ภาพยนตร์เรื่อง
PERCY JACKSON & THE OLYMPIANS: THE LIGHTNING
THIEF สร้างจากหนังสือเล่มแรกของนวนิยายชุดขายดี
ที่เล่าเรื่องราวของโลกยุคใหม่ วันที่เทพเจ้า
12 องค์แห่งขุนเขาโอลิมปุส (Mount Olympus)
ซึ่งสถิตย์อยู่เหนือพื้นโลกมนุษย์ขึ้นไปถึง
600 ชั้นตรงอาคารเอ็มไฟร์สเตท (Empire State
Building) อันเป็นสัญลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ค
(New York)
ลุกขึ้นมารังสรรค์การแข่งขันครั้งใหม่ให้เหล่าทวยเทพวัยเยาว์หนุ่ม
ๆ ที่เป็นเดมิก็อด (demigods)
หรือกึ่งเทพกึ่งมนุษย์ได้ออกแรงกันบ้าง
ทั้งโกรฟเวอร์ และแอนนาเบ็ธ
เข้าร่วมผจญภัยกับเพอร์ซีย์ข้ามภพไปยังดินแดนมหัศจรรย์สุดพรรณนาที่อยู่เหนือมหานครนิวยอร์ค
(New York City -
ซึ่งเป็นทางเข้าออกสู่เทือกเข้าโอลิมปุส)
ขึ้นไปถึง 600ชั้น
และข้ามฟากฝั่งไปยังป้ายสัญลักษณ์เมืองฮอลลีวู้ด
(Hollywood)
ซึ่งลึกลงไปใต้โลกเป็นดินแดนที่ถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงโลกันต์ของโลกใต้ภิภพ
(Underworld)
ณ จุดหมายปลายทางของการผจญภัยครั้งนี้
มีเดิมพันที่ไม่ใช่แค่เพียงอนาคตของโลกมนุษย์เท่านั้น
หากแต่ยังมีชะตาชีวิตของแซลลี่ (Sally)
มารดาของเพอร์ซีย์
ที่ฮีโร่หนุ่มน้อยจะต้องช่วยเธอให้รอดพ้นจากนรกขุมสุดลึก
(depths of Hell) จนได้
ถึง เพอร์ซีย์ แจ็คสัน (Percy Jackson)
จะเป็นครึ่งคน ครึ่งเทพ
แต่เขาก็เป็นฮีโร่เต็มร้อย
PERCY JACKSON & THE OLYMPIANS: THE LIGHTNING
THIEF หรือ เพอร์ซีย์
แจ็คสันกับสายฟ้าที่หายไป
ในโรงภาพยนตร์พร้อมกันทั่วโลกวันพฤหัสบดีที่
11 กุมภาพันธ์ 2553
โลแกน
เลอร์แมนเริ่มแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกโดยรับบทวิลเลี่ยม
(William) ลูกชายคนเล็กของเมล กิ๊บสัน (Mel
Gibson) ใน The Patriot
ที่ส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
Young Artist Award สาขา Best Ensemble จาก
Young Artist Foundation
ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไร
หลังจากนั้นเลอร์แมนก็แสดงเป็นวัยเด็กของกิ๊บสันใน
What Women Want และยังร่วมแสดงใน Riding in
Cars With Boys ของเพนนี มาร์แชล (Penny
Marshall) ด้วย
ผลงานการแสดงของดาวรุ่งหนุ่มดังกล่าวข้างต้นถูกอกถูกใจคณะผู้สร้าง
Hallmark Hall of Fame ทาง CBS เป็นอันมาก
จนทาบทามให้เลอร์แมนมานำแสดงใน A Painted
House (ภาพยนตร์ที่สร้างเพื่อแพร่ภาพทางโทรทัศน์โดยอ้างอิงจากนวนิยายขายดีของ
จอห์น กริแชม - John Grisham)
และส่งให้เขาคว้ารางวัล Young Artists Award
ตัวแรกมาครองได้สำเร็จ
ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญสาขา Leading Young Actor
in a TV Movie / Miniseries / Special
เสียด้วย
จากนั้นเลอร์แมนก็หวนคืนสู่จอเงินอีกครั้งด้วยบทบาทเชือดเฉือนอารมณ์กับ
แอชตั้น คุชเชอร์ (Ashton Kutcher) ใน The
Butterfly Effect ที่ชนะใจนักวิจารณ์ท่วมท้น
เลอร์แมนยังประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อนำแสดงในซีรี่ย์ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก
จากการรับบทบ๊อบบี้ แม็คคัลลิสเตอร์ (Bobby
McCallister)
หนุ่มน้อยปราดเปรื่องจิตใจดีที่พยายามประสานรอยร้าวระหว่างแจ็ค
(Jack) พี่ชายของเขากับแม่ใน Jack & Bobby
ซีรี่ย์ของ The WB
ที่ได้รับเสียงวิจารณ์เชิงบวกท่วมท้น
ซึ่งบทบาทการแสดงในซีรี่ย์แนวดราม่าไม่กี่ตอนจบเรื่องนี้ส่งให้เลอร์แมนคว้ารางวัล
Young Artist Award ตัวที่สองในสาขา Leading
Young Actor / TV Series มาครอง
เลอร์แมนกลับมาแสดงภาพยนตร์อีกครั้งด้วยบทนำแสดงใน
Hoot
ซึ่งสร้างดัดแปลงจากหนังสือสำหรับเด็กของคาร์ล
เฮียเซน (Carl Hiaasen) ที่ขายดีติดอันดับของ
New York Times
ก็ส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
Young Artists เป็นครั้งที่สี่
หลังจากนั้น เลอร์แมน ก็ร่วมแสดงกับจิม
แคร์รี่ย์ (Jim Carrey) และเวอร์จิเนีย
แม็ดเซ่น (Virginia Madsen) ใน The Number 23
ภาพยนตร์ลุ้นระทึกของโจเอล ชูมัคเกอร์ (Joel
Schumacher)
ก่อนจะก้าวกระโดดไปเชือดเฉือนบทบาทกับนักแสดงชายระดับปรมาจารย์แถวหน้าของแวดวงมายาพร้อม
ๆ กันถึง 2 คน คือ รัสเซล โครว์ (Russell
Crowe) และคริสเตียน เบล (Christian Bale) ใน
3:10 to Yuma ที่เจมส์ แมนโกลด์ (James
Mangold) นำผลงานตะวันตกสุดคลาสสิคตั้งแต่ปี
1957 มาปัดฝุ่นสร้างใหม่ได้โดนใจมหาชนยิ่งนัก
ซึ่งเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคณะนักแสดง (cast
ensemble) ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
SAG Award และยังคว้ารางวัล Young Artists
ตัวที่ห้ามาครองได้สำเร็จอีกด้วย
ล่าสุดเลอร์แมนยังหว่านเสน่ห์ไม่หยุดยั้งเมื่อร่วมแสดงใน
Bill กับแอร่อน เอ็คฮาร์ท (Aaron Eckhart),
เจสสิก้า อัลบ้า (Jessica Alba), และอลิซาเบ็ธ
แบงค์ (Elizabeth Banks), My One and Only
ภาพยนตร์ตลกย้อนกาลเวลาที่เขาร่วมสร้างเสียงฮากับนักแสดงแถวหน้าอย่างเรเน่
เซลเว็กเกอร์ (Renée Zellweger), คริส น็อธ
(Chris Noth), และเควิน เบค่อน (Kevin Bacon),
และ Gamer ภาพยนตร์ไซ-ไฟลุ่นระทึกที่นำแสดงโดยเจอราร์ด
บัตเลอร์ (Gerard Butler) ด้วย