หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
Limitless  (2011)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "Limitless"
 

 
 

เบื้องหลังงานสร้างภาพยนตร์ Limitless "
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 10 มีนาคม 2554

           เลสลี ดิ๊กซัน นักเขียนบทภาพยนตร์ พบนิยายเรื่อง The Dark Fields ในร้านขายหนังสือมือสองแห่งหนึ่ง นิยายสุดระทึกที่เขียนโดยอลัน กลินน์ เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของดิ๊กซันทันทีถ้ามียาที่ทำให้คุณดึงความสามารถที่ดีที่สุดในตัวเองออกมาได้ ยาที่ทำให้คุณกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยความสามารถสุดพิเศษ คุณจะกินยานี้หรือเปล่า “ฉันซื้อหนังสือเรื่องนี้มา แล้วเริ่มอ่านมัน” ดิ๊กซันเอ่ย “พออ่านไปได้ครึ่งเล่ม ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อคิดว่าอาจทำมันเป็นหนังฮอลลีวูดได้ ฉันคิดจะสร้างมันด้วยเงินของตัวเอง และเขียนบทเองด้วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำตามใจใครมากนัก”

ไอเดียเกี่ยวกับยาวิเศษนี้เหมาะสมกับยุคสมัยแห่งข่าวสาร ที่กระแสข้อมูลอันไม่หยุดนิ่งได้หลั่งไหลตามเราไปทุกฝีก้าว “เนื้อหาในนิยายอาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่จริงๆ เทคโนโลยีแบบนั้นก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว” เจ้าของงานเขียนบทภาพยนตร์สุดฮิตอย่าง Mrs. Doubtfire, Hairspray และ Freaky Friday กล่าว “ฉันมั่นใจว่ามีนักวิทยาศาสตร์หลายคนในห้องแล็บหลายแห่ง กำลังพยายามสร้าง ‘ยาอัจฉริยะ’ นี้อยู่ เพื่อพัฒนาความสามารถในการจำ, การคาดคะเน และปฏิกิริยาโต้ตอบต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งฉันคิดว่าคนส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวฉัน คงไม่ปฏิเสธมันเหมือนกัน มันสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเราทุกวันนี้”
การเฝ้ามองเอ๊ดดี้ก้าวข้ามจากความอัตคัดขัดสนไปสู่ชื่อเสียงและความร่ำรวย คือความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง “ทุกสิ่งที่เขาทำได้ คือทุกสิ่งที่พวกเราอยากทำ” ดิ๊กซันพูดต่อ “เขาสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ หรือเรียนดนตรีภายในวันเดียว แค่พูดไม่กี่คำ สาวๆ ก็กรูกันเข้ามาสยบแทบเท้าเขาแล้ว เพราะเขาทั้งตลกและมีเสน่ห์ล้นเหลือ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราอยากจะทำบ้าง มันเลยสนุกที่ได้มีประสบการณ์ไปพร้อมตัวละคร เมื่อเรื่องราวเริ่มยุ่งเหยิง และกลายเป็นว่าเขาต้องถูกตามล่าโดยพวกคนเลว การเอาใจช่วยให้เขาหนีรอดไปจากสถานการณ์ร้ายๆ ได้ ก็เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นเร้าใจสุดๆ”

ดิ๊กซันมอบบทภาพยนตร์ที่เขียนเสร็จเรียบร้อย ให้สก็อตต์ ครูพฟ์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่คุ้นเคยกับเธอมาตั้งแต่ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Outrageous Fortune “มันเป็นเรื่องราวที่เข้มข้น, สวยงาม และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันที่ยอดเยี่ยมตามแบบฉบับของเลสลี” ครูพฟ์กล่าว “เธอเล่าเรื่องที่เธอไปเจอหนังสือเล่มนี้ และลองเขียนบทร่างแรกออกมา ซึ่งผมก็หลงรักมันทันที” ไอเดียเกี่ยวกับยาอัจฉริยะทำให้ครูพฟ์เกิดจินตนาการ “ผมยังไม่เคยเจอใคร ที่ไม่ต้องการใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มร้อยเลย” ผู้อำนวยการสร้างกล่าว “คุณจะเห็นและเข้าใจได้มากขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น สามารถจำเรื่องที่คุณลืมไปนานแสนนานแล้วได้ด้วย แต่ขณะเดียวกัน มันก็มีผลข้างเคียง คล้ายๆ กับการฉีดสารสเตอรอยด์เข้าไปในจิตใจ มันเป็นเรื่องอันตราย”

เมื่อดิ๊กซันและครูพฟ์ตกลงใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยกัน พวกเขาก็เริ่มมองหาตัวผู้กำกับ และนีล เบอร์เจอร์ เจ้าของเครดิตเรื่อง The Illusionist และ Interview with the Assassin ก็สร้างความประทับใจให้ทั้งคู่ ด้วยมุมมองของเขาที่มีต่อผลงานชิ้นนี้ “ผมอยากให้เรื่องราวมีความน่าเชื่อถือที่สุด ดูสมจริงที่สุด” เบอร์เจอร์กล่าว “ผมอยากเข้าไปในหัวของเอ๊ดดี้ เพื่อทำให้ผู้ชมเห็นว่าเขามองโลกแบบไหนเมื่อเขาใช้ยาวิเศษนี้ เขารับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างไร ถึงได้ฉลาดเฉลียวขนาดนี้ ผมมีไอเดียเหลือเฟือสำหรับเทคนิคด้านภาพ ที่จะแสดงให้เห็นถึงความคิดในหัวของเอ๊ดดี้”
“เราต้องการคนที่มีมุมมองชัดเจนต่อหนังเรื่องนี้” ครูพฟ์กล่าว “นีลตั้งใจคิดค้นวิธีการเล่าเรื่อง เขามีไอเดียมากมายที่ทั้งแจ่มแจ้งและกล้าหาญมากกว่าใครๆ” เบอร์เจอร์มองภาพยนตร์เรื่องนี้ ว่าเป็นการเดินทางที่วุ่นวายสับสนและระทึกขวัญของเอ๊ดดี้ “เขาเริ่มต้นจากคนล้มเหลว ไปสู่คนที่อยู่บนจุดสูงสุดของโลก” ผู้กำกับกล่าว “ครั้งแรกที่ผมอ่านบทหนัง ผมเห็นภาพวงล้อจักรยานที่หมุนไม่หยุด นั่นคือแบบเดียวกับที่ตัวละครตระเวนไปทั่วเมืองเนื่องจากฤทธิ์ยา” เอ๊ดดี้กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่เขาคาดหวัง แต่เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีลง “ยานี้มีผลข้างเคียงที่น่ากลัว เขาต้องกินมัน ไม่อย่างนั้นจะปวดหัว แต่ถ้ากินมากเกินไป เขาก็สูญเสียการควบคุมตัวเอง”
“หนังเรื่องนี้เหมือนเรื่องที่เราพบเห็นทั่วไป เหมือนเรื่องที่เกิดในนิวยอร์ค หรือที่ไหนก็ได้ มันเป็นเรื่องของชายผู้โหยหาความสำเร็จที่เขาไม่เคยมี คำถามคือเขาตั้งใจจะทำอะไร เพื่อให้ได้ความสำเร็จนั้นมา ผมอยากให้ผู้ชมอยู่กับเขาในตอนที่เขาตัดสินใจ

เขาเป็นตัวละครที่คุณอยากจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน”
หัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่คำถามหลักเพียงคำถามเดียว “ถ้ามียาที่ทำให้คุณรวยและมีอำนาจได้ คุณจะกินมันมั้ย เบอร์เจอร์ถาม “ผมว่าเราทุกคนอยากทำสิ่งพิเศษที่ส่งผลกระทบต่อโลก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนที่พยายามทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และมันคือความจริง ไม่ใช่ความเพ้อฝัน เอ๊ดดี้ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เขามีความสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของตัวเอง”
Limitless ผสมผสานทั้งความลึกลับ, แอ็คชั่น และอารมณ์ขัน เข้าไปในความระทึกขวัญอันยากที่จะลืม “มันมีเนื้อหาที่ยิ่งใหญ่ พอๆ กับการแสดงที่ยอดเยี่ยม และเรื่องราวที่หักมุม ซึ่งจะทำให้คุณตื่นเต้นและประหลาดใจ” ครูพฟ์กล่าว “คิดเสียว่าคุณกำลังนั่งอยู่ข้างๆ แบรดลีย์ คูเปอร์ และเขาก็พาคุณเดินทางไปกับเขา หนังเรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมสนุกจนต้องถามตัวเองว่า ‘ถ้าฉันเป็นเอ๊ดดี้ ฉันจะทำยังไงดีนะ?’ มันเป็นหนังที่ดูเพลิน แต่มันก็อาจทำให้คุณขนลุกได้เหมือนกัน”

นักแสดง

แบรดลีย์ คูเปอร์ (เอ๊ดดี้ มอร์รา)
หนึ่งในนักแสดงชายผู้เป็นที่ต้องการของบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์มากที่สุดในขณะนี้ คูเปอร์เกิดที่ฟิลาเดลเฟีย จบการศึกษาระดับเกียรตินิยม สาขาวิชาภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ จากนั้นเขาก็ย้ายไปนิวยอร์ค และได้รับปริญญาโทสาขาวิจิตรศิลป์จากโรงเรียนการละคร The Actors Studio แห่งมหาวิทยาลัยนิวสคูล
ผลงานละครเวทีบรอดเวย์เรื่องแรกของเขาเกิดขึ้นเมื่อปี 2006 ในเรื่อง Three Days of Rain โดยแสดงร่วมกับจูเลีย โรเบิร์ตส และพอล รัดด์ ในปี 2008 เขาร่วมแสดงใน The Understudy ละครเวทีซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก ผลงานเด่นทางจอแก้วของคูเปอร์คือการรับบท “ไอแดน สโตน” ใน Nip/Tuck ซีรีส์ฮิตที่ออกอากาศระหว่างปี 2007-2009 นอกจากนี้ก็มี Alias (2001-2006), Jack & Bobby (2004-2005), Touching Evil (2004), Law & Oder: Special Victims Unit (2005) และ Law & Oder: Trial by Jury (2005) ส่วนผลงานภาพยนตร์เรื่องดังของเขา ได้แก่ Wedding Crasher (2005), Failure to Launch (2006), The Rocker (2008), The Midnight Meat Train (2008), Yes Man (2008), New York, I Love You (2009), He’s Just Not That Into You (2009), The Hangover (2009), Case 39 (2009), All About Steve (2009), Valentine’s Day (2010), The A-Team (2010) และ Brother’s Justice (2010)
แอ๊บบี คอร์นิช (ลินดี้)
นักแสดงสาวชาวออสเตรเลีย ผู้ทำให้ฮอลลีวูดรู้จักและยอมรับในความสามารถของเธอ จากการประชันบทบาทกับฮีธ เลดเจอร์ ใน Candy (ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลของสถาบันภาพยนตร์ออสเตรเลีย สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2006) และกับแซม เวิร์ทธิงตัน ใน Somersault (ได้รับรางวัลของสถาบันภาพยนตร์ออสเตรเลีย สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2004)
คอร์นิชเริ่มต้นอาชีพนักแสดงครั้งแรกตั้งแต่อายุ 15 ปี ในซีรีส์โทรทัศน์ออสเตรเลียเรื่อง Children’s Hospital ตามด้วยซีรีส์ Wildside (1997-1999) และบทรับเชิญใน Marking Time (2003) ผลงานภาพยนตร์เด่นเรื่องอื่นของเธอ ได้แก่ A Good Year (2006), Elizabeth: The Golden Age (2007), Stop-Loss (2008) และ Bright Star ที่ส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Independent Film Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2009

โรเบิร์ต เดอนิโร (คาร์ล แวน ลูน)
หนึ่งในยอดนักแสดงผู้เป็นตำนาน เจ้าของรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมประจำปี 1974 จาก The Godfather Part II และรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประจำปี 1980 จาก Raging Bull เดอนิโรยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอีก 4 ครั้ง จาก Taxi Driver (1976), The Deer Hunter (1978), Awakennings (1990) และ Cape Fear (1991) ในด้านรางวัลสำคัญอื่นๆ เดอนิโรได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมถึง 8 ครั้ง (พิชิตไปได้หนึ่งครั้งจาก Raging Bull), ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล BAFTA สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอีก 6 ครั้ง และได้รับรางวัลเกียรติยศ สำหรับผู้ประสบความสำเร็จทางวิชาชีพตลอดชีวิตการทำงาน จากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (AFI) ในปี 2003
ผลงานภาพยนตร์เด่นของเดอนิโรมีมากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างดังนี้ Mean Streets (1973), The Last Tycoon (1976), New York, New York (1977), True Confessions (1981), The King of Comedy (1982), Once Upon a Time in America (1984), Falling in Love (1984), Brazil (1985), The Mission (1986), Angel Heart (1987), The Untouchables (1987), Midnight Run (1988), Goodfellas (1990), This Boy’s Life (1993), A Bronx Tale (1993), Frankenstein (1994), Casino (1995), Heat (1995), Wag the Dog (1997), Ronin (1998), Analyze This (1999), Men of Honor (2000), Meet the Parents (2000), The Score (2001), The Good Shepherd (2006), What Just Happened (2008), Everybody’s Fine (2009) และ Stone (2010)


แอนนา ฟรีล (เมลลิสซา)
เกิดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ฟรีลเข้าร่วมเวิร์คช็อพกับโรงละครโอลด์แฮมในปี 1989 ก่อนออกตระเวนแสดงละครไปทั่วเกาะอังกฤษ จากนั้นในปี 1991 เธอก็ได้ร่วมแสดงในมินิซีรีส์เรื่อง G.B.H. ตามด้วย Brookside (1993-1995) ซีรีส์สุดฮิตซึ่งส่งให้เธอได้รับรางวัล National Television Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
ฟรีลได้แสดงละครบรอดเวย์เรื่องแรกคือ Closer ซึ่งบทบาทอันโดดเด่น ครั้งนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล Drama Desk Award สาขานักแสดงหญิงยอดเยี่ยม นอกจากนี้เธอยังไปคว้ารางวัล Helen Hayes Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2002 จากผลงานเรื่อง Lulu สำหรับภาพยนตร์ ผลงานเด่นของฟรีล ได้แก่ The Land Girls (1998), A Midsummer Night’s Dream (1999), Sunset Strip (2000), The War Bride (2001), Me Without You (2001), Timeline (2003), Goal! (2005), Land of the Lost (2009), You Will Meet a Tall Dark Stranger (2010) และ London Boulevard (2010)

แอนดรูว์ เฮาเวิร์ด (เจนนาดี)
สร้างชื่อขึ้นมาจากเวทีละคร ด้วยบท “อเล็กซ์ เดอลาร์จี” ใน Clockwork Orange, “เพียร์ จินท์” ใน Peer Gynt และ “ออเรสทีส” ใน Electra จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่วงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ ด้วยผลงานอย่าง Band of Brothers (2001) มินิซีรีส์เรื่องดัง, Revolver (2005) ภาพยนตร์แอ็คชั่นโดยผู้กำกับ กาย ริชชี นอกจากเป็นนักแสดงแล้ว เฮาเวิร์ดยังเป็นนักเขียนบทมือดีด้วย เขาร่วมเขียนบทและนำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Shooters (2002)
ในปี 2001 เฮาเวิร์ดได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว จากผลงานเรื่อง Mr. In-Between และในปี 2009 เขาก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์ฮอโนลูลู จากผลงานเรื่อง Blood River ภาพยนตร์เด่นเรื่องอื่นของเขาได้แก่ Below (2002), The Lion in Winter (TV movie 2003), Heights (2005), Cassandra’s Dream (2007), Transformers: Revenge of the Fallen (2009), I Spit on Your Grave (2010) และ CSI: Crime Scene Investigation (TV series 2011)

ทีมงาน

นีล เบอร์เจอร์ (ผู้กำกับภาพยนตร์)
บัณฑิตสาขาวิจิตรศิลป์จากมหาวิทยาลัยเยล ผู้สร้างชื่อขึ้นมาจากการเป็นผู้เขียนบท และกำกับ The Illusionist ภาพยนตร์เรื่องดังประจำปี 2006 เบอร์เจอร์ยังเป็นคนเขียนบทและกำกับ Interview with the Assassin (2002) ผลงานที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์วูดสต็อค, เทศกาลภาพยนตร์อาวิยอน และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม
ในปี 2008 เบอร์เจอร์เป็นผู้เขียนบท และกำกับ The Lucky Ones ภาพยนตร์ชั้นดีที่นำแสดงโดยสามนักแสดงฝีมือเยี่ยม ทิม ร็อบบินส์, ราเชล แมคอดัมส์ และไมเคิล พีนา

เลสลี ดิ๊กซัน (ผู้เขียนบท / ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
เลสลี ดิ๊กซันย้ายจากซานฟรานซิสโก มาสู่ความแออัดในลอส แองเจลิส โดยไม่ฟังคำทัดทานของครอบครัว เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง ด้วยการเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ เธอต้องเผชิญกับอุปสรรคสารพันทั้งเรื่องการเงินและชีวิตส่วนตัว ก่อนที่ Outrageous Fortune งานเขียนบทชิ้นที่สองของเธอ จะกลายเป็นภาพยนตร์สุดฮิตประจำปี 1987 ส่งผลให้เธอกระโดดขึ้นมาเป็นนักเขียนบทชั้นแนวหน้าในที่สุด ผลงานของเธอมีดังนี้ Overboard (1987), Loverboy (1989), Look Who’s Talking Now (1993), Mrs. Doubtfire (1993), That Old Feeling (1997), The Thomas Crown Affair (1999), Play It Forward (2000), Freaky Friday (2003), Just Like Heaven (2005), Hairspray (2007) และ The Heartbreak Kid (2007)

สก็อตต์ ครูพฟ์ (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เจ้าของเครดิตผลงานกว่า 60 เรื่อง ที่ทำรายได้รวมกันเป็นเงินมากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันครูพฟ์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Intermedia ที่มีผลงานภาพยนตร์ชั้นดีอย่าง The Hunting Party (2007), Breach (2007), Magicians (2007) และ One Missed Call (2008)
ก่อนที่จะมาทำงานให้ Intermedia ครูพฟ์ได้ร่วมมือกับเท็ด ฟิลด์ ในการก่อตั้งบริษัท Radar Pictures ซึ่งทำการผลิตภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง The Last Samurai (2003), How to Deal (2003), Le Divorce (2003), The Chronicles of Riddick (2004) และ Zathura: A Space Adventure (2005) แต่ถ้าย้อนกลับไปอีก ผลงานอำนวยการสร้างในยุคแรกของครูพฟ์ ก็ล้วนเป็นภาพยนตร์คุณภาพทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น Outrageous Fortune (1987), Class Action (1991), Paradise (1991), Terminal Velocity (1994), Roommates (1995), Jumanji (1995), Mr. Holland’s Opus (1995), What Dreams May Come (1998), Runaway Bride (1999) และ Pitch Black (2000)

ไรอัน คาวานาฟ (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
ประธานบริษัท Relativity Media ที่ทำธุรกิจผลิตภาพยนตร์ร่วมกับเหล่าผู้อำนวยการสร้าง, บริษัทโปรดักชั่น, สตูดิโอต่างๆ ซึ่งรวมถึงสตูดิโอขนาดใหญ่อย่างโซนี พิคเจอร์ส, ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส, วอร์เนอร์ บราเธอร์ส, มาร์เวล และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานภาพยนตร์เรื่องดังที่คาวานาฟอำนวยการสร้างมีดังนี้ Land of the Dead (2005), The Fast and the Furious: Tokyo Drift (2006), All the King’s Men (2006), I Now Pronounce You Chuck & Larry (2007), 3:10 to Yuma (2007), The Kingdom (2007), Charlie Wilson’s War (2007), The Bank Job (2008), 21 (2008), The Forbidden Kingdom (2008), Made of Honor (2008), Death Race (2008), The Tale of Despereaux (2008), The International (2009), Duplicity (2009), The Taking of Pelham 1 2 3 (2009), Land of the Lost (2009), The Perfect Getaway (2009), Zombieland (2009), Brothers (2009), Dear John (2010), The Wolfman (2010), The Bounty Hunter (2010), Robin Hood (2010), My Soul to Take (2010), Skyline (2010), The Fighter (2010), Little Fockers (2010), Season of the Witch (2011) และ Sanctum (2011)

ทัคเกอร์ ทูลีย์ (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)
ทูลีย์เริ่มต้นอาชีพผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ในปี 1997 และอีกราวสิบปีต่อมา เขาก็กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างอิสระที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จอย่างสูง ในปี 1999 เขาและวินเซนท์ นิวแมน ได้ก่อตั้งบริษัท Newman/Tooley Films ที่สร้างทั้งภาพยนตร์อิสระ และภาพยนตร์ที่ร่วมสร้างกับสตูดิโอใหญ่
ในปี 2006 ทูลีย์ดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท Tooley Productions ที่ผลิตภาพยนตร์ชั้นดีอย่าง Shadowboxer (2005) และ Felon (2008) จากนั้นเขาก็ไปทำงานกับไรอัน คาวานาฟ โดยรับตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายผลิตที่ Relativity Media โดยตั้งเป้าหมายจะสร้างภาพยนตร์คุณภาพให้ได้จำนวน 8-10 เรื่องต่อปีผลงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ A Perfect Getaway (2009), Nine (2009), Brothers (2009), The Spy Next Door (2010), Catfish (2010), Dear John (2010), MacGruber (2010), My Soul to Take (2010), Skyline (2010), The Fighter (2010) และ Season of the Witch (2011)

โจ วิลเล็มส์ (ผู้กำกับภาพ)
ศึกษาวิชาทัศนศิลป์ที่สถาบันเซนต์ ลูคัส ณ กรุงบรัสเซลส์ และที่โรงเรียนภาพยนตร์ลอนดอน เขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่กำกับภาพครั้งแรกในงานมิวสิควิดีโอของวง Cable ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักผู้กำกับ เดวิด เสลด ตั้งแต่บัดนั้น วิลเล็มส์และเสลดก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และได้ทำงานร่วมกันบ่อยครั้ง เช่น วิดีโอเพลง Mr. Writer ของวง The Stereophonics และเพลง Clubbed to Death ของร็อบ ดูแกน
ภายหลังกำกับภาพในงานมิวสิควิดีโอเป็นจำนวนมากกว่า 100 เพลง วิลเล็มส์ก็ย้ายมาทำงานที่ลอส แองเจลิส และได้กำกับภาพในวิดีโอเพลง Alive ของ POD และเพลง Cry Me a River ของจัสติน ทิมเบอร์เลค ผลงานทั้งสองชิ้นนี้สามารถคว้ารางวัลมิวสิควิดีโอยอดเยี่ยมของ MTV มาครองได้สำเร็จ ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้วิลเล็มส์ยิ่งขึ้น เขาได้กำกับภาพให้วิดีโอเพลงของศิลปินชื่อดังอย่าง บริทนีย์ สเปียร์ส, นอราห์ โจนส์, เอาท์แคสท์ และเคนยี เวสท์ จนกระทั่งปี 2004 วิลเล็มส์จึงได้ร่วมงานกับเสลดอีกครั้ง ใน Hard Candy ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเสลด ผลงานกำกับภาพลำดับถัดมาของวิลเล็มส์คือภาพยนตร์เรื่อง London (2005), Rocket Science (2007), 30 Days of Night (2007) และ Confessions of a Shopaholic (2009)

แพทริเซีย ฟอน บรันเดนสไตน์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
เริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิงเมื่อปี 1971 โดยการรับหน้าที่ออกแบบฉากให้ภาพยนตร์เรื่อง The Candidate ต่อด้วยการออกแบบเสื้อผ้าใน Between the Lines (1977) และ Saturday Night Fever (1977) จนกระทั่งถึงต้นยุค 80 เธอก็ก้าวขึ้นเป็นผู้ออกแบบงานสร้างอย่างเต็มตัว โดยมีเครดิตผลงานเด่นอย่าง Silkwood (1983), Amadeus (1984), A Chorus Line (1985), The Money Pit (1986), No Mercy (1986), Betrayed (1988), Working Girl (1988), Postcards from the Edge (1990), State of Grace (1990), Billy Bathgate (1991), Sneakers (1992), The Quick and the Dead (1995), The People vs. Larry Flint (1996), A Simple Plan (1998), Man on the Moon (1999), Shaft (2000), All the King’s Men (2006), Goya’s Ghosts (2006), Deception (2008) และ The Last Station (2009)
บรันเดนสไตน์ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาผู้ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมประจำปี 1984 จาก Amadeus

นาโอมิ เจอราจ์ตี (ผู้ลำดับภาพ)
เคยร่วมงานกับผู้กำกับ นีล เบอร์เจอร์ มาแล้วใน The Lucky Ones (2008) และ The Illusionist (2006) เจอราจ์ตีเกิดที่กรุงดับลิน และย้ายไปอยู่นิวยอร์คเมื่อปี 1993 เธอเคยทำงานตำแหน่งผู้ช่วยผู้ลำดับภาพในภาพยนตร์เรื่อง Cop Land (1997), Return to Paradise (1998), Practical Magic (1998) และสารคดีที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง Mandela (1996)
ผลงานของเจอราจ์ตีในตำแหน่งผู้ลำดับภาพ ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง A Map of the World (1999), Blue Moon (2000), The District (TV series 2000-2001), In America (2003), History Detectives (TV series documentary 2003), Hotel Rwanda (2004), Reservation Road (2007), The Lady Who Swallowed a Fly (short 2009), Treme (TV series 2010) และ Meet Monica Velour (2010)

เจนนี เจอริง (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
เจอริงเคยร่วมงานกับผู้กำกับ นีล เบอร์เจอร์มาแล้วใน Interview with the Assassin (2002) และ The Lucky Ones (2008) แต่ก่อนหน้านี้ เธอรับหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าให้กับงานมิวสิควิดีโอของศิลปินหลายคน, งานโฆษณาสินค้าชื่อดังอย่าง Smirnoff, Coca Cola, McDonald และ IBM รวมถึงการดูแลเครื่องแต่งกายให้นักแสดงแถวหน้าอย่าง แองเจลินา โจลี, ซูซาน ซาแรนดอน, ราเชล แมคอดัมส์, ทิม ร็อบบินส์, แบรดลีย์ คูเปอร์ และอีกมากมาย

พอล เลียวนาร์ด-มอร์แกน (ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ)
คอมโพสเซอร์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA และรางวัล Ivor Novello ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนทำดนตรีที่มีงานชุกที่สุดในสหราชอาณาจักร ผลงาน การประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Fallen ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA และรางวัล Ivor Novello ในปี 2004 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA อีกครั้งในปี 2009 จากการประพันธ์ดนตรีประกอบซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Spooks (2006-2010)
ผลงานโดดเด่นชิ้นอื่นของเลียวนาร์ด-มอร์แกนคือ การประพันธ์ดนตรีประกอบสารคดีของเนชั่นแนล จีโอกราฟิคเรื่อง Galapagos (2007) และสารคดีซีรีส์เรื่อง A History of Scotland ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ BBC ในปี 2008 และในปีนี้เอง ที่เขาได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกา ให้เป็นผู้แต่งเพลงประจำทีมชาติสหรัฐฯ ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

อลัน กลินน์ (ผู้ประพันธ์นิยายต้นฉบับ)
สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยทรินิตี Limitless (หรือชื่อดั้งเดิม The Dark Fields) คือนิยายเรื่องแรกของเขา ในปี 2010 กลินน์เขียนนิยายออกมาอีกหนึ่งเรื่องคือ Winterland ซึ่งเล่าเรื่องของโลกอาชญากรรมในเมืองดับลิน เกี่ยวกับมือปืน, ธุรกิจผิดกฎหมาย และนักการเมืองฉ้อราษฎร์บังหลวง



 

 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด