|
 |
|
|
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
เกี่ยวกับภาพยนต์ |
|
|
ข้อมูลงานสร้าง
"The
Lovely Bones"
|
|
|
|
|
เผยโฉมโปสเตอร์หนังเด่น "The lovely Bones"
ของ"ผกก.ปีเตอร์ แจ็คสัน"
มีดีถึงขั้นดาราสาวสวยอย่าง "ราเชล ไวส์"
ยอมรับเล่นบทแม่
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 12 ตุลาคม 2552 |
|
|
เผยโฉมโปสเตอร์หนังที่ทั่วโลกกำลังจับตาเพราะนี่คือโปรเจคท์สุดเลิฟของผู้
กำกับอัจฉริยะ ปีเตอร์แจ็คสัน
แห่งลอร์ดออฟเดอะริงส์ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมระดับ
เข้าชิงรางวัลต่างๆอีกครั้ง THE LOVELY BONES
สัมผัสแค้นจากสวรรค์สร้างจากนิยายขายดีเบสต์เซลเลอร์ของ
Alice
Seboldเป็นเรื่องราวของวิญญาณเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรมเธอยังติดอยู่ในโลกของ
วิญญาณไม่สามารถหลุดพ้นได้เธอได้แต่เฝ้ามองความแตกสลายของครอบครัว
กับฆาตกรที่ยังลอยนวลความปรารถนาของเธอก่อนการจากไปสู่สวรรค์ที่แท้จริง
คือการเยียวยาจิตใจของครอบครัวที่เธอรักและการเปิดเผยโฉมหน้าที่ชั่วร้ายของ
ฆาตกรที่ทำร้ายเธอ
รวบรวมทีมดารานำแสดงยอดฝีมือ ได้แก่
ดาราสาวสวยอย่างราเชล ไวส์
ที่ นับถือในฝีมือของผู้กำกับ
จึงยอมรับบทแม่ของเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม, มาร์ค
วอล์หเบิร์ก รับบทพ่อผู้สูญเสียลูกสาว,
และดาราสาววัยรุ่นยอดฝีมือเซียร์ชา โรน้น
(Atonement) รับบทเด็กสาวซูซี่
|
|
|
มันคือกระดูกแสนน่ารักที่เติบโตขึ้นท่ามกลางการหายตัวไปของฉัน
ความผูกพัน ซึ่งบางครั้งก็แผ่วบาง
บางครั้งก็ต้องทุ่มเท
แต่บ่อยครั้งกลับสง่างาม
ซึ่งบังเกิดหลังฉันจากไป
- ซูซี่ แซลม่อน จาก The Lovely Bones
เหตุการณ์ที่ตามหลอกหลอนจิตใจหลังเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้น
และการฟื้นฟูชีวิตของครอบ ครัวหนึ่ง
ได้ถูกเล่าขานจากแง่มุมที่เกินจินตนาการในภาพยนตร์เรื่อง
The Lovely Bones
เรื่องราวชีวิตและทุกอย่างที่ติดตามมาในภายหลัง
สร้างจากนิยายขายดีที่คนอ่านหลงรักของ อลิซ
ซีโบลด์ และกำกับโดยผู้กำกับรางวัลออสการ์
ปีเตอร์ แจ็คสัน (The Lord of the Rings
trilogy)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตามเรื่องราวของซูซี่
แซลม่อน สาวน้อยที่เพิ่งอายุได้แค่ 14
ปีเท่านั้นเมื่อตอนที่เธอฆ่าตายในเดือนธันวาคม
ปี 1973 ระหว่างเดินทางกลับจากโรงเรียน
หลังเสียชีวิตลง
ซูซี่ยังคงเฝ้ามองครอบครัวของเธอ
ขณะที่ฆาตกรยังคงลอยนวล
ซูซี่ที่ติดอยู่กับชีวิตหลังความตายที่แสนมหัศจรรย์แต่เป็นปริศนา
พบว่าเธอต้องเลือกระหว่างความกระ
หายใคร่จะล้างแค้นฆาตกร
และความปรารถนาที่จะเห็นเหล่าบุคคลอันเป็นที่รักของเธอได้รับการเยียวยา
และดำเนินชีวิตกันต่อไป
เหตุการณ์ที่เริ่มต้นด้วยเหตุฆาตกรรมที่ช็อคคนดูกลับพัฒนากลายเป็นการเดินทางที่แตกต่างและน่าติดตามผ่านความผูกพันที่เกาะเกี่ยวกันด้วยความทรงจำ
ความรัก และความหวัง
ที่จะนำทุกคนไปสู่ความเป็นไปที่น่าประทับใจและคาดไม่ถึง
ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก
ดารานำชายผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
และสองดารานำหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์อย่างเรเชล
ไวสซ์ และซูซาน ซาแรนดอน
พร้อมเสริมความเข้มข้นในการแสดงโดย สแตนลี่ย์
ทุคชี่, ไมเคิล อิมเพอริโอลี่ และเซอร์ช่า
โรแนน
ดาราสาวรุ่นใหม่มากฝีมือที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
เป็นผู้มารับบทซูซี่ แซลม่อน
ดรีมเวิร์กส์ พิคเจอร์ส โดยความร่วมมือกับ
ฟิล์ม4 ภูมิใจเสนอ ผลงานการสร้างของวิงนัท
ฟิล์มส์ เรื่อง The Lovely Bones
ซึ่งนำแสดงโดยมาร์ก วอห์ลเบิร์ก, เรเชล ไวสซ์,
ซูซาน ซาแรนดอน, สแตนลี่ย์ ทุคชี่, ไมเคิล
อิมเพอริโอลี่ และเซอร์ช่า โรแนน
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน
จากบทภาพยนตร์ที่เป็นฝีมือการเขียนบทโดยฟราน
วอลช์ และฟิลิปป้า โบเยนส์ และปีเตอร์ แจ็คสัน
โดยดัดแปลงบทมาจากนิยายของอลิซ ซีโบลด์
ทีมผู้อำนวยการสร้างได้แก่ แคโรลินน์
คันนิ่งแฮม, ฟราน วอลช์, ปีเตอร์ แจ็คสัน
และเอมี่ พีย์รอนเน็ท
ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ สตีเว่น
สปีลเบิร์ก, เทสซ่า รอสส์, เคน คามินส์
และเจมส์ วิลสัน โดยมีฟิลิปป้า
โบเยนส์ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม
ทีมสร้างสรรค์หลังกล้องของ The Lovely Bones
ประกอบไปด้วย ผู้กำกับภาพแอนดรูว์ เลสนี่,
เอซีเอส, เอเอสซี, โปรดักชั่น ดีไซเนอร์
นาโอมี่ โชแฮน, ผู้ลำดับภาพ ฮาเบซ โอลส์เซ่น
และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แนนซี่ สไตเนอร์
ดนตรีประกอบเป็นฝีมือการประพันธ์ของไบรอัน
เอโน่
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจัดเรตติ้งให้เป็นภาพยนตร์เรต
PG-13 อันเนื่องมาจากประเด็นเนื้อหา ภาพ
และภาษาที่เจือความรุนแรง
เผยโครงกระดูก : เนื้อหาเรื่องราว
ในปี 2002 นิยายธรรมดาๆ
เรื่องหนึ่งกลับกลายเป็นนิยายคลาสสิกของยุคปัจจุบัน
ที่โดนใจทั้งคนอ่านและนักวิจารณ์ทั่วโลก
นิยายเรื่องที่ 2 ของอลิซ ซีโบลด์ เรื่อง The
Lovely Bones
คือเรื่องราวมุมมืดที่ว่าด้วยเหตุฆาตกรรมและการหายตัวไปของเด็กสาวในย่านชานเมืองที่ยังคงตามหลอนหลอกจิตใจผู้เกี่ยวข้อง
เรื่องราวของ The Lovely Bones
ที่บอกเล่าเรื่องราวจากดวงวิญญาณของคนตาย
เป็นการนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นและใกล้ชิดด้วยอารมณ์ของคนหลังความตาย
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความตายที่ดัดแน่นไปด้วยความสุข
ความสวยงาม และความหวังอย่างคาดไม่ถึง
ผู้เป็นหัวใจของหนังสือเรื่องนี้ก็คือ ซูซี่
แซลม่อน สาวน้อยใจซื่อ ตลก และกล้าหาญ
หลังจากต้องพลัดพรากจากชีวิตไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย
เธอต้องเฝ้าดูการมีชีวิตอยู่ของคนที่รักจากโลกส่วนตัวที่เป็นปริศนา
ที่ซึ่งเธอสามารถมีทุกสิ่งที่ปรารถนาหรือจินตนาการได้
เว้นก็แต่การได้กลับไปอยู่กับเหล่าคนที่เธอรัก
ซูซี่เฝ้ามองดูครอบครัวของเธอที่กำลังโศกเศร้าต่อการสูญเสียครั้งใหญ่หลวง
เมื่อครอบครัวของเธอยังคงโศกเศร้าและนับวันยิ่งหงุดหงิดโมโหกับความล้มเหลวในการไขคดีฆาตกรรมของกรมตำรวจ
ซูซี่พยายามชี้นำพ่อของเธอไปสู่การเปิดเผยตัวตนของคนที่ฆ่าเธอ
ด้วยความรักและความความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อครอบครัว
ในที่สุด
ซูซี่ก็ได้สำนึกว่าเธอต้องช่วยให้ครอบครัวทำใจให้ได้กับการตายของเธอ
และค้นพบหนทางไปสู่ความสุขสงบ
หนังสือนิยายเรื่องนี้ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร
Time Magazine ให้เป็นดั่ง ชัยชนะ
และหนังสือพิมพ์ New Yorker
ยกย่องว่าหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จอันโดดเด่น
และยังกลายมาเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีคนอ่านกันอย่างกว้างขวางและมีคนพูดถึงมากที่สุดของทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย
และหนึ่งในผู้อ่านหลายล้านคนที่ประทับใจกับเรื่องราวของซูซี่
แซลม่อน
และการเรียกร้องความยุติธรรมของครอบครัวของเธอ
ก็คือ ปีเตอร์ แจ็คสัน
หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีจินตนาการเลิศล้ำที่สุดในปัจจุบัน
นิยายของอลิซ ซีโบลด์
เรื่องนี้คือหนึ่งในหนังสือที่ดีเยี่ยมที่สุด
ในแบบที่คุณจะไม่รู้เลยว่าคุณจะอ่านเจออะไร
มันคือเรื่องราวที่ทั้งเปี่ยมไปด้วยอารมณ์
ตื่นเต้น ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์
นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก แจ็คสันบอก
แจ็คสันมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้วในการเล่าเรื่องที่ชวนให้หลงใหลบนจอภาพยนตร์
เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากการทำหน้าที่เขียนบท
กำกับ และอำนวยการสร้างภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง
The Lord of the Rings
เมื่อเขามอบชีวิตให้กับโลกแฟนตาซีที่เจอาร์อาร์
โทลเคียน ได้สร้างสรรค์เอาไว้
เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้ว
ภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ทำรายได้ไปเกือบๆ $3
พันล้านเหรียญ
ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 30
รางวัล และได้รับรางวัลออสการ์มาถึง 17 รางวัล
ซึ่งรวมถึงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ภาคที่
3 The Lord of the Rings: The Return of the
King ด้วย
ทางด้านแจ็คสันคว้ารางวัลออสการ์กลับบ้านไปได้จากสาขากำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก
The Return of the King ส่วนในปี 2005
แจ็คสันกำกับ ร่วมเขียนบท
และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง King Kong
ซึ่งทำรายได้ไปมากกว่า $500 ล้านเหรียญ
และได้รับรางวัลออสการ์ไปถึง 3 รางวัล
ในช่วงต้นที่เข้าวงการ
แจ็คสันเคยเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม
ซึ่งสร้างจากเรื่องจริง เรื่อง Heavenly
Creatures
ขณะที่แจ็คสันยังวุ่นวายอยู่กับการทำงานโพสต์โปรดักชั่นของภาพยนตร์เรื่อง
The Lord of the Rings: The Two Towers
นี่เองที่เขาได้อ่านนิยายเรื่อง The Lovely
Bones ซึ่งฟราน วอลช์ และฟิลิปป้า โบเยนส์
เพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันมายาวนานของเขาได้มอบให้
โดยทั้งคู่ต่างเป็นแฟนของนิยายเรื่องนี้อยู่แล้ว
หลายคนเริ่มเอ่ยชมหนังสือเรื่องนี้ให้ผมฟัง
และทันทีที่ผมมีเวลา ผมก็เริ่มอ่านมันทันที
ผมอยากรู้ว่ามันน่าตื่นเต้นยังไง แจ็คสันเล่า
แล้วผมก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ทรงพลังและเร้าใจอย่างมาก
เมื่อมองแค่เพียงผิวนอก
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความหวาดกลัวอย่างที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน
นั่นก็คือการต้องสูญเสียลูกไป แต่จริงๆ แล้ว
มันเติบโตกลายเป็นเรื่องที่พูดถึงพลังของความรัก
ซึ่งผมว่านั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนมากมายประทับใจกับหนังสือเล่มนี้
ความสนใจของแจ็คสันมีเหนือใคร
แต่การจะดำเนินการต่อไปได้นั้น
พวกเขาจำต้องได้ทั้งลิขสิทธิ์ของหนังสือเรื่องนี้
รวมถึงยังต้องได้รับความยินยอมจากซีโบลด์ด้วย
อย่างไรก็ดี
นิยายเรื่องนี้ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นต้นฉบับที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
โดยลิขสิทธิ์ตกเป็นของเอมี่ พีย์รอนเน็ท
ผู้อำนวยการสร้างจากบริษัทไวลด์ ไชลด์ ฟิล์มส์
และเจมส์ วิลสัน
ซึ่งในเวลานั้นเป็นผู้บริหารของฟิล์ม4
ความชื่นชอบที่แจ็คสัน, วอลช์
และโบเยนส์มีต่อหนังสือเล่มนี้ได้นำพวกเขาเดินทางไปเยือนบริษัทฟิล์ม4
ทำให้การร่วมมืออันน่าตื่นเต้นครั้งนี้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้
เหมือนมีความผูกพันบางอย่างเมื่อเราได้พบอลิซจริงๆ
โบเยนส์เล่า เธอเป็นคนตลก ใจกว้าง
เป็นคนตรงไปตรงมา แถมมีอารมณ์ขันแบบเจ็บๆ คันๆ
อีกด้วย
เรารู้สึกว่าเราโชคดีมากเมื่อเธอเดินกลับมาหาเราและพูดว่าเราคือคนที่เหมาะจะรับมือกับหนังสือเล่มนี้แล้ว
วิงนัทและฟิล์ม4 จึงได้เริ่มต้นการร่วมงานกัน
และเคน คามินส์ ผู้จัดการของทีมนี้
ได้นำบทภาพยนตร์ของปีเตอร์, ฟราน และฟิลิปป้า
ออกสู่ท้องตลาดซึ่งสุดท้ายได้มาลงเอยที่ดรีมเวิร์กส์
และตอนนี้เองที่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก
ซึ่งหลงรักนิยายเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ออกจำหน่าย
ได้เดินเข้ามาร่วมงานด้วยในฐานะผู้อำนวยการสร้างบริหาร
ร่วมกับเทสซ่า รอสส์ จากฟิล์ม4
พร้อมกับคามินส์ และเจมส์ วิลสัน สตีเว่นมีความนับถือหนังสือเรื่องนี้
และเขาปรารถนาที่จะได้เห็นการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา
แจ็คสันเล่า ช่างเหมาะเหลือเกินที่เราได้มาทำงานด้วยกัน
เขาเพียบไปด้วยไอเดียในเรื่องของการพัฒนาบทภาพยนตร์และงานส่วนอื่นๆ
นอกจากนั้น
เขายังคอยให้กำลังใจและความช่วยเหลือมากมายในทุกครั้งที่เราต้องการคำแนะนำ
แจ็คสัน, วอลช์
และโบเยนส์ร่วมงานกันเหมือนที่พวกเขาเคยทำเสมอในการดัดแปลงบทภาพยนตร์
ถึงแม้ทั้งสามจะเคยจินตนาการตัวละครและวรรณกรรมคลาสสิกที่ทุกคนเคยชื่นชอบมาแล้วในผลงานเรื่องก่อนๆ
แต่โปรเจ็กต์นี้มาพร้อมความท้าทายใหม่ๆ เราทุกคนชอบภาพต่อจิ๊กซอว์
และผมว่าเรามอง The Lovely Bones
เป็นเสมือนภาพต่อจิ๊กซอว์สำหรับมือเขียนบท
แจ็คสันบอก คุณจะจัดการกับหนังสือที่งดงามและและซับซ้อนของอลิซอย่างไร
มันเป็นหนังสือที่ไม่ได้ร้องตะโกนออกมาว่า ฉันคือหนังนะ
คุณจะวางโครงสร้างเรื่องของมันให้กลายเป็นภาพยนตร์อย่างไร
เราเริ่มหมกมุ่นกับเรื่องที่ว่าจะจัดการกับเรื่องราวในส่วนต่างๆ
เพื่อนำมาเล่าเรื่องนี้บนจอภาพยนตร์อย่างไร
แจ็คสันอธิบาย
โบเยนส์ยกความดีความชอบให้วอลช์ที่พบหนทางในการเล่าเรื่อง
ฟรานมีไอเดียว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรได้
ทำไมมันถึงได้คุ้มค่ากับการเล่าออกมา
และมันจะถูกบอกเล่าออกมาด้วยการผสมผสานระหว่างความมหัศจรรย์และความยุ่งเหยิงของความเป็นจริงได้อย่างไร
เธอมองเห็นเลยว่ามันเป็นการผสมรวมถักทอภาพยนตร์หลากหลายแนวเข้าด้วยกันอย่างไร
โบเยนส์บอก
มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ลูกเล่นในการดัดแปลงบทมากเป็นพิเศษ
โบเยนส์กล่าวต่อ มีเรื่องราวซับซ้อนหลายระดับและมีอารมณ์หลากหลาย
มันไม่ใช่เรื่องที่เล่าเรียงกันไปเป็นเส้นตรง
ดังนั้นมันจึงเป็นขั้นตอนที่เดินหน้าไปเรื่อยๆ
ทีละก้าว ในการค้นหาเส้นทางของพวกเรา
เป็นเรื่องตลกเสียดสี มันโหดร้าย ประหลาดใจ
งดงาม และเต็มไปด้วยอารมณ์
ปีเตอร์อยากสื่อคุณสมบัติเหล่านั้นออกมาทั้งหมด
ส่วนสำคัญในความท้าทายนั้นก็คือการประเมินว่าจะบรรยายสถานที่หลักของเรื่องที่มีลักษณะแปลกประหลาดนั้นออกมาอย่างไร
นั่นก็คือที่ที่ซูซี่กล่าวถึงว่าเป็น โลกแทรกกลาง
นับแต่เริ่มต้น แจ็คสัน, วอลช์
และโบเยนส์รู้ดีว่าพวกเขาอยากให้ประสบการณ์หลังความตายของซูซี่เป็นเรื่องราวเฉพาะและเป็นส่วนตัวที่นำเสนอผ่านความเข้าใจที่ซูซี่มีต่อโลกนี้
พวกเขาต้องการให้มันอยู่เหนือความเชื่อทางศาสนาและภาพของสรวงสวรรค์
และเพื่อให้มันสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกภายในและอารมณ์ของซูซี่
ที่สำคัญที่สุด
พวกเขาอยากให้มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโลกแห่งความฝันที่สมบูรณ์
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์บนโลก
แต่ไร้ซึ่งขอบเขตจำกัดในความเป็นไปได้ที่จะฝันถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ซูซี่อาจจะเลือกเพื่อสัมผัสหรือจินตนาการขึ้นมา
สิ่งที่เราพยายามทำอยู่ก็คือการนำเสนอชีวิตหลังความตายที่เร้าใจและเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ
มันเป็นที่ที่สะท้อนสายตาของผู้ดู
มันไม่ได้เต็มไปด้วยรูปบูชาทางศาสนา
แจ็คสันอธิบาย ผมอยากทำให้มันดูลึกลับและจับต้องไม่ได้
มันถูกเรียกว่า โลกแทรกกลาง
เพราะซูซี่เหมือนติดอยู่ใน ขอบฟ้าสีฟ้า
เป็นพื้นที่ที่เธอกล่าวถึงว่าอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก
โลกแทรกกลาง ไม่ใช่สวรรค์
แต่เป็นที่ซึ่งซูซี่ต้องหยุดเพื่อพักฟื้นทั้งทางด้านจิตใจและอารมณ์
เพื่อให้เธอพร้อมที่จะก้าวต่อไป
โลกแทรกกลาง
ของซูซี่คือการผสมผสานระหว่างความงดงามจนทำให้ลืมหายใจ
และความมืดมิดที่แสนน่ากลัว
มันเป็นที่ที่ทั้งปลอบประโลมใจและแสนเศร้า
งดงามแต่ก็แปลกประหลาด
เป็นที่ซึ่งมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นบนโลก
แจ็คสัน, วอลช์
และโบเยนส์เน้นไปที่การทุ่มเททางอารมณ์ที่ซูซี่มีต่อความพยายามจะไขเหตุฆาตกรรมของตัวเธอเอง
ซึ่งยิ่งเติมเชื้อให้กับความโกรธเกรี้ยวและความปรารถนาที่จะแก้แค้นของเธอ
เธอรู้ดีว่าคนที่ฆ่าเธอ
ซึ่งก็คือมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
ที่ดูเป็นผู้ชายธรรมดาเสียเหลือเกิน
เหมือนจะรอดพ้นไปจากผลพวงของการกระทำที่ชั่วร้ายของเขา
แต่เธอไม่ได้คิดที่จะชี้นำครอบครัวของเธอหรือตำรวจไปยังบ้านของฆาตกร
เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องในแนวตื่นเต้นน่าติดตามด้วย
แจ็คสันบอก มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์เป็นตัวละครที่ดูน่าติดตาม
เพราะเขาดูเป็นผู้ชายแสนธรรมดาคนหนึ่ง
เขาตัดหญ้า เขาพูดคุยกับเพื่อนบ้าน
เขารู้ถึงความสำคัญของภาพลักษณ์ภายนอก
จนซูซี่ชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่าผู้ชายคนนี้อาจจะรอดพ้นจากการลงโทษจากเหตุฆาตกรรมที่เขาก่อขึ้น
แต่ความตื่นเต้นเขย่าขวัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกนำมาผสมรวมกันจนกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
ตื่นเต้นมากขึ้นที่ว่าด้วยเรื่องของความสามารถของมนุษย์ที่จะหาความสุขหรรษาในชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมอยากจะคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น
ภาพยนตร์ตื่นเต้นเขย่าขวัญทางอารมณ์
แจ็คสันกล่าว มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายผู้ชั่วร้ายที่หาความสุขจากการฆ่าคน
และยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวที่พยายามหาวิธีที่จะสร้างชีวิตของพวกเขาขึ้นมาอีกครั้งขณะที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
โบเยนส์กล่าวว่าความตึงเครียดของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดมาจากความหวังที่เพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ
ของคนดูว่าซูซี่และครอบครัวของเธอจะได้พบหนทางหลุดพ้นมาจากความหวาดกลัวและความโกรธ
ข้อดีอย่างหนึ่งในหลายๆ ข้อที่ อลิซ ซีโบลด์
ได้สร้างเอาไว้กับเรื่องนี้ก็คือการทำให้คนดูเอาใจช่วยซูซี่ขณะที่เธอพยายามหนีให้พ้นจากสภาพที่ติดอยู่กึ่งกลางสวรรค์และโลก
โบเยนส์กล่าว คุณอยากให้ครอบครัวแซลม่อนทุกคนก้าวไปถึงจุดที่พวกเขาสามารถปล่อยวางเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องสูญเสียความรักที่มีไป
ในที่สุด
ซูซี่ได้สำนึกว่าเธอต้องเผชิญหน้ากับการตายของตัวเองเพื่อจะหลุดพ้นไปจากมัน
ในตอนจบของเรื่อง ซูซี่ปล่อยวางความเคียดแค้น
ความโกรธ และความเกลียดชัง
เธอปล่อยวางชีวิตของเธอเอง และในที่สุด
เธอก็สามารถมองเห็น โลกที่ไม่มีเธออีกต่อไป
ผลก็คือเธอได้เติบโตโดยร่างกายไม่ต้องเติบใหญ่ขึ้นเลย
แจ็คสันสรุปว่า เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยเหตุฆาตกรรมซูซี่
ติดตามมาด้วยความโศกเศร้า การสูญเสีย
และความเจ็บปวดที่ยากจะจินตนาการ
แต่ความแข็งแกร่งของครอบครัวแซลม่อนมีชัยชนะเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
ทำให้พวกเขาอยู่รอดต่อไป
ทำให้พวกเขาค้นพบหนทางที่จะสร้างชีวิตใหม่
และดำเนินชีวิตต่อไปโดยเก็บซูซี่ไว้เป็นความทรงจำที่มีชีวิตชีวาในหัวใจของพวกเขา
ซึ่งคือจุดที่จะจบเรื่องนี้ลงได้อย่างเปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่สุด
หัวใจและโครงกระดูก :
การเลือกนักแสดงในบทสมาชิกครอบครัวแซลม่อน
ถึงแม้เรื่องราวของ The Lovely Bones
จะเต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์ที่ดูเกินจริง
แต่ ปีเตอร์ แจ็คสัน บอกว่าโดยหัวใจแล้ว
มันก็คือเรื่องราวสมจริงง่ายๆ
เกี่ยวกับครอบครัวที่เกาะเกี่ยวกันด้วยเรื่องที่ว่าพวกเขาจะรักกันอย่างไรท่ามกลางความสูญเสีย
และโลกที่คาดเดาไม่ได้แม้แต่น้อย
เขามักจะมองเห็นครอบครัวแซลม่อนเป็นเสมือนกระดูกสันหลังของเรื่องนี้
เขากับทีมตระเวณไปทั่วโลกเพื่อหาทีมนักแสดงที่สามารถมอบชีวิตให้กับสมาชิกแต่ละคนของครอบครัวที่มาพร้อมข้อบกพร่อง
ความต้องการ และความหวัง
ตัวละครที่เป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด
ซึ่งก็คือซูซี่ แซลม่อน เด็กสาววัย 14
ปีที่ถูกทิ้งให้อยู่ในโลกของวิญญาณโดยฝีมือฆาตกร
ถือเป็นบทที่มีความท้าทายที่สุดในการหาตัวนักแสดงผู้จะมาสวมบทนี้
แจ็คสันกำลังค้นหาคนที่ไม่เพียงแต่จะต้องมีความลิงโลดคึกคะนองและความใสซื่อของเด็กสาวเท่านั้น
แต่ยังจะต้องมีความกล้าและทักษะที่จะแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ดิบ
เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับผลพวงของการจากชีวิตทางโลกมา
มีเด็กวัยรุ่นสาวๆ
มากมายมาออดิชั่นบทนี้ด้วยบุคลิกบนจอที่มีความโดดเด่น
แจ็คสันให้ความเห็น แต่สำหรับซูซี่
เราต้องการคนที่มีลักษณะตรงกันข้าม
เป็นคนที่ให้ความรู้สึกแบบเด็กสาววัย 14
ที่เป็นคนธรรมดา
สิ่งที่เราไม่คาดหวังก็คือเราจะหาวัยรุ่นของเราเจอจากนอร์ริสทาวน์
ในไอร์แลนด์
ในกองเทปแคสติ้งนั้น การออดิชั่นบทของเซอร์ช่า
โรแนนก้าวมาอยู่แถวหน้าของกองเทปอย่างรวดเร็ว
เซอร์ช่าที่เติบโตมาในเคาน์ตี้ คาร์โลว์
ได้เดินตามรอยเท้าของพอล
พ่อของเธอด้วยการก้าวเข้าสู่งานแสดง
เซอร์ช่านั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วจากบทบาทการแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของ
โจ ไรต์ เรื่อง Atonement
ถึงขนาดที่เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากบท
ไบรโอนี่
รวมไปถึงยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย
ผู้อำนวยการสร้าง แคโรลินน์ คันนิ่งแฮม
คือคนแรกที่ได้เห็นเทปออดิชั่นของโรแนน
เพื่อคัดเลือกตัวของภาพยนตร์เรื่อง The Lovely
Bones นี้ ฉันประทับใจมากเลย คันนิ่งแฮมเล่า
มันเป็นเทปที่พ่อเธอซึ่งก็เป็นนักแสดงเหมือนกัน
ถ่ายทำเองที่บ้าน มีบางอย่างที่ดูพิเศษจริงๆ
ในเทปนี้ เขาร่วมแสดงฉากยากมากกับเธอ จากนั้น
ตรงท้ายของเทป
มีภาพที่น่ารักที่เขาถ่ายเธอขณะกำลังเล่นกับสุนัขของเธออย่างใสซื่ออยู่ในสวน
มันเป็นเทปที่มีหัวใจอย่างแท้จริง
เมื่อแจ็คสันได้พบกับโรแนน
ไม่มีการหันหลังกลับไปมองใครอีกแล้ว เซอร์ช่ามีสัญชาตญาณที่เป็นธรรมชาติมากสำหรับภาพยนตร์ดราม่า
แจ็คสันบอก เธอฉลาด มีความสดใหม่
และไม่เหมือนใครอย่างที่สุด เธอคือตัวจริง
เป็นนักแสดงโดยธรรมชาติ
ซึ่งคุณคงไม่ได้เห็นแบบนี้บ่อยนัก นอกจากนั้น
เธอยังมีความฝันที่เธออยากทำให้เป็นจริง
เซอร์ช่าถือเป็นของขวัญที่ถูกมอบมาให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้
โรแนนกล่าวว่า สิ่งที่ฉันชอบที่ได้มาแสดงเป็นซูซี่
ก็คือเธอเป็นแค่วัยรุ่นธรรมดาที่มีความฝัน
มีความหวังในอนาคต เต็มไปด้วยชีวิตและความรัก
ถึงแม้เธอจะต้องพลัดพรากจากครอบครัวของเธอไป
แต่ความฝันของเธอยังคงมีชีวิตชีวาเหมือนที่เคยเป็น
ถึงแม้เธอจะถูกตามหลอกหลอนด้วยฝันร้ายที่เธอโดนฆ่าตายก็ตาม
โรแนนทุ่มเทให้กับบทนี้อย่างสุดตัวอย่างไม่กลัวเกรงอะไร
ซึ่งบทนี้เป็นบทที่เรียกร้องทั้งการทุ่มเททั้งทางร่างกายและอารมณ์
เป็นสิ่งที่โรแนนบอกว่าเธอคงไม่มีทางทำได้สำเร็จถ้าปราศจากการสนับสนุนช่วยเหลือจากทีมผู้สร้าง
การได้ทำงานกับปีเตอร์, ฟราน
และฟิลิปป้าเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดมาก
พวกเขาเป็นคนติดดิน และเป็นพ่อแม่ด้วย
ฉันรู้ดีว่าพวกเขาให้ความสนใจฉันอย่างจริงใจ
พวกเขาเข้าใจว่าการต้องสูญเสียลูกไปสักคนจะส่งผลอย่างไรต่อครอบครัว
และความรักและการสนับสนุนของพวกเขาก็ช่วยให้ฉันแสดงเป็นซูซี่ได้
เราคุยกันบ่อยมากเกี่ยวกับการดิ้นรนต่อสู้ที่ซูซี่ต้องเจอหลังเธอตายไป
การปล่อยวางจากครอบครัวและโลกที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่
ในที่สุด
เธอจึงสามารถเดินหน้าต่อไปและเพลิดเพลินไปกับชีวิตใหม่ที่แสนงดงามของเธอ
ตามสายตาของโรแนน
ความท้าทายสูงสุดของซูซี่ก็คือการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางสิ่งต่างๆ
ที่เธอสูญเสียไป ครอบครัวแซลม่อนคือครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก
และเมื่อซูซี่ต้องมานั่งดูครอบครัวของเธอเหินห่างจากกันอย่างช่วยอะไรไม่ได้เลย
เธออยากจะช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นความตายของเธอไปได้
และเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปก่อนที่เธอจะคิดทำแบบเดียวกันนั้นกับตัวเอง
สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ
ถึงแม้ซูซี่จะไม่สามารถกอดแม่หรือบอกพ่อของเธอได้ว่าเธอรักเขาสักแค่ไหน
แต่เธอก็ค้นพบว่าพวกเขายังคงสัมผัสความรู้สึกนั้นได้จากจุดที่เธออยู่
มันอาจฟังดูแปลกสักหน่อย
แต่ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้
โรแนนกลับยิ่งสนิทสนมกับสแตนลี่ย์ ทุคชี่
ผู้รับบทเป็นฆาตกรผู้สังหารซูซี่อย่างเลือดเย็น
ฉากของเราจะเป็นฉากที่ตึงเครียดมากจนเราอาจต้องการความรู้สึกสบายใจต่อกันและกัน
โรแนนอธิบาย และสิ่งที่ดีก็คือเราเข้ากันได้ดีมาก
เขาเองก็มีลูก
แล้วฉันก็รู้ดีว่าเขาไม่ชอบแสดงฉากพวกนั้นเลย
การรู้ว่าจริงๆ
แล้วเขาเป็นคนดีช่วยได้มากทีเดียว อย่างไรก็ดี
สิ่งที่น่ากลัวในตัวสแตนลี่ย์ก็คือ
เขาแสดงเป็นมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ได้เหมือนผู้ชายธรรมดาอย่างมาก
ทำให้คุณเห็นว่าทำไมคนอย่างซูซี่ถึงได้ไม่เคยสงสัยในตัวเขาเลย
เมื่อ ซูซี่ แซลม่อน
ไม่กลับจากโรงเรียนในวันแห่งชะตากรรมเลวร้ายในเดือนธันวาคมนั้น
ครอบครัวของเธอถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลโดยเหตุการณ์ที่ติดตามมา
แจ็ค พ่อของซูซี่รู้สึกผิดและเสียใจ
และตั้งใจที่จะหาตัวคนที่ฆ่าซูซี่มาลงโทษให้จงได้
เขาหลงวนเวียนอยู่กับการหมกมุ่น
โดยมีเชื้อเพลิงเป็นความรู้สึกที่เขาเหมือนทำให้ลูกสาวผิดหวัง
และตอนนี้
เขาต้องพยายามแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง
สำหรับคนที่มารับบท แจ็ค ทางทีมผู้สร้างเลือก
มาร์ก วอห์ลเบิร์ก
ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นดารานำชายชื่อดังจากบทบาทที่คาดไม่ถึงมากมาย
ตั้งแต่บททหารหนุ่มในสมรภูมิพายุทะเลทรายในภาพยนตร์เรื่อง
Three Kings จนถึงบทดาราหนังโป๊ใน Boogie
Nights
จนถึงบทกลาสีที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตให้รอดใน
The Perfect Storm เมื่อเร็วๆ นี้
วอห์ลเบิร์กได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำในบทตำรวจบอสตันในภาพยนตร์ของ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The Departed
แจ็คสันตื่นเต้นมากที่ได้หยิบยื่นโอกาสให้วอห์ลเบิร์กรับบทเป็นชายรักครอบครัวเหมือนที่เขาเป็นในชีวิตจริง
นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับความรัก
และหนึ่งในความผูกพันที่แข็งแกร่งที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือความผูกพันระหว่างแจ็คกับซูซี่ที่เป็นพ่อลูกกัน
แจ็คสันอธิบาย แจ็ครู้สึกล้มเหลวที่เขาไม่ได้อยู่ด้วยตอนที่ซูซี่ต้องการเขามากที่สุด
และมาร์กก็มีพลังแมนๆ ที่เหมาะกับบทนี้มาก
เขาคอยดูแลเอาใจใส่และจริงจัง
แต่ก็อ่อนไหวอย่างมาก
ผมเห็นทุกอย่างที่ผมรู้สึกว่าต้องมีในสถานการณ์ที่แจ็คต้องเจอในตัวมาร์กนี่แหละ
วอห์ลเบิร์กรู้สึกประทับใจกับสิ่งที่แจ็คต้องเผชิญเมื่อเขาเข้าใจดีถึงโศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึงที่สุดของคนเป็นพ่อ
เมื่อซูซี่ไม่กลับมาบ้าน
ไม่เหลือความแน่วแน่สำหรับครอบครัวนี้แล้ว
ไม่มีทั้งศพ ไม่มีหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำให้แจ็คทุ่มเทหมกมุ่นอยู่กับการหาให้ได้ว่าลูกสาวเขาเป็นอะไรไป
วอห์ลเบิร์กอธิบาย เขานอนไม่หลับ
เขากินไม่ได้
เขาทำอะไรไม่ได้เลยจนกว่าจะหาตัวคนที่พรากความรักไปจากชีวิตเขาให้เจอให้ได้
เห็นได้ชัดว่าเขาปรับอารมณ์ได้
แต่เขาเริ่มบ้าคลั่งกับวิธีการของตัวเอง
เขาเริ่มกล่าวหาทุกคน
จนเขาไม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะสามีหรือพ่อได้
สำหรับแจ็ค เช่นเดียวกับตัวละครตัวอื่นๆ
นี่คือการเดินทางทางอารมณ์ของพวกเขา
อารมณ์อันหลากหลายไหลท่วมท้นใจของวอห์ลเบิร์กเมื่อเขาพยายามที่จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจของแจ็ค
ผมพยายามที่จะมีชีวิตในฐานะแจ็ค
และเขาก็ทำหัวใจผมแหลกสลาย วอห์ลเบิร์กยอมรับ
ผมนั่งดูข่าวและเห็นเรื่องน่าเศร้าของหลายครอบครัว
และเริ่มสงสัยว่า พ่อแม่พวกนั้นจะรู้สึกยังไงนะ
มันไม่สนุกเสมอไป
และเป็นความท้าทายในฐานะที่ผมเองก็เป็นพ่อคน
แต่มันเป็นเสมือนรางวัลในฐานะที่ผมเป็นนักแสดง
ฉากที่ยากที่สุดของวอห์ลเบิร์กคือฉากที่แจ็ครู้สึกได้ว่าวิญญาณของลูกสาวที่ตายไปแล้วยังคงอยู่กับเขา
วอห์ลเบิร์กต้องหาวิธีที่จะแสดงฉากเหล่านี้ราวกับซูซี่มีตัวตนอยู่ในห้องนั้นด้วย
ในฉากพวกนั้น
ผมต้องนึกภาพดวงตาสีฟ้ากลมโตของเซอร์ช่า
และหลายครั้งเธอจะส่งเสียงเล่าเรื่องอยู่หลังกล้อง
นั่นทำให้ผมถึงกับหลั่งน้ำตา
วอห์ลเบิร์กอธิบาย บางครั้งปีเตอร์จะพูดว่า ลองแสดงฉากนั้นโดยไม่มีน้ำตาดูซิ
เพื่อน แล้วผมก็จะตอบว่า งั้นคุณก็เลิกให้เซอร์ช่าอ่านบทของเธอได้แล้ว
มันเป็นเรื่องที่ทรงพลังมาก
และส่งผลกระทบต่อผมอย่างลึกซึ้ง
วอห์ลเบิร์กพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแจ็คสันมีความน่าสนใจมากทีเดียว
เขาเป็นผู้กำกับที่แตกต่างไปจากทุกคนที่ผมเคยร่วมงานด้วย
วอห์ลเบิร์กบอก ผมไว้ใจเขา
ผมไม่รู้สึกกลัวเลยที่จะปลดปล่อยทุกอย่างออกมา
เพราะผมรู้ดีว่าเขาจะรวมมันเข้าด้วยกันได้
มีความรักมากมายอยู่ในตัวเขา, ฟราน
และฟิลิปป้า
ปีเตอร์ทำให้ทุกคนรู้สึกดีเมื่อพวกเขาเดินออกไปจากโรงหนัง
ด้วยจินตนาการของเขา
นั่นคือสิ่งที่เขาสามารถทำได้
ความรู้สึกผิดและเสียใจของแจ็ค แซลม่อน
ผลักดันให้เขาพยายามตามหาตัวฆาตกรที่ฆ่าซูซี่
แต่สำหรับ อาบิเกล ภรรยาของเขาแล้ว
ความเสียใจของเธอแตกต่างออกไป
เพื่อจะเอาชนะความกังขาในความสามารถของตัวเองในฐานะแม่และภรรยา
อาบิเกลปิดกั้นอารมณ์
และในที่สุดก็เหมือนหนีจากทุกคนไป
ผู้ที่เข้ามารับบท อาบิเกล ก็คือ เรเชล ไวสซ์
ดาราสาวเจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง
The Constant Gardener
อาบิเกลไม่ใช่ตัวละครที่ฟูมฟาย
แจ็คสันตั้งข้อสังเกต เธอเป็นผู้หญิงที่พยายามยึดครอบครัวเอาไว้ด้วยกัน
และขณะเดียวกัน
ก็พยายามยึดตัวเธอเองเอาไว้ด้วย
ความท้าทายของเรเชลก็คือการแสดงเป็นตัวละครที่ด้วยความตั้งใจดี
เธอได้ทิ้งครอบครัวของเธอไปในยามที่พวกเขาต้องการเธอที่สุด
เธอต้องทำเช่นนี้และต้องรักษาความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจของคนดูเอาไว้ให้ได้
ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายเลย
ผมว่าเรเชลทำงานนี้ได้สำเร็จ
และอาจทำได้มากกว่านั้นด้วย
เธอให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม
เธอคือปาฏิหาริย์สำหรับผมในฐานะผู้กำกับ
ไวสซ์เริ่มศึกษาตัวละครของเธอด้วยการคิดว่าชีวิตของอาบิเกลเป็นอย่างไรก่อนที่โลกของเธอจะพังทลายลง
อาบิเกลเป็นคุณแม่ที่ทำงานอยู่กับบ้านในช่วงต้นทศวรรษ
1970
ฉันว่าส่วนหนึ่งในตัวเธอปรารถนาให้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตเธอมากกว่าที่เป็น
ไวสซ์อธิบาย ฉันว่าเธอหงุดหงิด
เมื่อเรื่องร้ายนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวเธอ
ทุกคนต่างมีปฏิกิริยาในแบบของตัวเอง ตอนแรก
แจ็คคือคนที่หมกมุ่นกับการตามหาตัวฆาตกรที่ฆ่าลูกสาวเธอ
จากนั้น อาบิเกลก็เริ่มสติแตก
ไวสซ์กล่าวเสริมอีกว่า สิ่งที่ฉันชอบในตัวเธอก็คือเธอไม่ใช่วีรสตรี
เธอเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ปุถุชน
เธอผิดพลาดได้ และมีข้อบกพร่อง
เธอพยายามที่จะหาหนทางมีชีวิตอยู่ถึงแม้จะต้องเจอกับเรื่องทั้งหมดนี้
ไวสซ์บอกว่าอารมณ์พื้นฐานแบบมนุษย์
เจริญงอกงามผ่านการทำงานของปีเตอร์
แจ็คสันที่ทุกวันต้องเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์
ปีเตอร์มีเซนซ์ในเรื่องตัวละครและเรื่องแนวชีวิตเข้มข้น
แต่ขณะเดียวกัน
เขาก็มีพรสวรรค์ในการสร้างโลกจินตนาการสุดบรรเจิด
ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการผสมผสานฝีมือการทำงานเช่นนั้น
ครอบครัวแซลม่อนยังมีผู้หญิงอีกคนที่มีความสำคัญต่อความเป็นไปของครอบครัวนี้อย่างมาก
นั่นก็คือคุณยายลินน์ ซึ่งรับบทแสดงโดยซูซาน
ซาแรนดอน
เจ้าของบทบาทการแสดงอันเข้มข้นจนเคยได้รับรางวัลออสการ์มาแล้วในบทซิสเตอร์เฮเลน
พรีจีน ในภาพยนตร์เรื่อง Dead Man Walking
คุณยายลินน์เป็นทั้งอารมณ์ขันและเสาหลักของครอบครัว
ซูซานเป็นคนตลก เธอต้องตลกในบทคุณยายลินน์
ผู้เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่าแม้จะต้องเผชิญโศกนาฏกรรม
แต่คุณยังคงใช้ชีวิตต่อไป
และชีวิตก็เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แจ็คสันบอก
ก่อนที่โบเยนส์จะออกมากล่าวเสริมว่า คุณยายลินน์คือคนที่สุดยอดมาก
เป็นผู้หญิงแรงที่อัดแน่นไปด้วยพลังและมีความสามารถที่จะเจาะลึกตรงสู่หัวใจของเรื่อง
ซูซานแสดงบทนี้ออกมาได้อย่างงดงาม
เพราะเธอฉลาด
และเซนซ์ในการแสดงตลกของเธอก็ไม่มีที่ติทีเดียว
คุณยายลินน์ติดเหล้ามาเกือบทั้งชีวิต
เธอสูบบุหรี่
ฉันว่าไม่มีบทพูดบทไหนในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ฉันพูดออกไปโดยไม่มีบุหรี่คาบอยู่ในปากหรือไม่มีเหล้าในมือ
ซาแรนดอนตั้งข้อสังเกต และมันเยี่ยม
เพราะเธอเป็นคนเข้มแข็ง
เธอเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง
เธอพูดสิ่งที่ทุกคนคิดอยู่
แต่เธอเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าพูดออกมา
เธอไม่สนความรู้สึกของคนอื่น และเธอตลกมาก
ตัวละครตัวนี้มีพัฒนาการตลอดทั้งเรื่อง
รวมถึงชีวิตของเธอเองก็เปลี่ยนแปลงไปเพราะเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวแซลม่อน
สิ่งที่ฉันชอบในตัวคุณยายลินน์ก็คือ
เธอต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ซาแรนดอนบอก เธอต้องดูดฝุ่น ทำความสะอาด
ซักผ้า เธอทำงานพวกนั้นได้แย่มาก ขณะเดียวกัน
เธอเป็นคนที่เปิดผ้าม่าน
ปล่อยให้แสงผ่านเข้ามา และพูดว่า โอเค
พอก็คือพอ ถึงเวลามีชีวิตต่อไปแล้ว
เธอไม่สามารถปิดกั้นอารมณ์และชีวิตของเธออีกแล้ว
เธอเป็นบทเล็กๆ
แต่เธอคือความจำเป็นสำหรับพวกเขาที่จะมีชีวิตต่อไป
เรเชล
ไวสซ์รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ทำงานกับซาแรนดอน
ซูซานสุดยอดมาก
เธอเซ็กซี่จนทำให้อ้าปากค้างได้
แถมยังเป็นคุณแม่ที่มีอำนาจอย่างมาก
มันออกจะเป็นบทที่ตลก
แต่ซูซานไม่เพียงแต่นำอารมณ์ขันมาสู่บทนี้
แต่ยังนำความงดงาม แข็งแกร่ง
และความซับซ้อนมาสู่ตัวละครของเธอด้วย
ความแข็งแกร่งของครอบครัวแซลม่อนเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในตัว
ลินด์ซี่ย์ น้องสาวแสนฉลาดของซูซี่
ผู้เติบโตมาเป็นสาวน้อยตลอดเวลาที่เกิดเรื่องราวทั้งหมดขึ้น
การจะหาตัวนักแสดงที่สามารถรับบทเป็นลินด์ซี่ย์ตั้งแต่ยังเด็กจนเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ทีมผู้สร้างจึงจัดการออดิชั่นขึ้นทั้งในลอนดอน
ลอสแอนเจลิส และนิวยอร์ก สุดท้าย
พวกเขาได้พบตัว โรส แม็คไอเวอร์
ผู้เริ่มประเดิมงานแสดงตั้งแต่อายุ 5
ขวบในภาพยนตร์ของ เจน แคมเปี้ยน เรื่อง The
Piano ในนิวซีแลนด์
โบเยนส์พูดถึงแม็คไอเวอร์ว่า โรสมีความทนทรหดที่เคลือบความอ่อนไหวซึ่งเธอไม่กลัวที่จะต้องแสดงออกมาบนจอภาพยนตร์
ลินด์ซี่ย์เป็นพวกที่ขาดความสงสารตัวเอง
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ชาวกีวี่เข้าใจดี ประมาณว่า
โอเค มาปรับตัวให้เข้ากับมันเถอะ
เราค้นหานักแสดงหญิงที่เหมาะจะมารับบทเป็นลินด์ซี่ย์อยู่นาน
ผลก็คือโรสโผล่ขึ้นมาที่บันไดบ้านเรา
แจ็คสันเล่าเสริมว่า โรสสามารถจัดการกับการเติบโตของลินด์ซี่ย์ได้ดีมาก
เธอเป็นนักแสดงโดยธรรมชาติ เหมือนกับเซอร์ช่า
ทุกอย่างที่เธอทำกลั่นออกมาจากหัวใจ
และความรู้สึกนั้นก็เหมือนจริงมาก
แม็คไอเวอร์พบว่าเธอรู้สึกติดใจในพัฒนาการของลินด์ซี่ย์
แม้ครอบครัวของเธอใกล้จะแตกดับแล้วก็ตาม ลินด์ซี่ย์เป็นเด็กผู้หญิงที่แข็งแกร่ง
เมื่อครอบครัวของเธอเริ่มมีปัญหา
เธอเข้าใจดีว่าถ้าไม่มีคนเข้ามาเป็นกาวใจ
เธอจะต้องเป็นคนทำหน้าที่นี้ แม็คไอเวอร์บอก
บทนี้ส่งผลต่อตัวฉัน
เพราะความคิดเรื่องที่ต้องเสียพี่น้องไปเป็นการจินตนาการที่เลวร้ายมาก
บางทีสิ่งที่ท้าทายแม็คไอเวอร์ที่สุด
ก็คือการต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจากเด็กหญิงวัย
11 ปีที่มีบาดแผลในใจมาเป็นเด็กสาวอายุ 18
ปีที่ไม่กลัวเกรงสิ่งใด ระหว่างอายุ 11 และ
14 และ 18 สภาพความคิดและจิตใจจะแตกต่างกันมาก
แม็คไอเวอร์ตั้งข้อสังเกต ฉันพยายามศึกษาถึงไอเดียเกี่ยวกับเรื่องจิตสำนึกและการรับรู้ในร่างกายของคุณ
และการเปลี่ยนแปลงเมื่อลินด์ซี่ย์เติบโตขึ้น
ในฉากระทึกใจที่สุดฉากหนึ่งของแม็คไอเวอร์
ลินด์ซี่ย์ที่รู้สึกยิ่งสงสัยมากขึ้นได้บุกเข้าไปในบ้านของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
โดยเธอยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเข้าไปค้นหาหลักฐานในการก่อเหตุอาชญากรรมของเขา
ลินด์ซี่ย์เกิดลางสังหรณ์บางอย่างขึ้น
และเมื่อเธอเกิดความสงสัยในตัวมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
เธอรู้สึกเชื่อมั่นมาก แม็คไอเวอร์อธิบาย มันคือสิ่งที่คุกรุ่นอยู่ในตัวเธอมานาน
เป็นความหวังที่ว่าเธอจะสามารถช่วยครอบครัวของเธอให้ได้รับคำตอบที่พวกเขาต้องการ
พวกตามล่าโครงกระดูก: มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
และนักสืบ เลน เฟเนอร์แมน
ครอบครัวแซลม่อนที่สนิทสนมกันอย่างมากต้องพังพินาศลงในทันทีโดยน้ำมือของชายผู้ถูกผลักดันด้วยสัญชาตญาณดิบของนักล่าที่ชั่วร้าย
เป็นชายที่ใช้ความธรรมดาของเขาเป็นหน้ากากปิดบังความมืดมิดของจิตวิญญาณตัวเอง
จอร์จ
ฮาร์วี่ย์คือคนสร้างบ้านตุ๊กตาที่ชอบเก็บเนื้อเก็บตัวและรักความสงบ
ตามที่ซูซี่บอก เขาเป็น เพื่อนบ้านที่ดี
เป็นชายที่ไม่มีอะไรพิเศษ
ผู้ที่ไม่เคยคิดจะเรียกหรือดึงความสนใจจากคนอื่นๆ
เพราะฉะนั้นเขาถึงได้สามารถหลอกล่อซูซี่จนไปพบความตาย
และค่อยๆ
แฝงตัวกลับไปเป็นชายธรรมดาโดยไม่มีใครสงสัย
ปีเตอร์ แจ็คสันรู้สึกว่าการจะนำ The Lovely
Bones มาขึ้นจอได้อย่างมีชีวิตชีวา
ขึ้นอยู่กับการหาตัวนักแสดงชายระดับสุดยอดที่จะมารับบทมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
การตัดสินใจเลือกนักแสดงของเขาทั้งคาดไม่ถึงและเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
เขาผู้นั้นก็คือนักแสดงผู้จัดเจนทั้งบนจอภาพยนตร์และเวทีละคร
สแตนลี่ย์ ทุคชี่
ถึงแม้ทุคชี่จะเคยได้รับรางวัลลูกโลกทองคำมาแล้วสองรางวัลจากการรับบทเป็นตัวละครที่มีตัวตนทางประวัติศาสตร์
อย่างเช่น วอลเตอร์ วินเชลล์
นักจัดรายการวิทยุในภาพยนตร์เรื่อง Winchell
และรับบทเป็นอดอล์ฟ อีชแมน
นาซีผู้เป็นอาชญากรสงครามในภาพยนตร์เรื่อง
Conspiracy แต่บทบาทเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา
ยังรวมถึงภาพยนตร์ตลกอย่าง The Devil Wears
Prada และ Julie & Julia สแตนลี่ย์เป็นนักแสดงที่เราอยากร่วมงานด้วยมานานแล้ว
เขาสมควรได้รับความดีความชอบจากความกล้าหาญที่เขากล้ารับบทนี้
แจ็คสันบอก เราเจอคนหลายคนที่บอกว่าพวกเขาไม่มีวันรับบทนี้อย่างเด็ดขาด
เพราะพวกเขาไม่สามารถนึกภาพออกเลยว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนเดินอยู่ในคราบของชายคนนี้ได้อย่างไร
เมื่อทุคชี่ทุ่มเทให้กับบทนี้
ไม่มีการมองย้อนกลับไปข้างหลังอีกต่อไป
แต่การรับบท จอร์จ ฮาร์วี่ย์
มาพร้อมกับสิ่งที่ต้องเสียไปเป็นการส่วนตัว ผมว่าสแตนลี่ย์เกลียดที่ต้องแฝงตัวตนอยู่ในตัวละครตัวนี้
แจ็คสันกล่าว ในแต่ละคืน
เขาพยายามที่จะอาบน้ำเพื่อล้างสิ่งที่เขาแบกมาทั้งวันทิ้งไป
แต่เขามีความกล้าที่จะรับบทนี้
และเขาก็ไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ
เขามองไปที่ห้วงอเวจี
เป็นความอ้างว้างว่างเปล่าที่เป็นจิตวิญญาณของ
จอร์จ ฮาร์วี่ย์
และห้วงอเวจีคือสิ่งที่คุณมองเห็นว่ามันสะท้อนอยู่บนจอ
มันคือการแสดงที่น่ากลัวสุดๆ อันที่จริง
มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์พูดน้อยมากในภาพยนตร์เรื่องนี้
แต่สแตนลี่ย์ได้แสดงให้เห็นถึงชีวิตภายในตัวละครของเขาผ่านท่าทางเล็กๆ
น้อยๆ หรือแค่การเปลี่ยนสีหน้าไป
สแตนลี่ย์เข้าใจดีว่าความสยองที่แท้จริงคือสิ่งที่อยู่ภายใน
ความสยองที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกแสดงออกมาให้เห็น
ฟิลิปป้า โบเยนส์กล่าวเสริมว่า สิ่งหนึ่งที่สแตนลี่ย์มีก็คือความนิ่งของตัวละครตัวนี้
เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
เขาดูมีเสน่ห์และมีความเฉลียวฉลาด
แต่เมื่อเขาอยู่เพียงลำพัง
เขาสามารถเป็นตัวเอง และเขาเกือบจะอยู่นิ่งๆ
เสมอ เมื่อมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์สนทนากับคนอื่นๆ
เขามักจะหลอกล่อผู้คนและตื่นตัวอยู่เสมอ
แม้เมื่อเขายืนอยู่หลังคนอื่น
คุณจะมองเห็นเลยว่าสมองเขากำลังทำงานอยู่
กำลังประเมินสถานการณ์
คำนวณหาการเดินหมากต่อไปของเขา
สแตนลี่ย์นำความเฉลียวฉลาดแบบนั้นมาสู่บทนี้
เขาทำให้ จอร์จ ฮาร์วี่ย์ ดูมีอันตรายมากขึ้น
เพื่อให้ทุคชี่มีบุคลิกแตกต่างไปจากตัวตนจริงของเขา
แจ็คสันแนะนำให้มีการ เปลี่ยนแปลง ทั้งตัว
ซึ่งรวมถึงทำให้ผิวของเขาขาวมากขึ้น
ใส่ฟันปลอมให้เขา ใส่คอนแท็คเลนส์ และเติมหนวด
คุณไม่ได้มองไปที่มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
และคิดว่านั่น สแตนลี่ย์ ทุคชี่
และนี่คือสิ่งที่ดี
เพราะผมว่ามันทำให้สแตนลี่ย์มีระยะห่างที่จะแยกตัวเขาเองจากบทนี้ได้อย่างปลอดภัย
ทุคชี่บอกว่าการตัดสินใจรับบทนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากเอาการ
ผมคิดว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้งดงามมาก
แต่บอกคุณตามตรงนะ ผมเกือบจะไม่แสดงบทนี้แล้ว
มันยากที่จะปฏิเสธ
แต่มันก็ยากพอกันที่จะตอบตกลง ทุคชี่สารภาพ ผมปรึกษากับคนหลายคนก่อนจะมาแสดงเป็นคนอย่างมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจในฐานะที่เป็นนักแสดงก็คือ
คนที่ดูธรรมดาแบบนี้
เป็นคนที่เราพบเจอทุกวันในเหตุการณ์ปกติ
จะกระทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดโดยเราไม่รู้ได้อย่างไร
ทุคชี่ทำงานกับที่ปรึกษาด้านพฤติกรรม จอห์น
ดักลาส
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงจิตใจที่ผิดปกติของฆาตกรต่อเนื่องตัวจริง
เขาได้อ่านบันทึกรายงานและได้ดูการสัมภาษณ์ลับเมื่อฆาตกรต่อเนื่องยอมรับสารภาพ
เขาพบว่าการค้นคว้านี้ทรงคุณค่าและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยอมรับมัน
ยากมาก ทุคชี่ยอมรับ คุณทำการค้นคว้าทั้งหมด
แต่จากนั้นคุณก็พยายามสลัดมันทิ้งไปเมื่อหมดวัน
ทุคชี่บอกว่ามันช่วยได้ที่เขาได้ลบการแต่งหน้าและการทำผมเมื่อจบการทำงานแต่ละวัน
ต้องยกความดีความชอบให้กับ ปีเตอร์ คิง
ผู้ควบคุมงานด้านทำผมและแต่งหน้า ทรงผมและการแต่งหน้าสำหรับบทนี้สำคัญมากทีเดียว
ทุคชี่กล่าวต่อ ผมรู้สึกเสมอว่าถ้าผมไม่สามารถหาลุค
ถ้าผมไม่สามารถหา จอร์จ ฮาร์วี่ย์ เจอ
ทุกอย่างคงต้องมาจากภายนอก เมื่อผมได้เห็น
มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ ในกระจก ผมอาจเป็นเขาได้
เพราะผมได้กำจัดความเป็นตัวเองทิ้งไปได้มากพอ
การทำงานกับเซอร์ช่า
โรแนนช่วยให้ทุคชี่แสดงบทบาทนี้ได้อย่างเบาใจมากขึ้น
เซอร์ช่ามีความลึกและมีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดมาก
เราเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อเลย
มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์หลบเลี่ยงตำรวจได้สำเร็จ
เมื่อนักสืบ เลน เฟเนอร์แมน
ค้นหาตัวผู้ฆ่าซูซี่
ผู้รับบทเป็นเฟเนอร์แมนก็คือ ไมเคิล
อิมเพอริโอลี่
ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยในหมู่คนดูจากการรับบทเป็น
คริสโตเฟอร์ โมลติซานตี้ ในซีรีส์ของเอชบีโอ
เรื่อง The Sopranos ไมเคิลแสดงได้ดีมากในบทเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองเล็กๆ
ที่ล้มเหลวในความพยายามตามจับคนร้าย
แจ็คสันบอก เขามีความสามารถที่จะได้รับความนับถือและความเห็นใจจากคนดู
อิมเพอริโอลี่บอกว่าสิ่งหนึ่งในตัว เลน
เฟเนอร์แมน ที่สะดุดใจเขา ก็คือ
ตลอดหลายปีมานี้
เขาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแซลม่อน
เขารู้จักครอบครัวแซลม่อน
พวกเขาทุกคนสนิทสนมกัน
ผมว่าเขาอยากจะเป็นเสาหลักให้กับพวกเขา
อิมเพอริโอลี่บอก แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด
เพราะเลนมองเห็นถึงความหมกมุ่นของแจ็คที่เข้ามาแทรกแซงการสืบสวน
ที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างยุ่งยากมากขึ้นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเลนกับอาบิเกล
มีความผูกพันกันเกิดขึ้น
อิมเพอริโอลี่ให้ความเห็นไว้ การทำงานกับ
เรเชล ไวสซ์ เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก
เธอเหมือนรถไฟบรรทุกสินค้าที่มาพร้อมอารมณ์
และเด่นชัดอย่างมาก
ไวสซ์พูดถึงอิมเพอริโอลี่ว่า คุณเชื่อว่าเขาเป็นตำรวจในยุค
70 ที่อยากจะเป็นมืออาชีพ
แต่ก็มีความอ่อนโยนแฝงอยู่ภายใต้ความเป็นมืออาชีพของเขา
ไมเคิลได้นำความเห็นอกเห็นใจและความซื่อสัตย์มาสู่บทนี้
และเขายังเป็นเสาหลักทางด้านศีลธรรมที่คุณสามารถรู้สึกได้
ที่ร่วมสมทบทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือกลุ่มนักแสดงดาวรุ่งรุ่นใหม่
อาทิเช่น นิกกี้ ซูฮู ในบทฮอลลี่
เพื่อนของซูซี่ในโลกแทรกกลาง, รีซ ริทชี่ ในบท
เรย์ ซิงห์ รักแรกของซูซี่ และแคโรลิน แดนโด้
ในบทรูธ เพื่อนร่วมห้องท่าทางประหลาดของซูซี่
ผู้สามารถติดต่อกับซูซี่ได้หลังเธอตายไปแล้ว
การหลอมรวมสวรรค์และโลกในงานออกแบบภาพ
สำหรับปีเตอร์ แจ็คสัน
หนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจที่สุดของ The Lovely
Bones ก็คือแนวทางที่เรื่องของ อลิซ ซีโบลด์
เปิดขึ้นในจินตนาการของผู้อ่านด้วยการหลอมรวมชีวิตจริงบนโลกเข้ากับปริศนาที่ตามมาในภายหลัง
องค์ประกอบที่เป็นเรื่องราวเหนือโลกของ The
Lovely Bones
ทำให้แจ็คสันสามารถนำเสนอโลกแฟนตาซีในแนวทางใหม่ในแบบที่เขามีชื่อเสียงดีอยู่แล้ว
แต่ขณะเดียวกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจได้ชื่อว่าเป็นภาพยนตร์ที่เน้นขายอารมณ์และประหยัดภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเขา
แจ็คสันกล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลที่ผมอยากสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการพยายามเล่าเรื่อง
และทำให้ทุกอย่างดูเรียบง่ายเข้าไว้ แน่นอน
เรามีภาพที่น่าทึ่งที่เกี่ยวกับโลก แทรกกลาง
ของซูซี่
แต่ฉากที่ผมชอบมากหลายฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเป็นฉากที่เรียบง่ายอย่างมาก
แจ็คสันกล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างเช่น
ฉากที่ลินด์ซี่ย์บุกเข้าไปในบ้านของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์
จะไม่มีอะไรที่ดูฉลาดเหลือเชื่อเลย
แต่ผมชอบฉากนั้นเพราะมันเน้นในเรื่องของเสียง
มันคือเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของกระเบื้องบนหลังคา
และลมที่พัดเล็ดรอดเข้ามา ประตูส่งเสียงดัง
ทำให้ฉากนี้ดูน่าตื่นเต้นที่สุด
กลับกลายเป็นเรื่องของจังหวะที่เล็กน้อยที่สุด
ตั้งแต่การพลิกของหน้ากระดาษของหนังสือ
หรือเสียงดังคลิ๊กของไม้กระดานที่หล่นลงมา
ฉากแบบนี้ท้าทายผมมากในการสร้างเรื่องราวดราม่าที่ทำทุกอย่างให้น้อยที่สุด
ผมว่ามันแปลกใหม่มากทีเดียว
ใน The Lovely Bones
อารมณ์และบรรยากาศเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญสำหรับแจ็คสันมากพอๆ
กับสเปเชียลเอฟเฟ็กต์และงานซีจีเลยทีเดียว
นับตั้งแต่เริ่มต้น
แจ็คสันอยากจะลากเส้นคั่นระหว่างชีวิตประจำวันของครอบครัวแซลม่อน
และชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่บนโลกของพวกเขา
กับประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ของซูซี่ในโลก แทรกกลาง
การจะทำเช่นนั้นได้
แจ็คสันต้องทำงานประสานไปอย่างใกล้ชิดกับทีมศิลปิน
ซึ่งหลายคนได้ช่วยคิดคอนเซ็ปต์ภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆ
และสภาพแวดล้อมของภาพยนตร์เรื่อง The Lord of
the Rings และ King Kong มาแล้ว
ผู้กำกับภาพ แอนดรูว์ เลสนี่
เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Fellowship of
the Ring และ The Return of the King
เป็นผู้เข้ามาถ่ายภาพและใช้การจัดแสงแบบธรรมชาติใน
The Lovely Bones แอนดรูว์กับผมเหมือนมีรหัสคำพูด
แจ็คสันเล่า เราชอบถ่ายทำด้วยกล้องสองตัวเสมอๆ
ตัวหนึ่งเอาไว้ซ้อมและวางแผน
ส่วนอีกตัวเป็นกล้องที่ผมเรียกว่า กล้องแล้วแต่ดวง
ซึ่งอาจจะจับภาพรายละเอียดเล็กๆ
ที่แตกต่างไปที่จะเอามาเพิ่มใส่ในชอตภาพหลักได้
เรามักจะเก็บกล้องมือถือเตรียมเอาไว้เสมอ
นอกจากนี้ บางครั้ง
แจ็คสันและเลสนี่ยังถ่ายภาพ สแตนลี่ย์ ทุคชี่
โดยใช้กล้องลิปสติคตัวเล็กจิ๋ว
ซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่เกินกล่องไม้ขีดไฟ
เพื่อจับภาพโลกของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ในระยะแคบ
ฉากหนึ่งที่สำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือฉากการตายของซูซี่
ฉากทุ่งข้าวโพดเป็นฉากสำคัญมาก
เพราะในความรู้สึกหนึ่ง
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ซูซี่จะต้องเอาชนะให้ได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้
แจ็คสันกล่าว มันคือฉากที่เธอต้องเสียชีวิตไป
นี่คือเหตุการณ์ที่เธอหลบหนี
และในที่สุดเป็นฉากที่เธอต้องเผชิญ
แจ็คสันกล่าวต่อไปว่า ผมต้องการให้ฉากนั้นดูน่าขนลุก
แต่ก็ต้องดูธรรมดาด้วย
เพราะผู้ชายคนนี้พยายามล่อหลอกซูซี่ให้ออกไปจากที่โล่งแจ้ง
ตอนแรก คุณเห็นพวกเด็กๆ เล่นอยู่ในสนามฟุตบอล
และมีคนกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในบ้าน
จากนั้น
ก็มีฉากตึงเครียดฉากนี้อยู่ในห้องใต้ดิน
ที่ซึ่งซูซี่รู้ตัวว่าเธอได้ตัดสินใจผิดพลาดไปแล้ว
ความรุนแรงที่ติดตามมาแทบจะมองไม่เห็นเลย
ซึ่งเป็นความตั้งใจของเรา
ผมไม่คิดจะแสดงฉากฆ่าออกมาให้เห็นอยู่แล้ว
ด้วยโทนที่แตกต่างกันมากมาย
ตั้งแต่อารมณ์ลึกลับของฉากฆาตกรรม
จนถึงเรื่องราวดราม่าภายในครอบครัว
จนถึงความนิ่งของชีวิตหลังความตาย
ทั้งหมดนี้ถูกถักทอรวมเป็นชิ้นเดียวกัน
โดยแจ็คสันเลือกใช้วิธีใหม่ในการลำดับภาพ
เขาได้ขอให้มือลำดับภาพ ฮาเบซ โอลส์เซ่น
ไปอยู่ที่กองถ่ายตลอดการถ่ายทำ
และด้วยความก้าวล้ำทางเทคนิค
โอลส์เซ่นสามารถเริ่มต้นงานตัดต่อภาพของเขาได้ในทันที
ทั้งบนท้องถนนของเพนซิลเวเนีย
และในป่าของนิวซีแลนด์
ทำให้แจ็คสันได้ไอเดียใหม่ๆ
ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่
มันเป็นสิ่งที่ผมยังไม่เคยทำมาก่อน
แต่ผมพบว่ามันมีประโยชน์อย่างมาก
แจ็คสันกล่าว มีอยู่บ่อยครั้งขณะที่ผมกำลังรอถ่ายฉากใหม่อยู่นั้น
ผมจะมีฮาเบซมานั่งอยู่ใกล้ๆ
พร้อมคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป
เราจะทำการตัดต่อภาพของฉากที่เราถ่ายทำไปเมื่อวันสองวันก่อน
ทำให้เรารักษาจังหวะไว้ได้
และเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จ
เราก็มีตัวภาพยนตร์ส่วนหนึ่งที่ตัดต่อเข้าด้วยกันแล้ว
ต่อมา เมื่อทีมงานบุกเข้าสู่ห้องตัดต่อ
ทุกอย่างเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว
แจ็คสันอธิบายว่า การลำดับภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความสำคัญมาก
เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เดินไปเป็นเส้นตรง
และมันเป็นเรื่องที่เล่นกับเวลาแบบดั้งเดิม
เราลองไอเดียที่ต่างกันหลายแบบมาก และฟราน
วอลช์ อยู่ในห้องตัดต่อบ่อยมาก
และมีส่วนสำคัญในการสร้างการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้
สำหรับโอลส์เซ่น
ประสบการณ์นี้ไม่เหมือนกับประสบการณ์ใดๆ เลย เราทำการทดลองเยอะมากในห้องตัดต่อ
และเราได้ค้นพบหลายอย่างมากมาย
โอลส์เซ่นกล่าว เรื่องสนุกอย่างหนึ่งที่เราทำก็คือการสร้างความตึงเครียดและความตื่นเต้นเขย่าขวัญ
และเป็นการทดลองกับโครงสร้างและโทนของเรื่องนี้ด้วย
มันไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะเหมาว่าเป็นแนวใดแนวหนึ่งได้
มันไม่ใช่นิยายลึกลับหรือเป็นขั้นตอนการทำงานของตำรวจ
แต่มันเป็นทั้งสองอย่างที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวๆ
หนึ่งที่กำลังคิดอยู่ว่าพวกเขาเป็นใคร
และจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร
จินตนาการสิ่งที่จะติดตามมา :
การสร้างโลกเฉียดสวรรค์ของซูซี่
เมื่อถึงเวลาต้องสร้างโลก แทรกกลาง
ที่ไร้เขตจำกัด
แจ็คสันเลือกที่จะใช้อุปมาอุปไมยทางภาพเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหวังและความสุข
รวมถึงความกลัวที่อยู่ในใจของซูซี่ โลกแทรกกลางถูกผลักดันไปด้วยอารมณ์ของซูซี่
ผู้กำกับแจ็คสันอธิบาย มันเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับว่าเธอมีความสุขหรือเศร้าอยู่
มันคือตัวสะท้อนอารมณ์ของซูซี่และวัฒนธรรมที่อยู่รอบๆ
ตัวเธอเมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่
มีทั้งช่วงเวลาที่เรียบง่าย
และช่วงเวลาที่หดหู่ดำมืด
ที่เข้ามาช่วยแจ็คสันในการวางคอนเซปต์ชีวิตหลังความตายที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัดก็คือ
ไมเคิล แพนกราซิโอ
ผู้กำกับศิลป์วิชวลเอฟเฟ็กต์
ซึ่งเป็นจิตรกรที่ได้รับการยอมรับและเคยทำงานกับแจ็คสันมาแล้วในการออกแบบคอนเซ็ปต์ให้กับหลายโปรเจ็กต์
สำหรับเราแล้ว
หนทางที่ดีที่สุดที่จะหามันก็พบก็คือผ่านทางศิลปะ
แจ็คสันบอก ไมเคิลจะสเก็ตช์ภาพที่ต่างกันขึ้นมา
10 หรือ 12
ภาพเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าต้นไม้และภูเขาจะมีหน้าตาเป็นยังไง
ด้วยวิธีแบบนี้
ทำให้เขาสร้างฉากที่มันสัมผัสได้และสมจริงมาก
ศิลปินคนอื่นๆ ที่วีต้า และ คริสเตียน
ริเวอร์ส วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ของเรา
ช่วยสร้างงานวิชวลอาร์ทขึ้นมา เรามีไอเดียดีๆ
เยอะแยะที่คุณสามารถสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ทั้งเรื่องจากไอเดียที่เราไม่ได้เอามาใช้เลยก็ว่าได้
แพนกราซิโอได้วาดภาพขึ้นก่อนหน้าที่จะได้พบกับทีมผู้สร้างนานหลายเดือน
และเขาบอกว่าภาพวาดแรกๆ
เหล่านั้นได้นำไปสู่การระดมสมองในการสร้างสรรค์งาน
ชีวิตหลังความตายเป็นภาพที่เปิดกว้างมากจนเราตัดสินใจที่จะเดินหน้าสร้างงานที่เกินธรรมดา
เหนือจริง และผลักดันขอบเขตออกไป
แต่ต้องไม่เฉพาะเจาะจงเกินไป แพนกราซิโอบอก ผมต้องคิดนอกกล่อง
และรวบรวมทุกอย่างที่ปกติแล้วคุณอาจไม่รวมเข้าด้วยกันมา
ผมสนุกกับการสร้างสรรค์แบบนี้จริงๆ
ผู้ได้รับมอบหมายให้นำภาพโลกขอบสวรรค์ของซูซี่ขึ้นจอ
ได้แก่
ชายสองคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการสร้างสรรค์งานด้วยระบบดิจิตอลที่บริษัท
วีต้า ดิจิตอล ในนิวซีแลนด์ ได้แก่
วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ คริสเตียน
ริเวอร์ส และซีเนียร์ วิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ โจ เล็ตเทอรี่
ริเวอร์สรู้สึกว่าพวกเขากำลังเสี่ยงเดินเข้าไปแตะดินแดนที่ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน
ผมรู้ดีว่าปีเตอร์กับฟรานอยากเห็นสิ่งที่มีความเป็นภาพยนตร์สูง
แต่ไม่มีข้อมูลอ้างอิงถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เลย
ลุคที่เราคิดขึ้นมาคือสิ่งที่ผมคงจะเรียกว่าเหนือจริงเอามากๆ
มีชีวิตชีวามากกว่าโลกปกติ
ซึ่งมีความรู้สึกหนักแน่นมากกว่า
ริเวอร์สอธิบาย คุณจะไม่รู้สึกถึงความมีรูปร่างที่จับจ้องได้ในโลกแทรกกลางของซูซี่
ความต้องการของปีเตอร์และฟรานก็คือมันต้องให้ความรู้สึกเหมือนความฝัน
โลกซึมลึกสู่สวรรค์: ความคิดของซูซี่
โลกแทรกกลางของซูซี่ที่ทั้งมหัศจรรย์เหนือจริง
เต็มไปด้วยข้าวของจากชีวิตบนโลกของเธอที่ยังคงรั้งเธอเอาไว้
อาทิเช่น:
ห้างสรรพสินค้าที่เธอได้พบ เรย์ ซิงห์
อย่างโรแมนติคครั้งแรก
เรือในขวดแก้วที่เธอเคยทำกับพ่อของเธอ
ทุ่งข้าวโพดที่ซูซี่เสียชีวิต
ตัวห้างปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบด้วยกัน
ตั้งแต่ประภาคารในลานโล่งจนถึงตึกที่กำลังพังทลายในป่า
เรานำเสนอภาพสถานที่แห่งนี้ให้เป็นเสมือนสิ่งที่ซูซี่ยังคงเก็บเอาไว้ในความคิดว่าเป็นที่ที่เธอต้องไป
โจ เล็ตเทอรี่อธิบาย มันคือที่ที่เธอรู้สึกปลอดภัยเสมอ
ที่มีความสำคัญทางอารมณ์เช่นกันก็คือเรือในขวดแก้วที่เป็นงานอดิเรกที่พ่อของเธอชอบทำ
ในสวรรค์ของซูซี่
เรือกระดาษจำลองเหล่านั้นได้กลายมาเป็นเรือขนาดเท่าของจริงที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลปั่นป่วน
ซึ่งชนเข้ากับชายหาดที่มีก้อนหินเมื่อซูซี่ได้เห็นภาพพ่อเธอสติแตก
เล็ตเทอรี่อธิบายว่าของที่ระลึกใหญ่ยักษ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร
เราอยากเดินไปบนเส้นแบ่งตรงกลาง
ดังนั้นเรือพวกนี้จะดูไม่เหมือนเรือจำลอง
แต่ก็จะดูไม่เหมือนเรือจริงเช่นกัน
เราลงเอยด้วยการคิดหาลุคที่เหมาะสม
เล็ตเทอรี่เล่า จากนั้นเราก็คิดสร้างงานแอนนิเมชั่นที่ทำให้พวกเขาสามารถทำให้เกิดการพังทลายได้แบบที่เรือจริงๆ
เป็นเมื่อชนเข้ากับหิน
ทุ่งข้าวโพดที่ซูซี่ถูกฆ่าตาย
ก็เปลี่ยนแปลงไปในสวรรค์ของเธอเช่นกัน
เปลี่ยนจากทุ่งข้าวบาร์เล่ย์สีทองที่กำลังงอกงามไปเป็นท้องทะเลที่มีเกรียวคลื่น
ซึ่งซูซี่แช่น้ำอยู่ ปีเตอร์ได้เห็นงานอาร์ทเวิร์กที่เป็นภาพซูซี่กำลังวิ่งตัดผ่านทุ่งหญ้าที่กลายเป็นท้องทะเล
และเขาก็ตกหลุมรักภาพนั้นทันที ริเวอร์สเล่า
ดังนั้น
เราจึงต้องคิดหาวิธีที่จะสร้างภาพนั้นขึ้นมา!
สุดท้ายแล้ว
เราถ่ายภาพเซอร์ช่าในแท้งก์น้ำที่มีน้ำกระจายไปทั่ว
จากนั้นเราก็สร้างภาพทั้งหมดด้วยคอมพิวเตอร์
ริเวอร์สอธิบายต่อว่า ผมชอบฉากนั้นนะ
เพราะมันมีองค์ประกอบของความเป็นจริงหลายอย่าง
แต่เมื่อเธอจมลงไปในข้าวบาร์เล่ย์
และจมลงไปยังเตียงนอนของเธอ มันเหมือนฝันสุดๆ
ไปเลย
แจ็คสันกับเลสนี่ถ่ายทำฉากโลกแทรกกลางของซูซี่ทั้งหมดบนเกาะสวรรค์
เป็นเกาะใต้ของนิวซีแลนด์
ซึ่งให้ภาพที่ให้อารมณ์ต่างไปจากเพนซิลเวเนียจริงๆ
ทีมงานตระเวนไปทั่วทั้งเกาะใต้เพื่อหาสถานที่ที่ดูเรียบง่าย
สงบ และให้แรงบันดาลใจอย่างที่สุด
และการถ่ายทำส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านสกีในเมืองควีนส์ทาวน์
ซึ่งเต็มไปด้วยป่า ทะเลสาบกลางเขา
และสภาพแวดล้อมบนเขาที่ดูน่าตื่นตา
หนึ่งในวันที่สนุกที่สุดในกองถ่ายก็คือตอนที่สุนัข
20 ตัวแข่งกันผ่านสวรรค์ของซูซี่
เมื่อซูซี่และฮอลลี่เฝ้าดูประสบการณ์จูบแรกของลินด์ซี่ย์
สุนัขที่เป็นแขกรับเชิญพิเศษก็รวมถึงสุนัขพันธุ์ปั๊กของปีเตอร์
แจ็คสัน และฟราน วอลช์ ที่ชื่อสแตนลี่ย์
และเฟอร์กัส, สุนัขพันธุ์โกลเด้น
รีทรีฟเวอร์ของริเวอร์สที่ชื่อฮันนี่บันนี่
และสุนัขพันธุ์เฟรนช์บูลด็อกที่ชื่อคล็อด ของ
แมทธิว ดราวิทซ์กี้ ผู้ช่วยผู้กำกับ
กลับมายังโลก: งานออกแบบฉากในเพนซิลเวเนีย
ทันทีที่แจ็คสันได้ลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงเรื่อง
The Lovely Bones
เขารู้สึกว่าอยากไปเยี่ยมเพนซิลเวเนีย
บ้านเกิดของอลิซ ซีโบลด์
หลังจากได้เห็นหลายชุมชนในเชสเตอร์ เคาน์ตี้
ที่อยู่นอกฟิลาเดลเฟียไป 25 ไมล์
และมีสถาปัตยกรรมและวิวทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์
แจ็คสันรู้ดีว่าเขาต้องสร้างภาพยนตร์เรื่อง
The Lovely Bones
ในที่ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับนิยายเรื่องนี้
และถือเป็นครั้งแรกที่แจ็คสันถ่ายทำภาพยนตร์ ณ
โลเกชั่นในสหรัฐอเมริกา
การถ่ายทำในฟิลาเดลเฟียให้ความรู้สึกว่าเหมาะเจาะมาก
ผู้อำนวยการสร้าง แคโรลินน์ คันนิ่งแฮม กล่าว
มันทั้งมืดและหนาวเย็น
และให้มู้ดที่สมบูรณ์แบบมาก
ในการร่วมมือกันเป็นครั้งแรก
แจ็คสันร่วมงานกับโปรดักชั่น ดีไซเนอร์
นาโอมี่ โชแฮน (I Am Legend, American Beauty)
เพื่อวางเรื่องราวของสวรรค์และโลกในความเป็นจริงย่านชานเมืองในทศวรรษ
1970 เราอยากให้โลกให้ความรู้สึกใสซื่อ
เป็นบรรยากาศที่ปลอดภัยและมั่นคงที่หาไม่ค่อยได้แล้ว
นั่นคือหลักพื้นฐานสำหรับฉัน และในโลกนั้น
บ้านครอบครัวแซลม่อนจำต้องเป็นตัวอย่างโทนของครอบครัวที่เรื่องราวของพวกเขาคือหัวใจของเรื่องนี้
โชแฮนบอก
นับแต่เริ่มต้น
แจ็คสันมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัวของเขาอยู่แล้วว่าย่านที่พวกแซลม่อนอาศัยอยู่จะต้องมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แต่การจะหาย่านบ้านเรือนที่จะสะท้อนลักษณะเช่นนั้นได้
ถือเป็นภารกิจใหญ่มาก
ด้วยความช่วยเหลือของแผนที่ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด
ผู้จัดการโลเกชั่นของ The Lovely Bones
แพทริเซีย
แท็กการ์ตตระเวณไปทั่วย่านพักอาศัยกว่า 100
แห่งจนเธอและโชแฮนได้พบเมืองมัลเวิร์น
ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ
ที่เหมือนย้อนเวลากลับไปสู่ยุควิคตอเรี่ยน
และมีประชากรแค่ 3,200 คนเท่านั้น เราได้มือดีในการตัดสินความเก่าแก่ของบ้านเรือนด้วยรูปทรงและการวางผังเมืองของท้องถนน
โชแฮนบอก ในมัลเวิร์น เราพบบ้านจากยุค 50
ที่รักษาสิ่งที่เรามองหาอยู่เอาไว้ได้ดีมาก (อันที่จริง
มันเหมือนกับที่นิยายเรื่องนี้บรรยายเอาไว้เลยทีเดียว)
ทำให้เราได้รากฐานของความเรียบง่ายของย่านชานเมือง
เป็นบรรยากาศของย่านพักอาศัยที่ให้ความรู้สึกสมจริงอย่างมาก
เพื่อย้อนเวลาให้กับชุมชนแห่งนี้กลับไปสู่ปี
1973
ทีมงานของโชแฮนได้เพิ่มส่วนเชื่อมระหว่างหลังคาและกำแพง
และทำให้บริเวณด้านนอกของบ้านต่างๆ
ในพื้นที่ดูเก่าแก่ขึ้น ชาวเมืองนำรถรุ่นใหม่ๆ
ของพวกเขาไปจอดไว้ที่อื่น
ขณะที่รถโบราณถูกนำมาจอดไว้ในที่จอดรถหน้าบ้าน
ถังขยะพลาสติกถูกเปลี่ยนเป็นถังสังกะสี
ในมัลเวิร์น
ทางทีมผู้สร้างยังพบบ้านที่เหมาะเจาะที่จะเป็นบ้านของครอบครัวแซลม่อน
บริเวณรอบพื้นที่บ้านของเรามีการยกพื้นสูงขึ้นเล็กน้อย
เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องได้บ้านที่คุณสามารถมองเห็นละแวกบ้าน
และนั่นก็คือสิ่งที่เราได้พบจริงๆ โชแฮนกล่าว
สีของบ้านยังเหมาะเจาะอย่างที่เราต้องการ
จากนั้น ที่บังเอิญจนน่าขนลุกก็คือ
ห่างจากประตูบ้านของครอบครัวแซลม่อนไปไม่กี่หลัง
เราพบบ้านหลังเด่นที่ทาสีเขียว
ซึ่งเหมือนกับบ้านของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ที่นิยายบรรยายเอาไว้เป๊ะเลย
ส่วนด้านในบ้านของครอบครัวแซลม่อนสร้างขึ้นที่โกดังแห่งหนึ่งในแฮ็ทฟิลด์
ที่นี่ โชแฮนได้ร่วมงานกับเซอร์ช่า โรแนน
และโรส
แม็คไอเวอร์เพื่อสร้างห้องของเหล่าสาวรุ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกของตัวละคร
ห้องของซูซี่สดใสด้วยสีชมพูและสีฟ้า
และพรมสีม่วง กำแพงตกแต่งด้วยรูปของเดวิด
แคสซิดี้ และสนู้ปปี้ รวมถึงภาพพิมพ์ชื่อ
Christinas World ของจิตรกรแอนดรูว์ ไวเอ็ธ
ตรงกันข้าม ห้องของลินด์ซี่ย์
แซลม่อนจะเต็มไปด้วยรูปของเหล่าฮีโร่ของเธอ
อาทิเช่น โจน เบซ, นีล อาร์มสตรอง, มาร์ก
สปรินซ์ และบิลลี่ จีน คิง
มีภาพโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง Love Story
และใบหน้าของจอห์น เลนน่อน
ที่มาพร้อมข้อความที่ว่า โปรดให้โอกาสกับสันติสุข
โชแฮนกล่าวว่า ฉากด้านในของบ้านหลังนี้สะท้อนให้เห็นถึงตัวอาบิเกลทั้งในเรื่องบุคลิกและความสัมพันธ์ของเธอ
มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อัดแน่นอยู่ที่นั่น
และเราใช้เวลาอยู่นานทีเดียวในการคั้นเอาชีวิตของคนในบ้านออกมา
มันคือฉากที่สร้างได้ยากที่สุด
เพราะความเรียบง่ายและความคุ้นตาของมัน
บ้านของจอร์จ
ฮาร์วี่ย์จะแตกต่างกับบ้านของพวกแซลม่อนอย่างสุดขั้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสันจนถึงเรื่องของอารมณ์
บ้านของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ดูเหมือนเขากำลังศึกษาหนังสือแม็กกาซีนของผู้หญิงเพื่อหาให้ได้ว่าความเป็นปกติธรรมดานั้นเป็นอย่างไร
โชแฮนอธิบาย สีสันของบ้านของเขาสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตวิญญาณที่เหมือนคนโรคจิตของเขา
ที่มาพร้อมกับโทนสีเขียวที่ดูเศร้าและขุ่นมัว
รายละเอียดที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับโชแฮนก็คือการรสร้างบ้านตุ๊กตาแสนหวานที่มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ทำขึ้นมา
มีความสำคัญต่อกันอย่างน่าขนลุกระหว่างบ้านตุ๊กตาของเขา
ซึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบ
และบ้านจริงๆ ของเขา
ซึ่งดูแห้งแล้งและขาดบุคลิก โชแฮนอธิบาย
ภารกิจที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของฝ่ายศิลปกรรมก็คือการสร้างช็อปปิ้งมอลล์ในยุค
1970
ซึ่งพวกเขาได้ถ่ายทำกันภายในแม็คเดดมอลล์ที่ปิดทำการไปแล้ว
โดยห้างแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1970
ในริดลี่ย์ ทาวน์ชิพ
การออกแบบพื้นที่ด้านในอาคารนั้นเปรียบเสมือนการเดินทางย้อนกลับไปในกาลเวลาเลยทีเดียว
ประตูด้านหน้าของโรงภาพยนตร์โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง
Jesus Christ Superstar และ Jonathan
Livingston Seagull
และมองเห็นผ่านหน้าต่างของร้านขายหนังสือ
ขณะที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าโชว์เครื่องไมโครเวฟที่เพิ่งถูกประดิษฐ์ออกมาได้ไม่นาน
ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าตู้เย็นเลยทีเดียว
โชแฮนออกแบบโลกที่น่าสะพรึงกลัวในที่ซ่อนใต้ดินของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ที่ซึ่งเขาหลอกล่อซูซี่เข้าไป
ห้องใต้ดินนี้สว่างได้ด้วยแสงเทียนที่ทำให้เกิดเงาชวนน่าขนลุก
ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้ดูชั่วร้ายมากขึ้น
ตามข้อเรียกร้องของแจ็คสัน
ห้องใต้ดินแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากท่อนไม้
โชแฮนอธิบายว่า มันคือพื้นที่เล็กๆ
แต่เราอยากให้มันดูน่าสนใจไม่ว่าคุณจะมองดูตรงจุดไหน
ดังนั้นเราจึงใช้ท่อนไม้เพื่อสร้างเงา
และมีเวิ้งมีหิ้งมากมาย
กำแพงเป็นส่วนผสมของคอนกรีตและทราย
เมื่อคุณยืนอยู่ในฉากนี้
กลิ่นของดินจะแรงมากทีเดียว
ต่อมา
ทีมของโชแฮนได้ใช้ประโยชน์จากโลเกชั่นหลายแห่งในนิวซีแลนด์
ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลวัณโรคที่กลายมาเป็นห้องทำงานของแจ็ค
แซลม่อน และสถานีตำรวจยุค 1940
ที่ภายในตกแต่งด้วยไม้ทั้งหมด
ซึ่งกลายมาเป็นที่ทำงานของ เลน เฟเนอร์แมน
ตลอดเวลาที่ทำงาน
โชแฮนบอกว่าการเปิดรับไอเดียของแจ็คสันคือแรงบันดาลใจ
เขามีสไตล์การทำงานที่เป็นอิสระ
ทุกวันเขาจะมาทำงานพร้อมกับแนวคิดใหม่ๆ
โชแฮนเล่า สิ่งที่น่าพึงพอใจอย่างมากในตัวปีเตอร์
ก็คือ
เราจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเขากำลังสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา
เขายังคงรักษาความตื่นเต้น
ความสดใหม่ในการสร้างสรรค์งาน
ซึ่งทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้
ภาพลักษณ์ทางโลก: เสื้อผ้า หน้า ผม
การเพิ่มรายละเอียดให้กับบรรยากาศสภาพแวดล้อมในย่านชานเมืองในยุค
1970 ของครอบครัวแซลม่อน
ก็คือผลงานของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แนนซี่
สไตเนอร์ (Little Miss Sunshine, Virgin
Suicides) ผู้เติบโตมาในยุค 70 เช่นกัน
เป้าหมายของสไตเนอร์ก็คือการจับความรู้สึกของยุคนั้นโดยไม่นำเสนอออกมาโอเว่อร์เกินไป
เพื่อให้ได้ความสมจริง
เธอตระเวนไปตามร้านขายของเก่า บ้านเช่า
และอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้าวของที่เป็นสไตล์ของย่านชานเมืองของอีสต์โคสต์ในยุคนั้นจริงๆ
เราอยากจะสะท้อนยุคสมัยนั้นออกมาโดยไม่ต้องพูดบอกออกมาเสียงดัง
สไตเนอร์อธิบาย
งานออกแบบเครื่องแต่งกายของสไตเนอร์ต้องไปด้วยกันกับสไตล์การออกแบบทรงผมและการแต่งหน้าของซูเปอร์ไวเซอร์
ปีเตอร์ คิง
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับแจ็คสันมาแล้วในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง
The Lord of the Rings และ King Kong
คิงอธิบายถึงภารกิจของพวกเขาว่า เราได้พูดคุยกับปีเตอร์อยู่บ่อยๆ
ว่ามันสำคัญขนาดไหนต่อคนดูที่จะต้องได้ความรู้สึกถึงเวลาที่ผ่านพ้นไปในครอบครัวแซลม่อน
เราเห็นลักษณะเช่นนี้ในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาของตัวละครหลายตัวอย่างคุณยายลินน์,
ลินด์ซี่ย์ และอาบิเกล
เราทำการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กๆ
หลายอย่างกับรูปร่างหน้าตาภายนอกของทีมนักแสดงเพื่อให้คนดูรู้ว่ากาลเวลาได้ผ่านพ้นไป
และซูซี่ยังคงติดอยู่ที่นั่น
บางทีสิ่งที่ท้าทายสไตเนอร์และคิงมากที่สุด
ก็คือการเปลี่ยนแปลงสแตนลี่ย์ ทุคชี่
ให้กลายเป็นมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์ สแตนลี่ย์ให้ความร่วมมือดีมาก
สไตเนอร์บอก เราทุกคนตัดสินใจที่จะไม่ใช้ด้านที่ชั่วช้าของมิสเตอร์ฮาร์วี่ย์เพื่อให้มันสื่อออกมาทางเสื้อผ้า
แต่จะเป็นด้านที่ดูเป็นคนจู้จี้ของเขามากกว่า
มิสเตอร์ฮาร์วี่ย์อยากให้คนอื่นมองว่าเขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆ
ที่อยู่ข้างบ้าน เขาไม่อยากโดดเด่นออกมา
ชีวิตของเขาเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันทั่วไป
และการวางแผนอย่างเที่ยงตรงแม่นยำ
เขาจึงสวมเสื้อผ้าที่ดูเรียบๆ เน้นการใช้งาน
และทุกชุดแทบจะเหมือนกันอยู่ตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน
คิงทำให้ใบหน้าและร่างกายของทุคชี่ต่างไปจากเดิมจนจำแทบไม่ได้
ด้วยการใส่คอนแท็คส์เลนส์สีฟ้าใสให้กับเขา
รวมถึงให้เขาใส่ฟันปลอมที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้าของเขาไปด้วย
ทุคชี่ยังต้องย้อมสีขนเพื่อให้เข้ากับวิกผมสีทองที่ถูกทำมาเพื่อตัวละครของเขาโดยเฉพาะ
เราเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
เราลองโน่นลองนี่กันเยอะมาก
มีการยกไอเดียต่างๆ มาพูดคุยกัน คิงเล่า เราอยากสร้างคนประเภทที่คุณแทบจะไม่ทันได้สังเกตเห็นเขาเลย
เมื่อต้องเปลี่ยนไปแต่งหน้าแต่งตัวให้กับคนที่ชีวิตเต็มไปด้วยความสนุกสนานตื่นเต้น
สไตเนอร์และคิงสนุกเต็มที่กับตัวละครคุณยายลินน์ของซูซาน
ซาแรนดอน
ที่ชอบใส่เสื้อโค้ทขนสัตว์และแต่งหน้าจัดจ้าน
เป็นคนประเภทที่ทุกคนจะต้องหันไปมองเมื่อเธอเดินเข้ามาในห้อง
สไตเนอร์บอกว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่าผู้หญิงเก่งจากยุค
70 ผู้หญิงอย่าง แจ็คกี้ โอ, เฟย์ ดันนาเวย์
และลิซ เทย์เลอร์ คิงกล่าวเสริมว่า คุณยายลินน์มาพร้อมกับแฟชั่นช่วงปลายยุค
60 ที่จัดจ้าน ติดขนตาปลอม มีมนต์สะกด
แต่เมื่อเรื่องเดินหน้าไป
ภาพลักษณ์ของเธอเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเธอเริ่มกลายมาเป็นเหมือนแม่ของครอบครัวนี้มากขึ้น
สำหรับเสื้อผ้าของซูซี่หลังเธอตายไป
รวมไปถึงเสื้อผ้าของฮอลลี่ เพื่อนใหม่ของเธอ
แจ็คสันดึงดีไซเนอร์ชาวนิวซีแลนด์ เคต
ฮอว์ลี่ย์
ให้เข้ามาสร้างภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด
ฮอว์ลี่ย์บอกว่าภาพลักษณ์ของชีวิตหลังความตายได้รับแรงกระตุ้นจากความฝัน
และได้รับอิทธิพลจากงานออกแบบต่างๆ
ตั้งแต่ถนนคาร์เนบี้ของลอนดอน
จนถึงภาพเลย์เอ้าต์ของนิตยสารโว้กในยุค 1970
ฮอว์ลี่ย์สรุปว่า เสื้อผ้าสะท้อนให้เห็นถึงความฝันของเด็กสาวว่าพวกเธออาจแต่งตัวยังไงถ้าพวกเธอมีโอกาสได้เติบใหญ่กว่านี้
มันคือไอเดียในฝันของพวกเธอว่าความเป็นผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไร
การเงี่ยหูฟังเถ้ากระดูก: เรื่องของเสียง
เสียงคือสิ่งสำคัญต่อจินตนาการที่ปีเตอร์
แจ็คสันมีต่อ The Lovely Bones พอๆ
กับการสร้างภาพ
เขาได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับทีมออกแบบเสียง
ซึ่งรวมถึงเร็คคอร์ดดิ้ง มิกเซอร์ ไมเคิล
เฮ็ดจ์ส, ผู้ออกแบบเสียง เดฟ ไวต์เฮด
และผู้ลำดับเสียง เบรนท์ เบิร์ก และคริส วอร์ด
กับภาพยนตร์เรื่องนี้
เราพยายามที่จะใช้เสียงเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์และปฏิกิริยาทางจิตใจ
ผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสันบอก เราเล่นด้วยเสียงที่ไม่เป็นธรรมชาติและเสียงตามธรรมชาติ
หลายระดับ เป็นการผสมเสียงหลายอย่าง
เรียกว่าคุณทำทุกอย่างที่คุณทำได้ด้วยเสียง
เราพูดคุยกันตลอด
เฮ็ดจ์สให้ความเห็นว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องของปีเตอร์เป็นงานที่ท้าทาย
แต่นี่คืองานที่ยากที่สุด
เมื่อเราพยายามผสมเสียงและบรรยากาศด้วยช่วงเวลาที่มีอารมณ์ทรงพลังที่สุด
ตั้งแต่เสียงกรอบแกรบของทุ่งข้าวโพดจนถึงเสียงพลิกหน้ากระดาษในวินาทีที่ชวนตื่นเต้น
ทุกเสียงที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้กลายมาเป็นโอกาสที่จะได้สร้างโยงใยที่เพิ่มมากขึ้นของความตื่นเต้นเขย่าขวัญและอารมณ์
ไวต์เฮดเล่าว่า การออกแบบเสียงช่วยเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างสวรรค์และโลก
เชื่อมต่อเสียงระหว่างสองด้านอย่างไหลลื่น
สำหรับโลกแทรกกลางของซูซี่
เราพยายามจะผสมรวมเสียงทั้งหมดที่ผู้คนเกี่ยวพันกับชีวิตหลังความตาย
อาทิเช่น นก, ระฆัง, นกหวีด
เสียงเหมือนลมและน้ำได้กลายมาเป็นเหมือนสะพานเชื่อมโยง
เป็นการให้เสียงอย่างหนึ่งต่อโลก
และอีกเสียงหนึ่งสำหรับซูซี่
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงที่มีชีวิตชีวาของภาพยนตร์เรื่องนี้สมบูรณ์ลงได้ด้วยซาวน์แทร็คจากไบรอัน
เอโน่ อดีตผู้นำของวงดนตรีป็อป ร็อกซี่ มิวสิค
ฟราน
วอลช์แนะนำกับแจ็คสันตั้งแต่แรกเริ่มแล้วว่าดนตรีแนวฝันของเอโน่อาจเป็นดนตรีที่ประสานลงตัวกับเรื่องของ
The Lovely Bones
แต่การเข้ามามีส่วนร่วมของเขามีมากกว่าที่ทุกคนคาดกันเอาไว้
เรารู้ดีว่าเราอยากให้ดนตรีให้ความรู้สึกเป็นศูนย์กลางในยุค
70 แต่เราไม่อยากให้มันเต็มไปด้วยเพลงฮิต
แจ็คสันอธิบาย เราเริ่มด้วยการฟังดนตรีที่เอโน่บันทึกเอาไว้ในยุค
70 จากนั้น
เราก็ถามเขาว่าเราจะขอลิขสิทธิ์เพลงได้ไหม
แต่เมื่อเราเริ่มพูดคุยกับเขา เขาพูดว่า ผมว่าผมมีเรื่องดีกว่านั้นอีกนะ
ดังนั้น 90
เปอร์เซ็นต์ของดนตรีจึงลงเอยด้วยการเป็นเพลงที่เอโน่ได้บันทึกเสียงเอาไว้เพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้
ฟรานลงไปทำงานกับเอโน่หลังจากที่เธอกับผมได้พูดคุยกันว่าเราอยากให้ดนตรีออกมาเป็นยังไง
ไมเคิล
เฮ็ดจ์สตื่นเต้นมากที่ได้ทำงานกับงานเพลงของเอโน่
โดยได้ผสมมันเข้ากับเสียงของภาพยนตร์เรื่องนี้
ดนตรีประกอบกลายเป็นยานพาหนะสุดยอดที่จะดึงเอาอารมณ์ทั้งหมดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเอาไว้
เฮ็ดจ์สสรุป
สำหรับแจ็คสัน ไม่มีองค์ประกอบใดใน The Lovely
Bones ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา
แต่มันคือความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างเสียง
ภาพ
และการแสดงที่เขาหวังว่าจะนำเสนอความต้องการของซูซี่
แซลม่อนที่จะแก้ไขชีวิตบนโลกให้ลงตัว
ผมอยากจะคิดว่าพวกเราลงมือประดิษฐ์ภาพยนตร์ของเราขึ้นมา
แจ็คสันสรุป เราได้เดินไปตามท่อเส้นนี้จากที่เป็นแรงบันดาลใจ
ไปสู่บทภาพยนตร์ ไปสู่งานลำดับภาพ
และพยายามทำให้ทุกอย่างออกมาเป็นธรรมชาติ
ไหลลื่น และเปิดทางไปสู่การสำรวจ
เราเริ่มต้นทำงานจากเรื่องของเรา
ทำการคั้นองค์ประกอบต่างๆ ออกมา
และเหนือสิ่งอื่นใด
เราใส่ทั้งความใส่ใจและความรักลงไปด้วย
ประวัติทีมนักแสดง
มาร์ก วอห์ลเบิร์ก (MARK WAHLBERG) รับบท แจ็ค
แซลม่อน
มาร์ก
วอห์ลเบิร์กเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำ
จากบทบาทการแสดงอันแสนโดดเด่นในภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับคำชมของมาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง The Departed
อาชีพนักแสดงของวอห์ลเบิร์กเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์ของเพนนี่
มาร์แชลล์ เรื่อง Renaissance Man และ The
Basketball Diaries
ที่เขาร่วมแสดงกับลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ
ติดตามมาด้วยการประกบบทกับ รีส วิเธอร์สปูน
ในภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง Fear ต่อมา
เขาสนุกไปกับการรับบทเป็นตัวละครที่หลากหลายในผลงานของผู้กำกับมากมายหลายคน
อาทิเช่น เดวิด โอ รัสเซลล์, ทิม เบอร์ตัน
และพอล โธมัส แอนเดอร์สัน
บทบาทแจ้งเกิดของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Boogie
Nights
สร้างชื่อวอห์ลเบิร์กในฐานะนักแสดงที่มีคนต้องการตัวไปร่วมงานด้วยมากที่สุดของฮอลลีวู้ด
ต่อมา เขาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Three Kings
และ The Perfect Storm
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับจอร์จ คลูนีย์ และเรื่อง
The Italian Job ที่เขาร่วมแสดงกับชาร์ลิซ
เธียรอน
ในปี 2006
วอห์ลเบิร์กรับบทนำในภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง
Invincible ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเกร็ก คินเนียร์
ต่อมา เขาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Shooter
ซึ่งสร้างจากนิยายขายดีเรื่อง Point of Impact
เขาได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ เจมส์ เกรย์
และได้ร่วมแสดงกับวาคิน ฟีนิกซ์
ในภาพยนตร์เรื่อง We Own the Night
ซึ่งเขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างด้วย
เมื่อปีที่แล้ว
วอห์ลเบิร์กแสดงนำในภาพยนตร์ของเอ็ม ไนต์
ชยามาลาน เรื่อง The Happening
และแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Max Payne
ส่วนผลงานของเขาในปีหน้า ได้แก่ เรื่อง Date
Night ที่เขาร่วมแสดงกับทีน่า เฟย์ และเรื่อง
The Fighter ผลงานของผู้กำกับเดวิด โอ
รัสเซลล์
เรเชล ไวสซ์ (RACHEL WEISZ) รับบทอาบิเกล
แซลม่อน
เรเชล ไวสซ์ นักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์
เป็นที่รู้จักดีจากการรับบทเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจเข้มแข็งและชาญฉลาด
เธอยังคงมองหางานที่มีความท้าทายทั้งบนจอภาพยนตร์และบนเวทีละคร
ไวสซ์เคยได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม
และได้รับทั้งรางวัลจากสมาคมนักแสดง,
รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลออสการ์
จากบทบาทการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง The
Constant Gardener ซึ่งกำกับโดยเฟอร์นันโด
ไมเรลเลส (City of God)
คนดูยังได้เห็นไวสซ์ในภาพยนตร์เอพิคของอเลฮานโดร
อามีนาบาร์ เรื่อง Agora
ซึ่งเธอรับบทเป็นนักปรัชญา ไฮปาเทีย
แห่งอเล็กซานเดรีย
ผู้ต่อสู้เพื่อรักษาภูมิปัญญาของโลกโบราณเอาไว้
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ปี 2009
เมื่อเร็วๆ นี้
ไวสซ์เซ็นสัญยาเพื่อแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้แนวดราม่าการเมืองเรื่อง
The Whistleblower
ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริงของคดีของตำรวจหญิงจากเนบราสก้า
ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาความสงบในบอสเนียยุคหลังสงคราม
และเป็นผู้เปิดโปงการปิดบังขององค์การสหประชาชาติในเรื่องการค้าประเวณี
ไวสซ์ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ผจญภัยของแก๊งค์ต้มตุ๋นเรื่อง
The Brothers Bloom ที่เธอร่วมแสดงกับเอเดรียน
โบรดี้ และมาร์ก รัฟฟาโล่
เมื่อปีที่แล้ว
ไวสซ์ร่วมแสดงในภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับหว่องกาไว
เรื่อง My Blueberry Nights
ที่เธอร่วมแสดงกับจู๊ด ลอว์, นอร่าห์ โจนส์
และนาตาลี พอร์ตแมน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของไวสซ์ ได้แก่
ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของอดัม บรูกส์ เรื่อง
Definitely, Maybe ที่เธอร่วมแสดงกับไรอัน
เรย์โนลด์ส, อีสล่า ฟิสเชอร์ และอาบิเกล
เบรสลิน, ภาพยนตร์ของเดวิด ด็อบกิ้น เรื่อง
Fred Claus ที่เธอประกบบทกับวินซ์ วอห์น
และพอล เจียแม็ตติ,
ภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซีของดาร์เรน อาโรนอฟสกี้
เรื่อง The Fountain ซึ่งเธอร่วมแสดงกับฮิวจ์
แจ็คแมน,
ภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่องฮิตของฟรานซิส
ลอว์เรนซ์ เรื่อง Constantine,
ภาพยนตร์ของแกรี่ เฟลเดอร์ เรื่อง Runaway
Jury, ภาพยนตร์ของเจมส์ โฟลี่ย์ เรื่อง
Confidence และภาพยนตร์ของคริส และพอล ไวทซ์
เรื่อง About a Boy
เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทนำที่เธอร่วมแสดงกับเบรนแดน
เฟรเซอร์ ในภาพยนตร์ของสตีเฟ่น ซอมเมอร์ส
เรื่อง The Mummy และ The Mummy Returns
ไวสซ์ยังแสดงนำในภาพยนตร์ของฌ็อง-ฌ๊าคส์
อังโนด์ เรื่อง Enemy at the Gates,
ภาพยนตร์ของไมเคิล วินเทอร์บ็อตท่อม เรื่อง I
Want You, ภาพยนตร์ของเดวิด ลีแลนด์ เรื่อง
The Land Girls, ภาพยนตร์ของบีแบน คิดรอน
เรื่อง Swept from the Sea
และภาพยนตร์ของเบอร์นาร์โด เบอร์โตลุคชี่
เรื่อง Stealing Beauty
ซูซาน ซาแรนดอน (SUSAN SARANDON)
รับบทคุณยายลินน์
ซูซาน
ซาแรนดอนนำทั้งเสน่ห์และความเฉลียวฉลาดมาสู่ทุกบทที่เธอแสดง
ตั้งแต่การแสดงที่ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดในภาพยนตร์เรื่อง
Bull Durham
จนถึงบทบาทการแสดงที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
จากภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้แก่ Thelma &
Louise, Lorenzos Oil, The Client และ
Atlantic City
จนถึงบทที่ทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์
และรางวัลจากสมาคมนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง
Dead Man Walking
ซึ่งเธอรับบทเป็นซิสเตอร์เฮเลน
แม่ชีที่ให้คำปรึกษากับนักโทษแดนประหาร
เมื่อเร็วๆ นี้
ซาแรนดอนร่วมแสดงในภาพยนตร์ของดิสนีย์ เรื่อง
Enchanted, ในภาพยนตร์ของพี่น้องวาซอว์สกี้
เรื่อง Speed Racer
และในภาพยนตร์เพลงแนวตลกเรื่อง Romance &
Cigarettes ที่นำแสดงโดย เจมส์ แกนโดลฟินี่,
เคต วินสเลต และสตีฟ บุสเซมี่
ผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของเธอ
ยังรวมถึงภาพยนตร์ตลก เรื่อง Mr. Woodcock
ที่เธอร่วมแสดงกับบิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน
และภาพยนตร์ของพอล แฮ็กกิส เรื่อง In the
Valley of Elah
ซาแรนดอนเริ่มประเดิมงานแสดงชิ้นแรกของเธอในภาพยนตร์เรื่อง
Joe ผลงานภาพยนตร์ในระยะแรกๆ ของเธอ ได้แก่
The Great Waldo Pepper, Lovin Molly, The
Front Page และภาพยนตร์คัลท์ในปี 1975 เรื่อง
The Rocky Horror Picture Show ส่วนในปี 1978
เธอรับบทเป็นแม่ของบรูก ชิลด์ส
ในภาพยนตร์ของหลุยส์ มาลล์ เรื่อง Pretty Baby
เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ตัวแรก
ในภาพยนตร์ของมาลล์เรื่อง Atlantic City
เมื่อเร็วๆ นี้
ซาแรนดอนร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Shall We
Dance? ซึ่งเธอร่วมแสดงกับริชาร์ด เกียร์,
ในภาพยนตร์เรื่อง Alfie ที่เธอร่วมแสดงกับจู๊ด
ลอว์, Noel ที่เธอร่วมแสดงกับโรบิน
วิลเลี่ยมส์, พอล วอลเกอร์ และเพเนโลปี้ ครูซ,
ภาพยนตร์ของแบร็ด ซิลเบอร์ลิ่ง
ในภาพยนตร์เรื่อง Moonlight Mile
ที่เธอร่วมแสดงกับดัสติน ฮอฟฟ์แมน
และในภาพยนตร์ตลกเรื่อง Igby Goes Down
ที่เธอร่วมแสดงกับเจฟฟ์ โกลด์บลัม, The Banger
Sisters ที่เธอร่วมแสดงกับโกลดี้ ฮอว์น
และเจฟฟรีย์ รัช, Twilight
ที่เธอร่วมแสดงกับยีน แฮ็กแมน,
ภาพยนตร์ตลกปนเศร้า เรื่อง Stepmom
ที่เธอร่วมแสดงกับจูเลีย โรเบิร์ตส์
และในภาพยนตร์ที่ จอห์น เทอร์เทอร์โร่
กำกับเรื่อง Illuminata, ภาพยนตร์ดราม่าของทิม
ร็อบบิ้นส์ เรื่อง Cradle Will Rock,
ภาพยนตร์ของเวย์น หวัง เรื่อง Anywhere But
Here และในภาพยนตร์ของสแตนลี่ย์ ทุคชี่ เรื่อง
Joe Goulds Secret
ผลงานใหม่ของซาแรนดอน ได้แก่ Solitary Man
ซึ่งเธอร่วมแสดงกับไมเคิล ดักลาส และ Leaves
of Grass ที่เธอร่วมแสดงกับเอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน
ปัจจุบัน
ซาแรนดอนอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง
You Dont Know Jack ซึ่งเธอร่วมแสดงกับอัล
ปาชิโน่ และ Wall Street 2 ที่โอลิเวอร์
สโตนเป็นผู้กำกับ
สแตนลี่ย์ ทุคชี่ (STANLEY TUCCI) รับบทจอร์จ
ฮาร์วี่ย์
ดูเหมือนสแตนลี่ย์
ทุคชี่จะเป็นพวกที่นั่งนิ่งๆ ได้ไม่นาน
เขาถึงร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์มากกว่า 50
เรื่อง รวมถึงรายการทีวีอีกนับไม่ถ้วน
ในช่วงสองสามปีมานี้
เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears
Prada, The Terminal และ Road to Perdition
ก่อนหน้านี้ ทุคชี่ร่วมแสดงกับเมอริล
สตรีพในภาพยนตร์เรื่อง Julie & Julia และ
Blind Date ซึ่งเขาร่วมเขียนบท กำกับ
และร่วมแสดงกับแพทริเซีย คล๊าร์กสัน
เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่อง
Saint John of Las Vegas และต่อไป
เขาจะกำกับภาพยนตร์อินดี้ดราม่าปนตลกเรื่อง
The Hunter ที่นำแสดงโดยเพียร์ซ บรอสแนน,
ลีแอนน์ มัวร์ และแพทริเซีย คล๊าร์กสัน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของทุคชี่ ได้แก่
ภาพยนตร์ของวูดี้ อัลเลน เรื่อง
Deconstructing Harry, William Shakespeares
A Midsummer Nights Dream, Robots, Space
Chimps, Lucky Number Slevin, Maid in
Manhattan, Shall We Dance?, Spin, Big
Trouble, Sidewalks of New York, Americas
Sweethearts, The Alarmist, A Life Less
Ordinary, The Daytrippers, Kiss of Death,
Mrs. Parker and the Vicious Circle, It Could
Happen to You, The Pelican Brief, Prelude to
a Kiss, Billy Bathgate, In the Soup และ
Slaves of New York
ไมเคิล อิมเพอริโอลี่ (MICHAEL IMPERIOLI)
รับบทเลน เฟเนอร์แมน
ไมเคิล
อิมเพอริโอลี่เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการรับบท
คริสโตเฟอร์ โมลติซานติ ในซีรีส์เรื่องดังของ
HBO เรื่อง The Sopranos
ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลเอ็มมี่
ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม
และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย
อิมเพอริโอลี่เริ่มเป็นที่สนใจของคนดูครั้งแรกในบท
สไปเดอร์ ในภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่
เรื่อง Goodfellas นับแต่นั้นมา
เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์มากกว่า 30 เรื่อง
เขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังมามาก
อาทิเช่น สไปก์ ลี (Jungle Fever; Malcom X;
Clockers; Girl 6 และ Summer of Sam),
พี่น้องฮิวจ์ส (Dead Presidents), แนนซี่
ซาโวก้า (Household Saints) และแกรี่ วินนิค
(Sweet Nothing)
เซอร์ช่า โรแนน (SAOIRSE RONAN) รับบทซูซี่
แซลม่อน
เซอร์ช่า
โรแนนเริ่มต้นงานแสดงตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ
หลังจากมีบทบาทประจำอยู่ในซีรีส์ทางทีวีของไอร์แลนด์
เรื่อง The Clinic และ Proof
โรแนนก็เริ่มต้นแสดงภาพยนตร์หลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของเอมี่ เฮ็คเกอร์ลิ่ง
เรื่อง I Could Never Be Your Woman
ซึ่งนำแสดงโดยมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ และพอล รัดด์,
ภาพยนตร์ของบิลล์ คล๊าร์ก เรื่อง The
Christmas Miracle of Jonathan Toomey
ที่นำแสดงโดยโจลี่ ริชาร์ดสัน และทอม
เบอเรนเจอร์ และภาพยนตร์ของกิลเลี่ยม
อาร์มสตรอง เรื่อง Death Defying Acts
ซึ่งนำแสดงโดยแคเธอรีน ซีต้า-โจนส์ และกาย
เพียร์ซ
โรแนนยังแสดงนำร่วมกับบิลล์ เมอร์เร่ย์, ทิม
ร็อบบิ้นส์ และโทบี้ โจนส์ ในภาพยนตร์ของจิล
คีแนน เรื่อง City of Ember และในปี 2007
เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Atonement
ซึ่งกำกับโดยโจ ไรต์
โดยเธอได้ร่วมแสดงกับคีร่า ไนต์ลี่ย์ และเจมส์
แม็คอาวอย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม
เมื่อเร็วๆ นี้
โรแนนเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง
The Way Back ซึ่งกำกับโดยปีเตอร์ เวียร์
และนำแสดงโดยแดเนียล เคร็ก, เอ๊ด แฮร์ริส
และโคลิน เฟิร์ธ
ประวัติทีมผู้สร้าง
ปีเตอร์ แจ็คสัน (PETER JACKSON) ผู้กำกับ,
ผู้เขียนบท, ผู้อำนวยการสร้าง
ปีเตอร์
แจ็คสันสร้างประวัติศาสตร์ด้วยภาพยนตร์ไตรภาค
เรื่อง The Lord of the Rings
เขากลายเป็นคนแรกที่กำกับภาพยนตร์สามเรื่องติดต่อกัน
ภาพยนตร์เรื่อง The Fellowship of the Ring,
The Two Towers และ The Return of the King
ได้รับการเสนอชื่อรางวัลต่างๆ มากมายทั่วโลก
อาทิเช่น ภาพยนตร์ออสการ์ 17 รางวัล,
รางวัลบัฟต้า 12 รางวัล และรางวัลลูกโลกทองคำ
4 รางวัล
หลังภาพยนตร์ไตรภาค The Lord of the Rings
ในปี 2005 แจ็คสันกำกับ, เขียนบท
และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง King Kong
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปมากกว่า $500 ล้าน
และได้รับรางวัลออสการ์ 3 รางวัล
ก่อนหน้านั้น
แจ็คสันเคยได้รับคำชมจากภาพยนตร์ปี 1994
เรื่อง Heavenly Creatures
ซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ The
Frighteners ซึ่งนำแสดงโดยไมเคิล เจ ฟ็อกซ์,
Meet the Feebles และ Braindead
แจ็คสันยังร่วมกำกับสารคดีที่ฉายทางทีวีเรื่อง
Forgotten Silver
เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา
แจ็คสันอำนวยการสร้างภาพยนตร์ฮิตไซไฟ เรื่อง
District 9 ปัจจุบัน
เขาอยู่ระหว่างทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของสตีเว่น
สปีลเบิร์ก เรื่อง The Adventures of Tintin:
The Secret of the Unicorn
ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ไตรภาค
นอกจากนี้ เขายังร่วมเขียนบท
และจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของกีลเลอร์โม่
เดล โทโร่ เรื่อง The Hobbit
และเขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์รีเมกเรื่อง
Dambusters
ที่ว่าด้วยเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2
ฟราน วอลช์ (FRAN WALSH) ผู้เขียนบท,
ผู้อำนวยการสร้าง
ฟราน
วอลช์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ
มากมายทั่วโลกจากงานร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง
The Fellowship of the Ring และ The Two
Towers แต่ผลงานที่เธอทำให้กับ The Return of
the King ภาคสุดท้ายของภาพยนตร์ไตรภาค The
Lord of the Rings
ถือเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
วอลช์มีส่วนร่วมในการเขียนบท อำนวยการสร้าง
และแต่งเพลงให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Return
of the King ซึ่งทำให้เธอได้รับ 3
รางวัลออสการ์, 3 รางวัลบัฟต้า, 2
รางวัลลูกโลกทองคำ, 1 รางวัลแกรมมี่ และ 1
รางวัลจากสมาคมผู้อำนวยการสร้าง
วอลช์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรก
ในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง
Heavenly Creatures
ซึ่งเธอร่วมเขียนบทกับปีเตอร์ แจ็คสัน
ผลงานเรื่องอื่นๆ ที่เธอร่วมเขียนบทกับแจ็คสัน
ได้แก่ Forgotten Silver, The Frighteners,
Meet the Feebles และ Braindead
เธอยังคงร่วมงานกับปีเตอร์ แจ็คสัน
ในตำแหน่งผู้เขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง
ในภาพยนตร์เรื่อง King Kong
เธอจะร่วมเขียนบทกับแจ็คสัน, ฟิลิปป้า โบเยนส์
และกีลเลอร์โม่ เดล โทโร่ ในภาพยนตร์ The
Hobbit ที่สร้างออกมาสองภาคด้วยกัน
ฟิลิปป้า โบเยนส์ (PHILIPPA BOYENS)
ผู้เขียนบท, ผู้อำนวยการสร้างร่วม
นับแต่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Variety
ให้มีชื่อติดอยู่ในรายชื่อ สิบนักเขียนที่ต้องจับตามองในปี
2000 ฟิลิปป้า โบเยนส์
ซึ่งประเดิมงานเขียนบทด้วยภาพยนตร์ไตรภาค The
Lord of the Rings trilogy
ได้รับรางวัลออสการ์ร่วมกับปีเตอร์ แจ็คสัน
และฟราน วอลช์
โบเยนส์ยังร่วมงานกับแจ็คสันในภาพยนตร์รีเมก
King Kong, The Lovely Bones
และภาพยนตร์ใหม่เรื่อง The Hobbit
แคโรลินน์ คันนิ่งแฮม (CAROLYNNE CUNNINGHAM)
- ผู้อำนวยการสร้าง
ด้วยคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 30 ปี
แคโรลินน์
คันนิ่งแฮมเริ่มร่วมงานกับผู้กำกับปีเตอร์
แจ็คสัน ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Heavenly
Creatures ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ
พวกเขาได้มาร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง
The Lord of the Rings หลังจากนั้น
คันนิ่งแฮมยังคงร่วมงานกับแจ็คสันต่อไปในภาพยนตร์เรื่อง
King Kong โดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง
และผู้ช่วยผู้กำกับ
เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ไซไฟสุดฮิตเรื่อง
District 9
และจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์ใหม่เรื่อง
The Adventures of Tintin: The Secret of the
Unicorn
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของคันนิ่งแฮม
ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ได้แก่ Peter Pan,
Swimming Upstream, Dating the Enemy, Shine,
The Sum of Us, Flynn
เอมี่ พีย์รอนเน็ท (AIMÉE PEYRONNET) -
ผู้อำนวยการสร้าง
เอมี่
พีย์รอนเน็ทเริ่มต้นเข้าวงการภาพยนตร์ในปารีส
ในปี 1990
โดยเธอทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับลุค
เบสซ่ง ในปี 1993
เธอย้ายมาลอสแอนเจลิสเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายโปรดักชั่นให้กับบริษัทซีไซด์
โปรดักชั่นส์ของเบสซ่ง
ซึ่งระหว่างนั้นได้สร้างภาพยนตร์อย่าง The
Professional (หรือ Leon), The Fifth Element,
The Messenger (หรือ Joan of Arc), Taxi และ
Nil by Mouth
เธอย้ายมาอยู่ลอนดอนในปี 2000
เพื่อเปิดบริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระอย่าง ไวลด์
ไชลด์ ฟิล์มส์ The Lovely Bones
คือผลงานเรื่องแรกของไวลด์ไชลด์
ผลงานปัจจุบันเรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ Man
Under ที่ดำเนินงานสร้างที่มิราแม็กซ์,
ภาพยนตร์รีเมกของเบอร์แทรนด์ ทาเวอร์เนียร์
เรื่อง The Bait
และภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายขายดีเรื่อง The
Tourists
สตีเว่น สปีลเบิร์ก (STEVEN SPIELBERG) -
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
สตีเว่น
สปีลเบิร์กคือหุ้นส่วนใหญ่ของดรีมเวิร์กส์
สตูดิโอส์
บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องรายได้และคำวิจารณ์
โดยมีผลงานยอดเยี่ยมระดับคว้ารางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง
American Beauty, Gladiator และ A Beautiful
Mind
และยังมีผลงานเป็นภาพยนตร์ทำรายได้ถล่มทลายอย่าง
Transformers, The Ring, Minority Report,
Catch Me If You Can และ Meet the Parents
และภาคต่อ
สปีลเบิร์กที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด
และทรงอิทธิพลที่สุด ทำหน้าที่กำกับ,
อำนวยการสร้าง
หรืออำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลหลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น Jurassic Park และ E.T. The
Extra-Terrestrial
สปีลเบิร์กเคยได้รับรางวัลออสการ์มาแล้ว 3
รางวัล
โดยสองรางวัลได้จากสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม
และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง
Schindlers List และรางวัลออสการ์ตัวที่ 3
เขาได้รับในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง
Saving Private Ryan
สปีลเบิร์กยังคว้ารางวัลจากสมาคมผู้กำกับ
จากภาพยนตร์เรื่อง The Color Purple
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์หลายเรื่องด้วยกัน
ได้แก่ Munich, E.T. The Extra-Terrestrial,
Raiders of the Lost Ark และ Close Encounters
of the Third Kind นอกจากนี้
เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมผู้กำกับ
จากภาพยนตร์อย่าง Empire of the Sun, Jaws และ
Amistad
ปัจจุบัน
สปีลเบิร์กอยู่ระหว่างปิดกล้องภาพยนตร์ทรีดี
โมชั่น แค็ปเจอร์ เรื่อง The Adventures of
Tintin: The Secret of the Unicorn
ซึ่งนำแสดงโดย เจมี่ เบลล์ และแดเนียล เคร็ก
โดยได้สร้างจากการอิงตัวละครชื่อดังของ
จอร์จส์ เรมี่ และมีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2011
ต่อจากนั้น เขาจะกำกับภาพยนตร์เรื่อง Harvey
ซึ่งสร้างจากบทละครที่คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ในปี
1944 ของแมรี่ เชส
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเริ่มต้นถ่ายทำกันในช่วงต้นปี
2010
ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้เรื่องอื่นๆ
ของสปีลเบิร์ก ได้แก่ ภาพยนตร์ปี 2008 เรื่อง
Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal
Skull ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $780
ล้าน ในซัมเมอร์ปี 2007
เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Transformers
ผลงานการร่วมสร้างของดรีมเวิร์กส์ พิคเจอร์ส
และพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า
$708 ล้าน และติดตามมาด้วยภาคต่อในปี 2009
เรื่อง Transformers: Revenge of the Fallen
ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปแล้วมากกว่า $830
ล้าน
สปีลเบิร์กอำนวยการสร้างภาพยนตร์สองเรื่องร่วมกับผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง
คลิ้นต์ อีสต์วู้ด ได้แก่ Flags of Our
Fathers
ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2
รางวัล และภาพยนตร์ที่สร้างคู่กันอย่าง
Letters from Iwo Jima
ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4
รางวัล ซึ่งรวมถึงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย
ในปี 2005 สปีลเบิร์กกำกับภาพยนตร์ 2 เรื่อง
ได้แก่ War of the Worlds และ Munich
และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Memoirs of a Geisha สปีลเบิร์กยังเขียนบท
กำกับ และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง A.I.
สปีลเบิร์กเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ในปี
1946 ในโอไฮโอ
เขาเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์แบบมือสมัครเล่นขณะที่ยังคงเป็นวัยรุ่นอยู่
ต่อมา
เขาได้เข้าเรียนทางด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท,
ลองบีช และในปี 1969 ภาพยนตร์สั้นความยาว 22
นาทีเรื่อง Amblin ของเขา
ได้ไปฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์แอ็ตแลนต้า
ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่เคยได้เซ็นสัญญาร่วมงานกับค่ายหนังใหญ่ในฮอลลีวู้ด
สี่ปีต่อมา
เขาได้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างฉายทางทีวีเรื่อง
Duel ซึ่งได้รับทั้งคำชมและเป็นที่สนใจของคนดู
เขาประเดิมงานกำกับภาพยนตร์จตอเงินเรื่องแรกด้วยเรื่อง
The Sugarland Express
จากบทภาพยนตร์ที่เขาเป็นคนร่วมเขียนบทด้วย
ผลงานภาพยนตร์ในระยะแรกของเขา ได้แก่ Always,
Hook และภาคต่อของ Raiders of the Lost Ark
อย่าง Indiana Jones and the Temple of Doom
และ Indiana Jones and the Last Crusade
ในปี 1984 สปีลเบิร์กก่อตั้งบริษัทแอมบลิน
เอนเตอร์เทนเม้นต์
และได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างหรือผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์หลายสิบเรื่อง
อาทิเช่น Gremlins, Goonies, Back to the
Future I, II และ III, Who Framed Roger
Rabbit, An American Tail, The Land Before
Time, The Flintstones, Casper, Twister, The
Mask of Zorro, Men in Black และ Men in Black
II
เทสซ่า รอสส์ (TESSA ROSS)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
เทสซ่า
รอสส์ได้รับตำแหน่งประธานของบริษัทฟิล์ม4
ซึ่งตั้งอยู่ในลอนดอน ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี
2002 ภายใต้การดำเนินงานบริหารของรอสส์ ฟิล์ม4
ได้สร้างชื่อเสียงด้วยการพัฒนาและออกทุนสร้างให้กับภาพยนตร์มากมาย
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของแดนนี่ บอยล์ เรื่อง
Slumdog Millionaire เจ้าของ 8 รางวัลออสการ์,
4 รางวัลลูกโลกทองคำ และ 7 รางวัลบัฟต้า,
ภาพยนตร์เรื่อง The Last King of Scotland
ซึ่งทำให้ ฟอเรสท์ วิเทเกอร์
ดารานำของเรื่องคว้ารางวัลออสการ์ไปครอง,
ภาพยนตร์รางวัลบัฟต้า เรื่อง This is England,
ภาพยนตร์ของสตีฟ แม็คควีน เรื่อง Hunger, The
Motorcycle Diaries; Touching the Void และ
The Road to Guantanamo
ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของฟิล์ม 4 ได้แก่
ภาพยนตร์รางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลบัฟต้าของมาร์ติน
แม็คโดนาห์ เรื่อง In Bruges,
ภาพยนตร์รางวัลลูกโลกทองคำของไมก์ ลีห์ เรื่อง
Happy-Go-Lucky, ภาพยนตร์ของเลนนี่
อับราแฮมสัน เรื่อง Brick Lane,
ภาพยนตร์ของคริส เวทท์ เรื่อง A Complete
History of My Sexual Failures,
ภาพยนตร์ของดูแอน ฮอปกิ้นส์ เรื่อง Better
Things และภาพยนตร์ของเคน โลช เรื่อง Looking
for Eric ส่วนผลงานในอนาคต ได้แก่
ภาพยนตร์ของเควิน แม็คโดนัลด์ เรื่อง The
Eagle of the Ninth, ภาพยนตร์ของไมก์ ลีห์
เรื่อง 09 Project, ภาพยนตร์ของแซม เทย์เลอร์
วู้ด เรื่อง Nowhere Boy และภาพยนตร์ของมาร์ก
โรมาเน็ก เรื่อง Never Let Me Go
เคน คามินส์ (KEN KAMINS) -
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
เมื่อเทสซ่า รอสส์จากบริษัทฟิล์ม4
เปิดเผยข่าวว่าลิขสิทธิ์ของเรื่อง The Lovely
Bones ยังเปิดกว้างสำหรับทุกคน
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เคน
คามินส์ได้บินไปยังลอนดอนถึง 3
ครั้งในเวลาหนึ่งเดือนเพื่อจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ให้กับปีเตอร์
แจ็คสัน และบริษัทวิงนัท ฟิล์มส์
คามินส์เริ่มร่วมงานกับปีเตอร์ แจ็คสันในปี
1992
เมื่อเขาเข้าทำงานกับบริษัทอินเตอร์ทาเล้นท์
เอเจนซี่ และได้เซ็นสัญญากับแจ็คสัน ต่อมา
คามินส์ได้ทำงานกับบริษัทไอซีเอ็ม
ที่ซึ่งเขาเป็นคนจัดการเรื่องทุนสร้างให้กับภาพยนตร์ไตรภาค
The Lord of the Rings
รวมถึงภาพยนตร์อินดี้อย่าง
ภาพยนตร์ของโรเบิร์ต อัลท์แมน เรื่อง Gosford
Park, ภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง
Gangs of New York และภาพยนตร์ของจอห์น
บัวร์แมน เรื่อง The General
ผลงานการอำนวยการสร้างบริหารเรื่องอื่นๆ
ของคามินส์ ได้แก่ ภาพยนตร์ฮิตดราม่าของทอม
ครูซ เรื่อง Valkyrie, ภาพยนตร์ฮิตไซไฟเรื่อง
District 9 นอกจากนี้
คามินส์ยังจะทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Adventures of Tintin: The Secret of the
Unicorn ซึ่งกำกับโดยสตีเว่น สปีลเบิร์ก,
ผลงานการอำนวยการสร้างของปีเตอร์
แจ็คสันเรื่อง Dambusters
และผลงานการกำกับของกีลเลอร์โม่ เดล โทโร่
เรื่อง The Hobbit
เจมส์ วิลสัน (JAMES WILSON) -
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
เจมส์
วิลสันเริ่มเข้าวงการด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานโปรดักชั่นที่ฟ็อกซ์
เซิร์ชไลต์ พิคเจอร์ส ในลอสแอนเจลิส และต่อมา
เขาได้มาทำงานกับฟิล์ม4 ในลอนดอน
ในตำแหน่งผู้บริหาร
เขาได้ทำงานกับภาพยนตร์มากกว่า 12 เรื่อง
อาทิเช่น Sexy Beast, Buffalo Soldiers, The
Filth and the Fury, Dancer in the Dark, The
Low Down, Nil by Mouth, Simon Magus, The
Full Monty และ The Ice Storm
แอนดรูว์ เลสนี่, เอซีเอส, เอเอสซี (ANDREW
LESNIE, ACS, ASC) - ผู้กำกับภาพ
แอนดรูว์ เลสนี่ได้ร่วมงานกับปีเตอร์ แจ็คสัน
ทั้งในภาพยนตร์ไตรภาค The Lord of the Rings
และภาพยนตร์เรื่อง King Kong
เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมในปี
2002 จากภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the
Rings: The Fellowship of the Ring
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Babe:
Pig in the City, The Sugar Factory, Two if
by Sea, Dark Age, The Delinquents, Boys in
the Island, Daydream Believers และ
Unfinished Business
ส่วนผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่
ผลงานการแสดงนำของวิลล์ สมิธ เรื่อง I Am
Legend ซึ่งกำกับโดยฟรานซิส ลอว์เรนซ์
และภาพยนตร์อินดี้ของออสเตรเลีย เรื่อง Bran
Nue Dae ส่วนผลงานใหม่ของเขา ได้แก่
ภาพยนตร์ของเอ็ม ไนท์ ชยามาลาน เรื่อง The
Last Airbender
นาโอมี่ โชแฮน (NAOMI SHOHAN) โปรดักชั่น
ดีไซเนอร์
พรสวรรค์ในการออกแบบของนาโอมี่
โชแฮนเคยเป็นที่ประจักษ์มาแล้วในภาพยนตร์รางวัลออสการ์
เรื่อง American Beauty
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของโชแฮน ได้แก่
Training Day, Constantine, Tears of the Sun,
Sweet November, Feeling Minnesota, Teaching
Mrs. Tingle, The Replacement Killers,
Playing God, White Mans Burden และ
Zebrahead
ผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของโชแฮน ได้แก่
ภาพยนตร์ฮิตของวิลล์ สมิธ เรื่อง I Am Legend
ที่กำกับโดยฟรานซิส ลอว์เรนซ์
และผลงานใหม่ของจอห์น เทอร์เทิลทับ เรื่อง The
Sorcerers Apprentice
ฮาเบซ โอลส์เซ่น (JABEZ OLSSEN) ผู้ลำดับภาพ
ฮาเบซ
โอลส์เซ่นเริ่มต้นเข้าวงการจากแวดวงโฆษณาก่อนที่จะมาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้ลำดับภาพ
และต่อมาก็คือการเป็นผู้ลำดับภาพอย่างเต็มตัวให้กับรายการทีวี
เขาเริ่มก้าวสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง
The Lord of the Rings และต่อมา
ยังทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the
Rings: The Two Towers
โอลส์เซ่นยังทำงานกับแจ็คสันต่อมาในภาพยนตร์เรื่อง
King Kong
นอกจากจะทำงานในประเทศบ้านเกิดอย่างนิวซีแลนด์แล้ว
โอลส์เซ่นยังทำงานให้กับวงการภาพยนตร์อังกฤษ
โดยทำงานเป็นผู้ลำดับภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์
และผู้ช่วยผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Wimbledon และ Tomb Raider 2
ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขา ได้แก่
ภาพยนตร์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The
Adventures of Tintin: The Secret of the
Unicorn
แนนซี่ สไตเนอร์ (NANCY STEINER) -
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
แนนซี่
สไตเนอร์ที่เป็นทั้งนักออกแบบเครื่องแต่งกายและสไตลิสต์
ทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งในแวดวงภาพยนตร์,
มิวสิควิดีโอ และโฆษณา
ผลงานภาพยนตร์ของสไตเนอร์ ได้แก่ Little Miss
Sunshine, Lost in Translation,
Elizabethtown, Shopgirl, The Virgin
Suicides, Year of the Dog, The Good Girl,
Human Nature, The Million Dollar Hotel, Safe
และ The Winner เมื่อเร็วๆ นี้
สไตเนอร์ทำงานให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับ เกร็ก
ม็อตโตล่า เรื่อง Paul, ภาพยนตร์ของจัดด์
อาปาโทว์ เรื่อง Funny People
และภาพยนตร์ของมิเกล อาร์เตท่า เรื่อง Youth
in Revolt |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|