หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
นาคปรก  (2010)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "นาคปรก"
 
เกร็ดภาพยนตร์

การเดินทางอันยาวนานของภาพยนตร์แอ็คชั่นดราม่าสุดเข้มข้นที่คนในวงการภาพยนตร์ไทยต่างเฝ้าจับตามองมากที่สุดและต่างเป็นกำลังใจอย่างขีดสุดว่าจะได้ “ฉายในประเทศไทย” หรือไม่ หลังจากเป็นข้อถกเถียง จนพูดได้ว่านี่คือหนังไทยเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการกล่าวขานถึง และได้รับเกียรติเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่ประเทศแคนาดาในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต้ครั้งที่ 33 เมื่อปี 51 โดยที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ฉายหรือไม่ในเมืองไทย หลังจากรอพรบ.ภาพยนตร์ประกาศใช้ ในที่สุด “นาคปรก” ก็ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาการจัดเรทภาพยนตร์ จากคณะกรรมการโดยลงความเห็นชอบให้ภาพยนตร์ผ่านการพิจารณาโดยที่ยังคงความสมบูรณ์ของเนื้อหาและภาพยนตร์อย่างครบถ้วนไม่ถูกตัดออกแม้แต่เฟรมเดียว กลับกันหลายคนที่ได้ชมต่างยกนิ้วและพูดเป็นเสียงเดียวกันกล่าวชื่นชมถึงคุณค่าและความดีของตัวหนังถึงขนาดหลั่งน้ำตาในฉากไคล์แม็กซ์สำคัญ
ผลลัพธ์จากการเดินทางนำภาพยนตร์ทั้งเรื่องไปฉายให้ยังนักศึกษาประชาชนผู้คนทั่วไปตลอด1ปีเต็มโดยตัวผู้กำกับและนักแสดงเองกำลังจะส่งผล และสะท้อนถึงคุณค่าของตัวงานอย่างเต็มที่ “นาคปรก” เปรียบได้กับ “กระจกเงาสัจธรรม” ที่จะพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสถึงด้านมืด และส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในจิตใจของมนุษย์แต่ละคนว่าแท้จริงแล้วยากแท้หยั่งถึงจริงหรือ เมื่อกิเลส และศรัทธาคือบทสะท้อนความดีที่มีอยู่ในตัวตนและความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ผลงานการกำกับของ ภวัต พนังคศิริ (อรหันต์ซัมเมอร์) ครั้งเดียวในชีวิตในการทุ่มเทจิตวิญาณทางการแสดงแบบไว้ลายฝีมือของ 4 นักแสดงอย่าง สมชาย เข็มกลัด, เร แม็คโดแนลด์, เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ (ไอ้ฟัก), ทราย เจริญปุระ ที่โปรดิวเซอร์อย่างปรัชญา ปิ่นแก้วยืนยันว่านี่คือ “การดวลกันทางด้านการแสดงในแบบที่ชาตินี้เราจะได้เห็นแค่ครั้งเดียว” นอกจากจะเป็นการทุ่มเทบทบาทที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเขาและเธอแล้ว สิ่งที่ 2 นักแสดงระดับลายครามของไทยอย่าง “สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์” และ “รัชนู บุญชูดวง” ถ่ายทอดในหนังสะท้อนถึงความเป็น “รุ่นครู” ที่นักแสดงทุกคนต้องยกนิ้ว

รายละเอียดงานสร้าง

สำหรับจุดเริ่มต้นของ “นาคปรก” ที่อาจพูดได้ว่านี่คือภาพยนตร์ “ประวัติศาสตร์” ของวงการหนังไทย ทั้งด้านของเนื้อหาที่ฉีกทุกกฏเกณฑ์ด้วยความ “แรง” ในประเด็นและเรื่องราวที่หนังได้หยิบมาพูดถึง รวมไปถึงระยะทางและเวลาในการที่หนังได้ต่อสู้กับทุกกระแสวิจารณ์จากกลุ่มคนที่ “พิพากษา” แบนหนังเรื่องนี้ทั้งที่ยัง “ไม่ได้ดู” ก่อนที่จะได้พิสูจน์ความ “ยอดเยี่ยม” จากสายตาของผู้คนทั่วประเทศในการทำประชาพิจารณ์ ที่ต่างยกนิ้วในความ “ดีจริง” และ “แรงจริง” และเมื่อย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดที่มาจากตัวผู้กำกับ “ใหม่-ภวัต พนังคศิริ” ที่เคยฝากผลงาน “SIX หกตายท้าตาย” และ “อรหันต์ซัมเมอร์” ให้คอหนังได้พิสูจน์ฝีมือแบบ “น้ำจิ้มๆ” กันมาแล้ว ก่อนจะลุกขึ้นมาปลดปล่อยความเก๋าและความกล้าที่มีอยู่ในตัวออกมา ซึ่งเจ้าตัวพูดถึงก้าวแรกในการเดินทางของหนังเรื่องนี้ว่า
“คือเริ่มจากตัวผมเอง คือเราได้รับความรู้สึกที่ดีมาก ตอนที่ได้บวช ไม่ว่าจะเป็นตอนโกนหัว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรารับผ้าไตร ผมจะร้องไห้ตอนที่เราได้รับผ้าไตร ตอนที่ย่า ตอนที่แม่เค้าส่งผ้าไตรให้เรา ตอนที่ผมไปบิณฑบาตก็ร้องไห้ รู้สึกปลาบปลื้มใจ คือย่าเค้าสุขภาพไม่ดี แต่เขาคลานมาตักบาตรเรา ก็เลยเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราประทับใจกับการที่ได้เป็นพระ เคยนึกไว้ในใจเล่นๆ ถ้าเกิดไม่มีอะไรอีกแล้วในชีวิต จะขอบวชตลอด ก็เริ่มที่จะมานั่งคุยกับน้องๆ แล้วก็บอกว่า มีไอเดียอันนึงเกี่ยวกับพระ ลองหาข้อมูลมาคุยกัน ต่างคนต่างก็ไปทำการบ้านกันมา ก็เลยเกิดโปรเจ็คต์นี้ น้องๆบางคน น้องๆ เขียนบทบางคนก็ต้องไล่ให้ไปบวชก่อนพรรษานึง เพื่อที่จะกลับมาคุยกัน”
เมื่อ “ความกล้า” และ “ความตั้งใจ” ถูกต่อยอดจนกลายเป็นบทภาพยนตร์ “นาคปรก” ซึ่งขั้นต่อมาคือการนำโปรเจกต์นี้ไปเสนอกับโปรดิวเซอร์มือฉมัง “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” เพื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการหนังไทย ก่อนที่จะได้รับไฟเขียวทั้งจากโปรดิวเซอร์ ปรัชญา ปิ่นแก้ว หรือจะเป็นผู้อำนวยการสร้างอย่าง “เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสิรฐ” ที่มีทั้งความเข้าใจและความกล้าโอกาสให้ผู้กำกับฝีมือดีสร้างสรรค์ผลงานที่ “ฉีก” จากรูปแบบของหนังไทยทั่วไปในตลาด ซึ่ง “นาคปรก” ก็กำลังจะกลายเป็นหนังที่สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์วงการหนังไทยอีกครั้ง
“ยอมรับว่าตอนที่ไปคุย ก็คิดอยู่แล้วว่าหนังเรื่องนี้แรงมากสำหรับคนไทย แต่เราก็ดีใจที่ทางผู้ใหญ่ ทางพี่ปรัชให้โอกาสแล้วก็ไม่ทราบว่าพี่ปรัชมองเห็นตรงไหน เพราะว่าเรายังไม่เห็นภาพอะไรเลย มีแต่เปเปอร์ มีแต่เรื่องเข้าไปนำเสนอ ภาพที่ออกมามันแรงแน่นอน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังมันจะออกมายังไง เพราะพี่ปรัชยังเคยพูดเลยว่า ไม่รู้ว่ามันจะออกมาแรงแค่ไหน แต่ก็ดีใจที่พี่ปรัชเค้าก็ไฟเขียว หลังจากที่พี่ปรัชได้อ่านแล้ว พี่ปรัชอาจจะรู้ถึงจุดประสงค์ ประเด็นของเรื่อง ที่ต้องการนำเสนอจริง โดยที่ไม่เห็นภาพด้วยซ้ำ โดยที่ยังคุยกันอยู่ว่า หนังมันแรง แรงนะใหม่ จะไหวมั้ย ลองคุมดีๆ ลองเล่าเรื่องดีๆ เขียนบทไปให้พี่ปรัชหลายครั้งมาก พี่ปรัชแก้ไขหลายครั้งเหมือนกันกว่าจะลงตัว นี่ก็ตรงกลางที่สุดแล้ว”

ถ้าเราจะให้คำนิยามของ “นาคปรก” ว่านี่คือหนังที่ “ฉีกทุกความกล้า...ท้าทุกความแรง” คงไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะด้วยเนื้อหาและภาพที่สื่อออกมาทั้งฉีกและแหวกจากหนังไทยที่เคยผ่านสายตาคอหนังมา ทั้งการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “โจรปล้นผ้าเหลือง” และประเด็นที่เกี่ยวกับศาสนาที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับคนไทย ซึ่งผู้กำกับพูดถึงประเด็นนี้ว่า
“ถามว่าแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มั้ย ผมว่าแตกต่างจากตลาดที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งหมดนะ มันฉีกออกมาเลย ค่อนข้างมั่นใจว่า นาคปรกมันต่าง ที่ต่างชัดๆ คือนอกจากจากความเป็นแอ็คชั่นดราม่าเข้มข้นแล้ว
คือเราพูดถึงหนังนัวร์ เราพูดถึงด้านมืด เราพูดถึงความชั่ว เราพูดถึงสิ่งไม่ดีเป็นหลัก ตัวละครทุกตัวมีด้านมืดของตัวเอง สิ่งที่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นก็คือเรื่องรายละเอียดของตัวละครที่เราพูดถึงในด้านมืด แต่เราไม่ได้ทำให้คนมองศาสนาลบ เนื้อในถ้าได้ไปดูจะรู้ว่าเราทำให้เห็นเลยว่าศาสนาส่งผลต่อจิตใจมนุษย์ขนาดไหน หนังเรื่องนี้จะบอกว่าคุณควรเชื่อและเลือกทำในสิ่งใด”
หลายคนคงสงสัยถึงที่มาของชื่อ “นาคปรก” ว่ามีที่มาความหมายอะไรที่เป็นพิเศษหรือเปล่า ถึงถูกเลือกให้เป็นชื่อของหนังเรื่องนี้
“เริ่มมาจากความชอบส่วนตัว เริ่มมาจากการที่ชอบพระปางวันเสาร์ ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้เกิดวันเสาร์ แต่ชอบพระปางวันเสาร์เพราะว่าดูมีรายละเอียดที่สวยงาม มีพญานาคขึ้นมาปรก เวลาดูพระทั้งหมด ก็จะไปสะดุดอยู่ที่พระปางนาคปรกทุกครั้ง เพราะฉะนั้นพระนาคปรกตอบโจทย์เรามากที่สุด คือมีองค์พระและก็มีงู งูหมายถึงอสรพิษ ถ้าจะมองอีกด้านคือความชั่วร้าย ก็จะมี 2 อย่างให้เราเห็น ตอบโจทย์เรามากที่สุด อาการของการปกป้อง ปรก เราตีความเป็นปกป้องคุ้มครอง มีอะไรซ้อนอยู่ บางอย่างที่คำว่า ปรกกับปก พ้องเสียง ซึ่งในเรื่องเนี่ย เราเอาคำนี้มาเล่นด้วยปกป้องคุ้มครองกับพระนาคปรก ปกปิด ปิดบังซึ่งมันเกี่ยวกับนาคปรก ศาสนาเปรียบเงินเป็นงู แล้วเรื่องนี้เราพูดถึงเงิน ซึ่งเป็นตัวสร้างกิเลสตัณหาให้กับมนุษย์เพราะฉะนั้นพระปางนากปรกก็ตอบโจทย์เราอีก ก็เลยเอาชื่อนาคปรกมาตั้งเป็นชื่อเรื่องเลย”
แม้ว่าหน้าหนังจะดูเหมือนเป็นหนังศาสนา ที่หลายคนคงตีความกันไปก่อนว่าคงเป็นอะไรที่ดูยาก หรือมีเนื้อหาที่มุ่งไปทางศาสนาจนขาดรสชาติของความสนุกหรือความบันเทิงที่คอหนังคาดหวังได้ ซึ่งประเด็นนี้ตัวผู้กำกับยืนยันว่า “นาคปรก” คือหนังแอ็คชั่นเข้มข้นที่คนดูจะได้ลุ้นไปตลอดเวลา โดยมีกลิ่นอายของศาสนาเคลือบไว้อยู่อีกด้วย
“ความสนุกของเรื่องนาคปรกอยู่ที่ว่าเราจะต้องคอยลุ้น เป็นหนังเรื่องที่เราจะต้องลุ้นไปกับคนเลว เราจะต้องลุ้นว่าไอ้โจรสามตัวมันจะอยู่ในวัดนี้ได้มั้ย เราจะต้องลุ้นว่าตำรวจจะจับมันได้หรือเปล่า หรือพระรูปอื่นๆ จะรู้มั้ยว่ามันเป็นโจร เป็นหนังที่เราจะต้องลุ้นช่วยตัวร้าย ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างนึงของหนังเรื่องนี้ เราจะมีตัวละครหนึ่งตัวที่ร้ายมากแต่เราจะต้องคอยลุ้นว่ามันจะรอดมั้ย มันจะหนีกับตำรวจได้มั้ย เรื่องราวมันค่อนข้างจะเข้มข้นสนุกน่าติดตาม ด้วยการแสดงของนักแสดงทั้งหมดในเรื่องนี้ ผมว่ามันไหลลื่นไปทางเดียวกันหมดเลย มันก็เลยรู้สึกว่า เรื่องทั้งหมดมันทำให้ชวนน่าติดตามไปด้วย ลุ้นไปตลอดทั้งเรื่อง
นอกจากเรื่องราวที่น่าติดตามของตัวละครทุกๆ ตัวแล้ว ผมแทบจะบอกว่าเกือบจะทุกฉาก เกือบจะทุกตอนของหนัง นอกจากความสนุกหรือเรื่องราวแอ็คชั่นที่ชวนติดตามของหนังแล้ว เราพยายามที่จะแทรกแล้วก็สอดในสิ่งที่ศาสนาสอนเราไว้ว่าสิ่งไหนเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นข้อคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่คอยชวนให้เราได้รู้สึกว่า มันเป็นจริง มันเป็นข้อคิดบางอย่างที่เราเอามาปรับใช้ได้ หรือว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกที่ศาสนาเคยพูดกับเราไว้แล้ว เหตุการณ์แบบนี้ หรือว่าข้อมูลอะไรต่างๆ หรือว่ารายละเอียดปลีกย่อยอะไรเล็กๆ น้อยที่เกี่ยวข้องกับคำสอนที่เกี่ยวกับข้อคิดได้ มันจะคอยสอดแทรกอยู่ตลอด แทบจะทุกฉาก”

3 ปีแห่งการเดินทางของ “นาคปรก” ก่อนกลายมาเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ไทย


เป็นเวลากว่า3 ปีที่ “นาคปรก” ได้ผ่านการเดินทางอันยาวนานนับตั้งแต่วันที่หนังเริ่มถ่ายทำจนถึง ณ วันนี้วันที่หนังกำลังจะได้ลงโรงฉายให้ได้พิสูจน์ความ “แรงจริง” และ “ดีจริง” ซึ่งถือเป็นการจารึกตัวเองในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังไทยทั้งเรื่องของการผ่านด่านกองเซ็นเซอร์ ทั้งการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ หรือการอดทนรอกฏหมาย พ.ร.บ. เรื่องการจัดเรท ซึ่งคงไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนในบ้านเราที่ต้องฝั่นฝ่าอุปสรรคนานัปการเพื่อพิสูจน์เจตนาอันดีงามรวมไปถึงความสนุกเข้มข้นเพื่อคอหนังอย่างครบถ้วนอย่างยาวนานขนาดนี้ แต่ด้วยภาพและหน้าหนังที่ค่อนข้างที่จะดูหมิ่นเหม่โดยเกี่ยวโยงกับเรื่องศาสนาจึงทำให้หนังเรื่องนี้ถูก “พิพากษา” ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดูหนัง ซึ่ง “ปรัญชา ปิ่นแก้ว” โปรดิวเซอร์ผู้อยู่ร่วมในเบื้องหลังการผลักดันให้หนังไทยประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย พูดถึงเรื่องนี้ว่า
“ณ วันนี้ที่หนังกำลังจะได้ฉายแล้ว ดีใจมากครับ เพราะตั้งแต่แรกที่เราทำ เรามีความมั่นใจว่า หนังต้องได้ฉาย คนต้องได้ดู คืออยากให้คนดูรู้สึกภูมิใจในความกล้าที่คนจะทำหนังแบบนี้ออกมา จนตอนนี้นาคปรกกำลังจะได้ฉายแล้ว ผมรู้สึกตื่นเต้นที่คนกำลังจะได้ไปดูกัน เราอาจจะมองว่าหนังดูจำกัดอายุคนดูพอสมควร แต่ผมคิดว่าคนดูหนังมีวุฒิภาวะในการดูแตกต่างกันอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ได้สื่อสารว่าศาสนาเสื่อม แต่คนต่างหากที่เสื่อม บวกกับความแอ็คชั่นดราม่าที่เข้มข้น รับรองว่าคุ้มค่าการรอคอย ทั้งแง่คิดที่เป็นสิ่งเตือนใจ และสิ่งสอนใจที่เคลือบหนังเรื่องนี้ไว้ ผมว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับสังคมในบ้านเรา แต่ผมยังยืนยันว่าเนื้อหาข้างในนาคปรกไม่ได้ทำให้ศาสนาเสื่อมแต่อย่างใด”
ทางด้านผู้กำกับ “ใหม่-ภวัต” ที่งานนี้ดีใจกว่าใครเพื่อน ที่หนังซึ่งทุ่มแรงกายแรงใจมานานกำลังจะได้ฉายแล้ว โดยเจ้าตัวกล่าวว่า
“ดีใจ ดีใจมากด้วย คือในฐานะผู้กำกับที่อยู่กับหนังมาตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มเปิดกล้อง จนปิดกล้อง คือมันเหมือนลูก พอปิดกล้องเสร็จ ตัดต่อเสร็จ เราก็อยากให้คนได้เห็นมัน อยากรู้สึกว่าคนรู้สึกอย่างไร ระหว่างที่รอมันเหมือนยังไม่หายเหนื่อย จนกว่าคนจะได้เห็นหนัง แล้วเรื่องนี้ผ่านอะไรมาเยอะมากกว่าจะได้ฉาย ที่ผ่านมาเหมือนมันยังหายเหนื่อยไม่สุด มาถึงตอนนี้ก็ดีใจมาก แล้วก็เชื่อว่าคนดูจะเปิดใจไปพิสูจน์สิ่งที่อยู่ในหนังกัน”


กว่าหนังเรื่องนี้จะได้ฉายให้คนไทยได้พิสูจน์ความแรงและความกล้าที่เรียกได้ว่าพลิกทุกประวัติศาสตร์หนังไทยที่เคยมีมา ก็ต้องผ่านการต่อสู้กับกองเซ็นเซอร์ หรือแม้แต่กลุ่มคนที่พิพากษาหนังในทางลบทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดู ซึ่งทีมงานได้ต่อสู้ทั้งการทำประชาพิจารณ์โดยนำหนังนาคปรกไปฉายผ่านสายตามาแล้วกว่า 1,000 คน ทั้งจากนักศึกษาจากมหา’ลัยทั่วกรุงเทพ และหมู่คณะสงฆ์ ซึ่งกว่า 95 เปอร์เซนต์ต่างการรันตีว่าหนังเรื่องนี้ “แรงจริง...ดีจริง” จนในที่สุดนาคปรกก็ได้ไฟเขียวให้ฉายโดยไม่มีการตัดทอนตัวหนังแม้แต่ฉากเดียว ซึ่งงานนี้ผู้กำกับ “ใหม่ ภวัต” เผยความรู้สึกว่า
“ต้องขอบคุณหลายๆ ฝ่าย ที่ช่วยกันทำให้นาคปรกได้ฉายครับ ตลอดเวลาสามปีเราก็ลุ้นมาตลอดว่าหนังจะได้ฉายมั้ย ผมในฐานะคนทำ ตั้งใจมาแต่แรกว่าเรามีเจตนาดี แล้วก็มีความเชื่อมาตลอดว่าหนังต้องได้ฉาย คือช่วงที่ลุ้นว่าจะได้ฉายหรือไม่ได้ฉาย ก็ไม่สบายใจมากที่คนกำลังมองเจตนาของเราผิดไป คนที่อยากแบนหนัง พิพากษาหนังไปในทางลบก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ยังไงก็อยากให้เปิดใจและดูสิ่งที่หนังอยากจะบอกก่อน อย่างตอนที่เราไปทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ เสียงส่วนใหญ่จากคนที่ดูหนังเขาก็ชอบและอินไปกับสิ่งที่หนังอยากจะบอก ตรงนี้เป็นกำลังใจ เป็นความหวังให้เราเสมอมา จนวันนี้หนังกำลังจะได้ฉายโดยไม่โดนตัด หรือเซ็นเซอร์อะไรเลย เพราะมันมีการจำกัดอายุคนดูแล้ว ถ้าโดนตัดไปสักฉากหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นาคปรกแล้ว อยากให้ไปดูเนื้อหาในหนังก่อน ก่อนจะพิพากษาว่ามันดีหรือไม่ดี”
18 มีนาคมนี้ คือวันดีเดย์ที่ “นาคปรก” จะได้ให้คอหนังในบ้านเรา “พิพากษา” ภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างชนิดที่ว่าไม่ตัดเนื้อหาและความชัดเจนที่หนังอยากจะบอกไปเลยแม้แต่เฟรมเดียว ซึ่งก่อนจะถึงวันนั้นผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ก็อยากจะบอกกับคนดูว่า
“คือนอกจากจะสนุกและลุ้นไปกับเรื่องราวของหนังแล้ว อยากให้ดูนาคปรกเพื่อเป็นอุทาหรณ์ เพื่อเป็นคติ เพื่อเป็นข้อคิด หนังเรื่องนี้ อยากจะนำเสนออะไรที่แรง คือนอกจากในความเป็นหนังแอ็คชั่นเข้มข้น ผมเชื่อว่าแมสเสจที่หนังต้องการจะบอก จะทำให้คนดูได้แง่คิดดีๆ ติดตัวกลับไป คุณจะรู้ว่าควรจะเลือกทำสิ่งไหน เลือกที่จะเดินลงนรกหรือจะเลือกทางขึ้นสวรรค์ ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคุณจะรู้ว่าศาสนาจะให้อะไรดีๆ ในหัวใจของคุณได้บ้าง”


ส่วนหนึ่งของคำ “พิพากษา” จากการทำประชาพิจารณ์กว่า 1,000 สายตาที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว


“มันก็จะมีสองฉากที่ดูหมิ่นเหม่ แต่คนอาจจะยอมรับในความกตัญญูของตัวละคร ตัวอาตมาเองก็เคยเจอพระที่กตัญญู อยู่ที่ศรีสะเกษ เขาก็ถูกตัวแม่ได้ เขาไม่ได้จับด้วยความเสน่หา ไม่ได้จับด้วยความกำหนัด แต่อยากจะตำหนิเรื่องปืน มันดูรุนแรง แต่ในเรื่องมันคือโจร ถ้าเซ็นเซอร์เขาแยกแยะได้ก็น่าจะผ่าน ในวงการพระก็ไม่น่ามีใครขัดข้องอะไร ถ้าคนหัวไวคงดูทัน แต่บางช็อตมันสั้นทำให้คนตามไม่ทันก็มี สำหรับอาตมาเชื่อว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีประโยชน์กว่า 80 เปอร์เซนต์ หนังเรื่องนี้มันดีตรงที่ว่าให้ความซาบซึ้งระหว่างแม่ลูก คือโดนแน่ๆ กองเซ็นเซอร์ แต่ประเด็นที่คุณอยากจะบอกมันคืออะไร ถ้าเราบอกว่าเพื่ออุทิศให้ศาสนา ก็ไม่น่ามีอะไรจะต้องกังวล”…… พระพยอมกัลยาโณ วัดสวนแก้ว

“ส่วนตัวผมอยากให้หนังเรื่องนี้ได้ฉาย ผมก็งงว่าเหตุใดหนังเรื่องนี้ถึงไม่ได้ฉาย แล้วควรจะฉายให้กับสังคมไทยที่กำลังเป็นวัตถุนิยมกันอยู่ก่อนที่จะเปลี่ยนรัฐบาลกัน ผมว่าเรื่องนี้ควรจะได้ฉาย เพราะไม่ได้เกี่ยวกับศาสนา จริงๆ ศาสนามันเป็นแค่อีกบริบทนึงของหนังเรื่องนี้ เรากำลังพูดถึงความกตัญญูมากกว่า คือถ้ามันมีดีก็ต้องมีชั่ว มีขาวก็ต้องมีดำ หนังเรื่องนี้จะบอกเลยว่าพ่อแม่ต้องการเงินทองหรือต้องการลูกให้กลับไปอยู่บ้าน ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ได้ฉายในสังคมมาก คือมันไม่เกี่ยวว่าอะไรใช่ไม่ใช่ มันอยู่ที่เจตนามากกว่า ผมว่าหนังเรื่องนี้มีเจตนาที่บริสุทธิ์”….นักศึกษาปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ทุกวันนี้ที่เราเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์พ์ ก็จะเห็นว่าพระสงฆ์ทำไม่ดี แล้วทำไมหนังเรื่องนี้ถึงไม่ผ่านกองเซ็นเซอร์ แต่ทำไมเราถึงเห็นได้ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน ทำไมเขาจะมาเซ็นเซอร์หนัง แต่ไม่ไปเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์พ์บ้าง”…นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

“โยมต้องกำหนดอายุนะ หนังเรื่องนี้ เพราะว่าคนดูแล้วคนอาจสับสน คือหนึ่งคือว่าพระจริงหรือพระปลอม จริงอยู่มันปล้นผ้าเหลือง สังคมต้องได้รับการกระทบกระเทือนแน่ ถ้าโยมเอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ โยมต้องมีคำอธิบายหลายๆ จุดที่ต้องเยอะมาก เพราะผมว่าเรื่องนี้กระทบกระเทือนวงการสงฆ์แน่”…พระรูปหนึ่งในวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

“ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง มีการวางแผนงานที่เลวร้าย ถ้าถามว่าจรรโลงศาสนามั้ยผมว่าไม่จรรโลง ไม่จรรโลงอย่างเดียวไม่พอ ผมมองว่าการเอาโจรสองคนมาปล้นผ้าเหลืองเนี่ย มันไม่ถูกต้อง ทั้งถือปืน ทั้งเอาสีกามานอน หรือฉากทำร้ายพระ ไม่ว่าจะปืน ใช้ยิง พูดคำหยาบ ผมไม่เห็นว่ามันจะจรรโลงศาสนาตรงไหน แต่สรุปโดยรวมแล้วถามว่าผมชอบมั้ย ผมชอบนะ ท่านทำออกมาได้ดี แต่ใช้ความรุนแรงในการแสดงออกที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะวิธีคิดแบบโจรนี่เก่งมาก ไม่รู้ว่าชีวิตจริงเป็นไง ถ้าจะต้องจัดระดับความเหมาะสมควรจะต้องจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องสูงมาก”….คณะกบว.ท่านหนึ่ง


“ก่อนอื่นต้องชื่นชมทางทีมเขียนบท ที่ในส่วนของเจตนารมย์ที่เขาคาดหวังเขาค่อนข้างทำสำเร็จ ทั้งเรื่องของตัวละครที่เปรียบเทียบกับบัวสี่เหล่า หรือประเด็นแรงๆ กับสังคม ในมุมมองของผมคิดว่าหนังมันควรจะให้อะไรกับสังคมบ้าง หรือตั้งคำถามกลับอะไรไปบ้าง และไม่จำเป็นว่าตอนท้ายหนังจะบอกอะไรกับคนดู นอกจากหนังเรื่องนี้จะบอกประเภทของตัวละครแล้ว ยังสามารถแบ่งประเภทของคนดูได้ด้วย ซึ่งมันก็แล้วแต่วุฒิภาวะอยู่ดี”…หนึ่งในคณะกบว.

“คือผมก็เป็นคนศาสนาพุทธ คือผมเข้าใจหนังเรื่องนี้ ในความรู้สึกของผมคืออยากให้มันฉาย แต่เมืองไทยเป็นคนหัวโบราณ เรื่องศาสนาผ้าเหลืองคือยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย มันเป็นสัญลักษณ์ที่ใหญ่มาก เราไม่สามารถทำลายความเชื่อนี้ได้ ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ในโรงที่ทุกอย่างครบถ้วน คือผมเข้าใจนักแสดงผู้กำกับ คือหนังเรื่องนี้มันดีมาก ผมชอบหมดทุกอย่าง ผมคิดว่ามันเป็นหนังที่ดี” ...ปราโมทย์ แสงศร ผู้กำกับหนังสั้นอดีตนักแสดงชื่อดัง

“ผมดูแล้วคิดว่ามันไม่เห็นทำลายศาสนาตรงไหน มันเป็นหนังที่ดูแล้วให้คิด ไม่ได้เป็นหนังที่ทำให้ลอกเลียนแบบ เพราะประเทศไทยก็มีแต่หนังรักวัยรุ่น ผมว่าถ้ามันจะฉายได้ก็ต้องแก้ที่คนดูแล้วล่ะ ผมว่าถ้าคนดูแล้วลอกเลียนแบบดูเป็นเด็กอมมือมากกว่า”…นักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยรังสิต

“ผมตัดสินใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกว่าดี ในส่วนที่น่าจะต้องมีการปรับปรุง คือผู้ชมน่าจะต้องมีวิจารณญาณพอสมควร คือด้วยตัวเนื้อหาหามันก็มีความจริงจังอย่างหนังควรจะเป็น แต่ควรจะต้องมีการจำกัดอายุ ในส่วนของศาสนาที่มีมาสอนผมก็เห็นด้วย ผมไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนที่มีฉากต่างๆ ที่คอยสอนให้แง่คิดตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมว่ามันดีกับสังคม”…อาจารย์ม.ราชภัฏสุราษฏร์ธานี

“หนูคิดว่าสมัยนี้ภาพยนตร์มันไม่น่าดู คือหนูคิดว่าเดี๋ยวนี้ได้ดูแต่หนังที่ขายตลก ไม่ได้มาดูความจริงของหนัง เราคนดูเป็นคนเลือกหนัง ไม่ใช่หนังเลือกเรา เพราะฉะนั้นหนูต้องการดูหนังเต็มๆ เพราะเดี๋ยวนี้คนก็รู้ว่าพุทธศาสนาเป็นยังไง พระเป็นยังไง ถ้าต้องโดนเซ็นเซอร์ก็เหมือนกับว่าไม่ได้เสนอความจริง ก็ได้แต่หลอกคนอื่นว่าศาสนาของเราคือสิ่งสวยงาม ในฐานะที่หนูจ่ายตังค์ไปดูหนัง หนูต้องการดูสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจะบอกจริงๆ”….นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต


คาแรกเตอร์

สมชาย เข็มกลัด รับบทเป็น ป่าน

พี่ชายของปอ ใช้ชีวิตที่กร้าน และโชกโชนตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ถึงจะขัดแย้งและมีปากเสียงกันบ่อยๆ กับน้องชาย แต่ป่านก็รักน้องและแม่มาก พื้นฐานจิตใจเป็นคนดี รักเพื่อนแต่ไม่ไว้ใจคน ชอบสอนปอในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ เพื่อต้องการนำเงินมารักษาแม่ที่ตาบอด จึงร่วมมือกับสิงห์ปล้นรถขนเงิน
“สำหรับ สมชาย เข็มกลัด ที่รับบทเป็น ป่าน เราก็พยายามหาอยู่ว่า ใครที่น่าที่จะมาเล่นเป็นตัวละครตัวนี้ได้ คือตัวละครตัวนี้มีทั้งดีและไม่ดี จะเรียกว่าเป็นตัวละครที่ดีก็ไม่ใช่ จะร้ายก็ไม่เชิง จะเกือบดีก็ไม่ใช่ จะเกือบร้ายก็ไม่เชิง คือเป็นตัวละครที่สับสนอยู่ว่าทางเลือกของตัวเองว่า ตัวเองจะเลือกไปทางไหน เป็นตัวละครที่อยู่ระหว่างความดีกับความชั่วของเรื่อง” ใหม่-ภวัต ผู้กำกับพูดถึงสมชาย
“สมชาย เข็มกลัด” ชื่อนี้ไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมายกับช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผู้ชายคนนี้ถ่ายทอดผลงานทางด้านต่างๆ ให้พวกเราได้เห็นกัน แต่ถ้าพูดถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เต๋าฝากฝีไม้ลายมือไว้คงต้องย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2550 กับเรื่อง “โอปปาติก เกิดอมตะ” ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด “นาคปรก” ก็ควรจะเป็นผลงานที่ได้ลงโรงฉายให้ได้ชมต่อทันที แต่ด้วยความบังเอิญหรือฟ้าลิขิตให้ “เต๋า” และ “นาคปรก” มีความเกี่ยวโยงกัน เพราะหนังนาคปรกเองก็ต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปีในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ นานัปการเช่นเดียวกับเต๋าเองที่ต้องเจอกับมรสุมชีวิตที่ผ่านเข้ามา และเมื่อการเดินทางไปสู่แสงสว่างของ “นาคปรก” และ “เต๋า” มาบรรจบกันอีกครั้ง ก็เป็นโอกาสที่เราทุกคนจะได้เห็นผลงานแห่ง
“คุ้มครับ ผมว่าคุ้มมาก สำหรับครั้งหนึ่งในชีวิต มันเป็นบทที่ท้าทายทำให้ตื่นเต้นกับชีวิต ตอนที่อ่านบทก็คิดว่ามันเสี่ยงมากที่จะไม่ได้ฉาย แต่ผมเชื่ออย่างนึงว่ามันจะต้องได้ฉาย คืออ่านบทแล้วยังไงจะต้องได้ฉาย ในความรู้สึกผม ผมมั่นใจมาก ผมบอกกับทุกคนว่าต้องได้ฉาย ผมกล้าพูดว่าผมดีใจมาก คือมีคนเคยถามผมว่า “ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉาย จะเสียใจมั้ย ผมบอกไม่เสียใจ แต่ถ้าหนังเรื่องนี้ผมไม่ได้เล่น นั่นแหละผมจะเสียใจ แล้วมีคนเคยถามผมอีกอย่างว่า หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วจะเล่นอะไรต่อ ผมก็บอกก็นั่นสิ แล้วผมจะเล่นอะไรต่อ คือมันมาสุดมากสำหรับเรื่องนี้” สมชายพูดถึงนาคปรก

ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมา

- สะแด่วแห้ว (พ.ศ.2535) / มดตะนอยต่อยต้นพริก (พ.ศ.2536) / ตุ๊ต๊ะต๋อมแต๋มสุภาพบุรุษตัว ต. (พ.ศ.2537) / โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (พ.ศ.2538) / ล่องจุ๊น ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน (พ.ศ.2539) / แตก4 รักโลภโกรธเลว (พ.ศ.2542) / มือปืนโลก/พระ/จัน (พ.ศ.2544) / สายล่อฟ้า (พ.ศ.2547) / โอปปาติก เกิดอมตะ (พ.ศ.2550)


เร แม็คโดแนลด์ รับบทเป็น สิงห์

เพื่อนนักเลงรุ่นไล่เลี่ยกันกับป่าน ผมยาวรุงรัง สักยันต์ที่ต้นแขนทั้งสองข้าง ดูดบุหรี่อยู่เกือบตลอดเวลา กักขฬะ วู่วาม ใจเร็ว เป็นคนอารมณ์แปรปรวน มีบุคลิกสองหน้า พร้อมหักหลังทุกคน เปลี่ยนตัวเองได้ทุกสถานการณ์ เพื่อเอาตัวรอด เป็นคนโลภและเลวในสันดาน เป็นจอมวางแผนและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“เรื่องนาคปรก กับ เร แมคโดนัลด์ ผมว่าเป็นบทที่น่าจะโดดเด่น น่าจะสำคัญ น่าจะดีเทลมากที่สุด เท่าที่เขาเคยเล่นหนังมา แล้วเป็นบทที่น่าสนใจ เพราะว่าอย่างตอนชวนเขามาคุยบทกัน เขาก็ตอบตกลงในครั้งแรกเลย เรเล่นเป็นหนึ่งในสามโจรที่ขโมยเงินที่ไปปล้นกันมาแล้วเอามาฝังไว้ในวัด เป็นคนที่ค่อนข้างมีความคิดน้อยที่สุดแล้ว ไม่ค่อยคำนึง ไม่นับถือ ศาสนา ชีวิตคือเงินอย่างเดียว เค้าไม่รู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด เค้าไม่รู้ว่าศาสนาคืออะไรด้วยซ้ำไป ใหม่-ภวัต ผู้กำกับพูดถึงเร
“เร แม็คโดแนลด์” หนุ่มเซอร์ตัวพ่อของวงการบันเทิงไทย ที่ผ่านผลงานการแสดงมาแล้วมากมาย ซึ่งในหนัง “นาคปรก” เจ้าตัวก็ได้รับบทบาทที่รับรองว่าฉีกทุกภาพที่คุณเคยเห็นมาอย่างแน่นอน ทั้งการพลิกลุกส์จากหนุ่มเซอร์นักเดินทางกลายมาเป็นโจรสุดดิบในคราบพระ หรือจะเป็นลีลาการแสดงที่เลวสุดขั้ว ถึงขนาดหนุ่มเรยังมีหวั่นว่าถ้าหนังเรื่องนี้ได้ฉายอาจอยู่เมืองไทยเลยไม่ได้เลยทีเดียว
“ตอนที่ตัดสินใจเล่นเรื่องนี้เพราะอ่านบทแล้วมันส์มาก มันดูดิบเถื่อนและบ้ากว่าทุกเรื่องที่ผมเล่นมา แล้วก็รู้สึกเชื่อมั่นและมั่นใจในสิ่งที่หนังต้องการจะเล่า ต้องการจะให้คนดูเข้าใจ ผมคิดว่าบ้านเรายังไม่มีใครกล้าคิดหรือกล้าทำอะไรที่แตกต่างแบบนี้ออกมา คือวิธีการเล่าเรื่องมันแรงและชัดเจน ส่วนในเรื่องก็รับบทเป็นสิงห์ เป็นโจรที่ปลอมตัวมาเป็นพระ เป็นคนเลวในสันดาน ความท้าทายของผมคือไม่เคยเล่นบทแบบนี้มาก่อน เพราะบทสิงห์จะไกลจากตัวผม ต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่ค่อนข้างใกล้ตัว อีกทั้งยังได้ร่วมงานกับคุณสมชาย คุณทราย ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ ตัวพี่ใหม่เองก็เคยร่วมงานกันมาก่อน ก็เป็นอะไรที่เราแฮปปี้ ยังไงก็อยากให้ไปดูหนังกันก่อนที่จะไปพิพากษาว่ามันดีหรือไม่ดี ควรฉายหรือไม่ควรฉาย อย่างตัวผมจะบ้าจะแรงยังไงต้องไปดูในหนัง ก็หวั่นเหมือนกันว่าพอคนไปดูแล้วผมอาจอยู่เมืองไทยไม่ได้เลยเหมือนกัน” เร พูดถึงนาคปรก

ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมา

- ฝันบ้าคาราโอเกะ (พ.ศ.2540) / รักออกแบบไม่ได้ (พ.ศ.2541) / คนจร (พ.ศ.2542) / FAKE โกหกทั้งเพ (พ.ศ.2546) / ธิดาช้าง (พ.ศ.2547) / SIX หกตายท้าตาย (พ.ศ.2547) / คนเห็นผี10 (พ.ศ.2548) / โอปปาติก เกิดอมตะ (พ.ศ.2550) / หนีตามกาลิเลโอ (พ.ศ.2552) / ห้าแพร่ง (พ.ศ.2552)


ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ รับบทเป็น ปอ

ชายหนุ่มวัยเบญจเพสบุคลิก เงียบ น้องชายของป่าน เป็นคนเชื่อมั่นในความคิดจนดูเหมือนหัวแข็ง รักแม่ และพี่ชาย อดทน ไม่ยอมคน ใจเย็น เพราะโตมากับแม่ จึงมีด้านอ่อนโยน และเห็นใจผู้คน เข้ามาร่วมปล้น เพราะถูกป่านหลอกให้มาขับรถ เป็นคนนำเงินไปซ่อนในวัดและเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเงินซ่อนอยู่ที่ไหน
“เต้เนี่ยเราชอบการแสดงของเขาอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เราก็เลยลองเสี่ยงลองชวนเค้ามาคุยดู ปรากฏว่าเค้าก็ตอบตกลง ซึ่งเล่นเป็นปอในเรื่อง ปอเป็นตัวละครที่เรียกว่า จับพลัดจับพลูเข้ามาอยู่ในกลุ่มของสามโจรที่เข้าไปปล้น ส่วนที่ดีของเขาก็มีเป็นธรรมดา แล้วก็เป็นตัวละครที่เลือกทำในสิ่งที่ถูก ที่ควรจะเป็น คือปอจะรู้สิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำ และควรเลือกที่จะทำสิ่งไหน และควรเลือกที่จะเดินทางไปทางไหน” ใหม่-ภวัต พูดถึงเต้
“ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์” นักแสดงหนุ่มคมเข้มที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากหนังเรื่อง “ไอ้ฟัก” ก่อนที่จะมีผลงานหนังออกมาสู่สายตาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกับผลงานเรื่องล่าสุดนี้เชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้ดูหนุ่มเต้ในมาดโจรสุดเข้มประกบกับสองนักแสดงคุณภาพอย่าง “เต๋า-เร” คุณอาจต้องยกนิ้วให้กับชั้นเชิงในการแสดงอารมณ์ที่เข้มข้นกว่าเรื่องไหนๆ อย่างแน่นอน
“ปอก็จะเป็นคนที่คล้ายๆ ผมครับ เค้าจะเป็นคนที่คิดเยอะ คิดหลายเรื่อง คิดได้หลายมุมมอง มันมีหลายทางที่จะให้เค้าเลือกมาก เลยเหมือนกับว่าเค้าเป็นคนที่ค่อนข้างไม่มั่นใจในตัวเอง แต่สิ่งที่เค้าทำลงไปเมื่อเค้าตัดสินใจแล้ว คือเขาอย่างเต็มที่เลยนะ คาแร็กเตอร์ของปอเป็นคนที่เรียกว่าตกกระไดพลอยโจร เรื่องราวของพี่ชายที่ไปทำมาดันมาเกี่ยวข้องกับเราโดยไม่ได้ตั้งตัว คือในเรื่องนี้ตัวละครแต่ละตัวจะว่าไปมันก็มีอยู่จริงในสังคม แต่ว่าคุณจะเป็นแบบไหนต้องไปดูเอา” เต้-ปิติศักดิ์ พูดถึงนาคปรก

ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมา

ไอ้ฟัก (พ.ศ.2547) / ซุ้มมือปืน (พ.ศ.2548) / กระสือวาเลนไทน์ (พ.ศ.2549) / มะหมาสี่ขาครับ (พ.ศ.2550) / อีส้มสมหวัง (พ.ศ.2550) / อีส้มสมหวังชะชะช่า (พ.ศ.2552)


ทราย เจริญปุระ รับบทเป็น น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นเมียสิงห์ มีอาชีพเป็นหญิงขายบริการ กร้านโลก ไม่ยอมคน ขี้โวยวาย น้ำผึ้งขอบตาช้ำ เพราะใช้ยาตลอดเวลา เป็นคนย้ำคิดย้ำทำ เจ้าอารมณ์ ไม่ศรัทธาในสิ่งใดนอกจากเงิน และยอมทำทุกอย่างแม้แต่การเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
“มาถึงตัวละคร น้ำผึ้ง ก็ได้ทรายมาเล่น ถือเป็นร่วมงานครั้งที่ 2 คือหลังจากที่ได้คุยกันกับทีมงาน ผมก็เลยบอกว่า ตัวละครตัวนี้นอกจากที่จะต้องมาเล่นเป็นโสเภณีแล้ว เราอยากได้การแสดงที่แน่นด้วย ซึ่งเราก็เลยมองไปที่ทราย ลองส่งบทไปให้ทรายอ่านดู คืออ่านแล้ว เขาก็ชอบ ก็ตอบโอเค ซึ่งตัวละครที่ทรายเล่นจะเข้ามาเติมเต็มเรื่องราวในหนัง ที่ทำให้เกิดจุดพลิกผันขึ้น เชื่อว่าหลายคนต้องอึ้ง และทึ่งกับความกล้าของทรายในการแสดงในเรื่องนี้” ใหม่-ภวัต ผู้กำกับพูดถึง ทราย
“ทราย เจริญปุระ” นักแสดงสาวที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะนางเอกร้อยล้านในหนัง “นางนาก” หลังจากนั้นเป็นต้นมาชื่อเธอก็ก้าวมาเป็นนักแสดงคุณภาพที่น่าจับตามองไม่ว่าจะเป็นงานหนัง งานละคร หรือแม้แต่งานเพลง จะเรียกได้ว่าเธอมีเลือดของศิลปินอยู่ก็คงไม่ผิด ซึ่งในผลงานเรื่องนี้ทรายเองก็ขอรับบทบาทที่ท้าทายและสำคัญที่สุดในอาชีพนักแสดงกับบทบาทโสเภณีจอมโลภ ที่เธอเองยอมรับว่าแรงและพลิกทุกบทบาที่เธอได้รับมา รับรองว่าคุณจะได้อึ้งกับ “ความกล้า” ของเธอในครั้งนี้อย่างแน่นอน
คือในฐานะที่เราเป็นนักแสดง คืออย่างที่บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเขียนบทแบบนี้ คือถ้าจะมีบทของผู้หญิงหากิน อย่างน้อยเธอต้องมีคุณงามความดีอะไรบ้าง ทำเพื่อแม่ หรือมีลูกอยู่ข้างหลัง หรือมีความจำเป็นที่ต้องทำงานแบบนี้ แต่ตัวน้ำผึ้งในนาคปรกเนี่ย ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อเงิน มันยากตรงนี้เลย คือเล่นยังไงคนดูก็ไม่สงสาร มันไม่ได้มีข้ออ้างให้กับตัวเอง คือถูกบังคับนะ ในเมื่อเป็นตัวละครที่คนดูไม่สงสารอยู่แล้ว เราก็เล่นให้เต็มที่ไปเลย คือไม่ต้องมีมุมน่ารัก ไม่มีมุมอ่อนโยน ถ้าเล่นให้คนดูรู้สึกหมั่นไส้นั่นแหละเป้าหมาย ถ้าเรามัวไปกั๊ก จะแรงก็ไม่แรง มาห่วงน่ารักอ่อนโยน เรื่องราวของหนังที่ปูมาทั้งหมดก็จะดูไม่น่าเชื่อถือ ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงมีความโลภอะไรมากมายขนาดนี้ อย่างน้ำผึ้งก็คือผู้หญิงหากินตรงๆ เลย คือส่วนตัวก็เคยได้รับบทที่แรงมาบ้าง อย่างเล่นละครเรื่องแรกก็โดนข่มขืนแล้ว (ละครเรื่อง ล่า) แล้วเราก็เล่นมาหลายบทบาท บู๊ก็เล่นแล้ว ผีก็เล่นแล้ว หวานๆก็เล่นแล้ว ก็เลยอยากเล่นเรื่องนี้ คนก็ถามว่าแรงไปป่าว ไม่กลัวเสียลุกส์หรอ แต่ในฐานะนักแสดงทรายคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีมาก มันมีมิติหลายอย่างที่เราอยากเล่น

ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมา

นางนาก (พ.ศ.2542) / เฮี้ยน (พ.ศ.2546) / SIX หกตายท้าตาย (พ.ศ.2547) / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน องค์ประกันหงสา (พ.ศ.2550) / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ประกาศอิสรภาพ (พ.ศ.2550) / บ้านผีสิง (พ.ศ.2550) / กระสือฟัดปอบ (พ.ศ.2552) / สามพันโบก (พ.ศ.2552)

ร่วมด้วยสองนักแสดงชั้นครูระดับคุณภาพ

สะอาด เปี่ยมพงษสานต์ รับทเป็น หลวงตาชื่น

ภิกษุชราผู้บวชอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพักตร์นานหลายทศพรรษา เคยเป็นเกจิดังที่มีชื่อด้านไสยศาสตร์และวิปัสสนา เป็นผู้สำรวมทั้งวาจา เท่าทันแต่เมตตา ภายนอกดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง สงบเงียบอยู่เสมอ จนกระทั่งเผชิญหน้ากับโจรร้ายทั้งสาม ที่เข้ามาในวัด

ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมา

เจ้าหญิง (พ.ศ.2512) / โทน (พ.ศ.2513) / วิมานสีทอง (พ.ศ.2514) / แม่สีไพร (พ.ศ.2514) / แก้วขนเหล็ก (พ.ศ.2514) / มนต์กากี (พ.ศ.2515) / เจ้าลอย (พ.ศ.2515) / น้ำผึ้งพระจันทร์ (พ.ศ.2515) / หัวใจป่า (พ.ศ.2515) / ลูกชู้ (พ.ศ.2515) / ยอดหญิง (พ.ศ.2515) / คุ้มนางฟ้า (พ.ศ.2515) / กุหลาบไฟ (พ.ศ.2516) / มารรัก (พ.ศ.2516) / ดรุณีผีสิง (พ.ศ.2516) / บ้า (พ.ศ.2516) / แก้วตาขวัญใจ (พ.ศ.2516) / ตลาดอารมณ์ (พ.ศ.2517) / น้ำผึ้งขม (พ.ศ.2517) / เหยื่ออารมณ์ (พ.ศ.2518) / จำเลยสวาท (พ.ศ.2518) / ลูกผู้ชาย (พ.ศ.2518) / พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ (พ.ศ.2518) / เผ็ด (พ.ศ.2518) / นางเอก (พ.ศ.2518) / ขยะ (พ.ศ.2519) / เสือกเกิดมาจน (พ.ศ.2519) / ขยี้มือปืน (พ.ศ.2520) / ชาติผยอง (พ.ศ.2521) / สามร้อยยอด (พ.ศ.2521) / ฆ่าอย่างเดียว (พ.ศ.2521) / ตลกร้องไห้ (พ.ศ.2522) / ผีตาโบ๋ (พ.ศ.2524) / เกียรติศักดิ์ทหารเสือ (พ.ศ.2526) / นักเลงตราควาย (พ.ศ.2526) / อีสาวบ้านไร่ (พ.ศ.2526) / 100 เสน่หา (พ.ศ.2527) / สะพานสารสิน (พ.ศ.2530) / อย่าบอกว่าเธอบาป (พ.ศ.2530) / สุริโยไท (พ.ศ.2544) / ชื่อชอบ ชวนหาเรื่อง (พ.ศ.2546) / ความสุขของกะทิ (พ.ศ.2552)

รัชนู บุญชูดวง รับบทเป็น นวลเพ็ญ

หญิงกลางคนตาบอดสนิททั้งสองข้าง ผมสีดำแซมเทาดอกเลา เป็นแม่ของปอกับป่าน รักลูกตามวิสัยแม่ สมถะ และอยู่อย่างเรียบง่าย เหนี่ยวใจอยู่ในพระธรรมคำสอน รักและห่วงปอเพราะเป็นลูกชายคนเล็ก จนป่านคิดไปว่าแม่ไม่รัก มีความหวังที่จะได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกทั้งสอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงความฝันก็ตาม

ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมา

ดรรชนีไฉไล (พ.ศ.2519) / เท่งป๊ะต๊ะติ๊งโหน่ง (พ.ศ.2521) / นรกบนดิน (พ.ศ.2522) / บัวแก้วบัวทอง (พ.ศ.2523) / รักใคร่ (พ.ศ.2530) / พี่เลี้ยง (พ.ศ.2531) / คืนบาป พรหมพิราม (พ.ศ.2546) / แฝด (พ.ศ.2547) / เพื่อน กูรักมึงว่ะ (พ.ศ.2550)



DIRECTOR PROFILE

ภวัต พนังคศิริ จบนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ เรียกว่าเติบโตได้ประสบการณ์ ความรู้ ทักษะด้านการเขียนบท การแสดง มาจากละครเวทีที่ม.กรุงเทพ จนรุ่นพี่เห็นความสามารถ ดึงมาเป็นมือสคริปต์ไรท์เตอร์รายการ teen talk จนได้มีโอกาสทำมิวสิควิดีโอ เริ่มจากโจอี้บอย ตามด้วยของขันที, วงพองพอง, อู๋ ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หลังจากนั้นไปทำรายการที่แมสมอนิเตอร์ พวกรายการเกมส์โชว์ รายการวาไรตี้ ตามด้วยงานละครในรายการของบรอดคาสต์ อาทิ พยัคฆ์ร้ายสายสมร ,สตูดิโอเธียเตอร์, บางกอกสเตชั่นโชว์ และเริ่มทำละครสั้นเกี่ยวกับผี “มิติลี้ลับ” ตามด้วยละครยาวของเป่าจินจง เรื่อง “สายเลือดแห่งรัก” ,ถนนคนเดิน และมีผลงานโฆษณา
งานด้านภาพยนตร์มี SIX หกตายท้าตาย, อรหันต์ซัมเมอร์ และนาคปรก โดยได้รับแรงบันดาลใจสมัยที่บวช โดยส่วนตัวมีความสนใจเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา จนได้มีโอกาสพูดคุยกับปรัชญา ปิ่นแก้ว และสหมงคลฟิล์มฯเกิดเป็นโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่อง “นาคปรก”


DIRECTOR NOTE

“ช่วงเวลาที่ลุ้นเหลือเกินว่าหนังจะได้ฉายในไทยหรือเปล่า มีแต่คนถามผมว่าหนังจะได้ฉายหรอ ผมมักจะตั้งคำถามสวนกลับไปทุกๆ ครั้งว่า “ทำไมมันจะไม่ได้ฉายวะ” สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะเข้าใจได้ว่าการทำงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ยากที่จะเข้าไปแตะได้ เมื่อยากที่จะเข้าไปแตะ คนก็เลยไม่เข้าใจ ผมเลยเลือกที่จะเข้าไปแตะ (อาจจะถึงขั้นหยิบจับ) แบบตรงๆ ด้วยความเข้าใจ และกล้าพอที่จะเล่าเรื่องราวที่ทุกคนบอกว่าแตะไม่ได้ซึ่งหลายคนตีความไปเองว่าเป็นการลบหลู่ศาสนา ทุกคนเลยพยายามที่จะเลี่ยงไม่ยุ่งเกี่ยวรวมกระทั่งถึงต่อต้านคัดค้าน สิ่งนี้กระมังที่ทำให้เราถูกผลักออกมาจนห่างไกลจากศาสนา คำถามที่อยู่ในใจของผมคือ สังคมเราทุกวันนี้ดูแลและทำนุบำรุงศาสนากันอย่างไร ? คือการสร้างวัดหรือเปล่า คือการบริจาคเงินให้วัดหรือเปล่า หรือคืออะไร และผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทำไปเพื่ออะไรถ้าไม่ใช่ตัวเอง (เห็นแก่ตัว อยากได้อยากมี) มีกี่คนที่เข้าวัดไปโดยที่ไม่อยากได้อะไรเลย อย่างน้อยๆ ก็อยากได้บุญ เพราะคิดว่าทำแล้วได้ ทำแล้วได้
เอาเป็นว่าผมทำหนังเรื่องนี้ด้วยเจตนาที่ดี ด้วยความเข้าใจ และด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์ในพุทธศาสนาคนหนึ่ง ที่หยิบเอาสิ่งที่หลายๆ คนไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว จนสิ่งนั้นกำลังจะกลายเป็นจุดบอด หรือช่องโหว่ที่เป็นโอกาสให้กับคนที่ไม่เข้าใจในศาสนาใช้เป็นหนทางในการหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เพราะคิดว่ามันง่าย ไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะศาสนาเป็นของสูง ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดอยากเล่าขึ้นมาเป็นพล็อตหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของศาสนา พร้อมกับคำถามมากมาย ศาสนาจะสอนให้คนเราเป็นคนดีได้จริงหรอ (ซึ่งก็ทั้งจริงและไม่จริง) ภูมิใจครับหากหนังเรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มของประเด็นที่ทำให้เราหันกลับมามอง และเข้าใจศาสนากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว นอกเหนือจากการชมเพื่อความบันเทิง และคงภูมิใจมากขึ้นไปอีกหากแง่ใดแง่หนึ่งไม่ว่าแง่ใดก็ตาม

ภูมิใจครับผม…..
ภวัต พนังคศิริ

 
“ใหม่ ภวัติ” สุดปลื้ม “นาคปรก” ได้ฉายไม่โดนตัดสักเฟรม
ชี้คนดูเปิดใจดูเนื้อหนังก่อนพิพากษา

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 18 มกราคม 2553

           หลังจากอดทนรอและลุ้นสุดสุดชีวิตกับผลงานภาพยนตร์ที่ตัวเองทุ่มเททั้งกายและใจสร้างออกมาว่าจะได้ฉายหรือไม่ได้ฉายมาเกือบสามปี ในที่สุดผู้กำกับ “ใหม่-ภวัติ พนังคศิริ” ก็ได้เฮดังๆ เพราะภาพยนตร์ “นาคปรก” มีโปรแกรมเข้าฉายให้คอหนังพิสูจน์ความแรง 18 มีนาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์ หลังจากได้มีโอกาสไปฉายชิมลางให้ฝรั่งตาน้ำข้าวได้ยกนิ้วซูฮกในความเป็นหนังแอ๊คชั่นดราม่าสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ซึ่ง “นาคปรก” ได้รับเกียรติเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลก ซึ่งกว่าหนังเรื่องนี้จะได้ฉายให้คนไทยได้พิสูจน์ความแรงและความกล้าที่เรียกได้ว่าพลิกทุกประวัติศาสตร์หนังไทยที่เคยมีมา ก็ต้องผ่านการต่อสู้กับกองเซ็นเซอร์ หรือแม้แต่กลุ่มคนที่พิพากษาหนังในทางลบทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดู ซึ่งทีมงานได้ต่อสู้ทั้งการทำประชาพิจารณ์โดยนำหนังนาคปรกไปฉายผ่านสายตามาแล้วกว่า 1,000 คน ทั้งจากนักศึกษาจากมหา’ลัยทั่วกรุงเทพ และหมู่คณะสงฆ์ ซึ่งกว่า 85 เปอร์เซนต์ต่างการรันตีว่าหนังเรื่องนี้ “แรงจริง...ดีจริง” จนในที่สุดนาคปรกก็ได้ไฟเขียวให้ฉายโดยไม่มีการตัดทอนตัวหนังแม้แต่ฉากเดียว ซึ่งงานนี้ผู้กำกับ “ใหม่ ภวัติ” เผยความรู้สึกว่า

“ต้องขอบคุณหลายๆ ฝ่าย ที่ช่วยกันทำให้นาคปรกได้ฉายครับ ตลอดเวลาสามปีเราก็ลุ้นมาตลอดว่าหนังจะได้ฉายมั้ย ผมในฐานะคนทำ ตั้งใจมาแต่แรกว่าเรามีเจตนาดี แล้วก็มีความเชื่อมาตลอดว่าหนังต้องได้ฉาย คือช่วงที่ลุ้นว่าจะได้ฉายหรือไม่ได้ฉาย ก็ไม่สบายใจมากที่คนกำลังมองเจตนาของเราผิดไป คนที่อยากแบนหนัง พิพากษาหนังไปในทางลบก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ยังไงก็อยากให้เปิดใจและดูสิ่งที่หนังอยากจะบอกก่อน อย่างตอนที่เราไปทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ เสียงส่วนใหญ่จากคนที่ดูหนังเขาก็ชอบและอินไปกับสิ่งที่หนังอยากจะบอก ตรงนี้เป็นกำลังใจ เป็นความหวังให้เราเสมอมา จนวันนี้หนังกำลังจะได้ฉายโดยไม่โดนตัด หรือเซ็นเซอร์อะไรเลย เพราะมันมีการจำกัดอายุคนดูแล้ว ถ้าโดนตัดไปสักฉากหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นาคปรกแล้ว อยากให้ไปดูเนื้อหาในหนังก่อน ก่อนจะพิพากษาว่ามันดีหรือไม่ดี”

หยั่งลึกถึงหนังไทยใจกล้า ที่ไม่เคยมีผู้กำกับคนไหนกล้าตีแผ่ประเด็นแรง ท้าทายกองเซ็นเซอร์ กำลังจะถ่ายทอดลงบนฟิล์มท้าทายสายตาคนไทยทั้งประเทศ 18 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์



 
สหมงคลฟิล์มฯ เฮลั่น! 3 ปีแห่งการรอคอย “นาคปรก”
พร้อมฉายท้าทุกสายตาพิสูจน์ความแรง 18 มีนาคมนี้

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 18 มกราคม 2553


          และแล้วการเดินทางอันยาวนานกว่า 3 ปีเต็มของภาพยนตร์แอ๊คชั่นดราม่าสุดเข้มข้น “นาคปรก” ที่หลายฝ่ายต่างเฝ้ารอว่าหนังเรื่องนี้จะได้ฉายให้คนไทยได้ดูกันเมื่อไหร่ หลังจากเคยได้รับเกียรติให้ไปฉาย รอบปฐมทัศน์โลกที่ประเทศแคนาดาในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต้ครั้งที่ 33 มาแล้ว ในที่สุด “นาคปรก” ก็ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาการจัดเรทภาพยนตร์ จากคณะกรรมการโดยลงความเห็นชอบให้ภาพยนตร์ผ่านการพิจารณาโดยที่ยังคงความสมบูรณ์ของเนื้อหาและภาพยนตร์อย่างครบถ้วนไม่ถูกตัดออกแม้แต่เฟรมเดียว งานนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่าง 2 โปรดิวเซอร์ “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” และ “บัณฑิต ทองดี” ต่างยิ้มกันหน้าบาน หรือแม้กระทั่งตัวผู้กำกับ “ใหม่-ภวัติ พนังคศิริ” ก็ดีใจกว่าใครเพื่อนเพราะหนังที่เจ้าตัวตั้งใจทำสุดๆ กำลังจะได้ฉาย รวมไปถึงทีมนักแสดงนำอย่าง “เต๋า-สมชาย เข็มกลัด”, “เร แม๊คโดนัลด์”, “เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์”, “ทราย เจริญปุระ” ต่างตื่นเต้นที่ผลงานที่เข้มข้นที่สุดในชีวิตของแต่ละคนกำลังจะออกสู่สายตาให้ได้พิสูจน์ความแรงกันแล้ว โดยโปรดิวเซอร์ ปรัชญา ปิ่นแก้ว พูดถึงความรู้สึกที่หนังนาคปรกกำลังจะได้ฉายว่า

“ณ วันนี้ที่หนังกำลังจะได้ฉายแล้ว ดีใจมากครับ เพราะตั้งแต่แรกที่เราทำ เรามีความมั่นใจว่า หนังต้องได้ฉาย คนต้องได้ดู คืออยากให้คนดูรู้สึกภูมิใจในความกล้าที่คนจะทำหนังแบบนี้ออกมา จนตอนนี้นาคปรกกำลังจะได้ฉายแล้ว ผมรู้สึกตื่นเต้นที่คนกำลังจะได้ไปดูกัน เราอาจจะมองว่าหนังดูจำกัดอายุคนดูพอสมควร แต่ผมคิดว่าคนดูหนังมีวุฒิภาวะในการดูแตกต่างกันอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ได้สื่อสารว่าศาสนาเสื่อม แต่คนต่างหากที่เสื่อม บวกกับความแอ๊คชั่นดราม่าที่เข้มข้น รับรองว่าคุ้มค่าการรอคอย ทั้งแง่คิดที่เป็นสิ่งเตือนใจ และสิ่งสอนใจที่เคลือบหนังเรื่องนี้ไว้ ผมว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับสังคมในบ้านเรา แต่ผมยังยืนยันว่าเนื้อหาข้างในนาคปรกไม่ได้ทำให้ศาสนาเสื่อมแต่อย่างใด”

ทางด้านผู้กำกับ “ใหม่-ภวัติ” ที่งานนี้ดีใจกว่าใครเพื่อน ที่หนังซึ่งทุ่มแรงกายแรงใจมานานกำลังจะได้ฉายแล้ว โดยเจ้าตัวกล่าวว่า

“ดีใจ ดีใจมากด้วย คือในฐานะผู้กำกับที่อยู่กับหนังมาตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มเปิดกล้อง จนปิดกล้อง คือมันเหมือนลูก พอปิดกล้องเสร็จ ตัดต่อเสร็จ เราก็อยากให้คนได้เห็นมัน อยากรู้สึกว่าคนรู้สึกอย่างไร ระหว่างที่รอมันเหมือนยังไม่หายเหนื่อย จนกว่าคนจะได้เห็นหนัง แล้วเรื่องนี้ผ่านอะไรมาเยอะมากกว่าจะได้ฉาย ที่ผ่านมาเหมือนมันยังหายเหนื่อยไม่สุด มาถึงตอนนี้ก็ดีใจมาก แล้วก็เชื่อว่าคนดูจะเปิดใจไปพิสูจน์สิ่งที่อยู่ในหนังกัน”

หยั่งลึกถึงหนังไทยใจกล้า ที่ไม่เคยมีผู้กำกับคนไหนกล้าตีแผ่ประเด็นแรง ท้าทายกองเซ็นเซอร์ กำลังจะถ่ายทอดลงบนฟิล์มท้าทายสายตาคนไทยทั้งประเทศ 18 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์


 
“เต้-ปิติศักดิ์” สุดปลื้มได้ประกบไอดอล “เต๋า-เร”
แอบมีเกร็งประทะอารมณ์ดุเดือดใน “นาคปรก”

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 1 กุมภาพันธ์  2553


           ผ่านผลงานแสดงภาพยนตร์มาแล้วก็หลายเรื่องสำหรับ “เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์” ซึ่งที่ผ่านมาสวมบทบาทมาก็หลากหลายคาแรกเตอร์ แต่พอได้มาร่วมแสดงนำในภาพยนตร์ที่ฉีกทุกความกล้าท้าทุกความแรง “นาคปรก” ของค่ายใบโพธิ์ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” หนุ่มเต้ก็มาในมาดใหม่กับบทบาทโจรใจทรามที่เข้าไปยึดวัดเพื่อหาเงินที่ซ่อนเอาไว้ โดยต้องมาประชันกับสองนักแสดง “เต๋า-สมชาย เข็มกลัด” และ “เร แม็คโดแนลด์” ซึ่งงานนี้หนุ่มเต้ก็ออกอาการปลื้มเป็นพิเศษที่ได้มาร่วมงานกับสองไอดอล “เต๋า-เร” โดยในเรื่องเขาต้องมาสวมบทเป็น “ปอ” ซึ่งเป็นน้องชายของหนุ่มเต๋า ที่จะต้องมีการเฉือดเฉือนอารมณ์กันอย่างเข้มข้นอยู่ตลอดเวลา ยังไม่นับการที่ต้องเข้าฉากปะทะคารมกับหนุ่มเรแทบตลอดทั้งเรื่อง งานนี้เจ้าตัวเลยแอบมีอาการเกร็งเวลาที่ต้องเข้าฉากกับสองนักแสดงรุ่นพี่ ที่ใส่อารมณ์สมจริงกันทุกคัททุกซีน ซึ่ง “เต้-ปิติศักดิ์” พูดถึงบทบาทในเรื่องนี้ รวมไปถึงการได้มาร่วมงานกับ “เต๋า-เร” ว่า

“เรื่องนี้รับบทเป็นปอ เป็นหนึ่งในสามโจรที่เข้าไปเอาเงินในวัด ซึ่งเป็นน้องชายของป่าน (รับบทโดย เต๋า สมชาย) เป็นคนเชื่อมั่นในความคิดจนดูเหมือนหัวแข็ง รักแม่ และพี่ชาย อดทน ไม่ยอมคน ใจเย็น เพราะโตมากับแม่ จึงมีด้านอ่อนโยน และเห็นใจผู้คน ก็ค่อนข้างใกล้ตัวผม ซึ่งค่อนข้างต้องใช้การแสดงสื่อสารอารมณ์เยอะเหมือนกัน ส่วนการได้มาร่วมงานกับพี่เต๋ากับพี่เรก็ดีใจแล้วก็ตื่นเต้นครับ เพราะติดตามงานของพวกพี่เขาสองคนมานาน อย่างพี่เต๋าเนี่ยเล่นเป็นพี่ชายผมในเรื่อง การทำงานกับพี่เต๋ามันส์มากครับ อย่างเวลาเข้าฉากด้วยกัน เวลาพี่เขามีอะไรแกจะพูดเลย ผมชอบแกตรงนี้ คือทำให้เราได้เห็นว่า ได้เห็นจุดดีของเราเองได้เห็นจุดเสียของเราเองและได้เข้าใจทุกๆอย่างของตัวเราเองว่าเราควรจะทำอะไรออกไป มันเป็นการทำงานเหมือนกับเป็นพี่เป็นน้องกันจริงๆนะครับ เพราะในเรื่องตัวละครปอต้องเชื่อฟังพี่ชาย มันก็ช่วยให้เราอินในความสัมพันธ์ของตัวละครมากขึ้น ส่วนกับพี่เรเองก็สุดยอดครับ เข้าถึงอารมณ์ทุกฉาก ยิ่งในเรื่องแกต้องไม่ค่อยถูกกับผมเท่าไหร่ คือจะคอยหาเรื่องกันตลอด คือการแสดงของทั้งพี่เต๋าและพี่เรช่วยส่งอารมณ์ให้เราอินกับตัวละครและเรื่องราวในหนังมากขึ้น”

เรียกได้ว่างานนี้หนุ่มเต้ได้เจอทั้งห้าวตัวพ่ออย่างนาย “เต๋า” หรือจะเป็นเซอร์ตัวพ่ออย่างนาย “เร” สองไอดอลสมใจอยาก ใครอยากดูการปะทะฝีมือทางการแสดงครั้งสำคัญของทั้ง 3 คน ครั้งนี้ ต้องไปพิสูจน์ “นาคปรก” 18 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์


 
“เต๋า-สมชาย” นำทัพนักแสดงร่วมเป็นสักขีพยาน
“นาคปรก” คัมแบ๊ค!! ฉายเต็ม ไม่มีตัด ฉบับสมบูรณ์

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 3 กุมภาพันธ์  2553


           สิ้นสุดการรอคอยสำหรับ “นาคปรก” ภาพยนตร์ที่ต้องถูกบันทึกในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการหนังไทย กับความเป็นหนังที่ฉีกทุกความกล้าท้าทุกความแรง และการเดินทางต่อสู้กว่า 3 ปีเต็มจนได้ฉายให้คอหนังได้พิสูจน์ความ “แรงจริง” และ “ดีจริง” ซึ่งจัดงานแถลงข่าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ ชั้น 1 โซนเอเทรี่ยม 2 โดยงานนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนร่วมกันมาเป็นสักขีพยานกับการได้ฤกษ์ฉายแล้วของหนังเรื่องนี้อย่างล้นหลาม โดยมีทีมผู้สร้างทั้งโปรดิวเซอร์ “อ๊อด-บัณฑิต ทองดี” และผู้กำกับ “ใหม่-ภวัติ พนังคศิริ” รวมไปถึงทัพนักแสดงคุณภาพนำทีมโดย “เต๋า-สมชาย เข็มกลัด” , “เร แม๊คโดแนลด์” , “เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์” , “ทราย เจริญปุระ” , “อาสะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์” ถือเป็นการกับมารวมตัวกันอีกครั้งในรอบ 3 ปี ซึ่งบรรยากาศบนเวทีเต็มไปด้วยความปลื้มปิติปรีดาของเหล่าทีมงานผู้สร้างและนักแสดง โดยเฉพาะ “เต๋า-สมชาย” ที่ยิ้มแก้มปริที่ผลงานที่เจ้าตัวการรันตีว่าเข้มข้นและสุดยอดที่สุดในชีวิตกำลังจะได้ฉายให้คอหนังได้พิสูจน์กันจบท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันของทีมผู้สร้างเหล่านักแสดงกับ คุณอวิกา เตชะรัตนประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ,คุณจาตุศม เตชะรัตนประเสิรฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารการตลาด ผู้บริหารจากสหมงคลฟิล์ม ฯ

โดยได้ฤกษ์เข้าฉายในวันที่ 18 มีนาคม นี้ทุกโรงภาพยนตร์ ใครที่รอคอยหนังไทยใจกล้าเนื้อหาคุณภาพ บอกได้คำเดียวว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 







 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด