รู้จักให้มากขึ้น ก่อนชมภาพยนตร์ "Star Trek"
Openmm.com
Movie InEntertainment วันที่ 24
เมษายน 2552
อนาคตอุบัติขึ้นแล้ว
การผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้อุบัติขึ้นแล้ว
ด้วย Star Trek
เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ที่พูดถึงการเดินทางผจญภัยครั้งแรกของลูกเรือหนุ่มสาวบนยานอวกาศที่ก้าวล้ำนำสมัยและไฮเทคที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันออกมา
อย่างยานยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์
และระหว่างการเดินทางสุดแสนตื่นเต้นครั้งนี้ที่อัดแน่นไปด้วยความหวัง,
แผนการร้าย, เรื่องราวสนุกเฮฮา
และภยันตรายของจักรวาล
บรรดาลูกเรือหน้าใหม่กลุ่มนี้ต้องหาทางหยุดวายร้ายที่หวังจะแก้แค้น
ซึ่งส่งผลคุกคามชีวิตของมนุษย์ทุกคน
ชะตากรรมของทั้งแกแล็คซี่ตกอยู่ในกำมือของสองคู่ปรับจากสองโลก
คนแรกคือ เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก (คริส ไพน์)
เด็กหนุ่มชาวไร่จากไอโอว่าที่ต้องการความตื่นเต้นในชีวิต
ซึ่งมีความเป็นผู้นำอยู่ในสายเลือด อีกคนก็คือ
สป็อค (แซ็คคารี่ ควินโต้) ผู้เติบโตมาบนดาววัลแคน
เขากลายเป็นแกะดำในสังคมเพราะชาติกำเนิดที่เป็นลูกครึ่งมนุษย์
ทำให้เขามีอารมณ์ที่อ่อนไหวในแบบที่ชาววัลแคนไม่มี
แต่ด้วยความที่เป็นนั กเรียนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและเฉลียวฉลาด
ทำให้เขากลายเป็นชาววัลแคนคนแรกที่สามารถเข้าเรียนในสถาบันสตาร์ฟลีทได้
เคิร์ก กับ สป็อคแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
แต่ในระหว่างการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองของทั้งคู่
รวมถึงค้นหาสิ่งที่พวกเขาอยากทำเพื่อโลกใบนี้
ในไม่ช้า ทั้งคู่กลายเป็นคู่แข่งในการเรียน
ด้วยสไตล์ที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งทำทุกอย่างด้วยอารมณ์ อีกคนทำด้วยเหตุผล
พวกเขากลายเป็นคู่ปรับที่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลา
และต่างไม่ชอบขี้หน้ากัน
และต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะได้รับเลือกให้อยู่ในกลุ่มนักเรียนหัวกะทิที่จะได้เข้าร่วมทีมลูกเรือของยานยูเอสเอส
เอ็นเตอร์ไพรส์
ยานอวกาศที่ก้าวล้ำยุคที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา
ลูกเรือกลุ่มนี้อยู่ภายใต้การนำทีมของกัปตันคริสโตเฟอร์
ไพค์ (บรูซ กรีนวู้ด)
ที่เข้ามาร่วมผจญภัยบนยานเอ็นเตอร์ไพรส์กับเขา
ก็คือ เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำยาน เลนนาร์ด โบนส์
แม็คคอย (คาร์ล เออร์แบน),
ชายผู้จะกลายมาเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรรมของยาน
มอนต์โกเมอรี่ สก็อตตี้ สก็อตต์ (ไซม่อน เป็กก์),
เจ้าหน้าที่สื่อสาร อูฮูร่า (โซอี้ ซัลดาน่า),
นายท้ายยานผู้มีประสบการณ์อย่างซูลู (จอห์น โช)
และเด็กอัจฉริยะวัย 17 ปีอย่างเชคอฟ (อันตวน
เยลชิน)
พวกเขาเหล่านี้จะต้องเผชิญหน้ากับการทดสอบครั้งแรกที่สุดแสนเจ็บปวดที่จะช่วยสร้างความภักดี
มิตรภาพ ความกล้าหาญ
และอารมณ์ขันที่จะผูกพันพวกเขาไปตลอดกาล
ท่ามกลางเรื่องราวทั้งหมดนี้
เคิร์กกับสป็อคต้องเผชิญหน้ากับพรหมลิขิตที่ปฏิเสธไม่ได้
นั่นก็คือความต้องการที่จะก่อมิตรภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ทรงพลังยิ่งนัก
ทำให้พวกเขาสามารถนำลูกเรือของพวกเขาเดินหน้าฝ่าฟันไปถึงยังที่ที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน
พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส และสปายกลาส
เอนเตอร์เทนเม้นต์ ภูมิใจเสนอ
ผลงานการสร้างของแบ็ดโรบ็อท เรื่อง Star Trek
นำแสดงโดยจอห์น โช, เบน ครอสส์, บรูซ กรีนวู้ด,
ไซม่อน เป็กก์, แซ็คคารี่ ควินโต้, วีโนน่า
ไรเดอร์, โซอี้ ซัลดาน่า, คาร์ล เออร์แบน, อันตวน
เยลชิน, เอริค บาน่า และเลนนาร์ด นีมอย
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เจเจ อับรามส์
(Mission: Impossible III, Lost, Alias)
และเขียนบทโดย โรแบร์โต้ ออร์ซี่ และอเล็กซ์
เคิร์ตซ์แมน (MI: III, Transformers)
ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงเนื้อหาจาก Star Trek
ที่สรรค์สร้างโดยจีน ร็อดเดนเบอร์รี่
ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยเจเจ อับรามส์
และเดม่อน ลินเดลอฟ
ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหารประกอบไปด้วย ไบรอัน
เบิร์ก, เจฟฟรีย์ เชอร์นอฟ, โรแบร์โต้ ออร์ซี่
และอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน, ผู้กำกับภาพ ได้แก่ แดน
มินเดล, เอเอสซี, โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่
สก็อตต์ แชมบลิสส์
ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดยแมเรี่ยนน์ แบรนดอน,
เอซีอี และแมรี่ โจ มาร์กี้, เอซีอี
ส่วนผู้ทำหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่
ไมเคิล แคปแลน
งานวิชวลเอฟเฟ็กต์และแอนนิเมชั่นเป็นฝีมือของอินดัสเทรียล
ไลท์ แอนด์ เมจิค, ดนตรีประกอบเป็นฝีมือของไมเคิล
เกียคชิโน่
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจัดให้เป็นภาพยนตร์เรต
PG-13 อันเนื่องมาจากฉากแอ็กชั่นแนววิทยาศาสตร์
ความรุนแรง
และเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ
ย้อนคืนสู่พรมแดนด่านสุดท้าย
ในประวัติศาสตร์ที่กินเวลานานมากกว่า 40 ปี
นี่คือผลงานความบันเทิงที่ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
Star Trek
ได้สร้างสถานะที่น่าชื่นชมในวัฒนธรรมยุคใหม่ในฐานะเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวที่ยังคงดำเนินต่อไป
ที่ว่าด้วยเรื่องราวความกล้าได้กล้าเสียอันแสนกล้าหาญ
มหัศจรรย์
และน่ายำเกรงของมนุษย์ที่ปรารถนาจะเดินทางไปให้ถึงดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ
ด้วยประโยคเปิดเรื่องที่เป็นอมตะของซีรีส์ต้นฉบับที่สร้างฉายทางทีวีในยุค
1960 ที่บอกว่า อวกาศ พรมแดนด่านสุดท้าย
ความสำเร็จของการเดินทางข้ามจักรวาลในซีรีส์เรื่องนี้
ยังคงเป็นเสมือนการเฉลิมฉลองต่อความตื่นเต้นที่เกิดจากการผจญภัย
จิตวิญญาณของผู้บุกเบิกที่มีต่อการสำรวจ
และแรงกระตุ้นที่จะสร้างอนาคตที่น่าทึ่งที่ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้
การเดินทางที่แสนหาญกล้าและกระตุ้นใจของยานสตาร์ชิพ
เอ็นเตอร์ไพรส์
และยานอวกาศอีกหลายลำที่ติดตามออกมาในภายหลังตามเส้นทางการบินของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
กระตุ้นความเป็นคนช่างฝันในตัวพวกเราทุกคนให้ตื่นขึ้นมา
รวมถึงความฝันและความหวังของพวกเราที่ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดในความเป็นมนุษย์ของพวกเราออกมา
เมื่อออกอากาศครั้งแรก
ซีรีส์ต้นฉบับยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ต่อมา
ความนิยมกลับเริ่มกระจายไปทั่วในกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นคนที่ตอบรับตัวละครที่ทั้งตลก ขัดแย้ง
มีความสามารถ และภารกิจนานถึง 5
ปีเพื่อค้นหาโลกและวัฒนธรรมใหม่อย่างสันติ
แต่ภารกิจที่ว่านี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร
อะไรคือสิ่งที่ทำให้กลุ่มชายหนุ่มหญิงสาวที่มีความทะเยอทะยานและฉลาดหลักแหลมกลุ่มนี้มารวมตัวกัน
และอะไรคือตัวผลักดันให้พวกเขาออกสำรวจดินแดนใหม่เหล่านี้
พวกเขาสร้างมิตรภาพสุดพิเศษครั้งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
รวมถึงความมุ่งมั่นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการค้นพบมากมาย
และการผจญภัยในอีกหลายปี หรือหลายศตวรรษต่อมา
สำหรับผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้าง เจเจ อับรามส์
การเดินย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
หลังจากมีการสร้างซีรีส์ที่ฉายทางทีวีถึง 6 ครั้ง
และมีภาพยนตร์ออกมาถึง 10
เรื่องคือหนทางเดียวที่จะหลอมอนาคตขึ้นมาใหม่ได้
จินตนาการที่เขามีก็คือการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง
เริ่มต้นด้วย เจมส์ ที เคิร์ก
ที่ยังเป็นเพียงนักบินผู้ช่วย, พัฒนาการของสป็อค
เด็กหนุ่มชาววัลแคนในสถาบันสตาร์ฟลีท
และการเดินทางครั้งแรกครั้งสำคัญของพวกเขาสองคน
อับรามส์เดินเข้ามาสู่โปรเจ็กต์นี้ด้วยความนับถือที่เขามีต่อ
จีน ร็อดเดนเบอร์รี่ ผู้สร้างซีรีส์เรื่องนี้
รวมไปถึงความสำเร็จทั้ง หมดทั้งมวลของ
Star Trek
ในฐานะที่เป็นผู้สร้างตำนานที่เป็นต้นแบบยุคใหม่
และเป็นปรากฏการณ์ที่มีกลุ่มคนติดตามและคลั่งไคล้บูชา
อย่างไรก็ดี
อับรามส์อยากจะพาเรื่องราวนี้ไปยังจุดที่มันยังไม่เคยไปถึงมาก่อน
นั่นก็คือการสร้างสรรค์เรื่องราวที่เป็นเอพิคแอ็กชั่นเกี่ยวกับผู้นำที่แสนกล้าหาญทั้งสองคนเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มอวดดี
ผมเป็นแฟนของซีรีส์ต้นฉบับอยู่แล้ว
ถึงจะไม่ถึงขั้นเป็นชาวเทรคเกอร์ก็เถอะ
อับรามส์บอก แต่ผมรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางอย่างที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนกับ
Star Trek มีการสร้างภาพยนตร์ออกมาแล้วถึง 10
เรื่อง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ Star Trek
ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์จะพูดถึงเรื่องราวที่ถือว่าเป็นรากฐานที่
จีน ร็อดเดนเบอร์รี่ ได้สร้างเอาไว้ในปี 1966
อับรามส์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่ผมตั้งความหวังไว้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ
คุณไม่จำเป็นต้องเคยเห็นอะไรเกี่ยวกับ Star Trek
มาก่อนเลยก็ได้
คุณก็จะยังสนุกไปกับการผจญภัยที่แสนเฮฮาและโรแมนติคสุดตื่นเต้นนี้ได้
แต่มันยังเป็นความภาคภูมิใจที่ได้สานต่อโลกอันแสนวิเศษที่เป็นอมตะที่
จีน ร็อดเดนเบอร์รี่ ได้ให้กำเนิดเอาไว้ สิ่งดีๆ
ที่ Star Trek ได้มอบให้กับโลกนี้ก็คือ
การมองโลกในแง่ดี
และผมหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสานต่อธรรมเนียมปฏิบัตินั้นต่อมาด้วย
ขณะที่ผู้คนจำนวนมากคาดหวังจะได้เห็นการปฏิวัติอย่างสิ้นเชิงจากอับรามส์
ตัวอับรามส์เองก็รู้สึกตื่นเต้นที่เขาจะได้เดินไปยังทิศทางที่คาดไม่ถึง
นั่นก็คือการย้อนเส้นทางกลับไปในช่วงเวลาที่มีการปล่อยยานยูเอสเอส
เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 23
ซึ่งยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
เมื่ออับรามส์นำไอเดียในการนำเสนอเรื่องราวต้นกำเนิดของ
Star Trek ไปคุยกับผู้อำนวยการสร้าง เดม่อน
ลินเดลอฟ ซึ่งอับรามส์ (พร้อมด้วย เจฟฟรีย์
ลีเบอร์)
เคยร่วมมือกันสร้างซีรีส์ที่เป็นปรากฏการณ์ทางทีวีอย่าง
Lost มาแล้ว ลินเดลอฟตอบรับต่อไอเดียนี้ทันที
ลินเดลอฟอธิบายว่า สำหรับผมแล้ว
ไอเดียที่ยังไม่เคยมีใครเล่าถึงเรื่องราวต้นกำเนิดของเคิร์กและสป็อค
และตัวละครเหล่านี้ทั้งหมด มันช่างเจ๋งจริงๆ
เราพูดคุยกันอย่างออกรสเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าลูกเรือกลุ่มนี้มารวมตัวกันได้ยังไง
และพวกเขาได้เรียนรู้ที่จะเสียสละนิสัยส่วนตัวบางอย่างของตัวเอง
เพื่อจะปรับตัวเข้าหากันยังไงบ้าง
มันคือความสนุกของแท้ และเรื่องถัดมาที่ผมรู้ บ็อบ
ออร์ซี่ และอเล็กซ์
เคิร์ตซ์แมนก็เริ่มลงมือเขียนบทภาพยนตร์กันแล้ว
ในฐานะที่เป็นแฟนของ Star Trek มาตั้งแต่เด็ก
ลินเดลอฟเชื่อว่าเรื่องราวและตัวละครของภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังคงมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้อีกนาน
เพราะมันเป็นเรื่องที่เข้าถึงแก่นแท้ที่เกี่ยวข้องกับเทพนิยายที่พูดถึงการเดินทางในอวกาศ
นั่นก็คือความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวัง เรื่องราวส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้ที่พูดถึงอนาคตอันไกลโพ้นจะเป็นเรื่องที่ดูอ้างว้าง
เศร้าซึม และน่าหวั่นเกรง ซึ่งความสุดยอดของซีรีส์
Star Trek ดั้งเดิม ก็คือมันอัดแน่นไปด้วยพลัง
มองโลกในแง่ดี และเท่สุดๆ
มันนำเสนอโลกอนาคตในแบบที่พวกเราอยากจะเชื่อว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้น
มันคืออนาคตที่ทุกคนตั้งเป้าเอาไว้
ลินเดลอฟรู้สึกว่ามุมมองเช่นนั้นช่างเข้ากันได้ดีทีเดียวกับสไตล์ที่แสนสนุกสนานที่เกิดจากการเล่าเรื่องที่เดินเรื่องด้วยตัวละครและฉากแอ็กชั่นของอับรามส์
เจเจได้นำความแปลกใหม่มาสู่ทุกงานที่เขาทำ
แต่ยังใส่ความสามารถที่จะเคี่ยวเรื่องราวนั้นๆ
ให้กลายเป็นองค์ประกอบที่เป็นมนุษย์ที่สุด
และแปลงความท้าทายในงานสร้างที่มีความซับซ้อนสูงให้กลายเป็นงานซึ่งเป็นที่สนใจของคนดูกลุ่มกว้าง
และนั่นคือความจำเป็นที่จะต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ
Star Trek ด้วยเทคโนโลยีทางภาพยนตร์ในปัจจุบัน
ลินเดลอฟกล่าว
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไบรอัน เบิร์ก
ซึ่งเคยร่วมงานกับอับรามส์มาแล้วในซีรีส์อย่าง
Lost, Alias และภาพยนตร์เรื่องCloverfield
กล่าวว่า เราจินตนาการกันว่าภาพยนตร์ Star Trekเรื่องนี้คือการผจญภัยอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับชายสองคนที่มีความแตกต่างกัน
ผู้ซึ่งพรหมลิขิตให้พวกเขาไม่เพียงแต่กลายมาเป็นเพื่อนแท้กันเท่านั้น
แต่ยังเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ป้องกัน
และนักสำรวจที่น่าชื่นชม
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เจฟฟรีย์ เชอร์นอฟ
ผู้ดูแลงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวสรุปว่า สำหรับผมแล้ว
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นมุมมองใหม่ต่อโลกของ
Star Trek เท่านั้น
แต่ยังเป็นเสมือนลูกผสมระหว่าง The Right Stuff
และภาพยนตร์ Star Wars ภาคแรก
มันมีการเล่าเรื่องข้ามจักรวาลที่มีความสดใหม่และเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ
แต่ก็มีความติดดินในแง่ของความคิดที่พูดถึงชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีหัวใจและมิตรภาพที่ดี
เมื่อคุณเพิ่มความเป็นสุดยอดฝีมือของเจเจในการสร้างฉากแอ็กชั่นและความรักในสโคปภาพอันยิ่งใหญ่เข้าไป
คุณก็จะได้งานที่ทั้งสนุกและให้ความบันเทิงอย่างมาก
เจาะลึกการผจญภัย : บทภาพยนตร์
ตัวละครอันหลากหลายของ Star Trek โดยเฉพาะกัปตัน
เจมส์ ที เคิร์ก และสป็อค
ผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์แต่ชอบขัดคอกัน
คือตัวละครสองตัวในบรรดากลุ่มตัวละครที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดในศตวรรษที่
20 แต่ เจเจ อับรามส์
ต้องการมือเขียนบทที่เข้าใจตัวละครที่ทุกคนรู้จักกันดีเหล่านี้
และย้อนเวลาเรื่องราวของพวกเขากลับไปหาสิ่งที่เป็นตัวจุดความหวัง
ความฝัน และแรงกระตุ้นจูงใจพวกเขาตั้งแต่แรก
การจะทำเช่นนั้นได้
อับรามส์มุ่งตรงไปหาทีมงานที่เขารู้ดีว่าจะสามารถสร้างเรื่องที่มาพร้อมกับสไตล์แอ็กชั่นที่ตื่นเต้นเร้าใจ
จริงจัง และซื่อตรงกับตำนานของเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ
โรแบร์โต้ ออร์ซี่ และอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน
ผู้เคยร่วมกันสร้างสรรค์บทภาพยนตร์ที่อยู่ในความทรงจำมาแล้วมากมายหลายเรื่อง
อาทิเช่น Transformers, Mission: Impossible
III และรายการของฟ็อกซ์อย่าง Fringe โดยเฉพาะ
ออร์ซี่
นั้นเขามีความชื่นชอบชื่นชมทุกอย่างที่เป็น Star
Trek อยู่แล้ว ตอนที่ผมได้พบบ็อบในไฮสกูลนั้น
เรื่องแรกๆ ที่ผมจำเกี่ยวกับตัวเขาได้ ก็คือ
เขามีโทรศัพท์ที่เป็นรูปยานเอ็นเตอร์ไพรส์ที่โทรเข้าออกได้จริงๆ!
เคิร์ตซ์แมนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
แต่เมื่อพวกเขาได้รับการติดต่อทาบทามให้มาเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Star Trek
ทั้งคู่ยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้กระโดดเข้าหาโอกาสนี้ในทันที
เราหยุดคิดกันอยู่พักใหญ่
เพราะเรารู้ดีว่านี่จะต้องเป็นความรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงจริงๆ
เคิร์ตซ์แมนอธิบาย โลกของสตาร์เทรคเหมือนมาถึงทางแยกแล้วในเวลานี้
และเรารู้ดีว่าคงต้องใช้ความคิดเยอะมากเพื่อจะดึงดูดความสนใจของเด็กรุ่นใหม่ได้
ความท้าทายครั้งนี้น่าหวั่นเกรงทีเดียว
แต่เมื่อคุณรู้สึกกลัวที่จะทำอะไรสักอย่าง
ผมคิดว่าคุณคงเกิดความรู้สึกว่า
มีความท้าทายส่วนตัวที่คุณต้องเผชิญ
หลังจากเริ่มเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา
เราได้ไปคุยกับเจเจเกี่ยวกับงานนี้ จากนั้น
เราถึงได้ตัดสินใจที่จะโดดลงไปสุดตัว
ออร์ซี่และเคิร์ตซ์แมนทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อเดินตามรอยจิตวิญญาณตามจินตนาการของ
จีน ร็อดเดนเบอร์รี่ ที่มีต่ออนาคตอันเด่นชัด
ทั้งคู่เริ่มต้นร่างรายชื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นองค์ประกอบที่มีความเป็นสากลที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
Star Trek ออร์ซี่อธิบายว่า รายการที่เราทำขึ้นมายังรวมถึงไอเดียในเรื่องที่ครอบครัวของเพื่อนๆ
มารวมตัวกัน ลักษณะที่ตัวละครแต่ละตัวดูอบอุ่น
มีความเป็นมนุษย์ และเหมือนจริงมาก
การใช้อารมณ์ขัน ไม่ใช่การล้อเลียนหรือการถากถาง
เป็นอารมณ์ขันที่เกิดมาจากสถานการณ์จริงๆ
จากนั้นก็มีเรื่องที่ช่วยกระตุ้นความคิด
ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ
ไม่ใช่เรื่องแฟนตาซีที่เป็นไปไม่ได้
แต่เป็นจินตนาการถึงอนาคตที่พวกเราหวังว่ามนุษย์จะทำได้สำเร็จ
เคิร์ตซ์แมนกล่าวต่อ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะเข้าให้ถึง
ซึ่งมันคือคุณสมบัติพิเศษของ Star Trek
นั่นก็คือทั้งชายและหญิงที่ลุกขึ้นตอบรับความท้าทายในเรื่องที่ว่าพวกเขาเป็นใครในฐานะผู้คน
ด้วยการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออก
ส่วนหนึ่งของความสนุกที่ยากจะต้านทานของซีรีส์ต้นฉบับ
ก็คือ
การได้เห็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและน่าทึ่งเหล่านี้มาทำงานด้วยกัน
และกลายมาเป็นตัวตนที่ดีที่สุด
เรารู้สึกว่าถ้าเราสามารถใส่จิตวิญญาณนั้นลงไปได้
และนำเสนอมันด้วยรูปแบบแปลกใหม่
คุณก็จะสามารถทำให้มรดกตกทอดของ Star Trek
ก้าวไปข้างหน้าในภาพยนตร์เรื่องนี้
เริ่มต้นจากความคิดพื้นฐานเช่นนั้น
ออร์ซี่และเคิร์ตซ์แมนยังรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้ทำเรื่องใหม่ๆ
สองอย่าง
นั่นก็คือการจินตนาการถึงวัยหนุ่มของเคิร์ก (คริส
ไพน์) และสป็อค (แซ็คคารี่ ควินโต้)
ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
รวมไปถึงพัฒนาการของพวกเขาที่กลายมาเป็นเพื่อนและผู้นำ
และการนำเสนอภารกิจแรกของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
การสำรวจว่าเคิร์กกับสป็อคเป็นยังไงเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น
ช่วยให้ทีมเขียนบทเข้าถึงรากเหง้าของสิ่งที่สร้างสรรค์พวกเขาขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ
กลายเป็นไอเดียของชายสองคนที่มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วที่ต้องมาอยู่ด้วยกันในฐานะของชายสองคนที่ต่างฝ่ายต่างเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป
และพวกเขาต้องมาเผชิญกับภารกิจเสี่ยงอันตรายในแบบที่คนๆ
เดียวไม่มีวันทำสำเร็จได้ เคิร์ตซ์แมนกล่าวว่า มันน่าทึ่งจริงๆ
นะที่จะคิดถึงสป็อคในวัยหนุ่ม
ซึ่งรู้สึกสับสนระหว่างโลกของชาววัลแคนและโลกมนุษย์
และเขาก็คงเหมือนกับเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ
ที่พยายามหาจุดยืนที่เหมาะกับตัวเอง
ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่ทุกคนอินและเข้าใจได้
และน่าทึ่งไม่แพ้กันเมื่อต้องคิดถึงเคิร์กในวัยหนุ่ม
ผู้เติบโตมาแบบเด็กเฮี้ยว สไตล์เดียวกับ เจมส์ ดีน
ขณะที่เขาตามค้นหาตัวตนของตัวเอง
เมื่อทั้งคู่มาพบกันที่สถาบันสตาร์ฟลีท
พวกเขามีความแตกต่างกันอย่างที่สุดในเรื่องของวิธีการใช้ชีวิต
แต่พวกเขากลับมีปฏิกิริยาต่อความคล้ายคลึงที่พวกเขามองเห็นในตัวของกันและกัน
ส่วนใหญ่ของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือวิธีที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้สิ่งที่ดีที่สุดในตัวของอีกฝ่ายเพื่อตัดสินใจครั้งสำคัญ
ซึ่งจะช่วยทั้งยานเอ็นเตอร์ไพรส์และจักรวาลให้อยู่รอดต่อไปได้
เมื่อยานเอ็นเตอร์ไพรส์ถูกโจมตี
ความเป็นผู้นำของเคิร์กและสป็อคเริ่มปรากฏให้เห็น
ออร์ซี่อธิบายว่า บทบาทหน้าที่บนยานสตาร์ชิพได้มาจากกฎข้อตกลงทางราชนาวีจริงๆ
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการ เกียรติยศ
และสายบัญชาการ แต่ภายในบรรยากาศนั้น
เคิร์กมักจะมองหาจังหวะที่จะแหกกฎเพื่อเอาชนะให้ได้
ขณะที่สป็อคมีความเชื่อมั่นในเหตุในผลของการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน
เรารู้สึกว่าพวกเขาทั้งคู่ต้องมีเป้าหมาย
เราไม่อยากให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถูก
เคิร์กและสป็อคกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาทางด้านศีลธรรม
แต่พวกเขาเกิดสำนึกได้ว่าพวกเขาต้องหาวิธีที่จะทำงานด้วยกันให้ได้เท่านั้น
พวกเขาถึงจะก้าวไปข้างหน้าได้จริงๆ
สำหรับเจเจ อับรามส์
นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่พวกเขาจะต้องทำออกมาให้เหมาะสมที่สุด
ในความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
ผมอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเดินทางของหัวใจและจิตใจผสมรวมกัน
ความงดงามของเคิร์กและสป็อคอยู่ที่มิตรภาพของพวกเขา
แต่ในที่นี้
เรามีโอกาสที่จะสำรวจไม่ใช่แค่อารมณ์ขันและความสนุกของความตึงเครียดเท่านั้น
แต่ยังรูปแบบที่พวกเขาได้กลายมาเป็นเสมือนพี่น้องกันในครั้งแรกด้วย
มันคือการได้เห็นว่าพวกเขากระโจนสู่การผจญภัยนี้ได้อย่างไร
ซึ่งมันไม่ใช่แค่บททดสอบพวกเขาเท่านั้น
แต่ยังผูกพันชีวิตพวกเขาเข้าไว้ด้วยกันด้วย
เดิมพันของเคิร์กและสป็อคเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อพวกเขาเริ่มเข้าใจถึงเรื่องราวของนีโร
(เอริค บาน่า) ชาวโรมูลันที่ไร้ความปรานี
ในฐานะตัวละครใหม่เอี่ยมอ่อง
ทีมเขียนบทใช้เวลาในการพัฒนาสร้างนีโรให้กลายเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับลูกเรือยานเอ็นเตอร์ไพรส์
เป็นคนที่เต็มไปด้วยลูกเล่น เฉลียวฉลาด
และยากจะคาดเดาใจได้ ในรูปแบบที่ดีที่สุดของตัววายร้ายที่มีความซับซ้อน
นีโรคือคนที่รู้สึกว่าเขาถูกเข้าใจผิด
และเชื่อว่าเขาคือคนที่จะจัดการกับสตาร์ฟลีทได้
ออร์ซี่อธิบาย แรงกระตุ้นในการทำลายล้างของเขามันไปไกลเกินกว่าเรื่องการเมืองระหว่างจักรวาล
จนกลายเป็นเรื่องส่วนตัวไปแล้ว เขาเป็นคนน่ากลัว
แต่มีบางอย่างในตัวเขาที่คุณสามารถเข้าใจได้
ในการรวบรวมทีมนักแสดง
ทางทีมผู้สร้างติดต่อไปหาหนึ่งในสมาชิกลูกเรือเอ็นเตอร์ไพรส์เวอร์ชั่นต้นฉบับอย่าง
เลนนาร์ด นีมอย ผู้เป็นตำนาน เรารู้สึกว่าเขาจะต้องแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
เราเขียนบทให้เขาเป็นบทสำคัญทีเดียว
ถึงแม้เราจะรู้ว่าเขาอาจปฏิเสธเราก็ได้
และเราก็คงจะต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่
ออร์ซี่เล่า จากนั้นพอเราได้นั่งคุยกับเขา
เราก็สมหวัง ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะโชคดีขนาดนี้
แค่ได้ข้อมูลจากเขาก็ถือเป็นกำลังใจอย่างมหาศาลแล้ว
เราต้องการตัวเลนนาร์ด
เพราะเราอยากมีจุดเชื่อมโยงกับความยิ่งใหญ่ของ
Star Trek ผู้อำนวยการสร้างลินเดลอฟอธิบาย แต่มันเป็นการเสี่ยงจริงๆ
ที่จะเข้าไปหา เลนนาร์ด นีมอย
เพราะเขาเคยพูดเอาไว้แล้วว่าเขาจะไม่แสดงภาพยนตร์เรื่อง
Star Trek อีก
เมื่อเจาะลึกลงไปในเนื้อหาเรื่องราว
ด้วยความคุ้นเคยที่ออร์ซี่มีต่อตำนานของ Star
Trek นั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก แทนที่จะต้องยึดมั่นกับหนังสือ
เรามีอิสระที่จะคิดโครงเรื่องเท่ๆ
และเล่นกับมันได้โดยไม่ต้องห่วงว่าเราจะเขียนรายละเอียดได้ถูกต้องไหม
ออร์ซี่บอก แต่ขณะที่เรามีความชัดเจนในเรื่องการเขียนบทให้กับภาพยนตร์ที่จะดึงดูดความสนใจของทุกคนได้
เรายังต้องการสนองความพอใจของแฟนๆ
ที่ติดตามกันมานาน
และตอบแทนความรู้ที่พวกเขามีต่อภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ด้วย
สำหรับพวกเราแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากที่เรื่องนี้จะต้องรวมอยู่ในเส้นสายรายละเอียดของเรื่องที่เคยมีมาก่อนทั้งหมด
เราได้ทำลิสต์รายการสิ่งต่างๆ
ที่เรารู้ว่าคนดูอยากจะเห็น อย่างเช่น
ลูกเรือชุดแดง สาวโอไรออนตัวสีเขียว,
สป็อคที่กำลังเล่นพิณ มีเรื่องต่างๆ
ที่จะทำให้แฟนๆ ตื่นเต้น
และสร้างความสนุกให้กับคนดูที่อาจจะยังใหม่กับการผจญภัยนี้
เมื่อไรก็ตามที่มีข้อสงสัยแม้แต่เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับกฎของสตาร์ฟลีทหรือประวัติของเผ่าพันธุ์ต่างดาว
ทีมเขียนบทไม่รีรอเลยที่จะเข้าไปขอคำปรึกษาจากแก๊งค์เทรคเกอร์ที่มีความปรารถนาที่จะค้นหาคำตอบเหล่านั้นให้พวกเขา
แฟนๆ
เหล่านี้เปรียบเสมือนผู้คอยดูแลภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้มานานตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา
และพวกเขายังเป็นกลุ่มแฟนที่ฉลาดที่สุดในโลกด้วย
ออร์ซี่บอก ดังนั้นถ้ามีคำถามอะไร
พวกเรารู้ดีว่าแฟนๆ เหล่านี้จะรู้คำตอบแน่ๆ
แล้วพวกเขาก็รู้จริงๆ ด้วย
ทีมผู้เขียนบทยังพึ่งพิงฝีมือของนักค้นคว้าอย่าง
ฌอน เจอเรซ ผู้แน่ใจว่าไม่มีอะไรใน Star Trek
ที่จะขัดแย้งกับอนาคตอันยาวไกลของสตาร์ฟลีทที่ได้ถูกกล่าวถึงเอาไว้ในภาพยนตร์หรือซีรีส์อย่าง
Next Generation และ Deep Space Nine
เจอเรซได้เผชิญหน้ากับงานที่แม้จะไม่ธรรมดา
แต่ก็สนุก
เมื่อเขาต้องเขียนรายงานที่เพียบไปด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับตำนานของโรมูลัน
เขายังนั่งดูซีรีส์ต้นฉบับทั้ง 79 ตอน
รวมถึงภาพยนตร์ Star Trek ทุกเรื่อง
และยังจดรายละเอียดที่พูดถึงประวัติส่วนตัวและความแตกต่างในเรื่องบุคลิกของตัวละคร
ทางทีมผู้สร้างยังมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่อง
The Wrath of Khan
ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นซีรีส์ที่ให้อารมณ์สนุกที่สุดในบรรดาเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างออกมาก่อนหน้านี้
เมื่อออร์ซี่และเคิร์ตซ์แมนเขียนโครงร่าง Star
Trek ใกล้จะเสร็จ
พวกเขายังได้รับการสนับสนุนจากอับรามส์
และทีมผู้อำนวยการสร้าง
ผู้พร้อมและยินดีที่จะพูดคุยโต้แย้งกันถึงแง่มุมต่างๆ
ของตัวละครและการพัฒนาไปของพลอตเรื่องในทุกเวลา การทำงานกับบ็อบและอเล็กซ์
และทีมผู้อำนวยการสร้างตอนเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้
ถือเป็นการแลกเปลี่ยนไอเดียที่ง่ายดายมาก
อับรามส์เล่า ข้อดีก็คือพวกเราทุกคนต่างมีประสบการณ์และความรู้ที่แตกต่างกันไป
บ็อบ ออร์ซี่ถือเป็นเทรคเกอร์ของแท้
ผู้รู้รายละเอียดทุกอย่าง และรู้ว่าแฟนๆ
จะโกรธไหมถ้าคุณกำหนดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นมา ขณะที่
ไบรอัน เบิร์ก ไม่เคยดูซีรีส์ต้นฉบับเลย
และเขาเดินเข้ามาทำงานกับเรื่องนี้ในลักษณะนั้น
ทำให้พวกเราแต่ละคนมีความเห็นอันโดดเด่นในแง่ที่ว่าอะไรที่มันจะเวิร์กสำหรับคนดูกลุ่มที่แตกต่างกัน
มันเป็นเหมือนระบบที่คอยตรวจสอบและสร้างสมดุล
ดังนั้นพวกเราจึงมีความตื่นเต้นของกลุ่มคนที่ถือว่าเป็นหน้าใหม่จริงๆ
แต่ก็ยึดมั่นต่อทุกอย่างที่มีการสร้างออกมาก่อนหน้านี้
ลูกเรือป้ายแดงของยานยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์
คริส ไพน์รับบท เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก
แม้ เจมส์ ที เคิร์ก
จะถูกกำหนดให้กลายเป็นกัปตันของยานอวกาศลำนี้
ซึ่งได้สร้างตำนานต่างๆ ขึ้นมา แต่เมื่อตอนที่
Star Trek เริ่มต้นขึ้น
เขายังเป็นเพียงวัยรุ่นเลือดร้อนจากไอโอว่าที่เต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียว
มีเสน่ห์
และเป็นพวกเฮี้ยวชอบแหกกฎที่อาจทำให้เขาหลงผิดได้
เคิร์กต้องเอาชนะสิ่งที่ตัวละครตัวหนึ่งพูดเอาไว้ว่าเป็น
สัญชาตญาณในการกระโดดก่อนจะมองทาง ให้ได้ก่อน
แต่เมื่อเขาได้เห็นยานยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์
ที่กำลังอยู่ภายใต้การก่อสร้างอยู่ในโรงเก็บยานที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา
บางอย่างในหัวใจของเขาเหมือนถูกปลุกให้ตื่น
และเคิร์กเกิดความทะเยอทะยานที่จะเข้าเรียนที่สตาร์ฟลีท
และพยายามก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งตามแบบฉบับของเขาเอง
ภาพลักษณ์ของเคิร์กที่เป็นชายหนุ่มสุดเถื่อน
ผู้กำลังค้นหาอนาคตก่อนที่เขาจะพร้อมรับผิดชอบ
ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นผู้นำอันยิ่งใหญ่
นี่คือเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครได้เห็นบนจอมาก่อน เรามีไอเดียที่ให้เคิร์กเป็นหนุ่มเฮี้ยวหัวกบฏเมื่อเราได้พบเขาครั้งแรก
เขาเป็นพวกไม่เอาใคร เป็นคนที่ไม่ทำตามสังคม
เป็นคนประเภทใช้กึ๋นตัดสินใจชีวิต แต่ที่จริงแล้ว
เขาเหมือนคนหลงทาง
และเมื่อเขาได้เห็นยานเอ็นเตอร์ไพรส์
เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจคิดอยากจะปรับเส้นทางชีวิตของตัวเอง
อับรามส์อธิบาย
การจะค้นหาตัวนักแสดงหนุ่มที่สามารถแสดงบทบาทที่
วิลเลี่ยม แช็ตเนอร์
เคยแสดงเอาไว้ได้อย่างยากจะลืมเลือน
แต่จะต้องแสดงเป็นตัวละครได้อย่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองด้วย
ทางทีมผู้สร้างต้องเดินทางค้นหาอยู่นาน
จนพวกเขาเกือบจะเลิกค้นหาแล้วนั่นเองที่ คริส ไพน์
ได้เดินเข้ามาออดิชั่นบทกับพวกเขา
และทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจ
บทบาทของไพน์ในภาพยนตร์ตลกโรแมนติคหลายเรื่อง
รวมถึงในภาพยนตร์แนวแอ็กชั่นอย่าง Smokin Aces
ทำให้เขากลายเป็นดารารุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง
แต่ไม่มีใครเคยคิดเลยว่าเขาจะเหมาะกับบท เคิร์ก
ที่ต้องมีความจริงจัง มีอารมณ์ขัน
และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไบรอัน เบิร์ก
ผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าว่า
คริสมีความเชื่อมั่นสูงจนน่าทึ่ง
และเป็นไอ้หนุ่มขี้เต๊ะโดยไม่ทำให้รู้สึกว่าเขาดูยโสหรือเสแสร้ง
เรารู้ทันทีเลยว่าเราได้เจอเคิร์กของเราแล้ว
ผู้อำนวยการสร้าง เดม่อน ลินเดลอฟ เล่าเสริมว่า เรากำลังมองหาคนที่สามารถสื่อความเป็นแช็ตเนอร์ออกมาได้โดยไม่ต้องลอกเลียนแบบแช็ตเนอร์
เป็นคนที่จะต้องดูสนุกเฮฮา
แต่ก็ต้องเป็นคนที่สามารถเดินเข้าไปยังหอบังคับการของเอ็นเตอร์ไพรส์
และบัญชาการได้อย่างมีอำนาจในทันที
คริสมีคุณสมบัติเหล่านั้นอยู่อย่างครบถ้วน
เจเจ อับรามส์สรุปว่า คริสมีความเฉลียวฉลาด
เฉียบคม และมีความคล่องแคล่วแบบเคิร์ก
แต่ที่สำคัญพอๆ กันก็คือ
เขาสามารถทำให้ตัวเองดูตลกขบขันและอ่อนไหวได้ด้วย
เหนือสิ่งอื่นใด เขากล้าเสี่ยงในทุกอย่าง
และมักจะทุ่มเทให้กับบทเสมอ
เขาทำให้เคิร์กดูจริงอย่างมาก
ซึ่งคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ
ในทางกลับกัน
ไพน์รู้สึกประทับใจในตัวอับรามส์อย่างมาก พลังที่อยู่รอบๆ
ตัวเขา และโปรเจ็กต์นี้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้
ไพน์บอก ผมแทบรอเวลาที่จะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ไหวด้วยซ้ำ
นับแต่เริ่มต้น
ไพน์เข้าใจดีว่าเขาจะต้องสร้างเส้นทางเดินส่วนตัวขึ้นมา
และนำมาแค่แรงบันดาลใจที่ได้จากสิ่งที่แช็ตเนอร์เคยแสดงเอาไว้เพื่อสร้างให้ตัวละครตัวนี้กลายเป็นตัวละครที่แฟนๆ
ทั่วโลกชื่นชม คุณแช็ตเนอร์ได้สร้างตัวละครที่เป็นแอ็กชั่นฮีโร่
และเป็นขวัญใจสาวๆ
เขายังแสดงบทนี้อย่างมีอารมณ์ขันมากมาย
สิ่งที่ผมชอบมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ
คุณมีโอกาสได้เห็นว่าเขากลายมาเป็นชายคนนี้อย่างที่เขาเป็นได้อย่างไรและทำไม
ไพนส์กล่าว มันน่าปลาบปลื้มจริงๆ
ที่ได้มาเดินตามรอยเท้าคุณแช็ตเนอร์
รวมถึงประวัติศาสตร์ของ Trek
ทั้งที่เป็นภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว
เราทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่ามันคงเป็นความผิดพลาดที่จะคิดสร้างสิ่งที่เขาทำเอาไว้แล้วขึ้นมาใหม่อีกรอบ
ความท้าทายคือการสร้างมันออกมาในแบบฉบับของผมเองต่างหาก
บทภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วยจุดประกายจินตนาการของเขาไปสู่ทิศทางใหม่ๆ
ไพน์เล่าว่า เพราะเราได้เห็นเคิร์กตอนเป็นหนุ่ม
เราจึงสามารถสร้างจุดกำเนิดพลังและความปรารถนาของเขา
และยังเล่าได้ด้วยว่าทำไมเขาถึงต้องดิ้นรนที่จะใช้ความสามารถของตัวเองให้ได้
หัวใจที่ยังคงเป็นมนุษย์ปุถุชนของเคิร์ก
ซึ่งบ่อยครั้งมีข้อบกพร่องและกล้าบ้าบิ่นพอๆ
กับที่ดูทรงพลังและมีอำนาจ
คือสิ่งที่ไพน์อยากนำเสนอให้เห็นมากที่สุด เคิร์กไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่
เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาเหมือนกับพวกเราทุกคนที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักๆ
เหล่านี้ที่จำต้องแก้ปัญหาให้ได้
สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างออกไป ก็คือ
เขามักจะต่อสู้ด้วยทุกอย่างที่เขามีและบากบั่นจนถึงที่สุด
ไพน์ฝึกฝนร่างกายอย่างหนักทั้งชกมวย
และฝึกศิลปะการต่อสู้เพื่อเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตจากนอกอวกาศด้วยปัญญาระดับหาตัวจับได้ยาก
รวมถึงความอึดแบบเด็กข้างถนนของเขาด้วย ผมฝึกกับทีมสตั๊นต์ที่เก่งมากๆ
ของเรา และสิ่งที่ทำให้งานนี้เป็นเรื่องสนุกก็คือ
แอ็กชั่นที่เห็นคือของจริง
เคิร์กไม่ใช่คนประเภทที่ชนะหมดทุกครั้ง
เขาโดนหมัดเข้าไปหลายครั้งเหมือนกัน
แต่เขาจะสู้แบบสุดชีวิตเลย
สำหรับไพน์
ความท้าทายสูงสุดอยู่ที่การต้องโต้ตอบกับสป็อคได้อย่างตลกในจังหวะที่ลงตัวที่สุด
แซ็ค (ควินโต)
กับผมอยากให้คนดูได้เห็นเคิร์กกับสป็อคที่เป็นชายหนุ่มสองคนที่หลักแหลมและดื้อดึงอย่างมาก
ผู้จะต้องตะลุยตลอดทั้งชีวิตของพวกเขา
แต่พวกเขาก็จะเริ่มรักกันเพราะนิสัยแบบนั้นเช่นกัน
ไพนส์อธิบาย
ไพน์บอกว่าสุดท้าย
การแสดงที่เข้าขาของทีมนักแสดงหนุ่มสาวเหล่านี้
เริ่มสะท้อนให้เห็นภาพของลูกเรือยานเอ็นเตอร์ไพรส์
เราสนุกด้วยกันมากทีเดียว ไพน์บอก แซ็คเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก
จอห์น โชที่แสดงเป็นซูลู ก็ตลกและมีความสามารถเยอะ
คุณจะได้เห็นด้านใหม่ๆ ของเขาในบทนี้ คาร์ล
เออร์แบน (รับบทดร.แม็คคอย)
กับผมเล่นด้วยกันได้อย่างไหลลื่น
และเขาคงทำให้ทุกคนแปลกใจได้มากที่สุด โซอี้
ซัลดาน่าในบทอูฮูร่า
ให้ทั้งความสวยและความฉลาดที่ยากจะหาได้พบ ไซม่อน
เป็กก์ และอันตวน
เยลชินดูสนุกสนานมากในบทสก็อตตี้และเชคอฟ
พวกเราทุกคนคือกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ดีจริงๆ
เราไม่เคยจริงจังกับตัวเองมากเกินไป
แต่เราทำงานกันเป็นทีมจริงๆ
ไพน์บอกว่าทุกอย่างนี้เหมือนก่อตัวเข้าด้วยกันในนาทีที่เขาเดินเข้าไปในฉากหอบังคับการยาน
โดยรู้ว่าในสักวันหนึ่งข้างหน้าเร็วๆ นี้
เคิร์กจะเป็นผู้บัญชาการยานเอ็นเตอร์ไพรส์ การได้เดินเข้าไปในฉากยานเอ็นเตอร์ไพรส์เป็นครั้งแรก
คือหนึ่งในวินาทีที่จู่ๆ
มันก็เหมือนกระแทกโดนใจคุณว่าคุณกำลังทำงานที่มันพิเศษแค่ไหน
ไพน์เปิดเผยความรู้สึก แล้วก็มาถึงวินาทีสำคัญ
ซึ่งก็คือครั้งแรกที่ผมได้นั่งเก้าอี้กัปตันยาน
ผมรู้สึกขนลุกซู่
มันคือวินาทีที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิตผม
แซ็คคารี่ ควินโต รับบทสป็อค
เมื่อยานเอ็นเตอร์ไพรส์ถูกปล่อยออกจากท่าเป็นครั้งแรก
และมุ่งหน้าไปยังดาวดวงต่างๆ
มีเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ
เขาก็คือชายที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่าสป็อค
สป็อคเกิดบนดาวเคราะห์วัลแคน
โลกที่อารมณ์เป็นสิ่งที่เกินความควบคุม
เพราะบนดาวของพวกเขา
ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุผลอย่างเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ดี แม่ของสป็อคเป็นมนุษย์โลก
ทำให้สป็อคต้องเติบโตมาพร้อมการต่อสู้ภายในระหว่างเชื้อชาติกับสัญชาตญาณ
เหมือนที่ซาเร็ก พ่อของสป็อคได้บอกเขาเอาไว้ ลูกสามารถเลือกโชคชะตาของตัวเองได้...นี่คือสิ่งเดียวที่ลูกเลือกได้
Star Trek
ทำให้คนดูได้เห็นสป็อคในช่วงที่ยังเป็นหนุ่ม
และต้องตัดสินใจเลือกระหว่างด้านของมนุษย์โลกและด้านของชาววัลแคนในตัวเขา
สป็อคต้องตัดสินใจว่าเขาควรจะควบคุมอารมณ์เอาไว้หรือควรจะยอมรับในความเป็นมนุษย์ของเขา
และดิ้นรนต่อสู้กับตัวตนสองด้านของเขาตลอดทั้งเรื่องนี้
อับรามส์บอก ผมชอบไอเดียที่ตัวละครตัวนี้พยายามมองหาจุดยืนของเขาในโลกใบนี้
ในตอนเริ่มต้น อับรามส์ยอมรับว่า เรายังไม่แน่ใจเลยว่าเราจะหาคนมาเล่นเป็นสป็อคได้ไหม
และเราจะเชื่อมโยงไปถึง เลนนาร์ด นีมอย ได้แค่ไหน
เมื่อทีมผู้สร้างได้เห็นแซ็คคารี่ ควินโต
ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากซีรีส์สุดฮิตทางทีวีเรื่อง
Heroes พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาได้พบสป็อคแล้ว แซ็คมีความฉลาดและดูช่างคิด
ซึ่งหาได้ยากนักในตัวนักแสดงรุ่นใหม่
เขาสามารถให้การแสดงที่ให้เกียรติต่อสิ่งที่เลนนาร์ดได้ทำเอาไว้อย่างสำเร็จท่วมท้น
โดยไม่ต้องให้การแสดงที่เป็นการลอกเลียนแบบเขา
ควินโตอยากแสดงบทนี้ใจจะขาด ผมปิ๊งส์ตัวละครอย่างสป็อคมาก
ควินโตบอก แล้วผมก็ชอบไอเดียที่ทำให้ลูกเรือเอ็นเตอร์ไพรส์มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
สำหรับผมแล้ว สป็อคดูน่าทึ่งเสมอ
เพราะความขัดแย้งระหว่างจิตใจและอารมณ์ของเขา
และด้วยความสามารถของเขาที่จะสร้างสมดุลของจิตและใจไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นรอบตัวเขาก็ตาม
ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นใหม่นี้
คุณจะได้เห็นเขาพยายามหาวิธีสร้างสมดุลนั้น
ที่ทำให้เขาได้พบความสำเร็จ
ลักษณะที่คล้ายคลึงกันระหว่างเขากับเคิร์กและลูกเรือคนอื่นๆ
ก็คือ เขาอยากจะทำให้จักรวาลนี้น่าอยู่มากขึ้น
การทำงานอย่างใกล้ชิดกับคริส ไพน์
ช่วยให้ควินโตสามารถดึงเอาอารมณ์ที่สป็อคเก็บซ่อนเอาไว้ออกมาได้
คริสแสดงเป็นเคิร์กได้อย่างไม่มีที่ติ ควินโตบอก
ด้วยท่าทางวางโต มีความเชื่อมั่น
และดูเป็นธรรมชาติของเขา
คุณจะมองเห็นเลยว่าทำไมสป็อคผู้มีเหตุผลและเชื่อฟังคำสั่งเสมอ
ถึงได้คิดว่าเคิร์กเป็นพวกบ้าระห่ำที่เป็นตัวอันตราย
ผมว่าคุณคงจะเข้าใจเลยว่าทำไมในตอนแรกเคิร์กถึงคิดว่าสป็อคเป็นตัวน่ารำคาญจอมเจ้ากี้เจ้าการ
แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป
ผมหวังว่าคุณคงจะเห็นด้วยว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากอีกฝ่ายหนึ่งได้
ควินโตยังเพลิดเพลินไปกับการทำงานกับสองตัวละครคลาสสิก
ผู้มีบทสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง Star Trek
นั่นก็คือพ่อแม่ต่างสายพันธุ์ของสป็อค ได้แก่
อาแมนด้า เกรย์สัน แม่ที่เป็นมนุษย์โลกของเขา
และซาเร็ก พ่อที่เป็นทูตจากดาววัลแคน
ซึ่งรับบทแสดงโดย วีโนน่า ไรเดอร์
ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
2 ครั้ง (The Age of Innocence, Little Women)
และนักแสดงชายชาวอังกฤษ เบน ครอสส์
ผู้สร้างชื่อจากภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง
Chariots of Fire เมื่อมาแสดงด้วยกัน
ไรเดอร์และครอสส์ได้สร้างคู่สามีภรรยาที่มีความแตกต่างแต่ซับซ้อน
วีโนน่านำความอ่อนโยนมาสู่บทที่เธอแสดง
เธอเน้นให้เห็นถึงการเดินเคียงข้างกันไประหว่างการใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกจากหัวใจของเธอ
กับการมีเหตุมีผลของซาเร็ก ควินโตบอก เบนคือพลังอันเปี่ยมล้นเมื่อคุณอยู่ใกล้ๆ
เขา เขามีความแน่นอนและมีความติดดินในบทซาเร็ก
ซึ่งผมสามารถเข้าใจและผูกพันกับเขาได้ในทันที
ควินโตยังได้รับโอกาสอันน่าตื่นเต้นที่ได้ทำงานกับชายผู้ให้กำเนิดสป็อค
เขาผู้นั้นก็คือนีมอย อับรามส์กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การตัดสินใจง่ายๆ
หรือเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยสำหรับเลนนาร์ด
ในด้านหนึ่ง
มันถูกกระตุ้นด้วยความต้องการที่จะทำให้ตัวละครตัวนี้มีการปิดกั้น
และส่งไม้ผ่านไปให้แซ็ค
การรับบทนี้มีความหมายกับเขามาก แต่ขณะเดียวกัน
เขาก็สนุกไปกับมันมากทีเดียว
นีมอยบอกว่าเป็นเพราะการได้พูดคุยในช่วงแรกระหว่างเขากับอับรามส์
และการได้พบปะกับออร์ซี่และเคิร์ตซ์แมนครั้งแรกที่ทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมาอย่างแรง
ผมรู้สึกว่าพวกเขามีความเข้าใจดีทีเดียวว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดใน
Star Trek นีมอยบอก ผมรู้สึกว่าพวกเขาคงจะให้ความยุติธรรมกับเรื่องนี้ได้
และคงจะช่วยยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่จุดที่เรายังไม่เคยไปถึงมาก่อน
ทีมเขียนบททีมนี้สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการเข้าถึงคุณสมบัติพิเศษของตัวละครต้นฉบับ
และผมรู้สึกมีกำลังใจจากองค์ประกอบทั้งหมดนี้
เขายังรู้สึกประทับใจกับความสามารถในการกำกับของอับรามส์
มีผู้กำกับหลายคนที่มีความสามารถที่จะทำงานกับภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่มีฉากแอ็กชั่นเยอะๆ
ได้
และมีผู้กำกับอีกหลายคนที่สามารถสร้างวินาทีที่กินใจระหว่างตัวละครได้
เจเจเก่งในแง่ที่เขาทำได้ทั้งสองอย่างนี้
นีมอยตั้งข้อสังเกต
จากนั้นก็มาถึงบทภาพยนตร์ที่เสร็จสมบูรณ์ ผมว่ามันมีความเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่น/
ผจญภัยที่ดีมาก
เป็นเรื่องอันทรงพลังที่ว่าด้วยความขัดแย้งและความพยาบาทโดยมีอนาคตของแกแล็คซี่ต่างๆ
เป็นเดิมพัน และในขณะเดียวกัน
มันคือเรื่องใกล้ตัวของผู้คนที่มีความพิเศษที่ได้มาเจอกันเป็นครั้งแรก
นีมอยให้ความเห็นไว้
นีมอยยอมรับว่าทั้งตัวเขาเองหรือคนที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับซีรีส์ต้นฉบับทางทีวี
ไม่เคยคิดเลยว่าตัวละครเหล่านี้จะอยู่คงทนยาวนานมาได้ถึงปัจจุบัน
เรารู้ดีว่าเรากำลังสร้างผลงานที่ดูน่าสนใจและทันสมัย
นีมอยบอก เรารู้ดีว่าเรากำลังสร้างผลงานที่มีความบันเทิงและให้แง่คิด
แต่ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าในอีก 40 ปีต่อมา
ตัวละครและคอนเซปต์นี้จะยังคงมีความสดใหม่และถูกนำมาสร้างใหม่ได้อยู่เรื่อยๆ
นีมอยยังตื่นเต้นกับกระบวนการคัดเลือกตัวนักแสดงของ
Star Trek
ที่พยายามรักษามุมมองที่มีต่อตัวละครให้มีความสดใหม่เข้าไว้
ผมรู้สึกประทับใจกับทีมนักแสดงชุดนี้มาก
นีมอยให้ความเห็น พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีความสามารถ
เหมาะกับบทบาท
เป็นคนที่สามารถสะท้อนคุณสมบัติเด่นของทีมนักแสดงต้นฉบับไว้ได้ในขณะที่ดูเป็นคนร่วมสมัยด้วย
นีมอยยังรู้สึกทึ่งเมื่อเขาได้พบกับนักแสดงหนุ่มที่จะมาสานต่อรอยเท้าของเขาในบทสป็อค
เลนนาร์ดกับผมได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันพักใหญ่
ควินโตเล่า ผมถามคำถามเขามากมาย
และเขาก็ให้ทั้งมุมมองและคำแนะนำกับผม
เราคุยกันถึงสภาพจิตใจของสป็อค
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับสป็อคในช่วงกลางระหว่างตัวละครของเราสองคน
เขามีความผูกพันอันยาวนานกับตัวละครตัวนี้
ดังนั้นเขาจึงคิดหมดทุกเรื่อง เขาช่วยได้เยอะมาก
และผมรู้สึกว่าผมได้เปรียบจริงๆ
ที่ได้ทำงานกับเขาอย่างใกล้ชิดขนาดนี้
ไบรอัน เบิร์กสรุปว่า เลนนาร์ดทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับแซ็ค
และมันเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์สำหรับพวกเขาทั้งคู่
มีความตื่นเต้นที่สัมผัสได้ในทุกครั้งที่พวกเขาสองคนมาอยู่ในกองถ่าย
คาร์ล เออร์แบน รับบทดร.เลนนาร์ด โบนส์ แม็คคอย
ดร.แม็คคอยคือหมอที่เกลียดการบิน
แต่ในเมื่อมีปัญหาส่วนตัวบนโลก
เขาจึงอุทิศตัวเพื่อมาเป็นเจ้าหน้าที่การแพทย์ให้กับสตาร์ฟลีท
วิธีในการรักษาของเขาอาจได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าที่สุด
แต่มารยาทท่าทางของเขากลับติดดินและเผ็ดร้อน
ซึ่งช่วยให้เขามีบทบาทสำคัญในการกันไม่ให้เคิร์กและสป็อคจริงจังกับปัญหามากเกินไป
เพื่อมารับบทเป็นชายที่ต่อไปจะกลายมาเป็น โบนส์
สั้นๆ
ซึ่งในซีรีส์ต้นฉบับรับบทแสดงโดยนักแสดงตลกผู้เป็นที่จดจำอย่าง
เดอฟอเรสต์ เคลลี่ย์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ทางทีมผู้สร้างเลือก คาร์ล เออร์แบน
นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง
The Lord the Rings
และยังรับบทเป็นนักฆ่าชาวรัสเซียในภาพยนตร์เรื่อง
The Bourne Supremacy
การออดิชั่นบทของเขาทำให้ทุกคนที่ได้เห็นต่างรู้สึกประทับใจว่าเขาคือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับบทนายแพทย์เจ้าอารมณ์
ผู้จะกล่าวประโยคอันหาญกล้าที่ว่า อวกาศคือเชื้อโรคและอันตรายที่ห่อตัวอยู่ในความมืดและความเงียบงัน
แต่เขากลับมีความพอใจอย่างลับๆ ที่จะสำรวจอวกาศ
คาร์ลเหมือนโบนส์มากอย่างน่าประหลาดใจ
จนชวนให้ขนลุก
เขาแสดงเป็นตัวละครตัวนี้ได้โดยไม่ต้องทำอะไรมากมายเลย
อับรามส์บอก เขาคือคนปากร้าย ชอบเหน็บแหนม
ขี้โมโห แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่คุณจะรักเขา
เออร์แบนต้องการแสดงบทนี้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเองก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ
Trek มานาน ผมมีความทรงจำอันน่าชื่นชมเมื่อผมได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่ผมยังเด็ก
ผมจึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี
และรู้ดีถึงบุคลิกของตัวละครและความสัมพันธ์ของพวกเขา
สำหรับผมแล้ว การออดิชั่นครั้งนี้มันสนุกจริงๆ
เออร์แบนเล่า
เมื่อได้เซ็นสัญญาแล้ว
เออร์แบนเริ่มสำรวจตัวตนจริงๆ ของดร.แม็คคอย ผมว่าภายใต้ท่าทางภายนอก
เขาคือผู้เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ระดับตัวพ่อ
เขามีความรู้สึกเมตตากรุณา
เพียงแต่เขาแสดงความเมตตาออกมาในแบบที่ชอบถากถางและขี้โมโห
เออร์แบนบอก เขาจะคอยดูแลคุณทั้งวันทั้งคืน
แต่ในเวลาเดียวกัน
มารยาทข้างเตียงคนไข้ของเขาก็แย่มาก
สิ่งที่ผมชอบก็คือโบนส์กับเคิร์ก
และสป็อคกลายมาเป็นเหมือนสามทหารเสือ
เคิร์กคือขาลุย สป็อคคือพวกยึดเหตุผลและศาสตร์
ส่วนโบนส์เป็นจิตสำนึกของมนุษย์ที่คอยโต้แย้งกับแรงกระตุ้นแรกเริ่มของพวกเขา
และช่วยให้สป็อคกับเคิร์กเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องได้
สำหรับวิธีที่เขาใช้ในการรับบทนี้ เออร์แบนเล่าว่า
ผมอยากให้เกียรติกับเดอฟอเรสต์
เพราะเขาได้สร้างผลงานอย่างเยี่ยมยอดในการทำให้โบนส์กลายเป็นตัวละครผู้เป็นที่รัก
ผมไม่อยากทำตัวเป็นเหมือนสำเนาของเขาหรอกนะ
เมื่อตอนที่เราได้พบแม็คคอยในภาพยนตร์เรื่องนี้
เขาอยู่ในจุดที่แตกต่างไปจากที่เราเคยเห็น
เพราะเขายังเหมือนกับกำลังวิ่งหนีจากชีวิตที่แตกเป็นเสี่ยงๆ
ในความรู้สึกหนึ่ง
ยานเอ็นเตอร์ไพรส์ก็คือที่สุดท้ายที่เขาเหลืออยู่
ผมอยากแสดงให้เห็นถึงด้านนั้นของตัวละคร
เออร์แบนไฟแรงอยู่แล้ว
แต่เมื่อเขาได้เห็นฉากหอบังคับการของยานเป็นครั้งแรก
มันกลับยิ่งผลักดันให้ความกระตือรือร้นของเขาเพิ่มสูงขึ้น
ผมรู้สึกประทับใจกับฉากนี้มาก
มันทั้งไฮเทคและสนุก
และมีความใส่ใจในรายละเอียดสูงมาก
มีการบีบให้ต้องวิ่งไปรอบๆ และกดทุกปุ่ม ทุกลูกบิด
และสับสวิตช์เพื่อดูว่ามันอาจทำงานได้จริงๆ ก็ได้
ทางทีมผู้สร้างทำอย่างสุดฝีมือเพื่อให้การผจญภัยครั้งนี้ดูเหมือนจริงจนคุณรู้สึกว่าคุณสามารถปล่อยยานลำนี้ให้บินออกไปได้จริงๆ
ไซม่อน เป็กก์รับบท มอนต์โกเมอรี่ สก็อตตี้
สก็อตต์
วิศวกรที่แสนร่าเริงของยานเอนเตอร์ไพรส์
ผู้จะได้รับชื่อเล่นว่า สก็อตตี้
เพราะสำเนียงที่แสนมีชีวิตชีวาของเขา
มาถึงยานลำนี้ด้วยท่าทางที่น่าประหลาด
ซึ่งเป็นตัวกำหนดโทนในเรื่องที่ว่าจิตวิญญาณ
อารมณ์ขัน
และความสามารถของเขาในการหาทางออกจากปัญหา
และมันได้กลายมาเป็นเสาหลักให้กับลูกเรือได้อย่างไร
ด้วยความร่าเริงที่มีอารมณ์ขันเช่นนั้น บทสก็อตตี้
ที่ เจมส์ ดูแฮน เป็นผู้ให้กำเนิดเอาไว้
ได้ตกไปอยู่ในมือของนักแสดงตลกและผู้กำกับชาวอังกฤษ
ไซม่อน เป็กก์ ทางทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Star
Trek นึกภาพของเขาเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น
ซึ่งต้องขอบคุณบทแสนเฮฮาที่ยากจะลืมเลือนของเขาในภาพยนตร์ฮิตของอังกฤษอย่าง
Shaun of the Dead และ Hot Fuzz
เราเป็นแฟนของไซม่อนมาตั้งแต่ Shaun of the
Dead แล้ว
และเขาเป็นหนึ่งในคนที่ตลกที่สุดที่เรารู้จัก
ซึ่งทำให้เขาเหมาะกับบทสก็อตตี้ ไบรอัน เบิร์ก
บอก
เมื่ออับรามส์ถามเป็กก์ว่าเขาอยากแสดงบทนี้ไหม
ตอนแรก เป็กก์รู้สึกปลาบปลื้มมาก ไซม่อนอีเมล์มาหาผม
และบอกว่า ผมไม่รู้ว่าผมจะทำได้ไหม
มันยิ่งใหญ่มาก อับรามส์เล่า จากนั้น
เขาอีเมล์มาหาผมอีก เพื่อบอกว่า รอเดี๋ยว
ขอเวลาผมคิดดูก่อน แล้วก็โชคดีสำหรับเรา
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ตอบตกลง
สำหรับเป็กก์
ความกดดันเกิดมาจากความทรงจำในวัยเด็กที่เขาได้ดูซีรีส์ต้นฉบับด้วยความยำเกรง
มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากนะที่ได้มาเล่นเป็นตัวละครที่คุณรู้จักมาตั้งแต่เด็ก
เป็กก์กล่าว โดยเฉพาะเพราะว่า เจมส์ ดูแฮน
ทำให้สก็อตตี้เป็นตัวละครที่ดีมาก
เขาเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อน ขณะที่อีกทางหนึ่ง
เขามีด้านที่อ่อนไหวมากขึ้น และอีกด้านหนึ่ง
เขาเป็นนักสู้ เป็นนักดื่ม
และเขารับผิดชอบส่วนที่เท่ที่สุดของเอ็นเตอร์ไพรส์
นั่นก็คือห้องเครื่องและห้องขนส่ง
อาณาเขตของเขาคือตำนาน
ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ต้องสานต่อ
ผมชอบที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้ปล่อยให้ตัวละครแต่ละตัวได้พูดประโยคที่ทำให้พวกเขามีชื่อเสียงโด่งดังโดยไม่ต้องกะพริบตาส่งสัญญาณ
ตัวละครแต่ละตัวได้มาถึงวินาทีสำคัญของพวกเขา
โดยไม่ทำให้เรื่องราวเสียไป เป็กก์บอก
เมื่อคนดูได้พบกับสก็อตตี้ครั้งแรก
เขาใช้ชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์น้ำแข็ง เดลต้า เวก้า
ในสภาพคนที่โดนเนรเทศ มันคือโอกาสอันดีที่ได้มาเห็นสก็อตตี้ในสถานการณ์ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน
ที่ซึ่งเขาเหมือนหลงทางและเมามาย
เขาไม่รู้เลยว่าเขาจะได้เป็นนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของสตาร์ฟลีท
เป็กก์กล่าว สนุกมากที่ได้มาสำรวจชีวิตช่วงนี้ของเขา
โซอี้ ซัลดาน่า รับบทอูฮูร่า
อูฮูร่าแสนสวยและฉลาด
นำทักษะฝีมืออันหาได้ยากของเธอในการฟังและตีความมาใช้ในการทำงานของเธอในฐานะเจ้าหน้าที่สื่อสารของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
อูฮูร่าคือตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งของซีรีส์ต้นฉบับ
ซึ่งรับบทโดย นิเชลล์ นิโคลส์
เธอกลายเป็นหนึ่งในตัวละครเชื้อสายอัฟริกัน
อเมริกันคนแรกๆ ทางทีวี
และมีส่วนร่วมในจุมพิตข้ามเผ่าพันธุ์ครั้งแรกของวงการทีวีอเมริกัน
การค้นหาของทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นำพวกเขาไปหา
โซอี้ ซัลดาน่า นักแสดงสาวเชื้อสายเปอโตริโก้
และโดมินิแกน ที่กำลังมาแรง
ผู้สร้างความโดดเด่นมาแล้วในบท อานามาเรีย
ในภาพยนตร์ผจญภัยสุดคลาสสิกอย่าง Pirates of the
Caribbean: The Curse of the Black Pearl
ภาพลักษณ์ที่ดูมีพลังของเธอนี่เองที่ทำให้เธอเหมาะกับบทนี้
ตามที่เจเจ อับรามส์ บอก โซอี้เป็นคนสวย
ดวงตาโตของเธอทำให้คุณละลายได้เลย
แต่เธอยังเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก
ผมชอบที่เธอเหมือนมีการแบ่งออกเป็นสองภาค
คือด้านผู้หญิงที่มีความอ่อนโยน
และความแข็งแกร่งที่มีความเชื่อมั่น
เธอเหมาะกับบทอูฮูร่าจริงๆ
เมื่อลงมือค้นคว้าหาข้อมูลจากซีรีส์เรื่องนี้
ซัลดาน่ารู้สึกประทับใจกับบท อูฮูร่า
ในซีรีส์ต้นฉบับมากทีเดียว ไม่ใช่แค่เพราะเธอเป็นคนอเมริกันเชื้อสายอัฟริกันเท่านั้น
แต่เธอยังเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้องที่อัดแน่นไปด้วยผู้ชาย
และเธอก็มีตำแหน่งสูงด้วย ซัลดาน่าบอก ตัวละครตัวนี้และนิเชลล์คือผู้บุกเบิกให้กับผู้หญิงทุกรูปแบบในฮอลลีวู้ดจริงๆ
ไม่ใช่แค่สำหรับผู้หญิงผิวสีเท่านั้น
ฉันรู้สึกว่ามันคือเกียรติอันงดงามที่ได้มารับบทนี้จริงๆ
ซัลดาน่ากล่าวต่อไปว่า ฉันมีโอกาสได้กลับไปยังจุดเริ่มต้นและคิดว่าอูฮูร่ามาจากไหน
และเธอเป็นใคร
และเธอสามารถอยู่บนยานเอ็นเตอร์ไพรส์ได้อย่างไร
ฉันมองว่าเธอมีความเป็นนักสู้
เป็นคนที่ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองผ่อนคลายเลย
เพราะเธอรู้ดีว่าเธอจะต้องเก่งกว่าทุกคนรอบๆ
ตัวเธอ
จอห์น โช รับบทซูลู
ผู้ทำหน้าที่เป็นต้นหนของยานยูเอสเอส
เอ็นเตอร์ไพรส์ ก็คือซูลู
หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์มากที่สุดบนยาน
เขาเป็นผู้รอบรู้ที่มีความสามารถตั้งแต่การบังคับยาน
ไปจนถึงความรู้ในเรื่องฟิสิกส์ และการฟันดาบ
ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นประโยชน์มากในภารกิจแรกของเขาในฐานะลูกเรือหน้าใหม่
แต่แรกเริ่ม ซูลูรับบทแสดงโดย จอร์จ ทาเคอิ
ผู้กลายมาเป็นฮีโร่ในหมู่นักแสดงอเมริกันเชื้อสายเอเชีย
เขาคือตัวแทนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาของชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่ได้ขึ้นจอทีวี
อับรามส์เล็งเห็นถึงความคล้ายคลึงกันนี้ในตัว
จอห์น โช
นักแสดงชาวเกาหลีที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากบทบาทในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง
American Pie และซีรีส์เรื่อง Harold and
Kumar อับรามส์กล่าวว่า จอห์นทำให้ผมนึกถึง
จอร์จ ทาเคอิ
ในลักษณะที่เขานำความแข็งแกร่งและบุคลิกอันโดดเด่นมาสู่บทนี้
เขามีความห่วงใยที่จะทำให้ซูลูดูสมจริง
โชรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ก้าวตามรอยเท้าของทาเคอิ
ในฐานะคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย
ซูลูคือผู้บุกเบิกสำหรับผม โชกล่าว ในเวลานั้นมีบทสำหรับคนเอเชียที่ไม่ได้เกี่ยวกับการต่อสู้หรือฉากสตั๊นต์อยู่น้อยมาก
และเขาได้แสดงบทบาทอันเยี่ยมยอดนี้ในซีรีส์ที่โดดเด่น
ในฐานะคนที่มีความน่าทึ่งน่าติดตาม
ผู้มีความสนใจและมีทักษะฝีมือมากมาย สำหรับผม
ถือเป็นความเฉียบคมจริงๆ
ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยครั้งใหม่ครั้งนี้
ขณะเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อมารับบทนี้
โชมีโอกาสได้พบกับทาเคอิ ผมพูดว่า จอร์จ
ผมค่อนข้างเป็นกังวลเหมือนกันนะที่ต้องมาสวมบทบาทต่อจากคุณ
และถูกมองว่าเป็นจอร์จ ทาเคอิคนใหม่
และเขาก็พูดด้วยบุคลิกที่งดงามว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก
ในไม่ช้า พวกเขาคงจะเรียกฉันว่าเป็น จอห์น โช
เวอร์ชั่นแก่ เขาช่วยผมได้มากทีเดียว
บรูซ กรีนวู้ด รับบท กัปตันไพค์
กัปตันคนแรกของยานยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์
กัปตันไพค์ปรากฏตัวให้เห็นในซีรีส์ต้นฉบับแค่สามตอนเท่านั้น
โดยในตอนแรกบทนี้รับบทแสดงโดย เจฟฟรีย์ ฮันเตอร์
ต่อมา บทนี้รับบทแสดงโดย ฌอน เคนนี่ย์
นี่คือครั้งแรกที่คนดูจะได้เห็นกัปตันไพค์มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้น
และครั้งนี้คนที่รับบทเป็นกัปตันไพค์ ก็คือ บรูซ
กรีนวู้ด นักแสดงชายชาวแคนาดา
ผู้เคยฝากบทบาทการแสดงอันหลากหลาย
ตั้งแต่บทประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้
ในภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Days
จนถึงบทฮีโร่ในซีรีส์ของ HBO เรื่อง John from
Cincinnati บรูซเป็นเสมือนตัวแทนพ่อของเคิร์ก
อับรามส์บอก เขามีบุคลิกที่ดูแข็งแกร่ง เชื่อมั่น
และเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจู่ๆ
ก็เป็นที่สังเกตเห็นทันทีเมื่อไพค์ลงจากยาน
เป็นการส่งถ่ายพลังอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทำให้กรีนวู้ดสนใจโปรเจ็กต์นี้ก็คือตัวบทภาพยนตร์
ผมชอบวิธีที่ทีมผู้เขียนบทสำรวจตัวละครเหล่านี้
กรีนวู้ดบอก มันคือการเดินทางไปสู่แรงจูงใจของเคิร์กและสป็อค
และความขัดแย้งภายในใจของพวกเขา
ผมว่ามันอัดแน่นไปด้วยเรื่องดราม่าดีๆ
เมื่ออยู่ในกองถ่าย
กรีนวู้ดเหมือนล่องลอยไปด้วยประสบการณ์อันแสนสนุกสนานเมื่อได้มานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่โด่งดังของกัปตัน
การได้มานั่งบนเก้าอี้ตัวนี้คือความรู้สึกพิเศษจริงๆ
กรีนวู้ดยอมรับ ผมพูดว่า ว้าว
นี่คือภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ ด้วย
แต่มันยังทำให้ผมคิดถึงธรรมชาติของความมีอำนาจ
และสิ่งที่มีความหมายเมื่ออยู่บนหอบังคับการ
ไม่ว่าธรรมชาติของการเป็นผู้นำในอีก 200
ปีข้างหน้าจะแตกต่างจากตอนนี้หรือไม่ก็ตาม
ส่วนหนึ่งของความเป็นผู้นำของกรีนวู้ด
ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อ เจมส์ เคิร์ก
ผู้ซึ่งเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้จนกลายเป็นนักเรียนของสถาบันสตาร์ฟลีท
ด้วยการท้าทายให้เคิร์กเติมเต็มให้กับโอกาสของพ่อของเขาที่เคยพบกับอุปสรรคมาก่อน
ผมชอบเรื่องพ่อกับลูกชายอยู่แล้ว
ซึ่งมันมีลักษณะเช่นนั้นอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างไพค์กับเคิร์ก
กรีนวู้ดบอก ลูกชายทุกคนไม่อยากทำผิดพลาดเหมือนที่พ่อของเขาเคยทำ
และเมื่อไพค์เดินเข้ามาหาเคิร์ก และพูดว่า ฉันขอท้าให้เธอทำให้ดีกว่าพ่อ
นั่นคือสิ่งที่โดนใจเขา สำหรับไพค์
เขามองเห็นบางอย่างที่โดดเด่นในตัวเคิร์ก
และเขายินดีที่จะมอบโอกาสให้เขา
ถึงแม้เคิร์กจะทำให้เขารู้สึกเสียใจอยู่หลายครั้ง!
อันตวน เยลชิน รับบท เชคอฟ
พาวเวล แอนเดรียวิช
เชคอฟคือเจ้าหน้าที่ที่อายุน้อยที่สุดของยานยูเอสเอส
เอ็นเตอร์ไพรส์ เด็กอัจฉริยะชาวรัสเซีย
และเป็นเซียนหมากรุกที่ยังคงเป็นวัยรุ่นอยู่เลยเมื่อตอนที่เขาเริ่มต้นเดินทางผจญภัยที่เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนแม้ในความฝันที่โลดโผนที่สุดของเขา
บทนี้ที่ดั้งเดิมรับบทแสดงโดย วอลเตอร์ โคนิก
ท่ามกลางสงครามเย็น
การมีเชคอฟเป็นสมาชิกอยู่บนยานเอ็นเตอร์ไพรส์บ่งบอกถึงยุคสมัยที่ทุกชาติบนโลกน่าจะใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน
และให้ความร่วมมือกัน
เขายังเป็นตัวแทนของความหุนหันและความไร้เดียงสาของชายหนุ่มที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันสุดมหัศจรรย์
และได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในห้วงอวกาศ
เพื่อใส่ความสมจริงที่ดูทันสมัยให้กับเชคอฟ
ทางทีมผู้สร้างค้นหาตัวนักแสดงหนุ่มที่ไม่เพียงแต่จะต้องมีความเฉลียวฉลาดและมีบุคลิกอย่างที่ต้องการเท่านั้น
แต่ยังจะต้องมีแบ็คกราวน์แบบชาวรัสเซียที่เข้ากับตัวละครตัวนี้ด้วย
พวกเขาได้พบส่วนผสมที่ลงตัวในตัว อันตวน เยลชิน
ผู้เกิดในเลนินกราด
แต่กลายมาเป็นดารานำชายรุ่นใหม่ในภาพยนตร์อย่าง
House of D, Alpha Dog, Charlie Bartlett
และภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Terminator Salvation อันตวนมีคุณสมบัติแบบนักเล่นหมากรุกชาวรัสเซียจริงๆ
แถมยังเป็นคนน่ารักด้วย
คุณห้ามใจไม่ให้ชอบเขาไม่ได้เลย
อับรามส์ตั้งข้อสังเกตเอาไว้
เยลชินมารับบทนี้ด้วยความสดใหม่จริงๆ
เพราะเขาไม่เคยดูซีรีส์เรื่องนี้มาก่อนเลย
แต่หลังจากนั้น
เขาได้นั่งดูซีรีส์ต้นฉบับครบทุกตอน ผมสนุกมากกับการนั่งดูซีรีส์เรื่องนี้
เยลชินเล่า สิ่งที่ผมชอบในตัวเชคอฟในซีรีส์ต้นฉบับก็คือ
เขาเป็นสมาชิกที่ประหลาดที่สุดบนยาน
เหมือนเด็กยุคสงครามเย็นมาเจอกับเดวี่ย์ โจนส์
เขามีความแข็งขันแบบเด็กหนุ่ม
และบ่อยครั้งที่เขากลายเป็นตัวสร้างอารมณ์ขัน
แต่ในภาพยนตร์ของพวกเรา
เขามีความหลากหลายอยู่ในตัว
เขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุด บางครั้งก็ดูขี้อาย
แต่ก็เป็นเด็กอัจฉริยะ
ผมสนุกกับการค้นหาคุณสมบัติพิเศษที่ผมอยากจะใส่ลงไปในตัวเขา
เพื่อเจาะลึกลงไปในบทนี้ เยลชินได้พบกับ วอลเตอร์
โคนิก ผู้สร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาเมื่อ 40 ปีก่อน
วอลเตอร์บอกว่าเพื่อทำให้ตัวละครตัวนี้ดูดี
คุณต้องทำให้เขาเป็นตัวละครตามแบบฉบับของคุณเอง
นั่นคือวิธีการทำงานของเจเจ
และมันส่งผลต่อทุกสิ่งทุกอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้
ตั้งแต่เสื้อผ้า จนถึงการแสดงของพวกเรา
เจเจดึงเอาองค์ประกอบที่แข็งแกร่งที่สุดจากอดีต
และผสมมันเข้ากับจินตนาการอันยิ่งใหญ่ของเขาเอง
ศัตรูหมายเลข 1 : เอริค บาน่า รับบท โรมูลัน นีโร
กัปตันนีโรรับบทแสดงโดย เอริค บาน่า
นักแสดงหนุ่มชาวออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อเร็วๆ
นี้ได้รับคำชมจากบทมือสังหารชาวอิสราเอล
ในภาพยนตร์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Munich
นับแต่เริ่มต้น
อับรามส์รู้สึกว่าบาน่าสามารถนำความหลากหลายมาสู่ตัว
นีโร ซึ่งจะกลายเป็นผู้ร้ายที่เคียดแค้นได้ เอริคทำให้พวกเราได้แสดงที่หลากหลายระดับสุดยอด
ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น
และมีอันตรายอย่างมาก อับรามส์บอก
อันที่จริง บาน่าอยู่ในช่วงหยุดพักจากงานแสดงพอดี
เมื่อตอนที่อับรามส์ติดต่อเขาครั้งแรก
แต่บทอันยากจะต้านทานบทนี้
คือตัวที่ดึงเขากลับคืนสู่จอภาพยนตร์อีกครั้ง ผมพูดกับเจเจว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้คือการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องจริงๆ
และนีโรเป็นผู้ร้ายที่ทั้งบ้าและให้ความบันเทิงอย่างมาก
ซึ่งผมจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยให้ได้
ที่แตกต่างไปจากสมาชิกคนอื่นๆ ของทีมนักแสดงชุดนี้
ก็คือตัวละครของบาน่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เคยมีมาก่อนหน้านี้
ถึงแม้เขาจะสนุกกับการสำรวจวัฒนธรรมของชาวโรมูลัน
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเรื่องของความเจ้าเล่ห์
เรื่องของความคลั่งไคล้หมกมุ่น เกียรติยศศักดิ์ศรี
เทคโนโลยี และความก้าวร้าว
ทั้งนี้เพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจในสภาพจิตใจของนีโร
เขาอาจเป็นคนที่มีความอดทนสูง
และนิ่งได้ราวกับเซน
เขาชอบความคิดที่ว่าการล้างแค้นคืออาหารที่เหมาะจะกินในแบบเย็นๆ
การเป็นตัวละครที่คิดสร้างขึ้นมาใหม่ของนีโรคือส่วนหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของบาน่า
มันน่าตื่นเต้นที่ได้แสดงเป็นตัวละครที่ยังไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
และมีโอกาสได้นำความสดใหม่และความแตกต่างมาสู่เรื่องที่มีประวัติยาวนานมาก
บาน่าบอก
สำหรับภาพลักษณ์อันโดดเด่นของนีโร
ซึ่งต้องแต่งหน้า ติดอวัยวะปลอม
และแต่งตัวนานวันละ 4 ชั่วโมง บาน่าบอกว่า ผมชอบมันแทบจะในทันทีเลยนะ
มันประหลาด แต่ผมว่ามันก็สวยดี
หลังจากเล่นเป็นนีโรมาได้ไม่ถึงอาทิตย์ดี
เขาเริ่มดูเป็นคนปกติธรรมดาสำหรับผมไปแล้ว
ขณะที่มนุษย์ปกตินี่แหละกลับดูประหลาดมากขึ้น!
บาน่ายังหลงใหลในยานของนีโรที่ชื่อ เนราด้า
ซึ่งเป็นยานรบที่ดูหรูหราโฉบเฉี่ยวและมืด มันเป็นยานที่เท่มากๆ
บาน่าบอก ตอนที่ผมเดินเข้าไปในฉากนั้น
ผมแทบไม่อยากเชื่อเลย
ผมชอบพวกเครื่องยนต์กลไกอยู่แล้ว
และด้วยสภาพของเส้นลวดสายไฟที่เปิดโล่ง
ทุกอย่างเปิดโล่งหมด
จนคุณมองเห็นเลยว่าเจ้าโครงสร้างยานทั้งลำนี้ประกอบเข้าด้วยกันอย่างไร
ผมว่ามันคืองานออกแบบที่น่าทึ่งมากทีเดียว
แต่สิ่งที่ประทับใจบาน่าที่สุดคือเพื่อนนักแสดงของเขานี่แหละ
บาน่ารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ต่อสู้กับคริส ไพน์
ในบทเคิร์ก ผู้มีความมุ่งมั่นสูง ผมได้แสดงฉากต่อสู้กับนักแสดงหลายคนด้วยกัน
แต่คริสเป็นคนที่ทั้งบึกบึนและรวดเร็วมาก
ทำให้การต่อสู้นั้นเป็นการเผชิญหน้าที่ยิ่งใหญ่
บาน่าบอก การต่อสู้ของเรามันน่าตื่นเต้นมากจริงๆ
และผมหวังว่าคนดูคงจะรู้สึกเช่นนั้น
ผู้กำกับอับรามส์บอกว่า
การแสดงที่เข้าขากันจนยากจะปฏิเสธได้นั้น ค่อยๆ
เกิดขึ้นในกลุ่มนักแสดง ผมคงไม่มีทางโชคดีเท่านี้อีกแล้วเมื่อได้ทีมนักแสดงชุดนี้มา
พวกเขายึดมั่นต่อกฎที่นักแสดงที่สร้างตัวละครเหล่านี้เอาไว้แล้ว
ได้วางเอาไว้
และได้ปรับเปลี่ยนให้มันกลายเป็นกฎเกณฑ์ของพวกเขาเอง
ทำให้มันตลก ได้อารมณ์ และสมจริง
ขณะที่ดูคุ้นเคยได้อย่างวิเศษที่สุด
สถาบันสตาร์ฟลีทสำหรับทีมนักแสดง
เมื่อหานักแสดงได้ลงตัวหมดแล้ว
นักแสดงทุกคนก็เหมือนกับตัวละครที่พวกเขาแสดงที่สถาบันสตาร์ฟลีท
พวกเขาต้องผจญกับการฝึกอย่างเข้มงวดเพื่อฉากแอ็กชั่นที่รออยู่เบื้องหน้า
ซึ่งมีตั้งแต่การวิวาทในบาร์จนถึงการตามไล่ล่าแบบศตวรรษที่
23 เมื่อต้องกระโดดร่มในอวกาศ
นี่คือส่วนสำคัญของจินตนาการของเจเจ
อับรามส์ที่มีต่อภาพยนตร์ที่เขาหวังจะใช้นำพาคนดูไปสู่ดินแดนใหม่ในการผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ตามที่อับรามส์อธิบาย ผมอยากให้มีพลังอย่างมากล้นใน
Star Trek ในแบบที่ยังไม่เคยมีมาก่อน
โดยจะเน้นไปที่ฉากแอ็กชั่น การผจญภัย
และความน่าตื่นตามากขึ้น
เพื่อเตรียมลูกทีมให้พร้อมสำหรับฉากอันน่าตื่นเต้นมากมายในภาพยนตร์เรื่องนี้
ทั้งบนดาวของมนุษย์ต่างดาวและบนยานของศัตรู
ผู้ประสานงานสตั๊นต์ โจอี้ บ็อกซ์
ต้องควบคุมการฝึกร่างกายให้กับทีมนักแสดง มันคือความน่ายินดีสำหรับผม
เพราะทีมนักแสดงชุดนี้เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว
เป็นคนที่มีความคล่องแคล่วว่องไว
และพวกเขาเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว บ็อกซ์บอก
การออกแบบคิวบู๊ดูเข้ากันกับพวกเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
และสิ่งที่พวกเขาอาจยังขาดไปในเรื่องประสบการณ์ด้านแอ็กชั่น
พวกเขามีความกระตือรือร้นและมีความรักในตัวละครของพวกเขา
ความท้าทายแรกเริ่มของบ็อกซ์
ก็คือการนำเอาสไตล์แอ็กชั่นแบบยุค 60
ของซีรีส์ต้นฉบับมา
ใส่ลงไปในมุมมองที่อิงกับความเป็นจริงมากขึ้นของศตวรรษที่
23 และผสมรวมฉากแอ็กชั่นเข้ากับตัวละคร เจเจอยากให้งานนี้เป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มใหญ่
แต่เขายังต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวละครเหล่านี้ทำ
ซึ่งรวมถึงฉากแอ็กชั่น
เป็นตัวบ่งบอกว่าพวกเขาเป็นใคร
รวมถึงความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันด้วย
บ็อกซ์อธิบาย ตัวอย่างเช่น
สป็อคมีสไตล์การต่อสู้แบบชาววัลแคน
ซึ่งมีความไหลลื่นและตรงไปตรงมา
เขาไม่เคยใช้หมัดหรืออารมณ์
ขณะที่เคิร์กจะเป็นนักสู้แบบข้างถนน
เป็นพวกวิวาทได้อย่างชาญฉลาด
ผู้สามารถฝ่าฝันผ่านทุกสถานการณ์ด้วยทุกอย่างที่จำเป็น
ไม่มีการมองข้ามรายละเอียดเพื่อแฟนๆ
บ็อกซ์กล่าวต่อ เราทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจได้ว่าชาวโรมูลันจะต่อสู้แบบชาวโรมูลัน
และชาวคลิงออนจะต่อสู้แบบชาวคลิงออน
ทุกอย่างจะยึดมั่นต่อตำนานที่มีมา
นีโร ตัวละครที่ยังไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
มีสไตล์การต่อสู้แบบชาวโรมูลันที่โดดเด่นตามรูปแบบของเขาเอง
ซึ่งจะต้องเข้ากับบุคลิกที่มีแต่อารมณ์กราดเกรี้ยวของเขา
เอริค บาน่ามีร่างกายที่น่าทึ่งมาก
ซึ่งทำให้เราได้สนุกกับนีโรอย่างเต็มที่
บ็อกซ์บอก เอริคมีความเป็นนักกีฬา
และการต่อสู้ของเขาถือว่าน่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา
นีโรต่อสู้ในสไตล์มวยปล้ำแทบจะแบบเดียวกับเกร็กโก-โรมัน
โดยมีการจับเหวี่ยง รัด และล้มกลิ้งไปรอบ
ลูกทีมของบ็อกซ์ยังต้องทุ่มเทให้กับเครื่องยิงอัดลมที่สามารถดีดตัวนักแสดงขึ้นไปในอากาศได้อย่างรวดเร็วแต่ปลอดภัย
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีฉากระเบิดอยู่เยอะมาก
บ็อกซ์อธิบาย มันเป็นส่วนหนึ่งของจินตนาการของเจเจ
ในการค้นหาวิธีที่สมจริงที่สุดเพื่อให้ได้ความรู้สึกว่าลูกเรือทีมนี้ต้องเจออะไรมาบ้าง
โดยมีฉากแอ็กชั่นและการผจญภัยมากมาย
แสง, กล้อง, จักรวาล
ธีมที่น่าสนใจธีมหนึ่งของ Star Trek
ก็คือมนุษย์จะใช้ความฉลาดปราดเปรื่อง ความปรารถนา
และการมองโลกในแง่ดีในการทำงานเพื่อจัดการกับปัญหาที่ดูเหมือนไม่น่าแก้ไขได้ได้อย่างไร
งานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ยึดแนวคิดนั้นเอาไว้เป็นหลัก
การถ่ายทำภาพยนตร์เอพิคเรื่องนี้
ซึ่งเป็นการสร้างจักรวาลที่อยู่ห่างจากโลกไปหลายปีแสง
ถ่ายทำกันเกือบจะทั้งเรื่องในเซาเธิร์น
แคลิฟอร์เนีย และไม่ใช้การถ่ายทำในโรงถ่ายด้วย
แต่เป็นการถ่ายทำกัน ณ โลเกชั่น
ซึ่งหมายความว่าทางทีมงานต้องแปลงโรงงานผลิตเบียร์ให้กลายเป็นห้องเครื่องยนต์
และต้องแปลงลานจอดรถของสนามกีฬาเบสบอลให้กลายเป็นดาวเคราะห์น้ำแข็งที่แสนอ้างว้าง
นี่คือสิ่งที่เจเจ อับรามส์
ที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ต้องการ สิ่งที่ดูไม่น่าจะจินตนาการขึ้นมาได้สำหรับพวกเรา
ได้เกิดขึ้นแล้วใน Star Trek ดังนั้น
ผมจึงอยากคงความรู้สึกเหมือนจริงเอาไว้ให้มากที่สุดทั้งทางด้านอารมณ์และร่างกาย
อับรามส์บอก ผมไม่อยากถ่ายทำโดยใช้กรีนสกรีนและภาพซีจีทั้งหมด
ผมอยากสร้างมันออกมาเป็นฉากที่จับต้องได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ซึ่งหมายความว่ามันจะเป็นกระบวนการทำงานที่มีความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจมากมาย
เกี่ยวกับทุกรายละเอียด
อย่างเช่นเมื่อยานอวกาศลำหนึ่งยิงใส่ยานอีกลำจะเป็นอย่างไร
เช่นเดียวกับกัปตันยานอวกาศ
อับรามส์อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ได้รับความไว้วางใจจากเขา
ได้แก่ ผู้กำกับภาพ แดน มินเดล (จาก MI:3),
ผู้ลำดับภาพ แมเรี่ยน แบรนดอน และแมรี่ โจ มาร์กี้
(จาก MI:3 และ Alias), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์
สก็อตต์ แชมบลิสส์ (MI:3, Alias)
และทีมงานหน้าใหม่ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ไมเคิล
แคปแลน (I Am Legend, Miami Vice, Mr. & Mrs.
Smith) ที่กลับมาร่วมทีมทำงานกับอับรามส์อีกครั้ง
จากที่เคยร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง MI:3
ก็คือโรเจอร์ กายเย็ทท์ จากอินดัสเทรียล ไลต์
แอนด์ เมจิค ผู้ทำหน้าที่เป็นวิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มใหญ่หลายต่อหลายเรื่องในช่วงหลายปีมานี้
อาทิเช่น ภาพยนตร์ชุด Pirates of the Caribbean,
Star Wars: Episode III และภาพยนตร์ชุด Harry
Potter หลายภาคด้วยกัน
กายเย็ทท์ยังทำหน้าที่เป็นผู้กำกับประจำกองถ่ายย่อยที่
2 ด้วย
เชอร์นอฟกล่าวต่อไปว่า ปรัชญาของเจเจเป็นสิ่งสำคัญมาก
และเป็นปรัชญาที่ผมมีเหมือนกันกับเขา นั่นก็คือ
คุณรวบรวมทีมงานจากคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้
และปล่อยให้พวกเขาทำงานของพวกเขาไป
คอยสนับสนุนให้พวกเขาเดินไปข้างหน้า
และคิดไอเดียออกมามากขึ้น
แนวคิดนี้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งกองถ่ายเลยทีเดียว
ผู้กำกับภาพ แดน มินเดลกล่าวว่า ข้อดีของวิธีการที่เราใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง
Star Trek
ก็คือเราได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากสิ่งที่เราทำไปเมื่ออาทิตย์ก่อน
และยกระดับงานถ่ายทำให้สูงขึ้น
หลังจากผ่านการโต้แย้งกันมาหลายครั้ง
พวกเขาตัดสินใจที่จะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Star
Trek นี้แบบไวด์สกรีน พวกเราทุกคนต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนกับห้วงอวกาศ
ไวด์สกรีนทำให้เราได้อารมณ์ทางภาพยนตร์ที่กว้างใหญ่อย่างที่
Trek อาจไม่เคยมีมาก่อน
ผมเชื่อเสมอมาว่าภาพยนตร์ควรเป็นเรื่องของการสร้างภาพที่สมบูรณ์
สิ่งที่เราทำมีความมหัศจรรย์แฝงอยู่
นั่นก็คือการทำให้เอฟเฟ็กต์ต่างๆ เป็นองค์ประกอบ
และใช้การถ่ายภาพแบบเปรียบเทียบเพื่อสร้างภาพยนตร์อวกาศสุดไฮเทค
มินเดลกล่าว
แฟนๆ ของภาพยนตร์ Star Trek ที่ผ่านๆ มา
จะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่แน่นอน ภาพยนตร์ Star
Trek เรื่องนี้มีเอกลักษณ์แบบเจเจ มินเดลบอก วิธีการนำเสนอของพวกเรา
ก็คือคนดูคือกล้อง และกล้องไม่เคยตั้งอยู่เฉยๆ
ทำให้ได้ความรู้สึกของการผจญภัย
เป็นความรู้สึกของคุณเมื่อคุณอยู่บนยานเอ็นเตอร์ไพรส์ที่อยู่ห่างจากบ้านไปหลายปีแสง
ก้าวสู่หอบังคับการ
คุณจะทำการปรับฉากที่คนดูชื่นชมมากที่สุดตลอดกาลฉากหนึ่งได้อย่างไร
นี่คือสิ่งที่ทีมงานของ Star Trek
ต้องเผชิญเมื่อพวกเขาเริ่มหาวิธีออกแบบยานยูเอสเอส
เอ็นเตอร์ไพรส์
และที่พิเศษที่สุดก็คือหอบังคับการยาน
ซึ่งถือเป็นมันสมองของยานลำนี้
ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่บังคับการ
นำยานเอ็นเตอร์ไพรส์เดินทางไปยังดาวดวงต่างๆ
หอบังคับการแห่งนี้มีสถานีสื่อสาร
เป็นที่ทำงานของต้นหนยาน
และเป็นที่ตั้งของเครื่องนำวิถี
โดยทั้งหมดนี้ตั้งอยู่รอบๆ
หนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ประกอบฉากซึ่งเป็นที่จดจำได้มากที่สุดในภาพยนตร์ยุคใหม่
นั่นก็คือเก้าอี้ของกัปตัน
เมื่อถึงเวลาต้องสร้างยานเอ็นเตอร์ไพรส์
อับรามส์และทีมออกแบบรู้ดีว่าพวกเขาต้องเดินไปบนเส้นที่บางเฉียบ
เป็นงานที่ต้องใช้จินตนาการที่เป็นอิสระ
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองและสะท้อนมรดกที่ตกทอดกันมา
และตรรกวิทยาของอนาคตของสตาร์ฟลีท
ที่ผู้คนมากมายเคยเห็นมาแล้วทั้งจากซีรีส์ที่สร้างฉายทางทีวีและภาพยนตร์จอเงิน
เราต้องเดินไปบนเส้นที่มีความต่อเนื่องกับจังหวะเวลาของซีรีส์
ขณะเดียวกันก็ต้องค้นหาภาพลักษณ์ที่เป็นแบบฉบับของเราเอง
ซึ่งมีความเป็นโลกอนาคตและเท่สำหรับคนดูในยุคปัจจุบัน
อับรามส์อธิบาย ตัวอย่างเช่น เมื่อ 40 ปีก่อน
เจ้าหน้าที่สื่อสารดูล้ำยุคมากแล้ว
แต่ทุกวันนี้พวกเราทุกคนต่างมีโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ
พกติดอยู่ในกระเป๋ากางเกงเหมือนในซีรีส์ยุคก่อนกันทุกคน
ดังนั้นวิธีการก็คือต้องนำสิ่งที่เป็นที่คุ้นเคยเกี่ยวกับ
Star Trek
โดยเฉพาะที่หอบังคับการของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
และขยายมันออกไปจากตรงนั้น
ทำให้งานออกแบบดูสวยงามและมหัศจรรย์มากขึ้น
สิ่งที่พวกเราในเวลานี้อาจคิดว่าน่าจะเป็นงานออกแบบของศตวรรษที่
23 เมื่อมองจากปัจจุบันของพวกเรา
งานนี้ตกเป็นหน้าที่ของโปรดักชั่น ดีไซเนอร์
สก็อตต์ แชมบลิสส์
ผู้เริ่มต้นด้วยการวางเลย์เอ้าต์กรอบของกฎพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อทุกปุ่มและเครื่องมือทุกชิ้น
กฎข้อแรกก็คือเราอยากให้เกียรติกับการมองโลกในแง่ดีของซีรีส์ต้นฉบับ
และไอเดียที่เปี่ยมไปด้วยความหวังที่ว่าเทคโนโลยีจะต้องมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อมนุษยชาติ
เราอยากเลี่ยงภาพที่ดูมืดมนน่ากลัวของโลกอนาคตซึ่งกลายเป็นที่นิยมในภาพยนตร์ไซไฟ
เพราะจีน
ร็อดเดนเบอร์รี่มาจากที่ที่แตกต่างออกไปมาก
เรายังอยากสร้างสมดุลของการมองโลกในแง่ดี
กับการใช้งานได้จริงใส่ลงไปในทุกอย่างในฉาก
ทุกอย่างจะต้องดูเหมือนทำงานได้จริง
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเจเจ
แชมบลิสส์กล่าวต่อ มีภาพที่ดูแข็งแกร่ง เฉียบคม
และทันสมัยในยุค 60
เมื่อตอนที่ซีรีส์ต้นฉบับเริ่มฉาย
นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะหลอมใส่ลงไปในภาพของเราด้วย
ยานเอ็นเตอร์ไพรส์มีความเซ็กซี่ที่ดูหรูหราอยู่ในตัว
ขณะที่ยานเคลวินที่เก่าแก่กว่าจะมีสไตล์ที่ดูเป็นทหารมากกว่า
ยานเอ็นเตอร์ไพรส์ของเราเป็นการดึงแรงบันดาลใจมาจากผลงานของนักออกแบบชั้นยอดหลายคนในยุคนั้น
อย่างเช่น ปิแอร์ คาร์แด็ง และมาจากภาพยนตร์เรื่อง
2001 ของคูบริคด้วย เพื่อให้เกียรติ
ไม่ใช่เพื่อลอกเลียนแบบอารมณ์ของผลงานเหล่านั้น
หลังจากรวบรวมภาพต่างๆ ให้อับรามส์แล้ว
แชมบลิสส์ยังทำงานกับกลุ่มนักวาดภาพ คนสร้างโมเดล
และนักออกแบบ แต่ละคนนำเอาพรสวรรค์อันเหลือเชื่อของพวกเขา
รวมถึงความเข้าใจในการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ที่มีความสุนทรีย์มาใช้
แชมบลิสส์กล่าว
แชมบลิสส์ได้พบความสนุกที่สามารถรับมือกับองค์ประกอบอันคุ้นเคยบนหอบังคับการยาน
ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำมากมาย เทคโนโลยีทำให้พวกเราสามารถเพิ่มเลเยอร์และความลึกลงไปกับความมหัศจรรย์ทั้งหมดของหอบังคับการ
แชมบลิสส์บอก เราสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างกับหอบังคับการนี้ในแบบที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
มันไม่ใช่แค่การสร้างหอบังคับการอันเก่าขึ้นมาใหม่เท่านั้น
มันมีความสดใหม่ แต่คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่า ฉันอยู่บนหอบังคับการของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
ตลอดเส้นทาง
แชมบลิสส์ทำงานประสานไปอย่างใกล้ชิดกับวิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ โรเจอร์ กายเย็ทท์ สก็อตต์กับผมพูดคุยกันอยู่นานถึงวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เพื่อให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ
และสิ่งที่พวกเราสามารถเพิ่มเข้าไปทีหลังได้
กายเย็ทท์กล่าว ตัวอย่างเช่น
เขาสามารถสร้างหอบังคับการยานเอ็นเตอร์ไพรส์ได้โดยรู้ว่าภาพเมื่อมองออกไปทางหน้าต่างนั้นจะเป็นอย่างไร
สก็อตต์เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก
ถือเป็นการทำงานที่เป็นรางวัลของชีวิตเลย
เป้าหมายหลักของกายเย็ทท์ในการทำงานกับหอบังคับการนี้
ก็คือหน้าต่างขนาดพาโนราม่า
ที่ยึดมั่นต่อแนวคิดดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มแรก ในซีรีส์ต้นฉบับ
หน้าต่างบานนี้จะเหมือนกับจอทีวีที่ปิดเปิดได้
ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำให้แตกต่างออกไป
ก็คือการใช้หน้าต่างจริง
เหมือนกับหน้าต่างรถหรือเครื่องบิน
ดังนั้นคุณจึงมีความเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่
เป็นความเชื่อมโยงต่อจักรวาลนั้นเป็นพิเศษ
ฉากหอบังคับการถูกสร้างขึ้นมาบนแท่นทรงกลม
เพื่อให้มันบิดหมุน สั่น
และกระดกขึ้นมาได้ในแบบที่เหมือนจริง
เมื่อยานโดนโจมตีหรือเร่งด้วยความเร็วเพื่อวาร์ป
การระเบิดบนยานถ่ายทำกันจริงๆ
เพื่อผลดีต่อทีมนักแสดงและทีมถ่ายทำ คุณอยากจะเห็นอันตรายที่กำลังคุกคามจากสีหน้าของตัวละครและรู้สึกได้ว่ายานเอ็นเตอร์ไพรส์ตกอยู่ในอันตราย
กายเย็ทท์บอก เราถ่ายทำฉากแอ็กชั่นโดยรู้ว่าเราสามารถเพิ่มภาพซีจีเข้าไปทีหลังได้
ทำให้เจเจสามารถถ่ายทำในแบบที่เขาต้องการได้โดยไม่มีข้อจำกัด
สำหรับอับรามส์
ความรู้สึกนั้นเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ สก็อตต์กับทีมของเขาได้ออกแบบหอบังคับการยานโดยมีจิตวิญญาณของซีรีส์และภาพยนตร์ต้นฉบับอย่างเต็มเปี่ยม
แต่เป็นฉากที่ช่วยยกระดับและทำให้มันออกมาดูดีขึ้นและน่าสนใจมากขึ้น
เมื่อตอนที่ผมเดินเข้าไปในฉากหอบังคับการครั้งแรก
ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้ยืนอยู่ในฉากเลย
แต่เหมือนอยู่ในที่ไหนสักแห่งที่มีความพิเศษจริงๆ
เหมือนกำลังเดินข้ามผ่านธรณีประตู
เป็นวินาทีที่เราต้องร้องว่า โอ้ ว้าว
เรากำลังจะสร้างโลกนี้ให้เป็นจริง
การสร้างความมืดมิด : ยานเนราด้า
ไม่มีสิ่งใดจะมีความขัดแย้งกับรูปแบบที่งดงามและมีสไตล์ของยานเอ็นเตอร์ไพรส์เท่ากับยานเนราด้าของชาวโรมูลันที่มีขนาดใหญ่มหึมา
ดูมืดมิด และคุกคามอีกแล้ว
ทีมงานของภาพยนตร์เรื่อง Star Trek
รู้สึกตื่นเต้นที่มียานที่ยังไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถออกแบบใหม่หมดตั้งแต่เริ่มร่างภาพ
แถมยังเป็นยานขนาดใหญ่และไม่ธรรมดาอย่างยานเนราด้า
เราสามารถเริ่มต้นใหม่หมดกับยานเนราด้า
แชมบลิสส์ให้ความเห็นไว้ และมันคือโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นวัฒนธรรมของชาวโรมูลัน
ผู้มีความเกี่ยวพันกับชาววัลแคนเมื่อย้อนเวลากลับไป
แต่พวกเขาได้ปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ
ทำให้เกิดสังคมที่แตกต่าง
ชาวโรมูลันอารมณ์แปรปรวนง่าย และมีความรุนแรง
ผมจึงรู้สึกเสมอว่ายานของพวกเขาจะเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจ
มีชีวิต
ในการสร้างฉากภายในที่ดูคล้ายโครงกระดูกของเนราด้า
แชมบลิสส์ได้รับอิทธิพลจาก Gaudi
สถาปนิคชาวสเปนผู้มีความนิยมชมชอบที่จะเผยให้เห็นโครงสร้างภายในของอาคาร
เป็นการเปลี่ยนงานสถาปัตยกรรมจากด้านในสู่ด้านนอก
เราเริ่มต้นด้วยไอเดียที่ทำให้สายเคเบิลและท่อต่างๆ
ดูคล้ายกับเส้นเอ็น และเส้นประสาทของยาน
แชมบลิสส์อธิบาย มันดึงคุณสู่โลกที่ลึกลับและมืดมิด
เมื่อได้ภาพสถาปัตยกรรมของยานลำนี้แล้ว
แชมบลิสส์ต้องคิดหาทางต่อไปว่าจะสร้างยานในขนาดที่แทบไม่น่าจะเป็นไปได้ในโรงถ่ายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของพาราเม้าต์ได้อย่างไร
เขาอธิบายถึงทางออกอันสุดสร้างสรรค์ของทีมงานว่า สิ่งที่เราทำก็คือการสร้างชิ้นส่วนสมอขนาดมาตรฐานของยานเนราด้าขึ้นมา
ซึ่งเราสามารถปรับแต่งใหม่เพื่อสร้างพื้นที่ว่างใหม่ๆ
ได้ เจเจตอบรับความคิดนี้ทันที
ทำให้เขาได้มุมมองที่แตกต่างกันของยานเนราด้าถึงห้าหกแบบจากโรงถ่ายแห่งเดียว
การถ่ายทำยานเนราด้าคืองานที่น่าตื่นเต้นที่สุดชิ้นหนึ่งที่ทีมกล้องของ
แดน มินเดล ต้องเจอ สก็อตต์คิดไอเดียเลอเลิศโดยการสร้างฉากด้วยชิ้นส่วนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้
ซึ่งเป็นงานที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก มินเดลบอก
เราไม่รู้ว่ามันทำงานยังไงจนกระทั่งเราไปถึงที่นั่น
แต่ผลที่ได้กลับน่าทึ่งมาก
มันให้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากยานเอ็นเตอร์ไพรส์
ทั้งน่ากลัว ดูร้าย ลึกลับ และแจ๋วไปเลย
ขณะที่ภารกิจสร้างยานอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของทีมออกแบบคือยานเนราด้า
ยานเอ็นเตอร์ไพรส์ และยานเคลวิน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมียานลำเล็กลงมาให้ต้องออกแบบกันอีกหลายลำด้วยกัน
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการนำเอายานของสตาร์ฟลีทที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยนใหม่
รวมไปถึงยานของสป็อคที่เรียกกันว่า เจลลี่ฟิช
ซึ่งมีรูปทรงและการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมือนกับยานอวกาศลำอื่น
ผู้กำกับศิลป์แต่ละคนจะดูแลรับผิดชอบงานสร้างยานแต่ละลำ
แชมบลิสส์อธิบาย เดนนิส
แบร็ดฟอร์ดรับผิดชอบดูแลงานสร้างยานเอ็นเตอร์ไพรส์และเคลวิน
ส่วนแกรี่
คอสโกดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชาววัลแคน
และเคิร์ต บีชดูแลงานสร้างกระสวยอากาศทั้งหมด
พวกเขาทุกคนอยู่ภายใต้การควบคุมงานของผู้กำกับศิลป์ระดับซูเปอร์ไวเซอร์อย่าง
คีธ พี คันนิ่งแฮม
ซึ่งคอยดูแลทุกอย่างให้เข้ากันและดำเนินงานได้อย่างราบรื่น
เมื่อทำงานร่วมกับ คาเรน แมนเดย์
คนตกแต่งฉากที่มีพรสวรรค์ของเรา
ทีมงานชุดนี้จึงสร้างสรรค์ผลงานให้กับภาพลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้อย่างมากมายทีเดียว
น้ำแข็งห้อมล้อมบนดาวเดลต้า เวก้า
หนึ่งในความสนุกของ Star Trek
ก็คือความสนุกสนานของทีมงาน (รวมไปถึงของคนดูด้วย)
ที่ได้รับโอกาสให้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ๆ
และสิ่งมีชีวิตที่ชาวโลกไม่เคยเห็นมาก่อน
การรักษาไว้ซึ่งความตื่นเต้นอันเนื่องมาจากการสำรวจดวงดาวต่างๆ
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่อง
ผู้กำกับอับรามส์ได้สร้างสภาพแวดล้อมบนดาวเคราะห์ที่มีความสมจริง
ตั้งแต่ดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยหินแสนแห้งแล้งอย่างวัลแคน
ไปจนถึงดาวเดลต้า เวก้าที่ห่างไกล และแสนหนาวเย็น
นับแต่เริ่มต้น
คำถามใหญ่ที่สุดสำหรับงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือจะสร้างดาวเดลต้า
เวก้า
ดาวเคราะห์น้ำแข็งที่หนาวจนถึงกระดูกได้อย่างไร
ตอนแรก
แชมบลิสส์และอับรามส์วางแผนจะไปถ่ายทำกันที่ไอซ์แลนด์
แต่แชมบลิสส์ตัดสินใจที่จะท้าทายตัวเขาเองด้วยการคิดหาวิธีที่จะสร้างโลกกลางแจ้งที่ดูเวิ้งว้างและปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งกันในเซาเธิร์น
แคลิฟอร์เนียที่ดวงอาทิตย์เจิดจ้า
เขาทำเช่นนั้นในที่ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
นั่นก็คือลานจอดรถของด็อดเจอร์ สเตเดี้ยม
ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่มากพอที่จะสร้างดาวเคราะห์ได้ทั้งดวงเลยทีเดียว
แต่ขณะเดียวกันก็มีความสูงอยู่เหนือเมืองมากพอที่จะทำให้มองเห็นวิวเส้นขอบฟ้าได้
ลานจอดรถดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 50 คูณ 125
ฟุต อัดแน่นไปด้วย หิมะ (ทำจากกระดาษที่ย่อยสลายได้)
และหน้าผาที่ทีมงานทำขึ้น เราปั้นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมา
ซึ่งเราสามารถขยับเคลื่อนมันไปได้ทั่วเหมือนตัวหมากรุก
เพื่อสร้างมุมหรือวิวที่แตกต่างไป แชมบลิสส์เล่า
จากนั้น
พัดลมยักษ์แปดตัวถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความโกลาหลที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีพายุหิมะรุนแรง
เบิร์ต ดัลตัน สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์
เล่าว่า ด้วยงานถ่ายภาพเท่ๆ
งานวิชวลเอฟเฟ็กต์และงานออกแบบอันยอดเยี่ยมจากฝ่ายศิลปกรรม
ทำให้เจเจสามารถทำให้ฉากเหล่านี้ออกมาดูเหมือนเกิดขึ้นในพื้นที่กว้างอันหลากหลายทั่วดาวเคราะห์แห่งนั้น
มินเดลกล่าวเสริมว่า เจเจเป็นคนที่มีความกล้าจริงๆ
เมื่อเขาตัดสินใจถ่ายทำกันกลางแจ้ง
และสร้างฉากเหล่านั้นขึ้นมา
เขาก็ทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่
ทำให้ดาวเคราะห์น้ำแข็งนี้ออกมาดูเหมือนจริงทั้งภาพและความรู้สึกเลยทีเดียว
และที่ดาวเดลต้า
เวก้านี่เองที่เคิร์กได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอีกสองชนิด
ซึ่งชนิดแรกนั้นน่ากลัวมาก
ขณะที่ชนิดที่สองนั้นยิ่งเลวร้ายมากขึ้น โรเจอร์
กายเย็ทท์กล่าวว่า เราอยู่กันที่ด็อดเจอร์
สเตเดี้ยม เรามีดาวเคราะห์น้ำแข็ง
และสัตว์ประหลาดที่ใช้จินตนาการเลอเลิศในการสร้าง
แถมยังมีหิมะที่พัดกระจายไปทุกที่
ดูเหมือนเป็นความวุ่นวายโกลาหลที่สุด
แต่กลับเป็นวิธีการถ่ายทำที่มีประสิทธิภาพมากทีเดียว
แท่นขุดเจาะ
อีกฉากหนึ่งที่ทีมงานสร้างขึ้นที่ด็อดเจอร์
สเตเดี้ยม ก็คือ
สภาพแวดล้อมที่มีความแปลกประหลาดไม่แพ้กัน
นั่นก็คือ แท่นขุดเจาะที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ซึ่งเป็นภารกิจใหญ่ชิ้นแรกของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
เมื่อลูกเรือต้องทำการ โดดข้ามอวกาศ
ไปยังสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด
เพื่อสร้างแท่นขุดเจาะแห่งนี้
และหนึ่งในฉากสำคัญฉากหนึ่งของเรื่อง
แชมบลิสส์ได้สร้างฉากของเขาขึ้นมากลางอากาศ
โดยยกฉากขึ้นสูง 16 ฟุต
และห่อหุ้มผิวฉากเอาไว้ด้วยยาง
เพื่อให้นักแสดงและทีมสตั๊นต์ตกลงมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ
ที่นี่อีกเช่นกันที่พัดลมขนาดใหญ่ยักษ์ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศอันแปรปรวนของแท่น
ขณะที่ทีมนักแสดงจะสวมเครื่องป้องกันและลวดสลิงที่ทำให้พวกเขาสามารถโดดร่ม
และต่อสู้กับบนแท่นนี้โดยไม่ล้มตกลงไปเบื้องล่าง
สิ่งที่ยากก็คือการทำให้มันดูเหมือนว่าคนเหล่านี้กระโดดร่มลงมาข้างล่างจริงๆ
โดยทิ้งหัวพุ่งลงมา
จากนั้นสามารถปรับเข้าสู่ตำแหน่งราวกับร่มฉุดตัวคุณขึ้นไป
เบิร์ต ดัลตันเล่า
ต่อมา ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ของโรเจอร์ กายเย็ทท์
จะทำการขยายฉากเหล่านี้ออกไปด้วยเทคนิคซีจี ทุกอย่างถูกรวมเข้าด้วยกันอย่างน่าตื่นเต้น
กายเย็ทท์บอก
เจฟฟรีย์ เชอร์นอฟกล่าวเสริมว่า การโดดพุ่งหลาวในอวกาศคือหนึ่งในปริศนาชิ้นที่ใหญ่ที่สุดที่เราต้องไขให้ได้
คุณจะโดดให้สมจริงและปลอดภัยได้อย่างไร
เราต้องก้าวไปทีละก้าว
เพราะมันเป็นอาณาเขตใหม่จริงๆ
การถ่ายทำทั้งที่ดาวเดลต้า เวก้า
และแท่นขุดเจาะที่ด็อดเจอร์ สเตเดี้ยมมันบ้ามากๆ
ถ้าเราทิ้งงานไว้ในมือคนที่ไม่ใช่สุดยอดฝีมือจริงๆ
มันคงกลายเป็นหายนะแน่ๆ แต่มันโดนใจเจเจ
เขาชอบและตื่นเต้นกับมันมาก
ขณะเดียวกัน
ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นสแตนด์อินให้กับดาววัลแคน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฉากใหญ่อีกฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้
ทางทีมงานมุ่งหน้าตรงไปยังอุทยานแห่งชาติวัสเควซ
ร็อคส์ในอากัว ดัลซี่ ที่อยู่ใกล้ๆ
ที่ซึ่งมีองค์ประกอบทางธรณีวิทยาอันโดดเด่น
สถานที่แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเทรคอยู่แล้ว
เพราะเคยถูกใช้ในการถ่ายทำซีรีส์ตอน Shore
Leave, Arena, The Alternative Factor และ
Fridays Child ในยุค 1960 มาแล้ว
วัสเครซร็อคส์เป็นที่ที่เจ๋งมาก
แถมยังมีประวัติศาสตร์ทางทีวีด้วย
ดังนั้นมันจึงให้ความรู้สึกว่า ใช่เลย
ที่จะไปถ่ายทำกันที่นั่น แชมบลิสส์บอก มันมีก้อนหินขนาดใหญ่ที่เหมาะจะเป็นฉากเปิดของฉากภายในอุโมงค์ที่นำไปสู่ที่หลบภัยของชาววัลแคน
ซึ่งเราสร้างขึ้นที่โรงถ่ายของพาราเม้าต์ในภายหลัง
เรายังยึดอยู่กับเรื่องราวที่เคยมีมา
ด้วยการทำให้ชาววัลแคนขาดแคลนน้ำ
โรงเบียร์กลายเป็นห้องเครื่อง
หนึ่งในฉากที่ไม่ค่อยได้เห็น
แต่มีคนชอบมากที่สุดภายในยานยูเอสเอส
เอ็นเตอร์ไพรส์ ก็คือห้องเครื่องยนต์
ที่ซึ่งหัวหน้าทีมวิศวกรต้องใช้ความสามารถในการทำให้ยานยังคงลอยอยู่ได้
ไม่ว่ายานจะโดนโจมตีจากอะไรก็ตาม ในภาพยนตร์เรื่อง
Star Trek นี้
สก็อตตี้หนุ่มพบว่าการได้รับการแนะนำให้รู้จักกับยานเอ็นเตอร์ไพรส์ครั้งแรก
ได้กลายเป็นการผจญภัยไปเลย
เมื่อเขาเกิดหลุดเข้าไปภายในท่อหล่อเย็นของยาน
การถ่ายทำฉากที่สก็อตตี้ต้องเข้าไปผจญภัยอยู่ภายในยานเอ็นเตอร์ไพรส์
ทีมโปรดักชั่นได้สร้างบ้านหลังใหม่ในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดถึง
นั่นก็คือโรงเบียร์บัดไวเซอร์ในแวนนายส์,
แคลิฟอร์เนีย ภายในโรงงานผลิตเบียร์แห่งนี้
ถังขนาดใหญ่ยักษ์และท่อสแตนเลส
ช่างดูเหมาะที่จะกลายมาเป็นเครื่องยนต์กลไกภายในยานอวกาศจริงๆ
เรากำลังค้นหาที่ที่มีขนาดใหญ่
และเป็นที่ที่ต้องดูต่างจากห้องเครื่องยนต์ของยานเคลวิน
ซึ่งไปถ่ายทำกันที่โรงงานไฟฟ้าที่ลองบีช
ซึ่งสร้างกันในยุค 30 แชมบลิสส์เล่า เมื่อ
เบ็คกี้ เบรก ผู้จัดการโลเกชั่นคนเก่งของเรา
กลับมาพร้อมกับภาพถ่ายของโรงเบียร์บัดไวเซอร์ที่มีห้องบรรจุถังสแตนเลสขนาดใหญ่ที่เป็นประกายวิบวับ
เรารู้เลยว่ามันเหมาะกับเราที่สุด
ขนาดของสถานที่อันใหญ่โตของที่แห่งนั้นถือเป็นปรากฏการณ์เลยนะ
มินเดลกล่าวเสริมว่า ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงเบียร์นั่น
โรงงานแห่งนั้นทำให้เราสามารถสร้างฉากที่ทั้งมีมิติและความลึกอย่างที่เจเจจินตนาการเอาไว้สำหรับฉากพื้นที่ภายในยานเอ็นเตอร์ไพรส์
ความมันวาวของกำแพงและถังเหล่านั้นช่างเหมาะจริงๆ
คุณไม่มีทางสร้างฉากเลียนแบบมันได้ในโรงถ่าย
ภายในโรงงานแห่งนั้น สภาพอากาศหนาวเย็นถึง 41 องศา
จนทุกคนต้องสวมใส่เสื้อคลุมขนสัตว์
แต่บรรยากาศเช่นนั้นกลับยิ่งเพิ่มความสนุกให้กับทีมงาน
ไซม่อน เป็กก์เล่าว่า เราไม่เคยเห็นการทำงานภายในยานเอ็นเตอร์ไพรส์มาก่อน
และโรงเบียร์บัดไวเซอร์ก็ใหญ่และน่าประทับใจมาก
อย่างที่เจเจต้องการเป๊ะเลย
ชุดแดงจนถึงชุดอวกาศ : ฝ่ายเสื้อผ้า
มีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอยู่น้อยชุดมากในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์และทีวี
ที่พอเห็นปุ๊บ
ทุกคนจะจดจำได้ทันทีเหมือนอย่างชุดฟอร์มของลูกเรือสตาร์ชิพ
เอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นกางเกงสีดำรัดรูป
เสื้อจำแนกสีตามตำแหน่งและแผนก
และโลโก้บูมเมอแรงสตาร์ฟลีท ดังนั้น
ภารกิจของไมเคิล แคปแลน
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ Star
Trek จึงถือเป็นงานใหญ่ไม่ใช่น้อย
เมื่อเขาต้องแข่งขันกับเวลาเพื่อสร้างชุดขึ้นเป็นพันๆ
ชุด
ซึ่งเป็นการทำชุดที่ทุกคนคุ้นตากันดีอยู่แล้วให้ทันสมัยขึ้น
รวมถึงจะต้องสะท้อนจินตนาการของเจเจ
อับรามส์ที่มีต่อโลกอนาคตอันสดใสที่เต็มไปด้วยสไตล์และใช้งานได้ดีด้วย
ก่อนหน้านี้ แคปแลนเคยได้รับรางวัล The British
Academy of Film and Television Award
จากงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์คลาสสิกที่พูดถึงโลกอนาคต
เป็นผลงานแฟนตาซีของริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง
Blade Runner มาแล้ว
และเมื่อไม่นานมานี้เขายังออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์แฟนตาซีสุดฮิตที่ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์คนสุดท้ายบนโลก
ผลงานของฟรานซิส ลอว์เรนซ์ เรื่อง I Am Legend
รวมไปถึงภาพยนตร์ที่มีสไตล์อย่าง Mr. & Mrs.
Smith, Fight Club และ Miami Vice
แต่เมื่อเขาได้รับการติดต่อทาบทามจากอับรามส์
แคปแลนไม่เคยดูภาพยนตร์ สตาร์เทรค มาก่อนเลย
ส่วนซีรีส์ต้นฉบับนั้น
เขาเคยดูแค่ไม่กี่ตอนเท่านั้น อย่างไรก็ดี
เขาตัดสินใจที่จะจัดการนัดพบกันขึ้นมา
แคปแลนและอับรามส์ตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่อีสต์โคสท์
โดยแคปแลนได้พบกับอับรามส์ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมน
ที่ซึ่งพวกเขาได้พูดคุยกันนานสองชั่วโมงเกี่ยวกับโลกต่างๆ
ในแกแล็คซี่และชุดฟอร์มของลูกเรือ เป็นเพราะความกระตือรือร้น
พลัง และเสน่ห์ของเจเจจริงๆ
ที่ทำให้ผมอยากทำงานกับโปรเจ็กต์นี้
มากยิ่งกว่าตัวภาพยนตร์ Star Trek เสียอีก
แคปแลนบอก เขามองว่าการที่ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับ
สตาร์เทรค กลับกลายเป็นข้อดี
เพราะเขาอยากให้ทีมออกแบบทั้งหมดเดินเข้ามาออกแบบงานต่างๆ
ด้วยความสดใหม่จริงๆ ผมชอบมุมมองแบบนั้นนะ
มันทำให้ความกลัวทุกอย่างหายไปจนหมด
เมื่อตัดสินใจรับงานนี้แล้ว
แคปแลนไม่ยอมเสียเวลาเพราะกำหนดการถ่ายทำเดินหน้าใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เขากระโดดลงไปค้นคว้าหาข้อมูลพื้นฐานในทันที
โดยใช้หนังสือ Star Trek Encyclopedia
อันโด่งดังเพื่อให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของชุดฟอร์มของสตาร์ฟลีท
รวมไปถึงองค์ประกอบหลักที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกในโลกสตาร์เทรค
จากนั้น
เขาได้ปลดปล่อยจินตนาการของตัวเองเมื่อเขาเริ่มต้นลงมือสเก็ตช์ภาพ
มันคือกระบวนการทำงานที่ใช้สัญชาตญาณจริงๆ
แคปแลนอธิบาย ในการตัดสินใจถึงเรื่องพื้นฐานต่างๆ
ว่าสิ่งไหนที่เราจะยึดตามอดีต
และสิ่งไหนที่เราจะขยายงานออกไปสู่ไอเดียใหม่ๆ
ผมได้รับแรงกระตุ้นจากความตื่นเต้นที่เจเจมีต่อสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่
แคปแลนทำการแบ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ออกเป็นยุคต่างๆ
แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น
ในยุคเริ่มแรกของสตาร์ฟลีท เป็นยุคของพ่อของเคิร์ก
เขาได้ย้อนกลับไปในอนาคตโดยมีอารมณ์แบบยุค 50 ผมลองดูภาพยนตร์ไซไฟจากยุค
40 และ 50
เพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างภาพขึ้นมา
ด้วยเครื่องแต่งกายอย่างกางเกงยืด
และงานออกแบบสไตล์รีโทรฟิวเจอริสติค
ซึ่งเกิดขึ้นก่อนภาพลักษณ์ของยานเอ็นเตอร์ไพรส์ของ
Star Trek ซึ่งเกิดในทศวรรษ 1960 แคปแลนอธิบาย
ยุคเด่นๆ ยุคอื่น ได้แก่
ช่วงเวลาที่เคิร์กยังเป็นวัยรุ่น
และเป็นพลเรือนอยู่บนโลก และในอีกหลายปีต่อมา
ก็คือยุคที่สถาบันสตาร์ฟลีทอัดแน่นไปด้วยนักเรียนในวัยหนุ่มสาว
จากนั้นก็มาถึงชุดฟอร์มของยานเอ็นเตอร์ไพรส์ กับชุดฟอร์มของยานเอนเตอร์ไพรส์
มีลักษณะที่แน่นอนที่เราอยากยึดถือคงเดิมเอาไว้
เราไม่ต้องการโยนภาพลักษณ์ที่มีความอมตะของ Star
Trek ทิ้งไป
เราทำการปรับชุดให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการทำให้มันดูเรียบง่ายขึ้น
และใช้เทคโนโลยีในการผลิต
ซึ่งอาจจะยังไม่มีในตอนที่ภาพยนตร์ซีรีส์ต้นฉบับออกฉาย
แคปแลนอธิบาย ตัวอย่างเช่น
ชุดฟอร์มแต่ละชุดจะมีการพิมพ์โลโก้สตาร์ฟลีทเอาไว้เล็กๆ
ซึ่งคุณไม่มีทางมองเห็นได้จากระยะไกลๆ
แต่เป็นการเพิ่มรายละเอียดเท่ๆ
เข้าไปในภาพลักษณ์นั้น
มันคือการทำงานที่ต้องใช้ความพยายามบากบั่น
การพิมพ์ด้วยสีแดง
พยายามให้ได้ส่วนผสมที่ลงตัวกับสีของหมึก
สำหรับชาวโรมูลันบนยานเนราด้า
แคปแลนออกแบบชุดของพวกเขาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ดูเถื่อนๆ
รอบตัว ยานเนราด้าเป็นยานขนของจากเหมือง
ผมจึงอยากให้เสื้อผ้าของลูกเรือบนยานมีลักษณะเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ทำงานเลอะเทอะ
แคปแลนอธิบาย ผมพบผ้าที่ตลาดนัดที่ให้อารมณ์เข้ากัน
ดูเก่า และดูเหมือนมีคราบเลอะของน้ำมัน
ผมติดต่อไปหาคนผลิตผ้า ซึ่งบังเอิญตั้งอยู่ในบาหลี
พวกเขาเลยตัดชุดจากการออกแบบของผมด้วยผ้าที่พวกเขาทำขึ้น
สำหรับชาววัลแคน
แคปแลนเน้นไปที่คุณลักษณะที่ดูดีที่สุด ทุกอย่างเกี่ยวกับชาววัลแคนจะเกี่ยวข้องกับความสง่างามและความเคร่งครัด
เพราะพวกเขาเป็นสังคมของคนใช้สมอง
แคปแลนให้ความเห็นไว้ ผมจึงได้พัฒนาเสื้อผ้าใหม่หมดให้กับผู้หญิงวัลแคน
ด้วยรูปทรงที่ดูคล้ายกระโปรงสุ่มที่ยังไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ทีมงานของแคปแลนสนุกสนานที่สุดกับการออกแบบชุดโดดอวกาศที่ลูกเรือยานเอ็นเตอร์ไพรส์ต้องสวมใส่เมื่อพวกเขากระโดดจากแท่นขุดเจาะเหนือดาววัลแคน
มันเป็นชุดที่มีความสลับซับซ้อน
เพราะเราต้องการชุดที่ดูราวกับว่ามีความทนทานต่อการกระโดดระยะทางยาวๆ
ระบบระบายอากาศที่หมวกต้องทำงานได้
ไม่งั้นตัวหน้ากากหมวกคงขึ้นฝ้า
เรายังต้องผลิตมันให้มีสีแตกต่างกันหลายสี
เพื่อที่คุณจะได้แยกความแตกต่างระหว่างนักแสดงแต่ละคนได้เมื่อพวกเขาลอยอยู่กลางอากาศ
ชุดที่ว่านี้ถือเป็นความท้าทาย
แต่ผมว่าสิ่งที่พวกเราคิดทำขึ้นมาคืองานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทีเดียว
ด้วยความเร็วของการวาร์ป :
การสร้างภาพอันยิ่งใหญ่ของสตาร์เทรค
มีภาพยนตร์อมตะอยู่น้อยเรื่องมากที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของงานวิชวลเอฟเฟ็กต์เรื่องความเร็วแสงในช่วงสองสามทศวรรษหลังมานี้
ได้ดีเท่ากับ Star Trek
ซีรีส์ต้นฉบับสร้างฉากความเร็วแสงด้วยการใช้ฉากที่ทำจากกระดาษแข็ง
และแสงไฟกะพริบ และใช้ทุนสร้างน้อยมาก ในเวลาต่อมา
ด้วยกระแสตื่นตัวกับภาพยนตร์อย่าง 2001, Star
Wars, Alien
และภาพยนตร์ขายเอฟเฟ็กต์เรื่องอื่นๆ
ที่วางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในอวกาศ
ภาพยนตร์สตาร์เทรคชุดแรกๆ
ได้ผลักดันขอบเขตด้านเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยการใช้เทคโนโลยีในอนาคตที่คนดูทางทีวีไม่เคยนึกฝันมาก่อน
วิวัฒนาการนั้นทำให้ได้บทสรุปที่สมเหตุผลกับภาพยนตร์
Star Trek เรื่องนี้ เมื่ออินดัสเทรียล ไลต์
แอนด์ เมจิค ได้ร่วมมือกับเจเจ อับรามส์
สร้างการผจญภัยสตาร์เทรคที่มีภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่เคยมี
ด้วยการยกระดับมาตรฐานในการสร้างภาพของยานอวกาศ
ดาวเคราะห์ต่างๆ ฉากระเบิด
และภูมิศาสตร์ของแกแล็คซี่ต่างๆ ทีมงานที่นำทีมโดย
โรเจอร์ กายเย็ทท์ วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์
ผู้เคยร่วมงานกับอับรามส์มาแล้วใน MI:3
แม้ว่าฉากบนโลกของภาพยนตร์เรื่องนั้นจะดูธรรมดาไปเลยเมื่อเทียบกับงานเอฟเฟ็กต์ระดับจักรวาลที่กายเย็ทท์ต้องเจอในภาพยนตร์เรื่อง
Star Trek
เมื่อถึงเวลาต้องสร้างภาพให้กับฉากต่อสู้ในอวกาศที่มีให้เห็นแบบไม่หยุดหย่อนในภาพยนตร์เรื่องนี้
รวมถึงฉากการไล่ล่าสัตว์ประหลาด
และเหตุหายนะของดาวเคราะห์ต่างๆ
อับรามส์ได้มอบหลักการสำคัญอันหนึ่งให้กับกายเย็ทท์
นั่นก็คือ ความสมจริงที่สุด ผมต้องการนำความสมจริงที่จับต้องได้ใส่ลงไปในการเดินทางบนยานเอ็นเตอร์ไพรส์
ผมอยากจะสร้างสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ
แต่ผมไม่อยากให้เอฟเฟ็กต์ต่างๆ
ดูสำคัญไปกว่าตัวละครบนยานลำนี้
โรเจอร์คือคนเดียวที่ผมรู้จักที่สามารถใช้เอฟเฟ็กต์เพื่อเชื่อมโยงกับความงดงามและการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ได้
ผู้กำกับอับรามส์กล่าว
เพื่อรักษาอารมณ์ที่มีมาอย่างยาวนานเอาไว้
อับรามส์ขอให้ทางไอแอลเอ็มรวบรวมชอตเอฟเฟ็กต์ที่ดีที่สุดที่เคยเห็นในภาพยนตร์สตาร์เทรคเรื่องก่อนๆ
เอาไว้ ไม่ว่ามันจะเยี่ยมยอดแค่ไหน
เราก็รู้ทันทีเลยว่าสิ่งที่เราทำด้วยเทคโนโลยีในเวลานี้ย่อมเหนือกว่าสิ่งที่พวกเขาเคยทำกันไว้ก่อนหน้านี้
อับรามส์บอก ถือเป็นเกียรติมากที่สามารถสร้างระดับความตื่นเต้นทางภาพระดับสูงอย่างที่
Star Trek สมควรจะมี
ไอแอลเอ็มได้นำเอาดาวเคราะห์ต่างดาว
และสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นๆ รวมไปถึงภาพจักรวาลมา
และยกระดับมันให้เกินกว่าความฝันอันโลดโผนที่สุดของผมเสียอีก
ทีมของกายเย็ทท์ได้รับแรงบันดาลใจจากภารกิจของพวกเขา
แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่น่าหวั่นเกรง
เรารู้ดีว่าเจเจไม่ต้องการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้หน้าจอบลูสกรีน
กายเย็ทท์อธิบาย ดังนั้นงานวิชวลเอฟเฟ็กต์จึงกลายเป็นกระบวนความร่วมมือที่ผสมรวมเข้ากับการออกแบบสภาพแวดล้อมแต่ละแห่ง
และใช้เพื่อขยายฉากแต่ละฉาก รวมถึงโลเกชั่นต่างๆ
ออกไปอย่างน่าตื่นเต้น
ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยิ่งใหญ่อย่างสมจริงทั้งในเรื่องสโคปและสเกล
เรานัดประชุมบ่อยมาก
เพื่อตีโจทย์ของแต่ละฉากออกเป็นส่วนต่างๆ
พยายามคิดหาทางว่าเราจะสร้างอะไรต่อไป
และสิ่งที่เราต้องถ่ายทำเพื่อความสมจริง
มันคือปริศนาภาพต่อที่มีขนาดใหญ่มาก
กายเย็ทท์ใช้เครื่องมือทุกชิ้นที่มีอยู่ในคลังเอฟเฟ็กต์
สำรวจทั้งเทคโนโลยีก้าวล้ำที่สุด
รวมถึงเทคนิคซิมูเลชั่นที่เขาพัฒนาขึ้นตอนสร้างภาพยนตร์เรื่อง
Transformers
รวมไปถึงเอฟเฟ็กต์หลอกตาแบบเก่าที่ใช้โมเดลจำลองและมุมกล้องเข้าช่วย
เมื่อถึงเวลาถ่ายทำฉากยานเอ็นเตอร์ไพรส์
แนวคิดของกายเย็ทท์ก็คือการนำเสนอตัวยานในแบบที่ให้อารมณ์มากขึ้นกว่าเดิม
ผมกำลังคิดถึงวิธีที่คูบริคสร้างอารมณ์ผ่านการจัดแสงในภาพยนตร์เรื่อง
2001 มีภาพมืดๆ เยอะมาก กายเย็ทท์อธิบาย เขาใช้แสงธรรมชาติที่สวยมากกับภาพยนตร์เรื่อง
2001
เป็นสิ่งที่เรานำมาใช้เป็นแม่แบบภายใต้การนำทางของผู้กำกับภาพ
แดน มินเดล
ภาพยนตร์สตาร์เทรคหลายเรื่องใช้วิธีการจัดแสงอย่างมีสไตล์
แต่เราตัดสินใจกันตั้งแต่แรกเลยว่าเราอยากได้ภาพที่ดูเหมือนจริงมากกว่า
ทำให้นึกถึงภาพถ่ายจากภารกิจยานอะพอลโล่
เจเจอยากได้ภาพในทิศทางนั้น
ไอเดียก็คือเมื่อคุณได้เห็นยานเอนเตอร์ไพรส์บินผ่านห้วงอวกาศ
คุณเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จริงๆ
แม้แต่ตัวโลกเองก็ยังได้รับการนำเสนอภาพในรูปแบบใหม่ๆ
โลกที่แสนคุ้นเคยได้รับการถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีของคนรุ่นต่อไปที่ห่างจากยุคของเราหลายก้าวกระโดด
สำหรับกายเย็ทท์
หนึ่งในความท้าทายมาพร้อมกับฉากสำคัญที่ เจมส์ ที
เคิร์ก ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น
ซึ่งขับรถคอร์เว็ตต์สุดคลาสสิก
ถูกตำรวจที่ขับไล่ตามเขามาด้วยยาน ฮาวเวอร์ครุยเซอร์
เรียกให้หยุด กับ ฮาวเวอร์ครุยเซอร์
มีการพูดคุยกันเยอะมากว่าเราจะสร้างเจ้ายานนี้ให้ดูสมจริงได้อย่างไรด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน
กายเย็ทท์เล่า สักวันอาจมียานพวกนี้วิ่งไปมาอยู่บนท้องฟ้า
แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น
ทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ได้สร้างจักรยานร่อนฮาวเวอร์ที่ติดอยู่กับปลายเครน
ซึ่งเชื่อมติดกับรถที่วิ่งอยู่กับพื้น
มันจึงวิ่งไปได้อย่างปลอดภัย
กายเย็ทท์มีความสนุกในการนำมุมมองใหม่ๆ
ใส่เข้าไปในเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคที่มีทั้งใหม่และเก่า
ตั้งแต่ ฮาวเวอร์ครุยเซอร์
จนถึงเครื่องลำเลียงที่โด่งดังของยานเอ็นเตอร์ไพรส์
แต่สิ่งที่อับรามส์ต้องการก็คือเอฟเฟ็กต์ที่มีความยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ผลงานการสร้างสรรค์ของเขาไหลลื่นไปได้
ขณะที่ทีมงานที่เชื่อมือได้ของเจเจ อับรามส์
ทุ่มเทอย่างสุดตัวให้กับการสร้างจักรวาลที่ได้รับการออกแบบมาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้ยานเอ็นเตอร์ไพรส์ได้เดินทางสำรวจ
อับรามส์บอกว่าทั้งหมดนี้มีขึ้นก็เพื่อทำให้ตัวละครเหล่านี้ดูสมจริงและน่าสนใจมากขึ้น
ผู้กำกับอับรามส์กล่าวสรุปว่า แม้จะเท่แค่ไหน
แต่ตัวยานต่างๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ
แต่ที่สำคัญคือคนที่อยู่บนยานต่างหาก
ฉากแอ็กชั่นและการผจญภัยของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้หัวใจคุณเต้นได้
ก็เพราะคุณรักบรรดาผู้คนที่อยู่บนยานเอ็นเตอร์ไพรส์
คุณอยากจะอยู่ในทีมๆ นี้
คุณอยากจะได้ไปอยู่บนยานกับพวกเขา
คุณอยากจะท่องไปตามแกแล็คซี่ต่างๆ
กับพวกเขาในการผจญภัยอันสนุกสนานและน่าทึ่ง
และนั่นก็คือภารกิจของพวกเราในทุกแง่มุมของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
ประวัติทีมนักแสดง
จอห์น โช (JOHN CHO) รับบทซูลู
จอห์น
โชยังคงพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน
เขามอบบทบาทการแสดงที่น่าประทับใจทั้งในภาพยนตร์ตลกและภาพยนตร์ดราม่า
โชเริ่มเป็นที่สนใจของคนดูในภาพยนตร์ตลกสุดฮิตประจำปี
1999 เรื่อง American Pie และในปี 2004 เขารับบท
ฮาโรลด์ ลี ประกบบทกับคาล เพนน์
ในภาพยนตร์ตลกเรื่อง Harold & Kumar Go to White
Castle ในเดือนเมษายน ปี 2008
โชกลับมารับบทเดิมนี้อีกครั้งในภาพยนตร์ภาคต่อเรื่อง
Harold & Kumar Escape from Guantanamo Bay
โชยังร่วมแสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของพี่น้องไวตซ์ เรื่อง
American Dreamz ซึ่งเขาร่วมแสดงกับวิลเลน ดาโฟ
และฮิวจ์ แกรนต์, ภาพยนตร์ของมาร์กาเร็ต โช เรื่อง
Bam Bam and Celeste, Better Luck Tomorrow,
ภาพยนตร์ภาคต่อ American Pie, Pavilion of
Women, ภาพยนตร์ของสตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง
Solaris และภาพยนตร์รางวัลออสการ์
สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2000 เรื่อง
American Beauty
เบน ครอสส์ (BEN CROSS) รับบทซาเร็ก
เบน
ครอสส์ประเดิมแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกได้อย่างน่าประทับใจ
เมื่อเขารับบทเป็นนักกีฬาโอลิมปิค ฮาโรลด์
อับราฮัมส์ ในภาพยนตร์เรื่อง Chariots of Fire
(1981)
ตลอดเวลาที่อยู่ในวงการมา
ครอสส์ได้แสดงนำในภาพยนตร์ทรงเกียรติหลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น Paper House, Live Wire, First
Knight, Dark Shadows, 20,000 Leagues Under
the Sea, Exorcist: The Beginning
และเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ Wicked Little Things
ซึ่งเขารับบทเป็นชาวไร่ที่กลายมาเป็นฮีโร่โดยไม่ได้ตั้งใจ
ครอสส์เป็นนักแสดงกล้าเสี่ยง
เขาเคยรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง War, Inc.
โดยประกบบทกับ จอห์น คูแซ็ค หลังจากนั้น
เขามีผลงานร่วมแสดงกับคิวบา กู้ดดิ้ง จูเนียร์
และเรย์ ลีอ็อตต้า ในภาพยนตร์เรื่อง Hero Wanted
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Finding
Rin Tin Tin, Species Quatro,ภาคต่อของภาพยนตร์แฟรนไชส์
เรื่อง Species, Icon, Grendel และ
Undisputed 2
บรูซ กรีนวู้ด (BRUCE GREENWOOD) รับบทไพค์
ก่อนหน้านี้ บรูซ
กรีนวู้ดร่วมแสดงในภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ของดิสนีย์
เรื่อง National Treasure: Book of Secrets
โดยเขารับบทเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เขายังแสดงถึงสองบทบาทในภาพยนตร์ชีวประวัติที่พูดถึงเรื่องราวชีวิตของบ็อบ
ดิแลน ในภาพยนตร์เรื่อง Im Not There
กรีนวู้ดเป็นที่รู้จักจากการรับบทเป็นประธานาธิบดี
จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในภาพยนตร์ดราม่า เรื่อง
Thirteen Days ที่เขาร่วมแสดงกับเควิน
คอสต์เนอร์ และสตีเว่น คัลป์ ในปี 2006
เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง Déjà Vu
ผลงานของผู้กำกับ โทนี่ สก็อตต์
ที่เขาร่วมแสดงกับเดนเซล วอชิงตัน และวัล คิลเมอร์
รวมไปถึงยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของดิสนีย์ เรื่อง
Eight Below ซึ่งเขาร่วมแสดงกับพอล วอล์กเกอร์
ในปี 2005 เขารับบทเป็น แจ็ค ดันฟี่
ในภาพยนตร์เรื่อง Capote โดยเขาร่วมแสดงกับฟิลิป
ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน ในปีเดียวกันนั้น
เขายังให้เสียงพากย์กับตัวละครครูฝึกม้า โนแลน
วอลช์ ในภาพยนตร์เรื่อง Racing Stripes และในปี
2004 กรีนวู้ดประกบบทกับวิลล์ สมิธ
ในภาพยนตร์ไซไฟโกยรายได้ เรื่อง I, Robot
ปีเดียวกันนั้น เขายังร่วมแสดงกับแอนเน็ตต์
เบนนิ่ง ในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม
เรื่อง Being Julia ในปี 1999
เขาแสดงนำร่วมกับแอชลี่ย์ จัดด์
ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เขย่าประสาท เรื่อง Double
Jeopardy
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของกรีนวู้ด ได้แก่
Firehouse Dog, Hollywood Homicide, The
Worlds Fastest Indian, Below, Rules of
Engagement, Here on Earth, The Lost Son,
Thick as Thieves, Disturbing Behavior,
Passenger 57 และ Wild Orchid
ไซม่อน เป็กก์ (SIMON PEGG) รับบทสก็อตตี้
ไซม่อน เป็กก์ เจ้าของรางวัล Peter Sellers Award
สาขาภาพยนตร์ตลก
ประสบความสำเร็จกับการสร้างผลงานทั้งทางทีวีและจอเงิน
เขาได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากภาพยนตร์เรื่อง
Shaun of the Dead
ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาที่ร่วมเขียนบทกับ
เอ๊ดการ์ ไรต์ ซึ่งเขารับบทนำด้วย
เป็กกฏ์ยังกลับมาร่วมงานกับเอ๊ดการ์ ไรต์
อีกครั้งในภาพยนตร์ปี 2007 เรื่อง Hot Fuzz
ซึ่งเปิดตัวที่อันดับหนึ่ง ในตารางบ็อกซ์
ออฟฟิศของสหราชอาณาจักร ต่อมาในปีเดียวกันนั้น
เป็กก์ยังมีผลงานที่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้
กับภาพยนตร์เรื่อง Run, Fatboy, Run
ซึ่งเปิดตัวที่อันดับ 1
ในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศของสหราชอาณาจักรเช่นกัน
เมื่อเร็วๆ นี้ เป็กก์แสดงนำในภาพยนตร์เรื่งอ How
to Lose Friends and Alienate People
ที่เขาร่วมแสดงกับเคิร์สเตน ดันสต์ , เมแกน ฟ็อกซ์,
จิลเลี่ยน แอนเดอร์สัน, แดนนี่ ฮุสตัน และเจฟฟ์
บริดเจส
คริส ไพน์ (CHRIS PINE) รับบทเคิร์ก
คริส
ไพน์คือหนึ่งในดาราหนุ่มที่มาแรงที่สุดในฮอลลีวู้ดยามนี้
นอกจาก Star Trek แล้ว ไพน์ยังจะมีผลงานใหม่เรื่อง
Carriers ผลงานของผู้กำกับ อเล็กซ์ พาสเตอร์
เมื่อเร็วๆ นี้ ไพน์ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
Bottle Shock ที่เขาร่วมแสดงกับอลัน ริคแมน,
แดนนี่ เดอวีโต้ และเอ็มมี่ รอสซั่ม
และเขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง
Small Town Saturday Night ผลงานของผู้กำกับ/
มือเขียนบท ไรอัน เคร็ก
ไพน์ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของโจ คาร์นาแฮน เรื่อง
Smokin Aces โดยเขารับบทเป็น ดาร์วิน เทรเมอร์
หัวหน้าแก๊งค์สามพี่น้องที่รับจ้างฆ่าคน
เขายังรับบทในภาพยนตร์เรื่อง Blind Guy Driving
และภาพยนตร์ตลกโรแมนติค เรื่อง Just My Luck
ที่เขาร่วมแสดงกับลินด์ซี่ย์ โลแฮน
ภายใต้การกำกับของโดนัลด์ เพทรี
แซ็คคารี่ ควินโต (ZACHARY QUINTO) รับบทสป็อค
ปัจจุบัน แซ็คคารี่ ควินโตแสดงนำในปีที่ 3
ของซีรีส์แนวดราม่าเรื่อง Heroes
โดยเขารับบทเป็นไซลาร์
ฆาตกรต่อเนื่องลึกลับที่ตามล่าผู้คนที่มีพลังพิเศษ
เพื่อแย่งความสามารถพิเศษของคนเหล่านั้นมาให้ตัวเอง
หนุ่มชาวพิตต์สเบิร์กผู้นี้เริ่มต้นงานแสดงตั้งแต่อายุเพียง
11 ปี และมีผลงานละครเวทีมากมายหลายเรื่อง จนในปี
2000 เขาเริ่มต้นจับงานแสดงทางทีวี
โดยมีผลงานชิ้นแรกคือเรื่อง The Others
หลังจากนั้น เขาได้บทรับเชิญในซีรีส์เรื่อง CSI,
Touched by an Angel, Charmed, Six Feet
Under, Crossing Jordan และ Dragnet
เมื่อเร็วๆ นี้
ควินโตมีบทบาทประจำอยู่ในซีรีส์เรื่อง 24
และยังร่วมแสดงในซิทคอมของโทรี่ สเปลลิ่ง เรื่อง
So NoTORIous ส่วนผลงานภาพยนตร์จอเงินของเขา
ได้แก่ Down with Love และ Psychic Murders
วีโนน่า ไรเดอร์ (WINONA RYDER) รับบทอาแมนด้า
เกรย์สัน
วีโนน่า ไรเดอร์
ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วถึง
2 ครั้ง
คือดาราสาวผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในฮอลลีวู้ด
หลังจากนี้
ไรเดอร์จะมีผลงานให้เห็นในภาพยนตร์ของรีเบ็คก้า
มิลเลอร์ เรื่อง The Private Lives of Pippa Lee
ซึ่งเธอร่วมแสดงกับโรบิน ไรต์ เพนน์, อลัน
อาร์กิ้น, คีอานู รีฟส์ และจูลีแอนน์ มัวร์,
ภาพยนตร์ของเจฟฟรีย์ เฮลี่ย์ เรื่อง The Last
Word ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เวส เบนต์ลี่ย์ และเรย์
โรมาโน่ และภาพยนตร์เรื่อง The Informers
ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของเบร็ท อีสตัน เอลลิส
ไรเดอร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม จากบท โจ
ในภาพยนตร์เรื่อง Little Women ปีก่อนหน้านั้น
เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
และยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจาก
National Board of Review Award
สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ของมาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง The Age of Innocence
ไรเดอร์ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ของริชาร์ด
เบนจามิน เรื่อง Mermaids
ในปี 1999
ไรเดอร์แสดงนำและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
ให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง
Girl, Interrupted ซึ่งกำกับโดยเจมส์ แมนโกลด์
ไรเดอร์เคยร่วมงานกับผู้กำกับที่ได้รับคำชมในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของฌอน-ปิแอร์ จูเน่ต์ เรื่อง
Alien: Resurrection, ภาพยนตร์ของวูดี้ อัลเลน
เรื่อง Celebrity, ภาพยนตร์ของนิโคลัส ฮิตเนอร์
เรื่อง The Crucible, ภาพยนตร์ของบิลล์ ออกัสต์
เรื่อง The House of the Spirits,
ภาพยนตร์ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า เรื่อง Bram
Stokers Dracula, ภาพยนตร์ของจิม จาร์มุสช์
เรื่อง Night on Earth, ภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน
เรื่อง Edward Scissorhands และ Beetlejuice,
ภาพยนตร์ของไมเคิล ลีห์แมน เรื่อง Heathers,
ภาพยนตร์ของเบน สติลเลอร์ เรื่อง Reality Bites,
ภาพยนตร์ของอัล ปาชิโน่ เรื่อง Looking for
Richard, ภาพยนตร์ของ โจน เช็ง เรื่อง Autumn in
New York, ภาพยนตร์ของจานุสซ์ คามินสกี้ เรื่อง
Lost Souls, ภาพยนตร์ของโจเซลิน มัวร์เฮ้าส์
เรื่อง How to Make an American Quilt,
ภาพยนตร์ของเดวิด เวน เรื่อง The Ten
และภาพยนตร์ของริชาร์ด ลิงกลาเตอร์ เรื่อง A
Scanner Darkly
โซอี้ ซัลดาน่า (ZOË SALDANA) รับบทอูฮูร่า
โซอี้ ซัลดาน่าคือดาราสาวดาวรุ่งของฮอลลีวู้ด
เธอสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะนักแสดงหญิงที่มีฝีมือการแสดงอันหลากหลายและเป็นที่ยอมรับนับถือในเรื่องของการเลือกบทที่เธอชื่นชอบ
ผลงานใหม่เรื่องอื่นๆ ของซัลดาน่า ได้แก่
ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ของ เจมส์ คาเมรอน เรื่อง
Avatar ซึ่งเธอจะได้ประกบบทกับซีกอร์นีย์
วีเวอร์
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนธันวาคม
ปี 2009 นี้
ซัลดาน่ามีบทบาทที่คนดูจดจำได้มากที่สุดในภาพยนตร์ของโคลัมเบีย/
ไทร์สตาร์ เรื่อง Center Stage
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ Vantage
Point, Haven, Guess Who, Pirates of the
Caribbean: The Curse of the Black Pearl, The
Terminal, Dirty Deeds, Temptation,
Constellation, Get Over It, Crossroads,
Snipes และ Drumline
คาร์ล เออร์แบน (KARL URBAN) รับบทโบนส์
คาร์ล เออร์แบนเป็นที่รู้จักดีที่สุดในบท
นักรบโรฮัน เอโอแมร์ ในภาคที่ 2 และ 3
ของภาพยนตร์ไตรภาคของปีเตอร์ แจ็คสัน เรื่อง The
Lord of the Rings และยังรับบทเป็นคิริลล์
ในภาพยนตร์ของพอล กรีนกราสส์ เรื่อง The Bourne
Supremacy
เออร์แบนเริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก
เป็นผลงานของมิราแม็กซ์ เรื่อง Heaven
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล New Zealand
Film Award สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง Via Satellite
และภาพยนตร์อินดี้ที่ได้รับคำชม เรื่อง The Price
of Milk เมื่อเร็วๆ นี้ เออร์แบนได้รับรางวัล
Quantas Film Awards สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง Out of the Blue
ผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน
เลือกเออร์แบนให้มาแสดงภาพยนตร์ The Lord of The
Rings หลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Price of
Milk ในเวอร์ชั่นตัดต่อคร่าวๆ
อันตวน เยลชิน (ANTON YELCHIN) รับบทเชคอฟ
อันตวน เยลชินเริ่มต้นงานแสดงตอนอายุ 9 ขวบ
เขาประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในภาพยนตร์อินดี้
เรื่อง A Man Is Mostly Water
นับแต่นั้นเป็นต้นมา
เขามีผลงานภาพยนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น
Hearts in Atlantis ซึ่งเขาร่วมแสดงกับแอนโธนี่
ฮอปกิ้นส์ (ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Young
Artists Award for Best Performer ในปี 2001),
Delivering Milo ซึ่งเขาร่วมแสดงกับอัลเบิร์ต
ฟินนี่ย์ และบริดเจ็ต ฟอนด้า, 15 Minutes
ที่เขาร่วมแสดงกับโรเบิร์ต เดอ นีโร และเอ๊ด
เบิร์นส์, A Time for Dancing และ Along Came a
Spider ที่เขาร่วมแสดงกับมอร์แกน ฟรีแมน
นอกจากนี้
เขายังร่วมแสดงอยู่ในผลงานการกำกับเรื่องแรกของ
เดวิด ดูคอฟนี่ย์ เรื่อง House of D
เยลชินยังแสดงนำในภาพยนตร์ใหม่ฟอร์มยักษ์ เรื่อง
Terminator Salvation ที่ทำให้เขาได้ประกบบทกับ
คริสเตียน เบล ก่อนหน้านี้ เขาร่วมแสดงกับโรเบิร์ต
ดาวนี่ย์ จูเนียร์ และโฮป เดวิด ในภาพยนตร์เรื่อง
Charlie Bartlett
เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้หลายเรื่องด้วยกัน
ได้แก่ Middle of Nowhere
ซึ่งเธอร่วมแสดงกับซูซาน ซาแรนดอน, New York, I
Love You ผลงานของผู้กำกับ เบร็ตต์ แร็ทเนอร์
และเรื่อง This is Not Miami
ซึ่งถ่ายทำกันในมอสโคว์
ผลงานอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล
พิคเจอร์ส เรื่อง Alpha Dog ที่กำกับโดยนิค
คาสซาเว็ตส์ และเขาร่วมแสดงกับจัสติน ทิมเบอร์เลก
และชารอน สโตน และเรื่อง Fierce People
ที่เขาร่วมแสดงกับไดแอน เลน และโดนัลด์
ซุทเธอร์แลนด์
เอริค บาน่า (ERIC BANA) รับบทนีโร
เอริค
บาน่าเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนดูอเมริกันด้วยการรับบทนำ
ในภาพยนตร์เรื่อง Chopper และในปี 2001
บาน่าร่วมแสดงในภาพยนตร์ของริดลี่ย์ สก็อตต์
เรื่อง Black Hawk Down ซึ่งเขาร่วมแสดงกับจอช
ฮาร์ตเน็ตต์, ยูเวน แม็คเกรเกอร์ และทอม ไซซ์มอร์
บาน่ายังเคยรับบทเป็น บรูซ แบนเนอร์
ในภาพยนตร์เรื่อง Hulk ที่มี อังลี เป็นผู้กำกับ
และยังรับบทเป็น เฮ็คเตอร์ ในภาพยนตร์ของวอร์เนอร์
เรื่อง Troy ภายใต้การกำกับของวูล์ฟแกง
ปีเตอร์เซ่น เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของสตีเว่น
สปีลเบิร์ก เรื่อง Munich
ที่พูดถึงเหตุการณ์หลังเหตุฆาตกรรมหมู่ในกีฬาโอลิมปิคที่มิวนิคในปี
1972
เมื่อไม่นานมานี้
บาน่าร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Other
Boleyn Girl ซึ่งเขาร่วมแสดงกับนาตาลี พอร์ตแมน
และสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน, Romulus, My Father
ซึ่งสร้างจากหนังสือบันทึกความทรงจำของไรม่อนด์
ไกต้า และภาพยนตร์ของเคอร์ติส แฮนสัน เรื่อง
Lucky You ซึ่งเขาร่วมแสดงกับดรูว์ แบร์รี่มอร์
ผลงานใหม่เรื่องอื่นๆ ของบาน่า ได้แก่
ภาพยนตร์ของจัดด์ อาปาโทว์ เรื่อง Funny People
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับอดัม แซนด์เลอร์, เซ็ธ โรเก้น
และโจนาห์ ฮิลล์ และภาพยนตร์เรื่อง The Time
Travelers Wife ซึ่เขาร่วมแสดงกับ เรเชล
แม็คอดัมส์
เลนนาร์ด นีมอย (LEONARD NIMOY) รับบทสป็อค ไพรม์
เลนนาร์ด นีมอยเกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปี 1931
เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ที่บอสตัน,
แมสซาชูเซ็ตต์ส ที่ซึ่งเขาแสดงละครเวทีตั้งแต่อายุ
8 ขวบจนถึงวัยรุ่น ในปี 1949
เขาเริ่มตั้งเป้าเพื่อทำงานในฮอลลีวู้ด
เขาจึงเริ่มไปเรียนการแสดง
และหางานทำหลายอย่างเพื่อเลี้ยงตัวเอง
บทบาทเล็กๆ
ในภาพยนตร์หลายเรื่องเริ่มเข้ามาสู่มือของนีมอยในปี
1951 และในปี 1952
เขาได้รับบทนำบทแรกในภาพยนตร์เรื่อง Kid Monk
Baroni
ติดตามมาด้วยการไปรับใช้ชาติในกองทัพอยู่นานสองปี
ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแอ็ตแลนต้า
นีมอยแสดงนำในละครเวทีที่ได้รับคำชมเรื่อง A
Streetcar Named Desire หลังปลดประจำการแล้ว
นีมอยกลับมารับงานแสดงทั้งจอเงินและจอแก้ว
รวมไปถึงละครเวทีด้วย
และเพราะความสำเร็จที่นีมอยได้รับจากซีรีส์เรื่อง
Star Trek
นี่เองที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นีมอยยังกลายมาเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จ
เมื่อเขารับผิดชอบกำกับภาพยนตร์ตอน Star Trek
III: The Search for Spock และ Star Trek IV:
The Voyage Home
เขายังได้รับเครดิตในการแต่งเรื่องจาก Star Trek
IV และ Star Trek VI
ซึ่งเขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารด้วย
ผลงานการกำกับชิ้นอื่นๆ ของนีมอย ยังรวมถึงเรื่อง
The Good Mother ที่นำแสดงโดยไดแอน คีตัน
และเลียม นีสัน, ภาพยนตร์ฮิตบล็อกบัสเตอร์ เรื่อง
Three Men and a Baby ที่นำแสดงโดยทอม เซลเล็ค,
เท็ด แดนสัน และสตีฟ กุตเทนเบิร์ก, Funny About
Love ที่นำแสดงโดยจีน ไวลเดอร์, คริสติน ลาห์ติ
และแมรี่ สต๊วร์ต มาสเตอร์สัน และ Holy
Matrimony ที่นำแสดงโดยแพทริเซีย อาร์เค็ตต์
และโจเซฟ กอร์ดอน- เลวิตต์
ประวัติทีมผู้สร้าง
เจเจ อับรามส์ (J.J. ABRAMS) ผู้กำกับ/
ผู้อำนวยการสร้าง
เจเจ อับรามส์เกิดในนิวยอร์ก
และเติบโตในลอสแอนเจลิส
เขาเริ่มต้นเข้าวงการด้วยการร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Taking Care of Business
ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง Regarding Henry
ที่นำแสดงโดยแฮร์ริสัน ฟอร์ด และ Forever Young
ที่นำแสดงโดยเมล กิ๊บสัน หลังจากนั้น
อับรามส์ได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้างคนดัง
เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ และผู้กำกับไมเคิล เบย์
ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ ปี 1998
เรื่อง Armageddon ในปี 2001
เขาร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง
Joy Ride และในปี 2006
อับรามส์ประเดิมงานกำกับชิ้นแรกด้วยภาพยนตร์เรื่อง
Mission: Impossible III ซึ่งนำแสดงโดยทอม ครูซ
และในปี 2008
เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Cloverfield
ในปี 1998 อับรามส์ลงมือสร้างซีรีส์เรื่องดังอย่าง
Felicity ซึ่งออกอากาศมาสี่ปีแล้ว
และภายใต้ชื่อบริษัทแบ็ด โรบ็อทของเขา
อับรามส์ได้สร้างและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับซีรีส์เรื่อง
Alias และยังเป็นผู้ร่วมสร้าง (ร่วมกับเดม่อน
ลินเดลอฟ) และผู้อำนวยการสร้างบริหารของ Lost
โรแบร์โต้ ออร์ซี่ และอเล็กซ์ เคิร์ทซ์แมน
(ROBERTO ORCI & ALEX KURTZMAN) ผู้เขียนบท/
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
โรแบร์โต้ ออร์ซี่และอเล็กซ์
เคิร์ทซ์แมนเป็นผู้ร่วมงานกันมานาน
เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว
ทั้งคู่ได้ร่วมมือกันสร้างเรื่องราวให้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
Transformers ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า
$700 ล้าน เมื่อเร็วๆ
นี้ทั้งคู่ยังจับมือกันเขียนบทให้กับภาคต่อ
Transformers: Revenge of the Fallen
โดยร่วมงานกับ เอห์เรน ครูเกอร์
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนมิถุนายน
ปี 2009
ในปี 2003
เคิร์ทซ์แมนและออร์ซี่ได้รับการติดต่อให้เข้ามาทำหน้าที่เขียนบทให้กับซีรีส์ยอดนิยมของเจเจ
อับรามส์ เรื่อง Alias และในที่สุด
พวกเขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับซีรีส์เรื่องนี้
และในปี 2006
ทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกับอับรามส์อีกครั้งด้วยการเขียนบทให้กับภาคที่
3 ของภาพยนตร์ Mission: Impossible
ที่นำแสดงโดยทอม ครูซ ในบทอีธาน ฮันท์ ก่อนหน้า
Mission: Impossible III
เคิร์ทซ์แมนและออร์ซี่ร่วมกันสร้างความสนุกสนานให้กับภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์
เรื่อง The Island ซึ่งกำกับโดยไมเคิล เบย์
ในช่วงปลายปี 2005
พวกเขามีผลงานเป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยแคเธอรีน
ซีต้า-โจนส์ และแอนโตนิโอ แบนเดอรัส เรื่อง The
Legend of Zorro
นอกจากทำงานด้านเขียนบทแล้ว
เคิร์ทซ์แมนและออร์ซี่ยังทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ที่ดรีมเวิร์กส์
เมื่อเร็วๆ
นี้พวกเขาทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของดีเจ
คารูโซ่ เรื่อง Eagle Eye ที่นำแสดงโดยไชอา
ลาบัฟ และมิเชลล์ โมนาแกน นอกจากนี้
พวกเขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Proposal (นำแสดงโดยแซนดร้า บูลล็อค
และไรอัน เรย์โนลด์ส), Cowboys and Aliens,
Nightlife, Deep Sea Cowboys และ Atlantis
Rising
เดม่อน ลินเดลอฟ (DAMON LINDELOF)
ผู้อำนวยการสร้าง
ถึงแม้จะถูกสอนว่าสมองจะฝ่อ แต่เดม่อน
ลินเดลอฟใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของเขานั่งดูทีวี
และหลังจากได้ปริญญาด้านภาพยนตร์จาก NYUs Tisch
School of the Arts ลินเดลอฟตัดสินใจกระโดดขึ้นรถ
และมุ่งหน้ามายังลอสแอนเจลิส
โดยเขาได้ทำงานที่พาราเม้าต์ สตูดิโอส์
และในที่สุด
ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารด้านครีเอทีฟให้กับผู้อำนวยการสร้าง
อลัน แล็ดด์ จูเนียร์
ก่อนที่จะหันมาจับงานทางด้านทีวี
ลินเดลอฟได้เขียนบทให้กับซีรีส์ของซีบีเอส เรื่อง
Nash Bridges ในปีสุดท้ายที่ออกอากาศ จากนั้น
เขาย้ายมาทำงานกับซีรีส์แนวดราม่าของเอ็นบีซี
เรื่อง Crossing Jordan
ซึ่งเขาทำหน้าที่เขียนบทและอำนวยการสร้างอยู่นานสามปี
จากนั้นเขาก็ได้มาทำงานกับ Lost
ซึ่งกลายเป็นซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จจนปัจจุบัน
ซีรีส์เรื่องนี้ดำเนินงานสร้างมาเป็นปีที่ 5 แล้ว
ไบรอัน เบิร์ก (BRYAN BURK)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
ไบรอัน เบิร์กสำเร็จการศึกษาจาก USC's School of
Cinema-Television
เขาเริ่มต้นทำงานกับผู้อำนวยการสร้าง แบร็ด เวสตัน
ที่โคลัมเบีย พิคเจอร์ส, เน็ด ทาเนน ที่โซนี่
พิคเจอร์ส และจอห์น เดวิสที่ฟ็อกซ์ ในปี 1995
เบิร์กเข้าทำงานกับเกอร์เบอร์ พิคเจอร์ส
ที่ซึ่งเขาได้ช่วยพัฒนางานสร้างซีรีส์ของทีเอ็นที
ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ เรื่อง
James Dean
ในปี 2001 เบิร์กร่วมงานกับเจเจ อับรามส์
ในซีรีส์เรื่อง Alias
โดยเขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม และในปี
2004 เบิร์กกับอับรามส์ได้นำบริษัทแบ็ด โรบ็อท
โปรดักชั่นส์ ไปอยู่กับทัชสโตน เทเลวิชั่น
ที่ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับซีรีส์ของเอบีซี
เรื่อง Six Degrees, What About Brian และ
Lost
เบิร์กยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับซีรีส์ของวอร์เนอร์
บราเธอร์ส เทเลวิชั่น เรื่อง Fringe
ซึ่งปัจจุบันออกอากาศอยู่
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง
Cloverfield หลังจากนี้
เบิร์กจะทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง
Morning Glory ให้กับพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส
เจฟฟรีย์ เชอร์นอฟ (JEFFREY CHERNOV)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
เจฟฟรีย์
เชอร์นอฟเพลิดเพลินอยู่กับงานสร้างภาพยนตร์
นับแต่ที่เขาเริ่มเข้าวงการด้วยการทำงานเป็นผู้ช่วยโปรดักชั่น
ให้กับภาพยนตร์ฮิตปี 1976 ของดิโน่ เดอ ลอเรนติส
เรื่อง King Kong หลังจากนั้นมา
เขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับภาพยนตร์คลาสสิกมากมายหลายเรื่อง
อาทิเช่น Body Heat, Cutters Way, The
Thing, Escape from New York และ Starman
เชอร์นอฟพยายามไต่เต้าจนได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Ruthless People, Halloween II และ Halloween
III ติดตามมาด้วย Clue, The Dead Zone และ
Richard Pryor: Live in Concert
ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างร่วม
นับจากนั้นเป็นต้นมา
เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Eddie Murphy Raw
และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง
10 Things I Hate About You, Sleeping with the
Enemy และ The Replacements นอกจากนี้
เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
A Line in the Sand, Place of Darkness, Bad
Company และ Homeward Bound: The Incredible
Journey
เชอร์นอฟใช้เวลาสองปี
ทำหน้าที่เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายโปรดักชั่นของดิสนีย์/
ทัชสโตน
โดยดูแลงานสร้างของภาพยนตร์ฮิตหลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น Honey, I Shrunk the Kids, Pretty
Woman และ Dead Poets Society ในปี 2001
เขาย้ายมาทำงานกับสปายกลาส เอนเตอร์เทนเม้นต์
และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง
Shanghai Knights, The Recruit, The
Lookout, The Hitchhikers Guide to the
Galaxy, The Pacifier
และภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอีกมากมายหลายเรื่อง
แดน มินเดล (DAN MINDEL, ASC) ผู้กำกับภาพ
ก่อนหน้านี้ แดน มินเดลเคยร่วมงานกับเจเจ
อับรามส์มาแล้วโดยทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้กับ
Mission: Impossible III มินเดลเกิดในอัฟริกาใต้
และได้รับการศึกษาในออสเตรเลียและอังกฤษ
เขาเริ่มต้นงานกำกับภาพด้วยการถ่ายโฆษณา
และได้ทำงานกับผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมากมาย
อาทิเช่น ริดลี่ย์ สก็อตต์, แบร์รี่ คินส์แมน,
ฮิวจ์ จอห์นสัน และไมก์ เซเรซิน
เขาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์ของโทนี่
สก็อตต์ เรื่อง Domino, ภาพยนตร์ของเอียน
ซอฟต์ลี่ย์ เรื่อง The Skeleton Key,
ภาพยนตร์เรื่อง Tooth Fairy, Stuck on You และ
Shanghai Noon
มินเดลยังรับผิดชอบถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง
G.I. Jane
และเป็นผู้กำกับภาพร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง The
Bourne Identity และภาพยนตร์ของโทนี่ สก็อตต์
เรื่อง The Fan Enemy of the State
คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพ
ปัจจุบัน
มินเดลอยู่ระหว่างทำหน้าที่ผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์ของเคต
ฮัดสัน เรื่อง Cutlass
สก็อตต์ แชมบลิสส์ (SCOTT CHAMBLISS)
โปรดักชั่นดีไซเนอร์
สก็อตต์ แชมบลิสส์เคยร่วมงานกับผู้กำกับเจเจ
อับรามส์มาแล้วหลายครั้ง
ซึ่งรวมถึงการร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง
Mission: Impossible III และซีรีส์สุดฮิตอย่าง
Felicity และ Alias ด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่
Krippendorf's Tribe, 13 Bourbon Street, I
Like It Like That, The Celluloid Closet,
Bank Robber และ Chain of Desire
เขายังทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์
ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Malcolm X, Leap of
Faith, Billy Bathgate และ The Mambo Kings
แมรี่แอนน์ แบรนดอน (MARYANN BRANDON, A.C.E.)
ลำดับภาพ
ก่อนหน้านี้ แมรี่แอนน์ แบรนดอนเคยร่วมงานกับเจเจ
อับรามส์มาแล้วในซีรีส์เรื่อง Alias
ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่
สาขา Outstanding Single Camera Picture Editing
for a Drama Series
และเธอยังทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Mission:
Impossible III หลังจากนั้น
แบรนดอนได้ก้าวขึ้นมากำกับ Alias
ให้กับอับรามส์ในปีที่ 3 และ 4
และทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับซีรีส์เรื่องนี้ในปีที่
4 ล่าสุด
เธอทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง The
Jane Austen Book Club
ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านั้นของเธอ ได้แก่ Grumpier
Old Men, Born to be Wild, Race for Glory
และ A Thousand Acres
แมรี่ โจ มาร์กี้ (MARY JO MARKEY, A.C.E.)
ลำดับภาพ
ก่อนหน้านี้ แมรี่ โจ มาร์กี้
เคยร่วมงานกับผู้กำกับ เจเจ อับรามส์
มาแล้วในซีรีส์เรื่อง Felicity, Lost, Alias
ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่
และภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible III
และซีรีส์แนวดราม่า เรื่อง Anatomy of Hope
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ Rhapsody
in Bloom, Dawg และ Medicine Man
ไมเคิล แคปแลน (MICHAEL KAPLAN)
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
ไมเคิล
แคปแลนออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ไซไฟ
เรื่อง I Am Legend ก่อนหน้านี้
เขาเคยได้รับรางวัลบัฟต้า
จากภาพยนตร์ดราม่าโลกอนาคตของ ริดลี่ย์ สก็อตต์
เรื่อง Blade Runner
เขายังเป็นผู้นำแฟชั่นด้วยการออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ของเอเดรียน
ไลน์ เรื่อง Flashdance นอกจากนี้
แคปแลนยังออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์แอ็กชั่นตลกสุดฮิตของ
ดัก ไลแมน เรื่อง Mr. & Mrs. Smith ที่นำแสดงโดย
แบร็ด พิตต์ และแอนเจลิน่า โจลี่
และภาพยนตร์ของไมเคิล มานน์ เรื่อง Miami Vice
ที่นำแสดงโดยโคลิน ฟาร์เรลล์ และเจมี่ ฟ็อกซ์
แคปแลนยังได้กลับมาร่วมงานกับริดลี่ย สก็อตต์
เพื่อออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Matchstick Men นอกจากนี้
เธอยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เดวิด
ฟินเชอร์ในภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้แก่ Panic
Room, Fight Club, The Game และ Se7en
ได้ร่วมงานกับไมเคิล เบย์ ในภาพยนตร์เรื่อง Pearl
Harbor และ Armageddon
และได้ร่วมงานกับเจไรไมอาห์ เชชิก
ในภาพยนตร์เรื่อง National Lampoons Christmas
Vacation
แคปแลนยังออกแบบเสื้อผ้าให้กับผลงานการกำกับเรื่องแรกของ
เอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน เรื่อง Keeping the Faith,
ภาพยนตร์ของฮาโรลด์ เบ็คเกอร์ เรื่อง Malice
และภาพยนตร์ของเทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ด เรื่อง
Against All Odds
ไมเคิล เกียคชิโน่ (MICHAEL GIACCHINO)
ผู้แต่งดนตรีประกอบ
ไมเคิล
เกียคชิโน่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
จากการแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์การ์ตูนบล็อกบัสเตอร์
เรื่อง Ratatouille
ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์ภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยม
เขาแจ้งเกิดกับงานแต่งดนตรีประกอบด้วยผลงานดนตรีที่ได้รับคำชม
จากภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง The Incredibles
หลังจากนั้น
เขาได้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงอย่างเรื่อง
Sky High, ภาพยนตร์ตลกกึ่งดราม่า เรื่อง The
Family Stone, ภาพยนตร์ของ อัลเบิร์ต บรูกส์
เรื่อง Looking for Comedy in the Muslim World
และภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง Mission: Impossible
III เมื่อเร็วๆ นี้
เขาเป็นผู้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Speed Racer และยังทำหน้าที่เป็นมิวสิค
ไดเร็คเตอร์ ให้กับงานแจกรางวัลออสการ์ ครั้งที่
81 ด้วย
โรเจอร์ กายเย็ทท์ (ROGER GUYETT) วิชวล
เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์/ ผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่
2
โรเจอร์ กายเย็ทท์เริ่มทำงานกับอินดัสเทรียล ไลต์
แอนด์ เมจิค ตั้งแต่ปี 1994
เมื่อเขาได้เข้าร่วมทีมเพื่อสร้างตัวละครให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Casper
ทุกวันนี้ กายเย็ทท์คือหนึ่งในวิชวล เอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์แถวหน้าของไอแอลเอ็ม เมื่อเร็วๆ นี้
เขาทำหน้าที่วิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Pirates of
the Caribbean: At Worlds End และ Star Wars
Episode III: Revenge of the Sith
ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Saving Private
Ryan ซึ่งเขาได้รับรางวัลบัฟต้า สาขาสเปเชียล
วิชวล เอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยม, Harry Potter and the
Sorcerer's Stone และ Harry Potter and the
Prisoner of Azkaban
ซึ่งทำให้กายเย็ทท์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์และรางวัลบัฟต้า
|