี 2000 เซเรซินทำงานเป็นผู้กำกับภาพกองถ่ายย่อยที่ 2 ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Lara Croft: Tomb Raider” ติดตามมาด้วยการถ่ายภาพให้กับกองถ่ายย่อยของภาพยนตร์เรื่อง “Terminator 3” ในปี 2007 เซเรซินใช้เวลา 5 อาทิตย์ ดูแลงานถ่ายภาพของภาพยนตร์เรื่อง “Pirates of the Caribbean: At World’s End”
“Transformers: Revenge of the Fallen” คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่เซเรซินทำหน้าที่ผู้กำกับภาพอย่างเต็มตัวให้กับภาพยนตร์ของสตูดิโอยักษ์ใหญ่ของวงการ

ไนเจล เฟลป์ส (NIGEL PHELPS) - โปรดักชั่นดีไซเนอร์

“Transformers: Revenge of the Fallen” คือภาพยนตร์เรื่องที่ 3 แล้ว ที่ไนเจล เฟลป์ส ทำงานให้กับผู้กกับไมเคิล เบย์
เฟลป์สได้ฝากฝีมือเอาไว้ในฐานะโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ของภาพยนตร์ของวูล์ฟแกง ปีเตอร์เซน เรื่อง “Troy,” ภาพยนตร์ของเบย์ เรื่อง “The Island” และ “Pearl Harbor” และภาพยนตร์ของฟิลลิป นอยซ์ เรื่อง “The Bone Collector”
เฟลป์สเริ่มต้นทำงานกับ อังตวน เฟิร์สต์ เขาเริ่มต้นด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้วาดภาพประกอบให้กับภาพยนตร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง “The Company of Wolves” จากนั้น เขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์ของ สแตนลี่ย คูบริก เรื่อง “Full Metal Jacket” จากนั้น เฟลป์สได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง “Batman”
ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาทำหน้าที่เป็นโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ ภาพยนตร์ไซไฟโลกอนาคต เรื่อง “Judge Dredd” ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง “Alien: Resurrection” และต่อมา เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับ นีล จอร์แดน ในภาพยนตร์เรื่อง “In Dreams”
เมื่อเร็วๆ นี้ เฟลป์สได้เป็นผู้ออกแบบฉากอันน่าตื่นตาตื่นใจให้กับภาพยนตร์เรื่อง “The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor” ผลงานของผู้กำกับ ร็อบ โคเอน

โรเจอร์ บาร์ตัน (ROGER BARTON) – ผู้ลำดับภาพ

โรเจอร์ บาร์ตันเริ่มต้นทำงานในแวดวงทีวีด้วยการทำงานในแผนกลำดับภาพให้กับซีรีส์สุดฮิตเรื่อง “Hart to Hart” หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้ผันสู่งานสร้างภาพยนตร์จอเงิน และในปี 1997 เขาได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งแอสโซซิเอ็ท เอดิเตอร์ ให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาล “Titanic” บาร์ตันไต่เต้าในวงการอย่างรวดเร็ว โดยเขาได้แสดงให้เห็นถึงฝีมือในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ เรื่อง “Armageddon,” “That Darn Cat,” “Detroit Rock City” และ “Gone in 60 Seconds”
บาร์ตันได้ทำงานกับภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ หลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น “Pearl Harbor,” “Bad Boys 2,” “The Island” และ “The Amityville Horror” (2005) ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ “Eragon,” “Get Rich or Die Tryin’,” “Star Wars: Episode III - Revenge of the Sith” และ “Ghost Ship” ก่อนหน้านี้ เขาทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับผลงานภาพยนตร์ของพี่น้องวาซอว์สกี้ เรื่อง“Speed Racer” ซึ่งนำแสดงโดย เอมิล เฮิร์สช์

พอล รูเบลล์ (PAUL RUBELL, A.C.E) – ผู้ลำดับภาพ

พอล รูเบลล์เคยทำงานให้กับผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ ในภาพยนตร์เรื่อง “Transformers” และ “The Island” เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากการทำงานให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์ของผู้กำกับ ไมเคิล มานน์ เรื่อง “Collateral” และภาพยนตร์ดราม่าของมานน์เช่นกัน เรื่อง “The Insider”
เมื่อเร็วๆ นี้ รูเบลล์ทำหน้าที่ผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของมานน์ เรื่อง “Miami Vice” และภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซีของ ปีเตอร์ เบิร์ก เรื่อง “Hancock” ซึ่งนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ ในปีนี้ รูเบลล์ยังจะมีผลงานภาพยนตร์อีกเรื่องในเดือนกรกฎาคม โดยเป็นภาพยนตร์ของมานน์อีกเช่นกัน เรื่อง “Public Enemies” ซึ่งนำแสดงโดยจอห์นนี่ เด๊ปป์, คริสเตียน เบล, แชนนิ่ง เททั่ม, บิลลี่ ครูดัพ, ลีลี โซบีเอสกี้ และจิโอวานนี่ ริบิซี่
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ปี 2003 เรื่อง “Peter Pan,” “The League of Extraordinary Gentlemen,” “S1m0ne,” “xXx,” “The Cell,” “Blade,” “The Stone Boy” และ “The Island of Dr. Moreau”

โจล เนกรอน (JOEL NEGRON) – ผู้ลำดับภาพ

ก่อนหน้านี้ โจล เนกรอนเคยทำงานให้กับภาพยนตร์ของแพล็ทตินั่ม ดูน บริษัทสร้างภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ อย่างเรื่อง “The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning” และยังทำหน้าที่เป็นแอสโซซิเอ็ท เอดิเตอร์ ให้กับภาพยนตร์ที่เบย์เป็นผู้กำกับ อย่างเรื่อง “Pearl Harbor” และ “Armageddon”
เนกรอนได้ร่วมงานกับผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน อยู่บ่อยๆ โดยได้ทำงานให้กับภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่อง อาทิเช่น “Big Fish,” “Planet of the Apes,” “Sleepy Hollow” และ “Mars Attacks!”
เมื่อเร็วๆ นี้ เนกรอนทำหน้าที่ผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง “The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ “Radio,” “The Invasion,” “Gridiron Gang,” “House of Wax” และ “xXx”

โธมัส เอ มัลดูน (THOMAS A. MULDOON) – ผู้ลำดับภาพ

ก่อนหน้านี้ โธมัส มัลดูนเคยทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับผลงานการกำกับของไมเคิล เบย์ เรื่อง “Transformers” และ “Bad Boys II” และเขายังทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์แอ็กชั่นของโดมินิค เซน่า เรื่อง “Gone in 60 Seconds” เขายังทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพร่วมให้กับภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ เรื่อง “The Island”

เดบอร่าห์ แอล สก็อตต์ (DEBORAH L. SCOTT) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

เดบอร่าห์ แอล สก็อตต์เคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมในปี 1988 จากการออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของ เจมส์ คาเมรอน เรื่อง “Titanic” เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้าจากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
ก่อนหน้านี้ สก็อตต์เคยร่วมงานกับผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ มาแล้วในภาพยนตร์ “Transformers” ภาคแรก, “The Island” และ “Bad Boys II” และยังได้ร่วมงานกับสตีเว่น สปีลเบิร์ก ในภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์เรื่อง “Minority Report” ด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้ออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ผจญภัยแอ็กชั่นขำขันเรื่อง “Get Smart” ซึ่งนำแสดงโดย สตีฟ คาเรลล์ และแอนน์ แฮ็ทธาเวย์, “Reign Over Me” ซึ่งนำแสดงโดยอดัม แซนด์เลอร์, ดอน ชีเดิล และเจด้า พินเก็ตต์ สมิธ, “Seraphim Falls” ซึ่งนำแสดงโดยเลียม นีสัน และเพียร์ซ บรอสแนน และภาพยนตร์ของแอนดี้ การ์เซีย เรื่อง “The Lost City” ปัจจุบัน สก็อตต์อยู่ระหว่างทำงานกับภาพยนตร์ที่เป็นผลงานรีเมกภาพยนตร์รางวัลออสการ์ในปี 1930 เรื่อง “All Quiet on the Western Front” ให้กับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ “The Upside of Anger,” “The Patriot,” “Wild Wild West,” “Heat,” “The Indian in the Cupboard,” “Legends of the Fall,” “Sliver,” “Jack the Bear,” “Hoffa,” “Defending Your Life” และ “Back to the Future”

สตีฟ จาบลอนสกี้ (STEVE JABLONSKY) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ

สตีฟ จาบลอนสกี้เคยแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ปี 2007 เรื่อง “Transformers” มาแล้ว รวมถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับไมเคิล เบย์ อีกเรื่องอย่าง “The Island” เขายังทำงานกับเบย์ในภาพยนตร์รีเมกสยองขวัญเรื่อง “Friday the 13th” (2009), “The Hitcher,” “The Texas Chainsaw Massacre” และ “The Amityville Horror” ทั้งหมดนี้เป็นผลงานการสร้างของแพล็ทตินั่ม ดูนส์ บริษัทสร้างภาพยนตร์ของเบย์ จาบลอนสกี้เคยร่วมงานกับผู้แต่งเพลงประกอบชื่อดังอย่างฮานส์ ซิมเมอร์ และแฮร์รี่ เกร็กสัน-วิลเลี่ยมส์ เขาได้ช่วยแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Bad Boys II,” “Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl,” “Tears of the Sun,” “Pearl Harbor,” “Hannibal” และ “Deceiver” นอกจากนี้ เขายังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์อินดี้อย่างเรื่อง “Border to Border” และ “Sorrow’s Child”

ลิงกิ้งพาร์ค (Linkin Park) - ร้องเพลงประกอบ

ลิงกิ้งพาร์ค หนึ่งในวงดนตรีร็อคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในทศวรรษนี้ ทำยอดขายผลงานจากทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 45 ล้าน มีผลงานซิงเกิลที่ฮิตติดชาร์ตมากมายหลายเพลง คว้ารางวัลแกรมมี่มาแล้วสองรางวัล และมีฐานแฟนจำนวนหลายล้านคน
ลิงกิ้งพาร์คได้แต่งและบันทึกเสียงเพลง “New Divide” ซึ่งเป็นเพลงธีมของภาพยนตร์เรื่อง “Transformers: Revenge of the Fallen” และยังได้ร่วมงานกับสตีฟ จาบลอนสกี้ และฮานส์ ซิมเมอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์
“Transformers: Revenge of the Fallen”คือผลงานเรื่องที่ 2 แล้วที่ลิงกิ้งพาร์คร่วมงานกับผู้กำกับไมเคิล เบย์ ในภาพยนตร์ “Transformers” ภาคแรก มีเพลงซิงเกิลฮิตของลิงกิ้งพาร์คอยู่ด้วย ได้แก่เพลง “What I’ve Done” ซึ่งขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ต Rock Tracks and Hot Modern Rock Tracks ของบิลบอร์ด

อัลเลกร้า เคล็กก์ (ALLEGRA CLEGG) – ผู้อำนวยการสร้างร่วม

อัลเลกร้า เคล็กก์คือสมาชิกคนสำคัญอีกคนหนึ่งของทีมผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ “Transformers” ภาคแรก ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไป $700 ล้าน และกลายเป็นดีวีดีที่ทำยอดขายสูงสุดในปี 2007 เธอยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Hancock” และเธอจะร่วมงานกับผู้กำกับโทนี่ สก็อตต์ ในภาพยนตร์ของฟ็อกซ์ เรื่อง “Unstoppable” ซึ่งนำแสดงโดยเดนเซล วอชิงตัน
เธอยังทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องของเรฟโวลูชั่น สตูดิโอส์ อาทิเช่น “America’s Sweethearts,” “13 Going on 30” และ “Christmas with the Kranks” ขณะทำงานอยู่ที่สตูดิโอแห่งนี้ เธอยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ 3 เรื่องให้กับบริษัทแฮปปี้ เมดิสัน ได้แก่ “Anger Management,” “Master of Disguise” และ “The Benchwarmers”
ก่อนหน้าจะมาทำงานกับเรฟโวลูชั่นสตูดิโอส์ เคล็กก์ได้ทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง “Galaxy Quest,” “The American President” และ “City of Angels”

สก็อตต์ ฟาร์ราร์ (SCOTT FARRAR) – วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์

สก็อตต์ ฟาร์ราร์ได้เข้ามาทำงานกับบริษัทอินดัสเตรียล ไลต์ แอนด์ เมจิค ในปี 1981 ในตำแหน่งผู้ควบคุมกล้องให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Star Trek II: The Wrath of Khan” และได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาทำงานเป็นวิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Who Framed Roger Rabbit” ในปี 1987
ในปี 1985 ฟาร์ราร์ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาวิชวลเอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง “Cocoon” เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์อีกหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น “The Chronicles of Narnia” ในปี 2006, “Backdraft” ในปี 1991 และ “A.I.: Artificial Intelligence” ในปี 2001 ฟาร์ราร์ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้าจากภาพยนตร์เรื่อง “Minority Report” เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาวิชวลเอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยมอีกครั้งจากภาพยนตร์ “Transformers” ภาคแรกในปี 2008
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของฟาร์ราร์ ขณะทำงานอยู่กับไอแอลเอ็ม คือ “xXx: State of the Union,” “The Pacifier,” “Peter Pan,” “Tears of the Sun,” “Space Cowboys,” “The Haunting,” “Deep Impact” และ “Star Trek VI: The Undiscovered Country”

สก็อตต์ เบนซ่า (SCOTT BENZA) – แอนนิเมชั่น ซูเปอร์ไวเซอร์

สก็อตต์ เบนซ่าเข้ามาร่วมงานกับอินดัสเตรียล ไลต์ แอนด์ เมจิคในปี 1997 ในตำแหน่งแอนนิเมเตอร์ เมื่อได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมแอนนิเมเตอร์ที่ไอแอลเอ็มแล้ว เขาได้ดูแลรับผิดชอบการพัฒนางานสร้างตัวละครซีจีให้กับภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่นการสร้างตัวละคร ร็อคมอนสเตอร์ ใน “Galaxy Quest” และยังเป็นผู้ดูแลงานสร้างภาพเครื่องบินตกให้กับภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ เรื่อง “Pearl Harbor” ในปี 2008 เขากับสก็อตต์ ฟาร์ราร์, รัสเซลล์ เอิร์ล และจอห์น เฟรเซียร์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขา Best Achievement in Visual Effects จากภาพยนตร์เรื่อง “Transformers”
เบนซ่ายังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลงานให้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง “Iron Man,” “Rush Hour 3,” “Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest,” “Mission: Impossible III,” “The Island,” “Star Wars Episode III: “Revenge of the Sith,” “The Hulk” และ “Wild Wild West”

เวย์น บิลล์ไฮเมอร์ (WAYNE BILLHEIMER) – วิชวลเอฟเฟ็กต์ โปรดิวเซอร์

เวย์น บิลล์ไฮเมอร์เข้าร่วมทำงานกับอินดัสเตรียล ไลต์ แอนด์ เมจิคในปี 1999 และไต่เต้าจนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นวิชวล เอฟเฟ็กต์ โปรดิวเซอร์ ให้กับภาพยนตร์ของจอน แฟฟโรว์ เรื่อง “Iron Man”
ก่อนหน้าจะเข้ามาร่วมงานกับไอแอลเอ็ม บิลล์ไฮเมอร์เคยทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานอิสระให้กับภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น “What Dreams May Come” และ “Flubber” ตั้งแต่ปี 2002 จนถึง 2005 บิลล์ไฮเมอร์ได้ทำงานหลายตำแหน่งในแผนกวิชวลเอฟเฟ็กต์ ตั้งแต่ตำแหน่งผู้จัดการกองถ่ายของภาพยนตร์เรื่อง “Eragon” จนถึงเอฟเฟ็กต์ โปรดิวเซอร์ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Cheaper by the Dozen 2” เขายังทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Star Wars: Episode II,” “Van Helsing” “Men in Black 2” และ “The Adventures of Shark Boy and Lava Girl 3-D”

จอห์น เฟรเซียร์ (JOHN FRAZIER) – สเปเชียล เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์

จอห์น เฟรเซียร์ ผู้เคยคว้ารางวัลออสการ์ เริ่มต้นทำงานออกแบบสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ในปี 1963 ที่ฮอนเต็ด เฮ้าส์ ไนต์คลับในฮอลลีวู้ด หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้ก้าวเข้ามาทำงานในแวดวงทีวี และกลายมาเป็นหัวหน้าแผนกสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ที่ NBC
เฟรเซียร์ทำงานในตำแหน่งนี้ที่ NBC จนถึงปี 1970 เมื่อเขาเข้าไปทำงานกับบริษัทโลคัล 44 และเริ่มสร้างงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์ นับแต่นั้นมา เขาได้สร้างผลงานให้กับภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 45 เรื่อง
ในปี 2005 เฟรเซียร์ได้รับรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง “Spider-Man 2” ก่อนหน้านั้น เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง “Spider-Man” ภาคแรก, “Pearl Harbor,” “The Perfect Storm,” “Armageddon,” “Twister” และ “Speed” ในปี 2008 เฟรเซียร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Achievement in Visual Effects จากภาพยนตร์เรื่อง “Transformers” และ ”Pirates of the Caribbean: At World’s End” และในปี 2007 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง “Poseidon”
ผลงานภาพยนตร์ของเฟรเซียร์ไม่ได้มีแค่ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาพยนตร์แนวตลก, ดราม่า, ไซไฟ และภาพยนตร์สยองขวัญด้วย อาทิเช่น “Drag Me to Hell,” “Fired Up,” “Seven Pounds,” “Pineapple Express,” “Hancock,” “The Kingdom,” “Spider-Man” สองภาคแรก, “Déjà Vu,” “The Island,” “Bad Boys II,” “Tears of the Sun,” “Windtalkers,” “Cast Away,” “Space Cowboys,” “The Haunting,” “Hard Rain” และ “Outbreak”
เมื่อเร็วๆ นี้ เฟรเซียร์ได้ร่วมงานกับผู้กำกับโทนี่ สก็อตต์ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Taking of Pelham 1 2 3” ส่วนผลงานใหม่ของเขายังรวมถึงภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง “Armored” และ “The Stepfather” (ทั้งสองเรื่องมีกำหนดเปิดตัวฉายในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้) และภาพยนตร์แฟนตาซีเอพิคเรื่อง “The Sorcerer’s Apprentice” ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2010

แมทธิว บัตเลอร์ (MATTHEW BUTLER) – วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์

แมทธิว บัตเลอรทำงานให้กับบริษัทดิจิตอล โดเมนของไมเคิล เบย์ เขาคือวิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ ผู้ทุ่มเทฝีมือทั้งทางด้านเทคนิคและศิลปะให้กับภาพยนตร์มาแล้ว 16 เรื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาดูแลงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor”
บัตเลอร์เริ่มต้นทำงานนาน 15 ปีที่ดิจิตอล โดเมน เมื่อเขาเข้ามาทำงานในตำแหน่งอิมเมจ ดาต้า ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Apollo 13” และไต่เต้าสู่ตำแหน่งศิลปินดิจิตอลให้กับภาพยนตร์เรื่อง “T2 3-D: Battle Across Time” เขายังทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Dante’s Peak” จากนั้น บัตเลอร์ได้ไปทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Titanic” เขายังทำหน้าที่เป็นซีจี ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Fight Club,” “How the Grinch Stole Christmas,” และ “Vanilla Sky” และทำหน้าที่เป็นแอสโซซิเอท วิชวล เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “xXx”
เขายังทำงานเป็นวิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์ของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช เรื่อง “The Day After Tomorrow”, ภาพยนตร์ของคลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง “Flags of Our Fathers” และ “Letters from Iwo Jima”

เคน เบ็ทส์ (KEN BATES) – ผู้ประสานงานสตั๊นต์/ ผู้กำกับกองถ่ายที่ 2/ ผู้อำนวยการสร้างร่วม

เคน เบ็ทส์เคยเล่นเป็นตัวประกอบและสตั๊นต์แมนให้กับดาร์ โรบินสัน หลังจากนั้นไม่นาน ฮอลลีวู้ดเริ่มเรียกใช้บริการของเบ็ทส์ ในปี 1988 เขาสร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยการเป็นสตั๊นต์แมนให้กับ อลัน ริคแมน ในภาพยนตร์เรื่อง “Die Hard” และในปี 1993 เขาได้รับรางวัลออสการ์ Scientific and Technical Achievement จากการสร้างระบบเบ็ทส์ ดีซีเลราเตอร์
เขาเคยทำงานเป็นผู้ประสานงานสตั๊นต์ และบ่อยครั้งยังทำงานในตำแหน่งผู้กำกับกองถ่ายที่ 2 ควบคู่ไปด้วย ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Transformers,” “The Island,” “The Italian Job,” “The Movie Hero,” “Bad Company,” “Training Day,” “Pearl Harbor,” “Armageddon,” “Con Air,” “The Rock” และ “Bad Boys” เบ็ทส์ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านงานสตั๊นต์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning,” “The Amityville Horror,” “The Texas Chainsaw Massacre” (2003) และ “Bad Boys II” นอกจากนี้ ผลงานสตั๊นต์ของเขายังมีให้เห็นในภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยอีกเป็นสิบๆ เรื่อง อาทิเช่น “Waterworld,” “The Mask,” “The Crow,” “Demolition Man,” “True Romance,” “Lethal Weapon 3” และ “The Last Boy Scout”


 
"ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2" เผยโฉมโปสเตอร์หุ่นหลักตัวเด่น 3 แบบ แต่ยังกั๊กหุ่นตัวใหม่อีกเพียบ สาวกทั่วโลกรอยลโฉม
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 12 พฤษภาคม 2552


 

           ค่อยๆปล่อยของดีออกมาให้สาวกทั่วโลกที่กำลังใจจดจ่อรอชมได้ยลโฉมกับหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สทั้งหลายที่จะมาปรากฏตัวในภาพยนตร์ภาคต่อที่กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ถล่มรายได้ทั่วโลกอีกครั้ง สำหรับ ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ภาคสอง ที่ชื่อว่า TRANSFORMERS : Revenge of the
fallen หรือชื่อไทยว่า ทรานส์ฟอร์เมอร์ส อภิมหาสงครามแค้น 3 โปสเตอร์แรก เป็นของ หัวหน้าฝ่ายออโต้บ็อทส์ อ็อพติมัส ไพรม์ ภาพที่สอง คือ
หุ่นสีเหลืองบอดี้การ์ดของพระเอกของเรื่อง บัมเบิ้ลบี และ ภาพที่สาม คือหุ่นฝ่ายดีเซ็ปติคอนส์ตัวร้าย ที่หนีจากสงครามภาคแรกไปได้ นั่นคือ สตาร์สครีม
ซึ่งเป็นตัวที่แปลงร่างจากเครื่องบินเจ็ทนั่นเอง

ซึ่งทางพาราเม้าท์ สตูดิโอผู้สร้างนั้นได้เผยต่ออีกว่า มีกำหนดการในการที่จะทยอยปล่อยภาพของหุ่นต่างๆมาให้แฟนๆได้ชมกันในเร็วๆนี้ ทั้งนี้คาดว่าความยิ่งใหญ่ของภาคต่อที่ตั้งอกตั้งใจสร้างกันอย่างเต็มที่สุดๆนี้ จะเป็นที่พอใจของแฟนๆทั่วโลกที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ 25 มิถุนายนนี้ เข้าฉายพร้อมกันทั่วโลกในโรงภาพยนตร์ และในระบบ 3D IMAX



 

 

สองดารานำ "ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2" "ไชอา" และ "มีแกน" เผยถึงเบื้องหลังการถ่ายทำอภิมหาโปรเจคท์
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 20 พฤษภาคม 2552



 

           ไชอา ลาบัฟ ดารานำชายพูดถึงทรานส์ฟอร์เมอร์สภาคนี้ว่า “ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ก็ยังเป็นทรานส์ฟอร์เมอร์สเป็นโลกจริงที่ถอดออกมาจากการ์ตูน ซึ่งเต็มไปด้วยแอ็คชั่นบิ๊กบึ้มเพียบ สาวสวยเซ็กซี่ รถอย่างงาม และ ความมันสะใจอย่างสุดโลกไปเลย เราไม่พยายามปรับเปลี่ยนให้มันเป็นหนังแบบมีสาระอะไรนัก คิดว่าแฟนๆหนังก็คงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน สำหรับคนที่คาดหวังในสิ่งที่จะมีมากขึ้น นอกจากสเกลของหนังที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เดินเรื่องฉับไวขึ้น และแข็งแรงขึ้น ก็เสริมด้วยบทที่ฉลาดขึ้น และใส่ลูกบ้าลูกฮาให้มากขึ้น มุขที่คนดูชอบๆกันจากภาคแรก จะเพิ่มมากขึ้นอีก”

ส่วนมีแกน ฟ็อกซ์ ดารานำหญิงพูดถึงเคล็ดลับความสวยเซ็กซี่ว่า “เรื่องนี้ ผู้กำกับไมเคิล เบย์ต้องการให้ดูแข็งแรง ไม่ใช่บอบบาง เพราะต้องเล่นฉากแอ็คชั่น วิ่ง กลิ้ง บู๊ เยอะมาก เคล็ดลับเพิ่มน้ำหนักคือ ดื่มน้ำอัดลมก่อนนอน เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยล่ะ ส่วนเรื่องของเมคอัพเข้าฉาก ฉันไม่ชอบนั่งเซทอะไรนานเป็นชั่วโมงๆหรอก แค่นิดหน่อยเพื่อให้สมจริงในฉากที่ต้องลุยก็พอแล้ว มีฉากกลางทะเลทรายอยู่ฉากหนึ่ง ผมของฉันสวยเซ็กซี่ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการโดนลมจากเฮลิคอปเตอร์ กับ ทรายที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาช่วยเซทผมให้เซ็กซี่ถูกใจใช่เลย” (ไม่เชื่อรอดูในหนัง "ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2" 24 มิ.ย. นี้)
 

 

10 เรื่อง ที่คุณยังไม่รู้กับ "Transformers 2" และความพิเศษในเวอร์ชั่น"ไอแมกซ์"
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 14 มิถุนายน 2552



 

           ไอย่างที่ทราบกันแล้วว่า ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ภาคใหม่ “อภิมหาสงครามแค้น” จะได้ฤกษ์เข้าฉายเร็วขึ้นเพื่อให้ทันอกทันใจบรรดาสาวกทั่วโลก ก่อนที่ทุกคนจะได้ไปสัมผัสกับความสนุกตื่นเต้นเอนเตอร์เทนสุดๆนั้น วันนี้เราก็มีเกร็ดหนังมานำเสนอกัน


1. หนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อที่ใช้กราฟฟิกเยอะมากจากเดิมเพียง 15 เทราไบท์ เพิ่มขึ้นเป็น 140 เทราไบท์ หรือเกือบ 10 เท่าตัวจากภาคที่แล้ว ภาพส่วนใหญ่ในเรื่องจะเป็น CG เป็นหลัก
และที่เปลือง CG มากสุดก็เป็นเวอร์ชั่นไอแมกซ์ เพราะเรโซลูชั่นสูงและพื้นที่การฉายเยอะกว่าปกติ

2. ทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 มีเวอร์ชั่นไอแมกซ์ ที่ถ่ายด้วยกล้องไอแมกซ์เหมือนปีที่แล้วที่มีเรื่อง ดาร์กไนท์
ก็คือเต็มจอไอแมกซ์ทุกทิศทุกทางในฉากกล้องไอแมกซ์ และฉาก ธรรมดาจะเป็นระบบ DMR แปลงมาจาก 35 มม. ซึ่งก็จะยักษ์กว่าโรงปกติอยู่ดี

3. เวอร์ชั่นไอแมกซ์จะมีฉากพิเศษที่โรงปกติไม่มี เอฟเฟกซ์ต่างๆเยอะกว่า ยาวกว่าแค่ไหน เบย์ยังไม่เปิดเผย

4. ไมเคิล เบย์ ผกก. แอบบ่นอุบว่า เวอร์ชั่นไอแมกซ์เปลืองเวลาทำงานเค้ามากและต้องนอน เทียงคืนทุกคืนต่อกันหลายสัปดาห์แบบนันสต๊อป
เพื่อทำเอฟเฟกซ์ เรนเดอร์กันเยอะ ถึง 40K เลยทีเดียว และแน่นอน จอใหญ่กว่าก็เปลือง เรโซลูชั่นสูงกว่า

5. จอไอแมกซ์ใหญ่มาก ประมาณ 28 เมตร x 20 เมตร หรือ 560 ตารางเมตร หรือ เท่ากับทีวี 1380 นิ้ว (ซื้อไปไว้ที่บ้านสักอันไหม)
อยากทำจอเองที่บ้านได้ไปซือ้ทีวี 40 นิ้วมาวางกัน 875 เครื่องนะจ๊ะ

6. เนื่องจากผืนผ้าจอไอแมกซ์ใหญ่มาก ไมเคิลเบย์ซื้อคอมมานั่งเรนเดอร์กราฟฟิก CG ทีสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ
หนังเรื่องนี้มีหุ่นทั้งหมด 42 ตัว จำชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว ใครอยากรู้ชื่อไปซื้อหนังสือมาอ่านกันก่อน

7. ไมเคิลเบย์ กล่าวหาว่า แมคจี ผู้กำกับคนเหล็ก 4 ก๊อปหุ่นของทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 ไปใช้ใน คนเหล็ก 4 หลายตัว
งานนี้ แมคจี ออกมาโต้กลับว่าเป้นแค่ความบังเอิญ เหมือนกันแค่ไหนต้องไปพิสูจน์กันในโรง

8. ที่ว่าดิจิตอล คมชัดกว่าฟิลม์นั้นไม่จริง เพราะดิจิตอลเมืองไทยสูงสุด คือ 2K ส่วนไอแมกซ์เป็นฟิลม์ก็จริงแต่ 8K หรือ คมกว่า 4 เท่าของดิจิตอล

9. ทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 นั้นเป็นหนังฟอรม์ยักษ์จริง ๆ ขนาด แฮรี่พอตเตอร์ ที่คงกระพันมายาวนานถึง 6 ภาคยังต้องหลบ
ที่อเมริกานั้น ชาวอเมริกันเศร้าโศกกันอย่างมากเมื่อทราบข่าวว่า แฮรี่เวอร์ชั่นสามมิติไอแมกซ์จะโดนเลื่อนฉายไป 2 สัปดาห์
เนื่องจาก ทรานส์ฟอร์เมอรส์ 2 เข้าฉายก่อนเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ข่าวดีสำหรับคนไทยคือ เมืองไทยยังโชคดี ได้ดูทั้ง 2 เรื่องแบบไม่มีโรคเลื่อน


10. คุณอ่านเมล์ฉบับนี้จบยังไม่อยากจะไปดูหนังเรื่องนี้อีกเหรอ เจอกัน 23 มิถุนายนนี้ เริ่มฉายรอบ 17.00 น.


 

"ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2" เปิดตัวสุดอลังการสมศักดิ์ศรีหนังเต็งหนึ่ง ยอดจองตั๋วล่วงหน้าทุกโรง ถล่มทลายเกินคาด
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 23 มิถุนายน 2552



 

           ข่าวร้อนๆจากงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่อง ทรานส์ฟอร์เมอร์ส อภิมหาสงครามแค้นที่ลานหน้าเซนทรัลเวิล์ด เมื่อคืนวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ซึ่งได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย Mr. Eric G. John และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ร่วมงาน พร้อมด้วยพันธมิตรที่ร่วมจัดงานได้แก่ เครือโรงภาพยนตร์เอสเอฟซีนีม่า ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส เจนเนอรัลมอเตอร์ส-เชฟโรเลต จัดโชว์หุ่นยักษ์สูง 6 เมตร ถึงสองตัวมาจัดโชว์แฟนๆที่มาร่วมงานกันอย่างแน่นพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตของหนุ่ม รุจ เดอะสตาร์ที่แปลงโฉมมาในชุดเข้มมาดร็อคเกอร์ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับได้ล้นหลาม รวมถึงหนุ่มฮอตแฟนทรานส์ฟอร์เมอร์สอีกคนอย่าง เป้ อารักษ์ ก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน ก่อนที่จะเข้าชมภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์สรอบพิเศษที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟเวิล์ด

ซึ่งหลังจากจบรอบก็เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้อย่างมากแฟนๆหลายท่านบอกว่าสมกับที่รอคอย ระดับของความมันส์และฉากแอ็คชั่นรวมถึงหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สทั้งหลายนั้นมากขึ้นกว่าภาคแรกเพียบถือเป็นภาพยนตร์เต็งหนึ่งที่จะทำรายได้สูงสุดของปีนี้

โดยกระแสของความร้อนแรงที่วัดได้จากยอดจองบัตรทุกที่รวมถึงโรงภาพยนตร์กรุงศรีไอแมกซ์ได้รับการตอบรับจองล่วงหน้าอย่างล้นหลามแฟนๆจำนวนมากต้องการชมภาพยนตร์ Transformers Revenge of the Fallen หรือทรานสฟอร์เมอร์ส อภิมหาสงครามแค้นทั้งในระบบฟิล์ม และในรูปแบบเต็มจอยักษ์ไอแมกซ์ ที่มีฉากพิเศษ 4 ฉากถ่ายทำด้วยกล้องไอแมกซ์ และรอบแรกที่จะเปิดฉายวันนี้เวลา 17.00น.นั้น ทางไอแมกซ์ได้เผยว่า เป็นสถิติที่ดีมากๆ มียอดจองเข้ามาทะลักถึง 1.2 ล้านบาท หรือประมาณ 4000 ที่นั่ง คาดว่าสัปดาห์แรกรอบฉายจะเต็มทุกที่นั่ง
จึงฝากประชาสัมพันธ์ถึงแฟนๆทุกท่านที่ไม่ต้องการพลาดความผิดหวังกรุณาจองตั๋วล่วงหน้าและเช็ครอบฉายก่อนไปชมด้วยซึ่งทุกโรงนั้นได้มีการเทรอบฉายให้กับทรานส์ฟอร์เมอร์สอย่างเต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมทุกท่านโดยคาดหมายว่าภาคนี้จะทำรายได้รวมมากกว่าภาคแรกอย่างแน่นอน และอาจจะสร้างสถิติเกิน 150 ล้านบาท

สกู๊ปพิเศษจากภาพยนตร์ "Transformers 2 Revenge of the Fallen"
 







 

โปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับแฟน"ทรานส์ฟอร์เมอร์ส"ตัวจริง!!
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 15 กรกฎาคม 2552

           ยังคงความแรงไม่หยุดสำหรับหนังสุดยิ่งใหญ่แห่งปีนี้ซึ่งในขณะนี้คาดว่าจะเป็นแชมป์ประจำปีนี้และโค่นแชมป์เก่าที่เคยทำรายได้ตลอดกาลสูงสุดอย่าง The lord of the ring 3หรือ Spiderman 3 ไปแล้วเรียบร้อย ด้วยตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการผ่านหลัก 215ล้านบาทไปแล้ว ทางค่ายหนัง UIPร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆจัดโปรโมชั่นสำหรับแฟนทรานส์ฟอร์เมอร์สตัวจริงที่ชื่นชอบและดูกันหลายรอบมีทั้งลด แลก แจก แถม ชิงรางวัลสุดพิเศษมากมาย ดังนี้คะน้องๆหรือครอบครัวที่ทาน Kellogg’s กันเป็นประจำ ฝากล่องมีมูลค่าถึง 40บาทคะ โดยตัดฝากล่องด้านบาร์โค้ด สำหรับกล่องขนาดกลางและขนาดใหญ่นำมาเป็นส่วนลดเมื่อซื้อบัตรชมทรานส์ฟอร์เมอร์สทุก 2 ที่นั่ง ตั้งแต่ 16 ก.ค.เป็นต้นไป ทั้งเครือเมเจอร์ อีจีวี และเอสเอฟซีเนม่า

แฟนๆที่มีรถยนต์สวยเปรี้ยวแรง คาลเท็กซ์ เดโล่ สปอร์ตก็มอบบัตรชมภาพยนตร์ให้ทันที 1 ที่นั่งเมื่อซื้อน้ำมันเครื่องเดโล่ แล้วส่ง SMS 4504094 บอกเลขที่ใบเสร็จ ราคาที่ซื้อ แล้วรอSMS ตอบกลับ แล้วนำไปแสดงที่ช่องขายตั๋ว พร้อมกับใบเสร็จก็รับบัตรชมทรานส์ฟอร์เมอร์สเลยทันที รีบด่วนเลยคะ ถึง 31 ก.ค.นี้ (บัตรมีจำนวนจำกัด)เฉพาะเครือเมเจอร์ อีจีวี

และอีกหนึ่งโปรโมชั่นที่เอาใจแฟนๆนักสะสมของที่ระลึกและแฟนๆกลุ่มใหญ่เพื่อนเยอะแฟนแยะ รับทันที เข็มกลัด ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 6 แบบ 6 ลาย (Limited Edition) ทุก 2 ที่นั่งรับทันที 1 อัน เริ่มตั้งแต่ 9 ก.ค. เป็นต้นไป รีบด่วนก่อนจะหมด

ลุ้นรางวัลหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สเซทใหญ่และของที่ระลึกส่งตรงจากเมืองนอก มูลค่ารวมกว่า 30,000บาทสำหรับแฟนที่สะสมหางบัตรต่อกันยาวที่สุด ของรอบตั้งแต่วันที่ 1-31ก.ค.นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เครือเมเจอร์ อีจีวี และเอสเอฟซีเนม่า



 
"ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2" ยืนโรงฉาย สร้างปรากฏการณ์ฮิตทั่วโลก สถิติใหม่ครองแชมป์อับดับหนึ่งรายได้สูงสุดตลอดกาลในไทย
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 20 กรกฎาคม 2552

          ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้ว ทางพาราเม้าท์สตูดิโอได้ประกาศข่าวที่น่ายินดีกับผลงานในปีนี้จากหนังทุกเรื่องที่ออกฉายสามารถทำรายได้รวมกันทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Monsters VS Aliens, StarTrek, Madagascar 2, Watchmen และโดยเฉพาะพระเอกของค่ายนี้คงหนีไม่พ้น Transformers 2 ซึ่งถล่มรายได้รวมถึงเกือบ 400 ล้านเหรียญแล้วในขณะที่ยังคงฉายอยู่ตอนนี้ และสร้างสถิติใหม่ขึ้นครองแชมป์หนังอันดับหนึ่งที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ซึ่งเบียดแชมป์เก่าไททานิค และสำหรับเมืองไทยก็เช่นกัน
จากสถิติตัวเลขของ MPA (Motion Picture Association) ที่รวบรวมรายได้ของหนังฮอลลีวู้ดในบ้านเรานั้น ล่าสุดของเดือนกรกฎาคมปีนี้ ณ วันที่ 19 ก.ค.นี้ Transformers: Revenge of the Fallen ทำรายได้สูงถึง 197,176,594 บาท (เฉพาะกรุงเทพฯและเชียงใหม่ ) ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของภาพยนตร์ต่างประเทศที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล แซงแชมป์เก่าอย่าง The Lord of the Rings ภาค 3 ซึ่งตัวเลขนี้ถ้ารวมรายได้จากทั้งประเทศนั้น จะสูงถึง 227,350,594 บาท แล้วในขณะนี้ และจากกระแสความต้องการชมที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ทรานส์ฟอร์เมอร์สจึงยังคงมีโปรแกรมฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ คุณแอนโทนี่ โวเกิลส์ ผู้จัดการทั่วไป ของ ยูไอพี ประเทศไทย ได้เผยถึงเป้าหมายและความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ แรกเริ่มนั้นเราวางเป้าหมายไว้ 3 ขั้นคือ หนึ่ง ทำรายได้เกินภาคแรกที่ทำไว้ประมาณ 127 ล้านบาท สอง คือการทำรายได้เกินแชมป์ของยูไอพี ประเทศไทย คือ The Lost World ที่ทำไว้ 141.8 ล้านบาท และ สาม คือ ทำรายได้เกินแชมป์หนังต่างประเทศที่เข้าฉายในประเทศไทย ซึ่งเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์ 3 ทำไว้ที่ 181.08 ล้านบาท เราทำได้ครบทั้งสามเป้าหมายแล้วในสัปดาห์ที่สามของการฉาย และตอนนี้เราได้ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ล้านบาท สำหรับรายได้จากกรุงเทพฯและเชียงใหม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้มาจากความสามารถของผู้กำกับไมเคิล เบย์ และการแสดงที่เข้าคู่กันของไชอา ลาบัฟและมีแกน ฟ็อกซ์ เช่นเดียวกับกองทัพหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ผมขอขอบคุณแฟนๆทรานส์ฟอร์เมอร์สชาวไทยทุกท่านที่ให้การสนับสนุนหนังที่สนุกสนานที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี และหวังว่าทุกท่านจะหาโอกาสไปชมอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดของงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นที่มีฉากพิเศษที่โรงไอแม็กซ์ด้วย อย่าลืมพาเพื่อนๆและครอบครัวไปสนุกกันได้ทุกโรงภาพยนตร์”

ความสำเร็จของทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2 เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในรอบหลายๆปีของธุรกิจภาพยนตร์ในบ้านเรา เพราะช่วยสร้างกระแสความนิยมในการเข้าชมที่โรงภาพยนตร์ให้ฟื้นขึ้นในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ คุณอนวัช องค์วาสิฏฐ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ได้ให้ความเห็นว่า “ภาพยนตร์ทรานฟอร์เมอร์ 2 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับวงการภาพยนตร์ สร้างกระแสการชมภาพยนตร์ให้คึกคัก มีผู้ชมทุกเพศทุกวัยออกมาชมอย่างคับคั่ง ทำลายสถิติเรื่องรายได้สูงสุด ในหลายๆเรื่อง ซึ่งในความสำเร็จของภาพยนตร์มาจากองค์ประกอบที่ดี ในทุกๆส่วน ทั้งในส่วนโปรดักท์ คือเนื้อเรื่อง การโปรโมต โปรโมชั่น และการพีอาร์ที่ดีเยี่ยม และการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างมากมาย ในฐานะผู้นำด้านโรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด มหาชน ซึ่งประกอบไปด้วย โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, อีจีวี ซีนีม่า, เอสพานาด ซีนีเพล็กซ์, พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ กรุงศรี ไอแมกซ์ ในระบบดิจิตอล DMR รวมกันกว่า 46 สาขาทั่วประเทศ ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งมีการเพิ่มรอบฉายภาพยนตร์รอบเช้า และรอบดึก กระหน่ำรอบฉายทุกๆ 15 นาที ด้วยจำนวนโรงกว่า 500 โรง มีการทำโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆอย่างมากมาย ทำให้ได้ผลตอบรับกลับมาอย่างดีเยี่ยม ทำรายได้ให้กับภาพยนตร์ที่ฉายในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป รวมมากกว่า 150 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดกว่า 70 % ซึ่งหวังว่าจะทำให้ ภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์2 มุ่งหน้าทำลายสถิติอื่นๆ อีกต่อไป”

คุณสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ กรรมการผู้จัดการเอฟเอส ซีเนม่าซิตี้ ได้ให้ความคิดเห็นว่า“ความสำเร็จที่น่ายินดีของทรานส์ฟอร์เมอร์ส เป็นเครื่องมือที่พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์จะเกี่ยวโยงกับคุณภาพของตัวหนังเป็นหลัก โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ธุรกิจภาพยนตร์ก็ยังสามารถที่จะเติบโตได้ ถ้าเราได้ตัวหนังที่ดีมีคุณภาพมาเข้าฉาย อย่างทรานส์ฟอร์เมอร์ส ถือเป็น benchmark ใหม่ของฮอลลีวู้ดฟิล์ม เป็นมาตรฐานใหม่ที่ยากจะหาใครมาล้มล้างได้ ซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของภาคนี้น่าจะได้มาจากภาคแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม ด้วยเนื้อหาที่น่าติดตาม มีความแปลกใหม่ แตกต่างจากหนังแอ็คชั่นอื่นๆ รวมถึงทุนสร้างโปรดัคชั่นที่เรียกว่า อภิมหาอลังการ เราคาดหมายว่าภาคสองนี้จะมีประสบความสำเร็จมียอดผู้ชมมากขึ้นกว่าภาคแรกแน่นอน จึงได้สนับสนุนในส่วนของการจัดกิจกรรมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ และร่วมกับพันธมิตรต่างๆอีกมากมายจัดกิจกรรมโปรโมชั่นสำหรับผู้ชมทุกท่าน เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้ผู้ชมเข้ามาดูกันมากขึ้น พร้อมกับเสนอฉายฟิล์มในระบบดิจิตอลที่ให้อรรถรสในการชมนั้นดีเยี่ยมยิ่งขึ้น เต็มอิ่มขึ้นกับทั้งภาพและเสียง ซึ่งฟีดแบ็คของผู้ชมส่วนใหญ่ที่มาชมภาพยนตร์ที่เอสเอฟนั้นมีความประทับใจและมาดูซ้ำมากกว่าหนึ่งรอบด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2 จะสร้างปรากฏการณ์ สร้างสถิติใหม่มากมายเช่นนี้”

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2 ยังคงยืนโรงฉายพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับแฟนๆตัวจริง โดยทางค่ายหนัง UIP ร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆจัดโปรโมชั่นสำหรับแฟนทรานส์ฟอร์เมอร์สตัวจริงที่ชื่นชอบและดูกันหลายรอบ มีทั้งลด แลก แจก แถม ชิงรางวัลสุดพิเศษมากมาย

น้องๆหรือครอบครัวที่ทาน Kellogg’s กันเป็นประจำ ฝากล่องมีมูลค่าถึง 40 บาท เพียงตัดฝากล่องด้านบาร์โค้ด สำหรับกล่องขนาดกลางและขนาดใหญ่ นำมาเป็นส่วนลดเมื่อซื้อบัตรชมทรานส์ฟอร์เมอร์สทุก 2 ที่นั่ง ตั้งแต่ 16 ก.ค. เป็นต้นไป ทั้งเครือเมเจอร์ อีจีวี และเอสเอฟซีเนม่า

แฟนๆที่มีรถยนต์สวยเปรี้ยวแรง คาลเท็กซ์ เดโล่ สปอร์ต ก็มอบบัตรชมภาพยนตร์ให้ทันที 1 ที่นั่ง เมื่อซื้อน้ำมันเครื่องเดโล่ แล้วส่ง SMS 4504094 บอกเลขที่ใบเสร็จ ราคาที่ซื้อ แล้วรอ SMS ตอบกลับ แล้วนำไปแสดงที่ช่องขายตั๋ว พร้อมกับใบเสร็จ ก็รับบัตรชมทรานส์ฟอร์เมอร์สเลยทันที รีบด่วนเลยคะ ถึง 31 ก.ค.นี้ (บัตรมีจำนวนจำกัด) เฉพาะเครือเมเจอร์ อีจีวี

อีกหนึ่งโปรโมชั่นที่เอาใจแฟนๆนักสะสมของที่ระลึก และแฟนๆกลุ่มใหญ่
รับทันที เข็มกลัด ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 6 แบบ 6 ลาย (Limited Edition) ทุก 2 ที่นั่งรับทันที 1 อัน เริ่มตั้งแต่ 9 ก.ค. เป็นต้นไป รีบด่วน ก่อนจะหมด

ลุ้นรางวัลหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สเซทใหญ่ และของที่ระลึกส่งตรงจากเมืองนอก มูลค่ารวมกว่า 30,000บาท สำหรับแฟนที่สะสมหางบัตรต่อกันยาวที่สุด ของรอบตั้งแต่วันที่ 1-31 ก.ค.นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เครือเมเจอร์ อีจีวี และ เอสเอฟซีเนม่า


 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด