|
 |
|
|
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
เกี่ยวกับภาพยนต์ |
|
|
ข้อมูลงานสร้าง "True grit"
|
เบื้องหลังงานสร้าง
ผู้คนคงจะไม่เชื่อว่าเด็กหญิงคนหนึ่งจะออกจากบ้านกลางฤดูหนาวเพื่อแก้แค้นให้การตายของพ่อ
แต่มันได้เกิดขึ้นแล้ว
-- TRUE GRIT โดยชาร์ลส์ พอร์ทิส

ในปี 1968 The Saturday Evening Post
ได้ตีพิมพ์นิยายต่อเนื่องที่ตรึงผู้อ่านเอาไว้ด้วยเรื่องที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตำนานแบบอเมริกันที่ไร้กาลเวลาและยิ่งใหญ่งดงาม
และทำให้คนอ่านยังคงหิวกระหายเรื่องราวต่อมา
นี่คือนิยายเรื่อง True Grit ของชาร์ลส์ พอร์ทิส
เรื่องราวของเด็กหญิงที่แสนเด็ดเดี่ยว
ผู้ต้องการล้างแค้นให้การตายของพ่อ
โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้รักษากฎหมายในแดนเถื่อน
และมือปราบเท็กซัสจอมโผงผาง
โดยทุกคนมุ่งหน้าเข้าสู่เขตแดนของอินเดียนแดงเพื่อค้นหาตัวฆาตกร
ด้วยอารมณ์ขันแบบหน้าตาย
ตัวละครมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
และยิงตรงด้วยธีมแบบอเมริกันแท้
นิยายเรื่องนี้จึงเหมือนมีชีวิตโลดแล่นของมันเอง
เช่นเดียวกับแม็ทตี้ รอสส์
นิยายเรื่องนี้ได้ข้ามสายน้ำสู่อาณาจักรที่เหตุการณ์ในชีวิตจริง
ได้กลายเป็นเรื่องเล่าขานและตำนาน
และกลายมาเป็นหนังสือเบสท์เซลเลอร์และวรรณกรรมคลาสสิกที่อยู่ยงคงนาน
ที่ส่งผ่านจากคนอ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่า
และจากนักเขียนส่งผ่านนักเขียนด้วยกันมานานหลายทศวรรษ
ในไม่ช้า
หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกให้นำไปใช้สอนตามโรงเรียน
และยังกลายเป็นภาพยนตร์ในปี 1969 ที่นำแสดงโดย
จอห์น เวย์น
ขณะที่ตัวชื่อเรื่องได้ถูกถักทอจนกลายเป็นองค์ประกอบของภาษา
คำว่า true grit
ได้กลายมาเป็นคำที่บ่งบอกถึงความหาญกล้า มั่นใจ
แน่วแน่
ที่สามารถมองเห็นถึงนิสัยใจคอคนผ่านสภาพแวดล้อมที่ยากจะเข้าใจได้
เป็นแนวคิดที่เป็นหัวใจของจิตวิญญาณแบบอเมริกันชน
แต่เรื่องราวของพอร์ทิสนั้นเป็นยิ่งกว่าเรื่องเกี่ยวกับความหาญกล้า
ด้วยการเล่าเรื่องโดยเด็กหญิงที่แข็งแกร่งในแบบที่แม็ทตี้
รอสส์เป็นในระหว่างการออกผจญภัยของเธอ
มันยังเป็นการสำรวจตรวจสอบความไม่สงบแบบตัวละครอเมริกัน
ที่มีความขัดแย้งระหว่างความปรารถนาในการผจญภัย
และความต้องการบ้าน
ระหว่างความต้องการแก้ไขความไม่เป็นธรรมกับสิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อการแก้แค้นที่มีผลต่อร่างกายและจิตวิญญาณ
ตัวละครอย่างแม็ทตี้, รูสเตอร์ ค็อกเบิร์น
และลาบัฟ ไม่เพียงแต่ปะทะกันและกันเอง
และปะทะกับพวกนอกกฎหมายที่พวกเขาออกตามล่า
แต่เป็นการปะทะกันด้วยหัวใจขณะที่พวกเขาสับสนกับการเปลี่ยนความคิดไปมาระหว่างการไร้ซึ่งการควบคุมและความชอบธรรม
สิ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ดูไร้ซึ่งกาลเวลาและมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมผ่านกาลเวลาและยุคสมัยมาได้
ก็คือ การเล่าเรื่องของแม็ทตี้
ซึ่งเป็นจุดต่างในงานวรรณกรรม จอร์จ เพเลคานอส
นักเขียนหนังสือระดับเบสท์เซลเลอร์ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในปี
1996 ว่า
การเล่าเรื่องของแม็ทตี้คือหนึ่งในผลงานการสร้างสรรค์ที่ดีของนิยายยุคใหม่
ผมจัดอยู่ในระดับเดียวกับฮัค ฟินน์
และนั่นไม่ใช่การกล่าวเกินจริง...ที่สำคัญที่สุด
มันเป็นที่ชื่นชมของคนอ่านหลายช่วงอายุ
หลายระดับการศึกษา และหลากหลายฐานะ
มันเป็นผลงานศิลปะที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกัน
สุดท้าย พอร์ทิสได้เขียนนิยายออกมาห้าเรื่อง (True
Grit เป็นผลงานเรื่องที่ 2 ของเขา หลังจาก
Norwood) และตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ผู้อ่านต่างตกหลุมรักรูปแบบงานเขียนของเขาที่ผสมผสานอารมณ์บ้านๆ
ที่มีอารมณ์ขันเข้ากับธีมเรื่องที่มีแบบฉบับที่หาญกล้า
ในบรรดาผู้ที่มีความชื่นชมในผลงานของพอร์ทิส
ได้แก่ โจลและอีธาน โคเอน
ซึ่งตัวพวกเขาเองก็ได้สรรค์สร้างผลงานภาพยนตร์ที่น่าสนใจในยุคสมัยของเราไว้มากมาย
เริ่มด้วยภาพยนตร์นัวร์คลาสสิกอย่าง Blood Simple
รวมถึงภาพยนตร์อย่าง Raising Arizona, Millers
Crossing, Barton Fink, ภาพยนตร์รางวัลออสการ์
Fargo, The Man Who Wasnt There, O Brother Where
Art Thou?, ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ No Country For
Old Men และ A Serious Man
เราได้อ่านหนังสือของชาร์ลส์
พอร์ทิสอยู่หลายเรื่อง
แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะมีแนวโน้มที่จะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้มากที่สุด
อีธานได้พูดถึงการตัดสินใจของพวกเขาที่จะดัดแปลงบทภาพยนตร์จาก
True Grit
สองพี่น้องรู้สึกชื่นชอบการตัดสินใจที่กล้าหาญของพอร์ทิสที่จะวางตัวเด็กสาวที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
ไว้ใจกลางนิยายที่เต็มไปด้วยความรุนแรง
การเชือดเฉือน และความเป็นจริงที่รุนแรง
เรื่องราวของแม็ทตี้อัดแน่นไปด้วยความดิบแบบมนุษย์
และความคมคายที่เสียดสีในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ในจินตนาการของพี่น้องโคเอนอยู่แล้ว
แต่ขณะเดียวกัน True Grit
ก็คือความต่างสำหรับพวกเขา
ที่ถ่ายทอดการเล่าเรื่องในแบบตรงไปตรงมา
เปี่ยมไปด้วยอารมณ์มากที่สุด
เรื่องนี้ถือว่าอยู่ในแนวผจญภัยแสนประหลาดของคนหนุ่มสาวเลยก็ว่าได้
โจลบอก
เรื่องนี้ถูกบอกเล่าโดยเด็กหญิงวัย 14
ปีที่เชื่อมั่นในตัวเอง อีธานกล่าวเสริม
ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้แปลกและตลก
แต่มันก็คล้ายกับ Alice in Wonderland
เพราะเด็กผู้หญิงอายุ 14
ปีคนนี้พบว่าเธอตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดมาก
อีธานกล่าวต่อไปอีกว่า
นั่นคืออีกส่วนหนึ่งของหนังสือเรื่องนี้
ฉากสุดแหวกแนว
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพอร์ทิสรู้จักช่วงเวลาในยุคสมัยนั้น
รวมไปถึงสถานที่แห่งนั้นดี
เขาใส่รายละเอียดของสถานที่ได้อย่างสมจริงชัดแจ้งจนมันแทบจะกลายเป็นจริงอย่างมาก
นิยายเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับดินแดนตะวันตกยุคคาวบอย
ซึ่งเป็นแนวที่พี่น้องโคเอนอยากจะทำออกมาให้สมบูรณ์เป็นครั้งแรก
ถึงแม้หลายคนอาจจะอยากจัดประเภทว่าภาพยนตร์เรื่อง
No Country for Old Men
ก็เป็นภาพยนตร์ในแนวนี้เหมือนกัน
แต่สำหรับโจลและอีธานแล้ว
ภาพยนตร์เรื่องนั้นมีความเป็นภาพยนตร์ทริลเลอร์ยุคใหม่มากกว่า
โทนของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องก็มีความแตกต่างกัน
No Country For Old Men
วางเหตุการณ์เอาไว้ในเท็กซัส โจลอธิบาย
แต่มันเป็นภาพยนตร์ร่วมสมัย
ไม่มีใครขี่ม้าในภาพยนตร์เรื่องนั้น
เว้นแต่ในแง่ที่ว่าผู้คนยังคงขี่ม้ากันอยู่ในท้องถิ่นอันห่างไกล
เราไม่เคยมองว่ามันเป็นภาพยนตร์คาวบอยเลยนะ
สิ่งที่อยู่ในหัวเรามันแตกต่างออกไป
บทภาพยนตร์เรื่องนี้ยังยึดมั่นต่อการวางโครงเรื่องตามแบบนิยายของพอร์ทิส
ซึ่งวางตัวแม็ทตี้เอาไว้ตรงกลางเรื่อง
และทำให้เธอเป็นเหมือนหญิงสูงวัยที่ทรหดอดทน
ที่ไปตามหาตัว รูสเตอร์ ค็อกเบิร์น ที่เมมฟิส
ไวลด์ เวสท์ โชว์ และเช่นเดียวกับพอร์ทิส
พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะสร้างให้แม็ทตี้มีบุคลิกที่ดูง่ายๆ
แต่เด็ดเดี่ยว และน่าประทับใจ และสร้างสีสันให้กับ
รูสเตอร์ ค็อกเบิร์นและมือปราบเท็กซัส ลาบัฟ
ผ่านการยอมรับของแม็ทตี้
หรือหวังว่า...พวกเขาอาจจะเชื่อมต่อกันด้วยบางสิ่งที่เป็นสิ่งอันทรงเกียรติซึ่งอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเขา
เจฟฟ์ บริดเจส ผู้ได้รับเลือกให้มารับบท
ค็อกเบิร์น
บอกว่ามันเป็นไอเดียที่จะผสมผสานท่วงทำนองที่สมจริงของหนังสือและโทนอันสนุกสนานแต่ประทับใจ
เข้ากับวิธีการนำเสนอของพี่น้องโคเอนที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะมารับบทเป็นตัวละครที่น่าชื่นชมตัวนี้ในรูปแบบที่มีความแปลกใหม่
ตอนที่พี่น้องโคเอนพูดถึงไอเดียที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่อง
True Grit ขึ้นมาครั้งแรก ผมพูดว่า ให้ตายซิ
พวกเขายังไม่ได้สร้างหนังเรื่องนั้นกันอีกเหรอ
ทำไมคุณถึงได้อยากสร้างมันออกมาอีกรอบนัก
แล้วพวกเขาก็ตอบว่า
เราไม่ได้จะมารีเมกหนังเรื่องนั้นนะ
เรากำลังสร้างหนังเวอร์ชั่นที่ถ่ายทอดจากตัวหนังสือต้นฉบับของชาร์ลส์
พอร์ทิส ผมก็เลยลองอ่านหนังสือเรื่องนี้
และผมมองเห็นในทันทีเลยว่าพวกเขากำลังพูดถึงอะไรอยู่
ดูมันจะเป็นเรื่องที่เหมาะเจาะลงตัวสำหรับพี่น้องโคเอนที่จะนำมาสร้างเป็นหนัง
และเพราะพวกเขายังไม่เคยสร้างหนังคาวบอยผจญภัยมาก่อน
มันเลยกลายเป็นเซอร์ไพรส์ไปเลย
แม็ตต์ เดม่อน ผู้รับบท ลาบัฟ กล่าวเสริมว่า
ผมก็ไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อน
จนกระทั่งพี่น้องโคเอนส่งมันมาให้ผม
แต่มันเป็นนิยายอเมริกันที่สุดยอดมาก
จนสมควรแล้วที่ผู้คนยกย่องมันเช่นนั้น
การดัดแปลงเรื่องของพวกเขาก็เยี่ยมยอดมาก
พวกเขาใช้บทพูดส่วนใหญ่จากหนังสือ
เสมือนมีหูของพอร์ทิสที่คอยเงี่ยฟังวิธีที่ผู้คนพูดกันจริงๆ
ผมเองยังต้องอึ่งกับมันเลย
แต่คุณก็ยังรู้สึกได้ถึงเอกลักษณ์ของพี่น้องโคเอน
เพราะพวกเขาเป็นศิลปินที่ทรงพลังจริงๆ
แบร์รี่ เป๊ปเปอร์ ซึ่งรับบทเป็นพวกนอกกฎหมาย
ลัคกี้ เน็ด
และเพิ่งจะเคยได้ทำงานกับพี่น้องโคเอนเป็นครั้งแรก
ได้ออกมาสรุปว่า
บทพูดในตัวหนังสือนิยายเปรียบได้กับบทกลอนของคาวบอยที่ได้เช็คสเปียร์มาเป็นคนแต่ง
พี่น้องโคเอนจับจังหวะนั้นได้
สิ่งที่โดดเด่นในการดัดแปลงนิยายมาเป็นบทภาพยนตร์ของพวกเขาก็คือ
ภาษานั้นทั้งจำเพาะเจาะจงและเป็นจริงอย่างมาก
วิธิที่พวกเขาตีความใหม่
จากนั้นก็จินตนาการขยายภาพที่พอร์ทิสได้จินตนาการเอาไว้ในหนังสือนิยายของเขา
มันเป็นสิ่งที่ทั้งงดงามและพิเศษอย่างมาก
นักแสดงและตัวละคร

ทีมนักแสดงของ True Grit
ที่เดินหน้าไปด้วยพลังการขับเคลื่อนของตัวละคร พอๆ
กับฉากแอ็กชั่น ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก
และเช่นเดียวกับภาพยนตร์อีกหลายๆ
เรื่องของพี่น้องโคเอน
บทภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดความสนใจของนักแสดงมากหน้าหลายตา
อย่างไรก็ดี
คนที่แบกรับภาระเดินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่โดยแท้
เฮลี่ สไตน์เฟลด์ ผู้มอบชีวิตให้กับ แม็ทตี้ รอสส์
เด็กหญิงที่เป็นคนเล่าเรื่องและเป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงของหนังสือนิยายเรื่องนี้
ภารกิจในการตามหาตัวนักแสดงที่จะมารับบท แม็ทตี้
มีความซับซ้อนอย่างมาก
ตัวละครตัวนี้ถือว่าติดอยู่ในโผรายชื่อตัวละครหญิงที่มีความกล้าหาญชาญชัย
ซึ่งถือว่ามีอยู่น้อยนิดในงานวรรณกรรมคลาสสิกของอเมริกัน
และแม้กระทั่งจะติดรายชื่อที่มีอยู่น้อยนิดแล้ว
เธอยังมีความโดดเด่นเหนือใคร
จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ฮัค ฟินน์ (โดยวอล์กเกอร์
เพอร์ซี่, ดอนน่า ทาร์ตต์ และจอร์จ เพเลคานอส
และคนอื่นๆ)
ในเรื่องของความคิดปัจเจกชนและการมีลักษณะแบบคนอเมริกันโดยแท้
แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ใช่เด็กผู้ชาย
แม็ทตี้ทั้งฉลาดเฉลียว เจ้าอารมณ์ ฝีปากกล้า
และตรงไปตรงมา เธอคือพลังที่ยากจะจัดการ
แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังเป็นเด็ก เช่นเดียวกับโดโรธี
ในเรื่อง Wizard of Oz
แม็ทตี้ต้องเดินทางห่างไกลจากบ้าน
แต่เส้นทางกลับนั้นกลับต้องนองเลือด
ความท้าทายก็คือการค้นหาตัวนักแสดงหญิงที่จะสามารถทำให้แม็ทตี้มีทั้งความไร้เดียงสาและความอวดดีอยู่ในตัวอย่างเท่าเทียมกัน
เป็นคนที่จะต้องมีทั้งความอ่อนโยนแบบเด็กผู้หญิง
และความทรหดอดทนที่ลบล้างไปไม่ได้อยู่ในตัว เอลเลน
ชีโนเว็ธ และเรเชล เทนเนอร์
ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกตัวนักแสดง
ใช้เวลานานหลายเดือนในการเดินทางไปทั่วทั้งประเทศ
เพื่อเปิดการแคสติ้งวงกว้าง
ซึ่งทำให้พวกเธอต้องทำการคัดเลือกเด็กผู้หญิงหลายพันคน
และในช่วงท้ายที่สุดนั้น
พวกเธอก็ค้นพบสิ่งที่ต้องการ
การงมเข็มในมหาสมุทรในครั้งนี้ได้ผลลัพธ์เป็นเด็กหญิงวัย
13 ปี เฮลี่ สไตน์เฟลด์
ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ทีมผู้สร้างสะดุดสายตาด้วยบุคลิกที่สดชื่นมีชีวิตชีวาเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงลักษณะที่ไม่กลัวเกรงสิ่งใดที่เห็นได้ชัดในตัวเธอ
หลังจากได้เห็นคนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ
เรากลับลงเอยด้วยการเลือกตัวเด็กผู้หญิงที่มาจากลอสแอนเจลิส
โจลให้ความเห็นไว้
เราเลือกเฮลี่ก่อนหน้าที่เราจะเริ่มต้นถ่ายทำกัน
เราโชคดีมากที่หาตัวเธอจนพบ
ตัวละครแบบนี้
เธอต้องสุขุมใจเย็นและไม่หวั่นเกรงใดๆ อีธานกล่าว
สไตน์เฟลด์พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความรักที่เธอมีต่อตัวละครตัวนี้
ใครจะไม่รู้สึกสนใจแม็ทตี้บ้าง เธอตั้งคำถาม
เธอทรหด เธอวาจาคารมคมคาย เธอเพิ่งอายุ 14 ปี
ซึ่งมหัศจรรย์มาก เธอมีเป้าหมายหนึ่งเดียว
นั่นก็คือการตามหาตัวฆาตกรที่ฆ่าพ่อของเธอ
และเธอบอกตัวเองว่าเธอจะไม่ยอมดำเนินชีวิตตามปกติแน่จนกว่าเธอจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ
จากนั้น เธอก็เริ่มเดินหน้าลุย
นั่นคือความคล้ายคลึงกันระหว่างเรา
เราทั้งคู่ต่างไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ
เฮลี่ต้องการบทนี้
ซึ่งเธอปรากฏตัวในการออดิชั่นครั้งสุดท้ายในชุดกระโปรงผ้ากระสอบที่แม่ของเธอตัดเย็บด้วยมือจากชุดขององค์การศาสนา
ฉันได้อ่านบทกับเจฟฟ์ บริดเจส และแบร์รี่
เป๊ปเปอร์
และฉันรู้สึกว่าฉันเตรียมตัวมาพร้อมจริงๆ
นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เฮลี่เล่า
งานนี้ไม่มีความประหม่าแม้แต่น้อย
ฉันรู้สึกทึ่งกับพี่น้องโคเอนมากกว่าที่จะกลัวพวกเขา
เฮลี่อธิบาย พวกเขาและนักแสดงทุกคน
แสนจะถ่อมเนื้อถ่อมตัวเสียจนพวกเขาไม่มีความน่ากลัวเลย
พวกเขาทุกคนปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นหนึ่งในกลุ่มของพวกเขา
อย่างไรก็ดี
มีหลายเรื่องมากมายให้สไตน์เฟลด์ได้เรียนรู้
โดยเฉพาะเรื่องของการขี่ม้าและการยิงปืน
แม็ทตี้ถือว่ามีฝีมือในสองด้านนี้ในแบบไม่ธรรมดาเลยสำหรับเด็กผู้หญิง
เฮลี่รู้วิธีขี่ม้าอยู่แล้ว แต่ในแบบของอังกฤษ
ฉันต้องเข้าเรียนเพื่อทำให้ฉันขี่ม้าแบบดินแดนตะวันตกของอเมริกา
สไตน์เฟลด์เล่า
และการยิงปืนก็ถือว่าเป็นของใหม่สำหรับฉัน
ดังนั้นพ่อของฉันจึงพาฉันไปยิงปืน
เพื่อให้ฉันคุ้นเคยกับการยิงปืนมากขึ้น
มันช่วยได้มาก เพราะฉันได้เรียนรู้เรื่องปืนกระชาก
ถ้าเป็นปืนเปล่าๆ มันจะไม่สะบัด
แต่แม็ทตี้โดนปืนดีดกลับซะ
และเธอก็ต้องรู้ว่ามันให้ความรู้สึกยังไง
สำหรับสไตน์เฟลด์
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เธอเซอร์ไพรส์ได้มากที่สุด
ก็คือการแสดงของเพื่อนนักแสดงร่วมจอนี่แหละ
คุณได้อ่านหนังสือนิยายเรื่องนี้
และคุณมีจินตนาการอยู่ในหัวว่าเรื่องจะเป็นยังไง
จากนั้นนักแสดงเหล่านี้ก็แสดงบทบาทของพวกเขาไป
และมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคาดคิดเอาไว้เลย
มันน่าทึ่งที่ได้มาสัมผัสประสบการณ์นี้
เพราะมันคือวิธีที่ฉันอยากจะเป็นในฐานะนักแสดง
เฮลี่บอก
ในฉากหนึ่ง สไตน์เฟลด์ต้องเผชิญกับการฟาดจากลาบัฟ
ตัวละครของแม็ตต์ เดม่อน แต่ถึงกระนั้น
สไตน์เฟลด์ไม่ตกใจแต่อย่างใด
หลังจากการถ่ายทำทุกเทก แม็ตต์จะมาพูดกับฉันว่า
โอ้พระเจ้า เธอเป็นอะไรรึเปล่า
ฉันไม่ได้ทำเธอเจ็บใช่ไหม
เธอต้องบอกฉันนะถ้าฉันทำเธอเจ็บ
แต่ฉันว่ามันสนุกดีออก สไตน์เฟลด์ยอมรับ
และมันตลกมากเลย
สไตน์เฟลด์สรุปว่า สำหรับฉันแล้ว
น่าปลาบปลื้มอย่างมากที่ฉันได้มาเล่นหนังกับกลุ่มนักแสดงที่น่าทึ่งกลุ่มนี้
ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก
และรู้สึกขอบคุณที่ฉันได้มาอยู่ในจุดที่ฉันอยากจะอยู่จริงๆ
ทีมนักแสดงชายหลักๆ
ในเรื่องนี้เข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว
นับแต่เริ่มทำงานช่วงแรกๆ
โคเอนรู้ว่าพวกเขาต้องการตัว เจฟฟ์ บริดเจส
มารับบท รูสเตอร์ ค็อกเบิร์น
บริดเจสซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลออสการ์
จากบทนักร้องคันทรี่ตกอับในภาพยนตร์เรื่อง Crazy
Heart เคยร่วมงานกับโจลและอีธานมาแล้วในปี 1998
โดยเขารับบทเป็นตัวละครเอกอย่างเดอะ ดู๊ด
ในภาพยนตร์เรื่อง The Big Lebowski
ค็อกเบิร์นที่พูดถึงตัวเองว่าเป็น
ชายอ้วนตาเดียว
อาจจะมีชื่อเสียงที่ดูน่าหวาดกลัว
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แม็ทตี้เกิดความสนใจ
แต่เขาไม่ใช่ชายที่ดูมีอำนาจบาตรใหญ่
แต่กลับดูเหมือนผู้ที่ยื่นมือมาช่วยแม็ทตี้
เมื่อเธอเดินทางไปหาเขาเพราะได้ยินว่าเขาเชี่ยวชาญในเรื่องการตามแกะรอย
แต่แล้วเขากลับกลายเป็นเหมือนคู่หูที่อุทิศตัว
และทุ่มเทของแม็ทตี้ในการตามแกะรอยหาฆาตกรผู้นี้
บริดเจสใส่ความแปลกใหม่เข้าไปในบทนี้
โดยเขาตัดสินใจที่จะทิ้งรูปแบบการแสดงของ จอห์น
เวย์น
ผู้เคยรับบทนี้เอาไว้ในภาพยนตร์ที่เหมือนแตกต่างกันเป็นคนละแนว
จากยุคสมัยของงานสร้างภาพยนตร์ที่ต่างยุคกันไปเลย
เขากลับเลือกที่จะใส่ความรักที่เขามีต่อภาพยนตร์คาวบอยลงไป
(พ่อของเขา ลอยด์ บริดเจส
เคยแสดงนำในภาพยนตร์คาวบอยมากมายหลายเรื่อง)
และยังใส่ประสบการณ์ในการขี่ม้าของเขาลงไปด้วย
(เขาเคยขี่ม้าสมัยยังเด็ก
และยังเคยขี่ม้าศึกมาแล้วในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง)
จากนั้น
เขาตัดสินใจทุ่มเทพลังทั้งหมดของเขาให้กับการแสดงเป็นตัวละครที่ดิ้นรนหนักที่สุดตัวนี้
รูสเตอร์
ค็อกเบิร์นเหมือนไม่ผูกมัดตัวเองกับกฎหมาย
เขาเหมือนเหยียบเท้าข้างหนึ่งอยู่ในฝั่งของกฎหมาย
ส่วนอีกข้างก็เหมือนต่อต้านกฎหมายอยู่
บริดเจสตั้งข้อสังเกตเอาไว้
แต่แม็ทตี้กำลังมองหาคนที่มีความทรหดบึกบึนจริงๆ
และเขาก็มีลักษณะเช่นนั้น
เขามีลักษณะที่ว่าไม่ว่าสถานการณ์จะหนักหนาสาหัสสักแค่ไหน
เขาก็จะต้องมองทะลุมันไปถึงที่สุด
สำหรับบริดเจส
ส่วนที่สนุกมากที่สุดส่วนหนึ่งในการมารับบทค็อกเบิร์น
ก็คือการต้องพูดจาเล่นลิ้น ต้องต่อปากต่อคำ
และขี่ม้าเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเฮลี่ สไตน์เฟลด์
ที่รับบทเป็นเด็กผู้หญิงที่ผลักดันรูสเตอร์ไปในแบบที่เขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีคนทำกับเขาแบบนี้ได้
แม็ทตี้เป็นบทที่ท้าทายที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้
บริดเจสกล่าว
บทภาพยนตร์เรื่องนี้วางเหตุการณ์หลักเอาไว้รอบๆ
ตัวเธอ ตอนแรกผมก็เป็นห่วงเฮลี่นะ
เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ
แต่พอการถ่ายทำวันแรกสิ้นสุดลง ผมก็ได้แต่พูดว่า
โอ้ พระเจ้า เราโชคดีมากที่ได้เธอมาแสดงด้วย
เธอมีความอ่อนหวานเป็นพิเศษ
แต่เธอก็ใส่ความกร้านของตัวละครตัวนี้คลุมความอ่อนหวานนั้นเอาไว้
เธอแสดงออกมาได้ดี
จนเธอไม่ต้องการคำแนะนำอะไรมากมายเลย
เมื่อได้บริดเจสมารับบทเป็นรูสเตอร์แล้ว แม็ตต์
เดม่อน
นักแสดงหนุ่มที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
และเมื่อเร็วๆ นี้
ยังรับบทเป็นนักกีฬารักบี้ของแอฟริกาใต้ในภาพยนตร์ของคลิ้นต์
อีสต์วู้ด เรื่อง Invictus
ได้รับเลือกให้มารับบทเป็นมือปราบเท็กซัสที่สุขุมเยือกเย็นอย่าง
ลาบัฟ จากนั้น
พี่น้องโคเอนยังตัดสินใจที่จะกลับมาร่วมงานกับ จอช
โบรลิน
ดาราชายที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
และเคยให้การแสดงระดับสุดยอดในภาพยนตร์เรื่อง No
Country for Old Men มารับบท ทอม ชานี่ย์
ฆาตกรที่เป็นต้นเหตุแห่งการตามล่าในภาพยนตร์เรื่องนี้
เราว่าจอชกับแม็ตต์ดูน่าสนใจมาก โจลบอก
การเลือกดาราดังอย่างแม็ตต์และจอชมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้
คุณคงคิดถึงพวกเขา
จากนั้นมันก็คือกระบวนการในการหาวิธีที่จะทำให้การทำงานเข้ากับคิวว่างของพวกเขา
และเมื่อเดม่อนและโบรลินตัดสินใจเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้
ตารางการทำงานทุกอย่างก็ถูกจัดจนลงตัวสำหรับทุกคน
พวกเขาทั้งคู่ได้นำโบนัสมาสู่ตัวละครสองตัวนี้
นั่นก็คือฝีมือในการขี่ม้าที่เยี่ยมยอดอยู่แล้ว
ผมว่าเรารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาทั้งคู่ต่างขี่ม้าเป็น
แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยในการเลือกพวกเขามาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้
อีธานบอก
แต่กลับกลายเป็นว่ามันควรเป็นปัจจัยสำคัญเลยแหละ
โอ้ พระเจ้า
ภาพยนตร์เรื่องนี้คงไม่ได้เกิดแน่ถ้าพวกเขาขี่ม้าไม่เก่งแบบนี้
เดม่อนนั้นอยากจะร่วมงานกับพี่น้องโคเอนมานานแล้ว
แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสเลยจนกระทั่งเขาได้รับการติดต่อให้มารับบท
ลาบัฟ
ตัวละครตัวนี้ทำให้เดม่อนรู้สึกทึ่งได้ในทันที
เขาเป็นมือปราบเท็กซัสจอมขี้โม้
เดม่อนตั้งข้อสังเกต เขาทำให้ผมนึกถึง ทอมมี่ ลี
โจนส์ และเรายังคิดถึง บิลล์ คลินตัน
เป็นคนที่เราคงรู้สึกสนุกที่ได้มาฟังเขาอธิบายเรื่องต่างๆ
ความช่างพูดของเขากลายมาเป็นมุกตลก ขณะที่มันค่อยๆ
ทำให้รูสเตอร์ประสาทเสีย
และมันก็มาถึงจุดที่เขาเกือบจะตัดลิ้นของลาบัฟทิ้ง
แต่นั่นคงไม่อาจทำให้เขาเลิกพูดได้
ขณะที่พวกเขาแต่ละคนต่างออกตามล่าตัว ทอม ชานี่ย์
ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป
ค็อกเบิร์นและลาบัฟกลายมาเป็นคู่หูคู่กัดที่โต้เถียงกันตลอด
พวกเขาเหมือนน้ำกับน้ำมัน เดม่อนบอก
รูสเตอร์มองไม่เห็นคุณค่าในตัวลาบัฟ
ส่วนลาบัฟก็แสนจะภาคภูมิใจ
เขาพยายามสร้างความประทับใจให้กับรูสเตอร์
แต่เขาก็รู้สึกรำคาญที่เห็นๆ
กันอยู่ว่ารูสเตอร์ไม่ปลื้มต่อการเป็นมือปราบเท็กซัสเท่าไหร่ซึ่งสำหรับเขามันเป็นเรื่องใหญ่มาก
นี่คือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่สนุกที่สุด
กับการโชว์ความเป็นแมนที่เกิดขึ้นในทุกครั้งที่พวกเขาเผชิญหน้ากัน
แต่คุณก็จะมองเห็นถึงตัวตนจริงๆ ของพวกเขา
ในเวลาที่พวกเขาไม่คิดจะวางมาดใส่กัน
การร่วมมือทำงานกับบริดเจสทำให้พวกเขาได้ความเป็นคู่ปรับในแบบที่ไม่เหมือนใคร
เดม่อนเล่าว่า
เจฟฟ์ได้สร้างตัวละครเอกที่ดูคลาสสิกในแบบอเมริกัน
เพราะเขามีความไม่สมบูรณ์พร้อมในแบบที่สมบูรณ์แบบ
เดม่อนบอก เขาตลก เขามีการเคลื่อนไหว
และเขาก็นำความสุขใส่ลงไปในงานของเขา
ซึ่งมันพลอยส่งผลถึงคนอื่นๆ ด้วย
เดม่อนรู้สึกประทับใจที่เฮลี่
สไตน์เฟลด์สามารถหยัดยืนต่อปากต่อคำกับพวกเขาได้
เธอให้การแสดงที่มหัศจรรย์มาก
ซึ่งเป็นเสมือนหลักฐานที่บอกว่าโจลและอีธานกำกับเธอได้ดีขนาดไหน
พวกเขาพูดคุยกับเธอราวกับพวกเขากำลังคุยกับเจฟฟ์หรือคุยกับผม
เพราะพวกเขารู้ดีว่าเธอสามารถจัดการงานนี้ได้
เดม่อนบอก
เดม่อนกล่าวต่อไปว่า
มันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจจริงๆ
ระหว่างแม็ทตี้, รูสเตอร์ และลาบัฟ
เธอกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในโลกที่แสนลำบากใบนี้
พวกเขาเป็นเหมือนพี่ชายหรือพ่อสำหรับเธอ
ทั้งคู่พยายามทำให้เธอประทับใจ
เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นผู้นำ
แต่ทั้งคู่กลับลงเอยด้วยการยกย่องให้เกียรติเธอ
บริดเจสมีความสุขมากเป็นพิเศษกับการได้มาเห็นเดม่อนจัดการกับบทบาทนี้
เขาแสดงเป็นมือปราบเท็กซัสได้อย่างยอดเยี่ยมมาก
บริดเจสให้ความเห็นไว้
เขาใส่ทั้งความตลกและบุคลิกโดดเด่นลงไป
แถมเขายังขี่ม้าได้เท่อีกด้วย
การแสดงของเขาอยู่ในระดับสุดยอด
เมื่อใดก็ตามที่คุณได้ทำงานกับนักแสดงที่ทุ่มเทให้กับบทมากแบบนั้น
มันจะช่วยทำให้การแสดงของคุณดีขึ้น
รวมไปถึงการแสดงของคนอื่นๆ ด้วย
แบร์รี่ เป๊ปเปอร์ ผู้รับบท ลัคกี้ เน็ด
หัวหน้าแก๊งนอกกฎหมายของทอม ชานี่ย์
บอกว่าการทำงานกับโบรลินถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก
การได้เห็นจอชสร้างสรรค์ตัวละครตัวนี้ขึ้นมาช่างน่าทึ่งยิ่งนัก
เมื่อจอชสวมวิญญาณเป็นตัวละครตัวนี้
ก็แทบไม่มีตัวจริงของเขาให้เห็นเลย
เขายินดีที่จะนำเสนอตัวละครออกมาในแบบที่แสดงข้อบกพร่องทั้งหมดให้เห็น
ผมประทับใจกับลักษณะเช่นนั้นมาก
เป๊ปเปอร์ นักแสดงชาวแคนาดา
ซึ่งเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Saving Private
Ryan และเมื่อเร็วๆ นี้
ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Casino Jack
ได้รับเลือกให้มาเสริมทีมนักแสดงในภายหลัง
แบร์รี่คือคนที่เราไม่เคยนึกถึงเลยเมื่อตอนที่เราเริ่มวางตัวนักแสดงในบทอื่นๆ
แต่เขาเก่งมาก
และรูปลักษณ์ของเขาก็ผสมรวมจนออกมาดูดีอย่างมาก
โจลบอก เขาดูน่าสนใจจริงๆ ในบทนี้
เป๊ปเปอร์พูดถึงตัวละครของเขาว่าเป็น
หัวหน้าของแก๊งอันธพาล
เป็นพวกโจรปล้นรถไฟที่ไม่เอาอ่าว ในอดีต
เขาเคยต้องเผชิญกับรูสเตอร์มาแล้ว
และเคยโดนยิงใส่หน้า
ดังนั้นเขาจึงมีเอ่อ...หน้าตาที่ดูดึงดูดสายตามาก
แต่เขาก็มักจะหนีรอดไปได้
และนั่นก็คือที่มาของฉายาของเขา
แต่นอกเหนือจากความร้ายกาจแล้ว ลัคกี้
เน็ดยังมีอีกหลายอย่างอยู่ในตัว
เขาไม่ใช่ฆาตกรเลือดเย็น เป๊ปเปอร์บอก
ผมว่าเขาชื่นชมในตัวแม็ทตี้
และแอบประทับใจในตัวเธอ เพราะเธอเป็นเด็กกล้าหาญ
และเธอก็ลุกขึ้นยืนต่อกรกับเขา เขาแตกต่างไปจากทอม
ชานี่ย์
และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาถึงได้เดินแยกทางกันไป
และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เขายอมส่งตัวแม็ทตี้กลับคืนให้รูสเตอร์
ค็อกเบิร์น
เน็ดแสดงความเจ๋งที่มีอยู่น้อยนิดของเขาออกมาในแบบฉบับของตัวเขาเอง
เพื่อให้ได้หน้าตาที่มีฟันบิ่นและกรามหักของลัคกี้
เน็ด
เป๊ปเปอร์ต้องใส่ชิ้นส่วนใบหน้าปลอมที่เป็นฝีมือการสร้างของ
เม้คอัพ ดีไซเนอร์ คริสเตียน ทินสลี่ย์
เขาทำแม่พิมพ์อวัยวะปลอมขึ้นมา
ซึ่งมันน่าทึ่งมากเมื่อถูกผสมรวมเข้ากับหนวดเครา
ตอนที่ผมก้าวออกมาจากรถเทรลเลอร์ในตอนเช้า คนอื่นๆ
จำผมไม่ได้เลย
มันยังทำให้เสียงและการพูดบทของเน็ดฟังมีชีวิตชีวาขึ้นด้วย
เป๊ปเปอร์อธิบาย
ที่เข้ามาร่วมทีมนักแสดงชุดนี้ด้วย ก็คือ ไมก์
วัตสัน, บรูซ กรีน ในบทแฮโรลด์ พาร์มาลี,
เอลิซาเบธ มาร์เวล รับบทแม็ทตี้ รอสส์
ตอนโตเป็นผู้ใหญ่, ดอมนอลล์ กลีสัน และพอล เร
ในบทมูนและเอ็มมิท ควินซี่ย์, เอ๊ด ลี
คอร์บินรับบทนักเดินทางผู้ทำตัวลึกลับ แบร์ กริท
และเดกิ้น แมทธิวส์รับบทพันเอกสโตนฮิลล์
คนที่แม็ทตี้เดินทางไปพบเพื่อเจรจาเรื่องม้าของพ่อของเธอ
ฉากและงานออกแบบ
ธีมที่ขัดแย้งกันหลายอย่างถูกใส่เอาไว้ใน True
Grit ได้แก่ ความยุติธรรมและการล้างแค้น,
บ้านป่าเมืองเถื่อนและที่พำนักอันเงียบสงบ,
ความเป็นปัจเจกชนและความภักดี,
ชีวิตจริงและเรื่องเล่าขานที่เป็นตำนาน สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่เหนือกาลเวลา
แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคสมัยจำเพาะ
และเกิดในที่ที่ทำให้เพลิดเพลินไปกับจินตนาการแบบอเมริกันมายาวนาน
เป็นช่วงวันคืนสุดท้ายของการผจญภัยในดินแดนตะวันตกจริงๆ
เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1878
เมื่อแม็ทตี้ก้าวเดินข้ามแม่น้ำในการเดินทางผจญภัยครั้งแรกและเป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ
ในเวลานั้น อเมริกาประกอบไปด้วย 38 รัฐ
และเมืองที่พ่อของแม็ทตี้ตาย
ซึ่งก็คือเมืองฟอร์ทสมิธ รัฐอาร์แคนซอส์
ก็เป็นชายแดนด้านตะวันตกของประเทศ
เป็นเมืองที่มีความเจริญเมืองสุดท้ายก่อนที่ดินแดนของสหรัฐอเมริกาจรดกับป่าที่ยังมีความน่ากลัวอยู่
แค่เพียงข้ามเส้นแบ่งนี้ไปก็จะพบกับเขตของพวกอินเดียนแดง
ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐใด
(แต่ในปี 1907 ได้กลายมาเป็นรัฐโอกลาโฮม่า)
ดินแดนที่ซึ่งถูกกันไว้ให้กับชาวพื้นเมืองอเมริกันตามกฎหมายความสัมพันธ์กับอินเดียนแดนในปี
1834
ดินแดนที่ไม่มีใครครอบครองแห่งนี้เป็นที่สนใจของบรรดาพวกหลบหนีกฎหมาย
พวกทาสที่หนีมา
และคนอีกมากมายที่หวังจะหายตัวไปจากแผนที่
ซึ่งส่วนมากแล้วคนเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในป่าหรือที่ภูเขาวินดิ้ง
สแตร์ ที่ห่างจากฟอร์ทสมิธไปประมาณ 70 ไมล์
ในเวลานั้น
ฟอร์ทสมิธจึงกลายเป็นจุดสนใจของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
เพราะเป็นจุดศูนย์กลางที่มีสีสันของบรรดาเจ้าหน้าที่ที่คิดจะตามจับคนร้ายที่หนีความผิด
ไม่ว่าจะเป็นการจับเป็นหรือจับตาย
เมื่อถูกมองว่าเป็นเหมือนประตูระหว่างสองโลก
สโลแกนยอดนิยมของเมืองฟอร์ทสมิธในเวลานั้น
ก็เลยเป็น ไม่มีกฎหมายในเซนต์หลุยส์
และไม่มีพระเจ้าในฟอร์ทสมิธ
เพื่อสร้างชีวิตทั้งสองด้านของเมืองชายแดนแห่งนี้ขึ้นมาใหม่
พี่น้องโคเอนจึงต้องร่วมงานกับทีมงานที่พวกเขาไว้ใจได้
ซึ่งรวมถึงผู้กำกับภาพ โรเจอร์ ดีกิ้นส์
และโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ เจสส์ กอนชอร์
ผู้ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าและการลาดตระเวนดูสถานที่
เพื่อค้นหาพื้นที่ที่ห่างไกลที่ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างดินแดนตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่
19 ขึ้นมาได้อีกรอบ
เป็นยุคสมัยที่แม็ทตี้และรูสเตอร์
ค็อกเบิร์นจะได้ผจญภัย
การตามล่าหาสถานที่ที่จะถ่ายทำภาพวิวทิวทัศน์ในช่วงฤดูหนาวในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ
ทำให้พวกเขาต้องมุ่งหน้าไปยังตะวันตกเฉียงเหนือจากอาร์แคนซอส์ในนิวเม็กซิโก
และเท็กซัสตะวันตก
เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของอาร์แคนซอส์และโอกลาโฮม่า
แต่เราก็มีข้อจำกัดอยู่สองอย่าง
นี่คือภาพยนตร์ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในฤดูหนาว
และเราต้องมีหิมะอยู่ตามพื้นด้วย โจล โคเอนอธิบาย
นั่นทำให้เราต้องมองหาโลเกชั่นที่ต้องอยู่ทางเหนือกว่าโลเกชั่นพวกนั้น
เราถ่ายทำฉากกลางแจ้งส่วนใหญ่ในนิวเม็กซิโก
และในส่วนของเมืองฟอร์ทสมิธ และฉากภายในอาคาร
เราถ่ายทำกันที่แกรนเจอร์, เท็กซัส
บริเวณนอกเมืองออสติน
สำหรับโรเจอร์ ดีกิ้นส์ ซึ่งเมื่อเร็วๆ
นี้เป็นคนถ่ายภาพให้กับฉากดินแดนตะวันตกในยุค 1870
ในภาพยนตร์ของแอนดรูว์ โดมินิก เรื่อง The
Assassination of Jesse James by the Coward
Robert Ford รวมไปถึงภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอน
เรื่อง No Country For Old Men
ซึ่งทั้งสองเรื่องทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมในปี 2008 ภาพยนตร์เรื่อง
True Grit
จึงเป็นโอกาสให้เขาได้ผสมผสานสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากภาพยนตร์สองเรื่องสองแนวมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้
สำหรับผมแล้ว
ภาพยนตร์เรื่องนี้คืองานผสมผสานระหว่างการถ่ายภาพแบบสมจริงตามธรรมชาติแบบในภาพยนตร์เรื่อง
Jesse James
เข้ากับการถ่ายภาพแบบสมจริงแต่งดงามในเรื่องราวของคอร์แม็ค
แม็คคาร์ธี่ ดีกิ้นส์อธิบาย
ผมดีใจที่ได้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์สองเรื่องนั้นก่อนจะมาทำ
True Grit
ดีกิ้นส์อธิบายว่าอารมณ์แบบเรื่องที่เล่าขานกันมา
ของภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเขากับพี่น้องโคเอนเริ่มต้นทำงานด้วยกัน
ผมเริ่มต้นงานด้วยการอ่านหนังสือนิยายเรื่องนี้
ซึ่งมันให้อารมณ์สะเทือนใจอย่างมาก
และให้ความรู้สึกของยุคสมัยนั้นได้อย่างลึกซึ้ง
ดีกิ้นส์กล่าว
ไอเดียที่เด็กผู้หญิงคนนี้ที่กำลังอยู่ระหว่างการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่
และเธอต้องออกเดินทางเพื่อแก้แค้นให้พ่อ
มันทั้งรุนแรงและหดหู่
แต่เพราะเรื่องทั้งหมดนี้คือความทรงจำของเด็กหญิงผู้นี้
มันจึงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างยิ่งใหญ่
จากนั้นพอผมได้อ่านบทภาพยนตร์ แน่นอน
โจลและอีธานเขียนมันออกมาในแบบที่ทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจน
พวกเขาได้วางแนวทางของเรื่องไว้แล้ว
แต่ภาพลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้พัฒนาไปทีละฉาก
ตัวอย่างเช่น ฉากที่มีต้นไม้ที่เอาไว้สำหรับแขวนคอ
เป็นฉากที่พวกเราคิดกันแล้วคิดกันอีก แต่เดิม
มันจะต้องเป็นฉากในป่าโล่งๆ
แต่แล้วเราก็เจอต้นไม้ในคอตตอนวู้ดส์
ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงก่อนที่ต้นไม้จะเริ่มแตกใบใหม่
และตรงนั้นเองได้ส่งผลต่อการสร้างฉากนั้นทั้งหมด
ถึงแม้เขากับพี่น้องโคเอนได้พัฒนาจังหวะในการทำงานร่วมกันมานานหลายปี
ดีกิ้นสบอกว่า True Grit
กลับเป็นงานที่ถือว่ามีความแปลกใหม่
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอารมณ์ที่แตกต่างออกไป
ดีกิ้นส์ยอมรับ มันมีความไหลลื่น
ไม่มีการใส่ลูกเล่น หรือการเล่นภาพที่ดูหรูหรา
นั่นคือเป้าหมาย การจัดแสงในภาพยนตร์เรื่องนี้
การสร้างกรอบภาพ
การวางตำแหน่งกล้องที่ต้องสัมพันธ์กับเรื่องและตัวละคร
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตีความส่วนบุคคลล้วนๆ
ดีกิ้นส์กล่าวต่อไปอีกว่า
ความท้าทายสูงสุดก็คือการต้องสร้างภาพที่สัมพันธ์กับขนาดของโลเกชั่นและการจัดแสงของฉากกลางคืนที่มีอยู่หลายฉากทีเดียว
เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงภูมิภาคนั้นในเวลากลางคืน
แต่มันยากมากที่จะถ่ายทำในพื้นที่แบบนั้นโดยมีแสงสว่างต่ำ
ผมยังอยากเล่นสีในฉากกลางคืน
ทำให้มันเป็นสีน้ำเงินมากกว่าที่เคยทำตามปกติ
เล่นกับแสงจากกองไฟในฉากแค้มป์ไฟ
ซึ่งตัดกับความร้อนแรงของแสงตอนกลางวันด้วยความลึกลับของเวลากลางคืน
อย่างไรก็ดี หนึ่งในฉากโปรดของดีกิ้นส์
เกี่ยวพันกับแสงอาทิตย์ เป็นฉากตอนต้นๆ
เรื่องในอาคารที่ทำการศาลของฟอร์ทสมิธ
เมื่อรูสเตอร์
ค็อกเบิร์นต้องขึ้นให้การแก้ต่างให้ตัวเอง
ร่างของเขาถูกกลืนหายไปกับเงามืดของหน้าต่างบานโตที่ทอดแสงลงบนตัวเขา
ผมชอบวิธีการเปิดตัวรูสเตอร์นะ
เขาเริ่มต้นด้วยการเป็นเพียงเงามืดๆ ก่อน
จากนั้นด้วยการปรับเปลี่ยนแสงไปอย่างช้าๆ
ทำให้แม็ทตี้ได้เห็นเขาเป็นครั้งแรก ดีกิ้นส์เล่า
แน่นอน การจินตนาการภาพมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากขึ้นที่จะสร้างภาพออกมาตามจินตนาการนั้นได้
โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ เจสส์ กอนชอร์
มีงานรอเขาอยู่เช่นกัน
นั่นก็คือการเปลี่ยนสิ่งที่เขากับพี่น้องโคเอนจินตนาการเอาไว้ให้กลายเป็นโลเกชั่นจริงขึ้นมา
จากวินาทีที่เขาได้อ่านหนังสือของชาร์ลส์ พอร์ทิส
เขารู้ดีว่าภารกิจใหญ่หลวงที่สุดของเขาก็คือการพยายามพาคนดูให้เข้าไปอยู่ในเมืองฟอร์ทสมิธ,
อาร์แคนซอส์
เมืองชายแดนที่ซึ่งเรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กหญิงแม็ทตี้เดินทางมาถึงทางรถไฟด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อของเธอ
ไม่ว่าเธอจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม
กอนชอร์เริ่มต้นสิ่งที่กลายมาเป็นการเดินทางสุดเข้มข้นด้วยการเดินทางไปค้นคว้าหาข้อมูลที่ฟอร์ทสมิธ
ซึ่งปัจจุบันคือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอาร์แคนซอส์
ที่นั่น
เขาได้ดำดิ่งสู่ขุมทรัพย์ประวัติศาสตร์อันได้แก่ภาพถ่ายต่างๆ
และเขาก็เริ่ม
เข้าถึงความรู้สึกของสถานที่แห่งนั้นอย่างที่มันเคยเป็น
จากนั้น
เขาได้ตระเวนทัวร์ห้ารัฐเพื่อค้นหาเมืองที่จะทำหน้าที่เป็นสแตนด์อินให้กับเมืองฟอร์ทสมิธ
ซึ่งจะต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงและมีการก่อสร้างครั้งใหญ่
เขาพบสิ่งที่เขามองหาอยู่ในแกรนเจอร์ รัฐเท็กซัส
ในชุมชนเกษตรกรรมที่เงียบสงบนอกเมืองออสติน
ดูเหมือนเมืองนี้จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น
ไม่ว่าจะเป็นอาคารก่ออิฐในยุคเปลี่ยนศตวรรษ,
ถนนกว้าง
และที่สำคัญที่สุดก็คือมันตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์
ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้สามารถย้อนเวลากลับไปได้ถึงยุคของยูเนี่ยนแปซิฟิกทีเดียว
แกรนเจอร์เป็นเมืองที่เหมือนถูกกาลเวลาลืมเลือน
กอนชอร์บอก
มันมีอาคารยุคหลังสงครามกลางเมืองอยู่เยอะมาก
อย่างเช่นบรรดาตึกที่ผมได้เคยเห็นในการค้นคว้าข้อมูล
และยังมีเส้นทางรถไฟ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก
เพราะคุณต้องสร้างความรู้สึกที่ว่าฟอร์ทสมิธคือจุดจอดรถจุดสุดท้ายของเส้นทางรถไฟเมื่อแม็ทตี้มาถึงด้วยขบวนรถไฟ
เมืองแห่งนี้ทำให้กอนชอร์มีทางเลือกหลายอย่างด้วยกัน
คุณต้องระลึกเอาไว้ใจเสมอว่าฟอร์ทสมิธเป็นเมืองใหญ่
มันไม่ใช่เมืองที่ทำเหมืองถ่านหินหรือเป็นค่ายกระโจมที่พัก
แต่มันเป็นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งของจากยุคสมัยใหม่ที่ถูกส่งมายังอเมริกา
มีรถไฟไอน้ำขบวนใหญ่
ตัวดาดฟ้าของอาคารในแกรนเจอร์มีรูปทรงสวยงาม
ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องในเชิงประวัติศาสตร์แบบ 100%
เต็ม แต่มันได้สร้างเส้นสายและเงาที่งดงาม
ยังมีที่ว่างอยู่ในแกรนเจอร์ที่เราสามารถสร้างทุกอย่างที่เราต้องการได้
เป็นที่ที่ผมสามารถพูดได้ว่า
ฉันจะสร้างโรงนาของสโตนฮิลล์ไว้ตรงนี้
มีงานที่เราต้องทำเยอะแยะในการสร้างเมืองนี้ขึ้นมาใหม่
แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราทำได้ทุกอย่าง
ในที่สุด
กอนชอร์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเมืองที่มีประชากรอยู่ไม่ถึง
1500 คนให้กลายเป็นเมืองยุคหลังสงครามกลางเมืองได้
เราใช้งานวิชวลเอฟเฟ็กต์เข้ามาช่วยนิดหน่อยในเรื่องของการขยายเมืองออกไปให้ใหญ่ขึ้น
แต่ก็ไม่ได้ใช้มากนัก กอนชอร์บอก
เรามองหาวิธีที่จะทำให้เมืองนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้น
เมื่อเราพ่นฝุ่นลงบนถนน นั่นคือจุดพลิกผัน
เหมือนทำให้หลายอย่างลงตัว
ทำให้ทุกอย่างดูใหญ่ขึ้น นั่นคือตอนที่ผมพูดว่า
เราต้องทำได้แน่
สุดท้าย โรงนาของสโตนฮิลล์
หนึ่งในฉากสำคัญในฟอร์ทสมิธ
ที่ซึ่งแม็ทตี้ต้องต่อรองราคาเพื่อให้ได้ม้าของพ่อกลับคืนมา
ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งเคยเป็นอู่ซ่อมรถมาก่อนพวกเขาเคลียร์ซากรถ
และเราก็สร้างโรงนาของสโตนฮิลล์ขึ้นมา
กอนชอร์เล่า
ร้านค้าของสัปเหร่อเป็นอาคารเก่าแก่
ซึ่งกอนชอร์ได้จัดหาโลงไม้สนมาใส่ไว้ในร้าน
ที่นี่กลายเป็นที่พักแรกของแม็ทตี้
และบ้านพักที่แม็ทตี้ใช้เป็นที่อาศัยนอนร่วมกับคุณยายจอมกรน
ได้ถูกสร้างขึ้นในบ้านทรงวิคตอเรี่ยนหลังหนึ่งในแกรนเจอร์
ฉากซึ่งเป็นที่โปรดปรานอีกฉากหนึ่งจากฟอร์ทสมิธ
ก็คือ ห้องนอนของรูสเตอร์ ค็อกเบิร์น
ที่อยู่ด้านหลังร้านเจนเนอรัล สโตร์
ฉากนี้ถูกสร้างขึ้นในโรงถ่ายแห่งหนึ่งใกล้ๆ
กับซานตาเฟ่ แม้ว่ามันจะเป็นฉากในโรงถ่าย
เราต้องการให้มันมีความรู้สึกเหมือนเป็นบ้านที่สร้างด้วยข้าวของจากธรรมชาติ
กอนชอร์อธิบาย คุณมีผู้ชายคนนี้ที่นอนอยู่บนเตียง
ท่ามกลางข้าวของที่ผู้คนนำกลับมาเก็บเอาไว้ที่นั่น
ไอเดียก็คือมันจะมีข้าวของเต็มไปหมด
เราจึงใส่ของเข้าไปไว้ในนั้น
และเมื่อมีคนไปขยับข้าวของ
เราก็จะปล่อยมันเอาไว้ในจุดเดิม
เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนจริง
ราวกับที่มันควรจะเป็นในชีวิตจริง
จากนั้น ยังมีศาลประจำเมือง
ที่ซึ่งแม็ทตี้ได้เห็นรูสเตอร์เป็นครั้งแรก
ฉากนี้ถูกสร้างขึ้นในแบลนโค่, เท็กซัส
ในเมืองเท็กซัสฮิลล์
ซึ่งอยู่ห่างจากซานแอนโตนิโอไปทางเหนือ 45 ไมล์
อาคารที่เราพบ
เป็นหอกลางที่ชาวเมืองจะมาชุมนุมกัน
มันเป็นเหมือนเพชรในตม กอนชอร์เล่า
เป็นสถานที่สมบูรณ์แบบที่เหมาะกับการสร้างศาลแบบที่ไม่เป็นทางการจากยุคสมัยนั้น
ถึงแม้ฉากที่เหลือส่วนใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการถ่ายทำกันกลางแจ้ง
แต่กอนชอร์บอกว่าโลเกชั่นต่างๆ มีความสำคัญไม่น้อย
รวมถึงยังมีความท้าทายไม่น้อยกว่ากันด้วย
ตัวอย่างเช่น
สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่เป็นตัวสร้างบรรยากาศ
ก็คือแม่น้ำที่ไหลผ่าน
เป็นจุดที่แม็ทตี้หลบเลี่ยงคนขับเรือข้ามฟาก
และลุยข้ามแม่น้ำไปด้วยการขี่ค็อกเบิร์นและลาบัฟ
การหาจุดที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก
นั่นคือสถานที่แรกที่เรามาถึง
เมื่อเราเดินทางออกจากเมืองเพื่อเข้าไปในป่า
กอนชอร์ตั้งข้อสังเกตไว้
เราต้องหาจุดข้ามแม่น้ำที่เหมาะเจาะที่สุด
ต้องมีระยะทางยาวพอที่ม้าจะสามารถว่ายน้ำไปได้
และเป็นจุดที่เราสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ตัดกันระหว่างฟากหนึ่งที่ยังมีความเป็นเมือง
กับอีกฟากหนึ่งที่เป็นป่า
ที่นั่นมีงานให้เราต้องทำเยอะมากทีเดียว
หนึ่งในฉากที่กอนชอร์ชอบมากที่สุด
ก็คือด่านของแบ็กบี้
กระท่อมของพ่อค้าที่เป็นจุดที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าและที่สำคัญกว่านั้นก็คือเป็นจุดของการแลกเปลี่ยนข้อมูล
เมื่อป่าเปิดเส้นทางมุ่งสู่ภูเขาวินดิ้งสแตร์
กอนชอร์เรียกที่นี่ว่า
สิ่งที่บ้านนอกที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมชอบมันเพราะว่ามันแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้อยู่ในเมืองอีกแล้ว
กอนชอร์ให้ความเห็นไว้
เราพบจุดที่สมบูรณ์แบบที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ในลาสเวกัส,
นิวเม็กซิโก
และผมก็ได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านหลังหนึ่งที่ผมได้เจอในการค้นคว้าหาข้อมูล
โดยมีเสาตั้งอยู่ตรงกลาง
ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
และมันก็คือสิ่งที่เราต้องมีเพื่อให้ได้ชอตที่ลงตัวที่สุด
คุณไม่เคยได้เห็นด้านใน
เพราะคุณจะไม่เคยได้เห็นว่าแม็ทตี้มาจากไหน
ผมชอบความลึกลับของมัน
กระท่อมชั่วคราวถูกสร้างขึ้นในที่ของกรีสเซอร์
บ็อบ
ที่ซึ่งแม็ทตี้และค็อกเบิร์นเกือบจะถูกสุ่มโจมตี
หลังจากค้นหามาหลายแห่ง
ในที่สุดกอนชอร์มาเจอหุบผาที่ไร่แซนคริสโตบัล
ในเลมี่, นิวเม็กซิโก
ที่ซึ่งมีข้าวของทุกอย่างลงตัวเหมาะเจาะพอดี
มันเป็นหุบเขาลึกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่รายล้อมด้วยหน้าผาหิน
เราตัดสินใจกันว่าเราจะสร้างกระท่อมของพวกเราในดงก้อนหินพวกนั้น
กอนชอร์เล่า
สถานที่แห่งนั้นมีลักษณะคล้ายกับสถานที่หลบภัยจริงๆ
ผมทำการค้นคว้าอยู่สองสามที่ สิ่งแรกๆ
ที่ต้องมีก็คือมันจะต้องเป็นสถานที่ที่รักษาสภาพอากาศให้อบอุ่น
และปกป้องคนที่อยู่ข้างในได้
ขณะถ่ายทำฉากดังกล่าวอยู่ในที่ของกรีสเซอร์ บ็อบ
ทางทีมงานโชคดีที่ได้พบกับหิมะตก
ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถถ่ายทำฉากอันน่าตื่นตาที่มีศพหลายศพเอนตัวพิงอยู่กำแพงด้านนอกของกระท่อมในสภาพที่มีหิมะปกคลุมร่างได้
ทีมงานพบสถานที่ถ่ายทำฉากชะง่อนหินที่ลัคกี้
เน็ดกับแก๊งของเขา ตั้งแค้มป์
และทุ่งหญ้าที่รูสเตอร์เปิดฉากยิงกับแก๊งของลัคกี้
เน็ด ที่ไร่ชาร์ลส์ อาร์ นอกลาสเวกัส, นิวเม็กซิโก
ทางรถไฟสายซานตาเฟ่วิ่งผ่านไร่แห่งนั้น
และเส้นทางเกวียนที่เกิดจากการแล่นผ่านของขบวนเกวียนมานานหลายปีก่อน
ก็ยังมีร่องรอยให้เห็น
ซึ่งช่วยเสริมบรรยากาศให้สมจริงมากขึ้น
ที่นี่ยังเป็นจุดที่แม็ทตี้ตกลงไปในหลุมงู ซึ่ง
ชาร์ลส์ พอร์ทิส
จินตนาการโดยอิงจากถ้ำงูหางกระดิ่งที่มีอยู่จริง
เป็นสถานที่ในประวัติศาสตร์ที่ซึ่งในช่วงปลายศตวรรษที่
19 เจ้าหน้าที่ จอห์น สเปนเซอร์
ได้กลายมาเป็นตำนานหลังจากเกิดปะทะกับดงงูขณะเก็บรวบรวมหลักฐานคดีฆาตกรรม
ขณะที่ฉากด้านนอกของหลุมเป็นเหมืองเทอร์คอยซ์เก่า
ฉากด้านในนั้นทีมงานสร้างขึ้นที่โรงถ่ายในออสติน
เราต้องการสถานที่ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสำหรับการถ่ายทำ
เพราะจะต้องมีภาพโคลสอัพเยอะมาก
โปรดักชั่นดีไซเนอร์บอก
เราสร้างฉากขนาดใหญ่ขึ้นมา ซึ่งมีความสูง 60 ฟุต
นับว่าเป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้
และเราก็แกะโครงสร้างถ้ำทั้งหมดจากโฟม
ถ้ำนี้ต้องมีลักษณะที่ทั้งคับแคบและน่ากลัว
และกล้องจะต้องสามารถจับภาพมุมมองของแม็ทตี้ขณะที่งูเลื้อยออกมาจากซากหัวกะโหลก
ฉากหลังๆ
ของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้งานสร้างต้องเคลื่อนเวลาไปในอนาคต
เมื่อแม็ทตี้ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มาตามหา
รูสเตอร์ ค็อกเบิร์น ในเมมฟิส ไวลด์ เวสท์ โชว์
กอนชอร์ตระหนักดีว่าโลกจะต้องเปลี่ยนแปลงไปมากสักแค่ไหนในช่วง
25
ปีนับแต่ที่แม็ทตี้ยังเป็นเด็กหญิงอยู่ในความป่าเถื่อน
แม้กระทั่งตอนที่เรากำลังสร้างฉากเมืองฟอร์ทสมิธกัน
ผมก็นั่งคิดถึงเมมฟิส
และความขัดแย้งในเรื่องของเวลาที่ผ่านไป 25 ปี
กอนชอร์เล่า
ในชอตหนึ่งซึ่งแม็ทตี้เดินทางมาถึงโดยทางรถไฟ
คุณจะเห็นตัวอาคารต่างๆ มีลักษณะเป็นซุ้มโค้ง
ดูหรูหราขึ้น
และตัวเมืองก็ให้ความรู้สึกถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น
จากนั้น เมื่อเธอหาไวลด์เวสท์โชว์เจอ
มันทำให้เธอย้อนกลับไปในความทรงจำที่เธอมีต่ออดีต
กอนชอร์ได้ลองสำรวจประวัติศาสตร์อันหลากหลายของไวลด์เวสท์โชว์
ซึ่งดูเหมือนจะนำเสนอชีวิตในดินแดนตะวันตกออกมาอย่างหรูหรางดงามสำหรับคนดูชาวตะวันออก
มันมีลักษณะที่เหมือนยืนอยู่ตรงกลางระหว่างการจำลองแบบที่สมจริงและการตกแต่งที่เต็มไปด้วยลูกเล่น
พวกเขาเหมือนคณะละครสัตว์แนวคาวบอย กอนชอร์บอก
สำหรับผมแล้ว
ส่วนที่งดงามก็คือการสร้างป้ายแบนเนอร์ที่ดูเก่าและสวยงาม
และพวกเกวียนทั้งหลาย เราอยากสร้างให้ไวลด์ เวสท์
โชว์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและสีซีดเพราะแสงแดด
ที่รูสเตอร์ ค็อกเบิร์นใช้ชีวิตอยู่
เป็นคณะที่ไม่ได้มีความงดงาม สดใส อะไรเลย
ทุกอย่างดูเหมือนตั้งอยู่กลางแดดกลางฝนมานานสิบปี
แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้แม็ทตี้ย้อนกลับไปหาความรู้สึกที่เธอมีต่อรูสเตอร์ได้แล้ว
สุดท้าย
งานทุกอย่างต้องผ่านการพิจารณาอย่างพิถีพิถัน
แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ
ในงานออกแบบที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในอารมณ์ที่ชวนให้นึกถึงตำนานแบบอเมริกัน
โรเจอร์ ดีกิ้นส์กล่าวสรุปว่า
ส่วนที่วิเศษที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ
ไม่ว่ากลางวันและกลางคืนจะหนักหนาสักแค่ไหน
แต่พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าในสุดท้ายแล้ว
พวกเรากำลังสร้างสิ่งที่พิเศษอย่างมาก
และเราก็รู้อีกด้วยว่าไม่มีใครที่จะทำงานหนักไปกว่าพี่น้องโคเอนอีกแล้วในการสร้างโลกใบนี้ขึ้นมา
เสื้อผ้า

ยุคสมัย 1870 ในภาพยนตร์ True Grit
ถือเป็นงานท้าทายฝีมือของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
แมรี่ โซเฟรส
และสร้างความสนุกสนานให้กับเธออย่างมากในการร่วมมือกันเป็นครั้งที่
10 ระหว่างโซเฟรสและพี่น้องโคเอน
การค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจังของโซเฟรส
รวมไปถึงการวางบุคลิกของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง
เป็นที่ปลาบปลื้มของทีมนักแสดงอย่างมาก
ผมเคยได้ร่วมงานกับแมรี่ในภาพยนตร์เรื่อง The Big
Lebowski
และผมก็ชื่นชมในความเชี่ยวชาญที่เธอนำมาสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้
เจฟฟ์ บริดเจสบอก เธอเคยให้ผมดูหนังสือดีๆ
หลายเล่มที่มีสไตล์ในแบบที่ผู้ชายอย่างรูสเตอร์น่าจะสวมใส่
จากนั้น พวกเราก็ร่วมมือกันเลือกหมวก ที่ปิดตา
รองเท้าบู้ทส์ที่น่าจะเหมาะกับเขา
รองเท้าบู้ทส์เป็นสิ่งสำคัญมาก
มันเป็นตัวที่ดึงคุณกลับไปสู่ยุคสมัยนั้นจริงๆ
แค่ได้ลองใส่เสื้อผ้าพวกนั้นก็สร้างความแตกต่างที่ส่งผลต่อการแสดงแล้ว
เฮลี่ สไตน์เฟลด์กล่าวเสริม
ตอนแรก แบร์รี่
เป๊ปเปอร์รู้สึกตกใจเมื่อเห็นชุดผ้าขนสัตว์สีขาวตัวใหญ่ที่โซเฟรสตัดเย็บมาให้เขา
ผมเป็นห่วงเรื่องต้องใส่ชุดน่าเกลียดนี่มาก
แต่เธออธิบายให้ผมฟังว่ามันเป็นชุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับวิธีการทำงานของพี่น้องโคเอนที่ต้องการให้ทุกอย่างออกมาเหมือนจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เป๊ปเปอร์เล่า จากนั้น เราก็เริ่มเลือกหมวก
เข็มขัด และสเปอร์กัน
ทุกอย่างซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นตัวละครตัวนี้
ถึงแม้โซเฟรสจะสรุปว่ามีกุญแจสำคัญอยู่สองอย่างสำหรับชาวตะวันตก
นั่นก็คือหมวกและความมีอายุ
แต่เธอเล่าว่าเธอเริ่มกระบวนการทำงานกับ True Grit
ด้วยการกระโดดเข้าหาการค้นคว้ารายละเอียดที่เธอต้องทำสำหรับการทำงานกับภาพยนตร์สักเรื่อง
หนังสือนิยายเรื่องนี้สุดยอดมาก
เราอ่านมันในชมรมหนังสือของฉันด้วย โซเฟรดอธิบาย
หลังจากได้พูดคุยและสรุปคอนเซ็ปต์งานกับพี่น้องโคเอน
ฉันก็เริ่มทำการค้นคว้าเยอะมาก
ฉันไปที่ห้องสมุดข้อมูลตะวันตกในทุกตอนบ่าย
และบรรณารักษ์ที่แสนดีของที่นั่นได้ติดต่อกับชมรมประวัติศาสตร์ฟอร์ทสมิธ
ฉันได้ดูข้าวของทุกชิ้นจากยุคสมัยนั้นเท่าที่ฉันจะพอหาได้
รูปถ่ายจากยุคสมัยนั้นมีส่วนช่วยได้อย่างมาก
แต่โซเฟรสบอกว่าเธอต้องนึกอยู่ในหัวตลอดว่ามันคือรูปถ่ายที่ตั้งใจถ่ายจากศตวรรษที่
19
มีรูปที่ถ่ายอย่างเป็นธรรมชาติจากยุคนั้นอยู่น้อยมาก
แทบทุกอย่างเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการถ่ายภาพบุคคลทั้งสิ้น
โซเฟรสเล่า
ฉันเจอรูปของพวกผู้ร้ายและอาชญากรเยอะมาก
แต่ก็อีกนั่นแหละ
ก็คงเป็นรูปที่ถ่ายโดยมีการประดิดประดอย
ดังนั้นนอกจากจะศึกษาข้อมูลจากรูปถ่ายพวกนั้นแล้ว
ฉันยังต้องทำการค้นคว้าข้อมูลตัวหนังสือ
อ่านบันทึก และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
ฉันยังใช้หนังสือ The Calico Chronicle
ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับแฟชั่นของผู้หญิงตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่
19 ด้วย ฉันใช้เวลาอ่านเยอะมาก
จากนั้นฉันก็ลงมือร่างภาพเครื่องแต่งกายของตัวละครแต่ละตัว
และแลกเปลี่ยนความคิดไปมากับโจลและอีธาน
True Grit
เกิดขึ้นในยุคที่เสื้อผ้ายังเน้นเรื่องของการใช้วัสดุจากธรรมชาติ
และออกแบบมาเพื่อให้ความอบอุ่นและมีความทนทานสูง
ซึ่งอาจจะใส่ไม่สบายนักหรือไม่ได้มีความงดงามเท่าไหร่
แต่ในผลงานของโซเฟรส
บุคลิกของตัวละครจะต้องถูกแสดงให้เห็นจากเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ด้วย
ฉันจะนึกถึงรูปลักษณ์พิเศษสำหรับแต่ละคนเอาไว้
โซเฟรสให้ความเห็น ฉันสามารถให้เหตุผล
และประวัติของเสื้อผ้าทุกชิ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เลย
สำหรับแม็ทตี้
โซเฟรสคาดไว้ว่าเธอจะต้องเดินทางไปยังฟอร์ทสมิธในชุดที่แม่เป็นคนตัดเย็บให้กับเธอ
ชุดของเธอเป็นผ้าขนสัตว์ลายสก็อตและเป็นเสื้อในแบบที่พวกเด็กๆ
ใส่กัน โซเฟรสอธิบาย
เรายังทำถุงน่องผ้าไหมให้กับเฮลี่ด้วย ซึ่งสวยมาก
แต่ทีมคอสตูมที่น่าสงสารของฉันยังปะถุงน่องอยู่เลย
ตอนที่แม็ทตี้เริ่มออกเดินทางแกะรอย
เธอใส่กางเกงและเสื้อโค้ทของพ่อ
ฉันชอบหมวกของเธอมาก
เพราะไม่ว่าเธอจะอยู่ไกลแค่ไหน
คุณก็ยังบอกได้เสมอว่านั่นคือแม็ทตี้
โซเฟรสอธิบายต่อไปว่า
แม็ทตี้ใส่หมวกที่รู้จักกันในชื่อหมวก Boss of
the Plains ของสเต็ทสัน
ซึ่งเป็นหมวกปีกกว้างที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในเท็กซัส
จริงๆ
แล้วในยุคสมัยนั้นไม่มีหมวกแบบไหนที่เรียกว่าเป็นหมวกคาวบอยจริงๆ
หรอก พวกมันล้วนแต่เป็นหมวกที่มีรูปทรงแตกต่างกัน
เพราะพวกเขาต้องผสมรวมข้าวของหลายๆ
แบบเข้าด้วยกัน
รูสเตอร์
ค็อกเบิร์นคือชายที่แต่งตัวได้ขัดแย้งกันที่สุด
แต่เขาก็มีเอกลักษณ์บุคลิกที่โดดเด่นในแบบของเขาเอง
รูสเตอร์ค่อนข้างจะดูรกรุงรังและขี้เมา
เขาไม่สนหรอกว่าหน้าตาตัวเองจะเป็นยังไง
และเขาก็ไม่ได้มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนมากมาย
โซเฟรสอธิบาย เขามีชุดๆ
หนึ่งที่เอาไว้ใส่ตอนไปศาล
และเขาก็จะแขวนมันเอาไว้กับตะขอ
และจะหยิบมันมาใส่ในเวลาที่เขาต้องไปขึ้นให้การ
เมื่อเขาออกตามล่า เขาใส่เสื้อแบบพื้นๆ
ที่อาจมีการตัดเย็บออกมา 11 ล้านตัว
กับข้าวของแบบทหารที่เราเห็นกันดาษดื่น จากนั้น
เขาสวมใส่เสื้อที่เรียกว่าเสื้อโค้ทอัลสเตอร์
หรือเกรทโค้ท
ซึ่งจะถูกแบะออกตรงด้านหลังเวลาที่ต้องขี่ม้า
และสวมหมวกที่เหมือนกับโดนฝนจนเปียกชุ่มมาแล้วหลายรอบ
รองเท้าบู้ทส์ที่เขาใส่จะเป็นบู้ทส์แบบทหารม้าสมัยยุคสงครามกลางเมือง
แต่เหมือนจะกรำศึกมานาน
ไม่มีอะไรในตัวเขาที่ดูประณีตเลย
เขาดูยุ่งเหยิงตลอด
และเจฟฟ์ก็ใส่ได้เหมาะมากทีเดียว
หนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือที่ปิดตา
ซึ่งโซเฟรสได้เสนอทางเลือกให้กับบริดเจสหลากหลายแบบด้วยกันโดยอิงจากข้อมูลที่เธอค้นคว้ามา
เจฟฟ์ชอบอันที่ดูดิบที่สุด
มันดูเหมือนเป็นเศษหนังที่เขาย้อมสีเอง
และติดเอาไว้กับหัว โซเฟรสหัวเราะ จากนั้น
โจลกับอีธานก็ให้เขาตัดสินใจเองด้วยว่าจะให้รูสเตอร์เสียตาข้างไหนไป
โซเฟรสกล่าวเสริมว่า
เจฟฟ์เป็นคนที่อยากจะลองใส่เสื้อผ้าตั้งแต่แรก
และอยากจะทำงานกับชุดพวกนั้น
วิธีที่เจฟฟ์ใส่ใจในเสื้อผ้าถือว่ามีความหมายกับฉันมาก
ตัวละคร ลาบัฟ ของแม็ตต์
เดม่อนถือว่ามีสไตล์ตรงกันข้ามกับ รูสเตอร์
ค็อกเบิร์น ในทุกๆ ทาง
เขาเป็นผู้ชายสำรวยเพียงคนเดียวในภาพยนตร์เรื่องนี้
เป็นชายคนเดียวที่ใส่ใจต่อรูปร่างหน้าตาตัวเอง
โซเฟรสตั้งข้อสังเกตเอาไว้
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงได้ใช้หนังกวางสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าให้แม็ตต์
ในเวลานั้นมือปราบเท็กซัสจะยังไม่มีชุดฟอร์ม
พวกเขาจึงใส่อะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากจะใส่ กับลาบัฟ
เราพยายามทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ดูคล้ายกับเขา
แม้แต่หมวกของเขาก็ยังดูเท่กว่าใคร
ในทางตรงกันข้าม สำหรับทอม ชานี่ย์
ที่เป็นพวกขี้ขลาดตาขาว โซเฟรสจินตนาการว่าเขาจะ
สวมใส่แจ็คเก็ตที่เขาขโมยมาจากคนอื่น โซเฟรสบอก
แจ็คเก็ตตัวนั้นจึงไม่พอดีตัว
และมันได้เปลี่ยนท่าทางของเขาไป มันสวมใส่ไม่สบาย
แต่จอช โบรลินก็ใส่มันจริงๆ
หนึ่งในงานท้าทายที่สุดก็คือการจัดหาเสื้อผ้าให้กับคนแปลกหน้าที่รู้จักกันในชื่อ
แบร์ กริท
ซึ่งในทีแรกที่ปรากฏตัวต่อหน้าแม็ทตี้และรูสเตอร์นั้นเขาดูเหมือนหมีขี่อยู่บนหลังม้า
เขาถูกบรรยายเอาไว้ในหนังสือของชาร์ลส์ พอร์ทิส
และโจลกับอีธานก็เกิดไอเดียว่าอยากให้เขาดูเหมือนคนจรจัดไร้บ้านในศตวรรษที่
19 เหมือนคนจรจัดจริงๆ เอ๊ด คอร์บิน
ซึ่งเป็นคนแสดงบทนี้ เป็นผู้ชายตัวสูงมาก
ดังนั้นเราจึงต้องใช้หนังหมีถึงสี่ชิ้นกว่าจะคลุมตัวเขาหมด
ซึ่งก็ทำให้ต้องมีการเดินทางไปหาคนสตัฟฟ์สัตว์ในเมืองอัลบูเคอร์คีกันอย่างฉุกละหุก
ในหลายๆ ทาง
มันคือชุดที่ยากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้
เพราะมันต้องถูกตัดเย็บออกมาอย่างเหมาะสมด้วย
เราจ้างคนตัดเย็บพิเศษเพื่อให้ติดทั้งกรงเล็บและฟันลงไปในรองเท้าหนังของเขา
ซึ่งคนเหล่านี้คงไม่ใช่ช่างที่คุณจะสามารถเรียกร้องงานจากพวกเขาอย่างเร่งด่วนได้
คุณต้องทำงานโดยใช้เวลาที่แตกต่างไปจากเดิม
แต่ โซเฟรสกล่าวเสริม
ผลกระทบของชุดนี้ก็คือสิ่งที่สนุกมากๆ
ฉันว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่โจลและอีธานต้องการเลยทีเดียว
รายละเอียดที่สมจริงยังมีให้เห็นในเสื้อผ้าของตัวละครที่สำคัญรองๆ
ลงมา
ทุกคนที่ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้สวมใส่สิ่งที่บอกเล่าถึงความเป็นมาของพวกเขา
โซเฟรสบอก
แม้กระทั่งคนควบคุมเรือข้ามฟากที่พยายามหยุดแม็ทตี้ไว้
ก็ยังมีชุดที่พิเศษอย่างมาก
เป็นเสื้อโค้ทยางที่กู้ดเยียร์เริ่มผลิตออกมาในศตวรรษที่
19 และหมวกของกลาสีที่ตีตรามอร์ตันซอลท์เอาไว้
รายละเอียดที่สมจริงยังมีให้เห็นบนกระบอกปืนด้วย
เจ้าแห่งการจัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก คีธ วอลเตอร์ส
ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการในเรื่องของดินแดนคาวบอย
และอาวุธที่ใช้กันในอดีต
ต้องตามล่าหาปืนที่ลอกแบบปืนโคลท์, วินเชสเตอร์
และชาร์ป ที่ผู้ชายพกติดตัวในสมัยนั้น
ค็อกเบิร์นจะพกปืนเทอะทะที่หนักสี่ปอนด์เอาไว้กับอานม้า
ซึ่งเป็นปืนที่ตกค้างมาจากสงครามกลางเมืองอย่างปืนดากูนจากปี
1847 เขายังพกปืนรีโวลเวอร์ .45, ปืนโคลท์ซิงเกิล
แอ็กชั่น อาร์มี่ที่โด่งดัง
ที่รู้จักกันในชื่อพีซเมกเกอร์ ลาบัฟจะพกปืนชาร์ป
คาร์ไบน์ ส่วนปืนพกที่แสนสวยของลัคกี้
เน็ดเป็นปืนวอลเตอร์สที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับตัวละครตัวนี้โดยเฉพาะ
องค์ประกอบสำคัญอีกอันหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเรื่องของหนวดเครา
ในยุคสมัยนั้นในดินแดนตะวันตก
หนวดเคราเป็นสิ่งสำคัญมาก โซเฟรสบอกเอาไว้
ถ้าคุณไว้หนวดไว้เคราได้ คุณก็ต้องไว้
มันคือสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของชายชาตรี
ฉะนั้นก่อนหน้าที่เราจะเริ่มถ่ายทำกันนานเหมือนกัน
เราจะบอกกับนักแสดงชายทุกคนให้เริ่มไว้เคราได้เลย
โซเฟรสสรุปปิดท้ายว่า ในหลายๆ ทาง
นี่คือภาพยนตร์ที่ยากที่สุดที่ฉันเคยทำร่วมกับพี่น้องโคเอน
แต่มันก็เป็นประสบการณ์งานออกแบบที่เยี่ยมที่สุดที่ฉันเคยมีมาเลย
งานสตั๊นต์และการขี่ม้า

การเดินทางของแม็ทตี้เข้าสู่เขตแดนของอินเดียนแดง
โดยร่วมเดินทางไปกับรูสเตอร์ ค็อกเบิร์น และลาบัฟ
ถูกแทรกด้วยการโดนสุ่มโจมตีและความรุนแรงเป็นระยะๆ
ผู้ที่เข้ามาดูแลฉากยิงปืนและฉากขี่ม้าไล่ล่ากันก็คือผู้ประสานงานสตั๊นต์
เจอรี่ ฮิววิตต์
ผู้ซึ่งพยายามใช้ทีมนักแสดงตัวจริงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความท้าทายสูงสุดของเขาก็คือฉากยิงปะทะกันระหว่างรูสเตอร์กับคนของลัคกี้
เน็ด กลางทุ่งหญ้า
เมื่อรูสเตอร์ขี่ม้าเข้าหาแก๊งของเน็ด
บังคับม้าด้วยฟัน และมือแต่ละข้างถือปืนเอาไว้
งานนี้ต้องใช้ลวดสลิงพิเศษเข้ามาช่วย
รวมไปถึงการใช้หุ่นม้าที่ติดตั้งอยู่บนเครน
และสตั๊นต์แมนสำหรับถ่ายภาพจากมุมกว้าง
แต่โดยหัวใจแล้ว
ก็คือบริดเจสที่แสดงฉากขี่ม้าด้วยตัวเอง
รวมไปถึงฉากยิงปืนด้วย
นักแสดงแต่ละคนต่างสร้างความประหลาดใจและความประทับใจให้กับทีมงานด้วยความสามารถที่พวกเขารับมือกับฉากสตั๊นต์ต่างๆ
ตั้งแต่เฮลี่ สไตน์เฟลด์
ซึ่งไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย จนถึงแม็ตต์
เดม่อน
ที่ชำนาญการกับงานสตั๊นต์มาจากการแสดงภาพยนตร์แอ็กชั่นชุด
Bourne เช่นเดียวกับ จอช โบรลิน ฮิววิตต์กล่าวว่า
นี่คือชายที่เรียกได้ว่าสามารถเป็นสตั๊นต์แมนได้เลย
เขาอาจได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงชายที่ผมชอบมากที่สุดห้าคนแรก
เพราะเขาเข้าใจงานสตั๊นต์เป็นอย่างดี
แม้จะมีงานที่เขายังไม่เคยทำมาก่อน
แต่ไม่สำคัญหรอก
เพราะเขาเป็นนักกีฬาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ฮิววิตต์กล่าวต่อไปว่า แบร์รี่
เป๊ปเปอร์ทำให้พวกเราเซอร์ไพรส์เมื่อเขาอยู่บนหลังม้า
และอีกอย่างที่เขาทำได้ดีมากก็คือฉากที่เขาลงไม้ลงมือกับเฮลี่
เมื่อพวกเขากลับมาจากการดวลปืนครั้งแรกกับรูสเตอร์
เขาต้องคว้าตัวเฮลี่ขึ้นมา และโยนเธอลงไปที่พื้น
และใช้เท้าเหยียบคอเธอเอาไว้ เขาทำงานได้ดีมาก
และเฮลี่ก็แสดงได้ดีเช่นกัน
เพราะเธอต่างหากที่เป็นคนคอยควบคุมเท้าของเขา
เฮลี่เองก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน เธอยอมทำทุกอย่าง
ตั้งแต่การยิงปืน กระโดดลงน้ำ
ไปจนถึงการตกลงไปในดงงู
และยังโดนจับห้อยอยู่บนยอดไม้สูงด้วย
ผมรู้สึกทึ่งกับการแสดงของเธอมาก ฮิววิตต์บอก
แต่เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องแสดงฉากสตั๊นต์ด้วยตัวเอง
เธอก็ทำได้ยอดเยี่ยมพอกัน
หนึ่งในงานสตั๊นต์ที่ยากที่สุด
ซึ่งต้องใช้ทั้งการเตรียมตัวและการฝึกทั้งสำหรับนักแสดงสตั๊นต์และม้า
ก็คือการข้ามแม่น้ำที่เป็นเสมือนการแบ่งแยกให้เห็นถึงการเดินทางของแม็ทตี้เข้าไปยังเขตแดนที่มีตำนานต่างๆ
เมื่อแม็ทตี้และม้าของเธอที่ชื่อลิตเติ้ล แบล็คกี้
ต้องว่ายน้ำข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างไม่น่าเป็นไปได้
แน่นอน เป็นที่รู้กันว่าม้านั้นเกลียดน้ำแค่ไหน
ผมคิดว่ามีอยู่หลายสถานการณ์ทีเดียวที่ม้าจะต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกมันต้องว่ายน้ำ
และพวกมันก็ว่ายน้ำเก่งเสียด้วย
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกันบ่อยๆ หรอกนะ
รัสตี้ เฮนดริคสัน
ผู้เชี่ยวชาญในการฝึกม้าที่คอยดูแลม้าที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้
เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
มันคือสถานการณ์อันตรายสำหรับคนที่อยู่บนหลังม้าในน้ำลึกขนาดนั้น
เพราะความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด
ทีมดำน้ำจึงต้องทดลองดำตระเวนดูแม่น้ำเสียก่อน
เพื่อให้แน่ใจว่าที่พื้นแม่น้ำตรงนั้นปราศจากเศษซากวัสดุ
และมีความลึกอย่างต่อเนื่องกัน
จากนั้นพวกเขาได้สร้างทางลาดขึ้นลงขึ้นที่อีกฝั่งของแม่น้ำ
ที่เต็มไปด้วยโคลนและชันเกินกว่าที่ม้าจะป่ายปีนขึ้นไปได้
การสอนม้าให้ว่ายน้ำเริ่มต้นขึ้นที่โรงงานใกล้ๆ
กับออสติน
ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาใช้สำหรับเป็นที่ว่ายน้ำของพวกม้าแข่ง
เราเริ่มต้นกันที่นั่น เฮนดริคสันอธิบาย
จากนั้น
เราก็เพิ่มระยะที่พวกม้าต้องว่ายในแต่ละวัน
เมื่อเราไปถึงจุดที่พวกมันสามารถว่ายน้ำได้มากกว่าความกว้างของแม่น้ำสองเท่า
โดยมีอานอยู่บนหลัง และมีคนขี่บังคับอยู่ด้วย
เราก็คิดว่า โอเค เราพร้อมแล้ว
เมื่อพวกเขาข้ามแม่น้ำไป
แม็ทตี้พบตัวเองอยู่ในโลกที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน
เป็นโลกที่ดิบ ป่าเถื่อน และโหดร้าย
แต่ในบางครั้งมันก็สวยจนทำให้แทบลืมหายใจ
และช่วยยกระดับจิตใจได้มาก
มันคือหัวใจของสิ่งที่พอร์ทิสได้เขียนเอาไว้
ในหลายช่วงเวลาที่ความงดงามที่คาดไม่ถึง
ความเป็นมนุษย์ปุถุชน และความอ่อนโยน
ได้บังเกิดในการผจญภัยในดินแดนตะวันตกที่แสนโหดร้าย
แต่ก็เจือไปด้วยอารมณ์ขัน
ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่านักแสดงนำบอกว่าเป็นสิ่งที่พี่น้องโคเอนทำได้สำเร็จ
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีภาพที่มหัศจรรย์มาก แม็ตต์
เดม่อนบอก โลเกชั่นและองค์ประกอบต่างๆ
ทำให้คุณรู้สึกเหมือนเดินทางหลุดเข้าไปในอีกโลก
แสงและสภาพภูมิประเทศ ทุกอย่างสวยไปหมด เจฟฟ์
บริดเจสสรุป ทุกวัน
พี่น้องโคเอนจะปรากฏตัวในชุดสวมหมวกคาวบอย
ซึ่งตลกมาก
แต่มีบางอย่างในภาพลักษณ์นั้นที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่แสนวิเศษ
ซึ่งเป็นตัวสร้างอารมณ์ที่เด่นชัดให้กับภาพยนตร์เรื่อง
True Grit
ประวัติ ชาร์ลส์ พอร์ทิส
นิยายห้าเรื่องของชาร์ลส์
พอร์ทิสล้วนแล้วแต่เป็นวรรณกรรมคลาสสิกของดินแดนตอนใต้
เป็นการเฉลิมฉลองให้กับการบันทึกวัฒนธรรมและเอกลักษณ์แบบอเมริกันที่ทั้งสร้างสรรค์และมีอารมณ์ขัน
ขณะที่นิยายสี่เรื่องวางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในยุคร่วมสมัย
แต่ผลงานนิยายเรื่องที่ 2 ของเขา True Grit (1968)
กลับแตกต่างออกไป
มันย้อนเวลากลับไปสู่อาร์แคนซอส์ในยุค
บ้านป่าเมืองเถื่อน ในทศวรรษ 1870
เมื่อหญิงสาวผู้หนึ่งระลึกถึงการเดินทางเพื่อการล้างแค้น
และมิตรภาพที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้กับเจ้าหน้าที่ยูเอสมาร์แชลล์
และมือปราบเท็กซัส ในเวลานั้น
เธอเป็นเด็กหญิงผู้มุ่งมั่นและไร้ประสบการณ์
ผู้ตั้งใจจะเดินทางเข้าสู่ป่าด้วยจิตใจที่รู้จักผิดชอบชั่วดี
ด้วยเรื่องราวการผจญภัยที่ทำให้เกิดการก้าวข้ามพ้นวัยเด็ก
และการศึกษาความแน่วแน่ของจิตวิญญาณในทุกรูปแบบ
หนังสือเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของพอร์ทิส
และมีอยู่บ่อยครั้งที่ถูกยกไปเปรียบเทียบกับ มาร์ก
ทเวน ในแง่ของอารมณ์ขันที่เฉียบคม,
ตัวละครเอกหญิงที่รักอิสระ
และธีมแบบอเมริกันขนานแท้
แต่เริ่มเดิมที
เรื่องนี้ถูกเขียนลงอย่างต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์
The Saturday Evening Post
และต่อมายังสามารถทำยอดขายได้หลายล้านเล่มทั่วโลก
และยังถูกนำไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ
มันยังเคยถูกนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ฮิตในปี
1969 และทำให้ จอห์น เวย์น ได้รับรางวัลออสการ์
นักเขียนหลายต่อหลายคน ตั้งแต่ วอลเกอร์ เพอร์ซี่,
ลาร์รี่ แม็คเมอร์ทรี่ และรอย เบล้านท์ จูเนียร์
จนถึงนอร่า เอฟรอน และดอนน่า ทาร์ตต์
ต่างยกย่องอิทธิพลที่พอร์ทิสมีต่อวงการนิยายอเมริกัน
รอน โรเซนบาวม์ ซึ่งเป็นทั้งนักเขียนและนักข่าว
ได้เขียนลงในหนังสือ Esquire ในปี 1998 ว่า
การได้อ่านผลงานของพอร์ทิสคือหนึ่งในความสุขสูงสุด
ทั้งต่อความรู้สึกและมันสมอง
เท่าที่มีอยู่ในงานวรรณกรรมยุคใหม่
นิยายเรื่องแรกของพอร์ทิส คือเรื่อง Norwood
(1966)
เรื่องราวของนาวิกโยธินชาวเท็กซัสผู้แสนซื่อ
ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1970 ซึ่งนำแสดงโดย
เกลนน์ แคมป์เบลล์ นิยายเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่
The Dog of the South (1979)
ที่ว่าด้วยเรื่องราวของชายชาวอาร์แคนซอส์ที่ติดตามหาภรรยาที่หนีไปในอเมริกากลาง,
Masters of Atlantis (1985)
เรื่องราวการพุ่งทะยานและการดำดิ่งของลัทธิอเมริกันลัทธิหนึ่ง
และ Gringos (1991)
ที่ว่าด้วยเรื่องราวของคนอเมริกันที่โดดเดี่ยว
คนประหลาด
และคนที่โรแมนติคจนเข้าขั้นเพี้ยนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในเม็กซิโก
ปัจจุบัน พอร์ทิสยังคงอาศัยอยู่ในอาร์แคนซอส์
ซึ่งเป็นทั้งบ้านเกิดของเขา (ในเอลโดราโด้)
และที่ที่เขาเติบโตและเรียนหนังสือมา
เขาเคยเป็นนาวิกโยธินในช่วงสงครามเกาหลี
หลังจากนั้น เขาได้กลายมาเป็นนักข่าว
เขาเขียนข่าวให้กับ New York Herald-Tribune
ในช่วงเวลาที่ทอม วูลฟี่, ลูอิส แลปแพม และจิมมี่
เบรสลินเริ่มต้นทำงานที่นั่น และต่อมา
เขาได้เป็นหัวหน้าสำนักข่าวประจำกรุงลอนดอน
เขาทิ้งวงการหนังสือพิมพ์ในปี 1964
เดินทางกลับไปยังอาร์แคนซอส์
และอุทิศตนให้กับการเขียนนิยาย
ประวัตินักแสดง
เจฟฟ์ บริดเจส (JEFF BRIDGES) รับบทรูสเตอร์
ค็อกเบิร์น
เจฟฟ์
บริดเจสคือหนึ่งในนักแสดงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของฮอลลีวู้ด
และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
5 ครั้ง บทบาทการแสดงเมื่อเร็วๆ
นี้ของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Crazy Heart
ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมตัวแรกมาครองได้
บริดเจสได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรกในปี
1971 ในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์ของปีเตอร์ บ็อกดาโกวิช เรื่อง The
Last Picture Show ซึ่งนำแสดงโดย ซีบิลล์
เชพเพิร์ด สามปีต่อมา
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมครั้งที่
2 จากภาพยนตร์ของ ไมเคิล ชิมิโน่ เรื่อง
Thunderbolt and Lightfoot และในปี 1984
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Starman
ซึ่งบทบาทเดียวกันนี้ยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย
ส่วนในปี 2001
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
และรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 4 จากภาพยนตร์เรื่อง
The Contender
ซึ่งเป็นภาพยนตร์ทริลเลอร์การเมืองของร็อด ลูรี่
ที่เขาร่วมแสดงกับแกรี่ โอลด์แมน และโจน อัลเลน
โดยบริดเจสรับบทเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
บริดเจสแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง TRON Legacy
และก่อนหน้า Crazy Heart
เขาแสดงนำในภาพยนตร์ตลกเกี่ยวกับสงครามเรื่อง The
Men Who Stare at Goats ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จอร์จ
คลูนี่ย์
(ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วย),
ยูเวน แม็คเกรเกอร์ และเควิน สเปซี่ย์
เขายังประกบบทกับ จัสติน ทิมเบอร์เลก
ในภาพยนตร์เรื่อง The Open Road
ผลงานการเขียนบทและกำกับของ ไมเคิล เมอเรดิธ
นอกจากนี้ เขายังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง A Dog
Year และยังประชันบทบาทกับ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์
จูเนียร์ ในภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส/
มาร์เวล สตูดิโอส์ เรื่อง Iron Man
เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว เขาให้เสียงพากย์ร่วมกับไชอา
ลาบัฟ
ในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
เรื่อง Surfs Up จากโซนี่ พิคเจอร์ส แอนนิเมชั่น
ในปีเดียวกันนั้น เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
The Amateurs ภาพยนตร์ตลกที่เขียนบทและกำกับโดย
ไมเคิล เทรเกอร์
ก่อนหน้านั้น เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เทอร์รี่
กิลเลี่ยม เป็นครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์เรื่อง
Tideland โดยเขารับบทเป็น โนอาห์
มือกีตาร์ร็อคติดยา และร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
Stick It ซึ่งเขารับบทเป็นโค้ชของทีมยิมนาสติค
บริดเจสเคยแสดงนำในภาพยนตร์ฮิตโกยเงินหลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของ แกรี่ รอสส์ เรื่อง
Seabiscuit, ภาพยนตร์ของเทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง
The Fisher King (เขาร่วมแสดงกับ โรบิน
วิลเลี่ยมส์),
ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมายอย่าง
The Fabulous Baker Boys (เขาร่วมแสดงกับ โบ
บริดเจส และมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์), The Jagged Edge
(ร่วมแสดงกับ เกลนน์ โคลส), ภาพยนตร์ของ ฟรานซิส
ฟอร์ด คอปโปล่า เรื่อง Tucker: The Man and His
Dream, Blown Away
(ร่วมแสดงกับพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา ลอยด์
บริดเจส และทอมมี่ ลี โจนส์), ภาพยนตร์ของ ปีเตอร์
เวียร์ เรื่อง Fearless (เขาร่วมแสดงกับอิซาเบลล่า
รอสเซลลินี่ และโรซี่ เปเรซ) และภาพยนตร์ของ
มาร์ติน เบลล์ เรื่อง American Heart
(ร่วมแสดงกับเอ๊ดเวิร์ด เฟอร์ลอง)
ในซัมเมอร์ของปี 2004 เขาร่วมแสดงกับ คิม
เบซิงเจอร์ ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง The
Door in the Floor ผลงานของผู้กำกับ ท็อดด์
วิลเลี่ยมส์ และโฟกัส ฟีเจอร์ส
ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
IFP/Spirit Award สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
เขายังรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง The Muse
(ภาพยนตร์ตลกของ อัลเบิร์ต บรูกส์
นำแสดงโดยบรูกส์, ชารอน สโตน และแอนดี้
แม็คโดเวลล์),
เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Arlington
Road (เขาร่วมแสดงกับ ทิม ร็อบบิ้นส์ และโจน
คูแซ็ค ภายใต้การกำกับของ มาร์ก เพลลิงตัน)
และแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Simpatico และในปี 1998
เขาแสดงนำในภาพยนตร์ตลกของพี่น้องโคเอน เรื่อง The
Big Lebowski ก่อนหน้านั้น เขาแสดงนำในภาพยนตร์ของ
ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง White Squall,
ภาพยนตร์ของ วอลเตอร์ ฮิลล์ เรื่อง Wild Bill,
ภาพยนตร์ของ จอห์น ฮุสตัน เรื่อง Fat City
และภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของ บาร์บร่า สตรัยแซนด์
เรื่อง The Mirror Has Two Faces
ผลงานการแสดงเรื่องอื่นๆ ของบริดเจส ได้แก่ How to
Lose Friends and Alienate People, K-PAX, Masked
and Anonymous, Stay Hungry, Fat City, Bad
Company, Against All Odds, Cutters Way, The
Vanishing, Texasville, The Morning After,
Nadine, Rancho Deluxe, See You in the Morning,
Eight Million Ways to Die, TRON, The Last
American Hero และ Heart of the West
แม็ตต์ เดม่อน (MATT DAMON) รับบทลาบัฟ
แม็ตต์
เดม่อนเคยได้รับรางวัลทั้งจากการทำหน้าที่อยู่หน้ากล้องและหลังกล้อง
เมื่อเร็วๆ นี้
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์,
รางวัลจากสมาคมนักแสดง และรางวัลครีติคส์ ชอยซ์
ในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์ดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องจริง
ผลงานการกำกับของคลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง
Invictus นอกจากนี้
เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม
จากInvictus
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The
Informant!
เดม่อนเคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
โดยเป็นการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงจากภาพยนตร์เรื่อง
Good Will Hunting
ปัจจุบัน เดม่อนแสดงนำในภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอน
เรื่อง True Grit และยังมีผลงานใหม่อีกหลายเรื่อง
อาทิเช่น ภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ จอร์จ โนลฟี เรื่อง
The Adjustment Bureau ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเอมิลี่
บลันท์ และภาพยนตร์อินดี้เรื่อง Margaret
ซึ่งกำกับโดย เคนเนธ โลเนอร์แกน ปัจจุบัน
เขายังอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของผู้กำกับสตีเฟ่น
โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง Contagion
และเขาจะเริ่มทำงานกับภาพยนตร์ตลก เรื่อง We
Bought a Zoo ซึ่งกำกับโดย คาเมรอน โครว์
ในเดือนมกราคม
ในปี 2002 เดม่อนได้ให้กำเนิดบท เจสัน บอร์น
ในภาพยนตร์แอ็กชั่น บล็อกบัสเตอร์ เรื่อง The
Bourne Identity
และเขาได้กลับมารับบทเดียวกันนี้อีกสองรอบในภาพยนตร์ภาคต่อ
The Bourne Supremacy และ The Bourne Ultimatum
ทั้งสองเรื่องกำกับโดย พอล กรีนกราสส์
เขายังได้ร่วมงานกับ สตีเว่น โซเดอเบิร์ก ถึง 3
ครั้งในภาพยนตร์ไตรภาคร่วมดารา เรื่อง Ocean
และมีบทรับเญอยู่ในภาพยนตร์ของโซเดอร์เบิร์ก
เรื่อง Che ด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของ เดม่อน ได้แก่
ภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Hereafter
ซึ่งทำให้เขาได้กลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ คลิ้นต์
อีสต์วู้ด, ภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์เรื่อง Green
Zone ซึ่งกำกับดดย พอล กรีนกราสส์,
ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่
เรื่อง The Departed ซึ่งเขาร่วมแสดงกับลีโอนาร์โด
ดิคาปริโอ, แจ็ค นิโคลสัน และมาร์ก วอห์ลเบิร์ก,
ภาพยนตร์ทริลเลอร์ดราม่าของ โรเบิร์ต เดอ นีโร
เรื่อง The Good Shepherd ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเดอ
นีโร และแองเจลิน่า โจลี่
และภาพยนตร์ทริลเลอร์ของสตีเฟ่น กาแกน เรื่อง
Syriana ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จอร์จ คลูนี่ย์
เดม่อนประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยภาพยนตร์เรื่อง
Mystic Pizza ติดตามมาด้วยบทเล็กๆ ในภาพยนตร์อย่าง
School Ties, ภาพยนตร์ของวอลเตอร์ ฮิลล์ เรื่อง
Geronimo: An American Legend, Rising Son
และภาพยนตร์ของ ทอมมี่ ลี โจนส์ เรื่อง The Good
Old Boys
เขาเริ่มเป็นที่สนใจและเป็นที่รู้จักในหมู่คนดู
จากภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามอ่าวเปอร์เซีย ในปี
1996 เรื่อง Courage Under Fire
นอกจากนี้ ในปี 1997 เดม่อนยังแสดงนำ
โดยรับบทเป็นทนายความหนุ่มในภาพยนตร์ของ ฟรานซิส
ฟอร์ด คอปโปล่า เรื่อง The Rainmaker
และมีบทรับเชิญในภาพยนตร์ของ เควิน สมิธ เรื่อง
Chasing Amy
ปีต่อมา
เดม่อนรับบทนำในภาพยนตร์ดราม่าสงครามโลกครั้งที่ 2
ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Saving Private Ryan
และแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่าของ จอห์น ดัห์ล เรื่อง
Rounders ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน
เดม่อนยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่
3 จากภาพยนตร์ปี 1999 เรื่อง The Talented Mr.
Ripley ภายใต้การกำกับของ แอนโธนี่ มิงเกลล่า
เขายังได้ร่วมงานกับเบน อัฟเฟล็ค เพื่อนสนิทของเขา
ในภาพยนตร์เรื่อง Dogma
ผลงานในระยะหลังๆ ของเดม่อน ได้แก่ ภาพยนตร์ของ
โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด เรื่อง The Legend of Bagger
Vance; ภาพยนตร์ของ บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน เรื่อง
All the Pretty Horses;
ภาพยนตร์ของพี่น้องฟาร์เรลลี่ เรื่อง Stuck on You
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เกร็ก คินเนียร์,
ภาพยนตร์ของเทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง The
Brothers Grimm ซึ่งเขาร่วมแสดงกับฮีธ เล็ดเจอร์
และรับบทรับเชิญในภาพยนตร์ของ จอร์จ คลูนี่ย์
เรื่อง Confessions of a Dangerous Mind
จอช โบรลิน (JOSH BROLIN) รับบทชานี่ย์
จอช
โบรลินคือนักแสดงชายที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง
และตัวเขาเองก็ยินดีที่จะรับบทที่ท้าทายฝีมือทั้งที่เป็นภาพยนตร์จากสตูดิโอ
หรือภาพยนตร์อินดี้
โบรลินเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์,
รางวัลจากสมาคมนักแสดง
และได้รับรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ก
และสมาคม National Board of Review
จากบทบาทในภาพยนตร์ของกัส แวน แซนต์ เรื่อง Milk
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา
เขาได้กลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน
ในภาพยนตร์เรื่อง Wall Street: Money Never Sleeps
ซึ่งเขาประกบบทกับ ไชอา ลาบัฟ และไมเคิล ดักลาส
เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน เรื่อง
You Will Meet A Tall Dark Stranger
ซึ่งทำให้เขาได้ร่วมแสดงกับ แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์,
นาโอมี่ วัตต์ส, ฟรีด้า พินโต้ และแอนโตนิโอ
แบนเดอรัส
โบรลินยังจะเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของ Men
In Black ซึ่งจะทำให้เขาได้ร่วมแสดงกับ วิลล์ สมิธ
และทอมมี่ ลี โจนส์ ภายใต้การกำกับของ แบร์รี่
ซอนเนนเฟลด์ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนพฤษภาคม
ปี 2012 ในปี 2009
โบรลินทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดีที่มีชื่อเรื่องว่า
The People Speak ซึ่งสร้างจากหนังสือปี 1980
เรื่อง A Peoples History of the United States
โบรลินยังได้รับคำชมไปอย่างท่วมท้นจากการรับบทเป็น
จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในภาพยนตร์ของ โอลิเวอร์ สโตน
เรื่อง W และในปี 2007
เขาได้รับรางวัลจากสมาคมนักแสดง
จากภาพยนตร์ของโจลและอีธาน โคเอน เรื่อง No
Country For Old Men ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ถึง 4
รางวัล รวมถึงรางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
และผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย นอกจากนี้
เขายังแสดงนำในภาพยนตร์ของริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง
American Gangster
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
ต้นปี 2008 โบรลินประเดิมงานกำกับชิ้นแรก
ด้วยภาพยนตร์สั้นที่มีชื่อเรื่องว่า X
ซึ่งเขาเขียนบทและอำนวยการสร้าง นอกจากนี้
เขายังกำกับภาพยนตร์สารคดีที่เก็บภาพเบื้องหลังงานถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่อง
No Country for Old Men ด้วย
โบรลินประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก
ด้วยภาพยนตร์ตลกผสมแอ็กชั่น เรื่อง Goonies
ที่กำกับโดย ริชาร์ด ดอนเนอร์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากมาย
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของ พอล เวอร์โฮเว่น เรื่อง
Hollow Man ซึ่งเขาร่วมแสดงกับเควิน เบคอน
และภาพยนตร์ของ จิม สเติร์น เรื่อง All The Rage
โบรลินได้รับคำชมจากทั้งนักวิจารณ์และคนดู
จากภาพยนตร์ของ เดวิด โอ รัสเซลล์ เรื่อง Flirting
With Disaster
ซึ่งเขารับบทเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นไบเซ็กช่วล
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Planet
Terror ผลงานของ เควนติน ทาแรนติโน่ และโรเบิร์ต
ร็อดริเกซ, In The Valley Of Elah
ผลงานของผู้กำกับ พอล แฮ็กกิส, ภาพยนตร์ของสก็อตต์
ซิลเวอร์ เรื่อง Mod Squad ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ
แคลร์ เดนส์, ภาพยนตร์ของ โอเล่ บอร์เนดัล เรื่อง
Nightwatch ซึ่งเขาร่วมแสดงกับนิค โนลเต้,
แพทริเซีย อาร์เค็ตต์ และยูเวน แม็คเกรเกอร์, Best
Laid Plans ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ รีส วิเธอร์สปูน
และอเลสซานโดร นิโวล่า, ภาพยนตร์ของกีลเลอร์โม่
เดล โทโร่ เรื่อง Mimic ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับ
มีร่า ซอร์วีโน่, เจเรมี่ นอร์แธม และชาร์ลส์
ดัตตัน และภาพยนตร์ของ จอห์น สต็อคเวลล์ เรื่อง
Into The Blue ซึ่งโบรลินแสดงนำร่วมกับ เจสซิก้า
อัลบ้า
แบร์รี่ เป๊ปเปอร์ (BARRY PEPPER) รับบทลัคกี้
เน็ด เป๊ปเปอร์
แบร์รี่
เป๊ปเปอร์คือหนึ่งในนักแสดงที่มีความสามารถที่สุดของฮอลลีวู้ด
นับแต่ที่เขาได้รับคำชมจากบท พลทหารแจ็คสัน
ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ เรื่อง Saving Private
Ryan
ในปีที่ผ่านมา
เป๊ปเปอร์มีผลงานการแสดงหลายเรื่องด้วยกัน
อาทิเช่น Casino Jack ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับ เควิน
สเปซี่ย์ และ Like Dandelion Dust
ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลมาได้มากมาย
เป๊ปเปอร์ยังแสดงนำร่วมกับวิลล์ สมิธ
ในภาพยนตร์ของโคลัมเบีย พิคเจอร์ส เรื่อง Seven
Pounds, ได้ร่วมงานกับ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด
ในภาพยนตร์เอพิค เรื่อง Flags For Our Fathers,
แสดงนำร่วมกับ ทอม แฮงก์ส ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์
เรื่อง The Green Mile
เขายังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง 25th Hour
และในภาพยนตร์เรื่อง The Three Burials Of
Melquiades Estrada
ซึ่งเป็นผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ทอมมี่ ลี
โจนส์
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่
ภาพยนตร์ทริลเลอร์ของบรัคไฮเมอร์/ สก็อตต์ เรื่อง
Enemy of the State ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ วิลล์ สมิธ
และยีน แฮ็คแมน, ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ
พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง We Were Soldiers
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เมล กิ๊บสัน
และภาพยนตร์ของนิวไลน์ เรื่อง Knockaround Guys
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จอห์น มัลโกวิช และเดนนิส
ฮอปเปอร์
เฮลี่ สไตน์เฟลด์ (HAILEE STEINFELD) รับบทแม็ทตี้
รอสส์
เฮลี่
สไตน์เฟลด์ประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยภาพยนตร์เรื่อง
True Grit โดยเธอรับบทเป็นเด่นเป็นเด็กหญิงวัย 13
ปีที่ชื่อแม็ทตี้ รอสส์
ด้วยวัยเพียง 8 ปี
เฮลี่ได้แสดงให้ครอบครัวของเธอเห็นว่าเธอมีความสนใจในด้านงานแสดง
หลังจากศึกษาหาความรู้อยู่นานร่วมปี
เธอได้เซ็นสัญญากับเอเยนต์เจ้าหนึ่ง
จากนั้นเธอเริ่มมีผลงานโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์
และก้าวมาแสดงภาพยนตร์โฆษณาและภาพยนตร์สั้นมากมายหลายเรื่อง
เธอเคยมีผลงานทางจอแก้ว
โดยได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในซีรีส์ทางทีวีของ
เคลซี่ย์ แกรมมาร์ เรื่อง Back to You
เฮลี่ ซึ่งเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย
ใช้ชีวิตอยู่ในลอสแอนเจลิสกับพ่อแม่
และพี่ชายของเธอ
บรูซ กรีน (BRUCE GREEN) รับบทแฮโรลด์ พาร์มาลี
บรูซ กรีน ชาวไอโอว่า เริ่มต้นทำงานในชิคาโก้
โดยเริ่มงานแสดงในแวดวงละครเวที ต่อมา
บรูซแสดงนำในผลงานของ ฟรีอาร์ ลอเรนซ์ เรื่อง The
People Vs. Friar Laurence, The Man Who Killed
Romeo and Juliet
นอกจากนี้ บรูซยังร่วมแสดงในรายการของฟ็อกซ์
MADtv และร่วมแสดงกับวิลล์ อาร์เน็ตต์ และวิลล์
ฟอร์เต้ ในภาพยนตร์เรื่อง The Brothers Solomon
ไมก์ วัตสัน (MIKE WATSON) นักแสดงสตั๊นต์
ไมก์
วัตสันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จกัดีจากผลงานหลังกล้องในฐานะผู้ประสานงานสตั๊นต์
โดยเขาเคยทำงานกับภาพยนตร์อย่างเรื่อง Appaloosa,
The Garden, The Adventures of Huck Finn และ Back
to the Future Part III
ในฐานะผู้ประสานงานสตั๊นต์ ผลงานที่ผ่านมาของเขา
ได้แก่ The Road, Appaloosa, We Fight to Be Free
และซีรีส์ของ HBO เรื่อง Deadwood
เขายังทำหน้าที่เป็นนักแสดงสตั๊นต์ให้กับภาพยนตร์อย่าง
3:10 to Yuma, Pirates of the Caribbean: At
Worlds End, Hidalgo, Gods and Generals, Planet
of the Apes, Texas Rangers, All the Pretty
Horses, The Mask of Zorro และ The Patriot
ประวัติทีมผู้สร้าง
โจล โคเอน (JOEL COEN) ผู้กำกับ/ ผู้เขียนบท/
ผู้อำนวยการสร้าง
โจล โคเอน
เคยได้รับเกียรติจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
ในปี 2001 ที่มอบรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมให้กับเขา
จากภาพยนตร์เรื่อง The Man Who Wasnt There
และในปี 1991 เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง Barton Fink
เขายังได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก New York
Film Critics Circle, National Board of Review
และรางวัลบัฟต้า ในปี 1996 จากภาพยนตร์เรื่อง
Fargo และได้รับรางวัลออสการ์
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง Fargo ซึ่งเขาร่วมเขียนกับอีธาน
น้องชายของเขา บทภาพยนตร์เรื่อง O Brother, Where
Art Thou? ซึ่งเขาร่วมเขียนกับอีธานอีกเช่นกัน
ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า
และรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ที่เขากำกับและร่วมเขียนบท ก็คือ Intolerable
Cruelty; The Big Lebowski; The Hudsucker Proxy;
Millers Crossing; Raising Arizona และ Blood
Simple เขายังร่วมกำกับและร่วมเขียนบทกับอีธาน
ในภาพยนตร์ตลกปี 2004 เรื่อง The Ladykillers
ภาพยนตร์ในปี 2007 ของโจลและอีธาน โคเอน เรื่อง No
Country for Old Men ทำให้เขาได้รับรางวัลต่างๆ
มากมาย ทั้งรางวัลจากสมาคมผู้กำกับ, รางวัลบัฟต้า,
รางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ
และรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์หลายสถาบัน
ภาพยนตร์ของโจล และอีธาน โคเอน เรื่อง Burn After
Reading ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า
และรางวัล WGA Award
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
และผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของพวกเขา A Serious
Man ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า
และรางวัล WGA Award
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
อีธาน โคเอน (ETHAN COEN) ผู้กำกับ/ ผู้เขียนบท/
ผู้อำนวยการสร้าง
อีธาน โคเอนทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง
และร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมมาแล้วมากมาย
อาทิเช่น Millers Crossing, Barton Fink
ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทอง สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,
ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงชายยอดเยี่ยม (จอห์น
เทอร์เทอร์โร่) และภาพยนตร์เรื่อง O Brother,
Where Art Thou?
ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสองรางวัลออสการ์,
ห้ารางวัลบัฟต้า และสองรางวัลลูกโลกทองคำ
(คว้ามาได้หนึ่งรางวัล)
หนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมมากที่สุดในปี 1996
เรื่อง Fargo
ซึ่งอีธานทำหน้าที่อำนวยการสร้างและร่วมเขียนบท
ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 7
รางวัล และคว้ากลับบ้านไปได้ 2 รางวัล
ซึ่งรวมถึงรางวัลในสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมที่ตกเป็นของอีธานและโจล
พี่ชายของเขา
ผลงานภาพยนตร์ที่อีธานร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้าง
ได้แก่ Blood Simple; Raising Arizona; The
Hudsucker Proxy; The Big Lebowski; The Man Who
Wasnt There และ Intolerable Cruelty
เขายังร่วมกำกับและร่วมเขียนบทร่วมกับโจล
ในภาพยนตร์ตลกปี 2004 เรื่อง The Ladykillers
ภาพยนตร์ในปี 2007 ของโจลและอีธาน โคเอน เรื่อง No
Country for Old Men ทำให้เขาได้รับรางวัลต่างๆ
มากมาย ทั้งรางวัลจากสมาคมผู้กำกับ, รางวัลบัฟต้า,
รางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ
และรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์หลายสถาบัน
ภาพยนตร์ของโจล และอีธาน โคเอน เรื่อง Burn After
Reading ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า
และรางวัล WGA Award
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
และผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของพวกเขา A Serious
Man ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า
และรางวัล WGA Award
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
สก็อตต์ รูดิน (SCOTT RUDIN) ผู้อำนวยการสร้าง
ผลงานภาพยนตร์ของสก็อตต์ รูดิน ได้แก่ The Social
Network; The Girl with the Dragon Tattoo; True
Grit; Moneyball; Greenberg; It's Complicated;
Fantastic Mr. Fox; Julie & Julia; Doubt; No
Country for Old Men; There Will Be Blood;
Reprise; The Queen; Margot at the Wedding; Notes
on a Scandal; Venus; Closer; Team America: World
Police; I Heart Huckabees; School of Rock; The
Hours; Iris; The Royal Tenenbaums; Zoolander;
Sleepy Hollow; Wonder Boys; Bringing Out the
Dead; South Park: Bigger, Longer & Uncut; The
Truman Show; In & Out; Ransom; The First Wives
Club; Clueless; Nobody's Fool; The Firm;
Searching for Bobby Fischer; Sister Act; The
Addams Family
โรเจอร์ ดีกิ้นส์ (ROGER DEAKINS, ASC, BSC)
ผู้กำกับภาพ
โรเจอร์
ดีกิ้นส์เริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นตากล้องถ่ายภาพนิ่ง
จากนั้น เขาได้ผันตัวเองมาทำงานด้านสารคดี
โดยได้ไปถ่ายภาพยนตร์สารคดีมากมายในแอฟริกา
ดีกิ้นส์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมมาแล้วถึง 8 ครั้งด้วยกัน
นั่นก็คือผลงานที่เขาได้ทำงานร่วมกับพี่น้องโคเอน
เรื่อง No Country for Old Men; ภาพยนตร์ของแฟรงก์
ดาราบองต์ เรื่อง The Shawshank Redemption;
ภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง Kundun;
ภาพยนตร์ของแอนดรูว์ โดมินิก เรื่อง The
Assassination of Jesse James by the Coward
Robert Ford; ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น ดัลดรี้ เรื่อง
The Reader (เป็นการทำงานร่วมกับ คริส เมนเจส)
และภาพยนตร์ของโจล โคเอนเรื่อง Fargo, The Man Who
Wasnt There และ O Brother, Where Art Thou?
เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมผู้กำกับภาพแห่งอเมริกาถึง
9 ครั้งด้วยกัน โดยสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ 2
รางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง Shawshank Redemption และ
The Man who Wasnt There
เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า 5
ครั้ง และคว้ามาได้ 2 รางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง The
Man Who Wasnt There และ No Country for Old Men
เมื่อเร็วๆ นี้
โรเจอร์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านภาพ
ให้กับภาพยนตร์การ์ตูนหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น
ภาพยนตร์การ์ตูนของพิกซาร์ เรื่อง WALLE
และภาพยนตร์การ์ตูนของดรีมเวิร์กส์ เรื่อง How to
Train Your Dragon
นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์การ์ตูนที่อยู่ระหว่างดำเนินงานสร้างหลายเรื่องด้วยกัน
เจสส์ กอนชอร์ (JESS GONCHOR) โปรดักชั่น
ดีไซเนอร์
เจสส์ กอนชอร์เริ่มเป็นที่สนใจและรู้จักในวงการ
ด้วยการทำหน้าที่เป็นโปรดักชั่น ดีไซเนอร์
ให้กับภาพยนตร์ของ เบนเน็ตต์ มิลเลอร์ เรื่อง
Capote ซึ่งนำแสดงโดยเจ้าของรางวัลออสการ์ ฟิลิป
ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน
เขายังออกแบบโปรดักชั่นให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง
The Devil Wears Prada ซึ่งนำแสดงโดย เมอริล สตรีพ
และภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของพี่น้องโคเอน เรื่อง
No Country for Old Men
ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลจากสมาคมผู้กำกับศิลป์
และภาพยนตร์เรื่อง Burn After Reading และ A
Serious Man
กอนชอร์เคยทำงานอยู่ในแผนกศิลปกรรมของภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง
อาทิเช่น ภาพยนตร์ของ นิโคลัส ฮิตเนอร์ เรื่อง The
Crucible; ภาพยนตร์ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง A
Perfect World และภาพยนตร์ของร็อบ ไรเนอร์ เรื่อง
The American President
เขายังเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์ของ
เอ๊ดเวิร์ด ซวิค เรื่อง The Siege และต่อมา
เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Last Samurai
เขายังทำหน้าที่เป็นโปรดักชั่น ดีไซเนอร์
ให้กับภาพยนตร์ของ แซม เมนเดส เรื่อง Away We Go
ซึ่งนำแสดงโดย จอห์น คราซินสกี้ และเมื่อเร็วๆ นี้
เขาได้ทำหน้าที่นี้ให้กับภาพยนตร์ของ ดั๊ก ไลแมน
เรื่อง Fair Game ซึ่งนำแสดงโดย ฌอน เพนน์
และนาโอมี่ วัตต์ส
แมรี่ โซเฟรส (MARY ZOPHRES)
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
True Grit คือผลงานการร่วมมือกันเป็นครั้งที่ 10
แล้วระหว่าง แมรี่ โซเฟรส และพี่น้องโคเอน
หลังจากที่พวกเขาเคยร่วมงานกันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง
Fargo; The Big Lebowski; O Brother Where Art
Thou?; The Man Who Wasnt There; Intolerable
Cruelty; The Ladykillers; No Country for Old
Men; Burn After Reading และ A Serious Man
ก่อนหน้านั้น
โซเฟรสเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Hudsucker Proxy
ซึ่งเป็นผลงานของพี่น้องโคเอนเช่นกัน
เธอยังทำหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของ
สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น
The Terminal; Catch Me If You Can
ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า
และ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal
Skull
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของโซเฟรส ได้แก่
ภาพยนตร์สามเรื่องแรกของพี่น้องฟาร์เรลลี่ (Dumb
and Dumber, Kingpin, และ Theres Something About
Mary); ภาพยนตร์ของทิโมธี่ ฮัตตัน เรื่อง Digging
to China; ภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ สโตน เรื่อง Any
Given Sunday; ภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ ซไวคอฟฟ์
เรื่อง Ghost World; ภาพยนตร์ของ แบร็ด
ซิลเบอร์ลิ่ง เรื่อง Moonlight Mile; ภาพยนตร์ของ
บรูโน่ บาร์รีโต้ เรื่อง View from the Top;
ภาพยนตร์ของนอร่า เอฟรอน เรื่อง Bewitched;
ภาพยนตร์ของ โจ คาร์นาแฮน เรื่อง Smokin Aces
และภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด เรื่อง Lions
for Lambs
โซเฟรสเริ่มต้นทำงานในวงการภาพยนตร์
ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของโอลิเวอร์
สโตน เรื่อง Born on the Fourth of July ปัจจุบัน
โซเฟรสทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ภาคต่อ
Iron Man และภาพยนตร์ของแฟฟโรว์ เรื่อง Cowboys
and Aliens
คาร์เตอร์ เบอร์เวลล์ (CARTER BURWELL)
ผู้แต่งดนตรีประกอบ
คาร์เตอร์
เบอร์เวลล์เคยแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอนมาแล้วหลายเรื่อง
อาทิเช่น A Serious Man, Blood Simple, Raising
Arizona, Millers Crossing, Barton Fink, The
Hudsucker Proxy และ Fargo เมื่อเร็วๆ นี้
เขายังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง Howl
และภาพยนตร์ของลิซ่า โชโลเดงโก้ เรื่อง The Kids
Are All Right
นอกจากนี้
เขายังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง The
Spanish Prisoner (เดวิด มาเม็ต), Three Kings
(เดวิด โอ รัสเซลล์), Being John Malkovich และ
Adaptation (สไปก์ จอนซ์), Before Night Falls
(จูเลี่ยน ชนาเบล), Velvet Goldmine (ท็อดด์
เฮย์นส์), Gods and Monsters และ Kinsey (บิลล์
คอนดอน)
|
|
|
สุดยอดภาพยนตร์ดราม่าสืบสวนจากพี่น้องตระกูลโคเอน
ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ รวม 3 ดาราชาย
ยอดฝีมือประชันบทเข้ม แมตต์ เดม่อน, เจฟฟ์ บริดเจส
และ จอช โบรลิน
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 17 มกราคม
2554 |
|
 |
TRUE GRIT
หนังรีเมคที่เป็นโปรเจคท์ใหม่ของสุดยอดผู้กำกับพี่น้องตระกูลโคเอน
ซึ่งน่าจะจองคิวเข้าชิงออสการ์ตามฟอร์ม 3
ดาราดัง เจฟฟ์ บริดเจส แมตต์ เดม่อน และ จอช
โบรลิน มาร่วมแสดง
หลังจากที่พ่อของเธอถูกฆาตกรรมโดยมือสังหารรับจ้าง
ทอม เชนนีย์ (จอช โบรลิน) เด็กสาวบ้านไร่วัย
14 ปี แม็ตตี้ รอส (เฮลีย์ สไตน์เฟลด์)
ก็หมายมั่นที่จะจับตัวฆาตกรรายนี้ให้ได้
สำหรับผู้ช่วยเหลือเธอ เธอได้ว่าจ้าง
นายทหารอเมริกันที่ทรหดที่สุดเท่าที่จะหาเธอได้
เป็น คนจริง เขาก็คือรูเบน เจ. รูสเตอร์
ค็อกเบิร์น(เจฟฟ์ บริดเจส) แม็ตตี้
ยืนกรานที่จะติดสอยห้อยตามค็อกเบิร์น
ผู้ซึ่งพฤติกรรมขี้เหล้าเมายา
ขี้เกียจสันหลังยาวและไร้ศีลธรรม
ซึ่งตัวตนของเขาไม่ได้ทำให้เธอเกิดศรัทธาในตัวเขาเลยซักนิด
แม้เขาจะไม่เต็มใจ
เธอก็ได้ร่วมเดินทางกับเขาเพื่อตามหาเชนนีย์ในถิ่นของพวกอินเดียแดงให้เจอ
ก่อนที่ทหารเรนเจอร์เท็กซัสที่ชื่อ ลาบัฟ
(แมตต์ เดม่อน)
ที่ต้องการตัวเชนนีย์เพื่อจะนำตัวกลับไปที่เท็กซัสในคดีสังหารชายอีกคนหนึ่ง
ทั้งสามต่างก็ได้พบทั้งอันตรายและเรื่องที่ท้าทาย
ระหว่างการเดินทางและแต่ละคนต่างก็ถูกทดสอบความเป็นคน
จริง ของตัวเอง
|
|
|
True Grit ทรูกริท ยอดคนจริง เข้าชิง 8 รางวัลใหญ่
จากเวทีบาฟต้า
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 21 มกราคม
2554 |
|
 |
True Grit ทรูกริท ยอดคนจริง เข้าชิง 8
รางวัลใหญ่ จากเวทีบาฟต้า สาขาหนังยอดเยี่ยม
บทยอดเยี่ยม ดารานำชาย ดารานำหญิงงานด้านภาพ
งานโปรดัคชั่น เสื้อผ้า และงานเสียง
หลังจากลูกโลกทองคำจบไป
ก็ถึงคิวของงานใหญ่อีกงานจากฝั่งสหราชอาณาจักร
นั่นคือBritish Academy Film Awards หรือ
BAFTAs
ซึ่งได้ประกาศผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแล้วโดยหนึ่งในภาพยนตร์ที่โดดเด่นของปีนี้ก็มาจากผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของพี่น้องตระกูลโคเอน
เรื่อง TRUE GRITยอดคนจริง ซึ่งได้เจฟฟ์
บริดเจส, แมตต์ เดม่อน, จอช โบรลิน
มานำแสดงพร้อมด้วยดารารุ่นเยาว์ที่กำลังมาแรงสุดๆ
เฮลลีย์ สไตน์เฟลด์ โดยได้เข้าชิงถึง8
สาขาใหญ่ๆ ดังนี้ คือ
Best Film ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Adapted Screenplay บทดัดแปลงยอดเยี่ยม
Leading Actor Jeff Bridges
ดารานำชายยอดเยี่ยม
Leading Actress - Hailee Steinfeld
ดารานำหญิงยอดเยี่ยม
Cinematography กำกับภาพยอดเยี่ยม
Production Design ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม
Costume Design ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
Sound กำกับเสียงยอดเยี่ยม
ผลของรางวัล BAFTAs นี้จะประกาศผลวันที่ 13
กุมภาพันธ์นี้
ส่วนแฟนๆที่รอชมภาพยนตร์เรื่องนี้
ได้ชมกันแน่นอน 24 กุมภาพันธ์
นี้ในโรงภาพยนตร์
|
|
|
True Grit
สุดยอดภาพยนตร์ดราม่าสืบสวนจากพี่น้องตระกูลโคเอน
ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ รวม 3
ดาราชายยอดฝีมือประชันบทเข้ม แมตต์ เดม่อน, เจฟฟ์
บริดเจส และ จอช โบรลิน
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 10 กุมภาพันธ์
2554 |
|
 |
True Grit
หนังรีเมคที่เป็นโปรเจคท์ใหม่ของสุดยอดผู้กำกับพี่น้องตระกูลโคเอน
ซึ่งน่าจะจองคิวเข้าชิงออสการ์ตามฟอร์ม 3
ดาราดัง เจฟฟ์ บริดเจส แมตต์ เดม่อน และ จอช
โบรลิน มาร่วมแสดง
หลังจากที่พ่อของเธอถูกฆาตกรรมโดยมือสังหารรับจ้าง
ทอม เชนนีย์ (จอช โบรลิน) เด็กสาวบ้านไร่วัย
14 ปี แม็ตตี้ รอส (เฮลีย์ สไตน์เฟลด์)
ก็หมายมั่นที่จะจับตัวฆาตกรรายนี้ให้ได้
สำหรับผู้ช่วยเหลือเธอ เธอได้ว่าจ้าง
นายทหารอเมริกันที่ทรหดที่สุดเท่าที่จะหาเธอได้
เป็น คนจริง เขาก็คือรูเบน เจ. รูสเตอร์
ค็อกเบิร์น(เจฟฟ์ บริดเจส) แม็ตตี้
ยืนกรานที่จะติดสอยห้อยตามค็อกเบิร์น
ผู้ซึ่งพฤติกรรมขี้เหล้าเมายา
ขี้เกียจสันหลังยาวและไร้ศีลธรรม
ซึ่งตัวตนของเขาไม่ได้ทำให้เธอเกิดศรัทธาในตัวเขาเลยซักนิด
แม้เขาจะไม่เต็มใจ
เธอก็ได้ร่วมเดินทางกับเขาเพื่อตามหาเชนนีย์ในถิ่นของพวกอินเดียแดงให้เจอ
ก่อนที่ทหารเรนเจอร์เท็กซัสที่ชื่อ ลาบัฟ
(แมตต์ เดม่อน)
ที่ต้องการตัวเชนนีย์เพื่อจะนำตัวกลับไปที่เท็กซัสในคดีสังหารชายอีกคนหนึ่ง
ทั้งสามต่างก็ได้พบทั้งอันตรายและเรื่องที่ท้าทาย
ระหว่างการเดินทางและแต่ละคนต่างก็ถูกทดสอบความเป็นคน
จริง ของตัวเอง
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|