|
 |
|
|
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
เกี่ยวกับภาพยนต์ |
|
|
ข้อมูลงานสร้าง "Up
In The Air"
|
|
|
|
|
ทะยานสู่ท้องฟ้าไปกับ "Up In The Air"
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่
1
กุมภาพันธ์ 2553
|
|
|
ทะยานสู่ท้องฟ้า
ในภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขา เจสัน ไรต์แมน
ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในเรื่องความสามารถในการนำเสนอตัวละครฮีโร่ที่ไม่ใช่วีรบุรุษ
อย่างเช่นนักล็อบบี้ในภาพยนตร์เรื่อง Thank
You for Smoking
และวัยรุ่นที่ตั้งท้องในภาพยนตร์รางวัลออสการ์
เรื่อง Juno
และบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่ทั้งตลกและน่าสนใจ
ซึ่งตัวละครเหมือนท้าทายความคาดหวัง
เขายังคงสืบสานการสร้างสรรค์ตัวละครแบบเดียวกันนี้ด้วยการเล่าเรื่องราวของไรอัน
บิงแฮม ผู้ซึ่งทำงานที่ไม่น่าชื่นชมนัก
เพราะเขาต้องทำหน้าที่ไล่พนักงานออกเมื่อมีการลดขนาดองค์กร
แต่เรื่องราวของไรอันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายผู้ซึ่งเป็นที่รู้จัก
เป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ดูน่านับถือ
ผู้ซึ่งยอมรับในโลกแห่งความรวดเร็ว เทคโนโลยี
ความสะดวกสบาย ความทะเยอทะยานส่วนบุคคล
ชายผู้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่น แสนเพลิดเพลิน
ชายผู้มีทุกอย่างพร้อม
แต่กลับพบว่ามีสิ่งสำคัญขาดหายไป
เรื่องราวของเขาได้ทำให้เกิดประเด็นคำถามที่น่าสนใจ
นั่นก็คือในยุคแห่งการเดินทางทั่วโลก
และการสนทนาผ่านเครื่องจักรกล
พวกเราจะเข้าถึงความผูกพันที่แท้จริงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวค้ำจุนชุมชนอเมริกันเอาไว้ได้อย่างไร
และจะเกิดอะไรขึ้นในเมื่อเราหลีกเลี่ยงมัน
คำถามเหล่านั้นซุ่มซ่อนอยู่ในใจกลางบทของภาพยนตร์เรื่อง
Up in theAir ซึ่งหลังจากได้อ่านบทร่างแรกของ
เชลดอน เทอร์เนอร์ แล้ว
ไรต์แมนได้เดินไปสู่ทิศทางใหม่โดยเจาะลึกเข้าไปในเรื่องราวที่ว่า
เรื่องของบิงแฮมสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันของพวกเราอย่างไร
ในยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
และการล่มสลายของการสื่อสาร
ผมมองว่ามันคือเรื่องราวเกี่ยวกับชายที่ต้องรับมือกับความจริงที่ว่า
ถึงแม้เขาจะคิดว่าชีวิตเขาสมบูรณ์แบบแล้ว
แต่เขากำลังมองข้ามสิ่งสำคัญมากไป
นั่นก็คือความรับผิดชอบของการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
ไรต์แมนกล่าว ไรอัน
บิงแฮมหวาดกลัวที่จะเข้าร่วมในสังคมที่เขาล้มเหลวกับการค้นหาคุณค่าของมัน
ไรต์แมนกล่าวต่อไปว่า มันคือสิ่งที่ผมคิดว่าเรากำลังสำรวจกันในฐานะของสังคมปัจจุบัน
พวกเราทุกคนกำลังใช้โทรศัพท์มือถือ
และทวิตเตอร์ และการส่งข้อความ
ดูเหมือนพวกเราเชื่อมต่อถึงกันมากกว่าแต่ก่อน
แต่อันที่จริง
คนเราไม่เคยได้มองจ้องตากันอีกแล้ว
เรามีความสัมพันธ์ที่แท้จริงน้อยลง
ชีวิตของไรอันในสนามบินคืออุปมาอุปไมยของสิ่งนั้น
คุณสามารถเดินทางไปสนามบินทุกแห่งในโลก
และรู้ทันทีว่าอะไรอยู่ตรงไหน
ที่สนามบินมีร้านค้าเหมือนกัน
ร้านอาหารเหมือนกัน มีหนังสือพิมพ์เหมือนกัน
แต่ไม่มีที่ใดที่ดูเหมือนบ้านเลย
เรามีความเหมือนกันทั่วทั้งโลกในแง่ที่ว่าเราได้สูญเสียความรู้สึกของชุมชนท้องถิ่นไปแล้ว
แรงบันดาลใจของไรต์แมนให้เกิดเป็น Up in the
Air เริ่มต้นด้วยนิยายของวอลเตอร์ เคิร์น
ซึ่งไรต์แมนใช้เป็นจุดเริ่มต้นของบทภาพยนตร์ที่ได้เริ่มต้นเส้นทางของมันเอง
หนังสือเล่มนี้พูดกับผมในหลายระดับด้วยกัน
ไรต์แมนบอก ผมชอบภาษาของวอลเตอร์ซึ่งผมใช้บ่อยๆ
แต่ขณะที่ผมกำลังเขียนบท
ชีวิตผมเองก็เปลี่ยนแปลงไป ผมได้เจอภรรยาของผม
มีความรัก และมีลูก และในระหว่างนั้น ไรอัน
บิงแฮมก็เริ่มเติบใหญ่
และมองหาสิ่งอื่นมากขึ้นในชีวิต
บทภาพยนตร์เรื่องนี้เติบโตจนกลายเป็นเรื่องที่บอกว่าความผูกพันมีความสำคัญแค่ไหนในชีวิตประจำวันของเรา
เคิร์นเล่าว่าเนื้อหาเรื่องราวในนิยายของเขาเกิดมาจากการเผชิญหน้าโดยบังเอิญ
เขากำลังบินไปลอสแอนเจลิส
เมื่อตอนที่เขาถามผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ
เขาว่าเขาผู้นั้นมาจากไหน เขาตอบว่า อ๋อ
ผมมาจากตรงนี้ อันที่จริงก็จากที่นั่งนี่แหละ
เมื่อผมถามเขาว่าเขาหมายความว่ายังไง
เขาบอกผมว่าเขาเคยมีอพาร์ตเม้นต์
แต่เพราะเขาต้องออกเดินทางปีละ 300
วันในหนึ่งปี เขาจึงแลกมันกับล็อคเกอร์เก็บของ
และเรียกโรงแรมว่าบ้าน เมื่อผมย้ำถามเขาอีก
เขาตอบว่า รู้ไหม รอบๆ นี่มีผมอยู่เยอะมาก
ผมรู้สึกเมื่อผมคุยกับเขาว่าเขาปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ของโลกที่ประกอบไปด้วยสนามบิน
โรงแรม ร้านอาหาร กิ๊ฟท์ช็อป
และร้านขายหนังสือแม็กกาซีน
แต่ผมก็ยังรู้สึกด้วยว่าเขาต้องรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหน
และนั่นก็คือจุดกำเนิดของตัวละครหลักของเคิร์นอย่าง
ไรอัน บิงแฮม
ผู้ก้าวสู่อายุสี่สิบกว่าโดยไม่เคยมีสัมพันธ์ส่วนตัวที่แท้จริงกับใคร
ผู้ใช้วันคืนของเขาด้วยการ ปล่อยผู้คนให้จากไป
ผมให้ไรอันทำงานที่ต้องยึดงานของคนอื่น
เคิร์นอธิบาย เขาเหมือนหมอนวดที่เดินเข้ามาและคอยนวดหัวไหล่ให้คุณขณะที่เข็นเก้าอี้ทำงานของคุณเข้าไปในลิฟต์
การกำจัดพนักงานกลายเป็นศิลปะ
และเป็นสถานการณ์ที่เป็นภัย
และไรอันก็เป็นปรมาจารย์ในเรื่องนี้
บิงแฮมเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนทิศทางของเซลส์แมนชาวอเมริกันที่แสนคลาสสิก
ที่ขายฝันให้กับคนที่กำลังช็อคกับการที่จู่ๆ
ก็ต้องสูญเสียงานไป
ขณะที่เขาเดินทางไปทั่วประเทศ
นี่คือสิ่งที่ทำให้ไรต์แมนสนใจ แทนที่จะเดินเคาะประตูบ้านหลังแล้วหลังเล่า
ไรอันต้องเดินทางจากจุดศูนย์กลางหนึ่งไปยังอีกจุดศูนย์กลางหนึ่ง
มือเขียนบท/ ผู้กำกับบอก แต่มีเรื่องที่ให้อารมณ์อย่างมากในไอเดียที่พูดถึงผู้ชายที่อยู่ในวัยกลางคนที่ไม่มีที่อยู่ถาวรเลย
เคิร์นตื่นเต้นมากเมื่อเขารู้ว่าไรต์แมนอยากจะกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้
Thank You for Smoking
มีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนในแง่ของทัศนะ
มันทำให้ผมเกิดความไว้วางใจเขาในทันทีเหมือนเขาเป็นผู้ร่วมสมรู้ร่วมคิด
เคิร์นบอก และเมื่อผมได้รับบทภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมรู้สึกว่าเจสันได้เพิ่มมิติที่สี่ให้กับเรื่องนี้เมื่อมันขึ้นจอ
ผมต้องโค้งคำนับขอบคุณเขากับความจริงที่ว่ามันถูกทำออกมาได้ดีมาก
และเป็นการสร้างโดยคนที่มีความสามารถในแบบที่ผมไม่มี
ไรต์แมนทำยิ่งกว่าการแปลงหนังสือไปขึ้นจอ
เขาได้นำตัวละครหลักของเคิร์นมา
และได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นรอบๆ
ตัวละครตัวนั้น
และเขายังสร้างสองตัวละครที่ทำลายเกราะส่วนตัวที่ไรอัน
บิงแฮมเคยสร้างขึ้นมา สองคนนั้นก็คือนาตาลี (แอนนา
เคนดริค) ผู้เชี่ยวชาญสาวแสนซื่อวัย 20 ปี
ที่เขาถูกบีบให้ต้องคอยดูแล
แม้ว่าเธอจะคุกคามต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของเขา
และอเล็กซ์ (วีร่า ฟาร์ไมก้า)
ผู้หญิงที่ดูเหมือนเป็นเนื้อคู่ในการเดินทางทางธุรกิจของเขา
เป็นผู้จุดประกายความปรารถนาให้เขาอยากผูกพันกับมนุษย์คนอื่นเป็นครั้งแรก
ไรอันได้ผ่านประสบการณ์ที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้
โดยเขาต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนพ่อให้กับนาตาลี
ที่คอยตามติดเขาตลอด
และกำลังครุ่นคิดที่จะกลายเป็นสามีของอเล็กซ์
ไรต์แมนตั้งข้อสังเกต
บทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใส่ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ทรงพลังไปอีกระดับ
ขณะที่ไรต์แมนเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา
เพราะไม่เพียงแต่ชีวิตเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในหลายทาง
แต่สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
ขณะที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์
อเมริกาก็อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ถดถอยที่อันตรายอย่างมาก
ซึ่งยิ่งผลักดันให้ไรต์แมนสำรวจธีมที่ว่าด้วยการสูญเสียงานไปอย่างเจาะลึกมากขึ้น
ในการทำเช่นนั้น
ไรต์แมนได้แรงบันดาลใจที่จะเสี่ยงในแบบที่ไม่ธรรมดา
แทนที่จะเขียนบทจากคำสารภาพของคนที่เพิ่งตกงาน
ไรต์แมนตัดสินใจที่จะออกไปเก็บภาพปฏิกิริยาจริงๆ
จากคนอเมริกันธรรมดาๆ
ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์ของการตกงานท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด
กลายเป็นกระบวนการทำงานที่ช่วยเปิดตาให้เขา
กับการผสมผสานเรื่องราวดราม่าและขำขันของมนุษย์ให้กลายเป็นความเป็นจริงที่มีสติ
ไรต์แมนเล่าว่า เราต้องการฉากไล่ออกที่ตรงไปตรงมาและเป็นจริง
ดังนั้นเราจึงคิดกันว่า ทำไมไม่เอาของจริงมาให้ดูกันเลยล่ะ
เราไปที่ดีทรอยต์และเซนต์หลุยส์
สองเมืองที่มีคนตกงานมากที่สุดในปีที่ผ่านมา
และเราได้ทำโฆษณาในแผนกต้องการความช่วยเหลือ
เพื่อประกาศว่าเรากำลังสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับการตกงาน
และเราต้องการคนที่ยินดีจะพูดถึงเรื่องนี้
มีคนมาเสนอตัวมากมาย มันน่าประทับใจมาก
มือเขียนบท/ ผู้กำกับไรต์แมนเล่าต่อไปว่า หลายคนเดินเข้ามา
และเราก็ขอให้พวกเขาเล่าถึงคำพูดของพวกเขาในวันที่พวกเขาโดนไล่ออก
หรือสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูดออกไป
สำหรับผมในฐานะคนที่ทำงานกับนักแสดงที่ต้องนำเสนอความเป็นจริง
สิ่งที่น่าทึ่งก็คือคนเหล่านี้
ซึ่งผมคาดว่าน่าจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่หน้ากล้อง
กลับพูดอย่างตรงไปตรงมาและจริงอย่างมาก
ทุกวันนี้
นั่นคือหนึ่งในส่วนที่ผมชอบมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้
สุดท้าย ไรต์แมนกล่าวเสริมว่า ทุกๆ วัน
คุณจะได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการลดพนักงาน
แต่ปกติแล้ว มันเป็นเรื่องของตัวเลข
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะลืมไปว่าคนเหล่านี้เป็นใคร
สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงใบหน้าของผู้คนที่อยู่ในจำนวนคนตกงานนั้นด้วย
ทีมผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้พบว่าบทภาพยนตร์เวอร์ชั่นสุดท้ายนั้นไม่สามารถจัดประเภทได้
เนื่องจากมันมีทั้งอารมณ์ขำขันและความรู้สึกลึกๆ
ทอม พอลล็อค
ผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่องนี้
บอกว่า นี่คือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาจริงจังที่ตลกมากๆ
นั่นคือเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ผมชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มาก
มันเป็นภาพยนตร์ประเภทที่มากเกินกว่าจะเป็นภาพยนตร์แนวใดแนวหนึ่ง
มันเหมาะกับเจสัน
เพราะผลงานของเขาเองก็ไม่เคยจัดประเภทได้เลย
ภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขาโดดเด่นอย่างมาก
และผลงานเรื่องนี้ก็เช่นกัน
ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
ก็คือหุ้นส่วนของพอลล็อคที่บริษัทมอนเตซิโต
พิคเจอร์ คัมปานี ผู้บังเอิญรู้จักเจสัน
ไรต์แมนเป็นอย่างดี นั่นก็คือ ไอแวน ไรต์แมน
พ่อของเขา (Ghostbusters)
ซึ่งเป็นผู้กำกับที่มีผลงานที่ได้รับคำชมมาแล้วเช่นกัน
พูดถึงในฐานะที่เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและพ่อ
นี่คือหนึ่งในบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่านมา
ไรต์แมนผู้พ่อบอก การนำเอาไอเดียของวอลเตอร์
เคิร์น
ที่เกี่ยวกับชายที่ชอบการขึ้นเครื่องบิน
และหากินกับการไล่คนออกจากงาน
ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา
ซึ่งเหมาะเจาะกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้อย่างมาก
สิ่งที่น่าสนใจในตัวเจสันก็คือ
เขาสามารถเล่าเรื่องที่มีความจริงจังแบบนี้ด้วยอารมณ์ขันได้
Up in the Air
มีอารมณ์ขันที่มีความสดใหม่ที่ช่วยให้เรามองดูหลายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ
ตัว และค้นหาทางที่จะสร้างความเฉียบคมขึ้นมา
เขาได้สร้างภาพยนตร์ที่กลั่นมาจากมันสมอง พอๆ
กับที่กลั่นมาจากหัวใจ
พลังสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างไรต์แมนพ่อลูกกลายมาเป็นองค์ประกอบเด่นของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
พอลล็อคอธิบายว่า เจสันพบวิธีที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องอยู่ใต้เงาของพ่อ
ชายสองคนนี้สร้างภาพยนตร์ที่ต่างประเภทกัน
แต่พวกเขาก็มีความสัมพันธ์ในการทำงานที่เยี่ยมยอดที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิและความเคารพในกันและกัน
ที่เข้ามาร่วมงานกับไรต์แมนพ่อลูกในตำแหน่งทีมผู้อำนวยการสร้าง
ก็คือ แดเนียล ดูบีคกี้
หุ้นส่วนที่ร่วมงานกับเจสันมานาน
ผู้เคยทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Juno และ Thank You for Smoking และเจฟฟรีย์
คลิฟฟอร์ด ผู้ดูแลงานอยู่ที่มอนเตซิโต
พิคเจอร์ คัมปานี
คลิฟฟอร์ดกล่าวว่าสิ่งที่โดนใจเขาในทันทีเมื่อได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ
วิธีที่เจสันนำเสนอได้อย่างแหลมคมต่อการทำงานของคนในโลกนี้
รวมถึงท่วงท่า ภาษา และวิธีที่พวกเขาคิด
สิ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจก็คือเขาสามารถใช้สิ่งต่างๆ
เหล่านั้นเพื่อเล่าเรื่องที่พูดถึงบางอย่าง
แต่ยังสามารถเชื่อมโยงถึงใจของคนมากมายได้
ดูบีคกี้กล่าวเสริมว่า เจสันนำทั้งความสนุกและสไตล์มาใส่เรื่องยากๆ
ที่ผู้คนอยากจะพูดถึง Up in the Air
คืองานสร้างภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องมากมาย
โดยมีบรรยากาศเบาสบาย
แต่ยังคงเจาะลึกลงไปในเรื่องมากยิ่งขึ้นเมื่อเรื่องดำเนินไป
ชั่วโมงบินสูง
เช่นเดียวกับในภาพยนตร์สองเรื่องก่อนของเขา
เจสัน ไรต์แมนรู้ดีว่าแก่นกลางของ Up in the
Air
ขึ้นอยู่กับตัวละครหลักที่มีสีสันของเรื่อง
นั่นก็คือชายที่ต้องดูมีเสน่ห์ เฉียบคม
เข้าถึงได้
ขณะเดียวกันก็ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกว่างเปล่าเอาไว้เบื้องหลังมาดที่ดูเชื่อมั่น
และความพอใจที่ได้สิทธิพิเศษ
ดังนั้น นับแต่เริ่มต้น
เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นโดยมี จอร์จ คลูนี่ย์
นักแสดงชายเจ้าของรางวัลออสการ์
เป็นต้นแบบจินตนาการ ถ้าคุณคิดจะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชายที่หากินกับการไล่คนออกจากงาน
และเขาก็อยากจะอยู่คนเดียว
คนที่จะมาแสดงต้องเป็นนักแสดงชายที่มีเสน่ห์ที่สุด
และคงไม่มีใครจะเหมาะกับบทนี้ไปกว่า จอร์จ
คลูนีย์ อีกแล้ว ไรต์แมนอธิบาย บทนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
และอาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตผมเมื่อเขาอ่านบทภาพยนตร์จบ
และพูดกับผมว่า เจสัน สุดยอด
คลูนีย์เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันหลากหลายในตัวมาแล้วในหลายบทบาท
ตั้งแต่บทนักโทษ ยูลีสซิส
ในภาพยนตร์เพลงแนวตลกของพี่น้องโคเอน เรื่อง O
Brother, Where Art Thou?
จนถึงบทผู้เชี่ยวชาญในการปล้น แดนนี่ โอเชี่ยน
ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของ สตีเว่น
โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง Oceans Eleven และภาคต่อ
จนถึงบทบาทการแสดงที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
ในบท พนักงานแก้ปัญหา
ให้กับบริษัทกฎหมายในภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ
โทนี่ กิลรอย เรื่อง Michael Clayton
ไรต์แมนบอกว่าคลูนีย์ได้นำแง่มุมที่หลากหลายมาสู่ตัว
ไรอัน บิงแฮม
โดยใส่ความเป็นมนุษย์ปุถุชนลงไปเพื่อทำให้ตัวละครตัวนี้ดูตลกแบบเจ็บๆ
คันๆ โดยไม่กลายเป็นตัวละครตลกโปกฮาไป จอร์จสามารถอินไปกับฉากใดฉากหนึ่งได้ในทันที
โดยมีทั้งอารมณ์เข้มข้นและอารมณ์ขัน
ไรต์แมนเล่า จอร์จกับผมมีเซนต์เรื่องมุขฮาคล้ายๆ
กัน
เราทั้งคู่ต่างเชื่อว่าภาพยนตร์ตลกควรถูกสร้างอย่างตรงไปตรงมา
คุณไม่ควรพยายามทำให้มันดูตลก
งานเขียนบทจำเป็นต้องตลก
แต่การแสดงต้องตรงไปตรงมา
คลูนีย์ยังนำบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นมายังกองถ่ายด้วย
เขาเป็นคนที่น่ารักเมื่ออยู่ในกองถ่าย
ไรต์แมนสรุป มีคนพูดแบบนั้นเยอะมาก
และคุณคาดว่ามันอาจเป็นการพูดเกินจริง
แต่ไม่ใช่เลย เขาคือตัวจริง
เขาทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจ
นั่นคือคุณลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก
ไอแวน ไรต์แมนกล่าวเสริมว่า จอร์จมีเสน่ห์
และมีอารมณ์ขันเกี่ยวกับตัวเขาเอง
ทำให้เขาสามารถแสดงเป็นชายผู้นี้
ที่พบตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่แสนจริงจัง
และพบโทนที่ลงตัวที่จะแสดงออกไป
เขาเป็นได้ทั้งดาราหนังชื่อดังที่มีความสามารถ
และยังสามารถรับผิดชอบงานในภาพยนตร์ได้ด้วย
ผมว่ามันคือส่วนผสมอันน่าตื่นเต้นที่คนดูจะได้เห็น
หลายคนรู้สึกประทับใจกับการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานเขียนบทและการแสดงของคลูนีย์
เจสันสามารถเขียนบทพูดที่เฉียบคม ตรงไปตรงมา
แต่มีวิญญาณ
และนั่นก็คือสิ่งที่จอร์จเป็นเหมือนกัน
เจฟฟรีย์ คลิฟฟอร์ดสรุป
เมื่อมีคลูนี่ย์มารับบทนำแล้ว
ไรต์แมนจึงทุ่มเทต่อไปให้กับการเลือกตัวนักแสดงในบทผู้หญิงที่ไม่ธรรมดาสองคนที่ทำให้ไรอันต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นทางในอนาคตของเขาในฐานะพนักงานอิสระ
สำหรับบท อเล็กซ์
เจ้าของโปรแกรมการเดินทางระดับสุดยอด
ซึ่งทำให้ไรอันสนใจ
และยังเป็นผู้ที่จุดประกายเชื้อไฟที่จะได้ร่วมแบ่งปันกันจริงๆ
บทนี้
ไรต์แมนหันไปหานักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลต่างๆ
มากมาย วีร่า ฟาร์ไมก้า
ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากบทบาทในภาพยนตร์ของ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The Departed
บท อเล็กซ์ เป็นบทที่มีลูกเล่นมาก
ไรต์แมนให้ความเห็นเอาไว้ นี่คือผู้หญิงที่ได้หัวใจของ
จอร์จ คลูนี่ย์
และเธอยังเป็นตัวละครหญิงที่มีความโดดเด่นเหนือใคร
วีร่ารับบทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งมีเสน่ห์
สวย และตรงไปตรงมา
สิ่งที่ผมชอบมากเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้
และเกี่ยวกับวิธีที่นักแสดง
ซึ่งรวมถึงวีร่าด้วย แสดงออกมา
ก็คือคุณไม่ต้องตัดสินพวกเขา
พวกเขาเป็นแค่คนจริงๆ
ฟาร์ไมก้ารู้สึกสนใจทั้งในส่วนของเรื่องและการได้ทำงานกับไรต์แมน
สไตล์การเขียนบทของเรื่องนี้มีความเฉียบคม
ตัวละครก็สุดโต่งในแบบที่ดูดี วาจาคมคาย
ฟาร์ไมก้ากล่าว ฉันว่าตัวนางเอกในภาพยนตร์ของ
เจสัน ไรต์แมน ว่องไวขึ้น เฉียบคมขึ้น
ฉลาดมากขึ้น
และประหลาดมากกว่าตัวละครหญิงของภาพยนตร์ส่วนใหญ่
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันเกิดปิ๊งส์อเล็กซ์
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่ตรงประเด็นกับสังคมมากทีเดียว
ฟาร์ไมก้ายังพบว่านี่คืองานที่ตลกมาก เจสันรู้จักเรื่องตลกดี
มันเหมือนอยู่ในยีนของเขา ฟาร์ไมก้าบอก ฉันต้องไว้ใจเขา
เพราะฉันกลัวว่ามันจะกลายเป็นการเย้ยหยันถากถาง
แต่เจสันรู้ดีเลยว่าอารมณ์ขันทำยังไงถึงจะขำ
ฟาร์ไมก้าไม่รังเกียจที่จะต้องแสดงฉากรักอันเร่าร้อนกับ
จอร์จ คลูนี่ย์ แต่ยิ่งไปกว่านั้น
เธอยอมรับว่าเธอประทับใจกับความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปของพวกเขา
ไรอันคิดว่าเขาได้พบเนื้อคู่สมน้ำสมเนื้อในตัวอเล็กซ์
ผู้หญิงที่เขาไม่ต้องเป็นห่วง
เป็นผู้หญิงที่ไม่เรียกร้องจากการคบหากัน
เธอเข้ากับปรัชญาของเขาที่ไม่คิดจะผูกมัดกับใคร
เพียงแต่เขากลับกลายเป็นคนที่ติดหนึบเสียเอง
ฟาร์ไมก้าสรุปถึงการร่วมงานกับคลูนี่ย์ว่า จอร์จเป็นเพื่อนร่วมงานที่ฉันจำเป็นต้องมี
เพราะฉันไม่เคยรู้สึกอ่อนไหวอย่างที่ฉันต้องแสดงในบทนี้
ฉันเพิ่งจะคลอดลูกคนแรกสองอาทิตย์ก่อนที่ฉันจะไปลองชุดครั้งแรก
ฉันต้องการเพื่อน และเขาก็น่ารักมาก
สิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดในตัวเขาก็คือความช่างเจรจาของเขา
เขาทุ่มเทตัวเองกับบทนี้
เป็นชายที่หน้าบึ้งตึง ฉลาด เท่
ไม่ผูกมัดกับใคร และก็มีความสุขดี
แต่เขาเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียด เป็นคนใจดี
และน่ารัก ทำให้กองถ่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
เมื่อ ไรอัน บิงแฮม ได้พบกับอเล็กซ์
ผู้หญิงอีกคนได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน
นั่นก็คือสาวน้อย นาตาลี คีเนอร์
ที่เดินเข้ามาในชีวิตของไรอันเพียงเพื่อจะคุกคามอิสระในวิถีชีวิตที่เดินทางตลอดเวลาของเขา
เพราะไอเดียของนาตาลีที่ให้บริษัทตัดงบ
เพื่อดึงไรอันและเพื่อนๆ จากการเดินทางไปทำงาน
และจับให้พวกเขามาประชุมผ่านวิดีโอแทน
เป็นความเคลื่อนไหวที่คุกคามต่อการเปลี่ยนแปลง
และทำให้ชีวิตของไรอันยุ่งยากมากขึ้น
และยังทำให้ขั้นตอนการไล่คนออกจากงานดูเป็นมนุษย์มนาน้อยลงด้วย
แต่เมื่อไรอันพานาตาลีเดินทางเพื่อแสดงให้เธอเห็นข้อเท็จจริง
เธอกลับได้พบมุมมองใหม่ที่มีต่อปฏิกิริยาที่ผู้คนที่โดนบอกเลิกจ้าง
มี
และมันส่งผลกระทบต่อตัวเธอมากเกินกว่าจะรับไหว
ผู้มารับบท นาตาลี ก็คือแอนนา เคนดริค
ซึ่งกลายเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทนี่ที่อายุน้อยที่สุดคนที่
2
เมื่อเธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจากการรับบท
ไดนาห์ ในละครบรอดเวย์ เรื่อง High Society
นับแต่นั้น
เธอได้ก้าวสู่การรับบทในภาพยนตร์หลายเรื่อง
ตั้งแต่ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง Rocket
Science จนถึงการมีบทบาทในภาพยนตร์ชุด
Twilight
ข้อมูลลับก็คือที่จริงผมเขียนบท นาตาลี
ขึ้นมาเพื่อ แอนนา เคนดริค ไรต์แมนสารภาพ ผมเคยเห็นเธอในเรื่อง
Rocket Science
และคิดว่าเธอแสดงได้สุดยอดจริงๆ
แตกต่างไปจากนักแสดงหญิงคนอื่นๆ
ในวัยเดียวกันกับเธอ
และเมื่อเธอมาออดิชั่นบทใน Up in the Air
เธอได้พิสูจน์ว่าผมคิดถูก
เธอมีน้ำเสียงที่ไม่เหมือนใคร
ที่แยกเธอจากคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน
ไรต์แมนกล่าวต่อไปว่า ผมภูมิใจในตัวละครอย่างนาตาลีมาก
ผมว่าเธอแตกต่างไปจากตัวละครหญิงสาวส่วนใหญ่
ปกติ ถ้าคุณมีตัวละครหญิงในวัย 20 กว่าๆ
เธอจะเป็นบทนำหญิงที่ค่อนข้างโรแมนติค
แต่นาตาลีเป็นหญิงสาวหัวดื้อ
สนใจแต่เรื่องธุรกิจ และไร้ความโรแมนติค
ซึ่งเตือนให้ผมนึกถึงผู้หญิงหลายคนที่ผมชื่นชม
รวมถึงภรรยาของผมด้วย
เคนดริคประทับใจในตัวนาตาลีพอกัน เมื่อตอนที่ฉันได้คุยกับเจสันเกี่ยวกับบทนี้ครั้งแรก
เขาบอกว่าเป็นบทที่อิงจากผู้หญิงหลายคนที่เขารู้จัก
ผู้รู้สึกหงุดหงิดเพราะพวกเธอมักจะเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง
นาตาลีเป็นคนฉลาด แต่เป็นคนเครียด
และไม่ค่อยพอใจกับตัวเอง และเข้าสังคมไม่เก่ง
ทุกวันนี้
ฉันไม่ได้คิดว่าฉันเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง
แต่ฉันก็เข้าใจในแง่มุมที่ดูประหลาดของมัน
ฉันเองก็เป็นคนเฟอะฟะเหมือนกัน
เคนดริคหัวเราะ
เคนดริคยังรู้สึกทึ่งกับวิธีที่นาตาลีพยายามค้นหาคนที่สามารถไล่พนักงานออก
ภายในตัวเธอ นาตาลีเป็นตัวละครที่ตลกดี
แต่เธอไม่คิดว่าเธอตลกหรอกนะ
เธอไม่รู้ตัวว่าเธอตลกมาก เคนดริคอธิบาย เธอต้องการควบคุมทุกอย่าง
เธอเหมือนถูกจับโยนลงไปในที่ที่ไม่ใช่ตัวเธอ
นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกหลงทางโดยสิ้นเชิง
แล้วเธอก็เริ่มรู้สึกตัวว่าเธอทำงานนี้ไม่ได้
ในฉากไล่พนักงานออก
ความเป็นจริงของเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อตัวเคนดริค
ฉันกำลังแสดงฉากไล่พนักงานออก
และผู้หญิงที่นั่งตรงกันข้ามกับฉันก็เล่าให้ฉันฟังว่าเธอเพิ่งจะตกงานจริงๆ
ทำให้ฉันนั่งไม่ติดเลย
ฉันไม่รู้ว่าจะพูดกับเธอยังไงดี
มันเหมือนยิงเข้าเป้า
นี่คือความเป็นจริงสำหรับผู้คนมากมาย
แม้จะสนุกกับการแสดงเป็นตัวละครตัวนี้
แต่ที่ตลกก็คือ
เคนดริคได้รับเลือกให้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้
ทั้งๆ
ที่เธอรู้สึกว่าสนามบินเปรียบเสมือนนรกส่วนตัว
ฉันเกลียดสนามบิน
แล้วฉันก็ไม่มีความสุขกับการขึ้นเครื่องบินเลย
สำหรับฉัน
สนุกมากที่เราถ่ายทำกันตามสนามบินแบบไม่หยุด
สำหรับฉัน
นั่นคือหัวใจของการสูญเสียความควบคุมส่วนตัวไปจริงๆ
เธอยังเป็นห่วงเรื่องที่ต้องทำงานเคียงข้าง
จอร์จ คลูนี่ย์
แต่เธอก็เบาใจลงได้อย่างรวดเร็ว ฉันกลัวมาก
ทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล เคนดริคเล่า ไม่ใช่เพียงเพราะเขาคือ
จอร์จ คลูนี่ย์ นะ
ถึงแม้นั่นจะน่ากลัวเหมือนกัน
แต่ฉันยังตื่นเต้นกับบทนี้
และอยากจะแสดงออกมาให้ดี แล้วพอฉันได้เจอเขา
และเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงได้พยายามปลอบให้ฉันใจเย็นด้วยการพูดว่า
ไม่เป็นไรน่า เขาเป็นคนดีจริงๆ นะ
เจสัน เบ็ทแมน
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับบทเป็นพ่อที่ลังเลกับการรับอุปการะเด็กที่ยังไม่เกิดในภาพยนตร์เรื่อง
Juno ได้กลับมาร่วมงานกับไรต์แมนอีกครั้งในบท
เคร็ก เกรกอรี่ เจ้านายของไรอัน บิงแฮม เมื่อผมได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมรู้ว่า เคร็ก เกรกอรี่
ต้องเป็นตัวละครที่น่าเล่นแน่ เบ็ทแมนบอก เขาเป็นนักธุรกิจที่ใส่สายดึงกางเกง
เป็นผู้ชายในแบบที่ผมเกลียดมาก
บทพูดแต่ละประโยคบ่งชี้ว่าเขาเป็นใคร
เขาเป็นผู้ชายประเภทที่คุณคงไม่อยากทำงานให้
เปรียบเสมือน ดาร์ธเวเดอร์
ในเวอร์ชั่นที่ไร้จิตวิญญาณมากกว่า
ไรต์แมนรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เบ็ทแมนมารับบทที่มีความแตกต่างออกไปแบบนี้
เจสันเล่นบทประสบสอพลอมาเยอะ
แต่เขาลงเอยด้วยการคิดหาวิธีการแสดงแบบใหม่ใส่ลงไปในตัวเคร็ก
เกรกอรี่ ไรแมนบอก
ในทางกลับกัน
เบ็ทแมนบอกว่าเขากับทีมนักแสดงทั้งหมด
ได้รับแรงบันดาลใจที่จะสำรวจตัวละครผ่านปริซึมของการหลอมรวมระหว่างเรื่องราวดราม่ากับเรื่องแนวตลกของไรต์แมน
งานดราม่าของเจสันเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน
ซึ่งเป็นเพราะเขาสนใจในตัวคนจริงๆ
ที่มีปัญหาจริงๆ เบ็ทแมนสรุป อารมณ์ขันของเขาเป็นอารมณ์ขันที่ทั้งตลกและกินใจ
มีคนไม่มากนักหรอกที่จะรู้วิธีทำแบบนั้นได้
แต่เจสันคือหนึ่งในนั้นแน่ๆ
รัดเข็มขัดได้แล้ว
การเดินทางของไรอัน
บิงแฮมเริ่มหกคะเมนตีลังกาเมื่อเขาได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงานของน้องสาวในวิสคอนซิน
ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวที่เขาเคยเฉยชาใส่
และได้กระตุ้นความหิวกระหายที่คาดไม่ถึงของเขาขึ้นมา
เจสัน
ไรต์แมนมองว่าการที่ไรอันต้องมาเผชิญหน้ากับครอบครัวของเขา
มีความสำคัญทั้งต่อส่วนที่เป็นอารมณ์ขันและส่วนดราม่าของภาพยนตร์เรื่องนี้
องค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับหนังสือของ
วอลเตอร์ เคิร์น เรื่องนี้
ก็คือไอเดียที่ไรอันต้องเดินทางไปงานแต่งงานของน้องสาวโดยส่วนตัวผมเกลียดงานแต่งงานมาก
ผมก็เลยเน้นไปว่าไรอันไม่อยากไป
แต่ขณะเดียวกัน
ผมก็คิดว่ามันเป็นโอกาสอันดีที่ไรอันจะแสดงให้เห็นว่าเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ว่าเขาต้องการบางอย่างมากขึ้น
ว่าเขาพร้อมที่จะผูกพันแล้ว
ไรต์แมนรู้สึกสนุกกับการเลือกตัวนักแสดงที่จะมารับบทเป็นสมาชิกครอบครัวบิงแฮม
ผมต้องการให้ตัวละครเหล่านี้ดูตลก
แต่ก็ต้องตรงไปตรงมาอย่างมาก
และต้องน่าประทับใจอย่างประหลาดด้วย
แล้วผมก็ได้ลักษณะเช่นนั้นในตัวเมลานี่
ลินสกี้ ซึ่งเล่นเป็นน้องสาวของไรอัน
เธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก มีอารมณ์ขัน
และเศร้า และอ่อนหวาน เมื่อไรอันถามเธอว่า อยากให้ฉันเดินไปส่งตัวเธอที่แท่นพิธีไหม
ก่อนที่เธอจะทันได้ปฏิเสธ
คุณสามารถเห็นคำตอบได้ในตาของเธอ
มันทำให้ผมหัวใจสลายทุกครั้งที่ดูฉากนี้
แล้วแดนนี่
แม็คไบรด์ก็คือคนที่ผมอยากจะร่วมงานด้วยมาตั้งแต่ที่ได้เห็นเขาในภาพยนตร์เรื่อง
All the Real Girls
เขาตลกเสียจนคนดูลืมไปเลยว่าเขาเก่งแค่ไหนในเรื่องการทำให้การแสดงดูเรียบง่าย
ดังนั้น
ผมเลยตื่นเต้นมากที่ให้เขาได้แสดงบทที่ไม่ตลกเลย
แม็คไบรด์ นักแสดงและนักเขียนที่เมื่อเร็วๆ
นี้แสดงนำในซีรีส์แนวตลกของ HBO เรื่อง
Eastbound and Down
รู้สึกผูกพันกับเนื้อหาของเรื่องนี้ทันที ผมชอบโทนของบทภาพยนตร์เรื่องนี้
มันมีความเป็นธรรมชาติอย่างมาก
เจสันมีโทนและสไตล์ที่แจ๋วมาก แม็คไบรด์บอก ทั้ง
Thank You for Smoking และ Juno ตลกมาก
และยังมีความอบอุ่น
นั่นคือภาพยนตร์ตลกที่ผมอยากจะแสดงเหลือเกิน
เขายังสนุกไปกับจุดหักมุมที่ตัวละครของเขาต้องเจออีกด้วย
จิมเป็นผู้ชายอายุ 30 กว่าๆ ในเมืองเล็กๆ
ในแบบที่คุณเห็นอยู่ทั่วไป
เป็นคนที่คิดอยู่เสมอว่าชีวิตคือการแต่งงาน
ซื้อบ้านสักหลัง และมีครอบครัว จากนั้น
ในเช้าวันแต่งงานของเขา เขากลับเกิดเปลี่ยนใจ
แม็คไบรด์อธิบาย มันกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญไม่ใช่แค่สำหรับจิม
แต่สำหรับไรอันด้วย
เพราะกลับกลายเป็นว่าเขาเองก็กลัวเรื่องเดียวกับที่จิมกลัว
ในขณะพยายามคิดหาคำพูดเหมาะๆ ที่จะพูดกับจิม
ไรอันได้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตของเขาเอง
ลินสกี้ ซึ่งเป็นชาวนิวซีแลนด์
ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากบทในซีรีส์ทางทีวีเรื่อง
Two and a Half Men
และเป็นเจ้าของผลงานภาพยนตร์เมื่อไม่นานมานี้หลายเรื่อง
ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ของ แซม เมนเดส เรื่อง Away
We Go และภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก
เรื่อง The Informant!
ไม่อาจต้านทานตัวละครของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เช่นกัน
ฉันอยากร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก
ลินสกี้เล่า และแคสติ้งไดเร็คเตอร์ก็พูดกับฉันว่า
อย่าให้เจสันรู้นะว่าคุณพูดสำเนียงนิวซีแลนด์
ถ้าคุณจะพูดอะไรออกมา
ให้พูดด้วยสำเนียงอเมริกัน
แต่โชคร้ายที่ฉันไม่เก่งกับการดัดสำเนียงเมื่อฉันต้องพูดในฐานะที่เป็นตัวเองจริงๆ
ฉันเลยลงเอยด้วยการนั่งเงียบตลอดยกเว้นตอนที่ฉันต้องแสดง
เขาขอให้ฉันแสดงเพิ่มอีกฉากหนึ่ง
แล้วฉันก็แค่พยักหน้า สุดท้าย
กลายเป็นว่ามันได้ผลจริงๆ
เพราะมาจากครอบครัวใหญ่
ลินสกี้บอกว่าเธอจึงเข้าใจหัวอกของไรอันที่แทบไม่รู้จักจูลี่
น้องสาวของเขาเลย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสนใจนะ
เพราะว่ามันเป็นการแสดงภาพให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าหลายครอบครัวเป็นยังไงกัน
ลินสกี้อธิบาย ฉันเองรู้สึกได้เลยถึงความอึดอัด
ถึงแม้คุณจะเป็นญาติพี่น้องกับบางคน
แต่ก็ยังมีความรู้สึกเหมือนห่างเหินกันอยู่ดี
ไรต์แมนตัดสินใจตั้งแต่แรกแล้วว่ารูปแบบที่เขาอยากจะถ่ายทำฉากงานแต่งงานของจูลี่และจิม
รวมถึงฉากงานฉลองก็คือ
ถ่ายออกมาราวกับเขาได้รับการว่าจ้างโดยจูลี่และจิมให้บันทึกภาพวันแห่งความชื่นมื่นเอาไว้
ฉากนี้ ซึ่งรวมถึงฉากงานเลี้ยงฉลอง
ไม่ได้ถ่ายทำโดยใช้ฟิล์ม
แต่เป็นการถ่ายภาพโดยกล้องวิดีโอ
มีการซักซ้อมการแสดงหนึ่งคืนโดยทีมนักแสดงใส่เสื้อผ้าของตัวเอง
โดยจะมีผู้จัดงานแต่งงานตัวจริง
กับบาทหลวงมาคอยให้คำแนะนำกับเจสันและทีมนักแสดง
รวมถึงทีมงานว่างานจะดำเนินไปอย่างไรถ้าเป็นงานแต่งงานจริงๆ
ผลลัพธ์ออกมาเกินจริงมากสำหรับลินสกี้ แดนนี่ตลกมาก
และวันนั้นก็แสนจะประหลาดจริงๆ จู่ๆ
เราก็มองจ้องหน้ากัน และพูดว่า ว้าว
ฉันรู้สึกเหมือนเรากำลังแต่งงานกันจริงๆ เลย
เราอาจจะรู้สึกผูกพันกันอย่างแปลกๆ
แบบนี้ไปตลอดชีวิตที่เหลือก็ได้
ฉันเคยแต่งงานในภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้ว
และในชีวิตจริงก็แต่งงานแล้วด้วย
แต่นี่เป็นครั้งแรกของแดนนี่
มันก็เลยตลกมากเป็นพิเศษ
แม็คไบรด์เองก็อินไปกับบรรยากาศเฉลิมฉลองเช่นกัน
มันสมบูรณ์แบบมากทีเดียว แม็คไบรด์หัวเราะ ผมคิดว่าจะโทรไปหาคู่หมั้นผมเพื่อถามว่าเธออยากจะไปที่เซนต์หลุยส์
เราจะได้จัดงานแต่งงานของเราเองหรือเปล่า
เธออาจใส่ชุดของเมลานี่ได้
มันคงจะเยี่ยมมากเลย
บริการบนเครื่อง
Up in the Air
คือภาพยนตร์ที่การเดินทางโดยเครื่องบิน
ถือเป็นดารานำของภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน
การเดินทางจากเมืองสู่เมือง
จากสนามบินสู่อีกสนามบิน
แทบไม่ได้เหยียบยืนอยู่บนพื้นดิน
เป็นการเร่งรีบเดินทางให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
เจสัน ไรต์แมนเล่าว่า
เมื่อถึงเวลาที่ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้
มันกลายเป็นงานออกแบบที่มีความท้าทายที่น่าสนใจมาก
ผมคิดว่าผู้คนส่วนใหญ่คงคิดว่างานออกแบบฉากที่มีความยากคือการออกแบบฉากที่เกิดขึ้นในอังกฤษศตวรรษที่
17 แต่อันที่จริงแล้ว
คนทั่วไปคงไม่รู้หรอกว่าเมื่อร้อยปีที่แล้วเป็นยังไง
ในทางตรงกันข้าม
ภาพยนตร์อย่างเรื่องนี้ต้องให้ภาพที่ถูกต้องสมบูรณ์
ไรต์แมนให้ความเห็นไว้ คุณมองภาพบนจอ
และคุณจะรู้ได้ทันทีเลยว่าคุณจะเชื่อมันได้หรือไม่
นั่นคือบ้านเกิดของคุณจริงหรือเปล่า
นั่นใช่เมืองที่คุณอาศัยอยู่หรือไม่
หน้าตาออฟฟิศคุณเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า
ไรต์แมนกล่าวต่อไปว่า เราถ่ายทำกันในห้าเมือง
แต่เราต้องแสดงภาพของเมือง 20 เมือง และสตีฟ
แซ็กแล็ด โปรดักชั่นดีไซเนอร์ของเรา
ถือเป็นอัจฉริยะที่บางครั้งเขาก็สามารถเซ็ตฉากห้าเมืองเอาไว้ในตึกหลังเดียวได้
เราแค่เดินขึ้นจากชั้นนี้ไปชั้นนั้น
จากฉากหนึ่งไปอีกฉากหนึ่ง
แล้วเราก็กำลังเดินข้ามทวีปกันเลยล่ะ
ขณะเดียวกัน
ผมอยากให้รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
ทุกครั้งที่ไรอันเดินทางไปยังที่ใหม่ๆ
วินาทีหนึ่ง คุณอยู่ในไมอามี่ริมน้ำ
แล้ววินาทีถัดไป คุณอยู่ในดีทรอยต์กลางหิมะ
ผมอยากให้สัมผัสได้ถึงสภาพอากาศแบบนั้น
ผมอยากเห็นพวกเขาสูดอากาศ
ทุกอย่างจึงต้องเปลี่ยนไปจากเมืองนี้ไปสู่เมืองนั้น
การจัดแสง การออกแบบฉาก
และเสื้อผ้าต้องเปลี่ยนแปลงไปจนหมด
ยังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภายในตัวไรอัน
บิงแฮม เมื่อตอนเริ่มเรื่อง
ทุกอย่างดูดีไปหมด คุณเดินเข้าไปในสนามบิน
มันสมบูรณ์แบบ ไร้มลทินใดๆ
และทุกคนก็ใส่ชุดที่ตัดเย็บมาเป็นอย่างดี
คุณคงไม่สามารถจินตนาการถึงสถานที่ที่เลิศหรูกว่านี้ได้แล้ว
ไรต์แมนอธิบาย แต่ในตอนสุดท้ายของเรื่อง
เมื่อชีวิตของไรอันเปลี่ยนแปลงไป
มุมมองที่เขามีต่อสนามบินก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
จู่ๆ ทุกอย่างก็ดูฉาบฉวย วุ่นวาย
และยุ่งเหยิงไปหมด
แดเนียล ดูบีคกี้เล่าเสริมว่า เมื่อไรอันเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป
คุณจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในทุกองค์ประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้
ทั้งในส่วนของสีสันและรายละเอียด
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่กำลังเกิดขึ้นกับตัวละครและในบทพูดเท่านั้น
แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเสียงเพลงด้วย
เกิดขึ้นในงานออกแบบฉาก เกิดขึ้นกับเสื้อผ้า
เกิดขึ้นกับการจัดแสง
การเปลี่ยนแปลงคือส่วนหนึ่งของจินตนาการโดยรวมของเจสัน
เมืองต่างๆ ที่ไรอัน บิงแฮมเดินทางไปเพื่อ ให้คำปรึกษาในด้านการเปลี่ยนแปลงงาน
ถูกเลือกอย่างพิถีพิถันเพื่อแสดงให้เห็นถึงคนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อของการลดขนาดองค์กร
ปัญหาการล้มละลาย
และการเพิกถอนสิทธิในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้
รวมถึงดีทรอยต์ (เมืองแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์),
ฟีนิกซ์ (ศูนย์กลางของธุรกิจประกันสุขภาพ),
เซนต์หลุยส์ (ศูนย์กลางของวงการสุรา)
และวิชิต้า (ศูนย์กลางบริษัทด้านการเงิน)
เมื่อไรต์แมนพยายามเฟ้นหาตัวทีมงานเบื้องหลัง
เขาได้โทรศัพท์หาลูกทีมที่เคยร่วมงานกับเขามาแล้ว
อาทิเช่น ผู้กำกับภาพ เอริค สตีลเบิร์ก,
โปรดักชั่นดีไซเนอร์ แซ็กแล็ด
และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แดนนี่ คลิคเกอร์
เขายังได้กลับมาร่วมงานกับผู้จัดการโลเกชั่น
จอห์น ลาเทนเซอร์
ซึ่งเคยทำหน้าที่หาโลเกชั่นให้เขาในภาพยนตร์เรื่อง
Thank You for Smoking ด้วย ถึงแม้จะมีงานให้ต้องทำมากขึ้น
แต่ผมชอบความจริงที่ว่าเจสันชอบถ่ายทำตามโลเกชั่นจริงๆ
ลาเทนเซอร์ยอมรับ การถ่ายทำตามโลเกชั่นจริงทำให้ภาพมีความสมจริงมากขึ้น
ซึ่งไม่สามารถจำลองได้ในโรงถ่าย
ก่อนอื่น
ลาเทนเซอร์ต้องบีบการเลือกโลเกชั่นให้แคบลงมาก่อน
การวิเคราะห์ข้อมูลชี้ไปที่เซนต์หลุยส์,
มิสซูรี่ ที่พวกเขาใช้เป็นฐานของการถ่ายทำ
เพราะความหลากหลายของสไตล์สถาปัตยกรรม
ดีทรอยต์, โอมาฮ่า, ไมอามี่
และลาสเวกัสถูกเพิ่มเข้ามาในภายหลัง
ห้าเมืองเหล่านี้จะใช้เป็นตัวแทนโลเกชั่นสำหรับเมืองฟีนิกซ์,
วิชิต้า, ชิคาโก้, ฮูสตัน และวอพาค่า,
วิสคอนซิน
พื้นที่หลายย่านในเซนต์หลุยส์ดูคล้ายกับหลายพื้นที่ในชิคาโก้และโอมาฮ่า
สุดท้าย กองถ่ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำ ณ
โลเกชั่นกว่า 30 แห่งทั่วเมืองนี้ นอกจากนี้
ยังมีอีกกว่า 50 ฉากในสนามบินและบนเครื่องบิน
ปกติแล้ว
กองถ่ายหนังมักจะหลีกเลี่ยงการถ่ายทำในสถานที่ที่เสียงดังและยุ่งเหยิง
แต่เจสันตัดสินใจตั้งแต่แรกๆ
แล้วว่าเขาต้องถ่ายทำที่สนามบินจริงๆ
ลาเทนเซอร์บอก
นับแต่เหตุการณ์ 9/11
การถ่ายทำในสนามบินยิ่งมีปัญหามากขึ้น ทุกอย่างต้องได้รับการวางแผนเอาไว้ทั้งหมด
ซึ่งรวมถึงรูปแบบของการลำเลียงเครื่องมือและทีมงานเข้าไปที่สนามบินด้วย
ลาเทนเซอร์อธิบาย ทีมงานทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของทีเอสเอ
และต้องมีการตรวจสอบประวัติล่วงหน้าด้วย
เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานตามปกติของสนามบินได้เลย
โชคดีที่ทางกองถ่ายได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์สไว้แล้ว
ปัญหาจึงมีน้อยมาก
และพนักงานและผู้โดยสารมากมายต่างก็ประหลาดใจและดีใจที่ได้เจอ
จอร์จ คลูนีย์ ตัวจริง
ซึ่งคลูนีย์ก็พร้อมที่จะโบกมือและยิ้มทักทายแฟนๆ
อยู่แล้ว
งานถ่ายทำเริ่มต้นที่สนามบินดีทรอยต์
เมโทรโพลิแทน
ที่ซึ่งทางกองถ่ายใช้เวลาถ่ายทำนานสามวันในเทอร์มินัลแม็คนามาร่าที่สร้างขึ้นใหม่
และเทอร์มินัลเบอร์รี่
โดยทีมศิลปกรรมสามารถใช้ที่นี่เป็นสแตนด์อินให้กับสนามบินอีกหลายแห่งได้
แซ็กแล็ดเล่าว่า ในสนามบินแห่งหนึ่ง
เราสามารถใช้เป็นสนามบินได้ถึง 5
แห่งที่คุณเชื่อได้สนิทใจเลยว่าอยู่ในแถบมิดเวสท์
ในเซนต์หลุยส์
ทางกองถ่ายได้เข้ายึดตึกเจนอเมริกาที่มีความสูงหกชั้นในย่านดาวน์ทาวน์
ซึ่งถูกใช้ในการถ่ายทำฉากภายในสำนักงานใหญ่ของไรอัน,
ซันแคสชวลตี้ในฟีนิกซ์,
บริษัทผลิตสุราในเซนต์หลุยส์
และฉากที่อเล็กซ์โทรศัพท์จากห้องประชุมในแอตแลนต้า
ตึกแห่งนี้อยู่ติดกับบอลปาร์ก ฮิลตัน
ที่ซึ่งเป็นที่ถ่ายทำอีกหลายฉากด้วยกัน
แซ็กแล็ดได้กำหนดโทนให้กับสำนักงานในแต่ละเมืองด้วยโทนสีและรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น
ฟีนิกซ์จะใช้สีสันแบบเซ้าธ์เวสต์ที่เป็นสีธรรมชาติ
สำหรับวิชิต้า จะเป็นสีแดงและทอง
ขณะที่ดีทรอยต์ เมืองแห่งรถยนต์จะเป็นสีเทา,
แดง และสีฟ้าเย็นๆ เราต้องวางกรอบงานเอาไว้ให้แน่นอน
เพื่อให้คนดูรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
แซ็กแล็ดอธิบาย
ยังมีห้องภายในโรงแรมที่แตกต่างกันถึง 7 แห่ง
สิ่งที่ช่วยแซ็กแล็ดเอาไว้ได้
ก็คือความจริงที่ว่าได้มีการทำข้อตกลงกับโรงแรมในเครือฮิลตันเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
อย่างไรก็ดี
แซ็กแล็ดและไรต์แมนต้องการสิ่งที่มีความพิเศษมากขึ้น
เราปฏิเสธรูปแบบโรงแรมที่ดูร่วมสมัยมากเกินไป
แซ็กแล็ดบอก สิ่งที่เราต้องการคือโรงแรมที่ให้ความรู้สึกที่ไร้กาลเวลาและคลาสสิก
เพราะไรอันไม่ใช่ผู้ชายที่มีจินตภาพมากนัก
ยังมีองค์ประกอบทางด้านจิตวิทยาที่ถูกใส่ลงไปในการตกแต่งห้องของโรงแรมที่เข้ากับธีมของเรื่อง
เจสันรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าเขาต้องการความรู้สึกที่ว่า
เมื่อไรอันเสียบการ์ดเปิดห้องเข้าไปในประตู
เขาสามารถเข้าไปในห้อง
โดยที่เขาไม่ทันได้เปิดไฟ
เขารู้เลยว่าตู้เสื้อผ้าอยู่ที่ไหน
เสื้อคลุมถูกเก็บเอาไว้ที่ไหน
ช่องเก็บกระเป๋าอยู่ที่ไหน
และไฟของห้องน้ำอยู่ตรงไหน
เราพยายามทำให้โลกของไรอันมีอยู่อย่างจำกัด
แซ็กแล็ดอธิบาย
ในส่วนแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้
แซ็กแล็ดตั้งข้อสังเกตว่า
โลเกชั่นแทบจะเป็นพื้นที่โรงงานเกือบทั้งหมด
มากกว่าที่จะเป็นสถานที่ส่วนตัว ไรอันต้องเดินทางไปตามบริษัทต่างๆ
โรงแรม สนามบิน และสำนักงาน
แม้แต่บ้านของเขาก็เหมือนห้องในโรงแรม
สำหรับฝ่ายศิลปกรรม
นั่นคือความท้าทายที่โดดเด่นอย่างมาก
แซ็กแล็ดบอก
เมื่อการถ่ายทำย้ายไปอยู่ที่วอพาค่า,
วิสคอนซินสำหรับฉากแต่งงาน
การออกแบบฉากต้องเป็นแบบ 180 องศา เราสนุกมากกับการแสดงฉากแต่งงานที่วอพาค่า
แซ็กแล็ดบอก ที่นั่น
เรามีสีสันและข้าวของเยอะแยะ
แผนกตกแต่งฉากใช้เวลาหลายชั่วโมงออกแบบและตกแต่งโต๊ะอาหาร
เรามีแม้กระทั่งเค้กแต่งงานที่ทำเองที่บ้าน
สนุกสนานมากเลยแหละ
ผู้ที่ต้องมาจับภาพความแตกต่างทั้งหมดนี้ก็คือผู้กำกับภาพ
เอริค สตีลเบิร์ก ผู้รู้จักกับ เจสัน ไรต์แมน
มาตั้งแต่สมัยไฮสกูล
และก่อนหน้านี้เขาก็คือคนที่ถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Juno เอริคสลับสับเปลี่ยนชอตที่มีความเซ็กซี่
งดงาม กับฉากที่ต้องดูแห้งแล้ง
เหมือนเป็นภาพจากภาพยนตร์สารคดี
แซ็กแล็ดอธิบาย
ในการพูดคุยเรื่องงานกันครั้งแรกๆ
สตีลเบิร์กเล่าว่าไรต์แมน บอกผมว่าเขาอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้การเดินทางชั้นธุรกิจดูโรแมนติค
เขาพูดถึงชายที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลาผู้นี้
ผู้รักที่จะเดินทาง เขาชอบโรงแรมที่พัก
เขาชอบที่ได้อยู่บนเครื่องบิน
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ชอบเลยเมื่อต้องเดินทาง
เจสันอยากให้เรามองโลกทั้งหมดผ่านสายตาของไรอัน
และเขาก็อยากให้มันดูเซ็กซี่
ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ดังนั้น
เราจึงต้องแสดงภาพการเดินทางเมื่อกาลเวลาผ่านไปนานหลายปี
เมื่อผู้คนแต่งตัวเพื่อขึ้นเครื่องบิน
ถึงแม้มันจะไม่ใช่สนามบินใหม่หรือเป็นสนามบินที่สวยงาม
เราพยายามหาทางที่จะทำให้มันดูเลิศหรูโรแมนติคให้ได้
การไปถ่ายทำตามโลเกชั่นจริงเพิ่มความท้าทายให้มีมากขึ้น
มันยากที่จะถ่ายทำกันที่สนามบินและล็อบบี้โรงแรมที่เปิดทำการอยู่
อันที่จริง นอกจากฉากภายในเครื่องบินแล้ว
เราแทบไม่ได้ถ่ายทำกันในฉากที่สร้างขึ้นเลย
เราถ่ายทำฉากหนึ่งบนเครื่องบินเจ็ท 757
ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์จริงๆ
ที่จอดอยู่ในโรงเก็บเครื่องบิน แต่ถึงกระนั้น
เราก็ยังเจอกับข้อห้ามมากมาย สตีลเบิร์กเล่า
ไม่ว่าจะถ่ายทำที่ไหน
การจัดแสงของสตีลเบิร์กจะเป็นการติดตามการทำงานของบิงแฮมในฐานะตัวละคร
เมื่อคนดูได้พบกับตัวละครตัวนี้ครั้งแรก
สตีลเบิร์กเล่าว่า
ภาพที่ได้จะดูเนี๊ยบเฉียบเล็กน้อย
แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปอย่างสมจริงมากขึ้น
ภาพก็จะเปลี่ยนตามไป ในตอนแรก
เราใช้การจัดแสงแรงๆ เมื่อเรื่องเดินหน้าไป
แสงจะซอฟต์ลง อบอุ่นมากขึ้น เหมือนตัวไรอัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราก็คือการถ่ายทำและการจัดแสงในแบบที่คนดูรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไป
ที่อยู่ในทีมออกแบบด้วย ก็คือ แดนนี่
คลิคเกอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วในปีนี้จากภาพยนตร์เรื่อง
Milk
เขาเคยร่วมงานกับไรต์แมนมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง
Thank You for Smoking คลิคเกอร์เป็นคนร่าเริงมาก
และเป็นอัจฉริยะด้วย
ไรต์แมนกล่าวชมเพื่อนร่วมงานหลังจอของเขา สายตาในการเลือกเสื้อผ้าของเขาไม่มีใครทัดเทียม
ผมยังนึกภาพตัวเองสร้างภาพยนตร์โดยไม่มีเขาไม่ได้เลย
นี่คือภาพยนตร์ที่ตัวละครเอกต้องสวมสูทเหมือนกันในทุกฉาก
แต่จะต้องดูมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วย
เมื่อไรอันเดินทาง
เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ว่าเขาจะได้พบใคร
คนเหล่านั้นต้องเป็นตัวแทนของเมืองๆ นั้น
และคลิคเกอร์ก็ตีโจทย์แตกกระจุย
คลิคเกอร์บอกว่ามันเริ่มต้นด้วยความชื่นชมที่เขามีต่อตัวบทภาพยนตร์และตัวผู้กำกับ
เจสันมีวิธีเล่าเรื่องที่ทั้งฉลาดและตลกอย่างมาก
สามารถดึงคนดูให้อินไปกับตัวภาพยนตร์และท้าทายพวกเขาด้วย
เจสันเป็นผู้กำกับที่ใส่ภาพยนตร์ทั้งเรื่องเอาไว้ในหัวของเขา
เขามักจะควบคุมสิ่งที่เขาพยายามจะนำเสนอผ่านกล้องได้เสมอ
การแก้ปริศนาเสื้อผ้าของไรอัน
บิงแฮมคือความท้าทายแรกและเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคลิคเกอร์
คลิคเกอร์เล่าว่า เมื่อมองภายนอก ไรอัน
บิงแฮมคือปรมาจารย์ทางด้านศิลปะการใช้ชีวิตจากกระเป๋าถือ
ผมอยากให้เกียรติกับไอเดียที่ว่าเขาเลี่ยงสัมภาระทุกรูปแบบ
เขาเดินทางโดยมีทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าถือของเขา
คลิคเกอร์อธิบาย ผมทำงานอย่างใกล้ชิดกับจอร์จ
คลูนี่ย์ และกับเจสันด้วย
เพื่อสร้างเสื้อผ้าที่ผ่านการตัดเย็บอย่างประณีต
ซึ่งต้องเข้ากันกับกระเป๋าใบเล็กใบนี้
และผู้ชายที่กำลังเดินทาง
เราใช้ความรู้สึกแบบยุค 60
ที่ดูคลาสสิกสำหรับชุดของไรอัน ในยุค 60
คุณอาจมีเสื้อนอกแค่ตัวเดียว กับกางเกงสองตัว
ดังนั้นเขาจึงมีชุดสูทสองชุดที่เขาใส่สลับกันในระหว่างเดินทาง
เรื่องนี้ยังเรียกร้องให้ จอร์จ คลูนี่ย์
ต้องเปลี่ยนมาดไปจากเดิมด้วย คนดูคงคุ้นเคยกับการเห็นเขาใส่สูทอิตาเลี่ยน
คลิคเกอร์บอก แต่ในกรณีนี้
ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวพันอย่างเหนียวแน่นกับงานในบริษัทอเมริกัน
ผมจึงอยากใส่ลุคที่เป็นอเมริกันแท้ๆ
เป็นสไตล์พี่น้องบรูกส์ที่แสนคลาสิก
เสื้อผ้าในสไตล์เรียบง่ายของบิงแฮมเน้นหนักไปในเรื่องของรายละเอียด
เสื้อเชิ้ตทุกตัวที่เขาใส่เป็นการสั่งตัดในโทนสีเทา
ซึ่งจะดูงดงามอยู่เสมอไม่ว่าคุณจะจับเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนก็ตาม
เสื้อโค้ทของเขาตัดจากผ้าแคชเมียร์ที่ดีที่สุดเท่าที่คุณหาซื้อได้
เพราะมันสะท้อนแสงได้อย่างงดงาม
และประสานกลมกลืนไปกับแบ็คกราวน์
เราทำงานอย่างหนักเพื่อให้เขามีลักษณะเป็นมืออาชีพ
แต่ไม่ล้าสมัย
ความใส่ใจในรายละเอียดยังมีเรื่อยจนมาถึงเท้าของคลูนี่ย์
ซึ่งคลิคเกอร์เล่าว่า ไรอันชื่นชอบสิ่งที่มีความว่องไวและมีประสิทธิภาพ
และคงไม่มีสิ่งใดจะมีประสิทธิภาพเท่ารองเท้าที่สวมใส่ได้ง่ายอีกแล้ว
รองเท้าของเขาเป็นมิตรกับสนามบิน
และทำให้เขาผ่านเครื่องตรวจจับโลหะได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งของอีกอย่างหนึ่งที่ไรอันรักที่สุดคือสิ่งที่อยู่ในหัวใจของไรต์แมน
นั่นก็คือกระเป๋าเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุดของเขา
ผมมีกระเป๋าล้อลากที่ผมสามารถกินอยู่กับมันได้นานหลายอาทิตย์
ไรต์แมนสารภาพ ผมประมาณเวลาที่จะใช้ในการผ่านด่านรักษาความปลอดภัย
เพื่อจะใส่ของและรื้อของ
ดังนั้นฉากเหล่านั้นจึงเกิดมาจากชีวิตจริงของผมแท้ๆ
สำหรับอเล็กซ์
ซึ่งเปรียบเสมือนไรอันในเวอร์ชั่นผู้หญิง
รับบทโดยวีร่า ฟาร์ไมก้า
คลิคเกอร์เลือกภาพลักษณ์ที่มีกลิ่นอายของความสำเร็จคล้ายๆ
กัน อเล็กซ์งดงาม เต็มไปด้วยความเร้าใจ
และฉลาดมาก คลิคเกอร์บอก โชคดีที่วีร่าคือหนึ่งในนักแสดงที่หาได้ยากที่รู้จักร่างกายของเธอดี
เธอสามารถเคลื่อนไหวและแสดงอารมณ์ของเสื้อผ้าออกมาได้ในแบบที่ยังคงดูทรงพลังมหาศาล
เธอเป็นนักแสดงที่ไม่เกรงกลัวอะไร
และในการลองเสื้อ
แทนที่จะลองเสื้อผ้าแบบธรรมดา
เธอกลับสำรวจว่ามันจะช่วยในการแสดงของเธอได้อย่างไร
คลิคเกอร์อธิบายต่ออีกว่า เธอมักจะนุ่งกระโปรงผ้าไหมกับสูทอาร์มานี่ที่ดูนุ่มนวล
ถึงแม้ลายทางบนชุดสูทของเธอจะเป็นลายที่เด่นชัด
แต่มันกลับถูกสวมใส่ในแบบที่มีลูกเล่น
และมีความเป็นหญิงมากขึ้น
เธอยังมีเดรสสีดำที่ดูสวยมาก
ซึ่งรวมถึงเสื้อคอปกที่ดูเรียบร้อยที่เธอใส่ในฉากแต่งงาน
เสื้อผ้าของเธอดูมีเสน่ห์
แต่ก็ต้องเหมาะสำหรับกระเป๋าของนักธุรกิจด้วย
การแต่งตัวให้กับ นาตาลี ตัวละครของแอนนา
เคนดริคตรงกันข้ามเลยกับอเล็กซ์
เช่นเดียวกับนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ส่วนมากที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย
เธอมีเสื้อผ้าน้อย เพราะเธอยังมีเงินไม่มากนัก
สิ่งหนึ่งที่ผมทำ
ก็คือการให้เธอแต่งชุดแบบสามชิ้นเสมอ ดังนั้น
ถ้าเธอมีสูทสักชุด มันก็จะเป็นเสื้อนอก
กระโปรง และสแล็ค
เสื้อเชิ้ตของเธอทุกตัวเป็นเสื้อใส่ในงานธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ
ชุดสูทสามชิ้นคือวิธีที่เธอจะใช้สร้างสไตล์การแต่งตัวแบบมืออาชีพด้วยงบที่มีจำกัดของเด็กที่เพิ่งเรียนจบ
เช่นเดียวกับแซ็กแล็ด
คลิคเกอร์สนุกกับการย้อนกลับไปออกแบบเสื้อผ้าให้กับฉากแต่งงาน
งานแต่งงานเป็นตัวแทนให้กับด้านที่แสนเจ็บปวดของไรอัน
เป็นจุดที่เราเริ่มเข้าใจว่าเขามาจากแบ็คกราวน์ของครอบครัวติดดิน
คลิคเกอร์ตั้งข้อสังเกต สิ่งแรกที่ผมทำคือการตั้งงบให้เท่ากับงบของจูลี่
เราจะต้องสร้างความรู้สึกที่ว่าคุณไม่ได้กำลังมองดูคนแปลกหน้าบนจอหนัง
แต่ดูคนที่คุณอาจจะรู้จักก็ได้
ในทางกลับกัน
หนึ่งในงานที่สร้างสรรค์ที่สุดของคลิคเกอร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวละครหลักตัวไหนเลย
แต่เกี่ยวกับตัวประกอบที่อยู่ตามสนามบินและฉากในโรงแรมมากกว่า
และยังเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่การสร้างรสนิยมของเมืองต่างๆ
ที่มีความหลากหลาย หลังจากได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมบอกเจสันว่าผมอยากจะใส่แนวคิดในเรื่องของการแบ่งเขตพื้นที่
คลิคเกอร์บอก ดังนั้นคุณจะเห็นสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ อย่างในอริโซน่า ตอนเริ่มต้นเรื่อง
คนจะใส่ชุดสีเทอร์คอยส์
แม้กระทั่งในส่วนเล็กที่สุด
เราก็ทำให้แน่ใจว่าจะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ให้เห็น
เราไม่ได้ต้องการจะทำให้คนดูเห็นมันจะๆ
แต่เราเลือกที่จะใส่รายละเอียดเล็กๆ
ลงไปเพื่อทำให้การเดินทางนี้มีภาพที่น่าตื่นเต้น
หนึ่งในเป้าหมายของผมก็คือการทำให้แน่ใจว่า
เมื่อเรื่องราวจบลง
คนดูจะมีความรู้สึกว่าพวกเขาก็เหมือนกับไรอัน
บิงแฮม ที่เดินทางไปทั่วประเทศ
โดยรวมทุกอย่างเอาไว้
เมื่อเครื่องร่อนลงจอด
เมื่องานถ่ายทำเสร็จสิ้นลง เจสัน
ไรต์แมนได้กลับมาร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ของเขา
ผู้ซึ่งเขามองว่าคือส่วนสำคัญของผลงานของเขา
เธอผู้นั้นก็คือดาน่า กลาวเบอร์แมน
ผู้เคยทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Juno และ Thank You for Smoking
ไรต์แมนพูดถึงการร่วมงานอย่างใกล้ชิดของพวกเขาว่า
ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าผมอยากจะทำงานในห้องตัดต่อร่วมกับคนอื่นที่ไม่ใช่ดาน่าได้ยังไง
เธอเข้าใจวิธีการถ่ายทำของผม
เธอเข้าใจภาษาทางภาพของผม
และเธอสามารถจับโทนและสไตล์ที่ผมต้องการได้ในทันที
กลาวเบอร์แมน
ซึ่งเคยทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของ
ไอแวน ไรต์แมน หลายเรื่อง
รู้จักเจสันมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเรียนไฮสกูลอยู่
และได้พัฒนามิตรภาพที่นำไปสู่ความไว้วางใจในการทำงานร่วมกัน
เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเขาในบทภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้
ฉันตกหลุมรักบทภาพยนตร์เรื่อง Up in the Air
ในทันที มีความเป็นเจสันอยู่เยอะมาก
มีตัวละครที่ดี และมีหัวใจที่อบอุ่น
มีความเป็นดราม่าอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าผลงานเรื่องอื่นๆ
ของเขา และอารมณ์ก็อยู่ในระดับที่ต่างออกไป
กลาวเบอร์แมนได้พูดถึงผลงานการลำดับภาพว่าเป็นเหมือนการต่อชิ้นส่วนจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน
ซึ่งเป็นการทำงานที่เธอพบว่าสนุกมากเมื่อได้ทำร่วมกับไรต์แมน
เจสันกับฉันทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด
จนมีหลายครั้งที่เราเหมือนอ่านใจกันได้
และสามารถต่อประโยคพูดของอีกฝ่ายจนจบ
เป็นมิตรภาพระหว่างผู้กำกับและมือลำดับภาพที่เยี่ยมยอดมาก
เพราะเราเข้าใจในกันและกันและในสไตล์ของอีกฝ่าย
มีความท้าทายเยอะมากในภาพยนตร์เรื่องนี้
การสร้างสมดุลของทุกระดับของตัวละคร
และฉันก็ภูมิใจมากกับผลงานที่เราทำสำเร็จ
กลาวเบอร์แมนรู้สึกประทับใจมากขณะที่มองเห็นภาพฟุตเตทนานหลายชั่วโมงที่แสดงภาพคนจริงๆ
ที่มีปฏิกิริยาต่อการต้องสูญเสียงานของพวกเขาไป
เราถึงกับมีน้ำตาไหลอาบใบหน้าขณะดูภาพเหล่านี้
เพราะมันสะเทือนใจมาก กลาวเบอร์แมนเล่า ทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองโชคดี
ที่ไม่เพียงแต่มีงานทำ
แต่ยังเป็นงานที่คุณรักอีกด้วย
ไรต์แมนปิดงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Up in the
Air
ด้วยการใส่ซาวน์แทร็คที่ประกอบด้วยบทเพลงที่เขาเลือกมา
สำหรับผม
ซาวน์แทร็คก็คือตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้
ไรต์แมนบอก ผมเริ่มคิดถึงเรื่องของดนตรีตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว
และขณะที่ผมกำลังเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่
ผมก็รวบรวมเพลงทุกเพลงที่ผมอยากจะใช้ ในที่สุด
ผมก็เลือกมาได้สิบเพลงที่สามารถบอกความเป็นธรรมชาติของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้
ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวด้วยเพลงที่เป็นผลงานการคัฟเวอร์เพลงคลาสสิกของ
วูดี้ กัธรี่ เพลง This Land Is Your Land
ซึ่งคัฟเวอร์โดย ชารอน โจนส์ และ The
Dap-Kings
เพลงนี้เป็นตัวผลักดันทำให้เรื่องเดินไปข้างหน้า
ไรต์แมนบอกว่า มันเป็นการเปิดประตูไปสู่การเดินทางของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างมีจิตวิญญาณ
การเดินทางนั้นคือการเดินทางที่ไรต์แมนร่วมเดินทางไปกับไรอัน
บิงแฮม ไรต์แมนสรุปว่า ผมสร้างภาพยนตร์มาสามเรื่อง
และกับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง
ผมเริ่มต้นด้วยคำถามที่ผมถามตัวเอง
ภาพยนตร์เรื่องแรกคือคำถามเกี่ยวกับแนวทางการเมืองของผมเอง
ส่วนภาพยนตร์เรื่องที่สองต้องเกี่ยวกับการเป็นพ่อและการเติบโต
และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่ว่าคุณจะใช้ชีวิตของคุณอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นการอยู่กับคนอื่นหรืออยู่คนเดียว
ไม่ว่าจะหนีหรือไม่
และเมื่อผมสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
มันเป็นการยืนยันความคิดที่ผมรู้สึกว่าเผาไหม้อยู่ภายใน
นั่นก็คือความคิดที่ว่าชีวิตที่มีเพื่อนย่อมดีกว่า
ถึงแม้คุณจะเชื่อว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีใครก็ตาม
ประวัตินักแสดง
จอร์จ คลูนี่ย์ (GEORGE CLOONEY) รับบทไรอัน
บิงแฮม
จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์
ก้าวจากการเป็นนักแสดงมาสู่การเป็นผู้อำนวยการสร้าง,
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร จนถึงมือเขียนบท
และผู้กำกับ
ในปี 2006
คลูนีย์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง
3 รางวัล ได้แก่สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม,
บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Good Night, and
Good Luck.) และสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม (Syriana)
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอะคาเดมี่ที่คนๆ
เดียวได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากสาขาการแสดงและการกำกับจากภาพยนตร์สองเรื่อง
คลูนีย์ได้รับรางวัลออสการ์ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม
และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง
Syriana
ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารด้วย
เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลจากสมาคมนักแสดง,
รางวัลบัฟต้า และรางวัล Critics Choice Awards
ในปี 2007
หนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชมมากที่สุดแห่งปีนั้น
ก็คือ Michael Clayton
ซึ่งบทบาทการแสดงของคลูนี่ย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
ในเดือนเมษายน ปี 2008
คลูนี่ย์แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Leatherheads
ซึ่งเป็นภาพยนตร์ตลกโรแมนติคที่เขากำกับให้กับยูนิเวอร์แซล
นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่อำนวยการสร้างโดยสโม้กเฮ้าส์
บริษัทที่คลูนี่ย์ก่อตั้งร่วมกับแกรนท์ เฮสลอฟ
ผลงานชิ้นต่อมาของสโม้กเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์
ได้แก่ The Men Who Stare at Goats
ที่กำกับโดยเฮสลอฟ และนำแสดงโดยคลูนี่ย์
ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของคลูนี่ย์ ได้แก่
ภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอนส์ เรื่อง Burn After
Reading ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 3
ที่คลูนี่ย์ได้ร่วมงานกับสองผู้กำกับ (เขาเคยร่วมงานกับพี่น้องโคเอนส์ในภาพยนตร์เรื่อง
O Brother, Where Art Thou?
ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เพลงหรือภาพยนตร์ตลก
และเรื่อง Intolerable Cruelty)
ผลงานใหม่ของคลูนี่ย์ ก็คือ
ภาพยนตร์การ์ตูนของทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์
เรื่อง Fantastic Mr. Fox
ซึ่งเขาให้เสียงพากย์เป็นตัวละครเอก
เฮสลอฟและคลูนี่ย์เคยทำงานด้วยกันที่เซ็คชั่นเอ็กต์
บริษัทที่คลูนี่ย์ร่วมหุ้นกับสตีเว่น
โซเดอร์เบิร์ก
เซ็คชั่นเอ็กต์เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง
อาทิเช่น Oceans 11, Oceans 12, Oceans 13,
Michael Clayton, The Good German, Good
Night, and Good Luck., Syriana, Confessions
of a Dangerous Mind, The Jacket, Full
Frontal และ Welcome to Collinwood
คลูนี่ย์เริ่มประเดิมงานกำกับเรื่องแรกในปี
2002 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Confessions of a
Dangerous Mind ให้กับมิราแม็กซ์
ผลงานการกำกับเรื่องที่ 2 ของเขา ได้แก่ Good
Night, and Good Luck ในปี 2005
นอกจากจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาบทภาพยนตร์และกำกับยอดเยี่ยมแล้ว
เขายังได้รับรางวัล Paul Selvin Award
จากสมาคมผู้กำกับ และรางวัล Freedom Award จาก
The Broadcast Film Critics Association
คลูนี่ย์ยังได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากภาพยนตร์ดราม่าที่คว้ารางวัลเรื่อง
Three Kings (วอร์เนอร์ บราเธอร์ส)
และภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
เรื่อง Out of Sight (ยูนิเวอร์แซล)
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่
Solaris (ฟ็อกซ์), The Peacemaker (ดรีมเวิร์กส์),
Batman & Robin (วอร์เนอร์ บราเธอร์ส), One
Fine Day (ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์) และ From
Dusk Till Dawn (มิราแม็กซ์)
วีร่า ฟาร์ไมก้า (VERA FARMIGA) รับบทอเล็กซ์
วีร่า
ฟาร์ไมก้าคือนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลความยอดเยี่ยม
ผู้ยังคงเดินหน้าคว้าหัวใจคนดูด้วยแต่ละบทบาทที่เธอแสดง
เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา
เธอรับบทนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Orphan
โดยร่วมแสดงกับ ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด
ในเรื่องราวที่พูดถึงสองสามีภรรยาที่รับเลี้ยงเด็กหญิงอายุ
9
ขวบที่ไม่ได้ซื่อไร้เดียงสาเหมือนอย่างที่เห็นภายนอก
เมื่อเร็วๆ นี้
ฟาร์ไมก้าเพิ่งจะปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง The
Vintners Luck ซึ่งกำกับโดยนิกกี้ คาโร
เมื่อไม่นานมานี้
ฟาร์ไมก้าแสดงนำในภาพยนตร์ของคาร์ลอส บรูกส์
เรื่อง Quid Pro Quo,
ภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เรื่อง
The Boy in the Striped Pajamas
และภาพยนตร์ดราม่าแนวการเมืองของร็อด ลูรี่
เรื่อง Nothing But the Truth
ฟาร์ไมก้าได้รับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอสแอนเจลิส
จากบทบาทการแสดงในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง Down
to the Bone
ภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับแม่ในชนชั้นใช้แรงงานที่มีปัญหาติดยา
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่
Joshua ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แซม ร็อคเวลล์,
Never Forever ที่เธอร่วมแสดงกับจุงวูฮา
และเดวิด แม็คอินนิส,
ภาพยนตร์ดราม่ารางวัลออสการ์ของ มาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง The Departed
ซึ่งเธอประกบบทกับ แม็ตต์ เดม่อน, ลีโอนาร์โด
ดิคาปริโอ และแจ็ค นิโคลสัน,
ภาพยนตร์ของแอนโธนี่ มิงเกลล่า เรื่อง
Breaking and Entering ซึ่งเธอประกบบทกับ จู๊ด
ลอว์ และเรื่อง The Manchurian Candidate
ผลงานการกำกับของ โจนาธาน เด็มมี่
แอนนา เคนดริค (ANNA KENDRICK) รับบทนาตาลี
คีเนอร์
แอนนา
เคนดริคคือนักแสดงสาวที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม
ผู้กำลังสร้างชื่อให้ตัวเองอย่างรวดเร็วทั้งในแวดวงละครเวที
ภาพยนตร์ และทีวี
เคนดริคประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยภาพยนตร์ของท็อดด์
กราฟฟ์ที่กลายเป็นผลงานยอดนิยมในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์
เรื่อง Camp
ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
Independent Spirit Award
ในสาขานักแสดงที่ต้องดู
เธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง The
Twilight Saga: New Moon ภาคที่ 2
ของภาพยนตร์แฟรนไชส์ Twilight
โดยรับบทเป็นเจสซิก้า สแตนลี่ย์ เมื่อเร็วๆ
นี้ เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Scott
Pilgrim vs. the World ผลงานของผู้กำกับ
เอ๊ดการ์ ไรต์ เธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
Rocket Science ผลงานของผู้กำกับ เจฟฟรีย์
บลิทซ์ ผู้อยู่เบื้องหลังสารคดีเรื่อง
Spellbound เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว
เธอแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง The Marc Pease
Experience ผลงานของผู้กำกับ ท็อดด์ ลุยโซ่
เจสัน เบ็ทแมน (JASON BATEMAN) รับบทเคร็ก
เกรกอรี่
เจสัน เบ็ทแมนได้กลับมาร่วมงานกับเจสัน
ไรต์แมน
หลังจากที่ทั้งคู่ได้เคยร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง
Juno
เบ็ทแมน
ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างด้วย
เคยได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในปี 2004
ในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากซีรีส์แนวตลก
จากซีรีส์เรื่อง Arrested Development
เมื่อไม่นานมานี้
เบ็ทแมนเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์ตลกเรื่อง Paul
ที่เขาแสดงนำร่วมกับเซ็ธ โรเก้น
และยังแสดงนำร่วมกับเจนนิเฟอร์ อนิสตัน
ในภาพยนตร์เรื่อง The Baster
ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2010
เบ็ทแมนรับบทนำในภาพยนตร์สองเรื่องที่เปิดตัวฉายในฤดูใบไม้ร่วงของปี
2009 โดยเรื่องหนึ่ง
เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างผ่านบริษัท F+A
Productions ของเขา เรื่อง Extract
ที่กำกับโดยไมก์ จัดจ์ ส่วนในภาพยนตร์เรื่อง
Couples Retreat เบ็ทแมนแสดงนำร่วมกับวินซ์
วอห์น, จอน แฟฟโรว์ และคริสเตน เบลล์
เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของริคกี้ เจอร์ไวส์
เรื่อง The Invention of Lying
นอกจากนี้
เบ็ทแมนยังอำนวยการสร้างและแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง
The Remarkable Fellows
ภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่นที่พูดถึงสอง ผู้เชี่ยวชาญในการแก้แค้น
ที่ได้รับการว่าจ้างจากคนรวยที่มีอำนาจให้แก้แค้นคนที่ทำผิดต่อพวกเขา
เบ็ทแมนยังแสดงนำในภาพยนตร์สองเรื่องที่กำกับโดยปีเตอร์
เบิร์ก ภาพยนตร์เรื่อง Hancock
ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับ วิลล์ สมิธ และชาร์ลิซ
เธียรอน
คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้ในอาทิตย์เปิดตัวสูงสุดในปี
2008 หนึ่งปีก่อนหน้านั้น
เบ็ทแมนร่วมแสดงกับเจมี่ ฟ็อกซ์, เจนนิเฟอร์
การ์เนอร์ ในภาพยนตร์แอ็กชั่น
ทริลเลอร์ของเบิร์ก เรื่อง The Kingdom
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
เมื่อไม่นานมานี้ของเบ็ทแมน ได้แก่ Mr.
Magoriums Wonder Emporium
ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับดัสติน ฮอฟฟ์แมน
และนาตาลี พอร์ตแมน, ภาพยนตร์ตลกเรื่อง The Ex
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แซ็ค แบรฟฟ์ และอาแมนด้า
พีท และ The Break-Up ซึ่งเขารับบทสมทบ
โดยร่วมแสดงกับวินซ์ วอห์น และเจนนิเฟอร์
อนิสตัน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเบ็ทแมน ได้แก่
ภาพยนตร์ตลกเรื่อง Dodgeball: A True Underdog
Story ซึ่งนำแสดงโดยวินซ์ วอห์น และเบน
สติลเลอร์, Starsky & Hutch
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับสติลเลอร์, โอเว่น วิลสัน
และวอห์น และภาพยนตร์ตลกโรแมนติค เรื่อง The
Sweetest Thing ซึ่งเขาประกบบทกับคาเมรอน
ดิแอซ, คริสติน่า แอ๊ปเปิลเกท และเซลม่า แบลร์
แดนนี่ แม็คไบรด์ (DANNY McBRIDE) รับบท จิม
แดนนี่
แม็คไบรด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการจากการรับบทนำในภาพยนตร์ของ
เดวิด กอร์ดอน กรีน เรื่อง All the Real Girls
เจ้าของรางวัลจูรี่ ไพรซ์ ประจำปี 2003
ในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ อย่างไรก็ดี
เป็นเพราะผลงานในปี 2006 เรื่อง The Foot Fist
Way
ซึ่งทำให้เขากลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักกันดีในฮอลลีวู้ด
และเป็นที่ต้องการตัวของผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับแถวหน้าของวงการ
แม็คไบรด์สืบสานความสำเร็จของเขาต่อมาในปี
2008 ด้วยการนำแสดงร่วมกับเซ็ธ โรเก้น
และเจมส์ ฟรังโก้ ในภาพยนตร์เรื่อง Pineapple
Express โคลัมเบีย
พิคเจอร์สเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเดือนสิงหาคม
โดยทำรายได้เปิดตัวเป็นอันดับ 1
และทำรายได้รวมจากทั่วโลกไปเกือบ $100
ล้านเหรียญ
หลังความสำเร็จของ Pineapple
แม็คไบรด์มีผลงานทำรายได้ติดอันดับอีกในหนึ่งอาทิตย์ต่อมาด้วยผลงานภาพยนตร์ของพาราเม้าต์
เรื่อง Tropic Thunder ซึ่งกำกับ, เขียนบท
และอำนวยการสร้างโดยเบน สติลเลอร์
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้เป็นที่ 1
สองอาทิตย์ติดกัน และทำรายได้ในอเมริกาไป $100
ล้านเหรียญ
แม็คไบรด์ยังแสดงนำในภาพยนตร์ตลกอย่าง Hot
Rod, The Heartbreak Kid และ Drillbit Taylor
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาแสดงนำร่วมกับ วิลล์
เฟอร์เรลล์ ในภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น เรื่อง Land
of the Lost
เมลานี่ ลินสกี้ (MELANIE LYNSKEY) รับบท
จูลี่ บิงแฮม
เมลานี่
ลินสกี้คือนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จและมีความสามารถหลากหลายในตัว
เธอเป็นที่รู้จักในหมู่คนดูในปี 1994
ด้วยบทบาทการแสดงระดับคว้ารางวัล
จากภาพยนตร์ของปีเตอร์ แจ็คสัน เรื่อง
Heavenly Creatures ซึ่งเธอประกบบทกับ เคต
วินสเลต นับแต่นั้นเป็นต้นมา
นักแสดงสาวชาวนิวซีแลนด์ผู้นี้มีผลงานทั้งในแวดวงจอเงินและจอแก้วออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเร็วๆ นี้
ลินสกี้เพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์อินดี้
เรื่อง Helena from the Wedding
เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว
คนดูได้เห็นลินสกี้ในภาพยนตร์รวมดาราของ แซม
เมนเดส เรื่อง Away We Go และเมื่อเร็วๆ นี้
เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ สตีเว่น
โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง The Informant!
ซึ่งเธอประกบบทกับ แม็ตต์ เดม่อน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของลินสกี้ ได้แก่
ภาพยนตร์ของ ทิม เบลก เนลสัน เรื่อง Leaves of
Grass ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน,
ภาพยนตร์ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Flags
of Our Fathers และ Show of Hands
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของลินสกี้ ได้แก่
ภาพยนตร์ของแอนดี้ เทนแนนต์ เรื่อง Ever After
ซึ่งนำแสดงโดย ดรูว์ แบร์รี่มอร์, Sweet Home
Alabama ซึ่งเธอประกบบทกับ รีส วิเธอร์สปูน,
ภาพยนตร์ของบิลล์ เรย์ เรื่อง Shattered
Glass, ภาพยนตร์ของไมเคิล คาโคแยนนิส เรื่อง
The Cherry Orchard
และภาพยนตร์อินดี้ของนิวซีแลนด์ เรื่อง
Snakeskin เธอเคยร่วมงานกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน
อีกครั้งในผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของเขา
เรื่อง The Frighteners
เอมี่ มอร์ตัน (AMY MORTON) รับบท คาร่า
เอมี่ มอร์ตันคือนักแสดง, ผู้กำกับ
และยังเป็นสมาชิกของคณะละครชื่อดังอย่าง
Steppenwolf Theatre Companyในชิคาโก้
มอร์ตันแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Rookie of the
Year ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แกรี่ บิวซี่
นอกจากนี้ เธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ รอน
ฮาวเวิร์ด เรื่อง Backdraft
ก่อนจะไปร่วมแสดงในภาพยนตร์ของโจล ชูมัคเกอร์
เรื่อง Falling Down ซึ่งนำแสดงโดย ไมเคิล
ดักลาส
แซม เอลเลียตต์ (SAM ELLIOTT) รับบท เมย์นาร์ด
ฟินช์
แซม เอลเลียตต์ได้ร่วมงานกับเจสัน
ไรต์แมนเป็นครั้งที่ 2
หลังจากที่เคยรับบทในภาพยนตร์เรื่อง Thank You
for Smoking
ผลงานใหม่อีกเรื่องของเอลเลียตต์
ได้แก่การร่วมแสดงในภาพยนตร์ของมาร์ค
ลอว์เรนซ์ เรื่อง Did You Hear About the
Morgans? โดยเขาได้ประกบบทกับ ฮิวจ์ แกรนต์
และซาร่าห์ เจสซิก้า ปาร์กเกอร์
ก่อนหน้านี้ เอลเลียตต์ร่วมแสดงกับนิโคล
คิดแมน และแดเนียล เคร็ก
ในภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซี เรื่อง The Golden
Compass ซึ่งกำกับโดยคริส ไวตซ์,
รับบทเป็นแคร์เทกเกอร์ ในภาพยนตร์ฮิต เรื่อง
Ghost Rider ซึ่งเขาร่วมแสดงกับนิโคลัส เคจ,
ให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์การ์ตูนแนวตลก เรื่อง
Barnyard และร่วมแสดงกับ โจน อัลเลน
ในภาพยนตร์เรื่อง Off the Map
ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์
ประจำปี 2003
เอลเลียตต์ได้รับคำชมจากบทบาทการแสดงของเขา
ในภาพยนตร์เรื่อง Lifeguard
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Hulk,
We Were Soldiers, The Contender, The Hi-Lo
Country, The Big Lebowski, Tombstone,
Gettysburg, Rush, Prancer, Fatal Beauty และ
Mask
เจเค ซิมมอนส์ (J.K. SIMMONS) รับบท บ็อบ
เจเค ซิมมอนส์ คือผู้รับบทเป็น แม็ค แม็คกัฟฟ์
ในภาพยนตร์เรื่อง Juno
ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือเรื่องที่ 2
ระหว่างเขากับเจสัน ไรต์แมน
หลังจากที่เขาเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
Thank You for Smoking
Up in the Air
คือผลงานที่ทำให้ซิมมอนส์ได้กลับมาร่วมงานกับ
จอร์จ คลูนีย์ อีกครั้ง
หลังจากที่เคยร่วมแสดงด้วยกันในภาพยนตร์เรื่อง
Burn After Reading
ในบรรดาผลงานภาพยนตร์ของซิมมอนส์
เขาเคยรับบทเป็น เจ โจนาห์ เจมสัน
ในภาพยนตร์ของแซม ไรมิ เรื่อง Spider-Man
รวมไปถึงมีบทบาทอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Hidalgo,
The Ladykillers, The Mexican, Off the Map,
For Love of the Game, The Gift และ Rendition
เมื่อเร็วๆ นี้
ซิมมอนส์ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Vicious
Kind
ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี
2009, ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง New in Town
ที่นำแสดงโดย เรอเน่ เซลล์เวเกอร์ และ I Love
You, Man ที่เขาร่วมแสดงกับ พอล รัดด์
ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ An
Invisible Sign of My Own, Jennifers Body,
Crazy on the Outside และ Extract
แซ็ค กาลิเฟียนากิส (ZACH GALIFIANAKIS) รับบท
สตีฟ
ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของแซ็ค กาลิเฟียนากิส
ได้แก่ ภาพยนตร์ตลกบล็อกบัสเตอร์เรื่อง The
Hangover ซึ่งนำแสดงโดย แบร็ดลี่ย คูเปอร์,
เอ๊ด เฮล์มส์, จัสติน บาร์ธา และเฮ็ทเธอร์
แกรห์ม, ภาพยนตร์ซัมเมอร์สำหรับครอบครัวเรื่อง
G-Force, ภาพยนตร์เรื่อง What Happens in
Vegas ซึ่งนำแสดงโดย คาเมรอน ดิแอซ และแอชตัน
คุตเชอร์ และภาพยนตร์ของฌอน เพนน์
ที่ได้รับเสียงชมไปทั่วอย่าง Into the Wild
บทบาทอื่นๆ
ของเขามีให้เห็นในภาพยนตร์อินดี้อย่าง Little
Fish, Strange Pond; Rogues Gallery; และ
Youth in Revolt และภาพยนตร์ตลกของเอชบีโอ
เรื่อง Bored to Death
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเจสัน ชวาร์ตซ์แมน และเท็ด
แดนสัน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของกาลิเฟียนากิส
ได้แก่ Visioneers, Heartbreakers, Bubble
Boy, Below, Corky Romano, Out Cold
และภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Comedians of
Comedy
คริส โลเวลล์ (CHRIS LOWELL) รับบทเควิน
ปัจจุบัน คริส โลเวลล์ยังคงรับบทเป็น เดลล์
ประกบบทกับเคต วอลช์ ในซีรีส์ของเอบีซี เรื่อง
Private Practice ก่อนหน้านั้น
เขามีบทบาทประจำอยู่ในซีรีส์ที่ได้รับคำชมเรื่อง
Veronica Mars
สำหรับผลงานภาพยนตร์
โลเวลล์ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Spin
หรือรู้จักกันในชื่อ You Are Here
ซึ่งกำกับโดยเฮนรี่ พินคัส และ Graduation
ซึ่งกำกับโดย ไมเคิล เมเยอร์ ส่วนผลงานทางทีวี
ได้แก่บทประจำในซีรีส์ที่ได้รับคำชมของเอบีซีเรื่อง
Life As We Know It
ประวัติทีมผู้สร้าง
เจสัน ไรต์แมน (JASON REITMAN) ผู้กำกับ/
ผู้เขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้าง
เจสัน
ไรต์แมนคือผู้กำกับที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
และยังสร้างชื่อให้กับตัวเขาเองในฐานะนักเล่าเรื่องที่แสนตลก
ฉลาด และเป็นตัวของตัวเอง
เมื่อเร็วๆ นี้
ไรต์แมนอำนวยการสร้างภาพยนตร์ตลกสยองขวัญเรื่อง
Jennifer's Body ให้กับฟ็อกซ์ นอกจากนี้
ไรต์แมนยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของอะตอม
อีโกแยน เรื่อง Chloe ซึ่งนำแสดงโดย เลียม
นีสัน และจูลีแอนน์ มัวร์ นอกจากนี้
ไรต์แมนยังมีแผนการจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับผลงานการกำกับเรื่องแรกของแม็กซ์
วิงก์เลอร์ เรื่อง Ceremony
ไรต์แมนกำลังพัฒนาบทภาพยนตร์ใหม่ที่เป็นฝีมือการเขียนบทของเจนนี่
ลูเม็ต และพี่น้องดูแพลส ผ่านบริษัทไรต์ ออฟ
เวย์ ฟิล์มส์ของเขา
และเขายังอยู่ระหว่างพัฒนางานสร้างภาพยนตร์ที่สร้างจากรายการทีวีสำหรับเด็กเรื่อง
Yo Gabba Gabba
ไรต์แมนประเดิมงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยผลงานฮิตในปี
2006 เรื่อง Thank You for Smoking
ซึ่งสร้างจากนิยายที่ได้รับคำชมของคริสโตเฟอร์
บัคลี่ย์ และทำให้เขาได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย
ในเดือนธันวาคม ปี 2007 ฟ็อกซ์
เซิร์ชไลต์ได้เปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2
ของไรต์แมน เรื่อง Juno
ที่ว่าด้วยเรื่องราวของวัยรุ่นที่ตั้งท้อง
Juno
ได้รับคำชมอย่างกว้างขวางตั้งแต่เปิดตัวฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต้ปี
2007 และทำรายได้จากทั่วโลกไปถึง $230 ล้าน
ไรต์แมนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขากำกับยอดเยี่ยมจาก Juno
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้ ไดอาโบล โคดี้
ได้รับรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ไรต์แมนเกิดในมอนทรีออลเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม
ปี 1977 พออายุได้ 17 ปี
ภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกของเขา Operation
ได้เปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี
1998
ผลงานภาพยนตร์สั้นอีกหลายเรื่องของไรต์แมนได้ถูกนำไปฉายตามงานเทศกาลภาพยนตร์เป็นร้อยๆ
งานทั่วโลก
เชลดอน เทอร์เนอร์ (SHELDON TURNER) -
ผู้เขียนบท
เชลดอน เทอร์เนอร์
ซึ่งเป็นทั้งมือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง
สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์
ก่อนจะเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก
แต่สุดท้าย
เขาตัดสินใจที่จะไม่ทำงานด้านกฎหมาย
และหันเหมาเขียนบทภาพยนตร์แทน
เทอร์เนอร์เขียนบทให้กับภาพยนตร์รีเมก ปี 2005
เรื่อง The Longest Yard ซึ่งนำแสดงโดยอดัม
แซนด์เลอร์ และคริส ร็อค ในปี 2006
เขามีผลงานชิ้นต่อมาเป็นภาพยนตร์ The Texas
Chainsaw Massacre: The Beginning
นอกจากงานเขียนบทแล้ว
เทอร์เนอร์ยังทำหน้าที่รีไรต์บทโดยไม่ได้เครดิตให้กับภาพยนตร์ใหม่เรื่อง
Law Abiding Citizen, The Amityville Horror
และ The Island ปัจจุบัน
เขามีอีกหลายโปรเจ็กต์อยู่ระหว่างการพัฒนางานสร้างกับหลายสตูดิโอ
อาทิเช่น Enron: Conspiracy of Fools
ที่วอร์เนอร์ โดยมี ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ
มีชื่อแสดงนำ และโรเบิร์ต ชเวนต์กี้
ทำหน้าที่กำกับ, Down River
ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่นิวรีเจนซี่, Orbit
ที่ฟ็อกซ์ 2000 โดยมี ทอม เบซูช่า กำกับ,
ภาคต่อของ X-Men ตอน Magneto ที่ฟ็อกซ์ โดยมี
เดวิด โกเยอร์ มีชื่อเป็นผู้กำกับ, The Nice
Guy ที่ยูนิเวอร์แซล โดยมี เอ๊ด ซวิค
มีชื่อเป็นผู้กำกับ, The Arizona Project
ที่มิราแม็กซ์ โดยมีการวางตัว เบน อัฟเฟล็ค
เป็นคนกำกับ และเมื่อเร็วๆ นี้
เขาเพิ่งจะลงมือทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Paths of Glory ที่สร้างจากหนังสือของ
เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์
และภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากวิดีโอเกมส์ เรื่อง
Infamous สองเรื่องหลังเป็นผลงานของโซนี่
นอกจากจะทำหน้าที่เขียนบทแล้ว
เทอร์เนอร์ยังทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขาไม่ได้ทำหน้าที่เขียนบท
อาทิเช่น Man Camp ที่ Sony, Kiss & Tell
และภาพยนตร์เกี่ยวกับแวมไพร์ร็อคแอนด์โรล
เรื่อง Nightlife
วอลเตอร์ เคิร์น (WALTER KIRN)
ผู้ประพันธ์หนังสือต้นฉบับ
วอลเตอร์ เคิร์นเป็นทั้งนักเขียนหนังสือ,
นักข่าว และนักวิจารณ์
เขาสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน
และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด
เขาเป็นผู้แต่งหนังสือ 7 เล่ม
ผลงานของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์และแม็กกาซีนหลายฉบับ
อาทิเช่น The New York Times, The New Yorker,
Time, GQ, Esquire และ Atlantic Monthly
Thumbsucker นิยายเรื่องที่ 2 ของเขา
ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2004
ส่วนหนังสือเล่มล่าสุดของเขา
ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 2009
ได้แก่เรื่อง Lost in the Meritocracy: The
Undereducation of an Overachiever
ไอแวน ไรต์แมน (IVAN REITMAN)
ผู้อำนวยการสร้าง
ผู้อำนวยการสร้างไอแวน
ไรต์แมนคือพลังสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ที่เป็นที่รักของคนดูทั่วโลก
ตั้งแต่ภาพยนตร์ตลกอย่าง Animal House,
Stripes และ Ghostbusters จนถึงภาพยนตร์อย่าง
Dave, Six Days/Seven Nights และ Twins
ผู้สร้างภาพยนตร์ที่นำมาซึ่งเสียงหัวเราะมากมายเริ่มต้นงานของเขาในแคนาดา
ที่ซึ่งครอบครัวของเขาได้อพยพมาจากเช็กโกสโลวาเกีย
ตั้งแต่ตอนเขาอายุ 4 ขวบ
ไรต์แมนเรียนดนตรีที่มหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์
แต่ในไม่ช้า
เขาก็ผันตัวเองมาสู่งานภาพยนตร์และละครเวที
หลังสำเร็จการศึกษาได้ไม่นาน
ไรต์แมนได้ก้าวสู่งานผลิตภาพยนตร์
ผลงานชิ้นแรกคือภาพยนตร์ตลกสยองขวัญทุนสร้างต่ำเรื่อง
Cannibal Girls ซึ่งนำแสดงโดยยูจีน เลวี่ย์
และแอนเดรีย มาร์ติน
ติดตามมาด้วยรายการสดทางทีวี Greed
ที่เขาร่วมงานกับแดน แอ็ครอยด์ จากนั้น
ไรต์แมนได้ย้ายมาอยู่นิวยอร์กซิตี้
และได้ผลิตละครบรอดเวย์สุดฮิตเรื่อง The Magic
Show หลังจากนั้น เขาทำละครเวทีเรื่องดังอย่าง
The National Lampoon Show
และขณะที่อยู่ในนิวยอร์กนี่เอง
ไรต์แมนได้ใช้ความสามารถของเขาในวงการภาพยนตร์อีกครั้งด้วยการร่วมผลิตภาพยนตร์เรื่อง
Animal House หลังจากนั้น
ไรต์แมนเดินทางกลับบ้านที่แคนาดาเพื่อกำกับภาพยนตร์เรื่อง
Meatballs
ซึ่งยังคงได้รับการยกย่องมาเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดที่สร้างขึ้นในแคนาดา
หลังจากนั้น ติดตามมาด้วยผลงานฮิตมากมาย
อาทิเช่น Stripes และ Ghostbusters
ซึ่งนำแสดงโดยบิลล์ เมอร์เร่ย์, แดน แอ็ครอยด์
และแฮโรลด์ เรมิส, Dave นำแสดงโดยเควิน ไคลน์
และซีกอร์นี่ย์ วีเวอร์, Legal Eagles
ซึ่งนำแสดงโดย โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด และเดบร้า
วิงเกอร์, Six Days/Seven Nights
ซึ่งนำแสดงโดยแฮร์ริสัน ฟอร์ด และแอนน์ เอช,
Evolution ซึ่งนำแสดงโดย เดวิด ดูคอฟนี่ย์
และจูลีแอนน์ มัวร์
และภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่นำแสดงโดย
อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ อย่าง Twins,
Junior และ and Kindergarten Cop
ผลงานของไรต์แมนในฐานะผู้อำนวยการสร้าง
ก็มีอยู่อย่างมากมาย
เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์สำหรับครอบครัวเรื่อง
Beethoven และ Beethovens 2nd,
ภาพยนตร์ของฮาวเวิร์ด สโตน เรื่อง Private
Parts,
ภาพยนตร์ที่ผสมผสานงานการ์ตูนเข้ากับการแสดงของคนอย่าง
Space Jam ซึ่งทำให้ ไมเคิล จอร์แดน
ต้องมาเผชิญกับแก๊งค์การ์ตูนลูนี่ย์ตูน
และภาพยนตร์ตลกวัยรุ่นอย่างเรื่อง Road Trip,
Eurotrip และ Old School ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์
เฟอร์เรลล์, วินซ์ วอห์น และลุค วิลสัน
ไรต์แมนยังกำกับภาพยนตร์เรื่อง My Super
Ex-Girlfriend
และเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ตลกสุดฮิตของแคนาดา
เรื่อง The Big Dirty
เขายังทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์ของดรีมเวิร์กส์
เรื่อง Disturbia
ผลงานการอำนวยการสร้างเมื่อเร็วๆ
นี้ของไรต์แมน ได้แก่ Hotel for Dogs, The
Uninvited, I Love You, Man, Post Grad
และภาพยนตร์ของอะตอม อีโกแยน เรื่อง Chloe
แดเนียล ดูบีคกี้ (DANIEL DUBIECKI)
ผู้อำนวยการสร้าง
แดเนียล
ดูบีคกี้เริ่มต้นงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ด้วยการทำภาพยนตร์สั้นที่คว้ารางวัลมากว่า
20 เรื่อง และด้วยวัยเพียง 18 ปี
เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยเรื่อง
Waiting for Mo
ดูบีคกี้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ปี 2006 เรื่อง
Thank You for Smoking ซึ่งกำกับโดย เจสัน
ไรต์แมน และในปี 2007
ดูบีคกี้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Juno
ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $230 ล้าน
จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดให้กับฟ็อกซ์
เซิร์ชไลต์
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง
3 รางวัล
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4
รางวัล และคว้ากลับไปได้ 1
รางวัลในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซึ่งตกเป็นของ
ไดอาโบล โคดี้
ดูบีคกี้ยังดูแลงานสร้างภาพยนตร์ที่สร้างจากบทภาพยนตร์เรื่องที่
2 ของโคดี้ เรื่อง Jennifers Body
ซึ่งกำกับโดยแคริน คูซาม่า และนำแสดงโดยเมแกน
ฟ็อกซ์ และอาแมนด้า ไซเฟร็ด
และยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Chloe ที่กำกับโดยอะตอม อีโกแยน
และนำแสดงโดยจูลีแอนน์ มัวร์, เลียม นีสัน
และอาแมนด้า ไซเฟร็ด
ปัจจุบัน
ดูบีคกี้อยู่ระหว่างทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่องแรกของ
แม็กซ์ วิงก์เลอร์ เรื่อง Ceremony
เจฟฟรีย์ คลิฟฟอร์ด (JEFFREY CLIFFORD)
ผู้อำนวยการส้าง
ปัจจุบัน เจฟฟรีย์
คลิฟฟอร์ดดูแลการทำงานผลิตภาพยนตร์ให้กับมอนเตซิโต
พิคเจอร์ คัมปานี
ซึ่งเป็นการร่วมหุ้นระหว่างไอแวน ไรต์แมน
และทอม พอลล็อค เมื่อเร็วๆ นี้
คลิฟฟอร์ดทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของอะตอม
อีโกแยน เรื่อง Chloe และ Post Grad
ให้กับฟ็อกซ์ อะตอมมิค
คลิฟฟอร์ดยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ตลกสุดฮิตอย่าง
Hotel for Dogs และ I Love You, Man
ซึ่งนำแสดงโดยพอล รัดด์ และเจสัน ซีกัล
ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่มอนเตซิโต
คลิฟฟอร์ดเคยทำหน้าที่รองประธานฝ่ายโปรดักชั่นที่วอร์เนอร์
ที่ซึ่งเขาได้ดูแลงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง
Firewall ที่นำแสดงโดยแฮร์ริสัน ฟอร์ด และ The
Fountain ซึ่งกำกับโดยดาร์เรน อะโรนอฟสกี้
ก่อนหน้านั้น
เขาทำงานเป็นรองประธานฝ่ายโปรดักชั่นของวอลท์
ดิสนีย์/ ทัชสโตน พิคเจอร์สอยู่นาน 6 ปี
และได้ดูแลงานสร้างภาพยนตร์อย่าง The Royal
Tennenbaums ที่กำกับโดยเวส แอนเดอร์สัน, The
25th Hour ที่กำกับโดยสไปก์ ลี, Unbreakable
ที่กำกับโดยเอ็ม ไนต์ ชยามาลาน, The Last Shot
ที่กำกับโดยเจฟฟ์ นาธานสัน และ The
Ladykillers ที่กำกับโดยพี่น้องโคเอน
ทอม พอลล็อค (TOM POLLOCK)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
ทอม
พอลล็อคเคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทนายความที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในวงการบันเทิงเขาเคยเป็นหุ้นส่วนอาวุโสของบริษัทพอลล็อค,
บลูม แอนด์ดีคอม
บริษัทซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับผู้อำนวยการสร้าง,
ผู้กำกับ, มือเขียนบท
และนักแสดงแถวหน้าของวงการมากมาย
พอลล็อคได้เข้าร่วมทำงานกับเอ็มซีเอในวันที่
18 กันยายน 1986
และขณะที่เขาทำหน้าที่เป็นประธานของโมชั่นพิคเจอร์
กรุ้ป
ทางยูนิเวอร์แซลมีผลงานเปิดตัวฉายมากกว่า 200
เรื่อง
ซี่งสามารถทำรายได้จากทั่วโลกมากเกินกว่า $10
พันล้าน อาทิเช่น Jurassic Park, Parenthood,
Cape Fear, Twins, The Flintstones,
Kindergarten Cop, Back to the Future II and
III, Casper, Waterworld, Backdraft,
Beethoven และ Beethovens 2nd, Do the Right
Thing, Fried Green Tomatoes, Sneakers และ
Lorenzos Oil
ในระหว่างนั้น
ยูนิเวอร์แซลยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถึง 7 รางวัล
อาทิเช่นภาพยนตร์เรื่อง Schindlers List
ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี
1993 ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ที่ได้เข้าชิงรางวัลในสาขาเดียวกันนี้ ได้แก่
Field of Dreams, Born on the Fourth of July,
Scent of a Woman, In the Name of the Father,
Apollo 13 และ Babe
ในปี 1998 พอลล็อคได้ร่วมมือกับผู้กำกับ/
ผู้อำนวยการสร้าง ไอแวน ไรต์แมน
ตั้งบริษัทมอนเตซิโต พิคเจอร์ คัมปานี
ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตภาพยนตร์ฮิตอย่าง Road
Trip (2000), Evolution (2001), Old School
(2003), Eurotrip (2004), Disturbia (2007)
และเมื่อเร็วๆ นี้ ในปี 2009 ได้แก่เรื่อง
Hotel for Dogs, The Uninvited และ I Love
You, Man ให้กับค่ายพาราเม้าต์ และเรื่อง Post
Grad ให้ฟ็อกซ์ อะตอมมิค
โจ เม็ดจั๊ค (JOE MEDJUCK)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
โจ เม็ดจั๊ดเกิดในเฟอเดริคตัน, นิวบรันส์วิค
ในปี 1943
เขาได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์
และได้รับปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต้
ซึ่งเขาได้สอนอยู่ที่นั่นนาน 12 ปี
และได้ก่อตั้งโครงการการศึกษาภาพยนตร์
ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ลอสแอนเจลิสในปี 1980
ขณะสอนหนังสืออยู่
เม็ดจั๊คยังทำงานเป็นผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการให้กับหนังสือแม็กกาซีนภาพยนตร์
Take One, Canadian Forum, The London Times
Literary Supplement
ผลงานการอำนวยการสร้างภาพยนตร์ของเขา ได้แก่
Stripes, Heavy Metal, Ghostbusters, Legal
Eagles, Twins, Beethoven, Kindergarten Cop,
Dave, Junior, Commandments, Fathers Day,
Private Parts, Space Jam, Six Days/Seven
Nights, Road Trip, Evolution, Killing Me
Softly, Old School, Eurotrip, Trailer Park
Boys, Disturbia, Post Grad และเมื่อเร็วๆ
นี้ก็คือเรื่อง Chloe
เท็ด กริฟฟิน (TED GRIFFIN)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
ก่อนหน้านี้ เท็ด กริฟฟิน กับนิค พี่ชายของเขา
ได้ร่วมกันอำนวยการสร้างและร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Matchstick Men ซึ่งกำกับโดยริดลี่ย์ สก็อตต์
และนำแสดงโดย นิโคลัส เคจ
เขายังเขียนบทให้กับภาพยนตร์รีเมก ปี 2001
เรื่อง Ocean's Eleven ซึ่งนำแสดงโดยจอร์จ
คลูนีย์, แบร็ด พิตต์, แม็ตต์ เดม่อน, แอนดี้
การ์เซีย และจูเลีย โรเบิร์ตส์
รวมไปถึงภาพยนตร์สั้นของ มาร์ติน สกอร์เซซี่
ในปี 2007 เรื่อง The Key to Reserva
กริฟฟินประเดิมงานภาพยนตร์ชิ้นแรกในปี 1999
ด้วยผลงานเรื่อง Ravenous ซึ่งนำแสดงโดย กาย
เพียร์ซ และโรเบิร์ต คาร์ไลล์
ไมเคิล เบียกก์ (MICHAEL BEUGG)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
ก่อนหน้านี้ ไมเคิล เบียกก์ เคยร่วมงานกับ
เจสัน ไรต์แมน มาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Thank
You for Smoking
ภาพยนตร์ตลกเสียดสีที่ว่าด้วยเรื่องราวของนักล็อบบี้ในวงการยาสูบ
เบียกก์ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า
30 เรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ 3
เรื่องที่เปิดตัวฉายในปี 2009
เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ฮิตโกยเงินของ
เคน วาพิส เรื่อง Hes Just Not That Into You
ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคที่สร้างจากหนังสือขายดีชื่อเรื่องเดียวกัน
ปัจจุบัน
เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของทิม
สตอรี่ เรื่อง Hurricane Season ซึ่งนำแสดงโดย
ฟอเรสท์ วิเทเกอร์, ทาราจี เฮนสัน, บอนนี่
ฮันต์ และลิล เวย์น
เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง
Crossing Over ซึ่งนำแสดงโดย แฮร์ริสัน ฟอร์ด,
ฌอน เพนน์, แอชลี่ย์ จัดด์ และเรย์ ลีอ็อตต้า
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ของเขาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ก็คือ
ภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง Little Miss
Sunshine ซึ่งกำกับโดยโจนาธาน เดย์ตัน
และวาเลอรี่ ฟาริส
ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลต่างๆ มาได้มากมาย
รวมถึงสองรางวัลออสการ์ ที่ตกเป็นของ อลัน
อาร์กิ้น ในสาขาสมทบชายยอดเยี่ยม และไมเคิล
อาร์นดต์ ในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
เอริค สตีลเบิร์ก (ERIC STEELBERG)
ผู้กำกับภาพ
เอริค
สตีลเบิร์กดลบันดาลภาพให้กับผลงานเรื่องที่ 10
ของเขา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ของ เจสัน ไรต์แมน
เขากับไรต์แมนเริ่มต้นทำงานด้วยกันด้วยภาพยนตร์สั้นเรื่อง
Operation
จนถึงภาพยนตร์ที่ได้รับทั้งคำชมและรางวัลอย่างเรื่อง
Juno
ซึ่งทำให้ไรต์แมนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
เมื่อเร็วๆ นี้ สตีลเบิร์กได้ร่วมงานกับ มาร์ค
เว็บบ์ ในภาพยนตร์ตลกโรแมนติคแหวกแนวเรื่อง
(500) Days of Summer ซึ่งนำแสดงโดยซูอี้
เดสชาเนล และโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ และเรื่อง
Bandslam ซึ่งนำแสดงโดย เดวิด โบวี่ และลิซ่า
คูโดรว์ กำกับโดยท็อดด์ แกรฟฟ์
สตีฟ แซ็กแล็ด (STEVE SAKLAD)
โปรดักชั่นดีไซเนอร์
สตีฟ แซ็กแล็ดได้กลับมาร่วมงานกับเจสัน
ไรต์แมนอีกครั้ง
โดยเขาเคยออกแบบฉากให้กับภาพยนตร์เรื่อง Juno
ซึ่งนำแสดงโดย เอลเลน เพจ และจัสติน เบ็ทแมน
และ Thank You for Smoking ซึ่งนำแสดงโดยแอรอน
เอ็คฮาร์ต
เมื่อไม่นานมานี้
เขาเป็นผู้ออกแบบโปรดักชั่นให้กับภาพยนตร์สยองขวัญของ
แซม ไรมี่ เรื่อง Drag Me to Hell
และยังถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Twilight
ของผู้กำกับแคเธอรีน ฮาร์ดวิค
ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Swing Vote
ซึ่งนำแสดงโดย เควิน คอสต์เนอร์ และเคลซี่ย์
แกรมเมอร์, Pride ซึ่งนำแสดงโดยเทอร์เรนซ์
ฮาวเวิร์ด และ Shadowboxer ซึ่งนำแสดงโดยเฮเลน
มิร์เรน และคิวบา กู้ดดิ้ง จูเนียร์
เขายังมีผลงานในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์
โดยเขาออกแบบงานศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Red
Dragon และ Spider-Man 2
ดาน่า อี กลาวเบอร์แมน (DANA E. GLAUBERMAN,
A.C.E.) ผู้ลำดับภาพ
ดาน่า อี กลาวเบอร์แมนร่วมงานกับเจสัน
ไรต์แมนครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Thank You
for Smoking
ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
A.C.E. Eddie Award
สาขาภาพยนตร์ตลกหรือภาพยนตร์เพลง
เธอยังได้กลับมาร่วมงานกับไรต์แมนอีกครั้งในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมและคว้ารางวัลเรื่อง
Juno
ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
Eddie Award อีกครั้ง
เมื่อไม่นานมานี้
กลาวเบอร์แมนได้ทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์สองเรื่องของ
แบรนดอน แค้มป์ ได้แก่เรื่อง Love Happens
ซึ่งนำแสดงโดยแอรอน เอ็คฮาร์ต และเจนนิเฟอร์
อนิสตัน และภาพยนตร์สั้นเรื่อง Prodigy
เธอยังลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของเบน อัฟเฟล็ค
เรื่อง Gimme Shelter
ซึ่งเป็นภาพยนตร์สั้นที่สร้างให้กับ UNHCR
เพื่อปกป้องและให้การช่วยเหลือผู้อพยพจากทั่วโลก
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่
Factory Girl และ Mean Girls รวมถึง The
Chumscrubber และ Ill Be There
เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Pirates of the Caribbean: The Curse of the
Black Pearl, Road Trip, Six Days/ Seven
Nights และ The Birdcage
แดนนี่ คลิคเกอร์ (DANNY GLICKER)
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
แดนนี่
คลิคเกอร์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
จากภาพยนตร์ของกัส แวน แซนต์ เรื่อง Milk
ซึ่งนำแสดงโดย ฌอน เพนน์
ผู้ได้รับรางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยมจากการรับบท
ฮาร์วี่ย์ มิลก์
ก่อนหน้านี้
คลิคเกอร์เคยได้รับรางวัลจากสมาคมผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
จากภาพยนตร์ของดันแคน ทัคเกอร์ เรื่อง
Transamerica ซึ่งนำแสดงโดย เฟลิซิตี้
ฮัฟฟ์แมน
Up in the Air
ทำให้คลิคเกอร์ได้กลับมาทำงานกับเจสัน
ไรต์แมนอีกครั้ง
หลังจากที่เขาเคยออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Thank You for Smoking ซึ่งนำแสดงโดยแอรอน
เอ็คฮาร์ต, มาเรีย เบลโล่, โรเบิร์ต ดูวัลล์
และวิลเลี่ยม เอช เมซีย์
ผลงานภาพยนตร์เมื่อไม่นานมานี้ของเขา ได้แก่
ภาพยนตร์สองเรื่องของอลัน บอลล์ เรื่อง
Towelhead ซึ่งนำแสดงโดย โทนี่ คอลเล็ตต์,
แอรอน เอ็คฮาร์ต และมาเรีย เบลโล และ True
Blood ซีรีส์แวมไพร์ของ HBO
ซึ่งนำแสดงโดยแอนนา พาควิน, ภาพยนตร์ของแม็คจี
เรื่อง We Are Marshall
ซึ่งสร้างจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
ปี 1970, ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง The Hills
Have Eyes, ภาพยนตร์เรื่อง The Astronaut
Farmer ซึ่งนำแสดงโดย บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน
และเวอร์จิเนีย แม็ดเซ่น และ Northfork
ซึ่งนำแสดงโดย เจมส์ วู้ดส์ และนิค โนลเต้
โรลฟี่ เค้นท์ (ROLFE KENT) ดนตรีประกอบ
โรลฟี่
เค้นท์ได้สร้างสรรค์เสียงดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า
40 เรื่อง
เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
และรางวัลคริติคส์ชอยซ์
จากภาพยนตร์ดราม่ากึ่งตกลของ อเล็กซานเดอร์
เพย์น เรื่อง Sideways
เขายังได้ร่วมงานกับเพย์นในภาพยนตร์เรื่อง
About Schmidt, Election และ Citizen Ruth
ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเค้นท์ ได้แก่ Ghosts
of Girlfriends Past ซึ่งเป็นผลงานเรื่องที่ 5
ที่เขาร่วมงานกับผู้กำกับ มาร์ก วอเตอร์ส
เค้นท์ยังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของวอเตอร์ส
เรื่อง Just Like Heaven, Mean Girls, Freaky
Friday และ The House of Yes นอกจากนี้
เค้นท์ยังทำงานร่วมกับผู้กำกับ ริชาร์ด
เชพพาร์ด
โดยแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง The
Hunting Party, The Matador, Mexico City และ
Oxygen
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเค้นท์ ได้แก่
ภาพยนตร์ของเบอร์ สเทียร์ส เรื่อง 17 Again;
ภาพยนตร์ของนีล เบอร์เกอร์ เรื่อง The Lucky
Ones; ภาพยนตร์ของไมก์ บินเดอร์ เรื่อง Reign
Over Me; ภาพยนตร์เสียดสี เรื่อง Thank You
for Smoking ที่กำกับโดย เจสัน ไรต์แมน;
ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตของเดวิด ด็อบกิ้น เรื่อง
Wedding Crashers; Legally Blonde และภาคต่อ
Legally Blonde 2: Red, White & Blonde;
ภาพยนตร์ของนีล ลาบุต เรื่อง Nurse Betty
และพอล กรีนกราสส์ เรื่อง The Theory of
Flight
แรนดัลล์ โพสเตอร์ (RANDALL POSTER) มิวสิค
ซูเปอร์ไวเซอร์
เมื่อเร็วๆ นี้ แรนดัลล์
โพสเตอร์เคยทำหน้าที่เป็นมิวสิค
ซูเปอร์ไวเซอร์ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง The
Hangover, Away We Go, Management และผลงานของ
HBO เรื่อง Grey Gardens เมื่อปีที่แล้ว
เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับคิมเบอร์ลี่ เพียร์ซ
ในภาพยนตร์ดราม่าในยุคสงคราม เรื่อง Stop-Loss
หลังจากที่เคยทำงานด้วยกันมาในผลงานการกำกับชิ้นแรกของเพียร์ซ
เรื่อง Dont Cry
โพสเตอร์ยังรวมงานกับผู้อำนวยการสร้าง สก็อตต์
รูดิน มานาน นอกจากเรื่อง Revolutionary Road
แล้ว เขายังทำงานกับรูดินในภาพยนตร์เรื่อง
School of Rock (ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่),
The Royal Tenenbaums, Zoolander, The Life
Aquatic with Steve Zissou และ The Darjeeling
Limited
ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Im Not
There, The Nanny Diaries, The Savages และ
Zodiac
ผลงานอื่นๆ ของโพสเตอร์ ได้แก่
ภาพยนตร์ดราม่าสงครามอ่าวเปอร์เซียของ แซม
เมนเดส เรื่อง Jarhead; The Squid and the
Whale; You, Me and Dupree; School for
Scoundrels; Bad News Bears; Kiss Kiss, Bang
Bang; Fun with Dick and Jane; RV; The
Aviator; Meet the Parents; Starsky & Hutch;
Along Came Polly และ Somethings Gotta Give
ริค คล๊าร์ก (RICK CLARK)
มิวสิคซูเปอร์ไวเซอร์
ริค
คล๊าร์กเติบโตมาในวงการเพลงในบ้านเกิดของเขาที่เมมฟิส
รัฐเทนเนสซี่
ที่ซึ่งอบอวลไปด้วยเสียงเพลงแนวร็อค,
อาร์แอนด์บี และบลูส์
เขาเขียนบทความด้านดนตรีให้กับหนังสือดังๆ
อย่าง Billboard, Mix, Rolling Stone, Guitar
Player, the All-Music Guide และ Goldmine
คล๊าร์กยังเริ่มโปรดิวซ์และทำอัลบั้มเพลงให้กับศิลปินเพลงชื่อดังมากมาย
จากคำบอกเล่าปากต่อปากถึงฝีมือของคล๊าร์ก
ทำให้เขาได้พบกับเจสัน ไรต์แมน
ซึ่งขณะนั้นกำลังสร้างภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Juno
ไรต์แมนได้ใส่เพลง Dearest
ของคล๊าร์กเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ และต่อมา
ได้ติดต่อให้คล๊าร์กมาดูแลงานดนตรีประกอบให้กับภาพนตร์เรื่อง
Up in the Air
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|