หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
Dorian Grey  (2010)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "Dorian Grey"
 
         

เบื้องหลังงานสร้าง

              “ผมไม่ได้อยากจะตั้งตัวเป็นผู้กำกับที่ทำหนังจากงานเขียนของออสการ์ ไวลด์ถึงสามเรื่องหรอกนะ แต่ผมรักหนังสือเรื่อง The Picture of Dorian Gray” ผู้กำกับ โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์อธิบาย “ดังนั้น บาร์นาบี (ทอมป์สัน) จึงเกิดความคิดที่จะสร้างมันเป็นหนัง เราใช้เวลาทำบท และผมก็ใช้ช่วงที่รอบทเสร็จนี้ไปกำกับหนังอีกหลายเรื่อง จนถึงจุดที่ผมพร้อมจะทำเรื่องของไวลด์ และแน่นอนว่าผมไม่อยากให้คนอื่นมาชิงทำตัดหน้าก่อน”

              การเตรียมทีมงานก็เป็นเรื่องที่ใช้เวลานานเช่นกัน “การสร้างหนังเป็นงานหนักมาก ดังนั้น การทำงานกับคนที่คุณคุ้นเคยจะช่วยให้งานง่ายขึ้น เพราะมันมีความรู้สึกอิสระและผ่อนคลายในการสื่อสารระหว่างกัน” ผู้อำนวยการสร้าง ทอมป์สันกล่าว “โอลิเวอร์มีพื้นฐานมาจากงานละคร และเคยเป็นนักแสดงด้วย เขาจึงรู้วิธีปฏิบัติต่อเหล่านักแสดงเป็นอย่างดี เราสองคนมีมุมมองที่ต่างกันในทางบวก และเราต่างก็มีจุดยืนที่ชัดเจนมาก”

              ใน Dorian Gray พาร์คเกอร์ไม่ต้องการเขียนบทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง “ถ้าคุณเขียนบทและกำกับด้วย คุณจะรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อถ้อยคำในนิยาย โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นนิยายคลาสสิค แต่ถ้าคุณไม่ได้เขียนบทเอง มันก็มีโอกาสที่จะได้บทพูดที่เฉียบคมจากนักเขียนบทคนอื่น” ดังนั้น โทบี ฟินเลย์จึงเข้ามารับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ “โทบีทำผลงานได้น่าประทับใจ” พาร์ค

เกอร์กล่าวชม “เขาสร้างความชัดเจนให้ตัวละคร” ฟินเลย์ถูกดึงตัวมาสู่โครงการนี้โดยโซฟี เมเยอร์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาของอีลลิง สตูดิโอ ผู้เคยอ่านผลงานบางเรื่องของเขา ซึ่งพาร์คเกอร์พูดถึงเรื่องนี้ว่า “สำหรับโทบี บทหนังจะต้องมีลมหายใจและเติบโตได้ เขาไม่เคยย่อท้อที่จะขัดเกลามันซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

              “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ มันไม่ได้ยึดติดอยู่กับหนังสือต้นฉบับมากนัก และมีแง่มุมมากมายที่เราสามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ ซึ่งนับว่าเป็นอิสระอย่างมาก” พาร์คเกอร์สรุป

              “หนังสือเล่มนี้โด่งดังมาจนถึงวันนี้ เพราะประเด็นหลักที่ว่า จะเป็นอย่างไร หากคุณสามารถทำอะไรก็ได้?” ผู้อำนวยการสร้าง บาร์นาบี ทอมป์สันกล่าว “ผมคิดว่านี่คือคำถามที่เราต้องตอบให้กระจ่าง เพราะเราถูกสั่งสอนมาว่าให้รู้จักผิดชอบชั่วดี และถ้าคุณทำผิด คุณก็ต้องได้รับโทษ”

              “ในโลกยุคใหม่ บุคคลที่มีชีวิตใกล้เคียงกับนิยายเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ผมนึกถึงเป็นคนแรกคือมิค แจ็กเกอร์" ทอมป์สันกล่าวต่อ “เขาคือชายหนุ่มผู้กลายมาเป็นนักร้องเพลงร็อคชื่อดัง ผู้สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ โดยไม่แยแสกฎหมาย เราอยู่ในยุคของคนมีชื่อเสียง ยุคของการสร้างภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมป๊อป ที่มีอิทธิพลมากขึ้น มากขึ้นต่อชีวิตของเรา ความคิดเกี่ยวกับอำนาจของความสวยงาม และสิ่งที่มันมอบให้เรา ยังคงส่งผลมาจนทุกวันนี้”

              “คุณอาจนั่งวิเคราะห์อยู่หลายชั่วโมงว่าทำไมเทพนิยายหลายๆ เรื่องจึงเป็นอมตะ ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนหลงใหลในรูปลักษณ์ของสิ่งต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงรูปลักษณ์ของตัวเองด้วย และดูเหมือนออสการ์ ไวลด์พยายามแยกแยะจิตใจออกจากรูปลักษณ์ที่สวยงาม” โคลิน เฟิร์ธ ผู้รับบท

เฮนรี วอทตันตั้งข้อสังเกต “มันแทบจะกลายเป็นว่าความงามนั้นสำคัญกว่าความดี ดังนั้น เขาจึงเขียนถึงสิ่งที่เขาห่วงใย จุดเริ่มต้นของนิยายเรื่องนี้ต้องเกิดจากความคิดของออสการ์ ไวลด์ที่ว่า ‘ฉันจะขายวิญญาณของฉันได้ไหม?’ ทุกคนซึ่งเคยกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ ต่างเติบโตขึ้นมาพร้อมความคิดที่จำเจเรื่องความสวยความงาม และปัจจุบันก็ไม่มีอะไรที่พิเศษแตกต่างไปจากเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้สักเท่าไหร่” เฟิร์ธสรุป

              “ทุกวันนี้สังคมถูกครอบงำด้วยการโกงเวลา และการพยายามรักษาความเยาว์วัย” นักแสดงสาว รีเบคกา ฮอลล์ ผู้รับบทเอมิลี วอทตันกล่าว “ฉันคิดว่ามนุษย์เรามักหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ ความจริงที่ออสการ์ ไวลด์เขียนไว้ในตอนนั้น เพิ่งจะมาปรากฏชัดในสมัยนี้ ในแต่ละยุคย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันว่าแบบไหนที่เรียกว่าสวย แบบไหนที่เรียกว่าอ่อนเยาว์ ปัจจุบันเรามีโบท็อกซ์ แต่ในอดีตอาจใช้การแต่งกายช่วย เรามักพยายามหาวิธีหยุดเวลาเอาไว้”

              “เรื่องเกี่ยวกับความเป็นอมตะนั้นน่าสนใจเสมอ” เบ็น แชพลิน ผู้รับบทบาซิล ฮอลล์วอร์ดกล่าว “ดอเรียน เกรย์คือเรื่องลักษณะเดียวกับ Faust ที่เย้ายวนใจผู้คน เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำใช่ไหม? เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อความสนุกสนาน โดยไม่ต้องเสียอะไรเลยเชียวหรือ?”

              สำหรับพาร์คเกอร์ ผู้เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิง ด้วยการทำงานกับราชาเรื่องสยองขวัญ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ การกำกับ Dorian Gray เปิดโอกาสให้เขาได้กลับไปทำสิ่งที่เขาคุ้นเคยอีกครั้ง “มันสนุกมากที่ได้สัมผัสกับเรื่องสยองขวัญอีก ถึงจะไม่ใช่หนังสยองขวัญเต็มตัว แต่มันก็ทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาแรกเริ่มในธุรกิจนี้ การทำงานกับไคลฟ์ บาร์เกอร์ตั้งแต่ตอนวัยรุ่นทำให้ผมตื่นเต้นจริงๆ และมันช่วยให้ผมสามารถไปทำงานกับใครก็ได้ในวงการ”

              “มันเยี่ยมยอดที่โอลิเวอร์มีโอกาสได้เล่าเรื่องสยองขวัญอีกครั้ง” ผู้อำนวยการสร้าง บาร์นาบี ทอมป์สันเอ่ย “เขาก่อตั้งบริษัทร่วมกับไคลฟ์ บาร์เกอร์ และทำโชว์สยองขวัญหลากหลายแนว ผมจำได้ว่าตัวเองเคยไปดูโชว์ของพวกเขาตั้งแต่ตอนที่เพิ่งจบชั้นมัธยม คุณไม่มีทางเดาออกว่าเขาเคยสร้างผลงานแบบนั้น แต่โอลิเวอร์นี่แหละคือจอมกระหายเลือดตัวจริง หนังเรื่องแรกที่เขาแสดงคือ Hellraiser ของไคลฟ์”

              “เรามีตำนานสยองขวัญสไตล์กอธิคเรื่องยิ่งใหญ่อยู่ในมือ และยิ่งเป็นเรื่องที่เขียนโดย

ออสการ์ ไวลด์ด้วยก็ยิ่งพิเศษมากขึ้นไปอีก” บาร์นาบี ทอมป์สันกล่าว “เราหวังว่าผู้ชมจะตื่นตะลึงไปกับความสยองที่มาพร้อมกับบทพูดคมคาย และอารมณ์ล้ำลึกที่คุณคาดหวังจะได้จากนักประพันธ์อย่างออสการ์ ไวลด์”

การคัดเลือกนักแสดง

              The Picture of Dorian Gray ของออสการ์ ไวลด์ คือวรรณกรรมคลาสสิคซึ่งใครก็ตามที่เคยอ่านมัน จะต้องมีภาพในใจว่า ‘ดอเรียน’ ในเรื่องนี้มีรูปลักษณ์อย่างไร “เราทุกคนต่างมีความคิดเรื่องความสมบูรณ์แบบเป็นของตัวเอง” ผู้กำกับ โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์เอ่ย “หากใครได้รับเลือกให้เป็นชายหนุ่มรูปงามที่สุดแห่งยุคเรา เขาคงจะต้องแตกต่างจากคนที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือเรื่องนี้อย่างมาก”

              เบ็น บาร์นส นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ ก้าวเข้ามา ผู้อำนวยการสร้าง บาร์นาบี ทอมป์สัน เคยเลือกบาร์นสมาแสดงใน Easy Virtue และภาพยนตร์เรื่องนั้นเองที่ทำให้ทอมป์สันเล็งเห็นว่าบาร์นสสามารถรับบทเป็นดอเรียนได้ “ผมพยายามไม่ใส่ใจกับดวงตาสีเข้มคู่สวยของเบ็น แต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปยืนอยู่หน้ากล้อง ผมก็คิดได้ทันทีว่า โอ พระเจ้า เขาคือดอเรียน” ผลลัพธ์คือทอมป์สันแนะนำบาร์นสแก่โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ แล้วทั้งคู่ก็ใช้เวลาสองวันทำงานร่วมกัน “ผมให้เขาลองทดสอบบทแบบจริงจัง และเขาก็ทำได้อย่างดี ผมตื่นเต้นมากกับสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมาในฐานะดอเรียน”

              “ผมคิดว่าเบ็นแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม เขามีรูปร่างหน้าตาที่โดนใจสาวๆ และมีเสน่ห์มาก แต่เขาก็สามารถแปรเปลี่ยนเสน่ห์อันอ่อนหวานนี้ ให้กลายเป็นความร้ายกาจได้ บทนี้คือความท้าทายอย่างแท้จริง” ทอมป์สันเอ่ยปากชม

              พาร์คเกอร์ และโคลิน เฟิร์ธ นักแสดงชื่อดังชาวอังกฤษ มิใช่คนแปลกหน้าต่อกัน ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาแล้วถึงสามครั้ง “ผมคิดว่าในฐานะนักแสดง เขายิ่งน่าติดตามมากขึ้น มากขึ้นทุกวัน” พาร์คเกอร์กล่าว “เขายังคงก้าวไปข้างหน้า มองหาบทท้าทายใหม่ๆ และบทเฮนรี วอทตันคือบทเด่นอีกบทหนึ่งที่จะทำให้ผู้ชมจำโคลินแบบที่คุ้นเคยไม่ได้เลย”

              ผู้อำนวยการสร้าง บาร์นาบี ทอมป์สัน มีความคิดตรงกับพาร์คเกอร์ “โคลินเห็นโอกาสที่จะได้เล่นเป็นตัวละครที่เขาแทบไม่เคยเล่น บทที่ใกล้เคียงกับเรื่องนี้ที่สุดคงจะเป็นบทที่เขาแสดงเป็นตัวร้ายใน Valmont โคลินรับบทเป็นชายผู้น่าเชื่อถือบ่อยมาก แต่คนที่รู้จักเขาดีจะรู้ว่า เขาแสดงได้ทุกบท ไม่มีข้อจำกัด”

นักแสดง

เบ็น บาร์นส (ดอเรียน เกรย์)
               
“ผมอ่านหนังสือเรื่องนี้ตอนเป็นวัยรุ่น หลายคนอ่านมันเพราะครูบอกว่ามันล้ำยุค, ตื่นเต้น และน่ากลัว ซึ่งผมคิดว่าทั้งหมดเกิดขึ้นจากตัวละครหลักของเรื่อง การได้รับบทนี้คือความท้าทายครั้งใหญ่ และไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว”
             
“ผมชอบช่วงที่เป็นด้านมืดของดอเรียนมากกว่า และรู้สึกสนุกจริงๆ ที่ได้แสดงเป็นดอเรียนวัย 46 มันน่าสนใจตรงที่ต้องทำให้เขาดูแก่ ขณะที่รูปร่างหน้าตาของเขายังเหมือนเดิม รวมถึงการเข้าฉากกับตัวละครอื่นที่จะต้องแก่ลงด้วยการแต่งหน้า โดยเฉพาะโคลิน เฟิร์ธ”
              “
การร่วมงานกับโคลิน เฟิร์ธก็เยี่ยมมาก เราเคยเจอกันมาแล้วในหนังเรื่อง Easy Virtue เมื่อปี 2008 แต่เรื่องนั้น ตัวละครของเราไม่ได้พบปะกันสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนเรื่องนี้ที่เราเป็นตัวนำทั้งคู่ มันสนุกตั้งแต่เริ่มถ่ายทำจนถึงวันปิดกล้อง โคลินเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยม เขาตลกมาก และก็ฉลาดมาก ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาชมเขาได้หมด”

             
“โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์เป็นผู้กำกับหนังครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งคือพี่เลี้ยงของผม เพราะโอลิเวอร์เคยเป็นนักแสดงมาก่อน ผมจึงสนใจจริงๆ ที่จะคอยดูตอนที่เขาแสดงเป็นตัวอย่างให้ผม เขาแสดงด้วยตัวเอง และมันช่วยผมได้มาก เมื่อคุณกำลังทำบางสิ่ง และคุณอยากรู้ผลลัพธ์ของมันอย่างที่สุด คุณต้องฟังคนที่คอยดูคุณอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ เพราะคุณไม่ใช่คนที่จะมาตัดสินผลงานของตัวเอง”
             
เบ็น บาร์นส นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ ศึกษาวิชาการแสดงที่ The National Youth Music and Kingston University เขาเริ่มอาชีพนักแสดงกับภาพยนตร์ซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Spilt Decisions และละครเวทีอีกหลายเรื่อง ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาคือ Stardust (2007) ตามมาด้วย Bigga Than Ben (2008), The Chronicles of Narnia: Prince Caspian (2008) และ Easy Virtue (2008)

โคลิน เฟิร์ธ (เฮนรี วอทตัน)
             
“เท่าที่ผมเห็น มีตัวละครหลักสามตัวในเรื่อง บาซิล, ดอเรียน และเฮนรี เป็นความสัมพันธ์แบบสามเส้า ทั้งเฮนรีและบาซิลต่างรักใคร่เอ็นดูดอเรียน ผมมองว่าภาพวาดก็เป็นอีกตัวละครหนึ่งในแง่ที่มันคือด้านมืดขอดอเรียนที่เขาพยายามปกปิดเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น เฮนรีต้องการทำลายความงามของดอเรียน ผมคิดว่าเขาเริ่มด้วยการแกล้งยั่วบาซิล ทำให้เขาโกรธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์เริ่มยุ่งยาก เขาจึงอยากหยุด แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังอยากทำให้หนุ่มรูปงามอย่างดอเรียนมีมลทิน”
             
“เฮนรี วอทตันเป็นพวกชอบแอบดู เขาไม่ตั้งใจจะทำเรื่องเลวๆ ด้วยตัวเอง เขาไม่อยากสูญเสียครอบครัว และก็ไม่อยากถูกลงโทษด้วย ซึ่งอีกนัยหนึ่ง เฮนรีก็ไม่ได้เป็นคนใจกล้า หรือคนชั่วร้ายอะไรมากนัก ผมคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงการเล่นเกมของเฮนรี”
             
“ในหนังเรื่องนี้ ผมต้องแสดงเป็นเฮนรีวัยชราด้วย ถ้ามีบทหนังที่ดี และองค์ประกอบรอบข้างเหมาะสม ผมก็คิดว่าการแสดงจะเป็นไปโดยธรรมชาติ ตอนที่ผมแต่งหน้าและเบ็น บาร์นสเห็นผมสวมวิกศีรษะล้าน เขาก็อยากเข้ามาช่วยพยุงผมไปนั่งที่เก้าอี้ และคอยปรนนิบัติดูแล เขาไม่อาจทอดทิ้งยามที่ผมแก่เฒ่าได้”
             
“โอลิเวอร์พูดบ่อยๆ ว่า เฮนรีเชื่อมั่นตัวเองเขายังไม่แก่ แต่ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อดอเรียนกลับมา ยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งไม่อยากทำอะไรที่ผมไม่รู้สึกสนุกด้วย ผมไม่สนว่างานชิ้นนั้นจะเป็นผลงานชั้นยอดหรือเปล่า ถ้าผมรู้สึกไม่มีความสุข มันก็ไม่มีค่าพอที่จะลงมือทำ เบ็นและผมสนุกมากเวลาเข้าฉากด้วยกัน มีความเพลิดเพลินอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างดอเรียนกับเฮนรี และเราก็นำความสัมพันธ์ในชีวิตจริงบางส่วนของเรา มาใส่เข้าไปในตัวละครด้วย”
             
โคลิน เฟิร์ธ คือนักแสดงผู้เจนจัดทั้งงานภาพยนตร์, โทรทัศน์ และละครเวที เขามีผลงานน่าประทับใจมากมาย ตลอดระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องยาวนานกว่าสามทศวรรษ เฟิร์ธเป็นนักแสดงผู้เชี่ยวชาญทั้งบทเคร่งเครียดจริงจัง และบทเบาสมอง ซึ่งหลายบทบาททำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงหลายครั้งในหลายเวที เช่น รางวัล BAFTA, Emmy และ Screen Actors Guild

ผลงานเด่นของโคลิน เฟิร์ธ มีดังต่อไปนี้

A Christmas Carol (2009)

A Single Man (2009)

Easy Virtue (2008)

Mamma Mia! (2008)

Nanny McPhee (2005)

Where the Truth Lies (2005)

Love Actually (2003)

Girl with a Pearl Earring (2003)

Bridget Jones’s Diary (2001)

My Life So Far (1999)

Shakespeare in Love (1998)

The English Patient (1996)

Pride and Prejudice (TV episode-1995)

Valmont (1989)

 

เบ็น แชพลิน (บาซิล ฮอลล์วอร์ด)
             
“บาซิลหลงใหลดอเรียนและการวาดภาพ มันคือความรักอีกรูปแบบหนึ่ง ผมรู้สึกว่าบาซิลยังไม่เคยสร้างสรรค์อะไรอย่างแท้จริง จนกระทั่งเขาได้วาดภาพดอเรียน เขาลุ่มหลงอยู่กับภาพวาด เหมือนกับว่าเขาได้อยู่กับดอเรียนจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ผมเข้าใจ ยามที่คุณรู้สึกว่ามีความสร้างสรรค์ที่สุด คุณจะรู้สึกมีชีวิตชีวาที่สุด ผมเองก็ไม่เคยรู้สึกสุขใจกับอะไรมากเท่ากับตอนที่ได้ทำงานสร้างสรรค์”
             
“เมื่อผมรับบทนี้ ผมอยากทำให้บาซิลเป็นมากกว่าบทสมทบ ผมไม่ต้องการให้เขาเป็นแค่ตัวละครดาดๆ เขาเป็นศิลปิน และด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาสมควรถูกตำหนิในเรื่องที่เกิดขึ้นกับดอเรียนด้วย ผมไม่อยากให้เขาดูถูกเฮนรีหรือดอเรียนด้วยความคิดทางศีลธรรมอันสูงส่ง นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงบท แต่เป็นการตีความตัวละครตามแบบของผม และผมได้ปรึกษากับโอลิเวอร์ก่อนการถ่ายทำแล้ว”
             
เบ็น แชพลินคือนักแสดงมากความสามารถ ผู้มีผลงานทั้งภาพยนตร์, ละครเวที และโทรทัศน์ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากบทบาทในละครบรอดเวย์เรื่อง Retreat From Moscow และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโอลิเวียร์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ในละครที่กำกับโดยแซม เมนเดส เรื่อง The Glass Menagerie
              ผลงานภาพยนตร์เรื่องเด่นๆ ของเขา ได้แก่
Feast of July (1995), The Truth About Cats and Dogs (1996), Washington Square (1997), The Thin Red Line (1998), Lost Souls (2000), Birthday Girl (2001), Stage Beauty (2004), The New World (2005), The Water Horse (2007) และ Me and Orson Welles (2008)

รีเบคกา ฮอลล์ (เอมิลี วอทตัน)
  
           “ฉันอ่านหนังสือ และดูหนังขาวดำเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก มันอาจจะนานเกินไปสักหน่อย ที่จะทำให้จดจำและประทับใจมาจนถึงตอนนี้ ฉันจำได้แค่ว่ามันค่อนข้างน่ากลัว”
             
“มันน่าตื่นเต้นจริงๆ ตอนที่ได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ เพราะว่าบทของโทบี ฟินเลย์มีความแตกต่างออกไป แต่ก็ยังคงประเด็นหลักของเรื่องเอาไว้ ถ้าคุณคิดจะนำนิยายมาสร้างเป็นหนัง มันก็ไม่ควรจะเหมือนกัน คุณน่าจะดัดแปลงมันบ้าง เพราะทั้งสองอย่างเป็นสื่อที่มีรูปแบบแตกต่างกัน และในกรณีนี้ ฉันคิดว่าเขาประสบความสำเร็จ”
             
รีเบคกา ฮอลล์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแสดงมากพรสวรรค์คนหนึ่ง ผู้แสวงหาบทบาทท้าทายใหม่ๆ เสมอ เธอเคยร่วมแสดงในโครงการ The Bridge ซึ่งเป็นการนำเหล่าศิลปินมาร่วมเล่นละครคลาสสิคที่ตระเวนแสดงไปยัง 7 เมืองทั่วโลก ซึ่งรวมถึงนครนิวยอร์ค และลอนดอน
              ผลงานภาพยนตร์เรื่องเด่นของเธอมีดังนี้
Red Riding: 1974 (2009), Frost/Nixon (2008), Vicky Cristina Barcelona (2008) และ The Prestige (2006)  

ฟิโอนา ชอว์ (อกาธา)
              นักแสดงหญิงผู้ชนะรางวัลมากมาย ฟิโอนา ชอว์เกิดที่เมืองเคาน์ตี คอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ และสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์ก ตลอดอาชีพนักแสดงอันยาวนาน ผลงานของชอว์มีทั้งภาพยนตร์, ละครเวที และโทรทัศน์ ซึ่งผลงานที่โด่งดังของเธอนอกจากภาพยนตร์ชุด
Harry Potter มีดังนี้ Fracture (2007), The Black Dahlia (2006), Empire (2005), The Butcher Boy (1997), Anna Karenina (1997), Jane Eyre (1996), Persuasion (1996) และ Mountains of the Moon (1990) 

เอมิเลีย ฟ็อกซ์ (วิคทอเรีย วอทตัน)
              นักแสดงสาวชาวลอนดอนผู้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของผู้ชมทั้งในจอแก้ว, จอเงิน และบนเวทีละคร ผลงานเด่นๆ ของเธอมีดังนี้
Silent Witness (TV episode 2004-2008), Cashback (2006), The Tiger and the Snow (2005), Keeping Mum (2005), The Soul Keeper (2002) และ The Pianist (2002)  

ราเชล เฮิร์ด-วูด (ซีบิล เวน)
              สาวน้อยมากพรสวรรค์ผู้เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการภาพยนตร์อังกฤษ ด้วยผลงานอย่าง
Peter Pan (2003), Sherlock Holmes and the Case of the Silk Stocking (TV-2004), An American Haunting (2005), Perfume: The Story of a Murderer (2006) และ Solomon Kane (2009)

             

ทีมงาน

โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ (ผู้กำกับภาพยนตร์)

              ก่อนจะมาเป็นผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ในวันนี้ โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์เคยเป็นนักแสดงและผู้กำกับละครเวที รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้ง
The Dog Company ร่วมกับราชาเรื่องสยองขวัญ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของพาร์คเกอร์เกิดขึ้นในปี 1995 คือ Othello ที่นำแสดงโดยลอเรนซ์ ฟิชเบิร์น และเคนเนธ บรานาห์ ซึ่งพาร์คเกอร์รับหน้าที่เขียนบทด้วย
              ผลงานเรื่องที่สองของเขาเป็นการนำบทละครเรื่อง
An Ideal Husband ของออสการ์ ไวลด์มาดัดแปลงและกำกับ ภาพยนตร์โรแมนติกเบาสมองที่นำแสดงโดยดาราชื่อดังอย่างเคท
แบลนเช็ทท์, จูลีแอนน์ มัวร์ และรูเพิร์ท เอฟเวอเร็ทท์ เรื่องนี้ดีเด่นถึงขั้นได้รับการเสนอชื่อชิง
2 รางวัลลูกโลกทองคำ และ 3 รางวัล BAFTA ในปี 1999
              ในปี
2002 พาร์คเกอร์หยิบบทละครของออสการ์ ไวลด์อีกเรื่องมาดัดแปลงและกำกับ ซึ่งครั้งนี้คือภาพยนตร์เรื่อง The Importance of Being Earnest ที่นำแสดงโดยรีซ วิเธอร์สพูน, จูดี เดนช์, รูเพิร์ท เอฟเวอเร็ทท์ และโคลิน เฟิร์ธ
             
ผลงานกำกับเรื่องอื่นของพาร์คเกอร์ ได้แก่ The Private Life of Samuel Pepys (TV-2003), Fade To Black (2006), I Really Hate My Job (2007) และ St. Trinian’s (2007)              

บาร์นาบี ทอมป์สัน (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
              บาร์นาบี ทอมป์สันคือหัวหน้าฝ่ายบริหารของอีลลิง สตูดิโอ ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดทั้งในวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ของอังกฤษและอเมริกา ภาพยนตร์ที่เขาสร้างทำรายได้ทั่วโลกเป็นจำนวนเงินมากกว่า
500 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลงานการสร้างของเขาอีก 4 เรื่องยังติดอันดับภาพยนตร์อังกฤษอิสระที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย
              เครดิตภาพยนตร์เรื่องเด่นของทอมป์สันมีดังนี้
Wayne’s World (1992),Wayne’s World 2 (1993), Lassie (1994), Spice World (1997), An Ideal Husband (1999), The Importance of Being Earnest (2002), Imagine Me & You (2005), St. Trinian’s (2007) และ Easy Virtue (2008)                

โทบี ฟินเลย์ (ผู้เขียนบทภาพยนตร์)
             
โทบี ฟินเลย์จบการศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษจาก New College อ๊อกซ์ฟอร์ด และไปทำงานเป็นครูที่ปารีสอยู่พักหนึ่ง ก่อนกลับมารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการเขียนบทให้บริษัทภาพยนตร์ชั้นนำหลายแห่ง Dorian Gray คือผลงานเขียนบทเรื่องแรกของเขา

จอห์น เบียร์ด (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
             
เริ่มต้นอาชีพในวงการภาพยนตร์ด้วยตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ ที่มีผลงานโดดเด่นคือเรื่อง Brazil
(1985) ของผู้กำกับ เทอร์รี กิลเลียม และ Eureka (1983) ของผู้กำกับ นิโคลัส โรก
              
ในตำแหน่งผู้ออกแบบงานสร้าง เบียร์ดเริ่มเป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์อื้อฉาวของมาร์ติน สกอร์เซซี เรื่อง The Last Temptation of Christ (1988) หลังจากนั้นเขาก็สร้างผลงานไว้ในภาพยนตร์เรื่องดังอีกมากมาย อาทิ Map of the Human Heart (1993), The Browning Version (1994), Hacker (1995), The Wings of the Dove (1997), Enigma (2001), K-PAX (2001), The Skeleton Key (2005), Easy Virtue (2008) และ Inkheart (2008) 

โรเจอร์ แพร็ทท์ (ผู้กำกับภาพ)
              ผู้กำกับภาพที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และ
BAFTA มาแล้ว แพร็ทท์ได้ชื่อว่าเป็นตากล้องคู่ใจของผู้กำกับ เทอร์รี กิลเลียม จาการร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Brazil (1985), The Fisher King (1991) และ Twelve Monkeys (1995) ผลงานโด่งดังของเขาเรื่องอื่น ได้แก่ Harry Potter and the Goblet of Fire (2005), Troy (2004), Harry Potter and the Chamber of Secrets (2002), Iris (2001), Chocolat (2000), 102 Dalmatians (2000), The End of the Affair (1999), In Love and War (1996), Mary Shelley’s Frankenstein (1994), Shadowlands (1993), Batman (1989), High Hopes (1988) และ Mona Lisa (1986)

รูธ ไมเยอร์ส (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
              เกิดและโตที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะเซนต์มาร์ตินในลอนดอน แล้วได้ทุนไปฝึกงานที่โรงละคร
Royal Court ก่อนที่กลายเป็นพนักงานประจำของที่นั่น ไมเยอร์สเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ช่วย และเลื่อนขึ้นมาเป็นดีไซเนอร์ในเวลาไม่นาน ปัจจุบันเธอยังคงออกแบบเสื้อผ้าให้ละครหลายเรื่องที่เปิดแสดงในกรุงลอนดอน
              รูธ ไมเยอร์สได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
2 ครั้ง จากภาพยนตร์เรื่อง Emma (1996) และ The Addams Family (1991) รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล BAFTA อีก 2 ครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง L.A. Confidential (1997) และ Isadora (1968) เธอได้รับรางวัล Emmy จากภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Carnivale (2003) และได้รับรางวัล Costume Designers Guild อีก 2 ครั้งจากเรื่อง The Golden Compass (2007) และ Carnivale (2003)   
             
ผลงานเด่นเรื่องอื่นของเธอมีดังนี้ City of Ember (2008), The Painted Veil (2006), Infamous (2006), Ella Enchanted (2004), Iris (2001), Center Stage (2000), Cradle Will Rock (1999), The Russia House (1990), How to Make an American Quilt (1995), Blaze (1989)
และ The Accidental Tourist (1988) 

กาย เบ็นสลีย์ (ผู้ลำดับภาพ)
             
กาย เบ็นสลีย์เคยร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้าง บาร์นาบี ทอมป์สัน ใน Dear Rosie ภาพยนตร์สั้นที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ และ BAFTA นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ลำดับภาพให้ภาพยนตร์สั้นของผู้กำกับ โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ เรื่อง Unsigned ด้วย ส่งผลให้เขาได้เข้ามาลำดับภาพให้ภาพยนตร์เรื่องยาวของผู้กำกับ พาร์คเกอร์ในเวลาต่อมาคือ An Ideal Husband, The Importance of Being Earnest และ Fade To Black

เจอเรมี วูดเฮด (ผู้แต่งหน้าและออกแบบทรงผม)
            
 นักแต่งหน้าและออกแบบทรงผมชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Ninja Assassin (2009), Easy Virtue (2008), Babylon A.D. (2008), Speed Racer (2008), Youth Without Youth (2007), Munich (2005), V for Vendetta (2005), Nanny McPhee (2005), Where the Truth Lies (2005), Alexander (2004), Cold Mountain (2003), The Lord of the Rings: The Return of the King (2003), The Lord of the Rings: Two Towers (2002), The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring (2001), Quills (2000), The End of the Affair (1999), The Avengers (1998)
และ In Love and War (1996)

ชาร์ลี โมล (ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์)
              นักแต่งเพลงผู้ประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ แนวดนตรีที่ถนัดของโมลมีตั้งแต่ป๊อป, ริธึม แอนด์ บลูส์ ไปจนถึงแจ๊ซ ในภาพยนตร์ดรามา, คอมเมดี และเอพิค นอกจากการประพันธ์ดนตรีให้ภาพยนตร์ของผู้กำกับ โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ ทุกเรื่องแล้ว ผลงานโดดเด่นของเขายังอยู่ในภาพยนตร์โทรทัศน์ชั้นดีหลายเรื่อง เช่น
The Diary of Anne Frank (2009), The Lie of the Land (2007), The Secret Life of Mrs. Beeton (2006), A Very Social Secretary (2005) และ The Divine Michelangelo (2004)




 

"เบ็น บาร์นส" นักแสดงสุดหล่อ เปลืองตัวที่สุดในหนังใหม่ "ดอเรียน เกรย์ เทพบุตรสาปอมตะ" ค่าย "ยูไนเต็ด โฮมฯ" พร้อมส่งลงจอ 21 มกราคมนี้
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 14 มกราคม 2552

       เบ็น บาร์นส นักแสดงหนุ่มหล่อที่กำลังมาแรง หลังจากที่ผลงานเรื่อง THE CHRONICLES OF NARNIA: PRINCE CASPIAN ออกฉายเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม บทต่างๆถูกส่งมาให้เลือกมากมาย และเขาเองก็ถูกใจกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติอย่างเรื่อง “DORIAN GRAY” หรือชื่อไทยว่า “ดอเรียน เกรย์ เทพบุตรสาปอมตะ” ภาพยนตร์ ทริลเลอร์-ระทึกขวัญที่สะท้อนความหื่นกระหายในตัณหาและความโลภของมนุษย์อย่างแท้จริง โดยสร้างจากวรรณกรรมคลาสสิคเรื่อง THE PICTURE OF DORIAN GRAY ที่ใครได้อ่านก็แทบวางไม่ลงเลยทีเดียว เมื่อมันถูกดัดแปลงให้เป็นหนังจอใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับอย่าง โอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ มั่นใจก็คือตัวของ เบ็น บาร์นส นั่นเองที่จะมาสวมบทเทพบุตรอมตะคนนี้ ในเรื่องนี้ผู้กำกับยังบอกว่ามีฉากเลิฟซีนที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวอยู่มาก ทั้งเลิฟซีนกับ ผู้หญิง และ ผู้ชาย แต่อย่างไรนั้นตัว เบ็น ก็ทุ่มสุดตัวเพื่อให้สมกับบทบาทที่ได้รับและภาพที่ออกมาดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป

เรื่องราวของหนุ่มน้อยรูปงามแสนซื่อ ดอเรียน เกรย์ (เบ็น บาร์นส) เดินทางมาถึงกรุงลอนดอน เขาก็ถูกชักนำเข้าสู่วงสังคมโดยเฮนรี วอทตัน (โคลิน เฟิร์ธ) หนุ่มใหญ่เจ้าเสน่ห์ ผู้ชี้ชวนให้ดอเรียนมองเห็นความหฤหรรษ์ของเมืองนี้ บาซิล ฮอลล์วอร์ด (เบ็น แชพลิน) ศิลปินผู้เป็นเพื่อนของเฮนรี ได้วาดภาพดอเรียน ซึ่งถ่ายทอดความงามสง่าแห่งวัยเยาว์ของเขาออกมาอย่างทรงพลัง และเมื่อดอเรียนทำพันธะสัญญากับปิศาจ ชายหนุ่มก็สามารถนำวิญญาณของเขาเข้าไปไว้ในภาพวาดนั้นได้ ขณะที่ดอเรียนคงความอมตะเป็นหนุ่มรูปงามเหมือนเดิม ภาพวาดของเขาซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องใต้หลังคาก็ทวีความน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้น

ยูไนเต็ด โฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เตรียมส่งภาพยนตร์ ทริลเลอร์-ระทึกขวัญ “DORIAN GRAY” หรือชื่อไทยว่า “ดอเรียน เกรย์ เทพบุตรสาปอมตะ” คอหนังไม่ควรพลาด 21 มกราคมนี้ ที่ โรงภาพยนตร์ในเครือ SF และ APEX สยามสแควร์
 
 
 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด