หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค ๔ "ศึกนันทบุเรง" (2011)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค ๔ ศึกนันทบุเรง"
 




















 

แอฟปลื้ม “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4”
ท่านมุ้ยให้ปล่อยพลังเต็มที่ในหลากบทบาท

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 14 กรกฎาคม 2554


     แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เทใจให้ “มณีจันทร์” ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4 “ศึกนันทบุเรง” แบบสุดตัว เพราะในภาคนี้มีหลากหลายบทบาทที่ท้าทายมากจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่รุมเร้า มีทั้งฉากเศร้าสะเทือนใจ ฉากปะทะคารมเชือดเฉือนกับท้าวโสภา ฉากออดอ้อนโน้มน้าวจิตใจพระนเรศ และยังมีฉากที่ต้องเจ็บตัวอีก เป็นบทบาทที่เข้มข้นที่สุดซึ่งแตกต่างไปจากภาคก่อนๆ มาก

“โดยเฉพาะตอนที่ได้ข่าวสำคัญเกี่ยวกับ ‘ไอ้ทิ้ง’ เป็นฉากที่ประทับใจสุดๆ เป็นการแสดงที่ต้องสื่ออารมณ์อย่างยากมากๆ เพราะมีทั้งตกใจ เสียใจ สะเทือนใจ เพราะตั้งแต่เล็กจนโตชีวิตนี้มีแค่ 3 คน เมื่อคนหนึ่งต้องประสบเหตุร้ายในช่วงที่พระนเรศก็ป่วยด้วย จึงเป็นเรื่องเศร้าที่สุดแต่ก็ต้องมีสติ เข้มแข็ง และยังต้องคอยให้กำลังใจพระนเรศอีก ตอนที่ห้ามไม่ให้ไปรบก็ถูกผลัก...ฉากนี้เจ็บตัวจริงๆ หลายเทคหน่อยเพราะกะน้ำหนักยาก ช่วงถ่ายทำทั้งตื่นเต้นและเครียดมากเลยค่ะ

ฉากปะทะคารมหรือฉากอื่นๆ ก็ยากตรงที่บทค่อนข้างยาวและเป็นภาษาโบราณ บางคำยังไม่เคยได้ยินเลยตั้งแต่เกิด ก็ต้องทำความเข้าใจก่อน และคอยปรึกษาท่านมุ้ย ต้องพยายามจำบทยากๆ ให้ได้ในเวลาจำกัด เพราะไม่ค่อยได้บทมาอ่านมาท่องล่วงหน้าซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของท่านมุ้ยด้วย แอฟมักจะกังวล-กลัวทำไม่ได้ แต่ท่านมุ้ยก็ให้กำลังใจเสมอ เราก็ทำสุดความสามารถ เมื่อถ่ายทำแต่ละฉากเสร็จแค่ท่านบอกว่า ‘เห็นมั้ย ฉันเชื่อว่าทำได้’ ก็มีความสุขแล้วกับการที่เราปล่อยพลังออกไปเต็มที่แล้วผู้กำกับและพี่ๆ เพื่อนๆ นักแสดงยอมรับเรา เป็นความภูมิใจที่สุดที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จในการทำงานตรงนั้นเลย โดยไม่ต้องรอติดตามว่าผู้ชมจะชอบรึเปล่า หรือหนังจะทำเงินมั้ย
ความประทับใจอีกเรื่องหนึ่งคือชุดที่ใช้ในแต่ละฉากของภาคนี้สวยมากและมีสีสันมากขึ้นค่ะ มณีจันทร์เป็นมอญ ชุดก็จะสวยแปลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมอญ ซึ่งหม่อมกมลาดูแลเรื่องนี้อย่างพิถีพิถันมากค่ะ”

เตรียมพบกับภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ภาค 4 - ศึกนันทบุเรง 11 สิงหาคมนี้ พร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ


 





















 

ต้น-ตั๊ก ระเบิดเพลิงแค้นนำทัพมหาศาลบุกอโยธยา
ใน “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4”

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 22 กรกฎาคม 2554


     “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4 – ศึกนันทบุเรง” ถ่ายทอดความแค้นเคืองขัดใจของต้น-จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ ผู้รับบท “นันทบุเรง” ด้วยภาพแห่งความอลังการย้อนอดีตในการจัดทัพหลวงและทัพกษัตริย์เมืองประเทศราชของหงสาวดี 24 ทัพ เมื่อปี พ.ศ. 2129 ไพร่พลพม่ารามัญที่ยกมารวมแล้วไม่ต่ำกว่า 240,000 เพื่อบุกตีให้อโยธยาให้กลับไปเป็นเมืองขึ้นอีกครั้งหลังการประกาศอิสรภาพของพระนเรศ เพราะนับแต่วันที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์แผ่นดินพุกาม ก็ทรงตั้งปณิธานว่าจะแผ่กฤษฎาภินิหารมิให้เป็นรองพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพระราชบิดา เมื่ออยุธยาประเทศแยกตัวเป็นเอกราช พระองค์จึงจำต้องยาตราทัพไปกำหราบปราบลงมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยศึกสำคัญครั้งนี้ทำอยุธยาต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสูญแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง

“พี่ต้น - จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ แสดงได้เก่งมากครับ ช่วยส่งให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเป็นพ่อที่เก่ง มีความสามารถ ทำงานหนัก เสียสละ อดทน เชี่ยวชาญการรบ และฉลาดไม่แพ้ปู่คือพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง แต่ก็เป็นพ่อที่ห่างเหินกับเรา ไม่เคยพูดดีๆ ด้วย มีแต่ดูถูก บั่นทอนกำลังใจกันตลอดเวลา น่าน้อยใจที่สุด ซึ่งความสามารถทางการแสดงของพี่ต้นทำให้เรา ‘อิน’ จริงๆ เวลาเข้าฉากด้วยกันก็ช่วยเหลือกันอย่างมากเสมอ พอถ่ายเสร็จจะมองตากันทุกครั้ง ฉากไหนที่เราผ่านฉลุย พี่ต้นจะบอกว่า ‘พี่เชื่อเหลือเกินว่าฝั่งพม่าทำคะแนนได้ดีมากเลย’ เป็นความกุ๊กกิ๊กเล็กๆ ในมุมที่น่ารักของคนนิ่งๆ ขรึมๆ แต่มีมุขตลกร้ายลึกแบบเงียบๆ หรือบางทีก็ตลกเฮฮาไปเลย แล้วแต่อารมณ์ครับ พี่ต้นเป็นคนตรงไปตรงมา และมองโลกในแง่ดี มีโอกาสได้ร่วมงานกันจึงเป็นประสบการณ์ที่ดีมากครับ” ตั๊ก-นภัสกร มิตรเอม ผู้รับบท “พระมหาอุปราชา” กล่าว

“ส่วน มังจาปะโร หนึ่ง-ชลัฏ มีบทบาทสำคัญต่อพระมหาอุปราชาคือเป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยดูแลกันตลอด ไปไหนไปด้วย เป็นเพื่อนใจเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวเพื่อนเล่นเพื่อนลุยทุกอย่าง ตัวตนของหนึ่งเป็นคนอารมณ์ดี ขี้แกล้ง ชอบแหย่ชอบเล่น เคยแกล้ง “นายสนม” ฝั่งพม่าจนถึงกับรำผิดไปเลย เวลาเข้าฉากที่เป็นฉากพักผ่อนในราชสำนัก หนึ่งจะถนัดยักคิ้วหลิ่วตาทำท่าแสนสำราญ เป็นช่วงเวลาแห่งความเพลิดเพลินในการทำงานร่วมกันของพวกเราครับ”

สำหรับตัวตั๊กเองได้เล่าถึงความท้าทายและความยากในการทำงานครั้งนี้อย่างน่าสนใจว่า “ต้องสร้างวิธีการคิดเพื่อการรับบท ‘พระมหาอุปราชา’ โดยเฉพาะ คือไม่มีใครคิดว่าตัวเองไม่ดี เรามีความมุ่งมั่นว่าจะต้องกำจัดพระนเรศ ต้องบุกตีอยุธยามาเป็นเมืองขึ้นให้ได้ ก็ต้องสร้างวิธีคิดโดยต้องเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ดีแล้วสำหรับเรา การแสดงออกและการถ่ายทอดทุกอย่างต้องหล่อหลอมจากความคิดนี้จริงๆ
และจุดนี้แหละที่ขัดกับความรู้สึกของตัวเราเองเป็นอย่างมาก ก่อนแสดงทุกครั้งต้องบวงสรวงขอพระราชทานอภัยโทษต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อบูรพกษัตริย์ รวมถึงขอขมาบรรพชนไทยที่ต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาแผ่นดินไทย ทุกครั้งที่แสดงหรือบทพูดที่มุ่งจะล้างบางอยุธยา ฆ่าคนไทย กำจัดตองเจหรือพระนเรศ เป็นการทิ่มแทงใจตัวเอง แต่เรามีหน้าที่ในการรับบทบาทนี้ ก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดและสมจริงที่สุด”
เตรียมพบกับภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ภาค 4 - ศึกนันทบุเรง 11 สิงหาคมนี้ พร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

 





















 

ผู้พันเบิร์ดสุดประทับใจ “ศึกนันทบุเรง” - ให้ประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่ดีของเรา
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 2 สิงหาคม 2554

          พ.ท. วันชนะ สวัสดี “ผู้พันเบิร์ด” เผย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4 “ศึกนันทบุเรง” มีแง่มุมน่าสนใจมากมาย เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่อยุธยาสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนอย่างยิ่ง เพราะมีทั้งศึกนอก-ศึกในถาโถม ในขณะที่เรามีไพร่พลไม่ถึง 1 ใน 10 ของกองทัพนันทบุเรงที่ยกมากว่า 2 แสนคน มุ่งตีอยุธยากลับเป็นเมืองขึ้นให้ได้ดังเดิม โดยมีศึกย่อยหลายสมรภูมิ

“เอกราชที่สมบูรณ์ของเราได้มาจากศึกครั้งนี้แหละครับ อยากให้ทุกท่านได้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางการรบของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในการเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีการรับศึกและใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิม ใช้คนน้อยรบกับทัพใหญ่ ใช้การข่าวที่ดีทั้งเชิงรุกและรับ รบยื้อเวลาถึงฤดูน้ำหลากจนทัพกษัตริย์หงสาต้องยกทัพกลับไป เป็นยุทธศาสตร์ที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มและปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่

แล้วยังมีความรุมเร้าของศึกที่เกิดขึ้นรายล้อมอยุธยา นอกเหนือจากทัพพม่าก็ยังมีละแวกที่เป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงอยู่ ส่วนภายในก็มีการแยกตัวเป็นอิสระของพระยาพิชัยและพระยาสวรรคโลกที่สร้างความกดดันและอึดอัดกังวลใจต่อพระมหาธรรมราชาอีกเรื่องหนึ่ง นอกเหนือจากการประกาศอิสรภาพของพระนเรศ

ฉากที่ผมประทับใจภาคนี้ คือฉากพระแสงดาบคาบค่ายกับฉากดวลทวนกับลักไวทำมูครับ.... พระแสงดาบคาบค่ายถ่ายทำ ย า ก ม า ก ครับ เพราะฉากรบที่ถ่ายตอนกลางคืนมีรายละเอียดต่างๆ มากมายในองค์ประกอบทุกด้านของการถ่ายทำ การเตรียมงาน การจัดไฟ เทคนิค มุมกล้อง ความสอดประสานกันของม้าที่วิ่งเข้ามา ธนูไฟที่ยิงออกมาจากกำแพง การพาดพะองหรือบันได ทหารพระนเรศปีนค่าย ทหารพม่าบนกำแพงค่ายใช้อาวุธทำร้ายตกบันได และอีกสารพัดเรื่อง ทั้งยังต้องซ้อมกันหนักมากในตอนที่ตกจากกำแพงค่าย โดยท่านมุ้ยต้องการให้ตกลงมาด้วยความเร็วจริง แต่ใช้อุปกรณ์ช่วย ซึ่งก็ต้องคำนวณความเร็ว พร้อมทั้งหาวิธีการที่จะทำให้เหมือนจริง จึงมีการทดลองเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ หลายแบบให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในที่สุดก็ผสมผสานใช้สลิง รอก กระสวย และใบพัดช่วยกันจนลงตัว

ส่วนฉากดวลทวนกับลักไวทำมู ผมว่าเป็นความมหัศจรรย์ของการคิดครับ คือนึกไม่ถึงว่าจะมีการคิดค่ายกลคล้ายๆ กับที่เคยเห็นในหนังสามก๊ก ซึ่งท่านมุ้ยและ อ. สุเนตรเล่าว่าอยู่ในยุคไล่เลี่ยกันและได้รับการถ่ายทอดเรียนรู้นำมาใช้กันจริงๆ... ตอนถ่ายทำฉากนี้รู้สึกตื่นเต้นมากเลยครับ

ผมได้เรียนรู้ข้อคิดมากมายที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ในภาคนี้ ทั้งเรื่องความสามัคคีของแต่ละคนที่รวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินได้ แต่ในทางกลับกันหากคนเราทำอะไรเพื่อตัวเอง หรือเห็นแก่


ประโยชน์ส่วนตน แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็อาจส่งผลถึงความล่มสลายของชาติได้อย่างไม่คาดคิด จิตใจของผู้คนมีเรื่องรักโลภโกรธหลงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตกับปัจจุบันก็ไม่แตกต่างกันในหลายๆ แง่มุม ประวัติศาสตร์จึงเป็นบทเรียนที่ดีของเรา” ผู้พันเบิร์ดกล่าว
พร้อมกันนี้ยังเล่าถึงความประทับใจในการทำงานกับ ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล – ผู้กำกับ ว่า “ท่านมุ้ยละเอียดกับงานมากครับ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามทำให้ทุกอย่างให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเท่าที่มีข้อมูลให้เราค้นคว้า และท่านทุ่มเทกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่จริงๆ ครับ”



 





 

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทะลุ 100 ล้าน
ท่านมุ้ยย้ำอย่าพลาดช่วงพิเศษหลังจบเครดิตท้ายเรื่อง

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 22 สิงหาคม 2554

          กระแสตอบรับยังคงแรงต่อเนื่องสำหรับภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4 ตอน ศึกนันทบุเรง” ที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้าน ใน 7 วัน หลังจากเข้าฉายไปเมื่อ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยท่านมุ้ย – ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับ กล่าวถึงความสำคัญของศึกนันทบุเรงว่าเป็นศึกใหญ่ในประวัติศาสตร์หลังการประกาศอิสรภาพ โดยในศึกครั้งนี้แบ่งเป็นสมรภูมิย่อยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชต้องสู้รบกับแม่ทัพฝ่ายพม่าที่แยกกันตั้งค่ายล้อมอโยธยา อันเป็นที่มาของพระแสงดาบคาบค่ายที่ทรงนำกำลังออกรบแบบกองโจรเข้าตีค่ายของมังจาปะโร หรือการรบกับลักไวทำมูแม่ทัพอาวุโส ซึ่งล้วนเป็นเหตุการณ์สำคัญในศึกนันทบุเรงที่พม่านำทัพหลวงไพร่พลมหาศาลมาล้อมอโยธยาไว้นานถึง 7 เดือน แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพในการรบของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงใช้ยุทธวิธีที่แตกต่าง ทำให้สามารถต่อสู้ต้านทานไว้ได้จนถึงฤดูน้ำหลากจนพม่าต้องยกทัพกลับ

“อยากถ่ายทอดให้พวกเราคนไทยได้ตระหนักว่า การที่เราได้อยู่อย่างสุขสบายในปัจจุบันนั้น บ้านเมืองของเราในอดีตต้องผ่านอะไรมาบ้าง บูรพกษัตริย์และบรรพบุรุษของเราเสียสละเพื่อพวกเรารุ่นลูกรุ่นหลานมากมายแค่ไหน และการรบในสมัยก่อนก็ยากลำบากยิ่งกว่าสมัยนี้หลายเท่า มีบทเรียนมากมายให้เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เหล่านี้ ที่เราก็ควรระวังอย่าให้ประวัติศาสตร์บางเรื่องกลับมาซ้ำรอยเดิม” ท่านมุ้ยกล่าว

พร้อมกันนี้ท่านมุ้ยยังย้ำว่าอย่าพลาดชมช่วงพิเศษที่เป็นเซอร์ไพรซ์หลังจบเครดิตท้ายเรื่องด้วย

 











 

ผู้พันเบิร์ดชวนพิสูจน์ภาค 4 ด้วยตนเอง จากการวิพากษ์หลากมุมมอง
ท่านมุ้ยย้ำ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จบที่ภาค 5 แน่นอน

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 2 กันยายน 2554

           “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4 – ศึกนันทบุเรง” ยังคงปักหลักยืนโรงท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์แบบนานาทัศนะ พร้อมให้ผู้ชมทั่วประเทศร่วมพิสูจน์และให้ข้อคิดเห็นอย่างอิสระตามมุมมองของแต่ละคน โดย “ผู้พันเบิร์ด” พ.ท. วันชนะ สวัสดี ผู้รับบทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล่าวว่า “การตอบรับของภาค 4 ที่ผมได้สัมผัสมานี้มีทุกรูปแบบเลยครับ นับว่าเป็นความหลากหลายทางความคิดที่แต่ละมุมมองก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป ซึ่งเราก็น้อมรับทุกความคิดเห็น บางคนก็ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น..เป็นอย่างนี้..ทำไม่ไม่เป็นอย่างโน้นหรืออย่างนู้น มีทั้งชอบ-ไม่ชอบแบบสุดขั้วและแบบกลางๆ เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผม ให้เราได้เรียนรู้ถึงมุมมองและความคิดเห็นที่รอบด้านมากๆ ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ถามว่าน่าดูมั้ย...สนุกรึเปล่า ก็เลยอยากบอกว่าขอเชิญไปชมด้วยตนเองดีกว่าครับ ไปพิสูจน์ว่าที่ได้ยินมาน่ะจริงๆ เป็นยังไง...สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่เพราะคนเราต่างจิตต่างใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผม..ผมก็ว่าสนุกมากครับ และมีหลายแง่คิดที่จะเป็นประโยชน์ทั้งสำหรับการใช้ชีวิต การทำงาน และการร่วมกันดูแลรักษาบ้านเมืองที่บรรพบุรุษของเราเสียสละเพื่อพวกเรามายาวนาน ไปดูภาค 4 ช่วงนี้แล้วก็เตรียมพบกับภาค 5 ต่อเร็วๆ นี้กันเลยครับ”
ด้าน “ท่านมุ้ย” ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับ ยืนยันว่าภาพยนตร์มหากาพย์แห่งตำนานเรื่องนี้จะจบลงที่ภาค 5 อย่างแน่นอน และคาดว่าจะฉายในช่วงเดือนธันวาคมนี้ โดยถ่ายทำไปแล้วกว่า 80% แต่ส่วนที่เตรียมถ่ายทำต่อไปนั้นเป็นฉากสำคัญที่ต้องใช้เทคนิคเป็นพิเศษ ซึ่งท่านออกปากว่า “เหลือนิดเดียว แต่มันยากมาก !!”


 
























 

“ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จัดราคาพิเศษ
ส่งเสริมให้ร่วมศึกษาประวัติศาสตร์แห่งความภูมิใจ

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 6 กันยายน 2554

          “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4–ศึกนันทบุเรง” ส่งเสริมให้เยาวชนและครอบครัวสนใจในการเรียนรู้และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อกระตุ้น โดยตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนนี้เป็นต้นไปจะเปิดจำหน่ายบัตรในราคาพิเศษ 100 บาท ทุกที่นั่ง สำหรับบัตรราคาปกติ ทุกโรงภาพยนตร์ ส่วนที่นั่งประเภทอื่นสอบถามรายละเอียดได้ที่โรงภาพยนตร์ โดยเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ ผู้จัดจำหน่าย และโรงภาพยนตร์ทุกเครือ เพราะเป็นภาพยนตร์แห่งความภูมิใจ ที่น่าเสียดายถ้าคนไทยไม่ได้ดู

“ท่านมุ้ย” ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับ ระบุว่าความมุ่งหมายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือกระตุ้นให้คนไทยให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์ของประเทศ “ถ้าคนดูแล้วเกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตที่เป็นประวัติศาสตร์เป็นรากเหง้าของบ้านเมืองเรา หรือสงสัยว่าสิ่งที่นำเสนอในหนังมันไม่ถูกต้อง แล้วไปศึกษาค้นคว้าหรือมาถกเถียงกันต่อว่าผิดอย่างไร อะไรคือความถูกต้องหรือความน่าจะเป็น ทำให้ผู้ชมได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น นั่นคือความสำเร็จของหนังแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักว่าข้อมูลในประวัติศาสตร์มีมากมาย พงศาวดารก็มีหลายเล่ม และเรื่องของไทยก็ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายไทยเท่านั้นที่บันทึกไว้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราและพวกยุโรปที่เข้ามาติดต่อกับเราในสมัยก่อนก็บันทึก ข้อมูลบางเรื่องตรงกันก็มี คลาดเคลื่อนไม่เหมือนกันก็มี แล้วผมก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เห็นในหนังมันถูกต้องทุกอย่าง เพราะฉะนั้นยิ่งค้นคว้ามากก็ยิ่งดีครับ เวลามีการเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มีคนอ่านไม่มากเท่าไหร่ แต่พอทำหนังออกมาก็ได้รับความสนใจมากมาย แล้วยังมีการพูดถึงกันต่อไปอีก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของหนังแล้วครับ”



 
 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด