หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
Che’ri (2009)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "Che’ri"
 
"มิเชล ไฟเฟอร์" เทหัวใจ ทุ่มสุดตัว... สอนเชิงรักหนุ่ม 19 ในภาพยนตร์ "Che’ri"
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 8 มิถุนายน 2552

            มิเชล ไฟเฟอร์ เทหัวใจ ! ทุ่มสุดตัว .. สอนเชิงรัก หนุ่ม 19 ใน Che’ri : เชอรี สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ ท้าหัวใจผู้หญิง ให้กรีดหัวใจเพศชายที่ต้องเลือกระหว่าง ราคะ กับ รักแท้ โดยฝีมือ สตีเฟ่น เฟรียส์ ผู้กำกับผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จาก The Queen

“ จะมีสักกี่คนกล้ากระโดดใส่เกม ที่มีความรักเป็นตัวเดิมพัน และมั่นใจว่าตัวเอง จะเป็นฝ่ายชนะ” นั่นคือประโยคที่บอกจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่าง เลอา ( มิเชล ไฟเฟอร์ ) โสเภณีชั้นสูง ที่ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและสร้างความร่ำรวยให้กับผู้หญิงจำนวนมากในฝรั่งเศสในยุคหนึ่ง กับ เชอรี ( รูเพิร์ต เฟรนด์ ) หนุ่มน้อยวัย 19 เอาแต่ใจตัวเองที่มั่นใจอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อยู่ใกล้แล้วจะไม่หลงเสน่ห์เขา

ใน ภาพยนตร์ Che’ri ( เชอรี่ สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ ) มิเชล ไฟเฟอร์ และ รูเพิร์ต เฟรนด์ จะต้องเข้าฉากเลิฟซีนกันเกือบตลอดเรื่อง เนื่องด้วยมันเป็นหนังที่พูดถึงตัวละครสองคนที่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเอง มั่นใจที่จะควบคุมความสัมพันธ์ให้เป็นไปตามความต้องการได้ พวกเขาคือภาพสะท้อนของหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของวัตถุนิยม เขาใช้ร่างกายให้ความสุขกันและกันและเชื่อว่า ความสนุก กับ ความรัก เป็นสิงที่เดินสวนทางกันเสมอ “ ฉันรับบท เป็น เลอา ผู้หญิงที่รู้ดีว่าเธอไม่มีวันได้เจอกับรักแท้ เพื่อนสนิทที่แท้จริงของผุ้หญิงคือ เงิน เท่านั้น แต่เมื่อได้เจอกับ เชอรี หนุ่มน้อยรุปงาม เธอมองเขาเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง สิ่งที่จะปรนเปรอความสุขให้เธอได้ แต่เธอก็เผลอปล่อยตัวปล่อยใจอยู่กับเขานานเกินไป จนกลายเป็นความผูกพัน และความผูกพันนี่แหละ ที่เป็นที่มาของความรัก ที่ทำให้ทั้งคู่ ขาดกันไม่ได้ สำหรับฉันแล้ว
ฉากเลิฟซีนจำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมี เพราะมันเล่าถึงความรู้สึกของเราในระหว่างนั้นได้ดีกว่าการเล่าด้วยคำพูดด้วยซ้ำ “ มิเชล ไฟเฟอร์ พูดถึงบทที่เธอได้รับในภาพยนตร์เรื่อง Cheri

โดย หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการที่ภาพยนตร์ The Queen ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 6 รางวัลเกียรติยศจากเวทีออสการ์ จากความสำเร็จในครั้งนั้นได้ทำให้ สตีเฟ่น เฟียร์ส ผู้กำกับมือ 1 จากเกาะอังกฤษ ตัดสินใจเดินหน้าสร้างภาพยนตร์ Che’ri ( เชอรี่ สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ ) โดยตัวเขายอมรับว่าเขาหลงรักวรรณกรรมเรื่องนี้จนอยากนำมาสร้างเป็นหนังเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เขาได้อ่านวรรณกรรมเรื่อง Dangerous Liaisons และ สตีเฟ่น เฟียร์ส ได้มอบหน้าที่การเขียนบทภาพยนตร์ให้แก่ คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน ( ผู้ที่ได้รางวัลออสการ์ จาก Dangerous Liaisons และ เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้งจาก Atonement )

แก่นความรักของ CHÉRI นั้นเองที่เป็นเสน่ห์เย้ายวนเกินห้ามใจสำหรับแฮมป์ตัน “มันเป็นเรื่องของคนสองคนที่ไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่าพวกเขาตกหลุมรักกันและกันครับ” เขาพูดถึงตัวเอกทั้งสองคนของเรื่อง “เลอาคิดว่าเธอจะสอนเด็กหนุ่มคนนี้ให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่รู้เดียงสาขึ้น และ เชอรี ก็คิดว่าเขาจะให้หญิงสาวสวยคนนี้ดูแลเขาจนกว่าจะถึงเวลาที่เขาจะก้าวเดินต่อไป พวกเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะต้องมาถึงจุดจบ แต่เมื่อจุดจบที่ว่ามาถึง ทั้งคู่ต่างก็ตระหนักว่าพวกเขาจะคิดถึงกันและกันอย่างที่สุด การกระทำที่ค่อนข้างจะกล้าหาญของเลอาได้ปลดปล่อย เชอรี ให้เป็นอิสระ เธอปลดปล่อยเขาไปทั้งๆ ที่มันทำให้เธอเจ็บปวดแทบขาดใจ และคุณก็สงสัยว่าเขาเองก็คงเจ็บปวดไม่ต่างอะไรจากเธอเหมือนกัน”

9 กรกฎาคม …ถ้าคุณกล้าพูดว่าไม่เคยตกหลุมรักใคร .. เราอยากลองให้คุณเปิดใจดูหนังเรื่องนี้ Che’ri : เชอรี สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ สกาล่า สยามสแควร์เท่านั้น



 
CHE’RI
เชอรี สัมผัสรัก มิอาจห้ามใจ
ป.ล. เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้วิจารณญานในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้
กำหนดฉาย 9 กรกฎาคม 2552
เฉพาะโรงภาพยนตร์ เอเพ็กซ์ สยามสแควร์เท่านั้น


ในสังคมหรูหราของกรุงปารีสช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง CHÉRI บอกเล่าเรื่องราวสัมพันธ์รักระหว่าง เลอา (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) โสเภณีชั้นสูงคนงามผู้ถอนตัวจากวงการไปแล้วและ เชอรี (รูเพิร์ต เฟรนด์) ลูกชายของ มาดามเปลูซ์ (เคธี เบทส์) อดีตคู่แข่งและเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันของเธอ
เลอาได้ให้สอนวิถีทางแห่งความเย้ายวนและวิธีผูกใจเพศหญิงให้กับเด็กหนุ่มเอาแต่ใจคนนี้ โดยเงื่อนไขที่ว่าพวกเขาจะไม่ตกหลุมรักกันและแต่หลังจากนั้นหกปี มาดามเปลูซ์ก็แอบจัดให้มีการแต่งงานระหว่างเชอรีและเอ็ดเม (เฟลิซิตี้ โจนส์) ลูกสาวของมารี ลอร์ (ไอเบน ฮเจเจิ้ล) โสเภณีชั้นสูงผู้ร่ำรวยอีกคนหนึ่งขึ้นอย่างลับๆ
เมื่อเวลาแห่งการจากลาใกล้เข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เลอาและเชอรีก็พยายามจะทำใจกับการที่พวกเขาต้องพรากจากกัน แม้รากเหง้าแห่งความผูกพันของพวกเขาก็หยั่งรากลึกเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดและพวกเขาก็เริ่มเข้าใจว่าพวกเขามีความหมายต่อกันและกันมากเพียงใด ถึงว่ามันจะสายเกินไปที่จะพูดคำว่ารักก็ตามที

“ ในเกมแห่งแรงเสน่ห์หา …
กฎเพียงข้อเดียว คือ ห้ามตกหลุมรัก “


กรุงปารีส ปี 1906 หลังจากก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ปารีสก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าแห่งแฟชันของยุโรป ศิลปินและนักเขียนของปารีสโด่งดังไปทั่วโลก นครหลวงแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและปัญญา มันเป็นจุดหมายที่คนร่ำรวยและทรงอำนาจที่สุดของโลกมากมายเลือกมาด้วย และแน่นอน ปารีสยังขึ้นชื่อในเรื่องโสเภณีชั้นสูงของมัน หญิงสาวสวยที่คมคายและชาญฉลาดในศิลปะแห่งความรัก ที่ทำให้มกุฎราชกุมาร แกรนด์ดยุคและคนใหญ่คนโตจากทั่วทั้งยุโรปมาแย่งชิงกันเพื่อให้ได้รับความสำราญจากพวกเธอ แต่ความสำราญนั้นก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างเช่นกัน
โสเภณีชั้นสูงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งคือเลอา เดอ ลอนวอล ผู้กลายเป็นหญิงร่ำรวยจากความสามารถด้านการเงินของเธอ ตอนนี้ เธออยู่ในวัย 40 กว่าๆ แต่ก็ยังคงความงามไม่เปลี่ยน เธอใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์ทรงอาร์ต นูโว ที่หรูหรา ที่ซึ่งเธอมีความสุขกับความร่ำรวยและอิสระที่เธอคู่ควรกับมัน
วันหนึ่ง เลอาได้ออกไปรับประทานอาหารกลางวันกับมาดามเปลูซ์ อดีตเพื่อนร่วมอาชีพของเธอ มาดามเปลูซ์ ซึ่งเคยเป็นโฉมงามในอดีต รู้ดีว่าใบหน้างดงามของเธอได้เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา และมันก็ทำให้เธอกลายเป็นหญิงกลางคนขี้หงุดหงิดผู้ขมขื่น เลอาไม่ได้รักใคร่อะไรเธอนักแต่รู้ดีว่าผู้หญิงที่ทำอาชีพนี้มีเพื่อนที่ให้ปรับทุกข์ได้ไม่มากนักหรอก
ลูกชายของมาดามเปลูซ์คือเฟร็ด ที่ลีอาตั้งชื่อเล่นให้ว่าเชอรี เด็กหนุ่มรูปงามวัย 19 ปีที่เอาแต่ใจตัวเอง ผู้ใช้ชีวิตตามแบบของชายหนุ่มเสเพลโดยแท้ มาดามเปลูซ์รู้ดีว่าเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมองว่าเลอาเป็นอาจารย์ที่เหมาะสมที่จะฝึกสอนเขาในเรื่องศิลปะการใช้ชีวิตและเกมรัก เพื่อเตรียมให้เขาพร้อมสำหรับอนาคต เชอรี ยกย่องเลอามากพอๆ กับที่เขาดูถูกแม่ของตัวเองและเฟลิตกับเธออย่างไม่จริงจังอะไร แต่ความรู้สึกระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะมากยิ่งกว่าความพึงพอใจซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อเขาจุมพิต เลอา อย่างเร่าร้อนที่ริมฝีปาก ระหว่างที่พวกเขาคุยกันในห้องกระจกหลังอาหารกลางวัน เธอก็สูญเสียความเยือกเย็นของเธอไปชั่วคราวและเขาก็ถูกครอบงำด้วยความรู้สึกของตัวเองในทันใด
อย่างไรก็ดี กฎที่ถูกวางไว้ก็คือเลอาจะดูแลเชอรี จนกว่าเขาจะกลายเป็นผู้ชายเต็มตัวและพร้อมสำหรับการแต่งงาน นี่เองคือจุดเริ่มต้นการให้ความรู้แก่เด็กหนุ่มเกียจคร้านที่ยังไม่โตเต็มที่โดยหญิงสาวอายุมากกว่าที่ช่ำชองโลก ที่ทั้งคู่แน่ใจว่าได้สร้างเกราะกำบังหัวใจตัวเองไม่ให้อ่อนไหวกับอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว



แต่เมื่อ ความรัก มิอาจลิขิต ด้วยคำว่ากฎ


ความสัมพันธ์ที่ควรจะยาวนานเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์กลับล่วงเลยเป็นหกปี และเชอรีก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านของเลอา ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข หยอกเอินกันอย่างอ่อนโยน จิกกัดแกมหยอกกัน และยังคงมีความสุขกับการทอดร่างในอ้อมแขนของกันและกัน แต่เมื่อเชอรีถูกเรียกไปร่วมรับประทานอาหารกับแม่ของเขา, มารี-ลอร์ โสเภณีชั้นสูง อีกคนที่เป็นเพื่อนของเธอและเอ็ดเม ลูกสาววัยรุ่นของมารี-ลอร์ พวกเธอก็แปลกใจเมื่อมีเพียงเลอาเท่านั้นที่ถูกเชื้อเชิญให้ร่วมดื่มน้ำชากับพวกเธอ
เมื่อเลอามาถึง มาดามเปลูซ์ ก็บอกเธอว่าเธอกำลังจะจับเชอรีแต่งงาน เลอาซ่อนความประหลาดใจของเธอได้อย่างแนบเนียน แต่ข่าวร้ายนี้ก็ทำให้เธอเย็นวาบไปทั้งตัว เธอรู้ว่าเอ็ดเมคือเจ้าสาวผู้โชคดีคนนั้นและมีการทำข้อตกลงเรียบร้อยแล้วระหว่างมาดามเปลูซ์และมารี-ลอร์ ที่กระตือรือร้นจะกำจัดลูกสาวตัวเองเพื่อจะได้มีอิสระในการทำงาน และวันแต่งงานก็ถูกกำหนดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง เลอา ได้เผชิญหน้ากับเชอรีเรื่องข่าวนี้ และกล่าวหาว่าเขารู้ข่าวนี้มาหลายเดือนแล้วและขี้ขลาดเกินกว่าจะบอกข่าวนี้กับเธอ ภายนอกที่ดูสบายๆ ของเธอปิดบังความโกรธและความเจ็บปวดที่แท้จริงเอาไว้ ส่วน เชอรี ก็รู้สึกเจ็บปวดเช่นกัน และเขาก็กังวลถึงอนาคตของ เลอา ว่าต่อแต่นี้เธอจะทำยังไง เขาอยากจะเป็นชายหนุ่มคนสุดท้ายในชีวิตเธอแต่ก็รู้ว่าเธอคงจะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเธอแน่ๆ
ทั้งคู่รู้ดีว่า การแต่งงานครั้งนี้จะนำมาซึ่งจุดจบของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ แม้ว่า เชอรี อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ เลอา เธอกลับรู้ดีว่าเวลาของเธอจบลงแล้ว และเธอก็ต้องขับไล่เขาออกจากชีวิตเธอ ความจริงข้อนี้ทำให้ทั้งคู่เจ็บปวดยิ่งนัก
ระหว่างฮันนีมูนในอิตาลี ความโกรธของ เชอรี ก็ปะทุออกมาด้วยสิ่งที่เขากระทำต่อเจ้าสาวผู้ไร้เดียงสาของเขา ในขณะเดียวกัน ในปารีส เลอาต้องทนต่อคำเยาะเย้ยถากถางจากมาดามเปลูซ์ ผู้พึงพอใจกับการได้เห็นคู่แข่งของเธอมีอารมณ์อ่อนไหวขนาดนี้ เธอตัดสินใจหนีไปเบียร์ริทซ์และทำให้มาดามเปลูซ์หลงเชื่อว่าเธอมีชายคนใหม่ ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะเมื่อเธอมาถึงเมืองชายฝั่งแห่งนี้ เธอก็ได้พบกับชายหนุ่มที่ชื่อโรแลนด์ ผู้ชื่นชอบการเอาอกเอาใจของเธออย่างยิ่ง
เมื่อเชอรีและเอ็ดเมกลับมา เห็นได้ชัดเจนว่าฮันนีมูนไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันขึ้นเลย และเชอรี ก็ยังโหยหา เลอา อย่างเห็นได้ชัด ไม่นานนัก สถานการณ์นี้ก็มากเกินกว่าที่เอ็ดเมจะทานทนไหวและเธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมา เธอด่าว่าติเตียนสามีของเธอในความเฉยเมยและความโหดร้ายของเขา เชอรีเองก็ทนไม่ไหวเช่นกัน ในคืนนั้น เขาได้ออกจากบ้านไปพักอยู่ในโรงแรมเรจินา และวันหนึ่งๆ ของเขาก็หมดไปกับการนั่งรอการกลับมาของเลอาหน้าคฤหาสน์เธอและฆ่าเวลาในโรงฝิ่นของลา โคพีน อดีตโสเภณีชั้นสูงคนหนึ่ง

สามสัปดาห์ให้หลัง เลอากลับปารีส ส่วนเชอรีก็กลับมายังบ้านของแม่เขาและอ้อมแขนของเอ็ดเมด้วยความยินดี ในที่สุด การรอคอยก็สิ้นสุดลง! มาดามเปลูซ์ไปเยี่ยมเลอาและเพียงแค่พูดถึงชื่อเชอรีก็ทำให้เธอเกิดความโหยหาอาลัยอาวรณ์ ซึ่งมาดามเปลูซ์ก็รู้สึกสะใจกับการกระตุ้นให้เธอเกิดความรู้สึกนี้
คืนนั้น เลอาถูกเผชิญหน้าโดยเชอรี ผู้บุกเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของเธอเพื่อประกาศถึงการกลับมาของเขา เลอามีความสุขกับการกลับมาของเขาและทั้งคู่ก็ตรงเข้าสู่อ้อมแขนของกันและกัน เช้าวันรุ่งขึ้น เธอเริ่มจัดแจงเรื่องต่างๆ สำหรับการหนีไปด้วยกันของพวกเธอ บางที พวกเธออาจจะหนีไปทางใต้ ที่ไหนซักแห่งที่ไกลออกไป ที่ซึ่งเรื่องของพวกเขาจะไม่เป็นข่าวอื้อฉาว แต่เชอรีกลับเงียบงันผิดปกติ เขาคิดไม่ถึงว่าเธอจะตัดสินใจทำเช่นนี้ เขาแค่เพียงต้องการให้เลอาอยู่ในปารีส เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาจากชีวิตของเขากับเอ็ดเม เขาคิดว่า อย่างน้อยที่สุดกับเอ็ดเม เขาก็สามารถเป็นชายหนุ่มได้ แต่กับเลอา เขาเป็นได้แค่เพียงเด็กหนุ่มเท่านั้นเอง
มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าที่ เลอาจะรับไหว หลังจากการร่ำไห้กอดกัน เธอก็ยอมเสียสละครั้งยิ่งใหญ่และบังคับให้เขาไปจากเธอ และขณะที่เธอมองเขาเดินจากไป เธอก็เริ่มนึกถึงชีวิตที่ปราศจากเขา

จากผู้ออกแบบงานสร้างเจ้าของรางวัลออสการ์


คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน มือเขียนบทเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้อยู่เบื้องหลัง Dangerous Liaisons กำลังอยู่ระหว่างการเขียนบทภาพยนตร์เกี่ยวกับโคเล็ตต์ (1873–1954) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส ในตอนที่เขาเริ่มดัดแปลง CHÉRI นิยายที่โด่งดังที่สุดของเธอ นิยายเรื่องนี้ ที่เขียนขึ้นในปี 1920 ได้บอกเล่าเรื่องราวความรักที่ไม่มีวันสมหวังระหว่างเลอา เดอ ลอนวอล หนึ่งในโสเภณีชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น และเชอรี ลูกชายของคู่แข่งและอดีตเพื่อนร่วมอาชีพของเธอ
“โคเล็ตต์เป็นนักเขียนคนโปรดคนหนึ่งของผม และผมก็สนใจที่จะสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของโคเล็ตต์เพราะเธอมีสามีร้ายกาจที่อายุมากกว่าเธอและเธอก็ต้องหนีจนต้องไปเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้าน่ะครับ” แฮมป์ตันเล่า “โคเล็ตต์เป็นที่รักและที่ชื่นชอบมากมายเพราะเธอเขียนเรื่องในแบบที่เป็นส่วนตัวและเป็นตัวของตัวเองมากๆ และเธอก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงอย่างได้อารมณ์ สำหรับนักเขียนบางคน คุณไม่จำเป็นต้องค้นคว้าอะไรมากนัก แต่โคเล็ตต์เป็นคนที่น่าทึ่งและผมก็มีความสุขกับการได้อ่านผลงานเรื่องอื่นๆ ของเธอครับ”
ธีมความรักของ CHÉRI นั้นเองที่เป็นเสน่ห์เย้ายวนเกินห้ามใจสำหรับแฮมป์ตัน “มันเป็นเรื่องของคนสองคนที่ไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่าพวกเขาตกหลุมรักกันและกันครับ” เขาพูดถึงตัวเอกทั้งสองคนของเรื่อง “เลอาคิดว่าเธอจะสอนเด็กหนุ่มคนนี้ให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่รู้เดียงสาขึ้น และ เชอรี ก็คิดว่าเขาจะให้หญิงสาวสวยคนนี้ดูแลเขาจนกว่าจะถึงเวลาที่เขาจะก้าวเดินต่อไป พวกเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะต้องมาถึงจุดจบ แต่เมื่อจุดจบที่ว่ามาถึง ทั้งคู่ต่างก็ตระหนักว่าพวกเขาจะคิดถึงกันและกันอย่างที่สุด การกระทำที่ค่อนข้างจะกล้าหาญของเลอาได้ปลดปล่อย เชอรี ให้เป็นอิสระ เธอปลดปล่อยเขาไปทั้งๆ ที่มันทำให้เธอเจ็บปวดแทบขาดใจ และคุณก็สงสัยว่าเขาเองก็คงเจ็บปวดไม่ต่างอะไรจากเธอเหมือนกัน”
แน่นอน ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นฉากหลังให้กับเรื่องราวก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มือเขียนบทสนใจเรื่องราวนี้ “มันเป็นโลกที่น่าทึ่งครับ โลกที่อยู่ตรงกึ่งกลางนี้ ซึ่งในช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 มาถึงจุดสูงสุดแต่มันกลับมาถึงจุดเสื่อมในปี 1906 ที่เกิดเรื่องราวนี้ขึ้นครับ” แฮมป์ตันกล่าว “นี่เป็นมุมหนึ่งของสังคม พวกโสเภณีชั้นสูง ที่สะสมเงินทองจนร่ำรวยมหาศาล พวกเธอรวมตัวกันเพราะพวกเธอถูกกีดกันจากคนกลุ่มอื่นในสังคม แต่พวกเธอก็มีชีวิตที่น่าสนใจมากๆ พวกเธอได้รับการศึกษาสูง และแตกต่างจากผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนั้นอย่างมาก พวกเธอเป็นกลุ่มคนที่ทันสมัยมากๆ ในแง่หนึ่งเพราะพวกเธอเป็นผู้หญิงที่มีอิสระเสรีครับ”
แม้ว่าการแปลจากต้นฉบับที่เป็นภาษาฝรั่งเศสจะทำให้แฮมป์ตันมีอิสระในการเลือกไดอะล็อกจากในนิยายมาใช้ การที่นิยายเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องตามแบบฉบับกลับเป็นความท้าทายเชิงความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างความหนักใจยิ่งกว่า “โคเล็ตต์เป็นอิมเพรสชันนิสต์ครับ มันก็เลยมีไดอะล็อกหรือคำเปรียบเปรยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เขาอธิบาย “เธออาจจะเขียนถึงฉากๆ หนึ่งเป็น 20 หน้า แต่เวลาสามเดือนอาจโบยบินไปภายในแค่ย่อหน้าเดียว ในตอนแรก ผมพบว่าผมมีดราฟท์แรกที่ยาวกว่าตัวนิยายเองเสียอีก! ผมก็เลยต้องตัดมันทิ้งอย่างไม่บันยะบันยังครับ”
หลังจากล้มลุกคลุกคลานหลายครั้งในตอนเริ่มต้น แฮมป์ตันก็ได้ค้นพบว่าบิล เคนไรท์ ผู้สร้างละครเวทีระดับแนวหน้าของอังกฤษ เป็นผู้ครอบครองสิทธินิยายเรื่องนี้ และตัวเคนไรท์เองก็กำลังจะทาบทามแฮมป์ตันให้ดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์อยู่พอดี
“คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตันเป็นตัวเลือกแรกของผมในการดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ครับ” เคนไรท์กล่าว “ดราฟท์แรกของเขาวิเศษสุดก็จริง แต่มันก็ยากที่จะสร้างให้เป็นหนังจริงๆ เพราะมันเป็นดรามาคอสตูม เพราะมันเป็นเรื่องราวที่เรียบง่ายและเข้มข้น เพราะมันเป็นเรื่องที่แสนเศร้าเหลือเกิน และผมก็คิดว่าหลักๆ แล้วก็เป็นเพราะ

โลกของโสเภณีชั้นสูงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมร่วมสมัยจะรู้จักอะไรมากมายด้วยน่ะครับ”
ในที่สุด การเข้ามามีส่วนร่วมของสตีเฟน เฟรียส์นั่นเองที่ทำให้โปรเจ็กต์นี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในช่วงปลายปี 2007 ตอนนั้น เฟรียส์กำลังโด่งดังจากกระแสของภาพยนตร์เรื่อง The Queen ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เฮเลน เมอร์เรน ดารานำของเรื่องได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่ยังกลายเป็นภาพยนตร์ฮิตทั่วโลกสำหรับมิราแมกซ์ด้วย เขาได้รับการทาบทามจากเคนไรท์และตกลงรับหน้าที่นี้ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากที่ได้อ่านบท
เฟรียส์สนใจโปรเจ็กต์นี้ส่วนหนึ่งก็เพราะบทภาพยนตร์ที่ปลุกเร้าอารมณ์ของแฮมป์ตัน และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะโอกาสที่จะได้ถ่ายทอดยุคสมัยที่ห่างจาก The Queen ประมาณ 100 ปี
“สคริปต์ของคริสโตเฟอร์เขียนได้วิเศษสุดและโคเล็ตต์ก็เป็นนักเขียนฝีมือเยี่ยม และผมก็คิดว่าเรื่องราวนี้ดูสดใหม่มากๆ” ผู้กำกับเฟรียส์กล่าว “มันทั้งงดงาม เป็นไปในแบบเก่า แม้มันจะดูไม่มีแก่นสาร แต่มันก็ทั้งน่าเศร้าและโศกสลด และในขณะเดียวกัน ก็เฉียบคมมากๆ นั่นเป็นเพราะโคเล็ตต์เป็นนักเขียนที่ฉลาดมากๆ เธอเป็นนักเขียนอิมเพรสชันนิสต์ เรื่องราวนี้เป็นการรวมความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกันและการทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นอะไรบางอย่างก็เป็นความท้าทายครับ มันเป็นหนังที่สุดโต่งที่สุดเท่าที่ผมเคยสร้างมา และมันก็เป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่ที่สุดเกี่ยวกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในฟองสบู่ด้วย ผู้หญิงพวกนี้มีอำนาจและอิทธิพลอย่างมาก แต่พวกเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปิด ที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อย่างที่ลีอาบอกมาดามเปลูซ์นั่นแหละครับว่า พวกเธอจะต้องหาเพื่อนที่ทำอาชีพเดียวกันเพราะไม่มีใครอื่นที่เข้าใจพวกเธออีกแล้ว และแน่นอนว่าพวกเธอรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอเมื่อพวกเธอแก่ชราและความงามของพวกเธอโรยราไปน่ะครับ”
สำหรับผู้กำกับ ผู้กล่าวว่าการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่อง “ยากมากๆ” เขาก็ได้รับความชื่นชมจากทีมงานและนักแสดงทุกคนเลยทีเดียว แฮมป์ตันกล่าวว่า “ผมชอบทำงานกับเขามาก ไม่นานนักผมก็ได้เรียนรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับผู้กำกับที่จะให้มือเขียนบทมาอยู่ในกองถ่ายด้วย มันเป็นเรื่องอันตรายเกินไปที่จะให้คนที่รู้เรื่องดีที่น่าเบื่อหน่ายอยู่ในกองถ่ายตลอดเวลาแล้วจับผิดการทำงาน แต่สตีเฟนไม่เหมือนกันครับ เขามีวิธีการจัดการซีนที่ไม่เวิร์ค ซีนที่ยาวเกินไปหรือเวลามีอะไรบางอย่างไม่เวิร์คได้อย่างแนบเนียนมากๆ ผมได้เรียนรู้ที่จะเชื่อสัญชาตญาณพวกนั้น บ่อยครั้งมันจะเป็นเรื่องของคำพูด แต่มันก็เกี่ยวกับการถ่ายทอดอารมณ์ออกมาด้วยคำพูดเพียงน้อยนิดด้วยเหมือนกัน และบ่อยครั้งมันก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์ การพักจังหวะที่จะช่วยเติมเต็มดนตรีของซีนนั้นๆ ได้ เขาเป็นคนที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมในเรื่องพวกนั้นมากๆ ครับ”
เฟรียส์ทำได้อย่างที่บิล เคนไรท์คาดหวังไว้ “ผมเป็นแฟนตัวยงของสตีเฟนครับ หนังสองเรื่องโปรดของผมก็คือ The Grifters และ Hi-Lo Country ผมตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับเขา คุณโชคดีมากถ้าคุณได้พบคนอย่างสตีเฟน ผมรู้ว่าเขาสามารถทำให้หนังเรื่องนี้เวิร์คได้ เขาร่วมงานกับนักแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม เขาถ่ายทำหลายเทค เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของนักแสดง เขารู้ดีว่าเขาต้องการอะไรและหนังเรื่องนี้ควรจะออกมาเป็นยังไงตั้งแต่เริ่มแรก เขาเป็นคนที่มีความอดทน มุ่งมั่นและละเอียดละออในเรื่องอารมณ์ของเรื่องอย่างมาก เขาเป็นปรมาจารย์ตัวจริงเสียงจริงเลยครับ”
เมื่อได้เฟรียส์มานั่งแท่นผู้กำกับ เคนไรท์ก็ได้รับการสนับสนุนจากสองหุ้นส่วนสำคัญ พาเธและมิราแมกซ์ ฟิล์มส์ แต่กุญแจสำคัญในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จอยู่ที่การหานักแสดงที่เหมาะสมกับบทลีอา เดอ ลอนวอล และแชร์คลี

การคัดเลือกนักแสดง

การคัดเลือกนักแสดงที่จะมารับบท เลอาเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวด เพราะทีมผู้สร้างรู้ดีว่ามีนักแสดงน้อยคนนักที่จะมีคุณสมบัติอย่างที่พวกเขาต้องการ ผู้หญิงวัย 40 กว่าๆ ที่งดงามตามธรรมชาติและมีเสน่ห์เย้ายวนใจ แต่มีนักแสดงคนหนึ่งที่มีคุณสมบัติตรงตามที่พวกเขาต้องการและเธอคนนั้นก็เคยร่วมงานกับเฟรียส์และแฮมป์ตันมาก่อนด้วย เธอก็คือมิเชลล์ ไฟเฟอร์ ผู้ซึ่งการแสดงสะกดสายตาของเธอใน Dangerous Liaisons ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งแรกในปี 1989 และเมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจากการแสดงอันยอดเยี่ยมใน Stardust และ Hairspray
“ไฟเฟอร์” เฟรียส์บอกอย่างผู้รู้ดี “ทำให้คุณเศร้าครับ เธอเป็นคนที่น่าเศร้าใน Dangerous Liaisons ผมรู้ในทันทีที่ผมได้พบเธอ และในหนังเรื่องนี้ เธอก็น่าเศร้า เธอให้ความรู้สึกหวาดหวั่น ราวกับว่าความงดงามขนาดนั้นแฝงความเศร้าอยู่ในตัวมันเองครับ”
หากแต่ไม่ใช่แค่ลักษณะและลุคที่ตราตรึงใจบนหน้าจอของเธอเท่านั้นที่ทำให้เธอเหมาะสำหรับบทนี้ การแสดงของเธอยังถ่ายทอดจิตวิญญาณของนิยายเรื่องนี้ออกมาได้อย่างถูกต้อง อย่างที่ผู้อำนวยการสร้างบิล เคนไรท์บอก “มิเชลล์เสี่ยงกับการเล่นบทนี้ เพราะตัวละครตัวนี้สามารถเล่นได้ในหลายรูปแบบ แต่ความเปราะบางและความบอบบางของมิเชลล์ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งครับ”
ในส่วนของเธอเอง มิเชลล์ ไฟเฟอร์ไม่ต้องอาศัยการเกลี้ยกล่อมนานเลยก่อนที่เธอจะตกปากรับคำเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ “ความคิดของการได้ร่วมงานกับสตีเฟนและคริสโตเฟอร์อีกครั้งทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์มากค่ะ” ไฟเฟอร์บอก “จริงๆ นะคะว่าฉันยอมแสดงหนังทุกเรื่องกับสตีเฟน แล้วพอฉันได้อ่านบทและตัวนิยายแล้ว ฉันก็ตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ค่ะ”
“สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับนิยายของโคเล็ตต์ คือ เลอาไม่ใช่เวอร์ชันตัวการ์ตูนของสิ่งที่โสเภณีชั้นสูงสมัยนั้นเป็นและประพฤติปฏิบัติตัว” ไฟเฟอร์ เล่าต่อ “เธอฉลาด เธอมีอารมณ์ขันและเธอก็ใจดีมีเมตตา เธอมีรสนิยม เป็นคนสง่า เธอเป็นคนดี ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผิดคาดมากๆ เธอมีความสุขกับชีวิตเธอมาก โสเภณีชั้นสูงระดับแนวหน้าอย่างลีอาเป็นคนร่ำรวยและเป็นนักธุรกิจหญิงที่ชาญฉลาด และมักจะอยู่ในแวดวงคนชั้นสูง แต่แล้วเชอรี หนุ่มน้อยรูปงามคนนี้ก็เข้ามาในชีวิตเธอและเธอก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและตกเป็นเหยื่อของหัวใจตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันคิดว่าเธอเสียใจที่เธอไม่เคยรู้สึกถึงความรักแต่เธอก็มักจะยอมรับมันว่าเป็นเพราะการตัดสินใจของเธอเอง บางทีเธออาจรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเธอก็ได้นะคะ เราจะได้เห็นเธอต่อสู้ปลุกปล้ำกับการแก่ตัวลง เพราะเธออายุเกิน 40 แล้ว แต่ในช่วงท้ายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา เธอก็ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้วว่า เธอกำลังแก่ตัวลงและเราก็ได้เห็นว่าเธอพยายามทำใจยอมรับกับความจริงข้อนั้นค่ะ”
การได้ร่วมงานกับคริสโตเฟอร์ แฮมป์ตันก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน “บทของคริสโตเฟอร์ดีมากๆ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างเหลือเชื่อด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวอเมริกัน เราคุยกันด้วยสำเนียงราบเรียบ แต่บทของคริสโตเฟอร์ทั้งหนักแน่นและเต็มไปด้วยถ้อยคำ ซึ่งมีจังหวะจะโคนที่แตกต่างออกไปมากๆ ฉันพบว่าการแบ่งคำออกเป็นแต่ละพยางค์ช่วยให้ฉันพูดมันได้ถูกตามจังหวะและเสียงขึ้นเบาลงหนักค่ะ การที่คริสโตเฟอร์อยู่ในกองถ่ายตลอดเวลาการถ่ายทำทำให้ฉันสบายใจมากๆ เพราะงานเขียนของโคเล็ตต์มักเปิดกว้างต่อการตีความ เราก็เลยจำเป็นต้องมีเขาอยู่ในกองถ่ายเพื่อปรึกษาถึงเรื่องแรงจูงใจและกระบวนการคิดอ่านของตัวละครค่ะ”
ความท้าทายอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือวิธีการทำงานของเฟรียส์ “เราไม่ซ้อมกันเลยค่ะ” เธอกล่าวกลั้วหัวเราะ “เราจะซ้อมแค่ในวันถ่ายทำ มันก็เลยเป็นอะไรที่ยากจริงๆ แต่มันเป็นวิธีการทำงานของสตีเฟนค่ะ มันยากในตอนที่บทมาเปลี่ยนแปลงเอาในตอนนาทีสุดท้าย คือฉันใช้เวลาท่องบทและเรียนรู้จังหวะของบทพูดพวกนั้นตั้งนาน แล้วพวกเขาก็มาเปลี่ยนมันในตอนที่เรามาถึงกองถ่าย! พอถ่ายทำเสร็จ ฉันก็จะส่งข้อความอย่างสุภาพไปหาพวกเขาว่า ‘ฉันรู้ว่าคุณต้องแก้ไขบท แต่ช่วยบอกเราให้เร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม!’ แต่จริงๆ นะคะ การร่วมงานกับสตีเฟนเป็นอะไรที่เยี่ยมมาก เขาเป็นคนน่ารักมากๆ เขาเดินไปมารอบกองถ่ายเหมือนเป็นตาแก่ขี้บ่นแต่เขาก็เป็นคนที่ตลกและฉลาด และการได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่มีความสามารถแบบเขาก็เป็นความสุขจริงๆ ค่ะ”
การหานักแสดงมารับบทแชร์คลีก็เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง ทีมผู้สร้างต้องการนักแสดงชายที่ดูเหมือนอายุ 19 ได้อย่างแนบเนียนในตอนเริ่มต้นเรื่อง และสามารถสวมบทของเด็กหนุ่มเห็นแก่ตัวที่เอาแต่ใจ แต่ก็มีคุณสมบัติในแบบที่ผู้ชมจะเห็นอกเห็นใจเขาได้
เฟรียส์ได้ออดิชันนักแสดงอเมริกันหลายคน แต่ผู้ที่สวมบทเด็กหนุ่มที่มีความเป็นชายชาตรีแต่ก็อ่อนไหว หยิ่งยะโสแต่ก็เปราะบาง เด็กหนุ่มที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มผู้ตระหนักว่าหญิงคนรักที่อายุมากกว่าเขามีความหมายต่อเขามากเพียงใดได้อย่างสมจริงก็คือนักแสดงหน้าใหม่ รูเพิร์ต เฟรนด์ เขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ทั้งหลายที่เฟรียส์ได้ส่งเสริมและกลายเป็นดาราที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งรวมถึงจิเวเทล เอจิโอโฟร์ (Dirty Pretty Things), ไมเคิล ชีน (The Deal), แจ็ค แบล็ค (High Fidelity) และแดเนียล เดย์-ลูอิส (My Beautiful Laundrette)
“เชอรีอายุ 19 ปีตอนที่เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นครับ” เฟรนด์บอก “เขาเป็นเด็กหนุ่มเอาแต่ใจที่ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ไร้สิ่งผูกมัด แต่เขาก็ยังขาดประสบการณ์ และแม่เขาก็รู้ดีว่าเขาต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกิริยา มารยาทและการดำเนินบทสนทนา และ เลอา ก็มีประสบการณ์ยาวนานที่สามารถสอนเขาได้โดยไม่โอนอ่อนตามความเห็นแก่ตัวของเขา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านไปหกปีเมื่อลีอารู้เรื่องการแต่งงานคลุมถุงชนระหว่างเขากับเอ็ดเม พอเธอรู้ เธอก็รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง และ เชอรี ก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าเขาอยากอยู่ที่ไหนกันแน่ ระหว่างอยู่กับลีอาหรืออยู่กับชีวิตคู่ธรรมดาๆ ที่จะทำให้เขาได้รับการนับหน้าถือตาน่ะครับ”
การค้นหากุญแจที่จะทำให้เขาสวมบทนี้ได้ก็เป็นความท้าทายสำหรับเฟรนด์เช่นกัน “มันมีอะไรบางอย่างที่ยากจะเข้าใจเกี่ยวกับแชร์คลีครับ” เขาอธิบาย “แล้วมันก็มีความรู้สึกที่เฉยเมยไม่รู้สึกรู้สาเกี่ยวกับตัวเขาด้วย เขาเป็นฝ่ายรับการกระทำ ซึ่งทำให้มันเป็นเรื่องยากมากๆ ถ้าคุณพยายามจะหาว่าอะไรที่เป็นตัวขับดันคนคนหนึ่งได้ และคำตอบคือไม่มีอะไรเลย มันก็ทำให้การทำความเข้าใจตัวละครตัวนี้ยากขึ้นมาก แต่ถึงมันจะยากขึ้น แต่ถ้าคุณพบคำตอบ มันก็คุ้มค่ามากครับ”
ในตอนที่เขาต้องการแรงบันดาลใจ เฟรนด์ก็กลับไปอ่านนิยายต้นฉบับของโคเล็ตต์ “โคเล็ตต์เป็นนักเขียนที่เก่งมากๆ ครับ” เฟรนด์บอก”เธอสามารถถ่ายทอดอะไรบางอย่างออกมาได้ภายในเพียงแค่ประโยคเดียว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต่อคุณในการมองเห็นภาพรวมของตัวละครตัวนั้นหรือทั้งเหตุการณ์นั้นน่ะครับ”
สำหรับการร่วมงานกับทีมงานพรสวรรค์ที่น่ายำเกรงแบบนี้ เฟรนด์ได้บอกว่า “คงเป็นการโกหกถ้าผมบอกว่ามันไม่ได้น่ากลัวเลยที่ต้องแสดงประกบมิเชลล์ ไฟเฟอร์และเคธี เบทส์ แต่พอเราเริ่มทำงาน พวกเธอก็กลายเป็นมาดามเปลูซ์และลีอาครับ ผมต้องคิดถึงพวกเธอแบบนั้นไม่อย่างนั้นผมคงจะลุกจากเตียงขึ้นมาไม่ได้ในทุกเช้าเพราะผมกลัวจนตัวสั่นน่ะสิครับ! แต่พอคุณได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับนั้น คุณก็จะผลักดันตัวเองให้ไปอีกขั้นหนึ่ง และพวกเธอก็เป็นมืออาชีพและใจดีกับผมมากๆ ครับ”
ถ้าเขารู้สึกหวาดหวั่นจริง เขาก็ไม่แสดงออกเลยซักนิด “รูเพิร์ตอายุน้อยแต่ก็ฉลาดมากๆ ค่ะ” ไฟเฟอร์กล่าว “เขาเป็นสุภาพบุรุษตลอดทั้งการถ่ายทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างฉากที่ท้าทาย และถึงเขาประหม่า เขาก็เก็บความรู้สึกได้ดีมากๆ ค่ะ”
เขายังบอกอีกว่า การร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์เป็นความยินดีที่พิเศษสุด “สตีเฟนเพอร์เฟ็กต์สำหรับโคเล็ตต์เพราะทั้งคู่ต่างก็มีไหวพริบเหลือเชื่อและก็รักในอารมณ์ขันแกมเหน็บแนม พวกเขาทั้งคู่ต่างมองหามุมมองที่จิกกัดน่ะครับ โคลเล็ตต์สร้างโลกที่ผู้คนต่างก็ระแวงกันและกัน แต่ก็ชื่นชอบกันและกันด้วยเหมือนกัน แต่มันก็เป็นโลกของการลับคมกันทางฝีปาก ที่ซึ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ภายในชั่วอึดใจเดียว มันเป็นโลกที่แปรปรวน ซึ่งนั่นก็คือสตีเฟนด้วยเหมือนกันครับ”
สำหรับบทแม่ของ เชอรี ทีมผู้สร้างได้ตรงเข้าทาบทามเคธี เบทส์ และนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดก็กระโจนเข้าหาโอกาสที่จะได้รับบทมาดามเปลูซ์ ผู้กลายเป็นหญิงกลางคนผู้ขื่นขมระทมใจ แต่เธอก็ยังคงเป็นตัวละครที่น่าขันเพราะความร้ายกาจปลิ้นปล้อนของเธอ
สตีเฟน เฟรียส์กล่าวว่า “พอชื่อของเคธีปรากฏขึ้นมา ผมก็รู้ว่าเธอมีอารมณ์ขันแบบที่จะสวมบทนี้ได้ การถ่ายหนังเป็นเรื่องของการรวมกลุ่มคนที่เข้ากันได้ คุณพยายามจะสร้างให้ได้หนังที่ใช่ ดังนั้นทุกคนก็ต้องทำหนังเรื่องเดียวกัน และผมก็รู้ว่าเคธีจะเข้ากันได้กับหนังเรื่องนี้ครับ”
ไม่ใช่แค่ตัวละครของมาดามเปลูซ์และโอกาสที่จะได้ดื่มด่ำไปกับยุคสมัยนั้นเท่านั้นที่เป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับเบทส์ แต่มันยังรวมถึงการได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์ด้วย
“โสเภณีชั้นสูงพวกนี้เป็นคนที่มีอำนาจ อิทธิพลและความร่ำรวยค่ะ” เธอบอก “เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยความรุ่งโรจน์ของพวกเธอและมาดามเปลูซ์ก็เหมือนเพื่อนๆ ร่วมอาชีพเดียวกันที่ไม่ได้ทำงานอีกต่อไปแล้ว เธอก็เลยใส่ใจในเรื่องของเงินทองมากๆ เธอรู้ว่าตอนนี้เธอไม่มีหนทางจะหาเงินอีกต่อไปแล้วเว้นแต่ว่าเธอจะต้องใช้เงินของเธออย่างชาญฉลาด มันทำให้เธอกลายเป็นจอมบงการ เธอบงการทุกอย่างและทุกคนตามความพอใจของตัวเอง เธอหลอกใช้ลีอา ผู้ซึ่งเป็นคู่แข่งกับเธอมาโดยตลอด และลูกชายของตัวเองเพื่อให้ได้สิ่งที่เธอต้องการ ซึ่งก็คือเงินค่ะ”
อย่างที่มิเชลล์ ไฟเฟอร์อธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างลีอาและมาดามเปลูซ์เกิดจากความจำเป็นมากกว่าความรักใคร่ชอบพอกันที่แท้จริง “ถึงแม้ผู้หญิงพวกนี้จะพึ่งพาตัวเองได้มากแค่ไหน แต่พวกเธอก็ยังถูกกีดกันและถูกตัดสินจากคนอื่นๆ ในสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างลีอาและมาดามเปลูซ์ก็เลยมีความเป็นพวกพ้องเดียวกันเพราะพวกเธอเข้าใจโลกของกันและกันและความหมายของการเป็นโสเภณีชั้นสูงค่ะ มันก็เหมือนทุกอาชีพนั่นแหละ ที่มีแต่คนที่ทำอาชีพเดียวกันเท่านั้นถึงจะเข้าอกเข้าใจกันได้จริงๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอก็ยังแฝงความชิงดีชิงเด่นเข้าไปด้วย บางทีในอดีตอาจจะเป็นเรื่องของผู้ชายแต่ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องของเชอรี มาดามเปลูซ์อาจจะบงการทุกอย่างก็จริง เพราะเธออยากให้คนอื่นดูแลลูกชายที่นอกลู่นอกทางของเธอและแบกรับภาระทางการเงินของการต้องดูแลเขา แต่ฉันสงสัยว่ามันยังมีความเป็นปรปักษ์ในการแย่งชิงตัวเขาซ่อนอยู่ลึกๆ ด้วยค่ะ”
“มาดามเปลูซ์ไม่ใช่แม่ที่ดีค่ะ” นักแสดงหญิงกล่าว “โสเภณีชั้นสูงโดยทั่วไปไม่ชอบการมีลูกเพราะมันจะบ่งบอกถึงอายุของตัวเอง ปกติพวกเธอจะไปอยู่กับอาร์คดยุคหรือเจ้าชายคนนั้นคนนี้เป็นเวลาปีหรือสองปี แล้วลูกๆ ของพวกเธอก็จะถูกฝากไว้อยู่ภายใต้การดูแลของเพื่อนหรือคนรับใช้ ดังนั้นแชร์คลีก็คงจะมีวัยเด็กที่โดดเดี่ยวและไม่มีความสุขมากๆ เขาอยู่ไม่ติดที่ และไม่มีรากเหง้าที่แท้จริง เขาคงจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเขาเป็นใคร ฉันมองเห็นว่าเขาเป็นเหมือนคนเถื่อนที่ไม่มีความผูกพันกับใครทั้งนั้น เป็นเหมือนเด็กที่ไม่ได้รับการฝึกสอนน่ะค่ะ เขามีอิสระก็จริง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันดี”
“มาดามเปลูซ์เป็นห่วงเขาเพราะเขายังอายุน้อยแต่ก็ปล่อยตัวไปกับสุราเมรัย และเขาก็เผาผลาญเงินทองเธอเป็นว่าเล่น เธอก็เลยจัดแจงให้เขาไปอยู่กับลีอาเพื่อที่เธอจะได้สอนเรื่องทางโลกให้กับเขาและจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเขาแทนเธอด้วย มันจะทำให้เขาไม่ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน และทำให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่พร้อมสำหรับการแต่งงาน ซึ่งมันจะทำให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้นค่ะ”
แน่นอนว่าการจัดการให้เขาแต่งงานออกไปหมายถึงค่าสินสอด “เธออาจจะสาธยายให้ลีอาฟังว่าเธออยากอุ้มหลาน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของเงิน เพื่อที่เธอจะได้ใช้ชีวิตวัยชราได้อย่างสบาย แม้ว่าเธอจะอยากให้เขาแต่งงานแต่งการ ได้รับการนับหน้าถือตา อยู่กับคนที่รักและร่ำรวย ทุกอย่างที่เธอไม่เคยได้สัมผัสในตอนที่เธอเป็นหญิงสาวที่ประกอบอาชีพนี้ก็ตามน่ะค่ะ”
ต่างกับลีอา เดอ ลอนวอล ผู้มีความมั่นใจที่จะมองไปยังอนาคตและยอมรับความทันสมัยที่เริ่มจะส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและสังคมฝรั่งเศส มาดามเปลูซ์ยังคงยึดมั่นถือมั่นกับอดีต เมื่อเธอไม่สามารถทำใจยอมรับความงามที่โรยราลงของตัวเองได้ เธอก็เลยชดเชยด้วยการห้อมล้อมตัวเองด้วยข้าวของราคาแพงที่ไร้รสนิยม ที่อวดความร่ำรวยของเธอ “บ้านของเธอเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของขวัญทุกอย่างที่เธอได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นเหมือนที่ระลึกจากคนรักของเธอน่ะค่ะ” เบทส์อธิบาย
ไม่ใช่แค่ตัวละครของมาดามเปลูซ์และโอกาสที่จะได้ดื่มด่ำไปกับยุคสมัยนั้นเท่านั้นที่เป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับเบทส์ แต่มันยังรวมถึงการได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์ด้วย
“ฉันดีใจสุดๆ พอฉันได้ยินว่าสตีเฟนจะกำกับเรื่องนี้” เธอบอก “ฉันไม่มีเวลาซ้อมสำหรับหนังเรื่องนี้เลย ในตอนเช้า พอฉันมาถึงฉันก็จะไปลองชุด แล้วพอวันถัดไป เราก็จะถ่ายทำกันเลย! ฉันแสดงแบบไม่รู้อะไรเลยซักนิด ฉันชอบการได้ซักซ้อมและเตรียมตัว แต่ในหนังเรื่องนี้ ฉันไม่ได้ทำความเข้าใจกับยุคสมัยนั้นหรือวิธีการที่จะขยับเขยื้อนตอนใส่เสื้อผ้าแบบนั้นเลย ฉันก็เลยต้องเชื่อใจสตีเฟนให้บอกฉันว่าฉันทำถูกรึเปล่า แต่เขาก็คอยให้คำแนะนำฉันอยู่ตลอดเวลา ข้างหลังกล้องนั่น และเขาก็เป็นเหมือนวาทยากรค่ะ ฉันพูดได้เพียงว่าเขาเป็นคนที่ถ่อมตัว น่ารัก ตลกขบขัน ไม่ถือตัวและไม่เหมือนใครค่ะ เขาใส่เอาความมีระดับ ความฉลาด ความมีไหวพริบและอารมณ์ขัน อารมณ์ขันแกมเหน็บแนมแบบอังกฤษ เข้าไปในหนังเรื่องนี้ การร่วมงานกับเขาสนุกมากและนั่นก็สิ่งที่ฉันได้จากกองถ่ายหนังเรื่องนี้ค่ะ”
นักแสดงคนอื่นที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยได้แก่เฟลิซิตี้ โจนส์ในบทเอ็ดเม ภรรยาสาวของแชร์คลี ผู้ตัดสินใจที่จะประคองชีวิตคู่ของเธอให้รอด และพบว่าแชร์คลีเป็นคนที่เข้าใจในตัวเธอ, ไอเบน ฮเจเจิ้ลในบทมารี-ลอร์ แม่ใจหินของเอ็ดแม่ ผู้เป็นโสเภณีชั้นสูง และอานิต้า พอลเลนเบิร์กในบทอดีตโสเภณีชั้นสูง ผู้เป็นเจ้าของโรงฝิ่น
เมื่อได้นักแสดงครบชุด และได้รับเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากอารามิด เอนเตอร์เทนเมนต์, เอ็นอาร์ดับบลิว ฟิล์มสติตุงในเยอรมนีและพรีเมียร์ ฟันด์จากสภาภาพยนตร์อังกฤษ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เริ่มเปิดกล้องในเดือนเมษายนในกรุงปารีสและเบียร์ริทซ์ก่อนที่จะย้ายไปถ่ายทำฉากภายในที่เอ็มเอ็มซี โคโลเนียม สตูดิโอส์ในเยอรมนี เมื่อได้เทรซีย์ ซีวอร์ดและแอนดรัส ฮาโมริ มารับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง ทีมงานเบื้องหลังกล้องที่มารวมตัวกันก็ได้แก่ผู้กำกับภาพดาริอุส คอนด์จิ (Funny Games, Se7en), คอมโพสเซอร์อเล็กซานเดร เดสแพลท (The Queen, Lust, Caution, Syriana), ผู้ออกแบบงานสร้าง อลัน แม็คโดนัลด์ (The Queen, Kinky Boots), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คอนโซลาต้า บอยล์ (The Queen), ช่างแต่งหน้าและทำผม แดเนียล ฟิลลิปส์ (The Queen, The Edge of Love) และมือลำดับภาพลูเซีย ซูเช็ตติ (The Queen)

การเนรมิตยุคสมัยเก่า

สตีเฟน เฟรียส์ หนึ่งในผู้กำกับที่ใจดีที่สุดในเรื่องของการร่วมงานกับหัวหน้าทีมงานสร้างสรรค์ของเขา ยืนกรานว่าเขาได้พึ่งพาผู้กำกับภาพ ผู้ออกแบบงานสร้างและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของเขาอย่างเต็มที่ในเรื่องลุคของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่สำหรับคนที่ทำงานกับเขาก็รู้ว่าการมีส่วนร่วมของเขาจำเป็นต่อการสร้าง CHÉRI ขนาดไหน คอมโพสเซอร์อเล็กซานเดอร์ เดสแพลทบอกว่า “เขาบอกว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับดนตรีหรือดีไซน์เหรอครับ เขาโกหกชัดๆ! สตีเฟนมีสัญชาตญาณชั้นเยี่ยมว่าหนังต้องการอะไรและเขาก็รู้ดีว่าอะไรจะเวิร์คถ้าพวกมันถูกจับมาอยู่ด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องดนตรี เขาไม่ได้ขอให้ผมมาเปลี่ยนคอร์ดหรือโน้ตตัวนั้นตัวนี้ แต่เขาจะบอกว่าทำให้มันรุนแรงกว่านี้ เถื่อนกว่านี้ หรือพลิ้วไหวกว่านี้ และเขาก็มีส่วนร่วมกับงานมากๆ ครับ”
CHÉRI เป็นการร่วมงานครั้งแรกระหว่างผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัล ดาริอุส คอนด์จิกับเฟรียส์ “สตีเฟนเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับภาพมากๆ ครับ” คอนด์จิกล่าว “เขามีความรู้สึกว่าอะไรที่ใช่หรือไม่ใช่สำหรับอารมณ์ตรงนั้น แต่เขาต่างกับผู้กำกับคนอื่นตรงที่เขาไม่ได้พูดถึงมุมหรือตำแหน่งกล้อง ในการร่วมงานกับสตีเฟน สิ่งที่จะชัดเจนกว่าก็คืออารมณ์ที่หนังเรื่องนี้ควรจะถ่ายทอดออกมาครับ”
“เราคุยกันถึงยุคนั้น ทั้งในเรื่องของอารมณ์ บรรยากาศและลุคของมัน” เขากล่าวต่อ “การพูดคุยของเรารรวมถึงผลงานของแม็กซ์ โอฟัลส์, ฌอน เรนัวร์และผลงาน The Conformist ของแบร์โตลุชชี แม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกัน รวมไปถึงภาพเขียนอิมเพรสชันนิสต์ทั้งหลาย เพราะในแง่หนึ่งแล้ว คอลเล็ตต์ก็เป็นนักเขียนอิมเพรสชันนิสต์เหมือนกัน แต่ผมไม่เคยพยายามจะเลียนแบบภาพเขียน มันก็แค่จะต้องมีการอ้างอิงถึงศิลปะบ้าง และมันก็จะต้องส่งผลต่ออารมณ์ของเรื่องด้วยครับ”
ฉากหลังของเรื่อง ปี 1906 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปกำลังจะก้าวเข้าสู่ความทันสมัย ก็ส่งผลต่อวิธีการทำงานของคอนด์จิเช่นกัน “มาดามเปลูซ์ยึดติดกับอดีตในขณะที่ลีอามองไปข้างหน้า และความแตกต่างระหว่างตัวละครทั้งคู่นี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการให้แสง ที่บ้านของลีอา กล้องจะสว่าง สดใสและเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระ แต่พอเราไปในบ้านของมาดามาเปลูซ์ ซึ่งทั้งมืด อึดอัดและเต็มไปด้วยของแพงๆ ที่ไร้รสนิยม กล้องก็จะอยู่กับที่และหนักอึ้งครับ”
การทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็นำมาซึ่งความน่ายินดีที่น่าประหลาดใจบางอย่างสู่ผู้กำกับภาพเอง “ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าผมชอบการถ่ายทำในปารีส!” คอนด์จิบอก “บางทีมันอาจเป็นเพราะความเป็นพีเรียด หรือเป็นเพราะวิธีการทำงานของสตีเฟนก็ได้ แต่การทำงานในหนังเรื่องนี้น่าตื่นเต้นกว่าเรื่องอื่นๆ ที่ผมเคยร่วมงานมาเลยครับ”
อลัน แม็คโดนัลด์ ผู้เคยร่วมงานกับเฟรียส์มาก่อนใน The Queen ได้เข้ามารับงานผู้ออกแบบงานสร้างในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับยุคปี 1906 ซึ่งเป็นฉากของภาพยนตร์เรื่องนี้และการค้นคว้านี้เองที่เป็นแรงบันดาลให้เกิดลุคที่ตรงกันข้ามกันระหว่างโลกของลีอาและมาดามเปลูซ์
“ผมรู้ว่าเรากำลังรับมือกับช่วงเวลาของนวัตกรรมใหม่ๆ” แม็คโดนัลด์กล่าว “เราคิดถึงตัวเองว่าเป็นนักประดิษฐ์ก็จริง แต่เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมต้องผ่านความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง และส่วนหนึ่งของนวัตกรรมใหม่ๆ ในยุคนั้นก็เช่นการเดินทางทางรถไฟ ไฟฟ้า การถ่ายภาพ รถและโทรศัพท์ มาดามเปลูซ์ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้แต่ผมมองว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ในอดีต เธอรู้ว่าอะไรที่เหมาะกับเธอและเธอก็จะอยู่กับมันตลอดไป ในขณะที่ลีอาเข้าใจดีว่ากระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังพัดผ่านสังคมไปครับ”
ในการใช้ภาพถ่ายเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับบ้านของเลอาและใช้ภาพอิมเพรสชันนิสต์, โพสต์-อิมเพรสชันนิสต์และซิมโบลลิสต์เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับบ้านของมาดามเปลูซ์ แม็คโดนัลด์ได้สร้างลุคที่แตกต่างกันสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาสองแบบ ในขณะที่บ้านของมาดามเปลูซ์ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราที่ไม่เข้ากันและข้าวของรวมถึงงานศิลปะจากศตวรรษที่ 19 หรือก่อนหน้านั้น บ้านที่เลิศหรู โอ่โถงของลีอาก็จะสะท้อนถึงรสนิยมมีระดับในเรื่องศิลปะและดีไซน์แบบสมัยใหม่
ภายในบ้านของมาดามเปลูซ์ ซึ่งถ่ายทำที่ชาโตแห่งหนึ่งนอกเมืองปารีสไป 20 กิโลเมตร เต็มไปด้วยของที่มาจากร้านขายวัตถุโบราณในปารีสและฝ่ายจัดหาอุปกรณ์ประดับฉาก ซึ่งรวมถึงนกสตัฟฟ์ หัวสัตว์ ม่านกำมะหยี่ หนังสัตว์ เชิงเทียนและแจกันเคลือบทอง นาฬิกาที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง โต๊ะหินอ่อน พรมถัก และขวดเหล้าคริสตัลหนักอึ้ง ทุกสิ่งบ่งบอกถึงคนที่มีเงินมากเกินไปและมีรสนิยมน้อยเกินไปทั้งสิ้น
“มันยังมีภาพเหมือนมาดามเปลูซ์ตอนที่ยังเป็นสาวอยู่ด้วยครับ” แม็คโดนัลด์กล่าว “และมันก็แสดงให้เห็นว่าเธอเคยเป็นหญิงงามขนาดไหน แต่ตอนนี้มันเป็นเพียงแท่นบูชาความวัยเยาว์ของเธอและเป็นเครื่องเตือนให้ผู้ชมรำลึกถึงพลังที่เกิดจากความงามของเธอครับ”
บ้านของเลอาก็สร้างขึ้นมาได้ยากไม่แพ้กัน แต่แม็คโดนัลด์และทีมงานโชคดีที่ได้โลเกชันถ่ายทำหลักเป็นวิลลาที่ออกแบบและครอบครองโดยเฮ็คเตอร์ กุยมาร์ด สถาปนิกผู้ออกแบบทางเข้าแบบอาร์ตนูโวของสถานีรถไฟปารีส เมโทร
“ลีอาเดินหน้าไปพร้อมกับยุคสมัยครับ” แม็คโดนัลด์อธิบาย “เธอยอมรับความเป็นสมัยใหม่ของอาร์ตนูโว ในขณะที่บ้านของมาดามเปลูซ์ดูภายนอกจะใหญ่โต แต่กลับมีห้องหับเล็กกระจิ๋ว บ้านของลีอาจะมีห้องที่โอ่โถง ให้ความรู้สึกที่เปิดกว้าง สบายกว่า เมซง กุยมาร์ดเป็นหนึ่งในบ้านหลังแรกๆ ที่มีระบบทำความร้อนส่วนกลาง และเมื่อไม่มีเตาผิง มันก็เปิดโอกาสให้สถาปนิกเปิดห้องกว้างขึ้นและยอมให้แสงเข้ามาจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งผ่านทางประตูแบบฝรั่งเศสด้วย”
ดีไซน์ของห้องนี้สะท้อนถึงความรักในความทันสมัยของลีอา แทนที่จะประดับผนังด้วยภาพเขียน แม็คโดนัลด์กลับใช้วอลล์เปเปอร์ ที่จำลองมาจากแบบดีไซน์สมัยนั้น ที่เป็นสีพาสเทลหวานๆ ทั้งสีม่วงอ่อน เทาและฟ้า และของประดับผนังเรียบๆ ด้วยความที่ลีอาเป็นอิสระจากการถูกพันธนาการด้วยคอร์เซ็ทและสุ่มกระโปรง เฟอร์นิเจอร์ของเธอก็เลยจะผ่อนคลายกว่าด้วยรูปทรงและเส้นที่เรียบง่ายแต่หรูเลิศ นอกจากนี้ แม็คโดนัลด์ยังใช้ดอกไม้และต้นไม้มาประดับภายใน เพื่อสะท้อนถึงความแตกต่างกับซากสัตว์ในคฤหาสน์ของมาดามเปลูซ์อีกด้วย
ห้องส่วนตัวของเลอา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้น ถูกสร้างขึ้นที่เอ็มเอ็มซี โคโลเนียม สตูดิโอส์ในเยอรมนี ที่ซึ่งแม็คโดนัลด์ได้ออกแบบเตียงอาร์ตนูโวที่สวยงามขึ้นมา โลเกชันอื่นๆ ยังรวมถึงโรงแรมโฮเตล ดู พาเลสในเบียร์ริทซ์ ที่ซึ่งลีอาหนีไป และในปารีสก็จะมีโรงแรมเรจินา, เซนต์ เอเตียง ดู มอนท์ โบสถ์ที่แชร์คลีและเอ็ดเมแต่งงาน ภัตตาคารแม็กซิมอันเลื่องชื่อ ซึ่งถูกใช้เป็นภัตตาคารดรากอน โบล ที่ซึ่งแชร์คลีใช้เวลายามเย็นอยู่กับวิคกอมท์ เดสมอนด์ เพื่อนสนิทของเขา
คอนโซลาตา บอยล์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายได้ใช้ประโยชน์จากความแตกต่างระหว่างตัวละครเอกฝ่ายหญิงทั้งคู่ในเรื่องด้วย “ลุคของลีอามีความเรียบง่ายค่ะ” เธอบอก “และพื้นที่ว่างที่เก๋ไก๋ในบ้านของเธอก็แสดงถึงความมั่นใจของเธอ เธอเป็นผู้หญิงที่มีรสนิยมเยี่ยมและไม่ถูกครอบงำด้วยสิ่งต่างๆ ค่ะ เธอมีทุกอย่างครบถ้วนแต่ก็ไม่โอ้อวด ในขณะที่เปลูซ์มองว่าวัตถุต่างๆ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสำเร็จและสถานะของเธอค่ะ”
แรงบันดาลใจที่ได้จากการค้นคว้าภาพเขียนอิมเพรสชันนิตส์ทำให้บอยล์ออกแบบชุดคอสตูมทั้งหมดสำหรับตัวละครเอกของเรื่อง ในขณะที่ชุดของมาดามเปลูซ์จะประดับประดาอย่างหรูหราและหนักอึ้ง และเธอก็ยังสวมหมวกใบใหญ่ฉูดฉาด สไตล์ของลีอาจะไม่ยุ่งยากและดูเก๋กว่า และขับเน้นความสดใสและความงามของเงาร่างเธอออกมา
บอยล์ทำงานอย่างใกล้ชิดกับแดเนียล ฟิลลิปส์ ช่างแต่งหน้าและทำผม ผู้ซึ่งการค้นคว้าของเขารวมถึงแฟชันหมวกในสมัยนั้นด้วย สไตล์ผมที่อ่อนนุ่มในสมัยนั้นถูกทำให้แรงขึ้นสำหรับมาดามเปลูซ์ในขณะที่เขาเลือกใช้สไตล์ที่สวยกว่าและฉูดฉาดน้อยกว่าสำหรับลีอา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพเขียนของกุสตาฟ คลิมท์
สำหรับเชอรี ชายหนุ่มผู้ยากต่อการเข้าใจ บอยล์ไม่เพียงแต่จะได้แรงบันดาลใจจากความงามทางร่างกายของเขาเท่านั้น แต่เธอยังได้แรงบันดาลใจจากโลกของบัลเลต์ ดนตรี ละครเวทีและวัฒนธรรมที่ลีอาได้แนะนำให้เขารู้จัก “ชายหนุ่มในปารีสสมัยนั้นหมกมุ่นกับเรื่องเสื้อผ้า เครื่องประดับและเนื้อผ้า ซึ่งเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากๆ พูดง่ายๆ ก็คือเขาเป็นผู้ชายสำรวยน่ะค่ะ”
องค์ประกอบสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคอมโพสเซอร์อเล็กซานเดร เดสแพลท ผู้ซึ่งผลงานดนตรีของของเขาจาก The Queen ทำให้เขาได้รับรางวัลอคาเดมี อวร์ดสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เดสแพลท ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นยุคสมัยที่แซงต์-ซงส์, เดอบุสชีและราเวลรุ่งเรือง และความนิยมตะวันออกและความลี้ลับมีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรม ได้แต่งดนตรีที่ผสมผสานความเลิศหรูของดนตรีแบบฝรั่งเศสเข้ากับความแปลกหูของเสียงไวโอลินจีน
“ดนตรีที่ดีที่สุดจะช่วยดึงเอาอารมณ์ที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในหน้าจอชัดเจนออกมาครับ” เดสแพลทอธิบาย “แชร์คลีเป็นตัวละครที่เศร้าสร้อย อ่อนไหวและเก็บความรู้สึกตัวเอง เขาไม่รู้จักชีวิต เขาได้แต่ใช้ชีวิตตามยถากรรมและเขาก็ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก เว้นแต่เรื่องทางเพศ ดนตรีจะต้องดึงเอาเสน่ห์เย้ายวนของหนังออกมา เพราะนี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กหนุ่มวัย 19 ที่แทบไม่รู้อะไรเลยแต่มีเสน่ห์ทางเพศล้นเหลือ และผู้หญิงวัย 40 กว่าๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องทางเพศครับ”
“แล้วมันก็เป็นหนังที่มีความเป็นส่วนตัวด้วย” เขากล่าวต่อ “ดังนั้นดนตรีออร์เคสตราจะรุกล้ำมากเกินไปก็ไม่ได้ ผมใช้ออร์เคสตราเล็กๆ ที่มีนักดนตรีแค่ 50-70 คน และครึ่งหนึ่งของเพลงก็ใช้แค่เครื่องสาย ผมได้นำวงเครื่องเสียงทรีโอ ที่มีวิโอลาเล่นนำด้วยโน้ตที่สูงกว่าเพื่อทำให้ซาวน์มันมืดหม่นขึ้นครับ”
ไม่ใช่แค่บทภาพยนตร์เท่านั้นที่เป็นแรงบันดาลให้กับเดสแพลท เขารู้สึกประทับใจไปกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงนำทั้งสองคนของเรื่อง “มิเชลล์ ไฟเฟอร์และรูเพิร์ต เฟรนด์มีปฏิกิริยาเคมีที่ชัดเจนมากๆ” เขาบอก “และผมก็คงไม่สามารถแต่งดนตรีเรื่องนี้ออกมาได้ถ้าไม่มีความเปราะบางและอารมณ์จากการแสดงของพวกเขาน่ะครับ”

ประวัติศาสตร์สั้นๆ เกี่ยวกับโสเภณีชั้นสูง

โสเภณีชั้นสูง หรือ grandes horizontals ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ของปารีสกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด
เหล่าโสเภณีชั้นสูงเหล่านี้ ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกด้วยความงาม ความเฉลียวฉลาด การดำเนินบทสนทนาและความสามารถอื่นๆ เป็นจุดศูนย์กลางชีวิตสังคมและการเมืองของปารีส พวกเธอได้สร้างความสำราญให้กับเหล่าบุรุษที่ทรงอำนาจที่สุดในรัฐบาล ราชวงศ์และแวดวงศิลปะ แต่พวกเธอก็ยังคงถูกตัดขาดจากกระแสสังคมและใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ถูกปิดกั้น
พวกเธอมีอิทธิพลต่อโลกแฟชัน ใช้ชีวิตอย่างเลิศหรู ในแบบที่โอ้อวดความร่ำรวยของคนรักของพวกเธอและเป็นที่ต้องการตัวท่ามกลางกลุ่มคนชั้นสูงที่ร่ำรวยที่สุดของยุโรป ผู้แข่งขันกันเพื่อให้ได้รับความสำราญจากพวกเธอ
แน่นอนว่าความสำราญที่ว่าไม่ได้ราคาถูกเลย และโสเภณีชั้นสูงที่โด่งดังที่สุดก็สะสมเงินทองได้มากมายจากการลงทุนที่สมเหตุสมผลและการซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ บุคลิกลักษณะและความงามเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของพวกเธอและโสเภณีชั้นสูงที่ชาญฉลาดที่สุดก็รู้ว่า สถานะของพวกเธออยู่ได้ตราบเท่าที่ความงามของพวกเธอยังคงอยู่
โสเภณีชั้นสูงที่โด่งดังที่สุดในสมัยนั้นก็จะมีอพอลโลนี ซาบาเทียร์ ผู้ซึ่งซาลอนของเธอได้ต้อนรับนักวิชาการมากมายเช่นโบเดอแลร์และโฟลเบิร์ต, มารี ดูเพลสซิส ผู้ซึ่งเรื่องราวของเธอถูกเล่าขานในละครเรื่อง La Dame Aux Camélias โดยอเล็กซานเดร ดูมัส, เอสเธอร์ พอลลีน ลัคแมนน์ ผู้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ ลา ไพวา และได้สมรสกับท่านเคานท์เฮนเคล ฟอน ดอนเนอร์สมาร์ค และคอรา เพิร์ล ชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งหนึ่งในคนรักของเธอคือเจ้าชายนโปเลียน

เกี่ยวกับนักแสดง

มิเชลล์ ไฟเฟอร์ รับบท เลอา เดอ ลอนวอล
โสเภณีชั้นสูง ผู้ซึ่งความงดงาม กิริยามารยาทและเสน่ห์ที่โดดเด่นทำให้เธอกลายเป็นหญิงผู้ร่ำรวย เมื่อเธอตกหลุมรัก แชร์คลี ลูกชายของเพื่อนสนิท ที่ขอให้เธอดูแลเรื่องการศึกษาของเขา เธอก็ถูกบีบให้ต้องเผชิญหน้ากับความเปราะบางของตัวเอง
มิเชลล์ ไฟเฟอร์ ได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์และสาธารณชนเป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์โดยไบรอัน เดอ พัลมาเรื่อง Scarface (1983) ที่เธอได้แสดงประกบอัล ปาชิโน นับตั้งแต่นั้นมา เธอก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสามครั้ง โดยเธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Fabulous Baker Boys (1990) และ Love Field (1993) และสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Dangerous Liaisons (1989) นอกจากนั้นแล้ว Dangerous Liaisons ยังเป็นผลงานเรื่องแรกที่เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับสตีเฟน เฟรียร์สและมือเขียนบทคริสโตเฟอร์ แฮมป์ตันอีกด้วย
ผลงานของเธอยังรวมถึง Hairspray (2007) ที่เธอแสดงประกบจอห์น ทราโวลตา, ควีน ลาติฟาห์และอแมนดา ไบน์, Stardust (2007) ที่ร่วมแสดงกับแคลร์ เดนส์และโรเบิร์ต เดอนีโร, White Oleander (2002) ที่แสดงประกบเรเน เซลวีเกอร์และโรบิน ไรท์ เพนน์, I Am Sam (2001) ที่แสดงประกบฌอน เพนน์และ What Lies Beneath (2000) ที่เธอแสดงกับแฮร์ริสัน ฟอร์ด
นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบบรูซ วิลลิสใน The Story Of Us (1999), A Midsummer Night’s Dream (1999), One Fine Day (1996) ประกบจอร์จ คลูนีย์, Up Close And Personal (1996) ประกบโรเบิร์ด เรดฟอร์ด, Dangerous Minds (1995), Wolf (1994) ประกบแจ็ค นิโคลสันและ The Age Of Innocence (1993) ซึ่งร่วมแสดงโดยแดเนียล เดย์-ลูอิสและกำกับโดยมาร์ติน สกอร์เซซีอีกด้วย
ผลงานอื่นๆ ของเธอได้แก่ Batman Returns (1992), Frankie And Johnny (1991) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันที่สองระหว่างเธอกับอัล ปาชิโน, The Russia House (1990) ประกบฌอน คอนเนอรี, Married To The Mob (1988) ที่ร่วมแสดงโดยอเล็ค บัลด์วินและกำกับโดยโจนาธาน เดมม์, Tequila Sunrise (1988) ประกบเมล กิ๊บสันและเคิร์ท รัสเซล, The Witches Of Eastwick (1987) ประกบแจ็ค นิโคลสัน, เชอร์และซูซาน ซาแรนดอน, Sweet Liberty (1986) และ Ladyhawke (1985)

เคธี เบทส์ รับบทมาดามเปลูซ์
แม่ของแชร์คลี อดีตเพื่อนร่วมอาชีพของลีอา เดอ ลอนวอล เธอมีทรัพย์สมบัติมากมายและใช้ชีวิตเยี่ยงราชินี แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอได้สูญเสียความงามและพลังที่ความงามของเธอมีเหนือชายหนุ่มและโสเภณีชั้นสูงคนอื่นๆ ไปแล้ว และมันก็ทำให้เธอกลายเป็นหญิงวัยกลางคนที่ขมขื่นและมีความปรารถนาร้ายกับคนอื่น
เคธี เบทส์ เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลมากมายจากผลงานของเธอบนเวที จอแก้วและจอเงิน เธอได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำจากบทแอนนี วิลคิส แฟนผู้คลั่งไคล้ ในภาพยนตร์โดยร็อบ ไรเนอร์เรื่อง Misery (1990) เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ ลูกโลกทองคำและบาฟตา และได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์โดยไมค์ นิโคลส์เรื่อง Primary Colors (1999) เบทส์ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์และลูกโลกทองคำครั้งที่สามจากภาพยนตร์โดยอเล็กซานเดอร์ เพย์นเรื่อง About Schmidt (2002) ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดและได้รับรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลบาฟตาจากผลงานของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Fried Green Tomatoes (1991) อีกด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ Revolutionary Road (2008) ที่ร่วมแสดงโดยลีโอนาร์โด ดิคาปริโอและเคท วินสเล็ต,The Day The Earth Stood Still (2008) ที่ร่วมแสดงโดยคีอานู รีฟส์และเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี, ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด Titanic (1997), Dolores Claiborne (1995) และ Fried Green Tomatoes (1991) ที่ร่วมแสดงโดยเจสสิกา แทนดี้
นอกจากนี้ เธอยังได้พากย์เสียงภาพยนตร์สำหรับครอบครัวหลายเรื่องเช่น Charlotte’s Web (2006), The Golden Compass (2007) และ The Bee Movie (2007) อีกด้วย
ด้านจอแก้วของเธอก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน โดยเธอได้แสดงในซีรีส์ฮิตหลายเรื่องเช่นซีรีส์เอชบีโอยอดนิยมเรื่อง Six Feet Under และภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง Ambulance Girl, Warm Springs, Annie และ The Late Shift ทางเอชบีโอที่ทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในปี 1997

รูเพิร์ต เฟรนด์ รับบท เชอรี
ลูกชายผู้เอาแต่ใจและเสียคนของมาดาม เปลูซ์ อดีตโสเภณีชั้นสูง เขาอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้นในตอนที่เขาได้เข้ามาอยู่ในความดูแลของลีอา เดอ ลอนวอล เชอรี ได้เรียนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่ารักในหกปีให้หลังเมื่อเขาถูกบีบให้ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างลีอา และหญิงสาวที่แม่ของเขาเลือกให้เป็นภรรยาของเขา
รูเพิร์ต เฟรนด์ได้ฝึกฝนฝีมือการแสดงที่เว็บเบอร์ ดักกลาส อคาเดมี ออฟ ดรามาติค อาร์ต ในลอนดอน เขาได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากงานแซทเทิลไลท์ อวอร์ดปี 2005 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบริติช อินดีเพนเดนท์ อวอร์ดสาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
เขาได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นครั้งแรกจากบทมิสเตอร์วิคแฮมในภาพยนตร์ปี 2005 ที่ดัดแปลงจาก Pride And Prejudice ที่ร่วมแสดงโดยเคียรา ไนท์ลีย์และกำกับโดยโจ ไรท์ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบจอห์นนี เดปป์ใน The Libertine (2004) ด้วย ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆของเขาได้แก่ Outlaw (2007) ที่กำกับโดยนิค เลิฟ, The Moon And The Stars (2007) ที่ร่วมแสดงโดยโจนาธาน ไพรซ์และอัลเฟรด โมลินาและกำกับโดยจอห์น เออร์วิน, The Last Legion (2007) ที่ร่วมแสดงโดยเบน คิงส์ลีย์และโคลิน เฟิร์ธ และกำกับโดยดั๊ก เลฟเลอร์, Mrs Palfrey At The Claremont (2005) ที่ประกบโจอัน โพลว์ไรท์และภาพยนตร์โดยเดวิด ลีแลนด์ Virgin Territory (2007)
ล่าสุด เขาได้นำแสดงในภาพยนตร์โดยแดน ไอร์แลนด์เรื่อง Jolene (2008) และ ภาพยนตร์โดยมาร์ค เฮอร์แมนเรื่อง The Boy In The Striped Pyjamas (2008) และนอกจากนี้ เขายังจะได้แสดงประกบเอมิลี บลันท์ในภาพยนตร์เรื่อง Young Victoria (2009) ที่กำกับโดยฌอน มาร์ค วัลลีอีกด้วย

เฟลิซิตี้ โจนส์ รับบทเอ็ดเม
ลูกสาวของมารี-ลอร์ สาวสังคมชั้นสูง และภรรยาของเชอรี เอ็ดเมผู้เปราะบางกว่าภาพลักษณ์ภายนอกของเธอ รู้ดีว่าเธอจะต้องประคองชีวิตคู่ที่เกิดจากการคลุมถุงชนของเธอเอาไว้ให้ได้
เฟลิซิตี้ โจนส์ หนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดของเกาะอังกฤษ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนจากภาพยนตร์ปีที่แล้วเรื่อง Brideshead Revisited (2008) ที่เธอแสดงประกบเอ็มมา ธอมป์สัน, แมทธิว กู๊ดและเบน วิชอว์ หลังจากนั้น เธอยังได้แสดงประกบแดเนียล เคร็กใน Flashbacks Of A Fool (2008) ด้วย ปัจจุบัน เธอกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Tempest กับเฮเลน เมอร์เรน
ด้านจอแก้ว เธอได้แสดงใน Cape Wrath และ Northanger Abbey และประสบความสำเร็จในการแสดงละครเวที ซึ่งรวมถึงละครฮิตเรื่อง That Face ที่โรงละครรอยัล คอร์ทที่ลอนดอนและ The Chalk Garden ที่ดอนมาร์

ไอเบน ฮเจเจิ้ล รับบท มารี-ลอร์
โสเภณีชั้นสูงผู้เฝ้ารอให้ถึงวันแต่งงานระหว่างเอ็ดเมและแชร์คลีอย่างใจจดใจจ่อเพราะมันจะเป็นวันที่เธอจะมีอิสระในการทำงานโดยไม่ต้องดูแลลูกสาวให้ต้องลำบาก
ไอเบน ฮเจเจิ้ล ชาวเดนมาร์ก ประสบความสำเร็จในการแสดงภาพยนตร์อเมริกันและภาพยนตร์อังกฤษนับตั้งแต่เธอได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกในภาพยนตร์โดยโซเรน เคราห์-ยาค็อบสันเรื่อง Mifune ในปี 1999 เธอได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์ในภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเธอ High Fidelity (2000) ประกบจอห์น คูแซ็คและแจ็ค แบล็ค และผลงานของเธอยังรวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลเรื่อง Skaggerak (2003), Dreaming Of Julia (2003) ที่ร่วมแสดงโดยฮาร์วีย์ เคเทลและเกล การ์เซีย เบอร์นัลและ The Emperor’s New Clothes (2001) ประกบเอียน โฮล์ม
ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยเอ็ดเวิร์ด ซวิคเรื่อง Defiance (2008) ที่นำแสดงโดยแดเนียล เคร็ก, ลีฟ ชไรเบอร์และเจมี เบล

เกี่ยวกับทีมงานสร้าง

สตีเฟน เฟรียส์ (ผู้กำกับ)

สตีเฟน เฟรียส์ เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่โด่งดังที่สุดของเกาะอังกฤษ ผู้ซึ่งเคยร่วมงานกับทั้งนักแสดงและทีมงานสร้างที่มีพรสวรรค์สูงสุดของอังกฤษมาแล้วมากมาย ผลงานยอดเยี่ยมเรื่องล่าสุดของเขาคือ The Queen (2006) ซึ่งทำให้เฮเลน เมอร์เรนได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและทำให้เฟรียส์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมหลายรางวัลรวมถึงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด รางวัลบาฟตาและรางวัลลูกโลกทองคำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในบ็อกซ์ออฟฟิศหลังจากที่มันเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส
เฟรียส์เริ่มต้นทำงานที่โรงละครรอยัล คอร์ท เธียเตอร์ในกรุงลอนดอน ที่ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับลินด์ซีย์ แอนเดอร์สัน และได้ขยับขยายสู่แวดวงภาพยนตร์ในปี 1966 ในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับของผู้กำกับคาเรล ไรส์ เขาเปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย Gumshoe (1971) ภาพยนตร์ที่รำลึกถึงฟิล์มนัวร์ที่นำแสดงโดยอัลเบิร์ต ฟินนีย์ หลังจากผลงานสร้างจอแก้วที่โด่งดังหลายเรื่องและภาพยนตร์คัลท์เรื่อง The Hit (1984) ที่นำแสดงโดยจอห์น เฮิร์ท และทิม ร็อธ ผลงานที่ทำให้เขาโด่งดังเป็นครั้งแรกคือ My Beautiful Laundrette ในปี 1985 ที่แจ้งเกิดให้กับแดเนียล เดย์-ลูอิสและมือเขียนบทฮานิฟ คูเรชิ ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม เฟรียส์และคูเรชิได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Sammy and Rosie Get Laid (1987) ซึ่งพูดถึงประเด็นต่างๆ ในช่วงศตวรรษที่ 80s ในอังกฤษ เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง My Beautiful Laundrette
หลังจากนั้น เฟรียส์ก็ได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Prick Up Your Ears (1987) เรื่องราวเกี่ยวกับโจ ออร์ตัน นักเขียนบทละครชาวอังกฤษ ที่นำแสดงโดยแกรี โอลด์แมนและอัลเฟรด โมลินา ก่อนที่จะไปกำกับ Dangerous Liaisons ที่เขียนบทโดยคริสโตเฟอร์ แฮมป์ตันและนำแสดงโดยมิเชลล์ ไฟเฟอร์, จอห์น มัลโควิชและเกลนน์ โคลส ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Les Liaisons Dangereuses โดยโชเดอร์โล เดอ ลาโคล ประสบความสำเร็จอย่างสูงในพิธีประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 1989 ด้วยการคว้ารางวัลในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมและสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมสำหรับโคลส สาขานักแสดงสมทบหญิงสำหรับไฟเฟอร์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย
เฟรียส์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกครั้งในปีถัดไปจาก The Grifters (1990) ที่นำแสดงโดยจอห์น คูแซ็ค, แองเจลิกา ฮูสตันและแอนเน็ตต์ เบนนิง หลังจากนั้น เขาก็ได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Hero (1992) ที่นำแสดงโดยดัสติน ฮอฟแมนและจีนา เดวิส, Mary Reilly (1996) ที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์และจอห์น มัลโควิชและภาพยนตร์ทุนต่ำสองเรื่องที่ดัดแปลงจากนิยายโดยร็อดดี้ ดอยล์ได้แก่ The Sanpper (1993) และ The Van (1996) หลังจากนั้น เขาก็มีผลงานเรื่อง The Hi-Lo Country (1998) ที่นำแสดงโดยวู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน, บิลลี ครูดัพ, เพเนโลเป้ ครูซและแพทริเซีย อาร์เควทท์ และภาพยนตร์ชื่อดัง High Fidelity (2000) ที่สร้างจากนิยายยอดนิยมโดยนิค ฮอร์นบี้ และนำแสดงโดยจอห์น คูแซ็ค, แจ็ค แบล็คและไอเบน ฮเจเจิ้ล
เขากลับไปทำงานจอแก้วในปี 2000 ด้วย Fail Safe ที่นำแสดงโดยจอร์จ คลูนีย์และฮาร์วีย์ เคเทลและในปีเดียวกันนั้น เขาก็ได้กำกับ Liam ด้วย ในปี 2002 ดรามาทริลเลอร์เรื่อง Dirty Pretty Things ของเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในโรงภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์และเทศกาลภาพยนตร์ และได้แจ้งเกิดให้กับจิเวเทล เอจิโอโฟร์ รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมอีกด้วย ดรามาการเมืองเรื่อง The Deal ซึ่งเฟรียส์ได้สร้างให้กับแชนแนล โฟร์ในปี 2003 ได้ช่วยแผ้วทางไปสู่ The Queen และหลังจากนั้น ในปี 2005 เขาก็มีผลงานเป็นดรามาอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Mrs Henderson Presents ที่นำแสดงโดยจูดี้ เดนช์และบ็อบ ฮอสกินส์

คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน (มือเขียนบท)

คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน หนึ่งในนักเขียนบทละครร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของเกาะอังกฤษ อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดในแวดวงภาพยนตร์จากบทภาพยนตร์เรื่อง Dangerous Liaisons (1988) ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดของเขา แฮมป์ตันได้ดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่องนี้จะบทละครเวทีของเขาเองและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ บทภาพยนตร์เรื่อง Atonement ของเขาที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อดังโดยเอียน แม็คอีวานและกำกับโดยโจ ไรท์ นำแสดงโดยเคียรา ไนท์ลีย์และเจมส์ แม็คอะวอย และทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศปี 2007 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดหลายสาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ซาออยซี โรแนนและสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมสำหรับตัวแฮมป์ตัน และคว้าอคาเดมี อวอร์ดมาได้ในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
แฮมป์ตันเริ่มการทำงานในโรงละครและหนึ่งในละครที่ได้รับความนิยมสูงเรื่องแรกๆ ของเขาคือ When Did You Last See My Mother ที่จัดแสดงที่โรงละครรอยัล คอร์ท เธียเตอร์ในกรุงลอนดอนในปี 1966 เมื่อเขาอายุแค่เพียง 20 ปีเท่านั้นเอง ระหว่างที่เขาทำงานอยู่ที่รอยัล คอร์ท เขาก็ได้ดัดแปลงวรรณกรรมคลาสสิกเป็นบทละครเวที และได้เขียนบทละครดั้งเดิมขึ้นมาหลายเรื่อง ได้แก่ Total Eclipse เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนักกวีริมบ็อดและเวอร์เลน, The Philanthropist (1970), Savages (1973) และ Treats (1976) บทละครที่เขาดัดแปลงจากนิยายโดยโชเดอร์โล เดอ ลาโคลเรื่อง Les Liaisons Dangereuses ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
เขาเปิดตัวในแวดวงภาพยนตร์ด้วยบทภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์โดยไอเบนเรื่อง A Doll's House (1973) ก่อนที่จะไปเขียนบทภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง ได้แก่ The History Man (1981), The Honorary Consul (1983) และ Hotel Du Lac (1986) การเข้ามาทำงานในลอสแองเจลิสของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดละครเวทีปี 1980 เรื่อง Tales From Hollywood เรื่องราวเกี่ยวกับชาวยุโรปที่ทำงานในแวดวงภาพยนตร์อเมริกัน ซึ่งภายหลังเขาได้ดัดแปลงสำหรับบีบีซี เทเลวิชันด้วย
เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย Carrington (1995) ที่นำแสดงโดยเอ็มมา ธอมป์สันและโจนาธาน ไพรซ์ ซึ่งเขาได้เขียนบทด้วย หลังจากนั้น เขาก็ได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Secret Agent (1986) และ Imagining Argentina (2003) ผลงานการเขียนบทของเขายังรวมถึงเวอร์ชันภาพยนตร์ของ Total Eclipse (1995), Mary Reilly (1996) ซึ่งเป็นผลงานเรื่องที่สองที่เขาร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์และ The Quiet American (2002) โดยฟิลิป นอยซ์
ผลงานละครเวทีของแฮมป์ตันได้แก่ละครเวทีที่ประสบความสำเร็จทั้งเชิงรายได้และคำวิจารณ์เรื่อง Art (1996) ซึ่งเขาแปลจากบทละครโดยยัสมิน เรซาและลิเบรโต้ให้กับละครเวทีของแอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ที่ดัดแปลงจาก Sunset Boulevard โดยบิลลี ไวล์เดอร์ และได้รับสองรางวัลโทนี อวอร์ดในปี 1995

บิล เคนไรท์ (ผู้อำนวยการสร้าง)

บิล เคนไรท์ เป็นหนึ่งในผู้สร้างละครเวทีที่มีผลงานมากมายและประสบความสำเร็จสูงสุดของโลก ผลงานล่าสุดของเขาบนเวทีเวสต์เอนด์ในกรุงลอนดอนได้แก่ The Vortex (อพอลโล), Absurd Person Singular (แกร์ริค), Joseph and the Amazing Technicolor Dreamcoat (อเดลไฟ), The Letter (วินด์แฮม), Treats (แกร์ริค), The Glass Menagerie (ลิริค), Cabaret (ลิริค), Canterbury Tales (กีลกัด), Hay Fever (เฮย์มาร์เก็ต), Whistle Down the Wind (พาเลซ), Night Of The Iguana (ลิริค), Scrooge (ลอนดอน แพลลาเดียม), A Few Good Men (เฮย์มาร์เก็ต), The Big Life (อพอลโล), Elmina's Kitchen (แกร์ริค), Festen (ลิริค), Man and Boy (ดัชเชส), We Happy Few (กีลกัด), Hay Fever (เฮย์มาร์เก็ต), All's Well That Ends Well (อาร์เอสซี กีลกัด),The Taming of the Shrew and The Tamer Tamed (อาร์เอสซี ควีนส์), Tell Me on a Sunday (กีลกัด), เทศกาลจาค็อบของรอยัล เชคสเปียร์ คัมปะนี (กีลกัด), Home and Beauty (ลิริค) และ Via Dolorosa (ดัชเชส)
ความสำเร็จของเขาบนเวทีบรอดเวย์ยังรวมถึงละครเวทีที่ได้รับรางวัลโทนีหลายเรื่องเช่น Dancing at Lughnasa (แกร์ริคและพลายเมาธ์), Medea with Diana Rigg (วินด์แฮมและลองเอเคอร์, บรอดเวย์), A Doll's House ของอิบเซน (เบลาสโก, บรอดเวย์) และ The Chairs โดยโอเนสโก โปรดักชันของเธียเตอร์ เดอ คอมพลิซิท (โกลเดน เธียเตอร์, บรอดเวย์)
ในฐานะผู้กำกับ เคนไรท์เป็นผู้รับผิดชอบละครเรื่อง Whistle Down the Wind (ลอนดอน พาเลซ, ทัวร์ในอังกฤษและอเมริกา), Joseph and the Amazing Technicolor Dreamcoat (นิว ลอนดอนและทัวร์ในอังกฤษ), Jesus Christ Superstar (ทัวร์ในอังกฤษ) และ Blood Brothers (ฟินิกซ์และทัวร์ในอังกฤษ) ในขณะที่ Blood Brothers โดยวิลลี รัสเซล ที่อำนวยการสร้างโดยเคนไรท์ ก็ถูกจัดแสดงบนเวทีเวสต์เอนด์ที่ฟินิกซ์ เธียเตอร์มา 21 ปีแล้ว และนอกจากนั้น ละครเรื่องนี้ยังเคยจัดแสดงบนเวทีบรอดเวย์ที่มิวสิค บ็อกซ์ เธียเตอร์เป็นเวลาสามปี และได้รับการเสนอชื่อชิงเจ็ดรางวัลโทนี อวอร์ดมาแล้ว เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลอนดอน เธียเตอร์ คริติกส์ อวอร์ดจาก West Side Story ที่จัดแสดงที่แชฟท์เบรีและรางวัลโทนี อวอร์ดจาก Blood Brothers ที่จัดแสดงในนิวยอร์ก
ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ The Day After The Fair (1987), Stepping Out (1991), Don't Go Breaking My Heart (1999), Sundance Festival award-winner Die Mommie Die (2003) และ The Purifiers (2004)

แอนดรัส ฮาโมริ (ผู้อำนวยการสร้าง)

แอนดรัส ฮาโมริ เคยร่วมงานกับผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของโลกมาแล้วหลายคนในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมาแล้วทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด สามรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลใหญ่ๆ ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์, เวนิส, เบอร์ลินและโตรอนโต
ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ Big Nothing (2006) ที่นำแสดงโดยเดวิด ชวิมเมอร์และไซมอน เพ็กก์, ภาพยนตร์ชื่อดังโดยลาฮอส โคลไทเรื่อง Fateless (2005), ภาพยนตร์โดยเมนโน เมย์เยสเรื่อง Max (2002) ที่นำแสดงโดยจอห์น คูแซ็ค, Owning Mahowny (2003) ที่นำแสดงโดยฟิลิป เซย์มัวร์ ฮอฟแมน, มินนี ไดรฟ์เวอร์และจอห์น เฮิร์ท, The 51st State (2001) ที่นำแสดงโดยซามวล แอล. แจ็คสันและโรเบิร์ต คาไลล์, Sunshine (1999) ที่นำแสดงโดยราล์ฟ ไฟน์ กำกับโดยอิสต์วาน ซาโบ และได้รับรางวัลแคนาเดียน อคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและ eXistenZ (1999) ที่นำแสดงโดยจู๊ด ลอว์และเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ และกำกับโดยเดวิด โครเนนเบิร์ก
นอกจากนี้ เขายังได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์โดยเจเรมี โพเดสวาเรื่อง Fugitive Pieces (2007), ภาพยนตร์โดยลินน์ แรมเซย์เรื่อง Morvern Callar (2002), ภาพยนตร์โดยอะตอม อีโกยานเรื่องThe Sweet Hereafter (1997) และภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง Crash (1996) อีกด้วย

เทรซีย์ ซีวอร์ด (ผู้อำนวยการสร้าง)

เทรซีย์ ซีวอร์ดเคยร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์ใน Dirty Pretty Things (2002) ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลบาฟตา, Mrs Henderson Presents (2005) และ The Queen (2006) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลบาฟตาสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ ภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง Eastern Promises (2007), ภาพยนตร์โดยเฟอร์นานโด เมอร์เรลเลสเรื่อง The Constant Gardner (2005), ภาพยนตร์โดยแดนนี บอยล์เรื่อง Millions (2004), ภาพยนตร์โดยนีล จอร์แดนเรื่อง The Good Thief (2002) และภาพยนตร์โดยแพท เมอร์ฟีย์เรื่อง Nora (2000)

ดาริอุส คอนด์จิ (ผู้กำกับภาพ)

ดาริอุส คอนด์จิ ชาวอิหร่าน เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของโลก นับตั้งแต่เขาได้รับความสนใจจากทั่วโลกด้วยผลงานบรรเจิดของเขาใน Delicatessen (1991) เขาก็ได้ร่วมงานกับผู้กำกับระดับแนวหน้าของวงการในภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องรวมถึงภาพยนตร์โดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง Se7en (1995), ภาพยนตร์โดยเบอร์นาโด้ เบอร์โตลุชชีเรื่อง Stealing Beauty (1996), ภาพยนตร์โดยอลัน ปาร์คเกอร์เรื่อง Evita (1996), ภาพยนตร์โดยฌอน-ปิแอร์ จูเนต์เรื่อง Alien: Resurrection (1997), ภาพยนตร์โดยโรมัน โปแลนสกี้เรื่อง The Ninth Gate (1999) และภาพยนตร์โดยแดนนี บอยล์เรื่อง The Beach (2000)
เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์อีกครั้งใน Panic Room (2002) และได้ทำงานในภาพยนตร์โดยซิดนีย์ พอลแล็คเรื่อง The Interpreter (2005), ภาพยนตร์โดยหว่องกาไวเรื่อง My Blueberry Nights (2007) และภาพยนตร์โดยไมเคิล ฮาเนเก้เรื่อง Funny Games US และ The Ruins (2008)
คอนด์จิได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลบาฟตาจากผลงานของเขาใน Evita

อลัน แม็คโดนัลด์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)

อลัน แม็คโดนัลด์ได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง The Queen ปี 2006
นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับจอห์น เมย์เบรีหลายครั้งเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Man to Man ในปี 1992 ที่นำแสดงโดยทิลดา สวินตัน, Love Is The Devil (1998), The Jacket (2005) และ The Edge Of Love (2008) ที่นำแสดงโดยเคียรา ไนท์ลีย์และเซียนนา มิลเลอร์
อลันเป็นผู้รับผิดชอบลุคที่เป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่อง Rogue Trader (1999) ที่กำกับโดยเจมส์ เดียร์เดน, Kinky Boots (2005) ที่กำกับโดยจูเลียน จาร์โรลด์, Nora (2000) ที่กำกับโดยแพท เมอร์ฟีย์และ 51st State (2001) ที่กำกับโดยรอนนี ยู

คอนโซลาตา บอยล์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)

ก่อนหน้า CHÉRI คอนโซลาตา บอยล์ เคยร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์มาแล้วสี่ครั้ง ใน The Queen (2006) ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงทั้งรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลบาฟตา สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, The Van (1996), Mary Reilly (1996) และ The Snapper (1993) ผลงานของเธอยังรวมถึง ภาพยนตร์โดยออล ปาร์คเกอร์เรื่อง Imagine Me & You (2005), ภาพยนตร์โดยเดวิด แม็คเคนซีเรื่อง Asylum (2005), ภาพยนตร์โดยอังเดร คอนชาลอฟสกี้เรื่อง The Lion In Winter (2003) ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลเอ็มมี, ภาพยนตร์โดยแพท เมอร์ฟีย์เรื่อง Nora (2000), ภาพยนตร์โดยเดวิด มาเม็ตเรื่อง Catastophe (2000), ภาพยนตร์โดยอลัน ปาร์คเกอร์เรื่อง Angela’s Ashes (1999) ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลไอริช ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชัน อวอร์ด, ภาพยนตร์โดยเพน เดนแชมเรื่อง Moll Flanders (1996), ภาพยนตร์โดยแธดเดอุส โอ’ ซัลลิแวนเรื่อง Nothing Personal (1995) และภาพยนตร์โดยไมค์ นีเวลล์เรื่อง Into The West (1992)

แดเนียล ฟิลลิปส์ (ช่างแต่งหน้า)

แดเนียล ฟิลลิปส์ ช่างแต่งหน้าและช่างทำผม เจ้าของรางวัล ใช้เวลาแปดปีในการฝึกฝนฝีมือของเขาในแผนกแต่งหน้าที่บีบีซี ที่ซึ่งเขาได้ทำงานในโปรเจ็กต์ภาพยนตร์พีเรียดและร่วมสมัยหลายๆ เรื่อง ผลงานจอแก้วเรื่องล่าสุดของเขาได้แก่ The Other Boleyn Girl (2003), He Knew He Was Right (2004), Tsunami: The Aftermath (2006) และ Bleak House ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมีในปี 2006
เขาได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง The Queen (2006) ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตา ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาได้แก่ภาพยนตร์โดยจอห์น เมย์เบรีเรื่อง The Edge Of Love (2008) ที่นำแสดงโดยเคียรา ไนท์ลีย์และเซียนนา มิลเลอร์, ภาพยนตร์โดยซาอุล ดิบบ์เรื่อง The Duchess (2008) ที่นำแสดงโดยเคียรา ไนท์ลีย์, ราล์ฟ ไฟน์, ชาร์ล็อตต์ แรมพ์ลิงและเฮย์เลย์ แอทเวล, ภาพยนตร์โดยนิโคลัส ไฮท์เนอร์เรื่อง The History Boys (2006) และภาพยนตร์โดยโรเจอร์ มิเชลเรื่อง Venus (2006) ที่นำแสดงโดยปีเตอร์ โอ’ ทูลและเลสลีย์ ฟิลลิปส์

ลูเซีย ซูเช็ตติ (มือลำดับภาพ)

CHÉRI เป็นผลงานเรื่องที่สี่ที่ลูเซีย ซูเช็ตติได้ร่วมงานกับสตีเฟน เฟรียส์หลังจากภาพยนตร์เรื่อง The Deal (2003), Mrs Henderson Presents (2005) และ The Queen (2006)
ซูเช็ตติ หนึ่งในมือลำดับภาพที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเกาะอังกฤษ ได้เปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย Ratcatcher (1999) ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลที่กำกับโดยลินน์ แรมเซย์ หลังจากนั้น เธอก็ได้ร่วมงานกับแรมเซย์อีกครั้งใน Morvern Callar (2002) ได้ร่วมงานกับจอห์น โครว์ลีย์ใน Intermission (2003) และดรามาจอแก้วชื่อดัง Boy A (2007) ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลบาฟตาและเธอยังได้ร่วมงานกับไมเคิล เรดฟอร์ดใน The Merchant Of Venice (2004) อีกด้วย

อเล็กซานเดร เดสแพลท (คอมโพสเซอร์)

อเล็กซานเดร เดสแพลท ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยสตีเฟน เฟรียส์เรื่อง The Queen (2006)
ผลงานการประพันธ์เพลงของเขาประสบความสำเร็จทั้งทางคำวิจารณ์และพาณิชย์มากมายได้แก่ภาพยนตร์โดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง The Curious Case Of Benjamin Button (2008), ภาพยนตร์โดยคริส ไวส์เรื่อง The Golden Compass (2007), ภาพยนตร์โดยอังลีเรื่อง Lust, Caution (2007), ภาพยนตร์โดยสตีเฟน กาแกนเรื่อง Syriana (2005), ภาพยนตร์โดยแลสซี ฮอลสตรอมเรื่อง Casanova (2005), ภาพยนตร์โดยฌาคส์ ออเดียร์ดเรื่อง The Beat That My Heart Skipped (2005), ภาพยนตร์โดยโจนาธาน เกลเซอร์เรื่อง Birth (2004) และภาพยนตร์โดยปีเตอร์ เว็บเบอร์เรื่อง Girl With A Pearl Earring (2003)


 
4 เหตุผลที่ควรไปชม Cheri : สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ ในโรงภาพยนตร์
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 23 มิถุนายน 2552

1. นี่คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยทีมงานระดับหัวกะทิไม่ว่าจะเป็น สตีเฟ่น เฟียรส์ ผู้กำกับผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก The Queen และเป็นที่จดจำจากภาพยนตร์รักอารมณ์ละเมียดเรื่อง Dangerous Liaisons ที่เขาได้ดึงตัวทีมงานด้านฉากและเรื่องแต่งกายของ Dangerous Liaisons กลับมาร่วมงานใน CHE’RI ด้วย
2. คริสโตเฟอร์ แฮมตัน ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ถนัดในการสื่อสารอารมณ์ออกมาด้วยบทพูดที่ฉลาดเฉลียวและคมคายที่สุดคนหนึ่ง พิสูจน์ได้จากสิ่งที่เขาทำในบทหนังของ Atonement
3. ฉากรักของ มิเชล ไฟเฟอร์ และ รูเพิร์ธ เฟรนด์ ในหนังเรื่องนี้ แว่วมาว่าร้อนแรงจนขณะที่ทำการถ่ายทำผู้กำกับต้องขอให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องไปเหลือไว้เพียงแค่ช่างกล้อง ผู้ช่วย และ ตัวเขาเท่านั้น
4. ถ้าคุณคิดว่ารักแท้ของผู้หญิง ถูกวัดค่าด้วยเงินตราเท่านั้น เราขอท้า ให้คุณดูหนังเรื่องนี้ ..หากคุณไม่เชื่อว่า บางครั้งรักแท้ก็เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนที่คิดว่า ชั่วชีวิต จะไม่ขอรักใครมากกว่าที่รักตัวเอง … ก็ตามที
9 กรกฎาคม …ถ้าคุณกล้าพูดว่าไม่เคยตกหลุมรักใคร .
เราอยากลองให้คุณเปิดใจดูหนังเรื่องนี้ Che’ri เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ สกาล่า สยามสแควร์เท่านั้น


 
2 ฉากรักห้ามพลาดใน "Cheri เชอรี สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ"
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 28 มิถุนายน 2552
 
              เพราะเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องรักระหว่างโสเภณีชั้นสูง และ เด็กหนุ่มอายุ 19 ที่ต่างฝ่ายต่างตั้งใจจะแสวงหาประโยชน์จากความสุขทางกายหากเพียงแต่เขาทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานถึงหกปี ก่อนที่ฝ่ายชายจะเอ่ยปากว่าถึงวันที่เขาจะต้องแต่งงานกับหญิงสาววัยเดียวกันที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาในสังคมเสียทีด้วยพลอตเรื่องที่ลงรากลึกในเรื่องของความรักและความสัมพันธ์ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่หนังเรื่องนี้จะมีฉากรักติดเรทอยู่หลายฉาก แต่ด้วยฝีมือการถ่ายภาพและออกแบบงานสร้างจากเจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์ Dangerous Liaisons ได้ทำให้ฉากรักในหนังเรื่องนี้ งดงามและสื่อถึงความรู้สึกลึก ๆ ในใจออกมาได้เป็นอย่างดี

ฉากแรกที่ห้ามพลาด คือ ฉากรักวัดใจระหว่าง เลอา ( มิเชล ไฟเฟอร์ ) และ เชอรี ( รูเพิร์ต เฟรนด์ ) ที่บ้านในชนบทของ เลอา ที่ทั้งคู่ต่างวาดลีลาหว่านเสน่ห์กันอย่างถึงพริกถึงขิง เพื่อหวังมัดใจให้ได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ เชอรี ต้องการความสุขสบายและความสบายใจ ในขณะที่ เลอาต้องการความชุ่มชื่น ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า ยังสาวและสวยอยู่เสมอ

ฉากรักบนเตียงระหว่าง เชอรี และ เอ๊ดเม่ ( เฟลิซิตี้ โจนส์ ) สาวน้อยวัย 19 ที่เชอรีแต่งงานด้วย ด้วยความที่ลึก ๆ ในใจแล้ว เชอรี ไม่เคยลืมเลอาเลย และความรู้สึก ในใจของตัวเขาถูกถ่ายทอดออกมา ผ่านภาษาร่างกายที่เชอรี สัมผัส เอ็ดเม่ บนเตียง ซึ่งห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

CHE’RI ( เชอรี ) คือภาพยนตร์แสนสวยที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมชื่อดังของ Colette กำกับการแสดง โดย สตีเฟ่น เฟรียส ผู้กำกับผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิง 7 รางวัลออสการ์ โดยได้นำเสนอเรื่องราวรักต้องห้าม ระหว่าง เลอา ( มิเชล ไฟเฟอร์ ) สตรีผู้สวยสง่าและร่ำรวยแห่งมหานครปารีส กับ หนุ่มน้อยรูปงามวัย 19 นาม CHE’RI (เชอร์ลี รับบทโดย รูเพิร์ธ เฟรนด์ ) ผู้ที่ไม่เคยขาดสาวข้างกายในยามค่ำคืนเลยสักวัน ลูกชายของเพื่อนสนิทของเธอ ( เคที่เบธท์ ) ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความต้องการเอาชนะในท่าทางที่ยั่วยวนของฝ่ายตรงข้ามแต่เมื่อเวลาผ่านไปจากความสัมพันธ์ทางกาย ที่ทั้ง เลอา และ เชอรี ต่างรู้ดีว่าในเกมส์แห่งการยั่วยวนครั้งนี้ กฎเพียงข้อเดียวที่จะคงความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างกันและกันได้ก็คือ พวกเขาห้ามตกหลุมรักกันโดยเด็ดขาด … หากเพียงแต่ว่ามันจะเป็นไปได้ ไหม

9 กรกฎาคม …ถ้าคุณกล้าพูดว่าไม่เคยตกหลุมรักใคร Che’ri : เชอรี สัมผัสรักมิอาจห้ามใจ เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ สกาล่า สยามสแควร์เท่านั้น
 
 
 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด