หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
ชั่วฟ้าดินสลาย   (2010)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "ชั่วฟ้าดินสลาย"
 
เปิดตัว “ชั่วฟ้าดินสลาย” ยิ่งใหญ่งดงาม
การันตีคุณค่าที่คอหนังคู่ควร

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 31 สิงหาคม 2553



        หลังจากรอคอยกันมานาน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์แถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ดราม่า-พีเรียดเรื่องยิ่งใหญ่แห่งปี “ชั่วฟ้าดินสลาย” อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ ร้าน Blue Elephant ย่านสาทรใต้ ภายในงานคราคร่ำไปด้วยเหล่าสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยพิธีกรเปิดงานด้วยการกล่าวยกย่องเชิดชู “ครูมาลัย ชูพินิจ” ผู้ประพันธ์วรรณกรรมอมตะเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ที่ครั้งนี้เป็นการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ครั้งที่ 4 โดยผู้กำกับชั้นครู “ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” และเรียกน้ำย่อยก่อนการพูดคุยด้วยมิวสิควิดีโอเพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ซึ่งร้องโดยนักร้องหญิงเสียงคุณภาพ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม”

จากนั้น เป็นการพูดคุยถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังในการทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้กับทีมผู้กำกับและนักแสดงนำแถวหน้าของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล”, “อนันดา เอเวอริงแฮม”, “เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” ก่อนที่จะเชิญ ”คุณศุกรีย์ สิทธิวนิช” ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขึ้นเวทีร่วมพูดคุยถึงการสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ในแง่การถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอันงดงามและภูมิทัศน์แหล่งใหม่ๆ ที่สวยแปลกตาของจังหวัดเชียงรายขึ้นจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วย

ต่อด้วยการฉายตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้สัมผัสถึงความเข้มข้นของเนื้อหา ความยิ่งใหญ่งดงามตระการตาของงานสร้าง และความลึกซึ้งทางการแสดง เพื่อเป็นการตอกย้ำและการันตีถึงคุณภาพและคุณค่าที่คอหนังคู่ควรเป็นอย่างยิ่ง

ปิดท้ายงานด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกของทีมผู้กำกับ-นักแสดง และผู้ร่วมสนับสนุนภาพยนตร์ รวมถึงทีมผู้บริหาร “เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ” ประธานบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, “คุณชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ” รองประธานกรรมการฝ่ายขายบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, “คุณอัครพล เตชะรัตนประเสริฐ” ประธานกรรมการบริษัทแฮปปี้โฮม เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, “หม่อมหลวงบวรนวเทพ เทวกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจสายการบินแอร์เอเชีย และ “คุณเติมพันธ์ มัทวพันธุ์” ผู้ควบคุมงานสร้าง

“ชั่วฟ้าดินสลาย” พร้อมให้คุณดำดิ่งสู่ห้วงรักและตัณหา 16 กันยายนนี้...แน่นอน


 






 

“พลอย-อนันดา” สุดสวีทกลางป่า ไม่หวั่นโดนล่ามโซ่ ลั่นจะรักกัน “ชั่วฟ้าดินสลาย”
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 31 สิงหาคม 2553



        แม้จะถูกจับล่ามโซ่ในฐานที่เป็นชู้กัน แต่สองนักแสดงเจ้าบทบาท “อนันดา เอเวอริ่งแฮม” ในบท “ส่างหม่อง” และ “พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” ในบทที่ลึกซึ่งที่สุดอย่าง “ยุพดี” ก็ไม่มีหวั่น กลับออกอาการดี๊ด๊ารักกันปานจะกลืน เพราะได้พลอดรักกลางป่าสมใจ ในภาพยนตร์รักพีเรียดเรื่องยิ่งใหญ่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ผลงานกำกับสุดละเมียดเรื่องล่าสุดของ “หม่อมน้อย-ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล”

ทั้งคู่ได้พูดถึงการแสดงในฉากที่ต้องโดนล่ามโซ่เกือบทั้งเรื่องนี้ว่า
(เฌอมาลย์) “เรื่องนี้บทหนักทั้งเรื่องเลยค่ะ ที่เห็นชัดๆ เลยคือต้องโดนจับล่ามโซ่ด้วยกันกับอนันดาที่เล่นเป็นส่างหม่องเพราะถูกจับได้ว่าเป็นชู้กัน แรกๆ ยุพดีก็ไม่คิดอะไร เพราะคิดว่าพะโป้ (บี๋ ธีรพงศ์) จะทำโทษแค่แป๊บเดียวแล้วก็จะปล่อยทั้งคู่ไป ก็เลยได้ใจ พลอดรักกันกลางป่าเหมือนโลกนี้มีแค่เราสองคน ก็จะมีภาพที่แบบว่า ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เดินเล่น วิ่งเล่น อ่านหนังสือ ทานอาหารด้วยกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ก็สวีทมีความสุขกันมากๆ ทั้งคู่ โดยไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์อะไรตามมาภายหลัง ตอนเล่นแรกๆ ก็ยังไม่ชินนะคะ โซ่มันก็หนักอยู่เหมือนกัน บางทีก็กระชากกันไปมาด้วยความลืมตัวก็มีค่ะ แต่ก็สนุกดีค่ะ ได้แสดงอะไรที่แปลกใหม่แบบนี้ แต่ที่สำคัญคือมันให้แง่คิดได้หลายมุมมองคือ ถ้าคนเราทำอะไรที่มันแบบตามความรู้สึกมากจนเกินไป ก็อาจจะนำผลเสียมาให้ตัวเองได้ อย่างที่เห็นกับตัวละครในเรื่องนี้แหละค่ะ”

(อนันดา) “ในเรื่องนี้ต้องโดนล่ามโซ่กันสนุกเลยครับ ได้อยู่กับพลอยทั้งวันทั้งคืนมันก็ชอบอยู่แล้วครับ (หัวเราะ) โอเค เอาจริงๆ ละ คือทั้งส่างหม่องตัวละครของผมกับยุพดีที่พลอยเล่นเนี่ยอยากจะอยู่ใกล้ชิดกันมาก พะโป้ก็เลยทำให้สมหวังล่ามโซ่ให้อยู่ด้วยกันตลอดเลย ซึ่งแรกๆ มันก็ดูมีความสุขกันมาก ได้อยู่กันสมใจอยาก รักกันแบบไม่มีใครมาแยกเราออกจากกันได้ ฟังดูโรแมนติกดี เราจะได้รักกันและอยู่เคียงข้างกันตลอดไป แต่ทั้ง

คู่ก็ลืมคิดไปว่า มนุษย์มันเกิดมาเพื่อให้อยู่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ การที่จะโดนผูกติดกับมนุษย์อีกคนหนึ่งมันผิดธรรมชาติมาก แล้วมนุษย์ทุกคนก็ต้องการความเป็นอิสระ ในที่สุดเรื่องราวหลังจากนี้ก็จะเข้มข้นน่าติดตามมากว่าจะลงเอยยังไงครับ มันเป็นหนังที่ดูแล้วจะได้อะไรเยอะ และผมว่าพอจบแล้วคนก็ต้องตั้งคำถามกันเยอะว่า ถ้าคุณเป็นยุพดีคุณจะทำยังไง ถ้าคุณเป็นส่างหม่องคุณจะทำยังไง ผมว่าผู้ชายก็ต้องมาถกเถียงกันด้วย ถ้าอย่างนี้มันเกิดขึ้นกับเรา เราจะทำยังไงกัน มันมีสาระข้อคิดเยอะครับ”

ติดตามบทบาทสุดเข้มข้นของสองนักแสดงมากฝีมือนี้ได้ในภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักอันยิ่งใหญ่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ลงโรงฉายในวันที่ 16 กันยายนนี้...แน่นอน

 
“หม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” หวนคืนเก้าอี้ผู้กำกับภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 13 ปี กับการถ่ายทอดบทประพันธ์ชั้นดี...ที่ยังร่วมสมัย มาเป็นโศกนาฏกรรมรักชั้นเยี่ยม...ที่จะตราตรึงทุกหัวใจ ในภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย”
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 3 กันยายน 2553



        แรงบันดาลใจที่หยิบยกเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” มารีเมคใหม่อีกครั้งหลังจากห่างหายจากการกำกับหนังไปนานสิบกว่าปี
คือโดยแท้แล้วไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ทำหนังเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่เป็นวรรณกรรมเรื่องสั้นที่ประทับใจมากตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แล้วก็อ่านหลายครั้งหลายครามาก รวมทั้งภาพยนตร์ก็ได้ดูถึงสองครั้งที่เค้าสร้าง ก็ประทับใจมาก ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้สร้างเป็นภาพยนตร์โดยตัวเองกำกับ เพราะทราบว่าใครๆก็อยากทำ ผู้กำกับหลายท่านก็อยากทำไม่ว่าจะเป็นคุณวิจิตร คุณาวุฒิ, ท่านมุ้ย, ยุทธนา มุกดาสนิท หรือจะเป็น เป็นเอก รัตนเรือง คือเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมเรื่องสั้นที่ทุกๆ คนอยากจะทำ มีคุณค่าทางด้านความหมายของชีวิต ความหมายของความรัก แล้วก็ความเข้มข้นของตัวละคร แล้วก็เนื้อหาสาระที่ลึกซึ้งอันนี้ยังไม่นับรวมภาพและฉากในเรื่องที่น่าประทับใจ น่าตื่นตาตื่นใจ

จนกระทั่งเสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) นัดมาคุยเนี่ย เราก็ตั้งตัวไม่ค่อยติดเพราะว่าจริงๆ แล้วความปรารถนาแท้ๆ เนี่ยเป็นความปรารถนาของคุณเจียงเลยที่อยากให้ทำเรื่องนี้ เพราะตอนแรกเราก็ยังไม่ได้มีความตั้งใจจะทำภาพยนตร์ในช่วงนี้ แล้วคุณเจียงก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แกก็ถามว่ามีเรื่องอะไรมั้ยที่น่าสนใจ เราก็บอกว่าช่วงนี้ยังไม่อยากทำอะไรเลย แต่ถ้าถามถึงความต้องการจริงๆ ก็จะมีอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากทำมานานแล้วก็คือเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” คุณเจียงก็บอกว่า เออก็ทำเรื่องนี้เลยสิ เพราะแกก็รู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี และคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีคุณค่า เป็นวรรณกรรมเรื่องสั้นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเมืองไทย และเคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังมาก่อนแล้วด้วย ประกอบกับเป็นความตั้งใจของเราที่อยากทำเรื่องนี้ด้วย เพราะมีโอกาสได้อ่านเรื่องสั้นมาตั้งแต่สมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อนแล้วก็ได้ดูหนังเวอร์ชั่นเก่าด้วย ก็คิดว่าเรื่องนี้สมควรที่จะถูกทำเป็นภาพยนตร์มากๆ
โดยท่านก็มีไอเดียอยู่แล้วว่าอยากให้ “อนันดา เอเวอริ่งแฮม” กับ “เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” เล่น ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นลูกศิษย์ของผมเอง ก็เลยยิ่งเอ๊ะ...ฝันไปหรือเปล่าเนี่ย อยู่ๆ ก็ได้มาทำเรื่องนี้จริงๆ โดยที่ได้ลูกศิษย์เรามาถ่ายทอด โดยมีบริษัทหนังใหญ่สนันสนุนอีกด้วย ก็เลยกลับไปอ่านอีกทีหนึ่งก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าเป็นภาระด้วยเป็นความหนักใจด้วย เพราะว่าไม่ได้ตั้งตัวเลย
คือสำหรับ “ชั่วฟ้าดินสลาย” เนี่ยมีความรู้สึกว่าอยากดูคนอื่นทำ เพราะเป็นเรื่องที่เราประทับใจแล้วเราชอบมาก ทีนี้พอต้องมาทำเองก็รู้สึกว่าเป็นภาระที่หนักอยู่เหมือนกันว่าจะต้องทำยังไงให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ก็ต้องกลับไปศักษางานของ “ครูมาลัย ชูพินิจ” อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็โชคดีที่ผมเคยกำกับละครโทรทัศน์เรื่อง “แผ่นดินของเรา” ซึ่งครูมาลัยท่านก็เป็นผู้แต่ง ก็จะมีความใกล้เคียงกันอยู่ แล้วก็กลับไปศึกษาประวัติของท่านอีกครั้งหนึ่งด้วย ถึงตั้งสติทำ Pre-production คือการเตรียมงานทั้งหมด โดยที่คิดว่าจะรักษาวรรณกรรมเรื่องสั้นนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การดำเนินเรื่องเลยจะใกล้เคียงกับในหนังสือมากที่สุด มากกว่าในเวอร์ชั่นอื่นๆ ที่เคยทำมา คือเราซื่อตรงกับบทประพันธ์มาก อาจพูดได้ว่าเรารักษาบทประพันธ์ไว้ 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว จะมีเพิ่มหรือขยายความขึ้นก็ไม่มากนัก แต่ก็ยังอยู่ในพื้นฐานหรือว่าบทประพันธ์ของท่าน เพราะมันเกิดจากบทประพันธ์ที่ดีเหลือเกิน ทั้งเนื้อหาสาระ อารมณ์ของเรื่อง มันสมบูรณ์มาก แต่ก็คิดหนักเหมือนกันนะว่าจะทำออกมาในแบบไหน เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ แต่ก็เอาบทประพันธ์เรื่องนี้มาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ทีนี้จากจุดนั้นก็เลยมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้นมาว่า เนื้อหาสาระไม่เพียงแต่สนุกในแง่เรื่องราวอย่างเดียว ไม่ใช่แค่ประเด็นพระเอกเป็นชู้กับเมียอาเพียงแค่ประเด็นนั้น แต่มันกลับกลายว่ามีประเด็นทางพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก คือการไร้สติสัมปะชัญญะของมนุษย์ แล้วก็การตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาของตัวละครสองตัว คือ “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” ได้กระทำสิ่งที่เป็นบาปซึ่งนำไปสู่ความหายนะของชีวิต

การตีความบทประพันธ์

คือในระยะเวลา 2-3 ปีหลังเนี่ยเราเองก็ศึกษาทางพุทธศาสนามากขึ้น ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าใจมากขึ้นว่าชีวิตมนุษย์คืออะไร ทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น เข้าใจธาตุแท้ของตัวละครมากขึ้น ก็พูดได้ว่า มันเป็นเรื่องที่ตีแผ่สันดานดิบ สิ่งที่ซ่อนลึกเบื้องหลังตัวละครทุกตัว เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ย พุทธศาสนาได้ทำให้เราประจักษ์ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ของคน แล้วก็อะไรที่ทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นประเด็นเดียวกับที่ผู้ประพันธ์คือ “ครูมาลัย ชูพินิจ” ซ่อนอยู่ในบทประพันธ์ของท่าน เลยคิดว่า นอกจากในเชิงบันเทิงแล้วเนี่ย เรื่องนี้มีคติสอนใจ มีภาพของธรรมชาติที่สะท้อนว่ามนุษย์เป็นทาสของอะไร เป็นทาสกิเลสโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว อันนี้ก็ถือเป็นแก่นหลักของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความคิดที่เกี่ยวกับเชิงความรัก เพราะมนุษย์เราพอเกิดมีความรักก็จะเกิดความผูกพันอยากใกล้ชิดกับสิ่งที่ตัวเองรัก แรกๆ ก็จะเป็นสุขดี แต่ต่อๆ มามันก็จะเริ่มเบื่อหน่ายแล้วก็ต้องการอิสระ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ก็คือเกิดคนเดียวและตายคนเดียว มนุษย์มีอิสรภาพ ตรงนี้เป็นสัจธรรม และเป็นสิ่งที่ทุกคนมีแต่มองข้ามไปในทุกยุคทุกสมัย ประเด็นของเรื่องนี้เป็นอมตะ ไม่เชยเลย ถึงแม้จะเขียนเมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้ว

ในช่วงของการเตรียมงานสร้าง ได้มีการรีเสิร์ชข้อมูลยังไงบ้าง แล้วมันยากง่ายแค่ไหน

มันยากตั้งแต่ตัวเรื่องแล้วล่ะเรื่องนี้ คือโดยโครงเรื่องเนี่ยมันไม่สามารถเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันได้ เพราะว่าท่านแต่งเรื่องนี้เนี่ยในปี 2486 ในสมัยรัชกาลที่ 8 นะฮะ ในสมัยสงครามโลกเนี่ย เพราะฉะนั้นในความน่าเชื่อต่างๆ เนี่ยมันเหมาะกับยุคนั้น มันไม่สามารถจะดัดแปลงเป็นยุคปัจจบันได้ โดยพื้นเพของสังคม ของวัฒนธรรม ของประเพณี ในความเชื่อของคนในสังคม เพราะฉะนั้นเราเลยจำเป็นที่จะต้องเริ่มเรื่องในปี 2486 ซึ่งเป็นปีแรกในการแต่งเรื่องนี้พอดี เพราะฉะนั้นเราก็ต้องศึกษาในประวัติศาสตร์ในยุคนั้นจริง ซึ่งยุคนั้นคือยุคสงครามโลก แล้วก็ตัวเรื่องเนี่ยดำเนินโดยคนเล่าซึ่งคงเป็นตัวครูมาลัยเองซึ่งไปพบกับโศกนาฏกรรมชีวิตของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง แล้วก็เล่าออกมาสู่นวนิยายเรื่องสั้น เพราะฉะนั้นเราเลยคิดว่าการดำเนินเรื่องทั้งหมดคงเป็นไปในตามหนังสือถ้าจะดี คือผู้เล่าเนี่ยเป็นนักประพันธ์แล้วเดินทางเข้าไปตั้งใจที่จะไปล่าสัตว์ในป่าตามคำเชิญของพะโป้ซึ่งเป็นคหบดีชาวพม่า เจ้าของสัมปทานป่าไม้แทบกำแพงเพชร-ตาก แล้วเมื่อเข้าไปที่นั่นเค้าก็ได้พบกับความลึกลับกับความน่าฉงนต่างๆ ของหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเนี่ยความยากของมันคือเรื่องมันเริ่มต้นที่ปี พ.ศ. 2486 แล้วก็ย้อนไปอีก 10 ปีซึ่งเป็นปี 2476 ซึ่งเป็นปีที่สองของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเรา แน่นอนที่สุดมันต้องศึกษาสองสมัยเลยทั้งพ.ศ. 2486 กับ 2476 ว่าเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความรู้สึกนึกคิด ทางด้านอิทธิพลทางการเมืองที่มีมาเกี่ยวกับตัวละครในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเสื้อผ้า ฉาก ทุกอย่างต้องมองย้อนกลับไปใน

ปี 2486 ไม่พอ ยังต้องย้อนไปในปี 2476 อีก เพราะฉะนั้นเนี่ยการบ้านของทุกฝ่ายเนี่ยก็จะค่อนข้างยาก เพื่อจะให้เกิดความสมจริงในภาพยนตร์เรื่องนี้

ซึ่งระยะเวลาในการเตรียมงานก็ประมาณครึ่งปีได้กว่าจะถ่ายทำ ทุกฝ่ายก็ทำงานอย่างเร่งรีบมาก แล้วก็ความยากของเรื่องแรกคือการเขียนบทก็ค่อนข้างยาก เพราะว่าเป็นนวนิยายเรื่องสั้นบางๆ แล้วก็เป็นเรื่องเล่า ส่วนใหญ่จะเป็นจะเป็นการพูดคุยกันของคนเล่าเรื่องกับทิพย์ซึ่งเป็นผู้จัดการปางไม้ลูกน้องของพะโป้เนี่ย ก็จะมีการสนทนากันแล้วก็ย้อนกลับไปย้อนกลับมา แล้วก็มักจะเป็นคำบรรยายมากกว่า เพราะฉะนั้นในการสร้างบทภาพยนตร์เนี่ยจะค่อนข้างยาก เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องเล่าอย่างเดียวเนี่ยถ้าเป็นภาษาหนังสือก็โอเค แต่ว่าพอเป็นภาพแล้วมันอาจจะไม่สนุก ต้องขยายความให้มากกว่านั้นอีก แล้วกับภาษาของท่านของครูมาลัยซึ่งเป็นความเด่นของเรื่องนี้มีภาษางดงามมาก ท่านใช้ภาษาไทยได้ไพเราะมากเกือบจะพูดได้ว่าเป็นบทกวี เพราะฉะนั้นเนี่ยเราเลยจับว่าในแง่การสร้างภาพเนี่ย ภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้เนี่ยจะต้องงามเหมือนบทกวี ให้เหมือนงานศิลปะ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็จะต้องทำการบ้านเยอะมากที่จะแปลคำบรรยายออกมาเป็นภาพที่สวยงาม และรักษาไว้ด้วยภาษาที่งดงามของท่าน

ใช้เวลานานแค่ไหนในการเขียนบท

เขียนจริงๆ มันไม่นานเลย แต่ว่าตอนคิดน่ะนาน ขั้นตอนการคิดมันเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจจะทำเรื่องนี้แน่ๆ มันก็เริ่มคิดมาจากตรงนั้น บวกกับตะกอนเก่ามันยังมีอยู่ ตะกอนเดิมมันยังมีอยู่ตั้งแต่สมัยอ่านแรกๆ ตอนเป็นนักศึกษา อ่านหลายเที่ยวด้วย แล้วอย่างที่บอกได้ทำละครเรื่อง “แผ่นดินของเรา” มาแล้วด้วย ซึ่งครูมาลัยเขียนหลัง “ชั่วฟ้าดินสลาย” แต่คาแร็คเตอร์ตัวละครมีอะไรที่ใกล้เคียงกันอยู่ ทำให้คุ้นกับงานของครูมาลัย เรื่องราว แล้วแถมอยู่ในยุคสมัยเดียวกันด้วยนะ จริงๆ โทนของเรื่องก็ใกล้เคียง คาแร็คเตอร์ก็ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นขั้นตอนการคิดใช้เวลา 4 เดือน แต่ตอนเขียนใช้เวลาแป๊บเดียว ไหลลื่นมาก ใช้เวลาเขียนเพียง 3 อาทิตย์เท่านั้น แต่ปกติเราเป็นคนเขียนบทเร็วอยู่แล้ว ขั้นตอนคิดน่ะนาน
แล้วก่อนที่จะเขียนเราก็ไปเลือกโลเกชั่นหลายๆ ที่ ตอนแรกๆ ยังไม่ปักใจว่าจะใช้ที่ไหน ตอนแรกคิดถึงเชียงใหม่, เมืองกาญจน์ แต่ตอนหลังทีมงานก็แนะนำถึงเชียงราย มีแม่น้ำ ป่าเขา เหมือนตอนที่ครูมาลัยไป แล้วเชียงรายก็ยังเป็นโลเกชั่นที่เวอร์จิ้นอยู่ ยังสมบูรณ์มาก ไม่ค่อยมีใครมาถ่าย เพราะเชียงใหม่ก็ถ่ายกันเยอะแล้ว เมืองกาญจน์ก็ปรุแล้ว ยิ่งเขาใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่เชียงรายยังใหม่มาก พอไปเห็นโลเกชั่นจริงๆ ก็หลงเลย ยังเวอร์จิ้นจริงๆ ยังงามจริงๆ ยิ่งตรง “น้ำตกขุนกรณ์” เนี่ย มันมีพันธุ์ไม้ที่มีที่นี่ที่เดียว ยังไม่เคยมีใครถ่ายทอดมาก่อน ภูเขาสลับซับซ้อนตามความคิดเราเลย เพราะในตอนเริ่มเรื่องเนี่ย จะเห็นแนวภูเขาสลับซับซ้อนซึ่งเปรียบเหมือนใจมนุษย์เรานี่เอง มีความงาม ลึกลับสลับซับซ้อนให้เราอยากเข้าไปค้นหา ซึ่งเชียงรายมีความสมบูรณ์มากที่สุด แล้วยังมี “ลำน้ำกก” มีเกาะอยู่ตรงกลาง เหมือนที่ครูมาลัยเคยไปเที่ยวป่าแล้วเป็นแรงบันดาลใจให้แกเขียนนวนิยายหลายๆ เรื่องออกมา ซึ่งการที่ได้โลเกชั่นมาก่อนก็ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเวลาที่เขียนบทออกมา ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่พัฒนาความคิดก่อนการเขียนบท

ในแง่เนื้อหาสาระของหนัง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดในสมัยโบราณ แต่ก็ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

คือความเด่นของงานเขียนในบทประพันธ์ทุกงานของครูมาลัย ชูพินิจเนี่ย คือท่านเป็นพหูสูตรมาก คือท่านไม่ได้เป็นนักประพันธ์ที่เขียนเฉพาะนวนิยายอย่างเดียว ท่านเขียนบทความ ท่านเขียนสารคดี ทั้งทางด้านการเมือง ทางด้านกีฬา ทางด้านบันเทิง คือท่านเป็นพหูสูตรมากแม้ในเรื่องต้นไม้ ท่านมีความรู้มาก เพราะฉะนั้นเนี่ยทุกงานที่ท่านกลั่นกรองมาเนี่ยจะเป็นอมตะ ที่ถือความเป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เป็นหลัก งานของท่านจะสะท้อนแก่นแท้ของมนุษย์ มีการสะท้อนว่าอะไรคือคุณความดี อะไรคือสัจธรรม อะไรคือธรรมะ อะไรคือศีลธรรม อะไรคือกิเลส ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องชีวิตของคนที่เป็นคนจริงๆ นวนิยายของท่านไม่ได้มีแค่นางเอก พระเอก ผู้ร้าย ตัวละครของท่านเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อมีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี มีทั้งความกล้าหาญ ความขี้ขลาด ความเกลียด ความชัง เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อมีวิญญาณ เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อมีวิญญาณเนี่ยก็จะไม่มีคำว่าเชยเกิดขึ้น ก็ยังคงเป็นมนุษย์ คือไม่ว่าสภาวะทางสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือความเจริญก้าวหน้าจะเป็นเช่นไร ก็ยังคงเป็นมนุษย์ยังมีความหยิ่งทะนงในเกียรติภูมิ มีความต้อยต่ำ มีความรัก มีความริษยา มีความทะยานอยาก มีความปรารถนา ยังมีกิเลสตัณหาในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปยังไงก็ตาม แต่มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเนี่ยแก่นแท้ของท่านก็ยังคงไม่มีคำว่าเชยเกิดขึ้นแน่นอน

เรื่องราวของ “ชั่วฟ้าดินสลาย” พูดถึงอะไรบ้าง
จะพูดไปมันก็ตัณหาราคะนั่นแหละ พูดง่ายๆ คือในโครงสร้างแล้วเนี่ยภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ดำเนินโดยพล็อตเรื่อง เพราะพล็อตมีอยู่สั้นๆ นิดเดียวเท่านั้นเอง ก็คือหลานชายเป็นชู้กับเมียของอา อาซึ่งมีบุญคุณอย่างสูงมากที่เลี้ยงตัวเองมาราวกับพ่อบุญธรรม คือมีบุญคุณสูงมาก แล้วตัว “ส่างหม่อง” (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) ซึ่งเป็นตัวละครเอกก็เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ตายไป แล้วก็อาชุบเลี้ยงเอาไว้ ซึ่งทั้งคู่เนี่ยเป็นชาวพม่า ตัว “พะโป้” (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) เนี่ยเป็นคหบดีชาวพม่าที่มาได้สัมปทานป่าไม้ในแทบกำแพงเพชร-ตาก แล้วก็ร่ำรวยมีอาณาจักรของตัวเองในกลางป่า ก็มีหลานชายคนเดียวชื่อส่างหม่อง ซึ่งพะโป้ก็ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กแล้วก็รักเหมือนลูก ให้ความรัก ให้ความรู้ ให้การศึกษาเป็นอย่างดี ส่วนพะโป้ก็เป็นคหบดีใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูง มีทั้งเงิน มีทั้งอำนาจ แต่ขาดภรรยา มีนางบำเรอเต็มไปหมด แต่ก็ยังหาผู้หญิงที่ตัวเองรักไม่ได้จนกระทั่งมาเจอกับ “ยุพดี” (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) หญิงสาวจากพระนครทันสมัย ที่จบมาจากคอนแวนต์ แล้วทำงานอยู่ที่สโมสรสปอร์ตคลับของฝรั่ง เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ในยุคนั้น เป็นผู้หญิงที่รักการอ่านหนังสือรักการดนตรี เป็นผู้หญิงที่ทันสมัยมากในยุค 2476 แถมยังสวยงามเลอโฉมมาก พะโป้ก็พายุพดีไปอยู่ที่อาณาจักรของตนที่เขาท่ากระดาน กำแพงเพชร ก็ไปในฐานะภรรยา ที่นั่นเองยุพดีก็พบกับส่างหม่อง หลานชายคนเดียวสุดที่รักของพะโป้ ซึ่งงดงามหล่อเหลาราวกับเทพบุตร แล้วก็เป็นผู้ชายที่ยังบริสุทธิ์ มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ส่างหม่องจบมาจากพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง

แล้วก็มีชีวิตรักธรรมชาติ ไม่ชอบในเมือง เก็บตัว ขี้อาย แต่เป็นมนุษย์ที่จิตใจสะอาด ไม่ได้มีสังคมเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเค้าเลย แต่พอได้มาอยู่ด้วยกันกลางป่าเช่นนั้นเนี่ย กับผู้หญิงที่อยู่ในสังคมเมืองและทันสมัยมาก ด้วยพลังอำนาจของธรรมชาติ ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนเนี่ย โศกนาฏกรรมชีวิตรักของทั้งสามคนก็เกิดขึ้นที่นั่น

ตอนแรกที่คุยกับเสี่ยแล้วรู้ว่าเป็นอนันดา กับพลอย เฌอมาลย์ นี่คือตรงใจเลยหรือเปล่า

ก็เป็นเหตุผลหลักเลยที่รับทำเรื่องนี้ เพราะว่าทั้งคู่เนี่ยเป็นลูกศิษย์ที่เราค่อนข้างพึงพอใจ สอนเค้ามาตั้งแต่เค้ายังเด็กทั้งคู่ แล้วทั้งคู่ก็ประสบความสำเร็จด้วย แล้วจะพูดไปในบทบาทนักแสดงยุคใหม่นี่นะ มันน่าดู อยากดูว่านักแสดงรุ่นใหม่แล้วมีฝีมือได้มาเล่นด้วยกันในบทชีวิตที่เข้มข้นแบบนี้เนี่ยมันจะเป็นยังไง คือไม่ต้องทำเองก็ได้นะ คนอื่นทำเราก็อยากดู แต่นี่ยิ่งเราทำเองมันก็เหมือนกับเจอนักแสดงที่คุ้นมือเราก็ยิ่งโอเคใหญ่เลย

คาแร็คเตอร์และพื้นเพชีวิตของสามตัวละครหลักที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมร่วมกันโดยไม่คาดฝันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
“ส่างหม่อง” เนี่ยถ้าจะพูดถึงก็เหมือนกับเป็นพระเอกในยุค 2486 ที่สมบูรณ์ไปเสียทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ รูปร่างหน้าตา การศึกษา ฐานะทางสังคม แล้วก็ทัศนะที่มีต่อชีวิต ดูเหมือนจะเป็นตัวละครในอุดมคติ ผู้ชายที่อายุ 20 กว่าๆ แล้วไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวผู้หญิง มีความรู้ เป็นคนเล่นกีฬา กล้าหาญ อยู่ในป่า ไม่เล่นการพนัน เป็นเหมือนกับมนุษย์ที่ดูสมบูรณ์มาก แล้วก็ที่สำคัญคือเคร่งศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอีกต่างหาก มันก็แลดูห่างไกลจากพวกผู้ชายในยุคปัจจุบันมากนะ
ส่วน “ยุพดี” เนี่ยก็ห่างไกลจากนางเอกในยุคนั้น คือตัวละครสองตัวเนี่ยตรงกันข้ามกันเลย แต่มีความเหมือนอยู่หนึ่งอย่างคือทั้งคู่กำพร้าพ่อแม่เหมือนกัน แต่ยุพดีเนี่ยเป็นผู้หญิงที่เติบโตมาในโรงเรียนคอนแวนต์แล้วพอพ่อแม่ตายไปตัวเองก็อยู่โรงเรียนประจำที่คอนแวนต์ ก็ต้องสูชีวิต แล้วก็เป็นคนรักการอ่านหนังสือซึ่งก็เป็นหนังสือฝรั่งหมด แล้วก็ฟังดนตรี รักศิลปะ เพราะฉะนั้นเธอจึงได้อิทธิพลฝรั่งมามาก จบคอนแวนต์ปุ๊บก็ไปทำงานที่บริษัทฝรั่ง โดยเริ่มต้นที่ห้างของฝรั่งแล้วไปสิ้นสุดที่สปอร์ตคลับของฝรั่ง เธอเป็นผู้หญิงทันสมัยมาก เปรี้ยวมาก ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เรียกว่าแรงมาก เป็นตัวของตัวเองสูงไม่ยอมอยู่ในกรอบของประเพณีใดๆ ทั้งสิ้น รักความเป็นไทย และความอิสระของมนุษย์ ประเทศไทยตอนนั้นเปลี่ยนแปลงในปีพ.ศ. 2475 เรื่องนี้เริ่มต้นในปี 2476 ในยุคของยุพดีเนี่ย เค้าเป็นผู้หญิงที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เป็นผู้หญิงที่เข้าใจในสิทธิมนุษยชน เป็นตัวของตัวเองกรอบประเพณีอะไรแตะต้องเธอไม่ได้

เพราะฉะนั้นเมื่อตัวละครสองคนมาเจอกันเนี่ย ผู้ชายอยู่ในกรอบประเพณีสูงมาก ส่วนผู้หญิงไม่อยู่ในกรอบประเพณีเลย เมื่อสองตัวละครมาเจอกันเนี่ยมันจะเป็นยังไง นี่แหละเป็นความชาญฉาดของครูมาลัย ชูพินิจในการสร้างตัวละครมาก น่าสนใจมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามนะ ที่จริงผู้หญิงควรอยู่ในกรอบประเพณี ผู้ชายควรจะไม่อยู่ในกรอบ แต่นี่ท่านสลับกันน่ะ มันเลยเป็นอะไรที่น่าดู
ส่วน “พะโป้” ที่เป็นอาเนี่ยก็คือเป็นตัวละครที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก คือผมเองก็ปูแบ็คกราวด์เดิมของครูมาลัยเนี่ยท่านบอกแต่ว่าเป็นชาวพม่า ก็เลยพยายามเจาะลงไปว่าพะโป้เนี่ยน่าจะมีเชื้อสายจากเจ้านายใหญ่ที่รัฐฉาน เพราะคำบรรยายในหนังสือเนี่ยบอกว่าพะโป้มีบ้านของตัวใหญ่ราวกับปราสาทราชวังของเจ้าโบราณ ก็เลยจับจุดตรงนี้ แล้วก็พะโป้เนี่ยมีบ่าวไพร่เป็นชนเผ่าต่างๆ มากมาย ทั้งมอญทั้งพม่า ทั้งกะเหรี่ยงอะไรอย่างนี้ ก็เลยคิดว่าน่าจะมีเชื้อสายเจ้านายใหญ่ที่มาจากรัฐฉาน แล้วก็มาทำกิจการป่าไม้ในช่วงพรมแดนระหว่างพม่ากับไทย ช่วงตาก-กำแพงเพชรพอดี แล้วยิ่งในยุคนั้นเนี่ยคนที่ได้สัมปทานป่าไม้ของแถบพม่านี่คืออังกฤษ เพราะฉะนั้นพะโป้น่าจะมีกิจการร่วมกันกับอังกฤษ และน่าจะมีความรู้ทางภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี เราเลยสร้างให้พะโป้เนี่ยมีเชื้อสายเจ้านายใหญ่ซึ่งมาสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองไทยจนร่ำรวยมหาศาล ทีนี้พะโป้ก็น่าสนใจแน่นอนที่สุดพอมีเชื้อสายมาจากราชวงศ์เนี่ยก็จะมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีสูงมาก แล้วก็สร้างเนื้อสร้างตัวเองจนร่ำรวยมหาศาลเช่นนั้นเนี่ยพะโป้จะเป็นผู้ที่มีความสำเร็จมากและมีอำนาจมาก และเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแถบนั้น เป็นที่เกรงกลัวและเป็นที่เกรงใจของเจ้าหน้าที่ในยุคนั้นเสียด้วยซ้ำไป มีแต่คนรักและเกรงบารมี แต่ว่าก็น่าเสียดายที่ภรรยาของพะโป้เสียไปนานแล้ว และเขาก็ไม่ได้รักใครอีกต่อไปเลย ก็มีแต่นางบำเรอในบ้าน แต่ก็จะเป็นโชคชะตาเหมือนกันที่ทำให้พะโป้ไปพบเจอยุพดีในวันที่มีวัย 50 กว่าซึ่งคนในยุคนั้นเนี่ยถือว่าแก่แล้วนะในยุคสมัย 2476 น่ะ ยุพดีก็อายุ 20 ต้นๆ เพราะฉะนั้นผู้ชายอายุ 50 กว่าๆ แล้วมาเจอผู้หญิงสวยขนาดนั้น แล้วก็เปรี้ยวทันสมัยถึงขนาดนั้นก็ต้องหลงเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นตัวละครสามตัวเนี่ยจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจ แล้วพะโป้เนี่ยไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนเท่ายุพดี นอกจากแม่ตัวเองกับภรรยาเก่า แล้วก็ไม่มีผู้ชายคนไหนที่พะโป้จะรักเท่ากับส่างหม่อง คือพะโป้รักพ่อของตัวเองและก็พี่ชาย รองจากนั้นก็คือส่างหม่อง เพราะฉะนั้นโศกนาฏกกรรมรักครั้งนี้มันเลยน่าสนใจ เมื่อชะตากรรมทำให้ส่างหม่องกับยุพดีต้องมารักกัน ในขณะที่พะโป้เนี่ยมีผู้หญิงที่รักที่สุดคือยุพดี แล้วมีผู้ชายที่รักที่สุดคือส่างหม่อง แล้วสองคนนี้มารักกัน และกลับทรยศหักหลังพะโป้ มันจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจน่าดูเป็นอย่างยิ่ง

การคัดเลือกนักแสดงอย่าง “บี๋ ธีรพงศ์” มารับบท “พะโป้” มีความยากง่ายอย่างไร

คือจริงๆ แล้วพะโป้เนี่ยเราดูไว้หลายคนมาก แล้วก็เป็นความน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งพอนักแสดงชั้นนำหลายท่านทราบว่าผมจะทำเรื่องนี้เป็นหนังขึ้นมาเนี่ย ก็เสนอตัวสมัครเข้ามาเล่นหลายท่านทีเดียว ซึ่งหลายๆ ท่านก็เหมาะด้วยฝีมือ และไม่ปฏิเสธเลยว่าจะแสดงได้เป็นอย่างดี แต่ว่าท้ายสุดผมเลือกคือคุณบี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ด้วยหลายอย่าง ด้วยลักษณะบุคลิกของแกด้วย แล้วก็ด้วยความเหมือนของคุณบี๋กับอนันดาพอมาอยู่ด้วยกันแล้วเราเชื่อได้ว่าทั้งคู่เนี่ยเป็นอาหลานกัน แล้วก็ด้วยวัยของคุณบี๋ด้วย แล้วก็ด้วยผิวพรรณ ด้วยโครงของใบหน้า ด้วยเสียง แล้วความพิเศษบางอย่างในตัวคุณบี๋ที่ดูเหมือนมีความมีอำนาจซ่อนอยู่ข้างในตัวจริง มันมีพลังอะไรบางอย่างในตัวจริง แล้วก็สำหรับภาพยนตร์เนี่ยแกยังไม่ช้ำ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าโดยภาพลักษณ์ของคุณบี๋เนี่ยเหมาะที่จะเป็นพะโป้ และถ้าพูดถึงในแง่การแสดงนะ ถ้าพูด ณ ตอนนี้ผมพอใจมากในการแสดงของนักแสดงนำในเรื่องนี้ คือทุกคนเนี่ยสามารถเข้าถึงแก่นแท้ในตัวละครของครูมาลัย ชูพินิจได้อย่างสมบูรณ์ พูดได้เลยว่าสมบูรณ์

ยังมีตัวละครเด่นๆ อีกหลายตัว อย่าง “ทิพย์” ของ “เจี๊ยบ ศักราช” เป็นยังไงบ้าง

“ทิพย์” เนี่ยตามคาแร็คเตอร์เป็นชาวพระนคร เป็นคนกรุงเทพฯ แต่ว่าเป็นผู้ชายที่สู้ชีวิตทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้คือเป็นผู้ชายในยุคนั้นจริงๆ คือทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน และก็ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปวันๆ หนึ่ง ทิพย์เนี่ยเคยทำงานเหมืองที่ภูเก็ต เป็นนักพจญภัยกับชีวิต ไปทำงานเหมืองที่ภูเก็ต ไปทำโรงไม้เป็นผู้จัดการโรงไม้ แล้วก็มาเจอกับพะโป้ พะโป้เลยชวนไปเป็นผู้จัดการปางไม้ที่กลางป่าเขาท่ากระดานที่กำแพงเพชร ก็กลายเป็นลูกน้องที่สนิทและไว้ใจพะโป้ ทิพย์เป็นคนทำงานเก่ง รับผิดชอบ ต่อสู้ชีวิต และมองคนในแง่ดีเสมอ เป็นมิตรกับทุกคน
การเลือก “ศักราช ฤกษ์ธำรง” มาเล่นตรงนี้ก็ด้วยลักษณะภายนอกด้วย ด้วยผิวก็ตรงตามที่ครูมาลัยได้กำหนดเอาไว้ เป็นคนผิวคล้ำ ร่างกายบึกบึน ออกจะแมนๆ แต่ว่ามีจิตใจโอบอ้อมอารี เข้าใจจิตใจ เข้าใจคน แล้วก็ศักราชเนี่ยพอมาลองบทแล้วเหมาะ ยิ่งพอเติมหนวดลงไปแล้วกลายเป็นทิพย์ที่ใช่เลย เป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายเป็นอย่างยิ่ง เป็นคนปรารถนาดีกับทุกคน ไม่มองคนในแง่ร้ายเลย แต่ว่าเป็นตัวละคนที่ต้องรับรู้โศกนาฏกรรมรรมของตัวละครทุกตัวที่เกิดขึ้นโดยที่ตัวเองเนี่ยไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่สามารถแก้ไขใดๆ ได้ โดยที่ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตอนจบของเรื่องอย่างน่าสะเทือนใจ
ทิพย์นี่เป็นตัวละครที่สำคัญมากทีเดียว เพราะว่าเป็นตัวเล่าเรื่องระหว่างส่างหม่องกับยุพดีแล้วก็พะโป้ ให้ “นิพนธ์” (เพ็ญเพชร เพ็ญกุล) ฟัง ทิพย์เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เป็นผู้ที่รู้ที่มาที่ไป เห็นเหตุการณ์การเป็นชู้ของส่างหม่องและยุพดี แล้วก็เป็นผู้ที่รู้การตัดสินใจของพะโป้ที่เมื่อรู้ว่าคนที่รักมากที่สุดสองคนเป็นชู้กัน และพะโป้ตัดสินใจทำอย่างไร ทำโทษตัวละครทั้งสองอย่างไร ทิพย์จะเป็นผู้ที่เห็น

เหตุการณ์ทั้งหมด แล้วจากการที่เค้าเป็นคนจิตใจดี เป็นลูกน้องของพะโป้ที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายมาก แล้วก็เป็นคนที่คล้ายกับพี่เลี้ยงส่างหม่อง เป็นคนที่ทำงานอยู่ด้วยกันแล้วก็รู้จักส่างหม่องเป็นอย่างดี แล้วก็รักส่างหม่องมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องร้ายครั้งนี้เนี่ยทิพย์จะเป็นเหมือนตัวละครที่เจ็บปวดที่สุดเพราะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนท้ายๆ ของเรื่องนี่ที่พะโป้ไม่ยอมหยุดทำร้ายเด็กทั้งสองคน กลับกลายเป็นทรมานหนักขึ้นๆๆ จนไปสู่ความตาย เพราะฉะนั้นตัวละครทิพย์เนี่ยเป็นตัวที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นคนที่เห็นความทุกข์ของทุกเหตุการณ์ แล้วก็ประสบการณ์ครั้งนี้เนี่ยมันทำให้เค้าเหมือนกับว่ามีแผลในใจ แล้วก็เล่าเรื่องนี้ออกมาด้วยความทรมาน ทีนี้ในการเลือกตัวละครตัวนี้เนี่ยก็ต้องพิถีพิถันมากเพราะว่า “ประจวบ ฤกษ์ยามดี” เคยเล่นบทนี้มาแล้วแล้วก็ได้ตุ๊กตาทอง ผมเองก็ลองคัดเลือกมาแล้วหลายๆ คน แล้วคนที่เหมาะสมกลายเป็นศักราช ฤกษ์ธำรง ที่มีลักษณะภายนอกด้วยมีความบึกบึน เป็นผู้ชายที่สีผิวและบุคลิกภายนอกตรงกับที่ครูมาลัย ชูพินิจบรรยายเอาไว้ แล้วก็เป็นคาแร็คเตอร์ของผู้ชายที่ซื่อสัตย์มากๆ มองโลกในแง่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นนักเลงทำงานในป่าได้ กินเหล้าจัด มีผู้หญิงเยอะ แต่ว่าไม่ผูกมัดกับผู้หญิงคนไหน แต่รักงานรักการทำงาน ก็เลือกศักราชด้วยเพราะบุคลิกภายนอกด้วยแล้วพอเติมหนวดเข้าไปกลายเป็นรูปลักษณ์ภายนอกใกล้กับตัวละครตัวนี้มาก

มาถึงอีกตัวละครหนึ่งคือตัว “นิพนธ์” (เพ็ญเพชร เพ็ญกุล) ที่เหมือนเป็นคนนอกและตัวแทนที่พาคนดูเข้ามารับรู้เรื่องราวครั้งนี้

คือตัว “นิพนธ์” หรือคนเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นเรื่องเนี่ย คือพล็อตเรื่องดำเนินเรื่องในปี 2486 ด้วยการที่นิพนธ์เดินทางมาที่ปางไม้กลางป่าเขาท่ากระดานของพะโป้เนี่ย เพราะว่าตัวพะโป้เศรษฐีชราเนี่ยเป็นเพื่อนกับตัวพ่อของนิพนธ์ก็เลยชวนนิพนธ์มาล่าสัตว์ที่นั่น ในหนังสือไม่เจาะจงว่าเป็นใครและทำอาชีพอะไร รู้แต่เพียงว่าพ่อของนิพนธ์เป็นเพื่อนเก่าของพะโป้เท่านั้น มีแต่คำว่า ข้าพเจ้า เวลาอ่านเลยคิดว่าข้าพเจ้าเนี่ยคือครูมาลัย ชูพินิจเองนี่แหละที่เล่าเรื่องนี้ พอจากการศึกษาเราได้รู้ว่าครูมาลัย ชูพินิจเองเนี่ยมีเพื่อนคุณพ่อเป็นชาวพม่าแล้วทำกิจการป่าไม้ชื่อพะโป้จริงๆ คือเชื่อเลยว่าท่านสร้างฉากและตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจากบุคคลในชีวิตจริงของท่านแต่ว่าไม่ใช่เรื่องราวเดียวกันแบบนี้นะ คือท่านเอาแต่ฉากและคาแร็คเตอร์มาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในภาพยนตร์เนี่ยผมเลยกำหนดให้นิพนธ์เนี่ยมีอาชีพเป็นนักเขียนนักประพันธ์และนักหนังสือพิมพ์ เพราะในช่วงนั้นเนี่ยช่วงปี 2480-2486 เนี่ยครูมาลัยท่านก็ทำหนังสือพิมพ์อยู่ ท่านเขียนบทความ เขียนเรื่องสั้น เขียนนวนิยายอยู่แล้ว ก็เลยสร้างตัวละครตัวนี้แล้วตั้งชื่อว่านิพนธ์ ซึ่งในหนังสือไม่มีชื่อ จะเป็นข้าพเจ้าเฉยๆ แล้วก็คงเป็นตัวแทนที่จะพาคนดูเข้าไปค่อยๆ รู้เรื่องส่างหม่องกับยุพดีไปทีละนิด โดยผ่านบทสนทนาระหว่างนิพนธ์กับทิพย์ ทิพย์จะเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้นิพนธ์ฟังทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งไปพบกับความหายนะในตอนจบของเรื่อง

บทนี้ก็ได้ “แจ๊บ เพ็ญเพชร” กลับคืนจอมาเล่นหนังด้วย เป็นอย่างไรบ้าง

แจ๊บดูเป็นสุภาพบุรุษสะอาดๆ กลางๆ และก็ด้วยความนิ่งของเพ็ญเพชรเนี่ย เราเชื่อได้ว่าเค้าเป็นนักเขียนได้ แล้วก็ด้วยวัย 30 กว่าแล้วก็เหมาะสมกับตัวละครในเรื่องนี้ วัย 35-36 ในปี 2486 ซึ่งถ้าเป็นตอน 2476 ก็จะ 25-26 ก็จะเป็นวัยเดียวกับส่างหม่องในตอนที่กลับมาจากพม่า เพราะว่าตัวละครตัวนี้ทำให้พะโป้เห็นแล้วสะท้อนถึงหลานตัวเองว่าถ้าหลานยังปกติดีอยู่ก็จะเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบตัวละครตัวนี้

ตัวละครที่เพิ่มเป็นสีสันเข้ามาอีกตัวหนึ่งคือตัว “มะขิ่น” (ท็อป ดารณีนุช) ตัวนี้มีการดำเนินเรื่องอย่างไรบ้าง
ตัว “มะขิ่น” นี้คือตัวที่ผมสร้างขึ้นมา เพราะในหนังสือในบทประพันธ์ของท่านเนี่ยกล่าวไว้เฉยๆ กล่าวเพียงประโยคเดียวเท่านั้นว่า มีอดีตนางบำเรอที่มาเป็นแม่ครัวแล้วล่วงรู้เห็นพฤติกรรมของส่างหม่องกับยุพดีแล้วมาบอกพะโป้ ในหนังสือเนี่ยเขียนไว้นิดเดียว ทีนี้เนี่ยเราก็เลยจำเป็นต้องสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาเป็นมะขิ่น ชาวกะเหรี่ยงที่เคยเป็นนางบำเรอสมัยสาวแต่เมื่ออายุเยอะแล้วเนี่ย ก็ถูกปลดระวางไปเป็นแม่ครัว แต่ว่ามีความซื่อสัตย์สูงมาก มีความรักและความซื่อสัตย์สุตจริตต่อพะโป้สูงมาก แล้วด้วยตัวเธอเองก่อนที่ยุพดีจะมาถึง เธอคงเป็นผู้หญิงที่มีอำนาจสูงในบ้านหลังนั้น เพราะก็เคยเป็นนางบำเรอและก็เป็นผู้ดูแลผู้หญิงทุกคนในบ้านหลังนั้น ทีนี้มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พอมีผู้หญิงสาวสวยอายุ 20 กว่าๆ มาจากกรุงเทพฯ เข้ามาเป็นนายหญิงเนี่ยก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ความสำคัญของเธอจะหมดไป เพราะฉะนั้นมันก็จะมีเรื่องการเมืองในบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่คาแร็คเตอร์มะขิ่นเนี่ยก็แสดงให้เห็นถึงผู้หญิงที่ไม่ว่าจะทุกข์ขนาดไหนจะโดนมือโดนเท้าโดนตีนโดนอะไรขนาดไหน จะโดดกดขี่ขนาดไหนก็ยังรักผู้ชายที่ตัวเองรักอย่างชนิดที่ไม่มีคำปฏิเสธใดๆ

ซึ่งได้เลือก “ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ” มาพลิกคาแร็คเตอร์ในบทนี้

ดารณีนุชเป็นนักแสดงที่มีฝีมือมาเพียงแต่คนไม่เคยเห็นเค้าในบทบาทอื่น ส่วนใหญ่คนก็จะให้เค้าเล่นบทตลกหมด แต่ดารณีนุชสามารถเล่นได้หลายอย่าง แล้วก็เล่นได้ลึกซึ้งด้วย คือหลังจากที่ได้ทำงานด้วยกันใน “สี่แผ่นดิน” เนี่ยที่ไม่ให้เค้าเล่นตลกเลย เค้าเล่นได้ลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นในการทำภาพยนตร์บท “มะขิ่น” เนี่ย ผู้หญิงกะเหรี่ยงที่ซื่อสัตย์ต่อคนรักด้วยทั้งรักและบูชา ท็อปก็ทำได้ซาบซึ้งและน่าประทับใจทีเดียว

มีความยาก-ง่ายในการกำกับครั้งนี้อย่างไรบ้าง และมีความแตกต่างจากสมัยอดีตอย่างไร

จริงๆ มันก็ไม่แตกต่างนะ เพราะช่วงที่เรากำกับละคร เราก็บริหารการกำกับการถ่ายทำละครให้เหมือนการกำกับภาพยนตร์อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถ่ายด้วยกล้องภาพยนตร์เท่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้แตกต่างเลย ในการบริหารหรืออะไรต่างๆ ถือว่าง่ายขึ้นด้วยซ้ำ เพราะละครโทรทัศน์มันยาวนานหลายตอนกว่านี้มาก ประกอบกับทีมงานรุ่นใหม่ เครื่องไม้เครื่องมือมันไฮเทคกว่าละครเยอะ เพราะฉะนั้นมันไม่ค่อยยากในการบริหารงานเท่าไหร่ แต่ไอ้ที่ยากก็คือ โลเกชั่นของเรื่องนี้ โหดมาก ต้องถ่ายบนภูเขา น้ำตก ต้องปีนเขาขึ้นไปถ่าย อีกทั้งสภาพอากาศของเชียงรายที่ต่างกันชัดเจน หนาวจัดตอนเช้ากับกลางคืน และร้อนมากตอนกลางวัน อันนี้ถือเป็นปัญหา แต่ได้รับความร่วมมือจากทั้งทีมงาน นักแสดงทุกคนอย่างดี ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรจนถึงขั้นทำงานไม่ได้ เราก็ทำงานได้ตรงตามเป้าตลอดเวลา มีก็แค่เศษติ่งๆ ที่ถ่ายไม่เสร็จบ้างนิดเดียว ก็เป็นปกติของการถ่ายทำหนังอยู่แล้ว ก็ไม่ได้เรื่องใหญ่อะไร
แล้วก็ประกอบกับตากล้อง “เปีย” (ธีระวัฒน์ รุจินธรรม) ผู้กำกับภาพที่ถ่ายภาพสวยมาก ทำงานไหลรื่นไปกับเราตลอด แล้วรวมถึงทีมงานนักแสดงที่เราซ้อมมาก่อน ซ้อมนักแสดงหลักมาก่อน 2 เดือนก่อนเปิดกล้อง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในการทำงานจริง เราจะมองภาพรวม แล้วก็ไม่ต้องคอยจ้ำจี้จำไชกับนักแสดงเท่าไหร่ เพราะถือว่าซ้อมมาแล้วเป็นอย่างดี เพียงแต่อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

ลักษณะการซ้อมก่อนการแสดงทั้งเรื่อง ไม่ค่อยเห็นในการทำหนังไทยระยะหลังๆ ซักเท่าไหร่

ก็อาจเป็นเพราะว่าเราไม่เก่งไง ผู้กำกับบางคนเอานักแสดงมาแสดงตรงนั้นได้เลย ซึ่งเราไม่เก่งขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเราถือว่าการทำงานต่างๆ จะเกิดขึ้นบนโต๊ะก่อน ให้ความสำคัญของพรีโพรดักชั่น (Pre-Production) เพื่อให้วันถ่ายทำจริงเนี่ยเป็นไปตามคิวที่เราวางไว้ เพราะฉะนั้น...เราชอบสบายมั้ง พอวันถ่ายเราค่อนข้างสบาย เพราะทุกอย่างมันโดนประชุม โดนเตรียมมาหมดแล้วเป็นอย่างดี อีกอย่างหนึ่งเราก็แก่แล้ว เราต้องการตรงต่อเวลา เพราะไม่ใช่มีแค่เรา ทีมงานไฟ ฝ่ายศิลป์ เราเลิกแล้ว เค้าก็ยังต้องเก็บของ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันต้องไปด้วยกันตลอด การบริหารงานกองถ่าย ทุกคนมันต้องสำคัญเท่าๆ กัน ไม่มีใครสำคัญกว่าใคร ไม่ว่าผู้กำกับจะใหญ่มาจากไหน ดารานักแสดงเป็นใครมาจากไหน ในปรัชญาการทำงานของเรา ทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน เปรียบได้กับชีวิตมนุษย์ที่จะขาดอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งไปไม่ได้ ขาดแขน ขา หู ตา จมูกไปไม่ได้ ต้องเดินไปพร้อมๆ กัน เราให้ความสำคัญเท่ากันหมด ทุกคนต้องอยู่เหมือนกัน กินเหมือนกัน เท่าเทียมกันหมด เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน สบายก็สบายด้วยกัน ช่วยกันได้ช่วยกัน เพราะไม่ใช่งานของเราคนเดียว เราไม่อยากเสียเวลาโดยใช่เหตุ เราอยู่นิ่งไม่ได้

สำหรับนักแสดงก็เป็นวิธีเดิม คือมีการซ้อมกันก่อน มีการทำความเข้าใจกันก่อน มีการมานั่งคุยกันก่อน แล้วแค่คุยมันก็ยังไม่พอ มันก็ต้องมี Class มีการฝึกฝน มีแบบฝึกหัดต่างๆ เพื่อจะทำให้นักแสดงแต่ละคนเข้าถึงตัวละครแต่ละตัวที่ตัวเองเล่น และเราก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แล้วมันก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็เป็นไปตามคิวอย่างดี และก็ที่สำคัญคือนักแสดงทุกคนได้สร้างมิติใหม่มาก คือผลที่ได้ดีกว่าที่ผมหวังไว้ซะอีก เป็นการแสดงที่พูดได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนในยุคนี้ คือการที่นักแสดงได้เป็นตัวละครในเรื่องจริงๆ ได้ถ่ายทอดความมคิดความอ่านและวิญญาณของตัวละครที่ตัวเองเล่นจริงๆ

ในแง่ของทีมงาน มีมืออาชีพมาร่วมงานด้วยในแต่ละฝ่าย

คือโดยส่วนใหญ่แล้วทีมงานหนังเรื่องนี้เนี่ยทุกคนมีอาชีพเป็นของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่ทุกคนมาทำเรื่องนี้เนี่ยทำด้วยเพราะอยากทำเรื่องนี้ อยากทำเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ให้เป็นภาพยนตร์ที่ดี ทุกคนก็ลางานกันมาทุ่มเทกับหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อผ้า ฝ่ายศิลป์ หรือฝ่ายจัดการ ทุกคนอยากจะเห็น “ชั่วฟ้าดินสลาย” กลายเป็นภาพยนตร์ที่ดี
อย่างทางเสื้อผ้าเองเนี่ยก็ได้ “อาจารย์แหลม” (ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ) ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษทางด้านโบราณคดีที่ชำนาญทางด้านผ้าไทย ทางด้านเครื่องแต่งกายไทย แล้วก็ได้ “คุณโต้ง” (นพดล เตโช) ซึ่งทำกับผมมาตลอดตั้งแต่ “สี่แผ่นดิน”, “ในฝัน” คือทุกคนมาร่วมงานแล้วก็ศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดี แล้วก็ยังได้อาจารย์จากหลายๆ ที่ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาให้คำปรึกษาในทุกๆ อย่างที่เป็นศิลปะล้านนา หรือแม้แต่ “เพลงชั่วฟ้าดินสลาย” เองก็ได้ความกรุณาจากท่านองคมนตรี “อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์” ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลงนี้เนี่ยได้อนุญาตให้นำเพลงนี้มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ แล้วก็ “คุณจำรัส เศวตาภรณ์” ซึ่งไม่ได้ทำดนตรีประกอบมาเป็นเวลานานแล้วเนี่ยก็ได้กลับมาทำอีก
ในส่วนของเมคอัพก็ชัดเจนมาก เมคอัพเราก็ได้ “อาจารย์ขวด มนตรี วัดละเอียด” มาลุยเองเลย จริงๆ ท่านก็ไม่ต้องทำเองแล้วก็ได้เพียงแต่เป็นอาจารย์ชี้นิ้วก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นใน “นเรศวรฯ” หรือว่า “สุริโยไท” ก็เป็นหัวหน้าแผนกเมคอัพที่คุมงานอย่างเดียว แต่เรื่องนี้เนี่ยท่านเองก็อยากจะลงมือทำด้วยตัวของท่านเอง เพราะรักงานวรรณกรรมเรื่องนี้ โดยไม่ใช้ลูกศิษย์เลยโดยท่านลงมือทำด้วยตัวท่านเองทุกๆ ฉาก และก็คือเรามีความตั้งใจตรงจุดเดียวกันหมดว่าอยากทำภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด
ซึ่งโดยรวมแล้วเนี่ยทุกคนทำหนังเรื่องนี้เพราะว่าอยากเห็นหนังเรื่องนี้ออกมาดี ไม่ใช่ทำเพราะเป็นอาชีพที่ต้องทำเพื่ออยู่กิน แม้กระทั่งตัวผมเองก็ตามก็ทำเพราะอย่างให้บทประพันธ์ชิ้นนี้ออกมาดี ต้องการถ่ายทอดออกมาให้มีคุณค่าทางภาพยนตร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันก็เลยเป็นความร่วมมือร่วมใจที่อยากทำงานศิลปะชิ้นนี้ออกมาให้ดีที่สุดให้เท่าที่ความสามารถของเราจะมีและของทุกคนจะมี

ในส่วนของงานเพลงก็โดดเด่นและแตกต่างจากเวอร์ชั่นที่ผ่านมา

ในแง่อาร์ตเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการแสดงที่เป็นศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเครื่องแต่งกาย หรือการถ่ายทำ หรือว่าดนตรี หรือว่าการร้องเนี่ยมันแปลกมาก เพราะพอตัดต่อออกมาแล้ว พอหนังรวมออกมาแล้วเนี่ยมันเป็นหนังที่มีมิติใหม่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนังพีเรียดแต่มันก็ดูเป็นงานร่วมสมัยมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี หรือว่าการร้องของ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” ที่ร้องเพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” จะบอกว่าทันสมัยผิดยุคผิดสมัยก็ไม่ใช่ หรือเป็นสมัยโน้นไปเลยก็ไม่ใช่ มันเป็นศิลปะร่วมสมัยมาก มันจะดูมีรสชาติที่แปลกไป อันนี้คือผลรวมของหนังนะ มันพูดเจาะๆ ลำบาก แม้กระทั่งอนันดากับพลอยเองก็ทำให้เรื่องนี้ดูทันสมัยขึ้น

แล้วถ้าในเรื่องของการแสดงเน้นไปที่อนันดากับพลอย ในความรู้สึกของหม่อมรู้สึกอย่างไรบ้าง
คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมาสเตอร์พีซ เป็นงานชิ้นโบว์แดงของนักแสดงเอกทั้ง 5 คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลอยกับอนันดา แล้วก็คุณบี๋ ถือว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของเค้าได้ทีเดียว คือเค้าสามารถถ่ายทอดตัวละครได้อย่างครบถ้วนทุกวินาทีอย่างมีชั้นเชิง

จุดเด่นของเรื่องนี้อีกอย่างหนึ่งคือด้านโลเกชั่น

อย่างที่บอกไปคือโลเกชั่นหลักเราเลือกเชียงราย คือแม้ว่าในเรื่องเดิมจะกำหนดว่าอยู่ในป่าแถวตาก-กำแพงเพชรเนี่ย ทีนี้ผมก็ไปดูมาหลายที่มาก แต่ก็ไปติดใจเชียงราย ไปติดใจความหลากหลายของไม่ว่าจะเป็นเชียงรายภาคเหนือที่มีทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงามมาก เพราะว่าจริงๆความสลับซับซ้อนของภูเขาเนี่ย ผมเอามาเปรียบเทียบกับความสลับซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ซึ่งเป็นภาพเปิดเรื่อง แล้วก็มีป่าที่ยังเป็นธรรมชาติอยู่ แล้วก็มีพรรณไม้ที่แปลกตามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น้ำตกขุนกรณ์ แล้วก็ที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ เวียงป่าเป้า ที่เราเข้าไปสร้างฉากเป็นคฤหาสน์ของพะโป้กลางป่าจริงๆ คือด้วยต้นไม้ ด้วยลำธาร ด้วยน้ำตก ด้วยบรรยากาศที่แปลกตามาก แล้วก็ยังแลดูสมบูรณ์อยู่มาก ช่วยเสริมให้แลดูสมบูรณ์ขึ้น แล้วก็มีลำน้ำกก ซึ่งในเรื่องมีการอธิบายว่ามีการล่องแพไปเที่ยวกัน ไปล่าสัตว์ ซึ่งลำน้ำกกก็มีความสวยงามดูแล้วน่าเชื่อว่าเป็นแม่น้ำกลางป่า แล้วมีน้ำตก มีหมอก มีธรรมชาตที่งดงามที่พูดได้ว่าอันซีน (Unseen) แล้วแปลกตากว่าทุกๆ ที่ กว่าทุกโลเกชั่นในภาพยนตร์ไทยที่เคยมีมา และที่เชียงรายก็คงไม่เคยมีใครไปถ่ายหนังอย่างเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ด้วย

ฉากไฮไลต์ในคฤหาสน์พะโป้ มีการเตรียมการหรือการสร้างนานแค่ไหน

จริงๆ แล้วการเตรียมงานมันพร้อมๆ กันไปตั้งแต่เริ่มที่จะทำเรื่องนี้ ทุกแผนกเริ่มไปพร้อมๆ กันเลย คือตั้งแต่ก่อนจะเขียนบทอีก เพราะว่าทุกคนต้องอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการทำงานของทุกฝ่ายเนี่ยเราเริ่มไปพร้อมๆ กัน การสร้างฉากคฤหาสน์จริงๆ ก็ประมาณ 2-3 เดือน สร้างที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ ที่อำเภอเวียงป่าเป้า ก็กลางป่าจริงๆ แต่เราก็โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากวนอุทยานแห่งชาติ จากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แล้วก็ชาวเชียงรายที่มาให้ความร่วมมืออย่างมากเลยในทุกๆ โลเกชั่น แม้กระทั่งบนดอยที่เป็นที่โฮมสเตย์อาข่าฮิลล์ของอาแป ก็ให้ความรู้ที่เป็นชาวอาข่า ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พาไปดูที่ๆ สวยงามมาก ที่ๆ ไม่เคยมีใครเคยเห็นแล้วก็เดินทางไปยากเย็นมาก ก็ได้รับความร่วมมือจากชาวเชียงรายเป็นอย่างดี

ฉากที่สร้างออกมา ตรงกับที่จินตนาการไว้หรือเปล่า

ตรง เพราะว่าทุกอย่างโดนดีไซน์ไปแล้ว แล้วก็มีการแก้ไขหลายๆ ครั้งไปแล้ว คือเค้าต้องมาส่งการบ้านว่า เป็นอย่างนี้ๆ หรือเปล่า แล้วก็แก้ไขจนถึงอย่างที่เราต้องการที่สุดถึงจะมีการสร้างเกิดขึ้น ซึ่งก็ยากเย็นมากเพราะว่าเราไปสร้างกันกลางป่าจริงๆ การเดินทางเข้าไปก็ค่อนข้างสาหัสมาก แต่พอสร้างเสร็จออกมาแล้ว ก็ตรงกับที่วางไว้ทุกอย่าง

เรื่องการเดินทางนี่คืออุปสรรคหนึ่งในการทำหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

จะพูดไปก็ทั้งบวกทั้งลบ คือก็ได้ที่ที่ตรงตามที่คิดจริงๆ แต่อุปสรรคก็แน่ๆ แหละการเดินทางยากมาก แล้วก็มันมีแมลงมีอะไรใช่มั้ย ก็มันเป็นกลางป่าแท้ๆ แค่เดินทางเข้าไปก็เหนื่อยแล้วยังต้องไปทำงานอีก แต่ว่าทุกคนก็ว่าคุ้ม แม้กระทั่งนักแสดงทุกคนก็แฮปปี้ที่จะอยู่ตรงนั้น มันทำให้คนเล่นเชื่อได้มากขึ้น เพราะมันอยู่กลางป่าจริงๆ ไม่ได้เล่นอยู่ที่อื่น

ในเรื่องนี้มีความโดดเด่นด้านการสะท้อนวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างมากด้วย

คือเนื่องจากว่าที่คุยกับคุณเจียงว่าหนังจะฉายเมืองนอก เพราะฉะนั้นเราเลยเห็นว่าการเอาวัฒนธรรมไทยมาเผยแพร่ชาวต่างชาติจะดูแล้วแปลกตา เราก็เลยต้องค้นคว้าประเพณีของชาวล้านนาคือเรื่องเนี่ยเกิดขึ้นที่ภาคเหนือ เพราะฉะนั้นในแง่ของประเพณีการสู่ขวัญ ประเพณีการสวดมนต์ ประเพณีงานบุญของชาวล้านนาเนี่ยเราก็เลยต้องศึกษาเยอะ เพื่อจะเอาเข้ามาในฉากสำคัญๆ ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือมากจากอาจารย์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของม่อนฝ้าย แล้วก็อาจารย์หลายๆ ท่านจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งทางเชียงรายก็ศึกษาถึงประเพณีล้านนาเดิม ก็ศึกษาไปถึงรากของประเพณีของชาวไทยใหญ่ซึ่งเป็นปูมหลังของพะโป้เนี่ยกับส่างหม่อง ซึ่งในเรื่องเนี่ยก็จะมีฉากที่แสดงขนบประเพณีของล้านนาชาวไทยใหญ่แล้วก็การใช้ภาษาไทยใหญ่ในการพูดของพะโป้และส่างหม่อง คือนักแสดงก็ต้องไปเรียนการพูดภาษาไทยใหญ่ มีทั้งคุณบี๋ ธีรพงศ์, อนันดา แล้วก็ท็อป ดารณีนุช ซึ่งต้องใช้ภาษาไทยใหญ่ในการสื่อสารในบทสนทนา ซึ่งมันก็ทำให้นอกจากความแปลกที่ฝรั่งจะดูแล้วเนี่ยก็จะมีความน่าเชื่อความสมจริงอีกด้วย

เวอร์ชั่นรีเมคนี้แตกต่างจากเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มายังไงบ้าง

แตกต่างมาก เพราะว่าในหนแรกที่ทำเนี่ยก็ห่างไกลจากหนังสือ มีการดัดแปลงในเชิงการเล่าเรื่องเนี่ยเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งคราวนั้นครูวิจิตร คุณาวุฒิเป็นคนเขียนบท แล้วก็ครูมารุตเป็นผู้กำกับ แต่คราวนี้เนี่ยเราพูดได้ว่าเราทำตามบทประพันธ์อย่างใกล้เคียงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ คือการดำเนินเรื่องทั้งหมดนี่ใกล้เคียงบทประพันธ์มาก ดำเนินไปตามที่หนังสือพูด เป็นการเล่าเรื่องย้อนไปย้อนมา ซึ่งก็ได้ Quote ไดอะล็อคหลายๆ ไดอะล็อคที่คมๆ ของครูมาลัย ชูพินิจ ออกมาในเรื่อง ซึ่งนักแสดงก็สามารถถ่ายทอดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เสน่ห์และความน่าสนใจโดยรวมของภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย”

ที่เด่นมากก็คือ ถ้าดูกันแบบพื้นๆ มันก็ดูสนุกเพราะเป็นเรื่องหลานเป็นชู้กับเมียอา ซึ่งเมียอาเป็นคนวัยเดียวกัน แล้วอาจับได้ แล้วก็จับล่ามโซ่ไว้ด้วยกัน เพื่อให้เรียนรู้ว่าไอ้รักแบบหวือหวาเนี่ย ที่สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันชั่วฟ้าดินสลายเนี่ย แต่เมื่อมนุษย์อยู่ด้วยกัน อยู่ใกล้ชิดติดกันมากๆ เข้า เป็นยังไง แค่นี้ก็สนุกแล้ว เป็นบันเทิงขั้นพื้นฐานที่น่าสนใจ สนุกละว่าไอ้คู่นี้ที่ถูกล่ามไว้ด้วยกันเนี่ย สุดท้ายแล้วจะเป็นยังไง และกับการเล่าเรื่องของครูมาลัยที่ทันสมัยมากที่เริ่มเรื่องโดยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นผ่านไปแล้วสิบปี แล้วก็ย้อนกลับไปเล่าเรื่องเมื่อสิบปีที่แล้ว วิธีเล่าเรื่องไม่เชยเลย มันดูลึกลับ น่าค้นหา น่าติดตามตั้งแต่ต้น
ในแง่ภาพ เราก็จะเน้นภาพที่จะเป็นกึ่งกวี สื่อออกมาด้วยภาพที่งาม เหมือนดูภาพเขียนภาพถ่ายที่สวยงาม เพราะฉะนั้นมันจะเป็นครั้งแรกที่เล่าเรื่องอย่างประณีตและละเอียดอ่อน ไม่ใช่แข็งๆ ไม่ใช่สะท้อนภาพชีวิตที่เหมือนจริงอย่างเดียว แต่จะเป็นภาพที่งามไปหมด เหมือนดูงานศิลปะที่งามชิ้นหนึ่ง
เรื่องนี้เอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้กำกับแสดงฝีมือนักหนา แต่จะเป็นเรื่องของนักแสดงฝีมือมากๆ ผู้กำกับต้องทำงานหนักกับนักแสดงมากๆ เพราะเป็นเรื่องละเอียดมากในแง่ความซับซ้อนของตัวละคร คือนักแสดงต้องทราบถึงแก่นแท้ ธาตุแท้ของตัวละคร ถึงจะถ่ายทอดออกมาได้ ไม่ใช่เล่นแค่อารมณ์ๆ ออกมาเท่านั้น เพราะทุกตัวเป็นตัวละครที่กลม เป็นมนุษย์น่ะ เป็นคนที่เป็นคนจริงๆ แล้วก็เราก็ต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาธรรมชาติที่สุด ไม่ใช่มาแสดงให้ดูกัน ให้น่าเชื่อ และให้นักแสดงทุกตัวเชื่อว่าเป็นตัวละครตัวนั้น และอยู่ในสถานการณ์แวดล้อมอย่างนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในยุคสมัย 2476-2486

ประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว จะพูดไปเรื่องมันร่วมสมัยแน่ ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด มนุษย์ก็คือมนุษย์ ธาตุแท้ไม่มีเปลี่ยน

คือแน่ๆ เลยว่าคนเราทำงานศิลปะขึ้นมาหนึ่งชิ้นเนี่ย ก็มีความมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดและสื่อสารกับคนดู ผมมีความหวังอย่างยิ่งเลยว่าถ้ามีคนดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วได้แง่คิด ได้มีการตั้งคำถามกับตัวเองว่าตัวเองรู้จักกับความรักมากแค่ไหน ตัวเองเข้าใจกิเลสในตัวเองมากขนาดไหน ตัวเองสามารถทำให้กิเลสของเราลดลงได้มั้ย หรือได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เนี่ยไปเรียนรู้และนำไปสู่หนทางในการใช้ชีวิตคู่ โห...เท่านี้ก็ที่สุดในการคาดหวังแล้ว เพราะว่าตัวละครอย่างส่างหม่อง, ยุพดี แล้วก็พะโป้เนี่ยมีอยู่ในมนุษย์เราทุกคน มีอยู่ในทุกชั้นวรรณะด้วย เพียงแต่ว่าจะมีมากหรือมีน้อย ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัว ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ก็เกิดจากตัณหาราคะนี่เอง ตัณหาราคะในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงกามารมณ์ แต่มันหมายถึงความอยาก ความต้องการซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญหาที่เกิดขึ้น ความต้องการที่ไม่ตรงกันของคนรัก ความต้องการที่ไม่ตรงกันในสังคม และความไม่สมานฉัน ความไม่พยายามจะทำความเข้าใจกันซึ่งกันและกันจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ขนาดไหน เป็นปัญหาที่ใหญ่ทั้งในบ้าน เป็นปัญหาที่ใหญ่ระดับประเทศ ถ้าเผื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วได้ย้อนกลับมามองตัวเอง ถึงเหตุที่เกิดทุกข์ของตัวเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยมันก็มีพื้นฐานมาจากความรักทั้งนั้นแหละ

ผู้ชมจะได้รับอะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง

คือที่แน่ๆ เนี่ยถ้าเกิดดูอย่างไม่ต้องคิดอะไรมากเนี่ยก็จะได้ดูฝีมือการแสดงที่ดีมากๆ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในยุคนี้ ได้เห็นภาพสวยงามมากๆ ได้เห็นภูมิประเทศที่สวยงามของประเทศไทย ได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่สวยงามของล้านนา ได้ฟังเพลงเพราะๆ ได้เห็นเสื้อผ้าสวยๆ แล้วก็ได้ดูเรื่องแปลกๆ เรื่องที่ค่อนข้างแปลก แต่ว่าถ้ามองย้อนปุ๊ปมันก็ไม่แปลกหรอกมันก็มีอยู่ในตัวเรา แล้วก็ความน่าพิศวงของนิสัยมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนจอ แล้วคุณจะคาดการณ์ไม่ถูกเลยซักนิดเดียว ต่อมามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ต่อมาเค้าจะทำอะไรออกมา ทำไมเค้าถึงทำอย่างนั้นเนี่ย คือมันจะมีอะไรที่สร้างปมให้น่าติดตามอยู่ตลอดเวลา คือเดาเรื่องไม่ถูกนะ แค่นี้ก็สนุกแล้ว
พูดง่ายๆ มันก็แล้วแต่ระดับนะ ถ้าคนที่ไม่คิดอะไรมาก มันก็ดูสนุกไปตามเรื่อง แต่คนที่ช่างคิดหน่อยมันก็จะได้สัจธรรมบางอย่าง มันเป็นกระจกส่องตัวเองเหมือนกันว่าไอ้กิเลสตัวนี้มันมีมากมีน้อยยังไง แล้วควรจัดการยังไง ปรับปรุงยังไง แล้วจะได้รับบทเรียนยังไงบ้างจาการดูงานนี้ ก็เหมือนกับดูละครแล้วย้อนดูตัว เป็นสิ่งที่เราปรารถนา แต่ถ้าจะดูเพียงสนุกมันก็ได้รับอยู่แล้ว มันก็ได้แน่นอน แต่จากการอ่านบท

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมงานหญิงก็ร้องไห้แทบทุกคน ทีนี้ก็เชื่อว่ามันจะเรียกน้ำตาได้ไม่น้อยเลย ต้องแจกทิชชู่แน่ๆ
นอกเหนือไปจากนี้ก็คือเนื้อหาสาระที่แฝงลึกอยู่ในนั้น คือความหมายของชีวิตคนนั่นเอง มันก็คือภาพที่เกิดขึ้นกับทุกคนนั่นแหละใช่มั้ยว่าความรักคืออะไร รักแท้คืออะไร ความรักในที่นี้มันไม่ได้หมายถึงความรักแค่หนุ่มแค่สาวอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีความรักในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างคนรอบข้าง ความรักในงานที่ตัวเองทำ ความรักของลูกจ้างที่มีต่อนายจ้าง ความรักของบ่าวที่มีต่อนาย ความรักของภรรยาที่มีต่อสามี ความรักแท้คืออะไร มันก็สะท้อนให้เห็นว่าตัวเองจะเป็นยังไง ถึงแม้มันจะเป็นหนังพีเรียด เป็นบทประพันธ์เก่า แต่มันก็เป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตของคนทุกคนที่มีความรักน่ะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว แฟน แต่งงานกันแล้ว หรือยังไม่แต่ง มันเป็นภาพสะท้อนได้อย่างดี จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง เกิดจากการอยู่ติดกันเกินไป มันเบื่อกัน ผู้ชายไปมีชู้ เรื่องเล็กน้อยก็ทะเลาะกัน ไอ้ที่ทะเลาะกันก็คือรักกัน สะท้อนชีวิตรักของทุกวัยนั่นแหละ มันคือภาพเหล่านี้แหละ เป็นคำถามและคำตอบที่จะค้นหาได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันไม่ได้ดูยาก เป็นเรื่องที่เกิดอยู่ในทุกวันนี้ ในทุกสังคม ทุกชนชั้นด้วย ไม่ได้ดูยากเลย


 
“ท็อป ดารณีนุช” อ่วม โดน “บี๋ ธีรพงศ์” ซัดไม่ยั้ง
อีกหนึ่งฉากเด็ด “ชั่วฟ้าดินสลาย”

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 10 กันยายน 2553



       นานๆ จะมาแสดงภาพยนตร์สักครั้ง แต่นักแสดงหญิงมากอารมณ์ขัน “ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ” ก็ต้องรับ
หนักโดน “บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์” ใช้อารมณ์ลงไม้ลงมือแบบไม่ยั้งในภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักเรื่อง “ชั่วฟ้าดิน
สลาย” ของผู้กำกับชั้นครู “หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล”

ฉากนี้เป็นฉากที่ “มะขิ่น” (ท็อป ดารณีนุช) เข้ามาแจ้งข่าวให้ “พะโป้” (บี๋ ธีรพงศ์) รับรู้ถึงการเป็นชู้กันของ
หลานรักและภรรยาสุดที่รัก แต่พะโป้ไม่เชื่อและได้บันดาลโทสะทั้งตบทั้งเตะมะขิ่นแบบสุดแรง งานนี้สาวท็อปก็ขอ
ให้ตบจริงเจ็บจริง เพื่อเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครอย่างแท้จริง

“ฉากหนักอีกฉากที่โดนพะโป้ตบเนี่ย ก็เป็นฉากหนึ่งที่ต้องเล่นหลายเทคมากเลย เพราะว่ามันจะมีทั้งภาพแคบ
ภาพกว้าง สิ่งที่ต้องระวังก็คือว่าการแสดงภาพยนตร์จะต่างจากละคร ละครจะมีกล้องรับหลายมุมเลย แต่กล้องหนัง
เขาจะมีตัวเดียว และมันจะต้องถ่ายหลายขนาดภาพและจะต้องมีรางดอลลี่มีอะไรต่างๆ อีก และเราก็ยังมีพร็อพ (
อุปกรณ์ประกอบฉาก) ถืออีก ฉากนั้นเราต้องถือแก้วน้ำส้มมาเสิร์ฟเขา และก็มาแจ้งข่าวร้าย แล้วจริงๆ เขาก็ไม่ได้
โกรธเราหรอก แต่เขาพาลกับคนอื่น ไม่รู้จะลงกับใครก็มาลงที่เรา ตบเรา แล้วเราก็แบบถือแก้วเป็นแก้วจริงๆ เพล้
งแตกเต็มพื้น เทคที่หนึ่งสองสาม แล้วเราก็ต้องประคองอารมณ์ไว้เพื่อที่จะแบบว่ามันต้องโดนตบอีก มันต้องโดนอีก
อะไรอย่างงี้ เพื่อจะทำหลายๆ มุมภาพ ฉากนี้เราต้องขอให้พี่บี๋ช่วยหน่อยเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์เจ็บปวดกับคนที่เรารัก
เราก็บอกให้พี่บี๋ช่วยเล่นจริงตบจริงๆ เลย ก็เล่นอยู่หลายเทคค่ะ น่วมใช้ได้เลยค่ะ เป็นฉากที่กลับบ้านแล้วตัวเขียวไป
หมดเลย เขียวอยู่เป็นอาทิตย์”

ติดตามอีกหนึ่งฉากเด็ดของ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ได้ในวันที่ 16 ก.ย. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์


 
สิ้นสุดการรอคอย “ชั่วฟ้าดินสลาย” เปิดรอบปฐมทัศน์ ร่วมพิสูจน์โศกนาฏกรรม “ความรักชั่วนิรันดร์ การลงทัณฑ์ชั่วชีวิต”
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 13 กันยายน 2553



     เปิดรอบปฐมทัศน์อย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักอันยิ่งใหญ่แห่งปีที่หลายคนรอคอยเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ผลงานกำกับสุดละเมียดเรื่องล่าสุดของผู้กำกับชั้นครู “ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นของเหล่าสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจมาร่วมงานกันอย่างล้นหลามเพื่อร่วมพิสูจน์ชะตากรรมแห่งความรักชั่วนิรันดร์ โศกนาฏกรรมแห่งการลงทัณฑ์ชั่วชีวิต

รวมถึงดารา, นักร้อง, นักแสดง และเหล่าคนดังหลากหลายวงการต่างตบเท้าเข้าร่วมแสดงความยินดีกับหม่อมน้อยในการหวนคืนเก้าอี้ผู้กำกับหนังในรอบกว่า 13 ปี และทีมนักแสดงในบทบาทที่ดีที่สุดของทุกคนก็ว่าได้
งานนี้เปิดตัวด้วยการเชิญทีมนักแสดงหลักครบทีมอย่าง อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์, ดารณีนุช โพธิปิติ, เพ็ญเพชร เพ็ญกุล และ ศักราช ฤกษ์ธำรง มาร่วมพูดคุยถึงความประทับใจในการร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ จากนั้นจึงเชิญผู้กำกับสุดละเมียด “หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล” ขึ้นมากล่าวสรุปถึงความรู้สึกที่ภาพยนตร์จะได้ปรากฏสู่สายตาผู้ชมหลังจากรอคอยกันมานานและจะได้ร่วมชมพร้อมกันเป็นครั้งแรกในงานนี้

ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกของเหล่าทีมงานภาพยนตร์และทีมผู้บริหาร คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ประธานบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ ผู้อำนวยการสร้าง, คุณอัครพล เตชะรัตนประเสริฐ ประธานกรรมการบริษัทแฮปปี้โฮม เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และ Mr. Jim Patterson General Manager โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ก่อนที่จะแยกย้ายไปซึบซับความประทับใจจากภาพยนตร์น้ำดีเรื่องนี้กัน
ร่วมพิสูจน์โศกนาฏกรรมแห่งรักจนตราบ “ชั่วฟ้าดินสลาย” 16 ก.ย. ทุกโรงภาพยนตร์


 









 

อิ่มบุญครั้งใหญ่ “ชั่วฟ้าดินสลาย กาล่า แชริตี้”
คอนเสิร์ตสุดซาบซึ้ง หนังสุดประทับใจ

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 15 กันยายน 2553



        บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ได้จัดงาน “ชั่วฟ้าดินสลาย กาล่า แชริตี้” รอบการกุศลของภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ (หลังหักค่าใช้จ่าย) ร่วมสมทบทุน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยในการจัดงานครั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จร่วมทอดพระเนตรภาพยนตร์รอบการกุศลนี้ โดยมี นางเตือนใจ เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการ บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้กราบทูลถวายรายงาน, นางสาวชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการฝ่ายขาย บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้เข้าเฝ้าถวายเงินรายได้ (หลังหักค่าใช้จ่าย) จำนวน 323,473 บาท และผู้มีจิตศรัทธาร่วมเข้าเฝ้าถวายเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก รายที่ 1 นายชลวิทย์ สุขอุดม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 100,000 บาท และรายที่ 2 นายปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาสื่อแนวใหม่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกิจการต่างประเทศ ในเครือบริษัทกันตนา กรุ๊ป จำกัด จำนวน 100,000 บาท ในวันที่ 13 กันยายน 2553 ณ. พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โดยภายในงานเป็นบรรยากาศค็อกเทลปาร์ตี้ใกล้ชิดกับนักแสดงนำ อาทิ อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์, ดารณีนุช โพธิปิติ , แอม ฉายนันท์ มโนมัยสันติภาพ, มาริโอ้ เมาเร่อ, ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และ ธัญญา โสภณ พร้อมทั้งได้มีการจำลองบรรยากาศตลาดนัดล้านนาโบราณแบบกาดหมั้ว รวมไปถึงโชว์นิทรรศการภาพถ่ายโดยฝีมือของ “ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์” และจัดแสดงเครื่องแต่งกายจากภาพยนตร์ “ชั่วฟ้าดินสลาย” โดยมีวงดนตรีสะล้อซอซึงบรรเลงดนตรีคลอเพิ่มสีสันในงาน นอกจากนี้ยังมีเหล่านักแสดงทั่วฟ้าเมืองไทยพากันตบเท้ากันร่วมงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชาคริต แย้มนาม, แอฟ ทักษอร, โดม ปกรณ์ ลัม, สิงโต (เดอะสตาร์), แก้ม (เดอะสตาร์), ฤทธิ์ (เดอะสตาร์), ดิว (เดอะสตาร์), นิโคล เทริโอ, คุณปลื้ม พร้อมคู่หมั้น ฯลฯ

ไฮไลต์สำคัญก่อนการฉายภาพยนตร์ ยังมีมินิคอนเสิร์ตเพลงรักชั่วฟ้าดินสลาย โดย “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” ซึ่งโชว์พลังเสียงจนทำเอาคนทั้งโรงภาพยนตร์สยามภาวลัยทั้งซาบซึ้ง ทั้งขนลุกไปตามๆ กัน จากนั้นจึงเป็นการร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย รอบการกุศลพร้อมกัน ซึ่งงานนี้ก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจ ภาพสวยและเรื่องราวของหนังให้ข้อคิดที่ดีแก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ได้ถ่ายทอดออกมาอย่างละเมียดละไม จนกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่

แต่ถ้าใครพลาดความซาบซึ้งและความประทับใจจากภาพยนตร์ในรอบนี้ สามารถร่วมพิสูจน์บทสรุปของความรักแบบ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ได้ในวันที่ 16 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

 














 

เรียนรู้การแสดงอีกแง่มุมหนึ่งกับบทบาทน่าจับตาล่าสุด
ของ “อนันดา เอเวอริ่งแฮม”
 ในภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย”

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 17 กันยายน 2553



บทบาท-คาแร็คแตอร์

ในเรื่องนี้ผมก็รับบทเป็น “ส่างหม่อง” เด็กหนุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากพะโป้ (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) ที่มีศักดิ์เป็นอาของส่างหม่อง แบ็คกราวด์ของตัวละครตัวนี้ตั้งแต่ต้นเรื่องก็คือ วันหนึ่งพ่อแม่ของส่างหม่องตาย และส่างหม่องก็ไม่มีใคร ก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีใคร และบังเอิญที่งานเผาเศพเนี่ยพอทุกคนจากไป ก็จะเหลืออยู่แค่พะโป้กับส่างหม่อง ส่างหม่องก็ขอร้องให้พะโป้พาเขาไปด้วย อย่าทิ้งเขานะ พะโป้ก็เลยเอาเด็กคนนี้มาเลี้ยงเหมือนเป็นลูกของตัวเอง
จริงๆ พื้นฐานของส่างหม่องจะเป็นคนที่ค่อนข้างใสมาก อยู่ในโลกที่พะโป้เขาสร้างขึ้นมาให้ เป็นคนที่โตมาด้วยความปลอดภัยทั้งหมด คือมีทุกอย่าง มีคนดูแล มีคนเลี้ยงอะไรแบบนี้ คือเป็นคล้ายๆ เจ้าชายของพื้นที่นี้เลย และก็อาจจะเรียกว่าเป็นคนที่บริสุทธิ์มาก ยังไม่รู้จักชีวิตมากเท่าไหร่
ส่างหม่องเป็นคนที่คล้ายๆ ว่าชีวิตโดนกำหนดมาทุกอย่าง และปมอันหนึ่งของเขาก็อาจจะเป็นตรงที่เขารู้สึกว่าเขาไม่มีใครนอกจากตัวของคุณอาก็คือพะโป้ คือตัวละครของส่างหม่อง เขาโตมาภายใต้ปีกของพะโป้และเขาก็ชินกับการที่เขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตพะโป้หรือสิ่งที่สำคัญที่สุดของพื้นที่นี้ เรื่องราวก็จะมาเริ่มตอนที่พะโป้พายุพดี (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) มาเป็นภรรยาคนใหม่ที่คฤหาสน์แห่งนี้ แล้วส่างหม่องก็เริ่มมีปัญหากับการที่ต้องแชร์ความรักของคุณอากับยุพดี แต่ไปๆ มาๆ คุณอาก็พยายามผลักให้ 2 คนนี้สนิทกัน พอสนิทกันไปมา ก็ตามสภาพของคนที่อายุใกล้เคียงกันมั้ง ทั้งส่างหม่องกับยุพดีก็เลยแอบมีความรักกันเอง นี่ก็เป็นต้นเหตุของความหายนะที่จะตามมา

ความยากง่ายของบทอยู่ที่ตรงไหนบ้าง

ไอ้ความง่ายของบทไม่รู้มันมีหรือเปล่า แต่เรื่องยากอ่ะมีเพียบเลย (หัวเราะ) ตัวละครของส่างหม่อง สำหรับผมเนี่ยมันอาจจะยากเป็นพิเศษหน่อย เพราะว่ามันจะเริ่มจากคนที่เป็นผ้าขาวมาก เป็นคนใสเลยครับ และพอคาแร็คเตอร์มันดำเนินไปข้างหน้า มันก็จะค่อยๆ มืดขึ้นๆ เมื่อมันโดนดึงเข้าไปด้านมืด สิ่งที่มันยากก็คือการให้ขาวเนี่ยมันกลายเป็นดำ พัฒนาการจากคนไร้เดียงสากลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยกิเลส ความใคร่หรือตัณหาราคะ การพัฒนาคาแร็คเตอร์ตรงนี้ค่อนข้างยากหน่อย และนี่ยังไม่พูดถึงฉากดราม่าต่างๆ มีอะไรยากๆ เต็มไปหมดเลย

แล้วมีวิธีที่จะจัดการกับความยากของบทนี้อย่างไรบ้าง

คือถ้าให้มองแบบผิวเผินแล้วเนี่ย ทุกอย่างมันก็ดูยากไปหมด แต่ผมก็คุยปรึกษากับหม่อมมาตลอดว่าควรจะเล่นอย่างไรดี เพราะเราก็ไม่เคยเจอตัวละครหินขนาดนี้มาก่อน หม่อมก็พยายามจะให้ผมทำทุกอย่างให้มันง่ายขึ้น โดยวิธีการคิดให้มันง่าย อย่าพยายามที่จะไปหลงในอารมณ์ของตัวละครมากไป นึกให้มันง่าย นึกถึงอารมณ์ของตัวละครว่ามันต้องการอะไร ณ ปัจจุบัน และพยายามอย่าไปกดดันตัวเองกับการที่ตั้งใจเกินเหตุอยากจะให้งานออกมาดีอะไรอย่างนี้ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผม เราก็ยอมรับว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้างอินกับอารมณ์ของตัวละคร หลงไปในอารมณ์แล้วไม่ค่อยคอนโทรลตัวเองเท่าไหร่ และการแสดงของผมค่อนข้างดิบมากจากที่ผ่านมา
แต่ในเรื่องนี้เขาอยากให้เราคอนโทรลมากขึ้น ต้องมีสมาธิมากขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น คือแทนที่จะไปคิดให้มันซับซ้อน ก็คิดให้มันง่าย และสิ่งที่เราซ้อมมาหม่อมก็จะบอกตลอดให้ลืมมันไป พอซ้อมได้แล้วก็ช่างมันอย่าคิดว่าจะต้องทำเหมือนซ้อม เก็บมันไว้สำหรับตอนถ่ายดีกว่า และทำให้มันเกิดขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็ดีมันทำให้ความกดดันหายไปหมดเลย
ทุกวันที่ผมมากองก็พยายามมาให้ว่างที่สุด ไม่คิดว่าจะทำอะไร ไม่คิดว่าจะแสดงแบบไหน แล้วก็มาฟังโจทย์ชัดๆ หน้ากองอีกทีหนึ่งว่าความต้องการของตัวละครมันเป็นอย่างนี้ๆ นะครับ แล้วก็ทำตามนั้นเลย และจะไม่ทำให้มันซับซ้อนไปกว่านั้น ซึ่งกลายเป็นว่าสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันต้องเล่นยากแน่ กลายเป็นว่ามันง่ายกว่าที่คิดเยอะ พอสั่งคัทแล้วเนี่ยผมสามารถดึงตัวเองออกมาจากตัวละครได้โดยที่ไม่มีอะไรค้างคาติดมาด้วย คือจากที่ผ่านมาบางทีมันอาจจะด้วยความตั้งใจหรือด้วยความกลัวว่าเราจะไม่อิน เราจะไปหลงใหลในอารมณ์ของตัวละครเสียมาก แล้วมันเริ่มคิดซับซ้อน แต่รอบนี้ก็คือไม่ คือจะให้รู้จักตัวละครตั้งแต่ต้น และพอมาถึงเหตุการณ์ ณ ปัจจุบัน ก็เล่นแค่สิ่งที่ตัวละครต้องการ ณ ตอนนั้น แทนที่จะคิดถึงว่าในอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร ในอดีตเขาคิดอย่างไร เพราะคนเราก็ไม่ได้นึกถึงอดีตและอนาคตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราทำอะไรเราก็ทำอยู่ในปัจจุบัน ก็พยายามจะคิดตรงนั้นไว้

นี่คือวิธีการที่หม่อมน้อยสอนมาในเรื่องการแสดง

คือเป็นสิ่งที่แกสอนมานานแล้วล่ะ แต่เพิ่งเอามาใช้แบบเต็มๆ กับหนังเรื่องนี้ บางทีคนเราตอนที่เราเต็มไปด้วยความพยายามเนี่ย มันช่วยตัวเองไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำเนี่ย และมันไม่ค่อยนึกถึงสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน รอบนี้ผมก็เลยทำการบ้าน ก็รู้ละว่าส่างหม่องเป็นคนอย่างไร ควรจะต้องแสดงอย่างไร พอมาถึงตอนนั้นก็ลืมไปให้หมด แล้วก็เริ่มจากศูนย์ใหม่ ช่วยได้เยอะมาก

มันช่วยทำให้การแสดงไหลลื่นขึ้นมากน้อยแค่ไหน

มันทำให้ไหลลื่นกว่า และความกดดันมันก็หายไป มันรีแล็กซ์มากขึ้น ไอ้สิ่งง่ายๆ ที่เรามักจะลืมตอนเราเกร็งก็คือ อย่างเช่นตอนเราหายใจ แล้วทำไมบางทีเราแสดงแล้วรู้สึกว่าอึดอัดเหลือเกิน บางทีมันแค่เรื่องง่ายๆ ว่า ลืมหายใจว่ะ และบางทีมันก็มีแบบเล็กๆ น้อยๆ ที่มันช่วยได้เยอะมากก็คือ ลมหายใจที่หยาบหรือลมหายใจที่ละเอียด เอามาใช้อย่างไรกับฉากไหนบ้างอย่างนี้ อย่างฉากบางฉากเรามีความต้องการสูง เราต้องการในตัวยุพดีสูงแบบนี้ เรารีบ เราอยากได้เขามาก หรือเราเต็มไปด้วยความใคร่ มันก็กลายเป็นลมหายใจหยาบ ไอ้พวกเล็กๆ อย่างนี้มันช่วยได้เยอะมาก กับหนังเรื่องนี้หม่อมเขาค่อนข้างซีเรียสอยากให้เล่นOpposite กับความรู้สึกของตัวละครอย่างนี้ คือตัวละครมีอะไรอยู่ในใจเนี่ย ให้กดมันลงไป แล้วก็เล่นในสิ่งที่ตรงข้ามออกมา ซึ่งแกก็จะพูดอยู่ตลอดว่าเก็บไว้ที่เท้า เอาอารมณ์นั้นนะกดไว้ แล้วก็เอไปาไว้ที่เท้า มันฟังแล้วดูแปลก แต่มันได้ผลมาก ก็คือตอนรู้สึกอะไรแทนที่จะออกมาที่หน้าเนี่ย ให้เกร็งเท้าไว้ แล้วมันจะกลายเป็นว่าหน้าเราก็จะคลายออกมา โดยไม่พยายามเล่นสีหน้าอะไรแบบนั้น

แล้วกลวิธีการแสดงอย่างนี้ มันจะช่วยส่งในการปะทุอารมณ์ตอนสุดท้ายบ้างไหม

ด้วยหลายเหตุผล แต่ถ้าสมมติเราคิดในความเป็นจริงแล้วเนี่ย ไอ้ความในใจถ้าสมมติเราไม่อยากให้คนอื่นเห็นเนี่ย เราก็จะกดไว้ใช่เปล่า จริงๆ มันก็คือสิ่งธรรมชาติของคนเราเองด้วยซ้ำ หม่อมแกก็จะพยายามหนีจากการแสดงที่เราเห็นบ่อยๆ ก็คือไม่พยายามให้ตัวละครแสดงให้คนดูเห็น คือให้คนดูเก็บเอาเองระหว่างที่ดูหนัง ซึ่งก็ดีมันก็กลายเป็นว่าเราไม่ต้องจงใจแสดงอะไรให้คนดู นึกถึงแค่โจทย์ที่ตัวละครมีแค่นั้นพอ

สไตล์การทำงานของหม่อมน้อย ที่มีการซักซ้อมก่อนการถ่ายในโลเกชั่นจริง มันช่วยทำให้การแสดงในตอนถ่ายทำจริงลื่นไหลมากขึ้นไปกว่าเดิมไหม

ก็แน่นอนอยู่แล้ว จริงๆ เรื่องซ้อมผมก็รู้สึกว่าหนังไทยส่วนใหญ่นี่ก็ซ้อมกันไม่พอด้วยซ้ำ ผมว่าระบบสากลเท่าที่ผมรู้เค้าก็ซ้อมกันหมดนะ เป็นเรื่องปกติมาก ก็เหมือนแบบเราเตรียมงานน่ะ คือบางทีการที่มาค้นพบหน้าเซ็ตมันเสียเวลามากไง อย่างน้อยมันต้องจับนักแสดงให้มาดูบท ได้มาซ้อมสักรอบหนึ่ง มันก็ช่วยทำให้นักแสดงอย่างเราเห็นภาพชัดขึ้น ผมว่าหม่อมก็จะเห็นภาพชัดขึ้นด้วยว่าควรจะแก้ไขอะไร ก็จะได้แก้ไขเลย เพราะนักแสดงทุกคนผมก็ว่าไม่ใช่ว่าจะทำได้เหมือนกับภาพที่หม่อมมีอยู่ในหัว ก็เลยถ้าจะซ้อม จะแก้ไขอะไร มันดีที่จะทำก่อนที่จะมาอยู่กองถ่าย ถ้าต้องมาทำหน้ากองมันก็เสียเวลามาก ยิ่งอย่างเรื่องนี้เนื้อหามันเยอะ มาหยุดเพื่อจะมาแก้ไขเรื่องการแสดงมันก็กระไรอยู่ มันก็ไม่ควรอะไรแบบนี้ เดี๋ยวถ่ายไม่ทัน สไตล์หม่อมหนักซ้อม ส่วนหนึ่งผมว่าอาจจะเป็นเพราะว่าหม่อมมาจากละครเวทีด้วย ซึ่งเรื่องการซ้อมเป็นสิ่งที่ซีเรียสมาก หนังก็ควรเป็นอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน เรื่องซ้อมก็น่าจะเป็นเรื่องสำคัญ

แล้วตั้งแต่เล่นมามีอุปสรรคหรือปัญหาเกี่ยวกับการแสดงบ้างไหม

ก็ไม่ได้มีเท่ากับที่คิด คือตอนเรกเราคิดว่าจะต้องเกร็ง จริงๆ ที่กลัวว่าจะเกร็งเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องของเนื้อหา แต่เนื้อหาส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คือเรามาเล่นกับอาจารย์ของเรา มันเหมือนคล้ายๆ ว่าเรามาทำงานให้พ่อตัวเอง ห่วงตัวเองตอนนั้นว่าจะตื่นเต้น จะเกร็งหรือเปล่า แต่พอได้เริ่มทำงานเนี่ยก็คือ ไม่รู้นะ ผมว่าก็แปลกเหมือนกันเรื่องนี้ เหมือนผม Calm สงบและนิ่งกว่าที่คิดไว้เยอะมาก

การร่วมงานกับนักแสดงแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง

กับพลอยนี่ผม Happy อยู่แล้ว คือรู้จักแกมานานแล้ว รู้จักตั้งแต่ 13-14 แล้ว และก็ทำงานกันมาหลายรอบแล้ว 3-4 รอบแล้ว แต่ถ้าเป็นถ้าเป็นหนังใหญ่ก็จะเป็นครั้งแรก เราก็รู้อยู่ว่าเราค่อนข้างมีเคมีกับเขาอยู่ระดับหนึ่ง พอเข้าฉากกับพลอยค่อนข้างจะสบายใจด้วยความคุ้นเคยและความสนิท แล้วพอเราเคยเล่นกับเขาแล้วเราก็รู้ว่าเขาเป็นนักแสดงที่ค่อนข้างให้อะไรกับคนอื่นค่อนข้างเยอะ มันทำให้งานออกมาง่ายขึ้น อาจจะเป็นเพราะเราเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน สไตล์ความคิดในแง่การแสดงมันก็เลยคล้ายกันอยู่

กับพี่บี๋ ธีรพงศ์ล่ะเป็นยังไงบ้าง ต้องเข้าฉากด้วยกันเยอะเหมือนกัน

พี่บี๋ ผมก็ชอบนะ อาจจะรู้สึกสนิทกับแกเป็นพิเศษ เพราะว่าแกเป็นคนที่โตที่เมืองนอก เรื่องภาษาผมกับเขามันค่อนข้าง...เดี๋ยวผมพูดภาษาอังกฤษบ้าง เดี๋ยวพูดภาษาไทยบ้างอะไรอย่างนี้ ก็เลยเข้ากันค่อนข้างเร็วมาก แต่เพราะเราไม่เคยทำงานกับพี่บี๋ มันก็แฮปปี้ที่ได้มีเวลาซ้อมกับแกก่อน ผมว่าดีครับ ตอนถ่ายจริงมันก็เลยช่วยให้ง่ายขึ้นเยอะ

พูดถึงฉากดราม่า มีอยู่เยอะเหมือนกัน มีฉากไหนบ้างที่โดดเด่นเป็นพิเศษ

จริงๆ มีทั้งเรื่องเลย ที่หม่อมคอมเม้นต์กับผม เขาบอกว่าที่เขารู้สึกว่าพีคสุด ก็คือตอนที่พะโป้เอาปืนมาให้ส่างหม่อง ถ้าอยากจะหาทางออกก็ให้นี่แหละฆ่าตัวตายซะ ซึ่งค่อนข้างรุนแรงมาก และก็เป็นฉากเดียวที่ส่างหม่องลุกขึ้นมาชี้หน้าแล้วด่าคุณอาของตัวเอง และด่าค่อนข้างแรงมาก อันนี้ก็น่าจะหนักสุดนะ ก็เหนื่อยครับ มันไม่ได้รู้สึกว่ามันยาก แต่เล่นเหนื่อย เหมือนแบบนึกถึงคนที่มันร้องไห้สุดตัว พอเสร็จแล้วมันอยากจะนอนจริงๆ หมดแรงเลย

ฉากนั้นคือปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่

ใช่ มันก็เหมือนแบบโลกของส่างหม่องมันพังทลายลงตรงนั้น ที่มันรู้สึกว่านี่คือสุดชีวิตละ ไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านี้ คือมาขอขมานี่ก็คือที่สุดละ มันก็มีอยู่แค่นี้ ก็คือการมาขอขมาขอโทษอะไรอย่างนี้ แต่คำตอบของพะโป้คือให้ตายดีกว่า มันก็แรงที่สุดในชีวิตของส่างหม่องละ เพราะอันนั้นมันก็เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัวละครของส่างหม่อง เหมือนเป็นจุดที่ทำให้เขาคิดถึงเรื่องความตายได้ เป็นจุดเริ่มตันของการที่เขารู้ตัวว่า ชีวิตของเขาคงไม่มีคุณค่าแล้ว ถ้าไม่มีคนๆ นี้ในชีวิตของเขาอะไรประมาณนี้
มันเพิ่งรู้ว่าทางออกทางเดียวของมันเนี่ย ก็คือความตาย มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มนึกถึงความผิดของมัน เพราะมันเหมือนทั้งหมดที่ทำผิด และพอมาถึงจุดหนึ่งก็เหมือนแบบว่ามันพยายามจะมายอมรับผิด และขอโทษ ขอให้อภัย แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้ มันก็ไม่มีทางอื่นแล้ว ก็เลยพีคสุดของตัวละครนั้น

โลเกชั่นการถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง

โลเกชั่นเรื่องนี้สวยทุกที่ อย่างฉากหลักในคฤหาสน์ปางไม้ก็ถ่ายกันที่ขุนแจซึ่งสวยมาก แต่แมลงก็เยอะมากด้วย และบังเอิญผมเป็นคนแพ้ตัวคุ่น มือบวมไปสามวัน โดนนิดเดียว บวมไปทั้งมือ แต่โดนกันหมดทั้งกอง โลเกชั่นก็สวยจริงๆ แต่มีข้อเสียเรื่องแมลงแค่เรื่องเดียว

ได้ดูภาพที่ถ่ายทำไปแล้ว เป็นยังไงบ้างกับภาพที่ออกมา

อ้อ ฟุตเตจที่ถ่ายออกมาสวยมาก ผมว่าไอ้ช่วงเวลาที่เรามาถ่ายมันค่อนข้างลงตัวมาก มันมีทั้งหมอก ไฟป่า แต่มันก็กลายเป็นม่านที่กลั่นกรองแสงเข้ามา มันจะดูนุ่มและก็ดูเย็น และก็ป่าตรงนี้มันสวยมาก มันขลังมากด้วย มันสมบูรณ์มาก ป่ามันสมบูรณ์มาก สวยมากครับ

นี่ถือเป็นการโปรโมทสถานที่ Unseen ได้หรือเปล่า

ใช่ ททท. ควรจะมาเป็นสปอนเซอร์ให้เรานะเนี่ย เอาผมไปเป็นแอมบาสเดอร์ก็ได้นะ (หัวเราะ) หลายเรื่องแล้วนะเนี่ยที่โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเรื่องนี้ก็มีโลเกชั่น Unseen ของเชียงราย ทั้งน้ำตกขุนแจ ลำน้ำกก, ยอดเขาแม่ฟ้าหลวง โลเกชั่นสวยจริงๆ ครับ

ได้ดูภาพยนตร์ฉบับเก่าบ้างไหม เป็นอย่างไรบ้าง

เวอร์ชั่นก่อนก็ชอบนะ ก็ดี ผมว่าสำหรับเนื้อหาแบบนี้ และเขากล้าทำในยุคนั้นก็น่านับถือ ก็แน่นอนอยู่แล้ว มันก็อยู่ในสไตล์หนังในยุคนั้น การแสดงหรืออะไรก็ว่าไปก็จะเป็นอีกสไตล์หนึ่ง แต่สำหรับเรื่องนี้มาทำใหม่ มันก็ไม่ได้เหมือนกัน คือมันก็มีพล็อตอันเดิมยู่แล้ว หนังสือเล่มเดียวกัน แต่ว่าวิธีนำเสนอมันค่อนข้างแตกต่างกันมาก ผมว่าเวอร์ชั่นนี้มันจะแปลกกว่าเยอะ ด้วยโลเกชั่น ด้วยชุด ด้วยตัวละคร ผมว่ามันจะแปลกกว่า คืออันนั้นเนื้อหามันจะแปลกอยู่แล้ว คนที่จะโดนล่ามโซ่ด้วยกันมันก็ประหลาดอยู่แล้ว แต่ผมว่าวิธีการนำเสนอของอันนั้นเนี่ย มันไม่ได้เข้าลึกในเหตุผลของตัวละครเท่าไหร่ แต่ก็ชอบนะ ผมเป็นคนชอบหนังเก่าอยู่แล้ว อันนี้ดูเป็นแรงบันดาลใจซะมากกว่า แต่ที่เราทำกันค่อนข้างฉีกกับสิ่งที่เคยมี ซึ่งผมว่าก็ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าเคยทำมาแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่ไปทำให้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรามองกลับไปอาจจะมองให้มันเป็นแรงบันดาลใจสำหรับที่เราจะทำกัน

เมื่อกี้พูดถึงฉากที่ถูกผูกติดกันด้วยโซ่ ฉากนี้มันสะท้อนอะไรออกมาบ้าง

คือทั้งส่างหม่องกับยุพดีอยากจะอยู่ใกล้ชิดกันมาก พะโป้ก็เลยทำให้สมหวังล่ามโซ่ให้อยู่ด้วยกันตลอดเลย ซึ่งมันก็แล้วแต่เราจะตีความนะ ไอ้ตัวโซ่ก็เป็น Symbolic ของอะไรหลายอย่าง ส่วนตัวผมแค่รู้สึกว่า ในมุมมองของผม ผมรู้สึกว่าเหมือนแบบมนุษย์มันเกิดมาเพื่อให้อยู่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ การที่จะโดนผูกติดกับมนุษย์อีกคนหนึ่งมันผิดธรรมชาติมาก แล้วมนุษย์ทุกคนต้องการความเป็นอิสระ ในที่สุดการที่ติดกันอย่างนี้มันก็เป็นสูตรสำหรับหายนะอยู่แล้ว คือแบบถ้าดูผิวเผิน มันก็ดูเป็นสิ่งโรแมนติก เราจะได้อยู่ เรารักกัน เราจะได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไป แต่บางทีเราไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ อย่างตอนจะใช้ห้องน้ำ จะกินข้าว มันมีความลำบากอยู่ตรงนั้น โซ่ก็คล้ายๆ แบบมันเป็นสัญลักษณ์ของการไม่มีอิสระ

ความน่าสนใจโดยรวมของหนัง

เยอะมาก คือสำหรับผมเหตุผลแรกที่ผมแฮปปี้มากที่ทำหนังเรื่องนี้ก็เพราะว่าหนึ่งคือเราไม่มีหนังแบบนี้กันแล้ว คนไทยไม่ทำหนังสไตล์นี้กันแล้ว และผมก็เบื่อแล้วที่จะดูแบบหนังเด็กนักเรียน หนังผี หนังตลก ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่วงการนี้มันก็ควรจะมีความหลากหลายบ้าง แต่ถ้าพูดถึงเสน่ห์ของเรื่องนี้มันก็มีเยอะแยะ เพราะหนังมันครบรสจริงๆ มีทั้งดราม่า มีทั้งคอเมดี้ มีทั้งทิวทัศน์ มีอะไรหลายอย่างในนั้น ที่มันดูได้ แต่ส่วนตัวผมก็แค่รู้สึกว่ามันสำคัญที่ยังมีหนังอย่างนี้กันอยู่ เพราะว่ามันหายไปเลย คนชอบรู้สึกว่าเราจะต้องตามสูตรกัน คือถ้าทำหนังชนิดนี้มันขายได้ก็แปลว่าทุกคนก็ต้องไปทำอย่างนั้น มันเป็นความคิดที่ไม่พัฒนาเลย เพราะจริงๆ เราเป็นคนทำหนัง เราก็ควรจะมีความรับผิดชอบกับการพัฒนาข้อมูลที่เราจะให้กับคนดู และช่วยพัฒนาคนดูด้วย ก็เลยแบบแฮปปี้มากที่มันมีหนังแบบนี้ออกมาบ้าง
ความโดนเด่นในส่วนของงานสร้าง แค่ให้มาดูโปรดักชั่นฉาก, คอสตูม กับโลเกชั่น มันก็ตระการตา แค่นั้นก็คุ้มแล้ว ในส่วนเนื้อหามันก็เป็นหนังที่ดูแล้วจะได้อะไรเยอะ และผมว่าพอจบแล้วคนก็ต้องตั้งคำถามกันเยอะว่า ถ้าคุณเป็นยุพดีคุณจะทำยังไง ถ้าคุณเป็นส่างหม่องคุณจะทำยังไง ผมว่าผู้ชายก็ต้องมาถกเถียงกันด้วย ถ้าอย่างนี้มันเกิดขึ้นกับเรา เราจะทำยังไงกัน มันมีสาระข้อคิดเยอะ

คาดหวังกับหนังเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ผมยอมรับได้อยู่แล้ว ด้วยแนวของหนังเนี่ย แน่นอนอยู่แล้วมันคงยากที่จะขายดีเท่ากับหนังผี หนังตลกหรืออะไรก็ว่าไป แต่ว่าเรารู้สึกว่าด้วยเนื้อหาแบบนี้มันมีคุณค่าต่อคนดู และเราไม่ค่อยแคร์หรอกว่าคนจะเข้าไปดูเยอะหรือว่าเข้าไปดูน้อย ผมแค่รู้สึกว่าถ้าหนังสามารถทำให้คนดูฉุกคิด หยุดคิดซักนิดหนึ่งว่าเราใช้ชีวิตยังไงอยู่ เราใช้ชีวิตอยู่ในอดีต หรือในอนาคต หรือในปัจจุบัน ผมแค่รู้สึกว่าแบบแค่อยากให้มันมีข้อคิดให้คนดูหลังจากที่เดินออกจากโรง มีอะไร มีประเด็นให้เขาไปคิด ไปคุยกัน แค่นั้นก็แฮปปี้แล้ว
มันมีอยู่แล้วเรื่องบันเทิงไม่ต้องพูดถึง ผมว่ามันก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงอยู่แล้ว แต่การที่จะให้บันเทิงอย่างเดียวผมว่ามันไม่พอ ก็เลยขอให้คนดูได้แง่คิดจากหนังด้วยแค่นั้นผมก็แฮปปี้แล้วล่ะ อยากให้คนดูมาถามด้วยว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ เขาคิดอย่างนี้จริงหรือเปล่า ตัวละครเขาคิดอย่างนี้ใช่ไหม ผมชอบหนังที่มันทำให้คนมารีแอ็คกับเราได้ เพราะหลายครั้งที่คนเขาถามว่าหนังเป็นไง-ก็ภาพสวยดี หนังไทยมันน่าจะมีมากกว่านั้นนะ ก็ดูได้เพลิน-แล้วดีไหม-ก็โอเค หนังอย่างนี้มันมีประเด็นให้คนคิดเยอะ และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะต้องชอบหนังเรื่องนี้ อย่างน้อยทุกคนที่เข้าไปดูเรื่องนี้ ออกมามันต้องมีอะไรซักอย่าง คำถามมันต้องมีอะไรบางอย่าง มันต้องมีข้อคิดอะไรบางอย่าง แค่นั้นก็พอ

คิดอย่างไรกับประเด็นที่ว่าหนังดูยากไปนิดนึง คนมักจะพูดว่าหนังหม่อมน้อยสไตล์อย่างนี้ดูยาก

ไม่นะ เรื่องนี้ผมว่ามันไม่ได้ดูยากนะ มันไม่ได้แบบ Abstract มันเป็นหนังนักแสดง เล่าเรื่องตรงไปตรงมาเหมือนกันนะ มันไม่ต้องไปเข้าใจว่าภูเขาเป็นตัวแทนของความยิ่งใหญ่ คือมันจะดูหนังในแง่นั้นก็ได้ อันนี้มันเป็นหนังที่สื่อสารด้วยนักแสดง มันไม่ได้ดูยากเลย โดยพื้นฐานเนื้อหามันก็พูดถึงเรื่องง่ายๆอยู่แล้ว มันก็เป็นเรื่องของความรักซึ่งทุกคนเข้าใจได้ กิเลสของมนุษย์ทุกคนก็เข้าใจได้ ความใคร่ทุกคนก็เข้าใจได้หมดเลย ไม่ได้ยากเลย ผมว่าคนเราคิดมากไปเอง พอเห็นว่าเป็นหนังดราม่าก็คิดไปเองว่าต้องดูยากแน่เลย ไม่จริง เพียงแต่ว่ามันไม่ค่อยมีหนังแบบนี้ทำออกมาแค่นั้นเอง

หรือว่าเป็นเพราะคนดูส่วนใหญ่ชอบรับอะไรง่ายๆ มากกว่า

ก็ด้วยครับ ก็มีส่วนที่แบบคนดูหลายคนรู้สึกว่าไม่อยากเครียด ผมว่าดูหนังไม่ดีเครียดมากกว่านะ (หัวเราะ) คือไอ้พวกหนังที่แบบไร้สาระแต่ไม่ดีเนี่ย ออกมาจากโรงเครียดเลย เสียตังค์ด้วย เสียเวลาด้วย ดูอะไรก็ไม่รู้

วิธีการทำงานของอนันดา เห็นมีหนังหลายเรื่อง อย่างนี้มีวิธีการแบ่งเวลายังไงบ้าง
ส่วนมากผมจะทำงานเป็นล็อตๆ ไปนะ ถ้าสังเกตเนี่ย ผมจะอยู่ตั้งแต่เปิดกล้องยันถึงตอนปิดกล้อง ผมไม่ชอบคิวซ้อนกัน นี่คือส่วนตัวของผมนะ ไม่ใช่ว่าทุกคนทำแบบนี้ได้ ผมชอบทำทีละเรื่องแล้วก็โฟกัสกับมันมากกว่า มันช่วยเราด้วยในเรื่องคาแร็คเตอร์ มันเป็นเรื่องของสมาธิ แล้วผมก็แค่รู้สึกว่าผมชอบที่จะมีเวลารู้จักทีมงาน มีเวลาอยู่ในเซ็ต อยู่ในโลเกชั่น อยู่กับคนทำงาน มันเฉพาะสไตล์ผม ชอบอย่างนี้มากกว่า แต่จะซ้อนก็ทำได้นะ แต่ว่าไม่ชอบเฉยๆ

นอกเหนือจากการแสดง ได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง

สิ่งที่ได้ที่แบบน่าจะมีผลกับชีวิตผมมากที่สุดก็คือ ผมรักเชียงรายมาก ว่าจะมาซื้อที่ที่เชียงราย มีความรู้สึกว่าเชียงรายในชีวิตผมมันคงไม่ได้จบกับหนังเรื่องนี้ ยังมีความรู้สึกว่าเรายังมีความผูกพันกับมันอยู่ ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเชียงรายที่ทำให้ผมหลงรัก หลงใหลอยู่เหมือนกัน หนึ่งก็คือวิถีชิวิต แต่ว่าเชียงรายยังเป็นเมืองที่มีความดิบอยู่สูงมากในโลเกชั่นของมัน ผมรู้สึกว่าผมอยากจะมามีที่ไว้ที่นี่ก่อน ก่อนที่มันจะเจริญไปกว่านี้แล้วผมจะซื้อไม่ได้ เพราะที่แต่ละที่ในเชียงใหม่ที่เราอยากได้ เราก็ซื้อไม่ได้แล้วอะไรประมาณนี้

ผู้ชมจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง

ก็แน่นอนอยู่แล้ว ความบันเทิงได้อยู่แล้ว ได้เห็นโลเกชั่นใหม่ๆ อยู่แล้ว ได้เห็นคอสตูมสวยๆ ได้เห็นการถ่ายทำที่สวย แต่สำคัญที่สุดผมว่ามันก็เป็นแง่คิดที่คนดูจะได้จากหนังเรื่องนี้ ผมว่าได้ทั้งแง่คิดและคงได้เรื่องที่กลับไปตีความกันต่อได้ที่บ้าน ผมว่ามันคือแง่คิดที่จะได้จากหนังเรื่องนี้ ผมว่าคนจะได้ดูแล้วก็กลับไปสะท้อนเห็นตัวเองด้วยว่าทุกวันนี้เรากำลังใช้ชีวิตยังไงอยู่ แล้วเราดีกับคนรอบข้างตัวเราหรือเปล่า เรามีเปลือกอยู่รอบตัวเรากี่ชั้นๆ และเราควรจะถอดตรงนั้นออกมาหรือเปล่า มันมีอะไรให้เยอะในหนังเรื่องนี้


 
อนันดา-บี๋ควงพลอยถ่ายแฟชั่นร้อนแรงในแบบฉบับ “ชั่วฟ้าดินสลาย”
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 17 กันยายน 2553



      เป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่สมัยเข้าวงการใหม่ๆ แถมเป็นลูกศิษย์แถวหน้าของหม่อมน้อยที่มีโอกาสได้มารับบทนำร่วมกัน สำหรับ อนันดา เอเวอริงแฮม และพลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ในภาพยนตร์ ชั่วฟ้าดินสลาย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมรักอันยิ่งใหญ่ของวังวนแห่งความลุ่มหลง กิเลส ตัณหา กับบทสรุปของ “ความรักชั่วนิรันดร์ การลงทัณฑ์ชั่วชีวิต” ซึ่งทั้งคู่ก็สามารถถ่ายทอดบทบาทตัวละครได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียวและวันนี้ทั้งคู่ก็จูงมือกันมาร่วมถ่ายแฟชั่นปกนิตยสาร Volume เพื่อตอกย้ำกระแสความแรงของภาพยนตร์ที่เป็นที่ฮือฮาตั้งแต่มีตัวอย่างออกให้ให้ชมกัน ภายใต้คอนเซ็ปรักนิรัดร์ตราบชั่วฟ้าดินสลายซึ่งใกล้เคียงกับในภาพยนตร์อย่างมากเพราะเป็นการนำเรื่องราวในหนังมานำเสนอ โดยทั้งคู่ต้องสวมวิญญาณคู่รักที่มีความลุ่มหลงและหวานซึ้ง แต่เมื่อความรักกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม การถ่ายแบบครั้งนี้จะเป็นแฟนชั่นเซ็ตธรรมดาได้ยังไงกันล่ะ ภาระหนักอึ่งก็เลยมาตกอยู่ที่สไตลิสกิตติมศักดิ์อย่างพี่ลูกน้ำ สุคนธ์ ผู้บริหารนิตยสาร Volume ที่ลงทุนมาควบคุมการถ่ายแบบ และแต่งหน้าครั้งนี้ด้วยตัวเอง พร้อมเซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คงจะเป็นนักแสดงหนุ่มมากฝีมือที่รับบท พะโป้ ตัวละครสำคัญของเรื่องอีกคนหนึ่งอย่าง บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ ที่มาร่วมถ่ายแบบในครั้งนี้

เริ่มต้นด้วยเซ็ตคู่พลอย และบี๋เพราะตามคอนเซปท์ทั้งคู่จะต้องเป็นคู่รักกันมาก่อน งานนี้ก็เลยโพสต์ท่ากันได้อย่างมืออาชีพไม่มีเคอะเขินทำให้ผ่านไปอย่างง่ายดาย เซ็ตถัดมาก็ได้เวลาที่พลอย และอนันดาต้องมาเจอกัน ทำเอาแฟชั่นเซ็ตนี้ดูจะร้อนแรงขึ้นมาทันที โดยสไตลิสต้องการให้สื่ออารมณ์ความรักที่ทั้งรุ่มร้อนและลุ่มหลง จึงต้องโชว์ความหวานมองตา โอบกอด และอิงแอบกันเต็มที่ พร้อมมีบี๋มองดูทุกอิริยาบทของทั้งคู่อยู่ในเฟรม เพื่อสื่ออารมณ์ในแบบตัวละคร พะโป้ ที่หลานรักกลับกลายเป็นชู้กับคนรักของตน ถึงเบื้องหน้าดูจะสะเทือนใจ แต่หลังกล้องพลอยกลับหลุดขำไม่หยุดเพราะโดนเพื่อนซี้อย่างอนันดาแกล้งทั้งคอยอำคอยแซว แต่ขึ้นชื่อว่าโปรเฟซชั่นนอลพอเริ่มถ่ายปุ๊บทั้งคู่ก็แปลงโฉมเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาเลยทีเดียว

เซ็ตต่อมาเมื่อทั้งพลอยและอนันดาถูกจับได้ ก็ต้องมีการลงโทษให้ใส่กุญแจมือคล้องติดกัน เพื่อพิสูจน์ว่าความรักของทั้งคู่นั้นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องจนสามารถเอาชนะสิ่งต่างๆ ได้หรือไม่ ถึงจะดูโหดร้ายไปนิด แต่พระนางของเราก็ยังแสดงสปิริตโพสต์ท่าได้อย่างเร่าร้อน จนทีมงานทั้งกองถึงกับอ้าปากค้างไปตามๆ กัน แต่องศาความร้อนแรงจะพุ่งสูงแค่ไหนยังไงต้องติดตามได้ในนิตยสาร Volume กันยายนนี้ แต่ถ้าใครอยากร่วมพิสูจน์เรื่องราวความรักจากวรรณกรรมอมตะและแสนจะคลาสิคของ ครูมาลัย ชูพินิจ ที่ถ่ายทอดได้อย่างละเมียดละไมผ่านฝีมือของ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล กับคำว่ารักตราบชั่วฟ้าดินสลาย เรื่องราวทุกชีวิตจะหาทางออกอย่างไร และบทสรุปจะลงเอยเช่นไร หาคำตอบได้กับ ภ. ชั่วฟ้าดินสลาย 16 กันยายนนี้ทุกโรงภายพนตร์

 









 

“หม่อมน้อย” ย้ำชัด เลิฟซีน “ชั่วฟ้าดินสลาย” ไม่หยาบโลน
เปลือยอารมณ์รักและตัณหาของมนุษย์

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 21 กันยายน 2553



       เป็นที่จับตามองทันทีหลังจากที่ค่ายสหมงคลฟิล์มฯ ปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักฟอร์มยักษ์แห่งปีเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ที่มีฉากเลิฟซีนสุดร้อนแรงออกมายั่วน้ำลายผู้ชมจนเป็นประเด็นให้พูดถึงด้วยความฮือฮา ล่าสุด ผู้กำกับชั้นครู “ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ออกมาย้ำชัดถึงประเด็นนี้ว่า

“คือฉากเลิฟซีนเนี่ยเป็นประเด็นที่พูดถึงกันมากเลยหลังจากตัวอย่างหนังถูกปล่อยออกไป แต่อยากให้มองในแง่ที่ว่า เมื่อเรื่องนี้มันพูดถึงตัณหาราคะโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดกับตัวละครที่มีความรู้มีการศึกษา รู้ดีรู้ชั่ว รู้จักศีลธรรม แต่บุคคลเหล่านี้ได้กระทำในสิ่งที่เรียกได้ว่าผิดต่อศีลธรรมในพุทธศาสนา คือจะพูดง่ายๆ หนังเรื่องนี้จะพูดถึงความหายนะของผู้ที่กระทำบาป ของคนที่ไม่มีสติในการยับยั้งชั่งใจ สะท้อนให้เห็นตัณหาราคะซึ่งมนุษย์เนี่ยจะมีกรรมอยู่อย่างหนึ่งคือ แยกไม่ออกว่าอะไรคือตัณหาราคะ อะไรคือความรัก มักจะเอามาปนกันเสมอ หนังเรื่องนี้พูดเช่นนั้นอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีฉากเลิฟซีนซึ่งแสดงให้เห็นถึงตัณหาราคะของมนุษย์ แต่เราก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และถ่ายทอดมันด้วยความงามทางการถ่ายทำและเทคนิคทางการแสดง ฉากเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของงานศิลปะที่สวยงาม

แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือนักแสดงในเรื่องนี้ทุกท่านเนี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์’ เนี่ยสามารถเข้าใจในสิ่งที่ตัวละครต้องการแล้วก็มีจิตใจที่สูง มองข้ามฉากเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องลามกจกเปรต หรือว่าเป็นเรื่องที่ไม่พึงกระทำ เพราะฉะนั้นเนี่ยทุกคนที่เล่นฉากเหล่านี้เนี่ยเล่นด้วยจิตที่สูงส่ง และรู้ว่าทำไมฉากเหล่านั้นจึงปรากฏในเรื่อง ซึ่งมันก็เป็นประเด็นสำคัญแต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการให้คนดูดูแล้วเกิดอารมณ์เหมือนหนังที่เน้นกามารมณ์เป็นหลัก เรื่องนี้มันไม่เคยมุ่งหมายอย่างนั้น แต่ถ้าไม่มีฉากเลิฟซีนเหล่านี้เลยมันก็จะเสียอรรถรสของเรื่องไป เพราะฉะนั้นในการทำฉากเหล่านี้ จะว่าไปมันก็เป็นฉากที่ยากที่สุดสำหรับคนทำและคนเล่น แต่ว่าทุกคนทำด้วยสติสัมปชัญญะและเข้าใจในการถ่ายทอด มันจึงออกมาดูสวยงามและไม่หยาบเลย”

“ชั่วฟ้าดินสลาย” พร้อมเปลือยอารมณ์รัก วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์


 
“อนันดา – พลอย” พลิกโฉมถ่ายปกคู่พร้อมแฟชั่นเซตคอนเซ็ปต์แรง
“From Here to Eternity” by “hamburger mag”

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 23 กันยายน 2553



      หลังจากที่สร้างกระแสฮือฮามาแล้วจากตัวอย่างและโปสเตอร์ที่สุดหวาบหวิว และชวนตราตรึงที่สุด กับภาพยนตร์โศกนาฎกรรมรักอันยิ่งใหญ่อย่างภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ผลงานการกำกับของ “หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล” ที่ได้นักแสดงมือหนึ่งอย่าง “อนันดา เอเวอริงแฮม และ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ มาร่วมถ่ายทอดบทบาทที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิต กับการดำดิ่งสู่ห้วงรักและตัณหา และล่าสุดนิตยสาร HAMBURGER ได้จับคู่ อนันดา-พลอย มาถ่ายปก พร้อมแฟชั่นเซ็ทภายใต้คอนเซ็ป From Here To Eternity ที่สื่อถึงความรักที่มั่นคงตราบนิจนิรันดร์แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด

การทำงานของภาพแฟชั่นครั้งนี้เป็นบรรยากาศแบบสบายๆ เพราะทั้งทีมงานและนายแบบนางแบบต่างสนิทกันมากอยู่แล้ว เริ่มแรกสไตลิสต์ขอแปลงโฉมพลอย และอนันดาให้ได้ลุคชิคๆ ของคู่รักสุดสวีตที่ดูทันสมัยเก๋ไก๋แบบสุดๆแต่ยังบวกสไตล์ของความเป็นวินเทจอยู่นิดๆ เพื่อให้ดูหรูหราสวยสง่าตามคอนเซ็ปของภาพยนตร์ ชั่วฟ้าดินสลาย ซึ่งทั้งพลอยก็คงความสวยเซ็กซี่นัยตาเฉี่ยวคม และอนันดาก็คงความเท่ล่ำจนคนในกองแทบอดใจไม่ไหว พอถึงเวลาที่ช่างภาพรั่วชัตเตอร์ขึ้นมาเท่านั้นพลอยและอนันดาก็สวมวิญญาณคู่รักได้อย่างสบายๆ ทั้งโอบ กอด แนบ แอบกระซิบ หรือท่าไหนๆ ก็สบายๆ เพราะต่างคุ้นเคยกับการสวมบทบาทของคู่รักมาแล้วจากในภาพยนตร์ งานนี้ทำเอาทีมงานในกองถึงกับอยากจะกรี๊ดแทบคลั่ง บางคนก็เคลิ้มไปคิดว่าตัวเองเป็นนางแบบนายแบบเองซะงั้น เลยทำให้บรรยากาศการถ่ายแบบในครั้งนี้สนุกสนานและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บวกกับมีอุณหภูมิความฮ็อตของพระนางคู่รักคู่นี้ทำให้การทำงานผ่านฉลุยรวดเร็ว มาร่วมติดตามแฟชั่นเก๋ๆของพลอยและอนันดาได้บนปกนิตยสาร HAMBURGER ฉบับเดือนกันยายนนี้ทุกแผง และร่วมพิสูจน์ความรักในแบบฉบับ ชั่วฟ้าดินสลาย วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์


 









 

“ชั่วฟ้าดินสลาย” จัดรอบพิเศษ พิสูจน์คู่รักชั่วนิรันดร์ ผูกพันกันชั่วชีวิต
รวมเหล่าคู่รักนักแสดงปลื้ม ได้บทเรียนชีวิตรัก

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 4 ตุลาคม 2553



      สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล ได้ฤกษ์ดีชวนเหล่าคู่รักดารานักแสดงและคนดังในวงการและ คู่แต่งงาน
ทั่วไป มาร่วมพิสูจน์ความรักชั่วฟ้าดินสลาย พร้อมค้นหาความหมายของคำว่ารักแท้ กับรอบพิเศษ “คู่รักชั่วนิ
รันดร์ ผูกพันกันชั่วชีวิต” ของภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมแห่งปี “ชั่วฟ้าดินสลาย” เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ. โรง
ภาพยนตร์เอส.เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
งานนี้เหล่าคู่รักคนดังให้ความสนใจมาร่วมชมภาพยนตร์กันมากมาย อาทิเช่น ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วชิร
บรรจง, พ่ออี๊ด สุประวัติ –นีรนุช ปัทมสูต, ปุ้ย พิมลวรรณ (ผู้หญิงถึงผู้หญิง) -ชัชพงษ์ หุ่นทองคำ, อ.เกริกเกียรติ
พันธุ์พิพัฒน์และภรรยา, ปุ๊ย คืนสิทธิ์ และ จอย สุวรรณวัฒกี (พิธีกรอารมณ์ดีจากวาไรตี้ชื่อดังอย่างตีสิบ) , คุณ
รัดเกล้า อามระดิษฐ์, เจี๊ยบ โสภิตนภา ชุ่มภาณี, แหม่ม คัทลียา แมคอินทอช, นุสบา ปุณกัณฐ์, เอ๊ะ ศศิกานต์-เจมส์
เรืองศักดิ์ ฯลฯ ที่มาร่วมชมภาพยนตร์ และร่วมถกกันในโรงภาพยนตร์ รวมทั้งยังมีคู่รักจากทางบ้านจำนวนกว่า 20 คู่
ที่ลงทะเบียนมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
หลังชมภาพยนตร์จบ ผู้กำกับสุดละเมียด “หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล” ได้ให้เกียรติร่วม Q&A ตอบ
คำถามพร้อมสนทนาค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำว่า “รักแท้” รวมถึงความหมายของโซ่คล้องคอใจ และแลก
เปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความรักแบบชั่วฟ้าดินสลายนั้นมีจริงหรือไม่…
โดยคู่รักนักแสดงที่มาร่วมชมภาพยนตร์ทั้งหมดต่างพร้อมใจมาร่วมสนทนาบนเวทีกันอย่างคับคั้งซึ่งมีทั้ง
รุ่นใหญ่และรุ่นเล็กทั้งที่ผ่านการแต่งงานมาอย่างยาวนาน-ไปจนถึงคู่ที่ใกล้จะถึงวันแต่งงาน ซึ่งต่างได้พูดถึงบทเรียน
ชีวิตรักที่ได้จากภาพยนตร์รวมทั้งความชอบและประทับใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

พ่ออี๊ด สุประวัติ

“ชอบทุกสิ่ง ชอบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ทุกอย่างที่เกิดในหนังมีความเชื่อมต่อ มีการเล่าเรื่องที่ดีผ่าน
ทางนักแสดง ภาพหนัง และสิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่หนังสื่ออกมาให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องนำ
ไปคิดต่อเลย คือ โลกมนุษย์เรามีทั้งโซ่ใจและโซ่ตรวญอยู่ที่ว่าคนเราจะเลือกเป็นโซ่แบบไหน โซ่ใจก็เหมือนกับคู่
ของคุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ และคุณธัญญา แต่ถ้าหากเป็นโซ่ตรวญก็จะเหมือนกับคู่ของส่างหม่องและยุพดี นี่คือสิ่งที่
สอนและสามารถเรียนรู้ได้โดยที่ไม่ต้องมาคิดเพิ่มเลยเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อธิบายไว้หมดแล้ว”

ธัญญา-พงษ์พัฒน์ วิชรบรรจง

“ผู้หญิงเราเป็นเพศที่แข็งแกร่งกว่าผู้ชายและเป็นเพศที่มีความรักที่มั่นคง เสียสละ เหมือนอย่างที่ยุพดีเป็น” – ก่อนที่
เราจะรักกันเราต้องรู้จักในความหมายของคำๆ นั้นซะก่อน ซึ่งผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาหลายรอบมาก ผมชอบทั้งหมด
ถ้าให้ผมพูดในฐานะคนดูเราดูแล้วเพลิดเพลิน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงที่มีศักยภาพ ได้ผู้กำกับที่เป็นปรมาจารย์
ฉากต่างๆ หรือแม้กระทั่งเลิฟซีนดูสวยงามไม่ทำให้เรารู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้โป๋เลย ไม่ต้องขึ้นเรทมาก็ได้ และถ้า
ให้ผมพูดในฐานะของคนทำหนังผมชอบการนำเอาปรัชญาชีวิตมาใช้ในภาพยนตร์และที่สำคัญสุดปรัชญาของหนังเรา
ต้องรู้จักการใช้โซ่ ถ้าเราใช้โซ่อย่างมีความสุขเราก็จะสุขแต่ถ้าเราใช้โซ่อย่างผิดเราก็จะเกิดความผิดหวังซึ่งนั่นเป็น
สิ่งที่ผมรู้สึกว่าผู้กำกับถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ”

แหม่ม แคทรียา แมคอินทอช

“หนังเรื่องนี้จริงๆ มันคือการให้แง่คิด เพราะความรักไม่มีใครผิดใครถูกมันอยู่ที่ตัวเราว่าจะควบคุมอารมณ์
ตัวเองได้มั้ย เรื่องนี้มีคติสอนที่ดีต่อคู่รักทุกคู่ ซึ่งจริงๆ แล้วหากทุกคู่ต่างมีพื้นที่ให้กันและกัน เราก็สามารถอยู่ร่วมกัน
ได้”

อ.เกริกเกียรติ พันธุ์พิพัฒน์

“ผมชอบการแสดงของทุกคนแต่ที่รู้สึกประทับใจมากที่สุดคือการแสดงของอนันดา ผมว่าเค้าเป็นคนที่มี
การแสดงที่พัฒนาๆๆ ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทางและทุกอย่างมีการพัฒนาขึ้นตลอด ซึ่งผมอยาก
กล่าวขอบคุณหม่อมน้อยที่ท่านได้สร้างนักแสดงเก่งๆ และดีๆ ให้กับวงการของเรา”

และปิดท้ายการร่วมพูดคุยในรอบพิเศษของภาพยนตร์เรื่องชั่วฟ้าดินสลายด้วยคำกล่าวของ “หม่อมหลวง
พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ว่า “จริงๆ หลังจากที่เรากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จจนภาพยนตร์เข้าโรงฉาย
สิ่งที่เรารู้สึกประทับใจมากที่สุดมันเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้เองคือ เมื่อตอนที่เราไปเชียงใหม่ มีคนเข้ามาขอถ่ายรูป ซึ่ง
คนที่เข้ามาขอถ่ายรูปเป็นครอบครัวที่มีทั้งผู้ใหญ่และผู้สูงอายุอายุเกือบ 80 ปี ซึ่งเค้าก็ชมเราและพูดกล่าวขอบคุณ
เราที่ทำหนังแบบนี้ออกมา เป็นหนังสำหรับคนวัยเค้าและอย่างคุณย่าของเค้า เพราะในความรู้สึกเค้าคือมันนานมาก
แล้วที่เค้าไม่ได้ดูหนังแบบนี้ ซึ่งนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกดีใจและประทับใจมาก เพราะเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะแค่
เฉพาะหนุ่มสาวหรือคู่รักเท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะกับทุกครอบครัวเหมาะกับทุกคน และเป็นสิ่งหนึงที่สะท้อน
และสอนให้คนรู้จักการเลือกที่จะใช้ชีวิต เราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน เลือกที่จะทำโซ่ให้เป็นยังไงนั่นคือสิ่งที่คุณมาลัย
ชูพินิจต้องการที่จะนำเสนอและเราก็ร่วมถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องชั่วฟ้าดินสลายนี้ ทั้งนี้เราขอขอบคุณ
ดารานักแสดงทุกท่านรวมทั้งคู่รักทุกคู่ที่มาร่วมชมภาพยนตร์และร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เราในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์
ก็หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะให้แง่คิด มุมมองและความสนุกสนานให้กับผู้ชมทุกคนได้เป็นอย่างดีขอบคุณมากครับ”

ร่วมการันตีคุณค่าแห่งความรักจากภาพยนตร์ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ได้วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์
 













 

“หม่อมน้อย” มอบของขวัญสุดพิเศษรับปีใหม่ “ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s Cut” ฉบับสมบูรณ์ที่สุด ตัดต่อใหม่ทั้งหมด ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาที เต็มอิ่ม เต็มตา เต็มอารมณ์ เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น!!!
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 13 ธันวาคม 2553



    หลังจากสร้างความประทับใจอย่างสุดซึ้งและกวาดคำชื่นชมไปอย่างล้นหลาม รวมถึงก่อให้เกิดกระแสฮือฮากับการแสดงแบบทุ่มสุดตัวของนักแสดงสาวสุดฮ็อต “พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” และพระเอกหนุ่มมากฝีมือ “อนันดา เอเวอริงแฮม” ไปแล้วในภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักอันยิ่งใหญ่เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ฉบับฉายโรงปกติ
ล่าสุด ผู้กำกับฝีมือละเมียด “หม่อมน้อย – ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” เตรียมส่งของขวัญปีใหม่ชิ้นสุดพิเศษให้แฟนๆ และผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้กับ “ชั่วฟ้าดินสลาย ฉบับ Director’s cut” ซึ่งหม่อมน้อยลงทุนลงแรงตัดต่อใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกๆ ด้าน ด้วยความยาวถึง 3 ชั่วโมง 10 นาที (ยาวกว่าเดิม 1 ชั่วโมงเต็ม) งานนี้ รับรองได้ว่าจะเติมเต็มทุกความรู้สึกอย่างลึกซึ้งกว่าเดิมหลายเท่าแน่นอน
โดยจะฉายให้ผู้ชมได้ซึมซาบเรื่องราวความรัก ความเสน่หา และพัฒนาการของตัวละครแบบเต็มอิ่ม เต็มตา เต็มอารมณ์ พร้อมตอบข้อสงสัยและอธิบายถึงแรงจูงใจของ 3 ตัวละครหลัก พะโป้, ยุพดี และส่างหม่องอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามบทภาพยนตร์ที่หม่อมน้อยได้เขียนไว้ ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 53 – 5 ม.ค. 54 (เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น) เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ HOUSE RCA ที่เดียว

“หลังจาก ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ เข้าฉายไปแล้ว เสียงตอบรับออกมาดีเลยทีเดียวในแง่ความซาบซึ้งประทับใจที่มีต่อหนังเรื่องนี้ และก็มีเสียงเรียกร้องเข้ามามากเช่นเดียวกันว่าน่าจะมีเวอร์ชั่นที่ยาวกว่านี้ออกมา เพราะมีหลายๆ ความรู้สึกที่ยังคาใจอยู่ ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจของเราพอดีที่จะทำอะไรเป็นพิเศษมอบให้กับผู้ชม ก็เลยตัดสินใจทำเวอร์ชั่นพิเศษฉบับ Director’s cut นี้ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกๆ ด้านของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ด้วยความยาวถึง 3 ช.ม. 10 นาที ยาวกว่าเดิมหนึ่งชั่วโมงเต็ม พูดได้ว่าสมบูรณ์ที่สุดแล้วจริงๆ และเป็นเวอร์ชั่นที่ตัดต่อใหม่หมด ทำเทคนิคทุกอย่างใหม่หมด ไม่ใช่แค่เอาฟุตเตจไปแทรกเพียงแค่นั้น แล้วก็จะมีฉากเอ็กซ์คลูซีฟมากๆ ที่คุณไม่เคยเห็นในเวอร์ชั่นปกติ รวมถึงลำดับการเล่าเรื่องใหม่เพราะเป็นเวอร์ชั่นที่ตั้งใจจะทำส่งประกวดเมืองนอกด้วย ซึ่งคุณจะเข้าใจเรื่องราว, คาแร็คเตอร์ตัวละครมากขึ้น และที่สำคัญคือบางฉากบางเรื่องที่คุณพิศวงสงสัยในเวอร์ชั่นที่แล้ว ปริศนาต่างๆ ที่คุณเคลือบแคลงสงสัย หรือที่บางคนบอกว่าเดินเรื่องเร็วดูแล้วยังไม่เข้าใจ ก็ต้องมาดู มันจะถูกเปิดเผยชัดเจนทั้งหมดในเวอร์ชั่นนี้ เพราะมีอะไรเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ หรือถ้าใครยังไม่เคยดูก็จะเต็มอิ่มกับเวอร์ชั่นนี้มากๆ เลย”

“ชั่วฟ้าดินสลาย ฉบับ Director’s cut” ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาทีนี้ พร้อมฉายเติมเต็มทุกอารมณ์ความรู้สึกประทับใจแบบลึกซึ้งยิ่งกว่า...23 ธ.ค. 53 – 5 ม.ค. 54 (เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น) เฉพาะโรงภาพยนตร์ HOUSE RCA ที่เดียว

 
เปิดจองบัตรด่วน!!!“ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s Cut” ฉบับสมบูรณ์ที่สุด ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาที เต็มอิ่มทุกลีลา เต็มตาทุกอารมณ์
บัตรราคา 140 บาททุกที่นั่งเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น!!!

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 16 ธันวาคม 2553



                พร้อมเปิดจองบัตรล่วงหน้าแล้วสำหรับภาพยนตร์ “ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s cut” ฉบับสมบูรณ์ที่สุด ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาที (ยาวกว่าเดิม 1 ชั่วโมงเต็ม) ซึ่งผู้กำกับฝีมือละเมียด “หม่อมน้อย – ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” บรรจงตัดต่อใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกๆ ด้าน
งานนี้ รับรองได้ว่าจะเติมเต็มทุกความรู้สึกอย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าจากการแสดงแบบทุ่มสุดตัวของนักแสดงสาวสุดฮ็อต “พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” และพระเอกหนุ่มมากฝีมือ “อนันดา เอเวอริงแฮม” รวมถึงทีมนักแสดงชั้นแนวหน้า
โดยจะเริ่มเปิดให้จองบัตรชมภาพยนตร์ล่วงหน้าในวันเสาร์ที่ 18 ธ.ค. นี้ ณ โรงภาพยนตร์ HOUSE RCA บัตรราคา 140 บาททุกที่นั่ง (แถมโปสเตอร์หนังเวอร์ชั่น Limited Edition ให้เก็บสะสมเป็นที่ระลึกด้วย)
และจะฉายให้ผู้ชมได้ซึมซาบเรื่องราวความรัก ความเสน่หาแบบเต็มอิ่มทุกลีลา เต็มตาทุกอารมณ์ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 53 – 5 ม.ค. 54 (เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น) เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ HOUSE RCA หรือโทร 02-6415177 ที่เดียว



 
เปิดตัวยิ่งใหญ่อีกครั้ง เหล่าคนดังพร้อมใจเข้าชม
“ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s Cut” รอบปฐมทัศน์
ทุกเสียงยืนยันเต็มอิ่มเต็มอารมณ์กว่าเดิมหลายเท่า

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 24 ธันวาคม 2553



              ทำเอาโรงภาพยนตร์ HOUSE RCA คึกคักและแคบไปถนัดตาเมื่อเหล่าดารานักแสดง, คนดังทั่วฟ้าเมืองไทย และแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงบรรดาสื่อมวลชนต่างตบเท้าเข้าร่วมงานเปิดรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์ “ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s cut” ฉบับสมบูรณ์ที่สุด ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาที (ยาวกว่าเดิม 1 ชั่วโมงเต็ม) ของผู้กำกับฝีมือละเมียด “หม่อมน้อย – ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา

เปิดงานด้วยการพูดคุยสบายๆ กับเหล่าคนดังและแขกรับเชิญต่างๆ ถึงความรู้สึกที่กำลังจะได้ชมภาพยนตร์เวอร์ชั่นพิเศษนี้ ท่ามกลางภาพถ่ายอันงดงามของช่างภาพระดับแนวหน้าของไทย “ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์” จากนั้นจึงเป็นการพูดคุยกับท่านผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย “คุณสุรพล เศวตเศรนี” พร้อมด้วยทีมงานนักแสดงไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล, อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์, เพ็ญเพชร เพ็ญกุล และ ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ ถึงความพิเศษของ “ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s cut”

หลังจากชมภาพยนตร์เสร็จสิ้นลง เหล่าคนดังไม่ว่าจะเป็น อ. เกริกเกียรติ พันธุ์พิพัฒน์, ป้าจุ๊-จุรี โอศิริ, สุประวัติ ปัทมสูตและภรรยา, นพพล โกมารชุน, ปรียานุช ปานประดับ, ยุทธนา มุกดาสนิท, นนทรีย์ นิมิบุตร, เอกชัย เอื้อครองธรรม, อมาตย์ นิมิตภาคย์, ชลิดา เถาว์ชาลี, วราพรรณ หงุ่ยตระกูล, มนตรี วัดละเอียด, กระวี เอี่ยมสกุลรัตน์, ปีเตอร์ ธูนสตระ, ปิยะ เศวตพิกุล, สุธาสินี พุทธินันท์, นิโคล เทริโอ, ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ, สุนิสา เจทท์, ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์, ดิว เดอะสตาร์ พงศธร สุภิญโญ, กัน เดอะสตาร์ นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, ริท เดอะสตาร์ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช, นิว ชัยพล พูพาร์ท ฯลฯ ต่างยืนยันความเยี่ยมยอดเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเวอร์ชั่นนี้เติมเต็มทุกความรู้สึกอย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิมหลายเท่าแน่นอน

“ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s cut” จะฉายให้ผู้ชมได้ซึมซาบเรื่องราวความรัก ความเสน่หาแบบเต็มอิ่มทุกลีลา เต็มตาทุกอารมณ์ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 53 – 5 ม.ค. 54 (เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น) เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ HOUSE RCA ที่เดียว


 


















 

 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด