เล่าถึงความสำเร็จของครูบ้านนอกในอดีตว่ามันมีความโด่งดังขนาดไหน
ครูบ้านนอกในอดีตมันเป็นหนังเงินล้านนะ
ถ้าในอดีตหนังเรื่องใดทำรายได้เกินหนึ่งล้านบาทก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงแล้ว
แต่ว่าครูบ้านนอกทำรายได้ถึง 9 ล้านบาท
ซึ่งถือว่าสูงมาก
เพราะราคาตั๋วเข้าชมในสมัยนั้นมันยังถูก
แล้วบริษัทที่สร้างหนังเรื่องครูบ้านนอกคือดวงกลมมหรสพยังเป็นบริษัทที่ใหม่มาก
เรื่องทำการตลาดอาจจะยังไม่มีประสบการณ์เท่าไร
ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราทำการตลาดดีๆรายได้อาจจะมากขึ้นกว่านี้แน่นอนในสมัยนั้น
แล้วนอกจากรายได้
ตัวหนังยังส่งผลให้คู่พระนางคู่ใหม่อย่าง ปิยะ
ตระกูลราษฎร์ และ วาสนา สิทธิเวช
แจ้งเกิดมีชื่อเสียงอย่างเต็มภาคภูมิอีกต่างหาก
รวมถึงหนังยังสามารถคว้ารางวัลได้อย่างมากมายทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ทั้งตุ๊กตาทองสาขา ผู้กำกับยอดเยี่ยม
รวมถึงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์สร้างสรรค์ดีเด่น
เรื่อง
"ครูบ้านนอก"
ในงานมหกรรมภาพยนตร์ที่นครทัชเคนท์ สหภาพโซเวียต
รัสเซีย
อีกด้วย ก็คือประสบความสำเร็จกันยกชุด
อะไรที่ทำให้หนังมันประสบความสำเร็จได้มากมายขนาดนี้
ผมว่ามันเป็นหนังที่สะท้อนภาพชีวิตคนชนบทอีสานได้อย่างชัดเจน
ตรงไปตรงมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ซึ่งมันคือความแปลกใหม่ของหนังในยุคนั้น
และเนื้อหาก็เป็นหนังที่สนุกไม่น่าเบื่อ
มีความประทับใจในส่วนที่เป็นดราม่าสูง
แล้วที่สำคัญมันเป็นเรื่องอุดมการณ์ของคุณครูด้วย
ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีหนังประเภทนี้เท่าไร
คือคนที่ได้ดูแล้วก็มีจิตสำนึกที่จะมาเป็นครูบ้าง
บางคนอยากที่จะไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่ตามชนบทเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของคนทำหนังอย่างผมด้วยครับ
เป็นหนังที่ใช้พระนางหน้าใหม่ในสมัยนั้น
รวมถึงเนื้อหาที่แปลกใหม่ด้วย
มันส่งผลต่อการทำหนังบ้างรึเปล่า
คือผมอยากให้หนังเกิดความสมจริงมากที่สุด
ผมเลยคิดว่าน่าจะใช้นักแสดงหน้าใหม่ที่คนยังไม่เคยรู้จัก
ไม่ใช่สมบัติ เมทณี หรือ สรพงษ์ ชาตรี
ผมก็เลยสร้างดาราใหม่ขึ้นมา อย่างคุณปิยะ
ตระกูลราษฎร์ และ คุณวาสนา สิทธิเวช
แต่เมื่อก่อนเวลาจะทำหนังเราต้องเอาหนังไปขายสายแล้วเอาเงินเขามาสร้าง
ทีนี้พอเราไปเสนอสาย เขาก็จะถามอยู่ 3 ข้อ
คือชื่อเรื่องอะไร ใครแสดงและใครกำกับ
พอมาถึงข้อสองเราบอกว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่คือคุณปิยะ
ตระกูลราษฎร์ และ คุณวาสนา สิทธิเวช
ทุกอย่างก็จบเลย
เขาไม่ถามข้อสามด้วยซ้ำว่าใครกำกับ
ซึ่งมันก็ไม่สามารถหาสายมาลงทุนร่วมด้วยได้
ซึ่งเขาจะให้เปลี่ยนพระเอกนางเอก
แต่ผมก็ไม่ยอม พระคุณปิยะและคุณวาสนา
ได้ลงพื้นที่
เพื่อจะเตรียมตัวเล่นหนังเรื่องนี้ไว้แล้ว
จนสุดทางบริษัทดวงกมล มหรสพ โดยคุณกมล
กุลตังวัฒนา
จึงลงทุนกู้หนี้เขามาสร้างหนังเองเลย
ซึ่งพอหนังแล้วเสร็จออกฉาย คนก็ชอบนะ
แต่สายก็ยังไม่ซื้อไปฉายซักที
จนทางเราตัดสินใจนำออกฉายเองเลย
ซึ่งเมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครเขาทำกันหรอก
เพราะอะไรถึงตัดสินใจที่จะเอาภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอกกลับมารีเมกใหม่อีกครั้ง
เหตุผลที่อยากจะนำครูบ้านนอกกลับมารีเมกใหม่ก็เพราะว่า
ครูบ้านนอกฉบับเก่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น
วีซีดี หรือว่าที่ฉายตามโทรทัศน์ก็ดี
มันเป็นหนังที่ไม่สมบูรณ์
เนื้อหาถูกตัดทอนลงไป
ผมดูแล้วรู้สึกไม่สบายใจเพราะอย่างบางฉากมันไม่มีปูเนื้อเรื่องถึงที่มาที่ไป
แล้วครูบ้านนอกสมัยก่อนมันถ่ายด้วยระบบเลนส์สโคป
พอเอามาทำเป็นวีซีดี หรือดีวีดีก็ตาม
ขอบภาพของหนังมันถูกตัดออกไป
ซึ่งมันส่งผลเสียหายต่อองค์ประกอบของภาพเป็นอย่างมาก
และข้อสุดท้ายคือพอผมนำวีซีดีขึ้นมาดูทีไร
จะรู้สึกคล้ายเหมือนหนังฮ่องกงทุกที
เพราะเสียงเดิมมันใช้เสียงพากษ์อยู่
ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากที่จะนำกลับมาทำใหม่อีกครั้ง
เพราะมันเป็นหนังไทยที่พูดถึงอุดมการณ์อุดมคติของคนที่มีความหวังมีความฝันที่จะพัฒนาสังคมให้มันดีงามขึ้นซึ่งมันห่างหายไปนาน
จึงตัดสินใจรีเมกหนังเรื่องครูบ้านนอกครูบ้านนอกอีกครั้ง
เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็กครูบ้านนอก
บ้านหนองฮีใหญ่มีที่มาที่ไปอย่างไร
คือผมคุยกับ คุณพันนา
ฤทธิ์ไกรค่อนข้างบ่อย
ซึ่งก็มีความเห็นตรงกันว่าน่าจะมีหนังไทยที่พูดถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน
พูดถึงคุณงามความดี
หรือคนที่มีอุดมการณ์ขึ้นมาประดับวงการหนังไทยบ้าง
ซึ่งพอคิดไปก็มาลงตัวที่ครูบ้านนอกนี้แหละ
ซึ่งคุณพันนาเขาก็ไปปรึกษากับคุณปรัชญา
ปิ่นแก้ว ซึ่งก็เห็นว่าน่าสนใจดีนะ
น่าจะเอากลับมาทำใหม่อีกครั้งหนึ่ง
จนเรื่องมันไปถึง คุณหม่ำ จ๊กมก
ซึ่งเขาเห็นว่ามีคุณพันนา และคุณปรัชญาเป็นโปรดิวซ์เซอร์ด้วย
เราจึงนัดพูดคุยกันที่ร้านอาหารว่าเราจะทำครูบ้านนอกขึ้นมาใหม่
แล้วมันจะมีความแปลกใหม่ซึ่งไม่เหมือนเวอร์ชั่นเก่านะก็อธิบายให้คุณหม่ำฟัง
จนเขาสนใจที่จะเล่นหนังเรื่องนี้ด้วย
เรื่องก็เลยไปถึงหูเสี่ยเจียง
ท่านก็เลยนัดผมไปคุย จนเกิดเป็นโปรเจ็กต์ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่ขึ้นมา
พูดถึงพระเอกคนใหม่อย่าง
พิเชษฐ์ กองการ คนนี้ไปได้มาอย่างไร
คือหลังจากตกลงที่จะทำเรื่องครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่
ผมก็ตัดสินใจว่าจะใช้พระเอก
นางเอกหน้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องแคสตัวนักแสดง
ผมก็เลยประกาศค้นหานักแสดงที่จะมารับบทนำในเรื่องครูบ้านนอก
ก็มีทั้งประกาศตามคลื่นวิทยุ
และโปสเตอร์อยู่แถวจังหวัดกาฬสินธุ์นี้แหละ
ซึ่งคุณสมบัติที่จะมารับบทพระเอกนี้เราได้ตั้งไว้สี่ข้อด้วยกัน
คืออายุระหว่าง
19-22 ปี มีผิวสีดำแดง
พูดภาษาอีสานได้ และสามารถเล่นกีต้าร์ร้องเพลงได้
ซึ่งพิเชษฐ์เขาก็สมัครเข้ามาโดยส่งรูปมาก่อน
ซึ่งพอผมเห็นครั้งแรกผมคิดเลยว่าคนนี้ใช่แน่นอนที่จะมารับบทพระเอกของเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา
หรือว่าคุณสมบัติต่างๆตามที่เราต้องการ
แล้วเขายังสามารถทุ่มเทให้กับหนังเรื่องครูบ้านนอกได่อย่างเต็มที่อีกด้วย
ซึ่งถือว่าเขามีความพร้อมสูงมาก
และก็เป็นโชคดีของเราด้วย
คาแรกเตอร์ของพิเษฐ์ในเรื่องเป็นอย่างไร
ในเรื่องนี้เขารับบทเป็น ครูพิเชษฐ์
เป็นนักศึกษาจบใหม่ที่มีความตั้งใจจะมาเป็นครูสอนหนังสืออยู่ตามชนบท
ซึ่งคาแรกเตอร์เขาจะเป็นคนที่ จริงจัง
มีความมุ่งมั่น สุภาพ น้อบน้อมถ่อมตน
เป็นครูที่เอาใจใส่ต่อเด็กนักเรียน
รวมถึงอยากเห็นสังคมมันพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
ถือเป็นคนที่มีจิตวิญญาณของความเป้นครูอย่างอย่างแท้จริง
กล้าสู้และกล้าเสียสละ
การแสดงเรื่องแรกของพระเอกใหม่คนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ผมชอบการแสดงของพิเชษฐ์มากเลยนะ
บางฉากเขาทำได้ดีเกินคาดด้วย
เขาเป็นคนที่มีความตั้งใจและความมุมานะสูง
ผมก็เคี่ยวเข็ญเขาอยู่เหมือนกัน
ซึ่งเขาก็เป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วเหมือนกัน
มีพัฒนาการทางการแสดงที่น่าพอใจมาก
ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นดาราดวงเด่นอีกหนึ่งดวงที่จะขึ้นมาประดับวงการภาพยนตร์เลยทีเดียว
แล้วสำหรับนางเอก
เป็นใครมาจากไหน
สำหรับนางเอกเขาชื่อฟ้อนฟ้า
ผาธรรม ซึ่งในเรื่องเขารับบทเป็นครูแสงดาว
สำหรับฟ้อนฟ้าเขาเป็นหลานสาวของผมเอง
ซึ่งผมเห็นแววการแสดงเขามาตั้งแต่เด็กแล้ว
เขามีความสามารถทางด้านการร้องเพลง
เขาเล่นดนตรีพื้นบ้านก็ได้เช่นตีโปงลาง
เคยเล่นหนังโฆษณา ถ่ายแบบนิตยสารวัยรุ่น
เคยเล่นหนังของพี่เชิดทรงศรี
เรื่องข้างหลังภาพ
ซึ่งผมก็เห็นพัฒนาการของเขามาโดยตลอด
ซึ่งเขาก็เหมาะกับบทของครูแสงนางเอกของภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอกดี
ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หรือหน้าตา
ที่สวยงามน่ารักเท่าที่คนในจังหวัดหนึ่งจะสวยได้
สำหรับการแสดงของฟ้อนฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง
ฟ้อนฟ้าเป็นคนที่หัวไวนะ
อาจจะเป็นเพราะเขามีพื้นฐานทางด้านการแสดงมาก่อนด้วย
ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา หรือว่าหนังเรื่อง
ข้างหลังภาพ
แล้วก่อนที่จะมาแสดงหนังเรื่องนี้เขาก็มีไปเรียนการแสดงมาก่อนด้วย
ซึ่งพอถึงฉากยากๆอย่างซีนอารมณ์เขาก็ทำได้ดีทีเดียวเลย
แต่เขาจะติดปัญหาเรื่องการใช้สายตา การมอง
ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องปกติของนักแสดงหน้าใหม่ก็ไม่เป็นปัญหาเท่า
เพราะเราก็เคี่ยวเข็ญจนกว่าเขาจะแสดงผ่านอยู่แล้ว
ยังมีอีกหนึ่งนักแสดง
ที่มาจากประเทศลาวด้วย
เขาเป็นใครเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง
คือตัวผมเองก็ทำงานเชื่อมสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-ลาวมาโดยตลอด
พอมีอะไรก็จะนึกถึงกันแล้วในเรื่องมันมีบทหนึ่ง
ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวบ้านชื่อว่าลำดวน
ผมก็ไปเจอเด็กคนหนึ่งที่ประเทศลาว
เป็นลูกสาวของเพื่อนนี้แหละ
เขาเติบโตมาในแวดวงของศิลปิน
เพราะพ่อเขาเป็นครูสอนดนตรีพื้นเมืองอยู่ที่โรงเรียนศิลปะดนตรีแห่งชาติ
อยู่ที่นครหลวงเวียงจันทร์
แม่เขาก็เป็นนาฏศิลป์
แล้วตัวของคำปาณีเอง
ก็มีความสามารถทางด้านการฟ้อนรำนาฏศิลป์ที่ถูกแบบแผนของประเทศลาวด้วยนะครับ
ถือว่าเป็นหญิงสาวที่เก่งมาก ร้องเพลงเพราะ
แล้วก็เคยแสดงมิวสิควีดีโอของประเทศลาวมาก่อนด้วย
ผมเห็นผลงานของเขาแล้วก็รู้สึกประทับใจ
ก็เลยให้เขามาแคสบทของลำดวนดู
ซึ่งเขาก็ทำได้ดีทีเดียว เลยเลือกคำปาณี
วงทองคำ มารับบทลำดวน
ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่
ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงหน้าใหม่
ต้องมีการฝึกซ้อมเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
คือในเรื่องนอกจากหม่ำ จ๊กมก
กับคุณพันนา ฤทธิไกร
แล้วนักแสดงที่เหลือก็เป็นหน้าใหม่ทั้งหมด
อาจจะเคยผ่านผลงานมาบ้างแต่ก็ไม่ได้มากมาย
ผมและทีมงานก็เลยมีการติวเข้ม
ก็มีการจัดหลักสูตรการเป็นนักแสดงให้
ก็จะมีการสอนแอ็กติ้ง การใช้ท่าทาง
การแสดงความรู้สึกทางสีหน้าและแววตา
แล้วก็มีการอธิบายบทให้เขาดูว่าบทนี้ฉากนี้ต้องเล่นอย่างไร
มีการหาหนังดีๆที่ได้รางวัลมาให้เขาดูได้ศึกษา
ก็ใช้เวลาฝึกสอนเขานานอยู่พอสมควร
ก็เอานักแสกงหน้าใหม่ทั้งหมด
มาฝึกซ้อมเข้าค่ายกินนอนด้วยกันอยู่ที่กองถ่ายเป็นเวลา
1 เดือนได้
การมี หม่ำ จ๊กมก
มาร่วมสร้างสีสันในเรื่องนี้
มันส่งผลดีต่อหนังอย่างไรบ้าง
มันส่งผลดีแน่นอนครับ
เพราะหม่ำ จ๊กม๊กถือเป็นตลกซุปเปอร์สตาร์
แฟนหนังของคุณหม่ำก็มีอยู่เยอะมากทีเดียว
แล้วพอทางด้านสายอีสานพอรู้ว่าจะทำหนังเรื่องครูบ้านนอกขึ้นมาใหม่เขาก็ให้ความสนใจกันแล้วนะ
ยิ่งพอรู้ว่ามี หม่ำ จ๊กมก มาเล่นด้วย
ยิ่งรู้สึกสนใจและดีใจเข้าไปใหญ่
ซึ่งเขาก็ค่อนข้างรอชมอยู่แล้วตอนนี้
แล้วหนังของหม่ำ จ๊กมกใน 2-3 ปีหลัง
ไม่เคยทำให้แฟนๆต้องผิดหวังอยู่แล้ว
ซึ่งมันย่อมส่งผลดีแน่นอน
แล้วเขาเป็นคนที่เก่งมาก ให้บทเขาไปดู
แล้วก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ
แล้วเขาก็เล่นฟรีสไตล์ของเขาเลย
เกินความคาดหมายทุกฉาก สนุกกว่าที่เราคิด
และถึงแม้แนวทางเที่แกเล่นจะต่างออกไปจากบท
แต่เนื้อหาหรือแนวทางก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมเลย
มีแต่สนุกขึ้นด้วย
ในเรื่องมีอยู่หนึ่งฉากที่หม่ำ
จ๊กมก ต้องขี่ม้าด้วย
ซึ่งเขาไม่เคยขี่ม้ามาก่อนด้วย
ฉากนี้มีอุปสรรคบ้างรึเปล่า
ตอนแรกผมก็ไม่มั่นใจว่าแกจะยอมขี่ให้นะ
เพราะผมก็ทราบว่าแกก็เป็นคนที่ค่อนข้างระมัดระวังตัวพอสมควรเหมือนกัน
คิดว่าหม่ำคงไม่ทำอะไรที่เสี่ยงให้ตัวเองต้องเจ็บตัว
หรือว่า พิการแน่นอน
ซึ่งผมก็คิดไว้แล้วว่าถ้าไม่ไม่ขี่ก็ไม่เป็นไร
เพราะคงไม่สามารถไปบังคับแกได้
แต่พอหม่ำมาถึงกอง ผมก็ถามว่าเคยขี่ม้ารึเปล่า
ซึ่งแกก็ตอบว่าไม่เคย
ผมก็คิดไว้แล้วว่าหม่ำคงไม่ยอมแน่นอน
แล้วยิ่งม้าที่ใช้เข้าฉากมันค่อนข้างดื้อด้วย
กว่าทีมงานจะเอาอยู่ก็ลำบากเหมือนกัน
แล้วแปลกมาก พอคุณหม่ำ
มาถึงแกก็เดินเข้าไปจับม้า
ซึ่งมันก็หายดื้อขึ้นมาทันที
เหมือนรู้ว่าเป็นหม่ำ จ๊กมก
เลยยอมให้ขี่โดยง่าย แล้วยอมให้ขี่ได้หลายเทคด้วย
จนเราพอใจ ก็ถือว่าโชคดีมาก โดยเฉพาะคุณหม่ำ
ที่ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี
ก็เป็นคนที่มีวิญญาณของนักแสดงอยู่สูงทีเดียว
ซึ่งคนในกองถ่ายทุกคนยังชมเลยว่าแกสุดยอดมาก
หนังเรื่องครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่
นอกจากความสนุกสนานของเนื้อเรื่องแล้ว
ยังจะได้เห็นเพณีที่หาชมได้ยากยิ่งอีกด้วยรึเปล่า
เราก็พยามสอดแทรกวิถีชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ
เช่นประเพณี งันกรรม
ก็คืองานออกลูกใหม่นั้นแหละ
คือถ้าใครคลอดลูกออกมา
ก็จะมีการไปผูกแขนให้กับเด็ก ให้กับแม่ลูกอ่อน
แล้วก็มีดื่มสังสรรค์กันบ้าง
ซึ่งประเพณีมันก็เป็นเรื่องของคติพุทธเหมือนกัน
อย่างงานที่เกี่ยวกับคนตายเขาจะเรียกว่างานเฮินดี
ลักษณะว่าคนตายแล้วไปดี
แต่ถ้าคนเกิดจะเรียกว่า งันกรรม
คือเกิดมาเพื่อรับกรรม
แล้วก็ยังมีประเพณีลงข่วงเข็ญฝ้าย
ก็พยามสอดใส่ตามความเหมาะสมกับเนื้อหา
ซึ่งนอกจากประเพณีแล้วก็ยังได้เห็นวิถีชาวบ้าน
ในการทำมาหากินอีกด้วย
พูดถึงเรื่องเพลงประกอบหนังเรื่องครูบ้านนอก
บ้านหนองฮีใหญ่หน่อย มีบทเพลงอะไรบ้าง
เพลงแรกที่จะแนะนำเลยคือเพลงแสงลำสุดท้าย
เพลงนี้ขับร้องโดยครูพิเชษฐ์ พระเอกของเรื่อง
ซึ่งเขาได้ยินเสียงแคนมาจากบ้านของอาจารย์พันนา
ก็เลยมีอารมณ์ร่วม จับกีต้าร์ขึ้นมาขับร้องเพลงนี้ด้วย
เนื้อหาก็พูดถึงสังคมชนบทที่ตัวพระเอกได้ประสบพบเจอ
พูดถึงอุดมการณ์ของคนหาญกล้าซึ่งทำงานเสียสละเพื่อประชาชน
ต่อสู้เพื่อประชาชน ซึ่งมันก็บ่งบอกว่าครูพิเชษฐ์ได้สนใจเรื่องราวของสังคม
เรื่องราวของนักสู้ประชาชนมากพอสมควร
หลังจากนั้นก็เป็นเพลงจ-อำ จำ
ซึ่งสอนให้เด็กทำแต่ความดี
เป็นเพลงง่ายๆสั้นๆที่พระเอกแต่งให้เด็กนักเรียนร้องตาม
แล้วก็มีเพลงกายบริหาร บุญคุณของป่า
เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
แล้วสุดท้ายก็เป็นเพลงที่เกี่ยวกับครูโดยตรงคือเพลงแม่พิมพ์ของชาติ
ซึ่งแต่เดิมเป็นของคุณวงจันทร์
ไพโรจน์ ส่วนล่าสุดก็ให้ฟ้อนฟ้า ผาธรรม
นางเอกของเรื่องมาขับร้องใหม่ ก็เป็นเวอร์ชั่นที่ร่วมสมัยเอามากๆ
ครูบ้านนอกฉบับเดิม
กับ ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่
มีความแต่ต่างกันอย่างไร
ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่
ผมว่าเป็นหนังที่สนุก เข้มข้น
และมีความประทับใจมากกว่าฉบับดั้งเดิมแน่นอน
ความผูกพันธ์ระหว่างคุณครูและนักเรียนก็มีมากขึ้น
ตัวละคนดูมีมิติมากกว่า
มีการพัฒนาตัวละครให้ชัดเจนและทันสมัยมากขึ้น
และสำหรับภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่ก็ยังเพิ่มฉากต่างๆอีกมากมาย
ซึ่งเวอร์ชั่นที่แล้วไม่มีแน่นอน
ซึ่งใครที่เคยดูเวอร์ชั่นที่แล้ว ถ้ามาชมเวอร์ชั่นนี้
จะรู้สึกแปลกตาและแระทับใจมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอก
บ้านหนองฮีใหญ่
ผมว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องครูบ้านนอกทั้งเวอร์ชั่นเก่าและใหม่
จะมีส่วนที่เหมือนกันอยู่คือ เสน่ห์ของชนบท
ศิลปวัฒนธรรมประเพณีวิถีวิวิตชาวบ้าน
ซึ่งยังคงไว้และถ่ายทอดได้อย่างงดงามซึ่งมากกว่าเก่าแน่นอน
คนดูจะได้แง่คิดอะไรจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้บ้าง
ผมว่าคนดูจะได้หวนกลับมาดูภาพของชนบท
จะได้ตระหนักถึงความยากไร้
การขาดแคลนทางด้านการศึกษา สาธารณสุข ในชนบท
ถึงแม้จะมีความยากลำบอกอยู่ดินแดนอันทุรกันดาร
แต่ก็ยังมีความงามทางด้านจิตใจของมนุษย์อยู่ในชนบทเหล่านี้ด้วย
คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะให้ความสนใจในชนบทมากว่าที่เป็นอยู่
คนที่มีบทบาททางด้านการพัฒนาชนบท
ก็จะเอาใจใส่มากขึ้น
แล้วผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวมีสำนึกรักที่จะเป็นครูอาสาสอนหนังสืออยู่ตามชนบทด้วยครับ
ฝากอะไรถึงครูที่สอนหนังสืออยู่ตามชนบท
หรือบุคคลที่มีสถานะความเป็นครูบ้านนอกโดยตรง
ผมว่าชีวิตของครูก็คือผู้ให้
เป็นครูที่ให้ความรู้แก่เยาวชน
ทำให้เยาวชนเกิดปัญญาสามารถเลี้ยงตัวเองและพัฒนาสังคมได้
ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่น่าชื่นชมมาก
สำหรับคนที่ทำงานเป็นครูโดยฌฉพาะที่สอนหนังสืออยู่ตามชนบทผมก็รู้สึกชื่นชมครับ
แล้วก็เป็นกำลังใจให้ท่านได้ทำงานต่อไปเพื่ออนาคตของประเทศชาติ
ฝากผลงานภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่
ก็เป็นหนังที่ฉีกแนวออกไปจากหนังไทยในยุคปัจจุบัน
ซึ่งเรื่องนี้นอกจากความสนุกและความบันเทิง
หนังยังเสนออุดมการณ์ของคุณครู
ที่ทำงานเพื่ออุทิศตน เพื่อเด็กนักเรียน
เพื่อสังคมโดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคหรือปัญหาใด
ถ้าใครได้ชมแล้วผมเชื่อว่าจะมีพลังในการทำความดีขึ้นอีกมากมาย
ก็อยากให้ทุกท่านไปชมภาพยนตร์เรื่อง
ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ดูครับ
|