|
 |
|
|
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
เกี่ยวกับภาพยนต์ |
|
|
ข้อมูลงานสร้าง
"The Mechanic"
|
|
|
|
|
|
Openmm.com
ร่วมกับค่ายภาพยนตร์
ยูไนเต็ดโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ เชิญเพื่อนๆร่วมสนุกชิงรางวัลเสื้อยืดจากภาพยนตร์
"The
Mechanic" 5 รางวัล เพียงเพื่อนๆตอบคำถามให้ถูกต้องแล้วส่งชื่อ-นามสกุล และที่อยู่
ขอให้โชคดีทุกคนนะค่ะ
และพบกับภาพยนตร์
"The
Mechanic"
ได้ตั้งแต่วันที่
24 มีนาคม
2554 ทุกโรงภาพยนตร์...
คำถาม
-
ชื่อไทยของภาพยนตร์
"The
Mechanic"
มีชื่อว่าอะไร?
-
ใครแสดงนำในภาพยนตร์
"The
Mechanic"
?
คำตอบ
-
ชื่อไทยของภาพยนตร์
"The
Mechanic"
มีชื่อว่า
โคตรเพชฌฆาตแค้นมหากาฬ
-
เจสัน สตาธัม (Jason Statham) กับ
เบ็น ฟอสเตอร์ (Ben Foster) แสดงนำในภาพยนตร์
"The
Mechanic"
รายชื่อผู้โชคดี
- คุณกิตติพันธ์ รัตนเจริญชัยแสง
- คุณสมชาติ สมญาติ
- คุณพจนี พิพัฒนกุล
- คุณสุเมธ ศรีสุวรรณ
- คุณวิชาดา ปัญญามาศ
เงื่อนไขการรับรางวัล
หลังจากประกาศชื่อผู้โชคดีทางเว็บไซต์แล้ว
กรุณาส่งแสตมป์ 30 บาท แล้วส่งมาที่
www.openmm.com (
เขียนว่ารับของรางวัล
"The
Mechanic"
พร้อมชื่อ User name ) เลขที่ 38/21
หมู่11 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา
จ.ปทุมธานี 12150 ก่อนวันที่ 31
ส.ค.
2554
วิธีร่วมสนุก
พิมพ์ส่งคำตอบที่ถูกต้องพร้อมชื่อ
User name
เว็บไซต์ และชื่อ-นามสกุล
แล้วส่งมาที่อีเมล์
openmm_com@yahoo.com หัวข้อ
"The
Mechanic"
หรือตอบคำถามโดยพิมพ์คำตอบที่ถูกต้องพร้อมชื่อ
User name
เว็บไซต์ และชื่อ-นามสกุล
ได้ที่
http://www.facebook.com/openmm
โดยสามารถสมัครสมาขิกได้ฟรีที่
www.openmm.com/plus
แล้วอย่าลืมกด
Like
หรือ
ถูกใจ เพื่ออัพเดทข่าวสารและกิจกรรมมากมายจากเว็บไซต์
Openmm.com
ขอขอบคุณ :
ค่ายภาพยนตร์
ยูไนเต็ดโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
อาเธอร์ บิชอพ (เจสัน สตาธัม) คือ ช่างเครื่อง
มือสังหารชั้นเซียนผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น
ในการตามกำจัดเป้าหมายได้อย่างเรียบร้อยหมดจด
งานของเขาต้องการความสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของมืออาชีพ
และบิชอพคือมือวางอันดับหนึ่งในธุรกิจสายนี้
แต่เมื่อแฮร์รี แมคเคนนา (โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์)
อาจารย์และเพื่อนสนิทของเขาถูกฆาตกรรม
ภารกิจด่วนของบิชอพคือการสืบหาตัวคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของแฮร์รี
ทว่าสถานการณ์กลับยุ่งยากยิ่งขึ้น เมื่อสตีเว่น
(เบ็น ฟอสเตอร์) ลูกชายของแฮร์รี
ก้าวเข้ามาโดยมีเป้าหมายเพื่อตามล้างแค้นให้พ่อ
และเรียนรู้การทำงานของบิชอพ
นักฆ่าเจ้าแบบแผนได้นำเด็กหนุ่มจอมห้าวก้าวเข้าสู่โลกอันตราย
แต่เมื่อทั้งสองเยิบเข้าใกล้เป้าหมาย
ความลับที่ถูกซ่อนไว้ก็เผยตัวออกมา
ซึ่งอาจทำให้มิตรภาพของพวกเขาต้องขาดสะบั้นลง
เบื้องหลังงานสร้าง
การนำ The Mechanic ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย ชาร์ลส
บรอนสัน ซึ่งออกฉายในปี 1972 กลับมาสร้างอีกครั้ง
คือประสบการณ์อันเหลือเชื่อของสองผู้อำนวยการสร้าง
เดวิด วิงค์เลอร์ และบิล ชาร์ทอฟฟ์
เนื่องจากบิดาของทั้งคู่ ซึ่งก็คือเออร์วิน
วิงค์เลอร์ และโรเบิร์ต ชาร์ทอฟฟ์
นั้นเป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ฉบับดั้งเดิม
(และยังตามมารับตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร
ให้ฉบับใหม่นี้ด้วย)
หลังจากใช้เวลาตระเตรียมงานสร้างยาวนานนับสิบปี
ความฝันของเดวิดและบิลก็กลายเป็นความจริง The
Mechanic
ไม่ใช่ผลงานแรกที่พวกเขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่เป็นมรดกตกทอดจากพ่อ
เพราะทั้งคู่เคยอำนวยการสร้าง Rocky Balboa
ภาพยนตร์ภาคล่าสุดของ Rocky มาแล้ว แต่ The
Mechanic คือภาพยนตร์ที่พวกเขาโปรดปรานเป็นพิเศษ
The Mechanic ฉบับปี 1972
คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้ภาพยนตร์แอ็คชั่นแตกหน่อออกไปเป็นภาพยนตร์แนวนักฆ่า
บิล ชาร์ทอฟฟ์กล่าว
มันน่าตื่นเต้นมากที่ผลงานเรื่องนี้กลายเป็นจุดกำเนิดให้ภาพยนตร์แอ็คชั่นแนวนักฆ่าเรื่องอื่น
ถูกสร้างตามมาอีกมากมายนับไม่ถ้วน
เดวิดกับผมนึกถึงลิวอิส จอห์น คาร์ลิโน
ผู้เขียนบทเรื่องนี้เสมอ
เขาสร้างสรรค์เรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์
และตัวละครฮีโร่แนวใหม่อย่างอาเธอร์ บิชอพ"
เช่นเดียวกัน เออร์วิน วิงค์เลอร์กล่าวว่า อาเธอร์
บิชอพคือหนึ่งในเหตุผลเบื้องต้นที่ทำให้มีการรีเมคภาพยนตร์เรื่องนี้
ทั้งที่เวลาผ่านมาเนิ่นนานเกือบ 40 ปีแล้ว
คาร์ลิโนส่งบทของเขามาให้
แล้วบ๊อบกับผมก็รีบตอบสนองทันที
บิชอพคือตัวละครที่ไม่เหมือนใคร
โดยเฉพาะในยุคสมัยนั้น
นักฆ่าโดดเดียวผู้แสวงหาเพื่อน
เขาช่วยฝึกสอนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งสุดท้าย
การกระทำเช่นนั้นได้นำหายนะมาสู่ตัวเขาเอง
คนมักเข้ามาพูดกับผมและบ๊อบว่า ทำไมไม่นำ The
Mechanic มาสร้างใหม่ ด้วยความสัตย์จริง
เราประหลาดใจมาก
เพราะเราเกือบลืมหนังเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ในที่สุด
ข้อเสนอนี้ก็ไม่อาจถูกปฏิเสธ ลูกของเออร์วิน
วิงค์เลอร์ และโรเบิร์ต ชาร์ทอฟฟ์
ได้สร้างสิ่งที่เออร์วินเรียกว่า นี่คือการ
วาดภาพใหม่ ของ The Mechanic ฉบับปี 1972
สิ่งสำคัญข้อแรกคือบทภาพยนตร์
หลังจากที่บทภาพยนตร์เขียนใหม่หลายร่าง
ได้นำพาเรื่องราวไปไกลกว่าภาพยนตร์ต้นฉบับมาก
ทีมผู้อำนวยการสร้างก็เห็นพ้องต้องกันว่า
พวกเขาต้องดึงมันกลับมาและตีกรอบให้เรื่องราวกลับไปเหมือนของเดิม
ความแตกต่างจากหนังแนวอื่นในยุคนั้น ทำให้ The
Mechanic ถูกจัดอยู่ในประเภทหนังแอ็คชั่นระทึกขวัญ
ตามแบบของหนังยุคปัจจุบัน บิล ชาร์ทอฟฟ์กล่าว
หนังยุค 70 เน้นที่อารมณ์และบรรยากาศมากกว่า
แต่ผู้ชมสมัยนี้ชอบดูหนังที่มีเหตุมีผลและสมจริง
เมื่อบทภาพยนตร์เริ่มเข้าที่เข้าทาง
ขั้นต่อไปคือการหาตัวผู้กำกับที่สามารถควบคุมตัวละครในภาพยนตร์แอ็คชั่นให้อยู่มือ
และไซมอน เวสท์คือผู้กำกับภาพยนตร์คนนั้น
ผมไม่เคยดู The Mechanic ฉบับแรกเลย
สิ่งที่ดึงดูดผมคือความน่าสนใจของเรื่องราว
เวสท์กล่าว มีหนังเกี่ยวกับนักฆ่ามากมายมหาศาล
แต่เรื่องนี้แตกต่างออกไป
เพราะมือสังหารคนนี้ทำให้การฆ่าของเขาดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ
เขาไม่ได้แค่ระเบิดสมองเหยื่อให้ตายๆ ไป อาเธอร์
บิชอพเก่งกาจมาก แต่เขาไม่ใช่คนทารุณโหดร้าย
นี่แหละที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจ
ผลงานที่ผ่านมาของเวสท์อย่าง Con Air, The
Generals Daughter และ Lara Croft: Tomb Raider
คือหลักประกันอย่างดีว่าเขาเชี่ยวชาญฉากแอ็คชั่นขนาดไหน
รวมถึงการกำกับนักแสดงด้วย
หนังเรื่องนี้เป็นแนวถนัดของไซมอนเลย บิล
ชาร์ทอฟฟ์เอ่ย เมื่อไซมอนตอบตกลง
เขาก็ทุ่มเวลาให้กับการศึกษาตัวละคร
มันสำคัญมากสำหรับเขาที่จะทำให้บรรดาตัวละครมีความซับซ้อน
ไม่ซ้ำซากจำเจ เขาอยากให้ตัวละครมีแรงจูงใจ
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เรื่องราวอีกมาก
บิชอพจะต้องดูเป็นคนใจดีมีเมตตา
ทั้งที่เขาเป็นนักฆ่ามืออาชีพที่หาตัวจับยาก
ทุกวันนี้มีนักแสดงชายไม่กี่คนที่สามารถวัดรอยเท้าชาร์ลส
บรอนสันได้ การหาคนที่เหมาะสมมารับบทนี้
คือเรื่องสำคัญมาก บิล ชาร์ทอฟฟ์สรุป
ใครว่าช่างเครื่องที่ดีนั้นหายาก?
เจสัน สตาธัม
คือนักแสดงคนเดียวที่ผมนึกถึงสำหรับบทนี้ บิล
ชาร์ทอฟฟ์
กล่าว ถ้าเจสันไม่เอาด้วย
ผมก็คิดไม่ออกว่าเราจะได้สร้างหนังเรื่องนี้รึเปล่า
เขาเหมาะกับบทบิชอพที่สุดแล้ว
เหล่าผู้สร้างภาพยนตร์ล้วนคุ้นเคยกับสตาธัมเป็นอย่างดี
นับตั้งแต่ผลงานเรื่อง Lock, Stock and Two
Smoking Barrels ไปจนถึง Crank: High Voltage
เจสันมีเสน่ห์ล้นเหลือ เออร์วิน วิงค์เลอร์เสริม
เขาดูเร้าใจมากเมื่ออยู่บนจอ
เช่นเดียวกับที่เออร์วิน วิงค์เลอร์กล่าว
เสน่ห์ของสตาธัมได้เพิ่มความน่าสนใจให้ตัวละครที่ขาดความน่าเห็นใจ
บิชอพไม่มีเสน่ห์ เขาไม่ชอบแสดงอารมณ์
คนแบบนี้คือคนที่เราไม่อยากอยู่ใกล้
เจสันทำให้บิชอพกลายเป็นคนน่าสนใจ
เขาแค่นำเราก้าวเข้าไปในชีวิตของบิชอพ
จนเรารู้สึกผูกพันกับนักฆ่าคนนี้
ผมไม่คิดว่านักแสดงคนอื่นจะสามารถทำแบบนี้ได้
ผู้กำกับ ไซมอน เวสท์
เห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างที่สุด
ผมจับตาดูการพัฒนาสู่ความเป็นนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ของเจสันมานานหลายปีแล้ว
เขาแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย
ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบทของนักฆ่าที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามลำพัง
เวสท์กล่าว
เขายังเป็นคนที่แสดงบทแอ็คชั่นได้ดีเยี่ยม
มีทักษะชั้นยอด เขาอยากแสดงบทผาดโผนด้วยตัวเอง
เจสันดูเหมือนชายผู้สามารถฆ่าคนสิบคนได้ด้วยมือเปล่า
ดังนั้น เขาจึงเหมาะกับบทนี้ในทุกมุมมอง
ตัวแทนของเจสัน
สตาธัมส่งบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปให้เขา
สตาธัมเคยดูภาพยนตร์ฉบับดั้งเดิมแล้วเมื่อหลายปีก่อน
และด้วยความที่เขาเป็นแฟนตัวยงของชาร์ลส บรอนสัน
เขาจึงกระตือรือร้นที่จะอ่านบททันที
บทหนังถูกใจผมจริงๆ ผมคิดว่ามันฉลาดมาก
ผมอยากเล่นหนังแอ็คชั่นที่มีเนื้อหาสาระ
และบทเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นพอดี
เมื่อได้ตัวคนที่มารับบทอาเธอร์
บิชอพเรียบร้อยแล้ว
ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหานักแสดงมารับบทสตีเว่น
แมคเคนนา
หนุ่มเลือดร้อนผู้กลายมาเป็นนักฆ่าหน้าใหม่
ซึ่งผู้กำกับ
เวสท์รู้ว่าใครคือคนที่เหมาะสมกับบทนี้
ผมคิดถึงเบ็น ฟอสเตอร์ทันที
เขาเป็นนักแสดงชั้นยอดคนหนึ่ง เหมือนกับ มาร์ลอน
แบรนโด ที่มาพร้อมอารมณ์อันพลุ่งพล่านข้างใน
การคัดเลือกตัวแสดงนำทั้งสองถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง
อย่างที่บิล ชาร์ทอฟฟ์กล่าวไว้ว่า
เมื่อเจสันและเบ็นอยู่ด้วยกันบนจอ
คุณแทบจะไม่อยากละสายตาไปจากพวกเขาเลย
นักแสดง
เจสัน สตาธัม (อาเธอร์ บิชอพ)
เกิดที่ไซเดนแฮม ประเทศอังกฤษ
และโด่งดังขึ้นมาจากการเป็นหนึ่งในทีมนักดำน้ำของประเทศ
ซึ่งได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 12
ในบรรดาทีมนักดำน้ำชาติต่างๆ ในโลกนี้
ผลงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของสตาธัมคือ Lock,
Stock and Two Smoking Barrels ตามด้วย Snatch
และภาพยนตร์เรื่องดังอีกมากมาย อาทิ The One, Mean
Machine, The Transporter, The Italian Job,
Cellular, Transporter 2, Revolver, Crank, War,
The Bank Job, Death Race, Transporter 3, Crank:
High Voltage, 13 และ The Expendables
เบ็น ฟอสเตอร์ (สตีเว่น แมคเคนนา)
หนึ่งในนักแสดงหนุ่มฝีมือเยี่ยมที่สุดในรุ่นของเขา
ฟอสเตอร์เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิง
ด้วยบทสมทบในภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดนิยมอย่าง Freaks
and Geeks และ Six Feet Under
ก่อนก้าวไปสร้างชื่อบนจอใหญ่ในผลงานของผู้กำกับ
นิค แคสซาเวทีส เรื่อง Alpha Dog ในปี 2008
ฟอสเตอร์สร้างความประทับใจให้แฟนภาพยนตร์
ด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยมใน 3:10 to Yuma
ภาพยนตร์คาวบอยโดย ผู้กำกับ เจมส์ แมนโกลด์
ตามด้วยผลงานดรามาชั้นดีในปีถัดมาเรื่อง The
Messenger
ภาพยนตร์ดังเรื่องอื่นของเขา ได้แก่ Liberty
Heights, Bang Bang Youre Dead, 11:14, The
Punisher, Hostage, X-Men: The Last Stand, 30
Days of Night, Pandorum และ Here
โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์ (แฮร์รี แมคเคนนา)
อีกหนึ่งนักแสดงชายระดับตำนาน
ผู้แสดงภาพยนตร์เรื่องดังมากมาย เช่น The Dirty
Dozen, Mash, Kellys Heroes, Klute, Dont Look
Now, The Day of the Locust, Casanova, Animal
House, Invasion of the Body Snatchers, Ordinary
People, Eye of the Needle, Ordeal by Innocence,
A Dry White Season, Backdraft, JFK, The Puppet
Masters, Disclosure, Outbreak, A Time to Kill,
Shadow Conspiracy, The Assignment, Fallen, The
Italian Job, Cold Mountain, Fierce People, Pride
& Prejudice, Lord of War, An American Haunting,
Ask the Dust, และ Reign Over Me
ซัทเธอร์แลนด์เกิดที่บรุนสวิค ประเทศแคนาดา
เขาศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต
โดยมีเป้าหมายจะเป็นนักแสดงในอนาคต
จากความสำเร็จในการแสดงละครของมหาวิยาลัย
ทำให้เขาตัดสินใจไปหาประสบการณ์ที่ลอนดอน
ด้วยการเดินสายแสดงละครทั่วสหราชอาณาจักร ในปี
1962
ซัทเธอร์แลนด์ได้แสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ในซีรีส์ชุด
Studio 4 ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกมากมาย
จนเป็นโอกาสให้เขาได้ก้าวไปสู่วงการภาพยนตร์ในที่สุด
โทนี โกลด์วิน (ดีน แซนเดอร์สัน)
เริ่มต้นอาชีพนักแสดงในวงการละครเวที
โดยมีผลงานอย่าง The Waters Edge, The Dying
Gaul, Holiday, Spike Heels, The Sum of Us
(ที่ทำให้เขาได้รับรางวัล Obie) และ Digby
จากนั้นเขาก็มาเป็นที่จดจำของผู้ชมภาพยนตร์
ด้วยการรับบทเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์สุดฮิตปี 1990
เรื่อง Ghost
แล้วจึงมีผลงานเรื่องดังตามมาอีกมากมาย อาทิ
Kuffs, The Pelican Brief, Nixon, Kiss the Girls,
From the Earth to the Moon (TV mini-series), The
6th Day, Bounce, An American Rhapsody, Frasier
(TV series), Abandon, The Last Samurai, Without
a Trace (TV series), Romance & Cigarettes,
American Gun, Dexter (TV series), Law & Order:
Criminal Intent (TV series), The Last House on
the Left, The Good Wife (TV series) และ Late
Night with Jimmy Fallon (TV series)
โกลด์วินเริ่มกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1999
ด้วยผลงานเรื่อง A Walk on the Moon
จนถึงปัจจุบันนี้
เขามีผลงานกำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์โทรทัศน์
รวมทั้งหมด 16 เรื่อง
มินิ แอนเด็น (ซาราห์)
แอนเด็นเกิดที่กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน
เธอคือหนึ่งในสุดยอดนางแบบระดับโลก
ผู้ได้ขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอย่าง Vogue,
Elle, Arena และ Cosmopolitan
ก่อนผันตัวเองมาเป็นนักแสดงในวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์
ผลงานของเธอมีดังนี้ Oceans Twelve, Prime, Monk
(TV Series), Ugly Betty (TV Series), Fashion
House (TV Series), Dirt (TV Series), Shark (TV
Series), Entourage (TV Series), Rules of
Engagement (TV Series), Tropic Thunder, My Best
Friends Girl, Knight Rider (TV Series), My Boys
(TV Series), G-Force, Chuck (TV Series),
Nip/Tuck (TV Series) และ CSI: Miami (TV Series)
ทีมงาน
ไซมอน เวสท์ (ผู้กำกับภาพยนตร์)
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษ
ที่เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งผู้ลำดับภาพที่ BBC
ในลอนดอน
แล้วจึงก้าวขึ้นไปเป็นผู้กำกับโฆษณามือฉมัง
เจ้าของรางวัลมากมาย
ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเวสท์คือ Con Air
ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี
1997 จากนั้นเขาก็มีผลงานกำกับตามมาอีกเป็นระยะ
โดยงานที่แฟนภาพยนตร์ชื่นชอบและรู้จักกันดี ได้แก่
The Generals Daughter, Lara Croft: Tomb Raider,
Keen Eddie (TV series), Split Decision (TV
movie), When a Stranger Calls, Human Target (TV
series) และ The Cave (TV series)
ริชาร์ด เวงค์ (ผู้เขียนบทภาพยนตร์)
ก่อนที่จะมารับหน้าที่เขียนบท The Mechanic
ฉบับใหม่ เวงค์คือผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Vamp,
Just the Ticket และ 16 Blocks
นอกจากนี้เขายังเป็นนักแสดง, ผู้กำกับ
และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ด้วย
โดยผลงานอำนวยการสร้างของเขาคือ ภาพยนตร์เรื่อง
The Girl Next Door ที่นำแสดงโดย เอมิล เฮิร์ช
และเอลิชา คุชเบิร์ท
ลิวอิส จอห์น คาร์ลิโน
(ผู้เขียนบทภาพยนตร์ฉบับดั้งเดิม)
ผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ที่โด่งดังในยุค 70
คาร์ลิโนคือคนเขียนบท The Mechanic ฉบับดั้งเดิม
และยังเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องดังในยุคนั้นอีกหลายเรื่อง
อาทิ A Reflection of Fear, The Sailor Who Fell
from Grace with the Sea, I Never Promised You a
Rose Garden, The Great Santini และ Resurrection
เดวิด วิงค์เลอร์ (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
เริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิงด้วยการเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ให้บริษัทโซนี
พิคเจอร์ส, ยูนิเวอร์แซล พิตเจอร์ส, อิเมจิน
เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และอาร์เคโอ ฟิล์ม
จากนั้นจึงก้าวขึ้นไปเป็นผู้กำกับภาพยนตร์
ด้วยผลงานกำกับเรื่องแรกคือ Finding Graceland
ก่อนที่จะมาอำนวยการสร้างภาพยนตร์ภาคล่าสุดของ
Rocky ที่มีชื่อว่า Rocky Balboa ซึ่งออกฉายในปี
2006
บิล ชาร์ทอฟฟ์ (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
บิล
ชาร์ทอฟฟ์เชี่ยวชาญด้านงานอุตสาหกรรมบันเทิงมาตั้งแต่อายุเพียง
15 ปี
เขาจบการศึกษาวิชาภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
และสาขาการกำกับภาพยนตร์จากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน
ผลงานเขียนบทและกำกับที่เขาทำตั้งแต่สมัยเรียนอย่างเรื่อง
Morris, Duet, You Bet Your Life และ Colored
Ballons สามารถพิชิตรางวัลเกียรติยศมากมาย
ชาร์ทอฟฟ์เคยอยู่ในทีมตัดต่อภาพยนตร์ระดับรางวัลออสการ์
2 เรื่องคือ Raging Bull และ The Right Stuff
รวมถึงเรียนรู้งานด้านอำนวยการสร้างในภาพยนตร์เรื่อง
Raging Bull, Rocky IV, Extreme Prejudice, Music
Box, Guilty by Suspicion, Country of My Skull
ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสร้างเต็มตัวใน
Rocky Balboa
เรเน เบสซอง (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
เบสซองทำงานที่บริษัทมิลเลนเนียม ฟิล์ม
มาเป็นเวลานานหลายปี
ผลงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังของเขามีดังนี้
The Decade, Boxes, Imaginary Heroes, Stone
และล่าสุดคือ Drive Angry 3Dที่นำแสดงโดย นิโคลาส
เคจ และแอมเบอร์ เฮิร์ด
เออร์วิน วิงค์เลอร์ (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
ผู้อำนวยการสร้าง/ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นระดับแถวหน้าของวงการ
ผลงานที่เขารับหน้าที่อำนวยการสร้างนั้น
ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถึง
4 เรื่อง คือ Rocky, Raging Bull, The Right Stuff
และ Goodfellas
ซึ่งสามารถคว้ารางวัลมาได้หนึ่งครั้งจาก Rocky
ในปี 1976 โดยรวมแล้ว
ภาพยนตร์ของวิงค์เลอร์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ทั้งสิ้น
45 รางวัล และชนะ 12 รางวัล
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้าง
วิงค์เลอร์ตัดสินใจแสวงหาความท้าทายครั้งใหม่ด้วยบทบาทผู้กำกับ
โดยเริ่มจากภาพยนตร์เรื่อง Guilty by Suspicion
ในปี 1989 ที่มีโรเบิร์ต เดอนิโร และแอนเนทท์
เบนิงเป็นดารานำ ต่อด้วย Night and the City
ที่มีโรเบิร์ต เดอนิโร นำแสดงเช่นเคย, The Net, At
First Sight, Life As a House, D-Lovely จนถึง
Home of the Brave ในปี 2006
โรเบิร์ต ชาร์ทอฟฟ์ (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์
ที่มีผลงานซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์
สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถึง 3 ครั้ง จาก Rocky
(1976), Raging Bull (1980) และ The Right Stuff
(1983)
รวมถึงการอำนวยการสร้างภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมอีกมากมาย
อาทิ They Shoot Horses, Dont They?, The
Mechanic, The Gambler, Nickelodeon, New York New
York, Comes a Horseman, Rocky II, True
Confessions, Rocky III, Rocky IV, Rocky V และ
The Tempest
อาวี เลอร์เนอร์ (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
ประธานร่วมของบริษัท Nu Image/Millennium Films
ผู้มีเครดิตการอำนวยการสร้างภาพยนตร์มากกว่า 180
เรื่อง ทำให้เขาเป็นผู้อำนวยการสร้าง
และผู้จัดจำหน่ายหนังอิสระที่มีประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์
เลอร์เนอร์เกิดและโตที่อิสราเอล
จบการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยเทลอาวิฟ
เขาก้าวเข้าสู่ธุรกิจภาพยนตร์ด้วยการทำงานเป็นผู้จัดการโรงหนังไดรฟ์อินแห่งแรกในอิสราเอล
ตามด้วยการขยายเครือข่ายโรงหนัง
และลงทุนสร้างหนังทุนต่ำหลายเรื่อง
รวมถึงการบุกเบิกธุรกิจวิดีโอในปี 1979
ในปี 1984 เลอร์เนอร์นำหนังเก่าเรื่อง King
Solomons Mines มาสร้างใหม่ในชื่อว่า Allan
Quartermain and the Lost City
เขาขายบริษัทในอิสราเอล แล้วไปตั้งบริษัท Nu Metro
Entertainment Group ที่กรุงโยฮันเนสเบิร์ก
ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งประกอบธุรกิจโรงหนัง วิดีโอ
และเป็นตัวแทนของบริษัทภาพยนตร์ทั้งค่ายยักษ์ใหญ่และค่ายอิสระจากอเมริกา
จากนั้นเขาก็ขายบริษัทอีกครั้ง
แล้วไปก่อตั้งบริษัท Nu Image, Inc. ที่ลอส
แองเจลิส แล้วจึงขยายมาเป็น Millennium Films ในปี
1998
เลอร์เนอร์อำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยเฉลี่ยปีละ
15-18 เรื่อง และตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา
บริษัทของเขาผลิตภาพยนตร์เป็นจำนวนมากกว่า 200
เรื่อง
แดนนี ดิมบอร์ท (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงที่ Golan-Globus
Films บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของอิสราเอล
จนถึงปี 1980 เขาก็ย้ายไปทำงานที่ลอส แองเจลิส
กับบริษัท Cannon Films
ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขายต่างประเทศ
หลังจากนั้นก็กลับไปสร้างหนังที่อิสราเอลอีกมากมาย
แล้วจึงกลับมาทำงานที่ Cannon อีกครั้ง
ดิมบอร์ทเคยดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายจัดจำหน่ายภาพยนตร์ระหว่างประเทศของ
MGM จนถึงปี 1991 เขาจึงมาจับมือกับอาวี
เลอร์เนอร์ ในการก่อตั้งบริษัท Nu Image
เทรเวอร์ ชอร์ท (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
ชอร์ทเกิดที่ประเทศซิมบับเว
ศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยซิมบับเว
แล้วจึงมาต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยเคพทาวน์
เขาเริ่มทำงานในแวดวงธนาคารและธุรกิจ
ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของ
Nu Metro Entertainment ที่ต่อมาเติบใหญ่ขึ้นเป็น
Nu World Services
บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงโยฮันเนสเบิร์ก
ซึ่งลงทุนสร้างหนังทั้งในและนอกประเทศแอฟริกาใต้
โบแอซ เดวิดสัน (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
นักสร้างภาพยนตร์ผู้ผลิตผลงานเป็นจำนวนมากกว่า 70
เรื่อง
เครดิตของเขาซึ่งรวมทั้งการเขียนบทและกำกับคือภาพยนตร์เรื่อง
Lemon Popsicle, Looking for Lola, Outside the
Law, Solar Force, Salsa, Going Bananas, Dutch
Treat และ The Last American Virgin
เดวิดสันเกิดที่เทลอาวีฟ เริ่มทำงานที่ Nu
Image/Millennium Films ตั้งแต่ปี 1995
ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตและงานสร้างสรรค์
เอริค ชมิดท์ (ผู้กำกับภาพ)
ผู้กำกับภาพ เจ้าของผลงานเรื่อง Henry Poole Is
Here, My Sassy Girl และ I Melt with You
ชมิดท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลของสมาคมผู้กำกับภาพอเมริกัน
จากผลงานกำกับภาพในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Cold Case
เขาเคยเป็นผู้กำกับภาพหน่วยที่สองของภาพยนตร์เรื่อง
Going All the Way, Arlington Road, The Minus Man
และ Crime and Punishment in Suburbia
อีกทั้งยังเป็นผู้กำกับภาพให้มิวสิควิดีโอของศิลปินเพลงชื่อดังอย่าง
Pearl Jam, R.E.M., Coldplay, Foo Fighters, Beck,
บรูซ สปริงทีน และทอม เพตตี แอนด์ เดอะ
ฮาร์ทเบรคเกอร์ส
ริชาร์ด ลาสแซลล์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
เกิดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่มาโตที่อังกฤษ
ลาสแซลล์เรียนรู้เรื่องศิลปะ
และการออกแบบผ่านทางพ่อของเขา
ผู้ดำเนินธุรกิจออกแบบตกแต่งภายใน ด้วยเหตุนี้
เขาจึงมีพื้นฐานทางการออกแบบที่แน่นมาก
ลาสแซลล์เข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะที่เมดเวย์
แล้วไปต่อด้านการออกแบบอุตสาหการที่มหาวิทยาลัยโคเวนทรี
หลังจากเรียนจบ
เขามีโอกาสได้ออกแบบภายในให้บ้านของคนดังในแวดวงดนตรีหลายคน
เช่น โรเจอร์ ดัลทรี, เจฟฟ์ เบ็ค, ลู แอดเลอร์,
สจ๊วร์ต โคพแลนด์ รวมถึงนักแสดงสาวสวย ดารีล
ฮานนาห์
นี่เองคือประตูที่เปิดให้เขาก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง
ลาสแซลล์ได้ทำงานออกแบบในมิวสิควิดีโอเพลง My Name
is Slim Shandy ของเอมิเน็ม
ตามด้วยศิลปินชื่อก้องอีกมากมาย อาทิ ยูทู,
มาดอนนา, ออสซี ออสบอร์น, บียอนเซ, ชากิรา,
คริสตินา อากิเลรา, แมรี เจ ไบลจ์ และด็อคเตอร์
เดร
ผลงานภาพยนตร์ที่เขารับหน้าที่ออกแบบงานสร้าง
ได้แก่ Women: Stories of Passion (TV series),
The Disturbance at Dinner, L.A.7 (TV series), S
Club 7 in Hollywood (TV series), Spun, Bella,
The Man (TV series) และ Cutthroat (TV series)
ท็อด อี. มิลเลอร์ (ผู้ลำดับภาพ)
ผู้ลำดับภาพที่มีประสบการณ์การทำงานยาวนานกว่าสิบปี
กับภาพยนตร์เรื่องดังมากมาย อาทิ Ed, The Rock,
Con Air, Armageddon, The Generals Daughter, Any
Given Sunday, Joy Ride, Under the Tuscan Sun,
Exorcist: The Beginning, xXx: State of the
Union, The Island, E-Ring (TV series),
Transformers, Pathology, Horsemen, And Soon the
Darkness และ My Soul to Take
ที.จี. เฮอร์ริงตัน (ผู้ลำดับภาพ)
ผู้เขียนบท, ผู้กำกับ, ผู้ลำดับภาพ
และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สั้นเรื่อง Mr. Okra
ที่พิชิตรางวัลขวัญใจผู้ชม
จากเทศกาลภาพยนตร์ออสตินประจำปี 2009
ผลงานลำดับภาพเรื่องอื่นของเขา ได้แก่ The
Traveling Poet (หนังสั้น), Poolside Ecstacy
(หนังสั้น), Housewives: The Making of the Cast
Album (หนังสั้น) และ Keen Eddie (TV series)
คริสโตเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
เริ่มอาชีพนักออกแบบเครื่องแต่งกายตั้งแต่ต้นทศวรรษที่
80 และงานแรกที่นำเขาก้าวสู่วงการภาพยนตร์
คือการออกแบบเสื้อผ้าให้ภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง
Moonlighting และ Pee-Wees Playhouse
ลอว์เรนซ์เป็นหนึ่งในทีมผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง
Bugsy, City Slickers, To Wong Foo Thanks for
Everything, Julie Newmar และ The Insider
ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ออกแบบมือหนึ่งอย่างเต็มตัวใน
The Anniversary Party
ผลงานอันโดดเด่นของเขาอยู่ในภาพยนตร์ดังต่อไปนี้
Bubble Boy, Showtime, Robbery Homicide Division
(TV series), 11:14, S.W.A.T., Cellular, The
Alibi, Hoot, Crank, The Midnight Meat Train,
Childless และ Hannah Montana: The Movie
มาร์ค อิสแชม (ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ)
คอมโพเซอร์ผู้ประสบความสำเร็จและมีงานมากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน
อิสแชมที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งดนตรีคลาสสิค,
แจ๊ซ และร็อค มีเครดิตผลงานในภาพยนตร์มากกว่า 80
เรื่อง
อีกทั้งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลและเป็นเจ้าของรางวัลมากมาย
เช่น ในวงการภาพยนตร์
เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์จากผลงานเรื่อง A River
Runs Through It, เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจาก
Nell, เข้าชิงรางวัลแกรมมี่จาก Men of Honor
และได้รับรางวัลเอ็มมี่จากภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง EZ
Streets
ผลงานเด่นเรื่องอื่นของเขาได้แก่ Never Cry Wolf,
Reversal of Fortune, Point Break, Short Cuts,
Quiz Show, Mrs. Parker and the Vicious Circle,
In Her Shoes, Save the Last Dance, In the Valley
of Elah, Crash, Lions for Lambs และ Bad
Lieutenant: Port of Call - New Orleans
ในวงการดนตรี
อิสแชมเคยเป็นศิลปินรับเชิญของนักดนตรีชื่อก้องอย่าง
บรูซ สปริงทีน, เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์, แวน
มอร์ริสัน, โจนี่ มิทเชลล์ และวิลลี่ เนลสัน
เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี่จากอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองคือ
Castalia กับ Tibet
และคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จจากอัลบั้ม Mark
Isham
นูน ออร์แซทติ (ผู้ประสานงานฉากแอ็คชั่น)
ออร์แซทติเติบโตมาในครอบครัวสตันท์แมนมืออาชีพ
ที่มีทั้งลุงและพ่อทำงานด้านนี้มาก่อน
ด้วยประสบการณ์การทำงานยาวนานกว่า 25 ปี
ในภาพยนตร์มากกว่า 150 เรื่อง
ทำให้เขาคือหนึ่งในสตันท์แมนผู้เก่งกาจที่สุดแห่งโลกภาพยนตร์
ผลงานโด่งดังของเขาได้แก่ Above the Law,
Messenger of Death, Harley Davidson and Marlboro
Man, King of the Hill, True Romance, Alien:
Resurrection, Fear and Loathing in Las Vegas,
American History X, The Limey, The League of
Extraordinary Gentlemen, Running with Scissors,
Rambo, Speed Racer, Bangkok Dangerous, Ninja
Assassin และ The Expendables
เดวิด ไลทช์ (ผู้ออกแบบฉากแอ็คชั่น
และผู้กำกับหน่วยที่สอง)
ผู้ก่อตั้งบริษัท 87Eleven
ที่รับออกแบบฉากการต่อสู้, ฉากไล่ล่า
และฉากเสี่ยงตายทุกรูปแบบในภาพยนตร์
รวมทั้งทำหน้าที่กำกับฉากเหล่านี้ด้วยตัวเอง
ผลงานภาพยนตร์เรื่องดังที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ In
Hell, The Midnight Meat Train, Ninja Assassin,
X-Men Origins: Wolverine, The King of Fighters
และ TRON: Legacy
|
|
|
เดอะ เมคคานิค โคตรเพชฌฆาตแค้นมหากาฬ ผลงานแอ๊คชั่นเรื่องล่าสุดของที่ชื่อของเขาคือเครื่องหมายแห่งความมันส์
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 |
|
 |
นี่คือภาพยนตร์
ผลงานแอ๊คชั่นเรื่องล่าสุดของที่ชื่อของเขาคือเครื่องหมายแห่งความมันส์...............
อาเธอร์ บิชอพ (เจสัน สตาธัม) ในบทบาท
ช่างเครื่อง
มือสังหารชั้นเซียนผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น
ในการตามกำจัดเป้าหมายได้อย่างหมดจด
งานของเขาคือความสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของมืออาชีพ
และบิชอพคือมือวางอันดับหนึ่งในธุรกิจสายนี้
แต่เมื่อแฮร์รี แมคเคนนา (โดนัลด์
ซัทเธอร์แลนด์)
อาจารย์และเพื่อนสนิทของเขาถูกฆาตกรรม
ภารกิจด่วนของบิชอพคือการสืบหาตัวคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของแฮร์รี
ทว่าสถานการณ์กลับยุ่งยากยิ่งขึ้น
เมื่อสตีเว่น (เบ็น ฟอสเตอร์) ลูกชายของแฮร์รี
ก้าวเข้ามาโดยมีเป้าหมายเพื่อตามล้างแค้นให้พ่อ
และเรียนรู้การทำงานของบิชอพ
นักฆ่าเจ้าแบบแผนได้นำเด็กหนุ่มจอมห้าวก้าวเข้าสู่โลกอันตราย
แต่เมื่อทั้งสองเข้าใกล้เป้าหมาย
ความลับที่ถูกซ่อนไว้ก็เผยตัวออกมา
ซึ่งอาจทำให้มิตรภาพของพวกเขาต้องขาดสะบั้นลง
การันตีผลงานสุดแรงจากผู้กำกับ LARA
CROFT:TOMB RAIDER และ CON AIR ยูไนเต็ดฯ
เตรียมจ่อคิวฉายแบบ EXCLUSIVE ที่ APEX
SIAM-SQUARE 24 มีนาคม นี้
|
|



|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|