หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
New Year’s Eve  (2011)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "New Year’s Eve"
 

เกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์


จุดเริ่มต้นครั้งใหม่ และ โอกาสอีกครั้ง

เทศกาลนิวเยียร์อีฟ… ปุ่มรีเซ็ตชีวิตชั้นเลิศ
ผู้กำกับแกร์รี่ มาร์แชล ผู้เลื่องชื่อด้านภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดความรักในรูปแบบที่เข้มข้น อบอุ่นและสนุกสนาน เรียกเทศกาลนี้ว่า “เป็นจังหวะที่เหมาะต่อการนำสิ่งต่างๆ ที่เก็บไว้มาคิดทบทวนถึงข้อผิดพลาดต่างๆ ในปีที่ผ่านมา และคิดว่าเราอาจทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร เป็นช่วงเวลาที่ต้องขอบคุณในสิ่งที่เรามีอยู่ แต่มันก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนาน ความตื่นเต้น ความอัศจรรย์ เต็มไปด้วยความคาดหวังและรวมถึงเรื่องประหลาดๆ ทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความหวังมากกว่า ทุกอย่างที่เราต้องการดูจะเป็นไปได้อีกครั้งหากเรายังเต็มใจที่จะคว้าโอกาสไว้อีกรอบ”
มาร์แชลตั้งใจสื่ออย่างที่พูดจริงๆ เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลนิวเยียร์อีฟเกือบ 50 ปีที่แล้วที่เขาได้แต่งงานกับคู่รักในชีวิตเขาอย่าง บาร์บาร่า ภรรยาของเขา “เธอสวมชุดสีเดียวกับที่ ฮาลี่ เบอร์รี่ สวมในหนัง เราตกหลุมรักและเต้นรำกัน แล้วเราก็พูดว่า ‘มาคอยดูกันว่าจะเป็นไงต่อไป’” เขาเล่าว่า “นั่นเป็นช่วงวันหยุดที่เธอชอบมาโดยตลอด”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความโรแมนติกได้ขโมยซีนการแสดงในช่วงเวลานับถอยหลังของวันที่ 31 ธันวาคมไป คู่รักหลายคู่ต่างเฝ้ารอการจูบสุดพิเศษในช่วงเที่ยงคืน คนจำนวนมากจะต้องมนตร์เสน่ห์ในค่ำคืนนั้นเพื่อให้คำมั่นสัญญาไปตลอดชีวิต และยังมีอีกหลายคนที่ตัดสินใจจะมอบโอกาสให้คนใหม่ที่อาจจะเป็นคนที่ “ใช่” แต่อารมณ์ความรู้สึกที่เข้าถึงช่วงเทศกาลวันหยุดได้ไปไกลยิ่งกว่า ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “New Year’s Eve” มอบความรักที่มีความกลมกล่อมบนเวทีอันกว้างใหญ่ ภาพยนตร์ก็เสาะแสวงหาความรักในรูปแบบอื่นไปด้วย เช่น การให้อภัย ความเห็นใจ และเรื่องราวปาฏิหาริย์ในทุกวันของผู้ที่เปิดใจรับมุมมองที่แตกต่าง
ภาพยนตร์ถ่ายทอดไอเดียต่างๆ ที่มีการรวบรวมเรื่องราวของแต่ละคนเอาไว้ เหมือนหยิบยกมาอย่างไม่ตั้งใจจากเรื่องราวหลากหลายที่เกิดขึ้นในทุกวัน แต่ละคนดำเนินเรื่องของตัวเองไป แต่บางคนก็เกี่ยวข้องกับอีกคนในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่ตอนสุดท้ายคนอื่นๆ ก็จะข้ามมาสู่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบ มาร์แชล ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมือกลองให้วงแจ๊ส เล่าวว่า “ผมได้ยินเสียงดนตรีอยู่ในทุกๆ ฉาก จังหวะและท่วงทำนองอยู่ในบทสนทนา ในภาพยนตร์เรื่อง ‘New Year’s Eve’ มีช่วงเวลาที่น่าประทับใจสุดๆ หลายฉาก และมีความตลกอยู่มาก มีหลากหลายเรื่องราวที่ถ่ายทอดในเรื่อง ซึ่งแต่ละคนก็มีท่วงทำนองเป็นของตัวเอง ผมชอบให้สิ่งต่างๆ มาโคจรรอบตัวเพื่อสร้างความเข้มข้นให้สมดุลกับฉากหนึ่งที่เปรียบเทียบกับสีสันของอีกฉากหนึ่ง”
ผู้อำนวยการสร้างไมค์ คาร์ซ และ ไวย์น ไรซ์ กลับมาร่วมงานกับมาร์แชลและแคทเธอรีน ฟูเกต ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “Valentine’s Day” เพื่อตรวจสอบบทภาพยนตร์และตัวละครทั้ง 12 คนก่อนจะจำกัดวงล้อมเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้ออกมาได้มากที่สุด “เราพูดคุยถึงสิ่งที่เคยพบเห็นและสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่จะถ่ายทอดโทนเรื่องผ่านความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ให้ออกมาดีที่สุด” ฟูเกต กล่าวว่า “เราอยากได้เรื่องราวของรักครั้งแรกและการอภัยในรัก รวมถึงเรื่องที่ต้องแบกรับความเสี่ยง การปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไป การได้พบถ่านไฟเก่า การแก้ตัว การมีลูก การเริ่มต้นใหม่… ด้วยความรักที่เป็นพลังในการบรรเทาทุกคนมาโดยตลอด”
คาร์ซ กล่าวว่า “และเรามองหาตัวละครที่ขับเคลื่อนเรื่องราวไปยังทิศทางที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น หรือการเข้ามามีส่วนร่วมกับตัวละครต่างๆ ที่คุณอาจคาดหรือไม่ได้คาดเอาไว้ว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเขาได้ แคทเธอรีนเป็นคนมีฝีมือมาก ไม่ใช่แค่ด้านการสร้างเรื่องราวเฉพาะตัวเท่านั้น แต่รวมถึงการผสมผสานเรื่องราวของพวกเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วย”
“สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด คือภาพยนตร์มีการออกแบบมาให้ฉากทั้งหมดใช้สถานที่ภายในวันเดียว” ไรซ์ กล่าวเสริมว่า “องก์ที่สามของภาพยนตร์มักเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังเดินอยู่ และในกรณีนี้มันมีนาฬิกาของจริงที่เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมของทุกคน เราสามารถพาผู้ชมโลดแล่นไปบนความตื่นเต้นได้ในทุกช่วงที่เป็นไปได้ทั้งหมดนี้ แต่ลูกบอลนั้นต้องตกลงมาในช่วงเที่ยงคืน และพวกเขาทุกคนต้องมาถึงบทสรุปพร้อมๆ กัน”
ไม่ใช่เรื่องนาแปลกใจเลยที่ภาพยนตร์แห่งการเฉลิมฉลองของมาร์แชล เรื่อง “New Year’s Eve” จะดึงดูดความสนใจนักแสดงแถวหน้าของวงการฮอลลีวูดจำนวนมากได้ เพราะสิ่งสำคัญคือการเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับผู้มีชื่อเสียง ความไม่ธรรมดาของภาพยนตร์คือมีนักแสดงหลายวัยมานำแสดง อาทิเช่น ฮาลลี่ เบอร์รี่, เจสสิก้า บีล, จอน บอง โจวี่, อาบิเกล เบรสลิน, คริส “ลูดาคริส” บริดเจส, โรเบิร์ต เดอ นีโร, จอช ดูฮาเมล, แซ็ค แอฟรอน, เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้, แคทเธอรีน เฮเกิล, แอชตัน คุตเชอร์, เซธ เมเยอร์ส, ลี มิเชล, ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์, มิเชล ไฟเฟอร์, ทิล ชไวเกอร์, ฮิลารี่ ชแวงค์ และ โซเฟีย เวอร์การ่า
นอกจากนั้นแฟนๆ ภาพยนตร์จะคุ้นหน้ากับการปรากฏตัวอย่างไม่คาดฝันและนักแสดงสมทบที่เข้ามาร่วมในภาพยนตร์เช่นนักแสดงอย่างเจค ที. อัสติน, จิม เบลูชี่, แครี่ เอล์ส, คาร์ล่า กูกิโน่, เชรอ์รี่ โจนส์, แจ็ค แม็คจี, โจอี้ แม็คอินไทร์, อลิซซ่า มิลาโน่, ซาร่าห์ พอลสัน, ซาร์จและเยิร์ดลีย์ สมิธ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ ที่มาช่วยต้อนรับเทศกาลปีใหม่ได้อย่างงดงาม
แอชตัน คุตเชอร์ และ เจสสิก้า บีล กลับมาร่วมงานกับมาร์แชลเป็นครั้งที่ 2 ในการผจญภัยในช่วงวันหยุดครั้งนี้ ต่อจาก “Valentine’s Day” ที่พวกเขารับบทตัวละครที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง “ตอนที่พวกเขาบอกผมว่าแกร์รี่เป็นผู้กำกับ ผมตอบตกลงก่อนที่จะได้อ่านบทซะอีก” คุตเชอร์กล่าว
มิเชล ไฟเฟอร์ ผู้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Frankie and Johnny” ของมาร์แชลก็เห็นด้วยว่า “ฉันรักแกร์รี่ เขามีพลังอย่างมหาศาลและเขาพร้อมสำหรับทุกอย่างอยู่เสมอ เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงอย่างน่าสนุกสนาน โดนใจและน่าหัวเราะในบางเรื่องได้ดีที่สุด แล้วใครบ้างที่ไม่อยากมีส่วนร่วมในนั้นล่ะ?”
นักแสดงคนอื่นๆ ยังไม่รู้ว่า “ฝีมือของแกร์รี่ มาร์แชล” เป็นที่รู้จักอย่างไร ซึ่งนั่นรวมถึง ฮิลารี่ ชแวงค์ ที่เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่านั่นหมายถึงอะไร “ฉันรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงเป็นตำนานของคอมเมดี้ ความมุ่งมั่นของเขาปรากฏอยู่ตรงนั้น เขามักมาพร้อมประโยคที่น่าขำกว่าเดิมหรือพบความสมดุลระหว่างดราม่าและคอมเมดี้ได้เสมอ เขาดึงความตลกออกมาจากเรื่องราวในแบบที่ไม่ได้ทำให้เราหัวเราะเพราะมันตลกเท่านั้น แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ตรงใจสุดๆ อีกด้วย” เธอกล่าว
“เขาเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ” แซ็ค แอฟรอน กล่าวยืนยัน เขาเป็นแฟนภาพยนตร์ของมาร์แชลมานานก่อนที่เขาจะได้มาเป็นนักแสดง เขานึกย้อนกลับไปว่าการทำตัวกลมกลืนเข้ากับผู้กำกับผู้มากประสบการณ์ในตอนพบกันครั้งแรกเป็นเรื่องง่ายแค่ไหน “พูดได้ว่าเรามาจากยุคที่ต่างกัน แต่เราก็ยังมีเรื่องให้คุยกันหลายเรื่อง ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้พบแกร์รี่ที่ไม่พกความกระตือรือร้นติดตัวมาด้วยตลอดเวลา เราต้องพยายามรักษาเอาไว้”
ภาพยนตร์เรื่อง “Valentine’s Day” เดินเรื่องไปรอบลอส แองเจลิสและสร้างความโดดเด่นด้วยสถานที่สวยๆ ของเมืองหลายแห่ง ส่วนเรื่อง “New Year’s Eve” มีความโดดเด่นจากเมืองนิวยอร์คที่มีการผสมผสานกันของสัญลักษณ์อันคุ้นเคยเข้ากับสถานที่โดดเด่นที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เพื่อถ่ายทอดเมืองในส่วนที่น่าทึ่งที่สุด มันมีความน่าอัศจรรย์ มีการเคลื่อนไหว มีเสน่ห์ และทั้งหมดนั้นโดดเด่นขึ้นมาในฉากโคลสอัพของคืนที่สำคัญที่สุดแห่งปี
“ภาพยนตร์เป็นการเฉลิมฉลองเมืองนิวยอร์คของแกร์รี่” คาร์ซ กล่าว
ผู้คนราว 500,000 คนเดินผ่าน Times Square ทุกวัน แต่ในวันที่ 31 ธันวาคมมีคนมากเป็น 2 เท่าพร้อมกับคนอีกนับพันล้านที่ดูทางทีวีทั่วโลก “มีงานปาร์ตี้ในเมืองใหญ่ๆ อีกหลายแห่ง เช่น ลอนดอน ปารีส มอสโคว์ แต่ฉันคิดว่าผู้คนจากทุกที่ยังคงเฝ้าดูลูกบอลที่หล่นลงมาที่นิวยอร์ค” ฮาลี่ เบอร์รี่ กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องของ The Big Apple”
มาร์แชลเกิดและโตขึ้นที่บรองซ์ เขาเกี่ยวข้องกับนิวยอร์คอย่างใกล้ชิดและเขาตักตวงความทรงจำที่สดใสของภาพยนตร์อย่างไม่รู้จบ “มันเป็นค่ำคืนที่สำคัญสำหรับผมมาโดยตลอด แม้แต่ตอนที่ผมเป็นเด็ก” เขากล่าว “จริงๆ แล้วมันเป็นช่วงวันหยุดของผู้ใหญ่ แต่เด็กๆ ก็ชอบมันเพราะมันเป็นบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น พวกเขาอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่ามีสิ่งพิเศษบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถ้าพวกเขาโชคดี พ่อแม่จะพาพวกเขาไปในช่วงเที่ยงคืนแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นเพื่อไปส่งเสียงอึกทึก สำหรับครอบครัวของเราก็จะเคาะหม้อกับกะทะและตะโกนออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นพอผมอายุมากขึ้นมาอีกสักนิด ผมก็ไป Times Square เพื่อดูลูกบอสหล่นลงมา จากนั้นในฐานะของนักดนตรี ผมได้เล่นดนตรีให้คลับบางแห่งของที่นั่นด้วย
“มันเป็นเรื่องสุดวิเศษที่ได้หวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นที่สร้างขึ้นมาในหนัง” มาร์แชลเล่าต่อว่า “แต่นั่นคือสิ่งที่เทศกาลนิวเยียร์อีฟส่งผลต่อผู้คน มันผสมความทรงจำทั้งหลาย มันทำให้เรามองไปข้างหน้าและมองย้อนกลับมาในเวลาเดียวกัน และคิดว่า ‘ตอนนี้ในปีหน้าเราจะอยู่ที่ไหน?’”


5… 4… 3… 2... 1...
แฮปปี้นิวเยียร์!


การกระทำสำคัญที่สุดในเรื่อง “New Year’s Eve” คือการนับถอยหลังสู่ปี 2012 โดยมีตัวแทนพิธีของ “ลูกบอลที่หล่นลงมา” ที่ Times Square นึกภาพว่ามีคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบต่อการเห็นภาพแบบนี้ดำเนินไปอย่างปราศจากอุปสรรค โดยมีการถ่ายทอดสดขณะที่สายตาคนทั้งโลกจ้องมอง… ซึ่งนั่นต้องเป็น แคลร์ ผู้ที่เพิ่งเลื่อนขึ้นเป็นรองประธานแห่ง Times Square Alliance ที่รับบทแสดงโดย ฮิลารี่ ชแวงค์ นั่นเอง
ชแวงค์ ผ่านการฝึกซ้อมการทำงานแบบนี้ในชีวิตจริงมาแล้วเพื่อบทบาทนี้ยอมรับว่า “ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในเบื้องหลังฉากต่างๆ ในฐานะของผู้ชมเราก็คิดว่ามีคนกดปุ่มและมันก็เกิดแบบนั้นขึ้น แต่มีหลายอย่างที่อาจผิดพลาดได้ มันจะตกลงมามั้ย? จากช่วงเวลาที่เราได้พบกับแคลร์จนถึงตอนท้ายของเรื่องราว มีเรื่องดราม่าและความสนุกสนานหลายอย่างเกิดขึ้นในอาณาเขตนั้น ทุกๆ สิ่งที่อาจทำลายงานทั้งงานได้ —ซึ่งยังไม่รวมถึงอาชีพของเธอนะ”
เมื่อเธอพยายามคำนวณไม่ให้ผิดพลาดโดยการกั้นสื่อมวลชนให้อยู่ในกรอบ และพยายามนัดหมายทุกคนตอนเที่ยงคืนตามนัดหมาย เธอก็ให้ความสนใจกับนัดอื่นที่สำคัญเป็นการส่วนตัว เธอตั้งใจเก็บไว้จนกว่าความอึกทึกทุกอย่างจะผ่านไป รายละเอียดของวันที่สายเกินไปครั้งนี้เธอได้บอกความลับให้เพียงคนเดียว นั่นคือ เบร็นดัน เพื่อนสนิทของเธอที่เป็นเจ้าหน้าที่ NYPD รับบทแสดงโดย คริส “ลูดาคริส” บริดเจส เป็นเพื่อนไปกับเธอที่ Times Square ช่วงกะกลางคืน
“เบร็นดันไม่ทันนึกว่าจะได้ทำงานกะนั้น แต่เขาอยากอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยแคร์ เพราะเขารู้ว่ามันเป็นคืนที่สำคัญต่อเธอขนาดไหน และเธอมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน” บริดเจสกล่าว “เขาอยู่ที่นั่นเพื่อเรียกความมั่นใจให้เธอเมื่อเธอต้องการ เขาช่วยให้งานราบรื่นและมั่นใจว่าเธอมีความพร้อม 100% ในทุกสิ่งที่เธอต้องทำ”
ในทางกลับกันแคลร์ต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดที่เธอจะรวบรวมไว้ได้ เมื่อปรากฏว่าชิ้นส่วนกลไกในการขับเคลื่อนบอลต้องการวิศวกรผู้มีพรสวรรค์ ซึ่งนั่นคือผู้ที่เพิ่งตกงานหมาดๆ อย่างโคมินสกี้ รับบทแสดงโดย เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้ ในบทบาทที่เขียนขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเขา เขาเป็นสมาชิกเก่าแก่คนหนึ่งในบทภาพยนตร์ของมาร์แชล และถูกเรียกว่าเป็นตัวนำโชคของผู้กำกับอยู่บ่อยๆ นักแสดงผู้มากความสามารถปรากฏตัวในภาพยนตร์ 1 ใน 17 เรื่องของเขา
โคมินสกี้เป็นผู้ดูแลระบบปฏิบัติการที่แสนซับซ้อนนี้มานานหลายปีและเข้าใจมันดีกว่าใคร คำถามคือหากเขาสามารถไปถึงที่ได้ทันเวลา เขาจะเต็มใจกลับมารับงานเดิมและเกลี้ยกล่อม “ลูก” ของเขามั้ย? เอลิซอนโด้ เล่าว่า “ตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์ เขาไม่แน่ใจนักว่าเขาอยากช่วยเหลือมั้ย เขาไม่รู้ว่าแคลร์เป็นคนไล่เขาออกหรือเปล่า เขาเลยต้องระวังตัว แต่พวกเขาต้องการความชำนาญของเขา หากเขากลับไป มันคงจะเป็นเหตุผลนั้น และพูดตรงๆ คือเพื่อเป้าหมายในคืนที่มีความหมายของตัวมันเอง”
แต่ลูกบอลที่หล่นลงมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแสดงเท่านั้น แคลร์ยังต้องดูแลการประสานงานกับ เจ็นเซ่น ซูเปอร์สตารวงร็อคในคืนนั้นที่กำหนดไว้ว่าต้องเริ่มความสนุกสนานตอน 12:01 น. ซึ่งต่อจากการแสดงแจ๊สก่อนหน้าในงานปาร์ตี้ส่วนตัวที่อยู่ไม่ไกล เจ็นเซ่นรับบทแสดงโดยจอน บอง โจวี่ ผู้มีความสามารถที่หลากหลาย เขามาแสดงตามตารางในช่วงหยุดพักจากการทัวร์รอบโลกเมื่อไม่นานนี้ คาร์ซกล่าวว่า “บอง โจวี่ ประสบความสำเร็จในการออกแสดงทัวร์มากที่สุดในโลก นอกจากการทัวร์และการดูแลครอบครัวแล้ว จอนไม่ได้คิดเรื่องการแสดงหนังอีกเลยจริงๆ แต่ตอนที่เขาอ่านบทภาพยนตร์ เขามีการตอบรับตัวละครและอยากแสดงบทมาก”
แม้แต่นักร้องเดี่ยวร็อคสตาร์ระดับโลกก็มีปัญหามากมาย และสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับเจ็นเซ่นในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองนี้คือความปวดใจที่เขาแบกรับไว้มาอย่างยาวนาน เขาทิ้งผู้หญิงคนหนึ่งไปด้วยเหตุผลที่ไม่สมควร “ตอนนี้เขากำลังคิดหาทางหวนกลับไปเข้าไปในชีวิตเธอ กลับไปหาความอ่อนโยนที่แสนหวานของเธอหากมีทางเป็นไปได้” บอง โจวี่ อธิบาย
แคทเธอรีน เฮเกิล รับบทแสดงเป็น ลอว์ร่า ผู้หญิงที่เขาสะบัดทิ้งไป ถึงแม้จะยังเจ็บและโกรธเรื่องที่ต้องแยกจากกันมาแล้ว 1 ปี ลอว์ร่าดำเนินชีวิตต่อไปและประสบความสำเร็จด้วยตัวเองอย่างมาก เธอขยับความสามารถด้านการทำอาหารไปสู่ธุรกิจการจัดเตรียมอาหารที่กำลังเติบโต ค่ำคืนนี้เธอกำลังครองตำแหน่งงานที่มีหน้ามีตาที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมาด้วยการเป็นผู้จัดงานนิวเยียร์อีฟเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับเศรษฐีและผู้มีชื่อเสียง… ในงานที่เจ็นเซ่นถูกกำหนดให้ขึ้นแสดง
“ทั้งหมดมาบรรจบกันที่งานเลี้ยงฉลอง” เฮเกิล เล่าว่า “การพบกันของพวกเขาก่อสงครามขึ้นทันทีโดยไม่มีลางบอกเหตุ ลอว์ร่าตบเขาอย่างไร้ร่องรอยและก็วิ่งออกไป จากนั้นเราก็จะเข้าใจถึงเรื่องราวในอดีตของพวกเขา พวกเขาเคยคบกันอย่างจริงจังกันครั้งหนึ่ง แต่เขาย้ายออกไปโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เขาทำร้ายจิตใจเธอส่วนเธอ เก็บซ่อนความเจ็บที่มากมายมาตลอด จนกว่าจะถึงความฝันของวันที่เธอจะล้างแค้นคืนได้”
เห็นได้ชัดว่านักร้องน่าจะมีโอกาสร่วมกับ เอวา เชฟมือรองผู้ร่าเริงของลอว์ร่าที่รับบทแสดงโดย โซเฟีย เวอร์การ่า เอาวาตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานในสถานที่จัดงานสุดอัศจรรย์แห่งนี้ และตื่นเต้นขึ้นเป็น 2 เท่าที่ได้จ้องมองเจ็นเซ่นแบบแนบชิดสนิทตัว และจากนั้นก็ต้องช็อคที่ได้เห็นหัวหน้าของเธอเหวี่ยงเขา แต่เธอก็ตั้งสติได้รวดเร็วพอ เวอร์การ่ายืนยันที่จะช่วยลอว์ร่าระบายอารมณ์ออกมา “เราแสดงฉากหนึ่งในห้องครัว ตอนที่ลอว์ร่าฉุนจัด เธอขว้างปาอาหารส่วนเอวาก็อยู่ที่นั่นคอยช่วยเธอถือมะเขือเทศและผลไม้ไว้คอยขว้าง มันสนุกมากเลย”
เพราะว่า “เจ็นเซ่นและลอว์ร่ามีปมความรักที่มีด้านเลวร้าย เราจึงหยิบโซเฟียใส่เข้าไปตรงกลางเพื่อช่วยเรียกอารมณ์ขันของสถานการณ์ออกมา” มาร์แชลอธิบาย “และเธอก็ทำได้เลิศสุดๆ”
ที่เจ็นเซ่นยังไม่รู้คืออาจมีปัญหาที่มากกว่ารออยู่ข้างหน้า ลี มิเชล นักแสดงบรอดเวย์และทางทีวีที่มาแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกรับบทแสดงเป็น เอลิซ นักร้องแบ็คอัพหน้าใหม่ของนักร้องวงร็อคที่เดินทางระหว่างการมาคอนเสิร์ตอย่างไม่คาดฝัน คืนนี้ในช่วงที่เธอจะได้ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกอาจเป็นคืนที่ดวงซวยที่สุดจากทุกๆ คืนของเธอ
และยังมีคนที่ชอบดูถูกให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายอีก เอลิซต้องติดอยู่กับผู้ชายที่อยู่ใกล้เธอที่สุด แต่กำลังจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นอย่าง แรนดี้ รับบทแสดงโดย แอชตัน คุตเชอร์ อยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ แรนดี้เป็นคนชอบทำลายความสุขของผู้อื่นแล้วทำเป็นไม่สนใจ เขาไม่มีเรื่องดีให้พูดถึงเลย โดยเฉพาะเรื่องเทศกาลนิวเยียร์อีฟเหมือนเขาเก็บความคับแค้นใจบางอย่างเอไว้ คุตเชอร์ยอมรับว่า “เขาค่อนข้างงี่เง่า การวางแผนช่วงวันหยุดของเขาคือการอยู่บ้านและการเลี่ยงงานเฉลิมฉลองใดๆ เพราะพวกมางานฉลองแบบไม่มีทักษะจะมาอยู่แออัดกันบนถนน ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่ไม่ได้ออกไปไหนมาตลอดทั้งปี พอถึงเทศกาลนิวเยียร์อีฟจึงต้องมาระบายอารมณ์ทันที ซึ่งเขาคิดว่าเขามีชั้นกว่าคนพวกนั้น”
“ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Valentine’s Day’ แอชตันเป็นคนโรแมนติกขั้นเทพ ส่วนเรื่องนี้เขาชอบดูถูกคนมาก ดูถูกได้รอบ 180 องศาเลย” ไรซ์กล่าว
ในการเปิดเผยถึงนักแสดงที่เลือกให้มารับบทของแรนดี้ มาร์แชลนึกย้อนกลับไปพร้อมเสียงหัวเราะ “แอชตันเป็นคนฉลาด เขาอยากเป็นคนที่ได้ทำงานในที่ร่ม เขารู้ว่าข้างนอกต้องหนาวเป็นน้ำแข็ง เพราะเราถ่ายทำกันที่เมืองนิวยอร์คในช่วงหน้าหนาว”
“มันเริ่มต้นได้ไม่สวยนัก” มิเชลเล่าถึงการถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดระหว่างเอลิซและแรนดี้ “นอกจากคนนับพันที่มาเฉลิมฉลองกันในค่ำคืนนั้น เอลิซไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องมาติดอยู่กับผู้ชายคนนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาได้เรียนรู้กันขึ้นมาบ้าง เธอเป็นนักร้องส่วนเขาเป็นศิลปิน พวกเขาพบว่าต่างมีความคล้ายกันมากกว่าความต่าง และเธอยังแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ทำให้เขารู้สึกแบบตอนนี้”
ฟูเกตนำประเด็นของโครงเรื่องมาเผยว่า “บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ คือสิ่งที่เราคิดว่าเลวร้ายที่สุดนั่นแหละ บางครั้งมันเป็นเรื่องของการสูดลมหายใจและจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเรา”
จากนั้นก็ปล่อยให้แรนดี้และเอลิซทดสอบทฤษฎีนั้นไป เรื่องราวเคลื่อนไปสู่ผู้ชายที่รู้สึกติดกับยิ่งกว่าที่พวกเขาเป็นอย่างสมเหตุผล สแตนถูกขังอยู่บนเตียงโรงพยาบาล แสดงบทบาทโดยโรเบิร์ต เดอ นีโร เขาเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ผู้เป็นที่ยอมรับที่รอดตายจากเขตสงครามรอบโลกออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นตลอดเส้นทางอาชีพที่เป็นไปอย่างยากลำบากของเขา แต่ตอนนี้มาถึงตาของฝ่ายศัตรูที่เขาหลบเลี่ยงไปไม่ได้บ้างแล้ว อ้างจากการสนทนาของเขากับเดอ นีโรในระหว่างช่วงการถ่ายทำ มาร์แชลสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่และความใส่ใจในรายละเอียดของนักแสดง “เขาบอกว่า ‘ผมอยากให้ดวงตาของผมเหมาะกับบทนั้น’ เขาจึงไปซื้อคอนแท็คเลนส์และเราใช้บางช่วงเวลาให้ความสนใจกับตัวละครในมุมนั้น ละเอียดแบบนั้นเลย”
สแตนยอมรับในการหมางเมินของทุกคนที่เขารู้จัก ตอนนี้เขาไม่ยอมรับการรักษา เขาจะยืดเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้เพื่อดูลูกบอลที่ Times Square ตกลงมาเป็นครั้งสุดท้ายเพียงลำพัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่นางพยาบาลเอมี่ รับบทแสดงโดย ฮาลี่ เบอร์รี่ จะยินยอมได้ เมื่อมาถึงช่วงกลางคืน เบอร์รี่เล่าว่า “สแตนคิดทบทวนชีวิตของตัวเอง นั่นคือจุดที่เขาเริ่มเนภาพหลอนและเชื่อว่าเอมี่เป็นอีกคนอื่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยใกล้ชิดเขา นั่นเป็นช่วงเวลาที่หอมหวานและน่าประทับใจ เอมี่ต้องห่างไกลจากคนรักในช่วงเทศกาลนิวเยียร์อีฟ และไม่ได้หวังว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข แต่เธอต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งสำหรับคืนนี้นั่นหมายถึงการดูแลคนไข้ของเธอ ฉันคิดว่าในตัวเธอมีสิ่งหนึ่งที่เข้าใจได้ว่าการมีความเศร้ามันเป็นเช่นไร”
ประสบการณ์แห่งเรื่องเศร้าอีกเรื่องน่าจะเป็นเรื่องของ อินกริด “เธอเป็นคนนอบน้อมถ่อมตนที่เดินบนเส้นทางแคบๆ ในชุมชนของเธอและทำงานที่ไม่น่าชื่นชมแบบเดิมโดยไม่มีการตำหนิชีวิตวัยทำงานของเธอเลย” มิเชล ไฟเฟอร์ กล่าว เธอมารับบทผู้ช่วย ดูเป็นคนง่ายๆ “มีความกลัวในอดีตของเธอ เธอเป็นคนใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่ประมาท จะได้ไม่พาเธอไปเจอเรื่องแปลกๆ”
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังมีเรื่องเซอร์ไพรส์ที่รอเธออยู่ อินกริดมีประสบการณ์ที่เขย่าหัวใจที่เกือบต้องเสียชีวิต และพลิกชีวิตรอบตัวเธอให้กลายเป็นความเหลือเชื่อ เธอทบทวนรายการสิ่งที่ต้องทำในช่วงปีใหม่ สุดท้ายเธอเรียกความกล้าออกมาด้วยการลาออกจากงาน ซึ่งนั่นคือภารกิจแรก และเริ่มลงมือทำอีกหลายภารกิจที่เหลืออยู่ให้เป็นไปได้ก่อนที่นาฬิกาจะถึงเลข 12
แต่เธอต้องการความช่วยเหลือ
ผู้สร้างภาพยนตร์จับคู่อินกริดเข้ากับเพื่อนร่วมเดินทางที่ดูไม่น่าจะเหมาะสมกันได้เพื่อการเดินทางกระทันหันของเธอ พอลเป็นหนุ่มขับมอไซค์ส่งเอกสารผู้มีความกล้าที่รับบทแสดงโดย แซ็ค แอฟรอน ซึ่งไฟเฟอร์เคยร่วมงานกับเขาในเรื่อง “Hairspray” หากพอลจะหารถจักรยานและวิธีการแก้ปัญหาที่เข้าท่าได้ อินกริดต้องแข่งกับเวลา ซึ่งเธอก็ให้สิ่งตอบแทนเขาได้ ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาอยากได้มากที่สุดในช่วงค่ำคืนที่สนุกสนานแบบนี้ นั่นคือตั๋วงานปาร์ตี้สุดฮอตในตัวเมือง Ahern Records Masked Ball สำหรับความตั้งใจของเจ้านายที่ไม่เคยเห็นความดี ตั๋วคือสิ่งสุดท้ายที่อินกริดตั้งใจหยิบมาระหว่างทางที่เธอออกนอกประตู
เอฟรอนมองว่าพอลเป็นคนที่ “มีความกระตือรือร้น น่ารักสนุกสนานที่ภูมิใจในตัวเองที่ได้ขับจักรยานส่งเอกสาร เขาเป็นคนที่ทำอะไรๆ สำเร็จและไม่มีสิ่งใดมาทำลายเส้นทางของเขาได้เลย เมื่ออินกริดโยนงานนี้ให้เขา เขารู้ทันทีว่าเขานี่แหละเหมาะกับงานแล้ว แต่ในระหว่างทางงานเฉลิมฉลองกลับกลายเป็นเรื่องรองที่เป็นช่วงนิวเยียร์อีฟอันน่าอัศจรรย์ เขาใช้เวลาทุกนาทีเพื่อช่วยเหลือเธอและทำให้เธอมีความสุข มันเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังแห่งความสุขที่กระจายตัวไปทั่วอย่างแท้จริง”
“เราอยากมีการวางตัวเทียบเคียงตัวละครกัน ระหว่างคนที่รู้สึกพลาดโอกาสมามากพอแล้วกับคนที่อายุน้อยกว่าและไม่ได้คิดเรื่องการตัดสินใจและความโศกเศร้าเสียดายอะไรมากมาย” ไรซ์กล่าว “เราคิดกันว่าเอาตัวละครทั้ง 2 นี้มาอยู่ด้วยกันและจับตาดูพวกเขาเตือนสติให้กันในแบบที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไป”
“มันน่าตื่นเต้นเวลาที่เราได้เห็นผู้หญิงขี้อายคนนี้ออกมาจากเกาะกำบังของตัวเองและกลับมามีชีวิตชีวา เวลาที่เราได้เห็นรอยยิ้มอันสดใสนั้นมันเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์” มาร์แชลกล่าว “ส่วนแซ็คก็เป็นคนสบายๆ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นคือคำนิยามของพอล แต่จากนั้นเราจะเห็นองค์ประกอบอื่นๆ ในตัวละครของเขาปรากฏขึ้นมาเมื่อเขาได้รู้จักเธอดียิ่งขึ้น”
หากเรื่องราวของอินกริดเกี่ยวกับการไม่เฝ้ารอทำตามความฝันของตัวเองแล้ว ทฤษฎีนั้นคงต้องถูก เฮลีย์ เด็กหญิงวัย 15 ยกนิ้วโป้งให้อย่างแน่นอน เธอเป็นเด็กหญิงที่รักอิสระสุดขอบที่มาพร้อมภารกิจสำคัญในการเฉลิมฉลองปีใหม่นี้ แทนการนั่งอยู่กับแม่และถ้วยป๊อปคอร์นตามปกติ อาบิเกล เบรสลินมารับบทเด็กวัยรุ่นผู้มีความมุ่งมั่น ขณะที่ คิม แม่ที่เป็นซิงเกิลมัมรับบทแสดงโดย ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ ผู้เป็นที่รักของเธอแต่คอยระวังตัวจนเกินเหตุไม่เหลือใคร มาร์แชลเล่าให้ฟังอย่างเรียบง่ายว่า “นิวยอร์คจะไม่เหมือนเดิม”
เฮลีย์และเพื่อนๆ ของเธอได้จองที่ใน Times Square เพื่อเป็นสักขีพยานในการนับถอยหลังร่วมกัน จากนั้นหากทุกอย่างไปด้วยดีและมีผู้ชายเข้ามาหา นั่นก็น่าจะเป็น เซธ ที่รับบทแสดงโดย เจค ที. ออสติน เธออาจจะได้รับจูบแรกนั้นที่เธอเฝ้าฝันหา
แต่คงเป็นไปไม่ได้หากแม่พูดอะไรถึงมันออกมาสักคำเดียว
ปาร์คเกอร์ เล่าว่า “มันอาจเป็นที่มาของความสบายใจสำหรับคิมที่มีลูกสาวและชีวิตประจำวันในชีวิตเธอแบบนี้ แต่สิ่งที่เราพบคือเฮลีย์ไม่เต็มใจที่จะเล่นบทนั้นอีกต่อไป เธออยู่ในวัยที่อยากไปสัมผัสชีวิตข้างนอก สำหรับพ่อแม่หลายคนนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ยากลำบากโดยเฉพาะสำหรับคิม เพราะเธออยู่คนเดียวและเชื่อว่าเฮลีย์จะเป็นเพื่อนของเธอได้มากกว่าที่เธอจะรับได้”
จากการจำกัดชีวิตสังคมตามวัยของเฮลีย์ คิมก็กักขังตัวเองเช่นกัน แทนที่จะเผชิญความกลัวของการคว้าโอกาสแห่งรักและชีวิต นั่นคือเหตุผลที่เธอไม่ยอมเสียลูกสาวของเธอไป “เฮลีย์ไม่ได้พยายามทำตัวใจร้าย เธอแค่พยายามเรียกร้องความเป็นอิสระและทำให้แม่รู้ว่าเธอไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป และเวลาเดียวกันก็ตอกย้ำตัวเธอว่ายังมีโลกภายนอกอีกทั้งใบที่เธอยังไม่ได้พบเจอ” เบรสลิน กล่าว
เมื่อคิมและเฮลีย์ได้พบกับเรื่องราวของพวกเขาที่บรูคลินในโรงพยาบาล New York Memorial Hospital แห่งแมนฮัตตัน คู่รัก 2 คู่ได้พบกับปัญหาของพ่อแม่อีกรูปแบบหนึ่ง เทสและกริฟฟิน รับบทแสดงโดย เจสสิก้า บีล และ เซธ เมเยอร์ส หวังว่าลูกคนแรกของพวกเขาที่ลอดพร้อมกับเกรซและเจมส์ รับบทแสดงโดย ซาร่าห์ พอลสัน และ ทิล ชไวเกอร์ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหม่ โดยปกติแล้วพวกเขาได้พบกันที่ห้องรอพบหมอในตอนเช้า และได้เจอกันอีกทีตอนสายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโอกาสให้พวกเขาได้สามารถเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน แต่ทั้ง 4 คนกลับวุ่นอยู่กับการปะทะคารมกันว่าใครจะได้รับรางวัล 25,000 เหรียญของโรงพยาบาลกลับบ้าน ในโอกาสที่ให้กำเนิดลูกคนแรกของช่วงปีใหม่
“การตั้งท้องเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่เราพยายามทำให้มันดูตลกและแสดงให้เห็นว่าทุกคนต้องผ่านอะไรมาบ้าง และมันดูงี่เง่าแค่ไหนเวลาที่เราสูญเสียสิ่งที่สำคัญไป” มาร์แชล กล่าว.
“พวกเขาพยายามทำเรื่องประหลาดทั้งหลายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความลำบากในการคลอดลูก” บีลเปิดเผยเล็กน้อยว่า “หลังการเริ่มต้นที่ผิดพลาด น้ำคร่ำของเกรซแตกพร้อมกับเทสและพวกเขาก็ไปคลอดลูกในเวลาเดียวกัน มันใกล้เคียงกันมาก เราไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะจนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายจริงๆ”
ถึงแม้ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายคลอดลูก ชไวเกอร์เล่าว่า “ผู้ชายเป็นฝ่ายที่ต้องแข่งขัน ทันทีหลังจากที่ทั้ง 2 คู่พบกันที่ห้องรอพบหมอ พวกเขาเกิดสะดุดเท้ากันในการแข่งเพื่อเป็นคนแรก ฝ่ายชายต้องวิ่งจากลิฟต์ไปยังโต๊ะต้อนรับของโรงพยาบาลขณะที่ฝ่ายหญิงค่อยๆ เดินไปมาอยู่ด้านหลัง”
“มันเป็นการเตรียมตัวให้กำเนิดลูกที่สมมุติขึ้นมาอย่างน่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ตั้งตารอ เพราะการมีลูกจริงๆ เป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่างมาก” เมเยอร์ส ผู้แสดง SNL เป็นประจำกล่าวคำคม “ลูกที่สมมุติขึ้นมาเราปล่อยทิ้งได้แค่ในฉากเท่านั้นแหละ”
ในระหว่างที่เรื่องราวเหล่านี้ดำเนินไป ชาวนิวยอร์คคนหนึ่งพยายามกลับเข้ามาในเมืองเพื่อการนัดหมายที่สำคัญ 2 เรื่อง แซม รับบทแสดงโดย จอช ดูฮาเมล ในชุกทักซิโด้เพิ่งไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนสนิทที่รัฐคอนเนตทิคัตและขับรถกลับและคิดถึงทิศทางของชีวิตเขา เมื่อเขาขับรถชนป้ายถนน ไม่มีรถลากระยะไกลและไม่มีร้าน body shops หรือตัวแทนรถเช่าให้บริการในวันพิเศษแบบนี้ เขาต้องฝืนใจวางเส้นทางกลับบ้านแบบไม่เป็นไปตามทิศทางที่ถูกต้องอย่างที่เขาต้องการที่สุด
ในช่วงค่ำมีความหมายเป็นพิเศษเพราะมันเป็นการเฉลิมฉลองนิวเยียร์อีฟครั้งแรกของครอบครัวเขาตั้งแต่ที่พ่อของแซมจากไป และแซมมีหน้าที่กล่าวสุนทรพจน์แทนพ่อในการรวมตัวพวกเขาปีละครั้ง แม้มันจะเป็นภาระที่หนักใจและเขายังอดไม่ได้ที่จะคิดถึงผู้หญิงที่มีเสน่ห์ที่เขาได้พบโดยบังเอิญในค่ำคืนนี้เมื่อปีที่แล้ว
“เธอไม่ให้เบอร์โทรเขา เธอบอกว่าทุกอย่างจะยุ่งยากสำหรับเธอและหากเขายังอยากรู้อยู่ ปีหน้าพวกเขายังมาเจอกันได้ที่เก่าเวลาเดิม” ดูฮาเมลเปิดเผยว่า “เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องประหลาดสุดๆ และพยายามล้มเลิกความคิดนั้น แต่เขาก็แปลกใจว่าแล้วหากเธออยู่ที่นั่นในตอนนี้… และหากเธอกำลังมองหาเขาอยู่ล่ะ”

ไม่มีอะไรทำลายเมืองนิวยอร์คในช่วงนิวเยียร์อีฟได้



การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “New Year’s Eve” เริ่มที่ Times Square ในวันที่ 31 ธันวาคม 2010 ทำให้นี่เป็น
“แทนที่จะลองสร้างฉากใหม่ที่โรงถ่ายขึ้นมา เราเลือกใช้สถานที่จริง” ไมค์ คาร์ซ กล่าว เขาอธิบายว่าจริงๆ แล้วนั่นมีความหมายถึงอะไร “ที่นั่นมีผู้คนนับล้าน ตำรวจหลายพันคน มีการปิดถนน เราไม่มีทางรู้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร มีรายการทีวีต่างๆ และทีมนักข่าวทำงานอยู่รายล้อม และมันถูกออกอากาศสดทั่วโลก นอกจากนั้นแล้วมันเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่ายด้วย”
“มันเป็นเรื่องตื่นเต้นที่สุดที่ผมเคยทำมาในช่วงเวลาที่แสนนาน” ชาร์ลส มินสกี้ ตากล้องที่ร่วมงานมาอย่างยาวนานของมาร์แชลกล่าวยืนยัน “เราถ่ายทำด้วยกล้อง Alexa คุณภาพสูง 12 ตัว และเรายังมีกล้องอยู่บนรถเครนและด้านนอกหลังคา กล้อง 3 ตัวอยู่บนเวทีและอีกตัวอยู่บนถนนที่เราถ่ายทำภาพยนตร์ 8 ชั่วโมง มันวิเศษมาก”
สำหรับการประสานงานเพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ ผู้สร้างภาพยนตร์ได้ร่วมงานกับสำนักงานนายกเทศมนตรีของเมืองนิวยอร์คและ NYPD รวมถึง Times Square Alliance และ Countdown Entertainment ทั้ง 2 องค์กรผลิตลูกบอลที่หล่นลงมา และพวกเขายังขอความช่วยเหลือจาก Landmark Signs & Electrical ของแอนโธนี่ คัลวาโน่ที่จัดการเรื่องลูกโลกคริสตัล Waterford ขนาด 1,070 ปอนด์และการสาดไฟมากกว่า 3,500 ครั้ง ผลที่ได้คือฟุตเทจดิบความยาวประมาณ 40 ชั่วโมงที่มีการรวมช่วงเวลาบนเวทีที่มีกลุ่มนักแสดงสมทบที่แต่งกายเพื่อเฉลิมฉลองปี 2012 สำหรับการถ่ายโคลสอัพ
สำหรับเวย์น ไรซ์ ผู้ที่ไม่เคยฉลองวันหยุดในจุดศูนย์กลางมาก่อน ได้มาอยู่ที่ Times Square ในช่วงเทศกาลนิวเยียร์อีฟรู้สึกว่าเป็น “ประสบการณที่ยากจะบรรยาย มั่นใจเลยว่าทีวีทำได้ไม่เหมือนของจริง เวลาที่เราอยู่ในทะเลของฝูงชนเศษกระดาษสีถูกโปรยลงมาและเราได้ยินซินาตร้าร้องว่า ‘นิวยอร์ค นิวยอร์ค’ พร้อมกับคนนับล้านที่ร้องคลอ มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น”
แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในเดือนกุมภาพันธ์พวกเขากลับไปอีกรอบและใช้สถานที่ถ่ายทำร่วมกับนักแสดงเพิ่มอีก 2 สัปดาห์ และสร้างเวทีที่ 45th and Broadway ขึ้นมาใหม่ การถ่ายทำมุ่งเน้นไปที่การทำงานของลูกบอลผิดปกติที่ติดไฟจากยอดหลังคาของตึกใกล้ๆ กับ One Times Square
บรรดาสถานที่จริงของพวกเขาหลายแห่ง ได้แก่ Rockefeller Center’s Radio City Music Hall, the neo-Gothic New York Life Building และ Chelsea Market นอกจากนั้นทีมงานของภาพยนตร์เรื่อง “New Year’s Eve” ยังเป็นกลุ่มแรกที่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์ใน Alice Tully Hall ของ Lincoln Center ที่มีการปรับปรุงเมื่อไม่นานนี้ ผู้ชมจะได้เข้าไปด้านใน Queens Museum เพื่อชมสิ่งที่มาร์ค ฟรีดเบิร์กผู้ออกแบบฉากเรียกว่า “หนึ่งในเครื่องประดับอันน่าทึ่งที่สุดของเมือง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่องาน World’s Fair ในปี 1964”
สำหรับงานเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ที่เจ็นเซ่นใช้ความพยายามอย่างกล้าหาญ ในการเอาชนะใจผู้หญิงที่เขาสูญเสียไป ผู้ออกแบบ Brooklyn Museum’s Beaux Arts Court “มันมีความซับซ้อนแต่ดูทันสมัย พร้อมกับเวทีสไตล์ Busby Berkeley เรานำต้นไม้เข้ามาเพื่อให้ความรู้สึกของป่าและแขวนลูกบอลสไตล์จีนนับร้อยๆ ลูกบนเพดาน” เขากล่าว เพราะพิพิธภัณฑ์มีความสูง มีฝ้าที่เปิดกว้างและไม่สามารถใส่โครงสร้างหรือรอกใดๆ ที่ตากล้องมินสกี้จะแขวนไฟได้ เขากับฟรีดเบิร์กช่วยกันรวมการจัดไฟเข้ากับการตกแต่งงานฉลองโดยทันที จนเป็นการเพิ่มระดับความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์
ทีมงานของฟรีดเบิร์กยังเปลี่ยนแปลงโกดังสินค้าให้กลายเป็นฉากสไตล์บาหลีและสร้างลิฟต์ขนสินค้าขึ้นมาที่โรงถ่าย
นอกจากตารางประสานการทำงานของกลุ่มนักแสดงที่มากหน้าหลายตา ผู้สร้างภาพยนตร์กล่าวว่าอากาศที่เหน็บหนาวเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด เพราะพวกเขาไม่สามารถเอาเปรียบสถานที่ด้านนอกในระหว่างวันที่หนาวแทบขาดใจในช่วงหลายทศวรรษของเมืองได้ “อากาศเอื้ออำนวยแก่การจุมพิต” มาร์แชลกล่าวพร้อมอารมณ์ขันตามแบบฉบับ “เวลาที่เราเอนตัวไปจูบแล้วลมหายใจออกมาเหมือนควัน มันเหมือนเราอยู่ท่ามกลางหมอกที่ลอนดอนแล้วเรามองไม่เห็นหน้าผู้หญิง พวกเขาเป็นเหล่านักแสดง ถึงแม้พวกเขามีกองเสื้อโคทขนาดใหญ่และหมวก จากนั้นต้องถอดออกเพื่อแสดงฉากนั้น 6-7 ฉากแบบหนาวๆ แล้วก็กลับมาใส่เสื้อโคท ผมไม่เคยได้ยินเสียงบ่นเลย”
ทั้งหมดเป็นเดจาวูของคริส “ลูดาคริส” บริดเจส ผู้แสดงใน Times Square “New Year’s Eve with Carson Daly” สำหรับสถานี NBC ในปี 2008 เขาเห็นด้วยว่า “อากาศหนาวจัด แต่หากเราอุ่นใจเราก็อยู่รอดได้ในเวลาที่เห็นหนาว”


“เชื่อใจฉันบ้าง”


เนื่องจากมันไม่อาจเป็นงานฉลองเทศกาลนิวเยียร์อีฟที่ไร้เสียงดนตรีอันน่าสนใจไปได้ ผู้ชมจะได้เห็นจอน บอง โจวี่ มารับบทเจ็นเซ่น ร้องเพลง “I Can’t Turn You Loose” ของ Otis Redding บนเวทีที่ Times Square และเพลง “Have A Little Faith in Me” ของ John Hiatt ในบรรยากาศที่อบอุ่นอย่างใกล้ชิดของงานบอลแฟนซี
โปรดิวเซอร์ ดอน วาส เจ้าของรางวัล Grammy Award ประพันธ์ทั้ง 2 เพลงร่วมกับจอน โดยอ้างอิงมาจากการบันทึกเสียงเพลงการแสดงในคอนเสิร์ตของบอน โจวี่ เขาอธิบายว่า “เราจัดแทร็คเสียงให้ใกล้เคียงกับที่จอนจะร้อง จากนั้นก็เข้าไปพร้อมกับแกร์รี่ มาร์แชล เพื่อทำการแสดงอย่างที่พวกเขาต้องการสำหรับภาพยนตร์”
และลี มิเชล ยังมาถ่ายทอดการแปลความอันน่าตื่นเต้นของเพลงคลาสสิคแห่งช่วงปีใหม่อย่าง “Auld Lang Syne” ประพันธ์โดยโปรดิวเซอร์อดัม แอนเดอร์ส จาก “Glee”
เมื่อนึกถึงการร่วมงานของบอน โจวี่ กับผู้สร้างภาพยนตร์ในเพลงที่เลือกมาว่าเป็นเช่นไร ไรซ์ “เขาเดินมาที่โต๊ะพร้อมกับเพลงที่เข้ากับโทนเรื่องของเขา มีการพูดถึงความรัก การมองโลกในแง่ดี การเดินไปข้างหน้าและอีกหลายอย่างที่เราเชื่อมเข้ากับเทศกาลนิวเยียร์อีฟ”
“แกร์รี่อยากถ่ายทอดประสบการณ์ความสนุกสนานและความสำเร็จนั้นให้กับผู้ชม เขาสร้างแรงดึงดูดต่อเนื้อหาสาระและเรื่องราวที่มอบความยิ่งใหญ่เหล่านั้น เขาเชื่อมั่นมากว่าเวลาผู้คนไปชมภาพยนตร์ พวกเขาควรได้รับการพักผ่อน ควรได้รับบทสรุปที่มีความสุข” คาร์ซกล่าว
“ไม่ว่าพวกเขาจะบอกคุณอย่างไรก็ได้ เทศกาลนิวเยียร์อีฟเกี่ยวยกับการมีความหวัง” มาร์แชลกล่าวสรุปว่า “ผู้คนจำนวนมากคิดว่ามันเกี่ยวกับคนที่ไปจุมพิตกันช่วงเที่ยงคืน พวกเขาจะไปงานกับใคร ฉลองที่ไหนดีที่สุดและอะไรทั้งหมดนั้น สำหรับคนอื่นๆ พวกเขายังมีเรื่องอื่นให้กังวล บางทีหลายๆ อย่างอาจไม่ได้เป็นไปด้วยดี บางครั้งเราวางแผนไว้มันก็พังทลาย ซึ่งนั่นคือเรื่องราวบางส่วนที่เราจะได้พบในภาพยนตร์”
“จริงๆ แล้วนิวเยียร์อีฟมีความหมายบางอย่างต่อผู้คนจำนวนมากทั่วโลก และการดูการนับถอยหลังนั้นเป็นแบ่งปันช่วงเวลาสำคัญ นั่นคือเหตุผลที่ผมรักเทศกาลนี้”

เกี่ยวกับนักแสดง


ฮาลี่ เบอร์รี่ (พยาบาลเอมี่) ได้รับรางวัล Academy Award®, Screen Actors Guild® Award และ Berlin Silver Bear Award รวมถึงได้รับการแต่งตั้งให้เห็นนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก National Board of Review สำหรับการแสดงของเธอที่โดดเด่นในเรื่อง “Monster’s Ball” เธอไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับการได้รับรางวัล เธอยังได้รับรางวัล Emmy, Golden Globe, SAG® และ NAACP Image Award สำหรับการแสดงของเธอที่ไม่ธรรมดาในภาพยนตร์ทางทีวีของ HBO เรื่อง “Introducing Dorothy Dandridge” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากบทบาทของเธอในภาพยนตร์แนวดราม่าที่เกี่ยวกับชีวประวัติในปี 2010 เรื่อง “Frankie and Alice” โดยเธออำนวยการสร้างทั้งสองเรื่องด้วย
โปรเจ็กต์ของเธอที่กำลังจะเข้าฉายรวมถึงมหากาพย์ภาพยนตร์เรื่อง “Cloud Atlas” ของผู้กำกับ ทอม ทิคเวอร์ และพี่น้องวาชอว์สกี ซึ่งตอนนี้กำลังสร้างอยู่ และภาพยนตร์คอมเมดี้ของพอล วีแลนด์ เรื่อง “Shoe Addicts Anonymous” และเธอจะปรากฏตัวในภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญ เรื่อง “Dark Tide” ด้วย
เบอร์รี่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์จากการแสดงนำของเธอในเรื่อง “Things We Lost in the Fire” เขียนบทโดยแซม เม็นเดส กำกับโดยซูซาน เบียร์ เมื่อไม่นานนี้เธอแสดงในเรื่อง “The Perfect Stranger” และกลับมารับบท สตอร์ม ในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เรื่อง “X-Men: The Last Stand” ในปี 2006 เบอร์รี่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy และ Golden Globe สำหรับการแสดงของเธอจากเรื่อง “Their Eyes Were Watching God” อำนวยการสร้างโดยโอปราห์ วินฟรีย์ และเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ทางทีวีของ HBO เรื่อง “Lackawanna Blues”
ก่อนหน้านี้เบอร์รี่ได้สร้างความร้อนแรงในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกในบทนำของเรื่อง “Catwoman” และให้เสียงพากย์ของ แคปปี้ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดนิยม เรื่อง “Robots” เธอแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง “Gothika,” “X-Men” และ “X2” และรับบทของ จิงซ์ ในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ตอน “Die Another Day” ซึ่งกวาดรายได้สูงสุดในภาพยนตร์ชุดบอนด์จนมาถึงปัจจุบัน
เบอร์รี่แสดงภาพยนตร์ครั้งแรกในภาพยนตร์ของสไปค์ ลี เรื่อง “Jungle Fever” ต่อมาเธอแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Bulworth,” “Losing Isaiah,” “Executive Decision,” “The Flintstones,” “The Last Boy Scout,” “Strictly Business,” “Boomerang” และ “Swordfish” ผลงานทางทีวีที่มีชื่อเสียงของเธอ ได้แก่ มินิซีรี่ส์ที่มีเรทติ้งสูงทาง ABC เรื่อง “Oprah Winfrey Presents: The Wedding” กำกับโดยชาร์ลส์ เบอร์เน็ตต์ รวมถึงการรับบทแสดงนำในมินิซีรี่ส์ของอเล็กซ์ ฮาลีย์ เรื่อง “Queen” ซึ่งเป็นการแสดงที่ทำให้เบอร์รี่ได้รับรางวัล NAACP Image Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก รวมถึงรางวัล Best Newcomer Award จาก Hollywood Women’s Press Club และเธอยังแสดงในภาพยนตร์ทางทีวีภาคต้นฉบับของ Showtime เรื่อง “Solomon and Sheba”
เพื่อเป็นการยอมรับสำหรับความสำเร็จของเธอในฐานะนักแสดง Harvard Foundation แห่ง Harvard University มอบเกียรติให้เบอร์รี่เป็น Cultural Artist of the Year
เจสสิก้า บีล (เทส) เมื่อไม่นานนี้เธอแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่นผจญภัย เรื่อง “The A-Team” และในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของแกร์รี่ มาร์แชล เรื่อง “Valentine’s Day” อีกไม่นานเธอจะปรากฏตัวในภาพยนตร์ระทึกขวัญ เรื่อง “The Tall Man,” ภาพยนตร์คอมเมดี้เกี่ยวกับกีฬา “Playing the Field” และภาพยนตร์รีเมคที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูงของเล็น ไวซ์แมน เรื่อง “Total Recall” ที่ตอนนี้กำลังทำการสร้าง
ก่อนหน้านี้บีลได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์สำหรับการแสดงของเธอในภาพยนตร์ระทึกขวัญ เรื่อง “The Illusionist” สำหรับผลงานของเธอในภาพยนตร์ เธอได้รับรางวัลจากงานเทศกาลหลายรางวัล ได้แก่ Outstanding Achievement in Acting Award ที่งาน Newport Beach Film Festival, Shining Star Award ที่งาน Maui Film Festival และ Rising Star Award ที่งาน Palm Springs International Film Festival
เมื่อไม่นานนี้เธอยังปรากฏตัวในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง “Easy Virtue” ซึ่งได้รับคำชมเชยอย่างมากในการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Toronto Film Festival เมื่อปี 2008 ก่อนมีการฉายที่ Rome, London and Tribeca Film Festivals และเธอแสดงในภาพยนตร์คอมเมดี้ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เรื่อง “I Now Pronounce You Chuck & Larry”
ผลงานที่มีชื่อเสียงของบีลรวมถึงภาพยนตร์ของ ลี ทามาโฮริ เรื่อง “Next,” “Elizabethtown” เขียนและกำกับโดย คาเมรอน โครว์, ภาพยนตร์ของร็อบ โคเฮ็น เรื่อง “Stealth,” “Blade: Trinity,” ภาพยนตร์รีเมคยอดนิยมเรื่อง “The Texas Chainsaw Massacre” และ “Summer Catch”
จอน บอง โจวี่ (เจ็นเซ่น) ได้รับรางวัล Golden Globe และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar® สำหรับเพลงของเขาที่ชื่อ “Blaze of Glory” จากภาพยนตร์เรื่อง “Young Guns II”
ผลงานการแสดงของเขาได้แก่บทบาทต่างๆ ในภาพยนตร์ที่หลากหลาย เช่น “Moonlight and Valentino,” “The Leading Man,” “Destination Anywhere,” “Homegrown,” “Little City,” “No Looking Back,” “Row Your Boat,” “Vampires Los Muertos,” “U-571,” “Pay It Forward,” “Cry Wolf” และ “National Lampoon’s Pucked”
นอกจากนั้นเขายังปรากฏตัวในภาพยนตร์ทางทีวีด้วยบทนักแสดงรับเชิญในซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น “Sex and the City,” “30 Rock,” “Las Vegas” และ “The West Wing” รวมถึงภาพยนตร์ที่มีการฉายอย่างยาวนานเรื่อง “Ally McBeal”
ในฐานะของนักร้องนำและชื่อของเขาเหมือนกับชื่อของวงร็อคที่ได้รับความนิยมทั่วโลกนาม Bon Jovi เขาจำหน่ายอัลบั้มทั่วโลกไปได้มากกว่า 130 ล้านอัลบั้ม เมื่อปีที่แล้วบิลบอร์ดมอบให้ Bon Jovi เป็น Top Touring Act แห่งปี 2010 วงดนตรีเป็นเกียรติคว้ารางวัลก่อนหน้านั้นในปี 2008
อาบิเกล เบรสลิน (เฮลีย์) มีโอกาสอันน่าทึ่งที่ได้แสดงเป็นนางเอกของเมล กิ๊บสัน ตอนอายุ 5 ขวบในภาพยนตร์ของ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เมื่อปี 2002 เรื่อง “Signs”
เมื่อไม่นานนี้เบรสลินปรากฏตัวด้วยการรับบทแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “Janie Jones” กำกับโดย เดวิด โรเซ็นธัล ในโรงภาพยนตร์วันที่ 28 ตุลาคม และเมื่อไม่นานนี้เธอเพิ่งปิดกล้องจากภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง “The Class Project” กำกับโดยสแตน บรูคส์ มีกำหนดฉายในปี 2012
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเป็นบทบาทของเธอในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “Little Miss Sunshine” ภาพยนตร์คอมเมดี้สุดฮาที่เธอรับบทเป็นหญิงผู้ไม่มีสัมมาคารวะที่สร้างความตื่นเต้นในงาน Sundance Film Festival เมื่อปี 2006 สำหรับการแสดงของเธอในการรับบทโอลีฟ เบรสลินได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงาน Tokyo International Film Festival และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® รวมถึงรางวัล Screen Actors Guild® และ BAFTA สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมอันทรงเกียรติ นอกจากนั้นเธอยังได้รับการนับถือว่าเป็น “นักแสดงหญิงดาวรุ่ง” ที่งาน ShoWest ในปี 2008
เบรสลินยังมีชื่อเสียงจากการแสดงเป็นผู้ที่ชอบเอาแต่ใจตัวเองในภาพยนตร์เรื่อง “Raising Helen” กำกับโดยแกร์รี่ มาร์แชล และเธอแสดงในเรื่อง “The Ultimate Gift” และได้รับบทที่ไม่คาดฝันด้วยการเป็นเอล์ฟที่ว่องไวในภาพยนตร์เรื่อง “The Santa Claus 3”
ในปี 2008 เธอแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “No Reservations” กำกับโดย สก็อตต์ ฮิคส์, “Definitely Maybe,” “Nim’s Island” และ “Kit Kittredge: An American Girl” ในปี 2009 เธอแสดงในภาพยนตร์แนวดราม่าของนิค คาสซาเวเทส เรื่อง “My Sister’s Keeper” และภาพยนตร์สยองขวัญคอมเมดี้ เรื่อง “Zombieland”
สำหรับผลงานทางทีวี เบรสลินได้เป็นแขกรับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง “Law & Order: Special Victims Unit,” “NCIS,” “What I Like About You” และ “Grey’s Anatomy”
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2010 เธอแสดงผลงานทางเวทีได้อย่างงดงามด้วยการรับบท เฮเลน เคลเลอร์ ในการนำละครบรอดเวย์ครั้งแรกกลับมาสร้างใหม่ เรื่อง “The Miracle Worker”
คริส “ลูดาคริส” บริดเจส (เบร็นแดน) ขายอัลบั้มภายในประเทศได้มากกว่า 12 ล้านอัลบั้ม เพื่อเป็นการขอบคุณความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ของซิลเกิ้ลเพลง “Stand Up,” “Get Back,” “Number One Spot” และ “Money Maker” ซึ่งทุกเพลงต่างเป็นวีดีโอจากจินตนาการที่ขยายขอบเขตของสิ่งที่วีดีโอเพลงแร็ปควรจะเป็น และให้ความรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในบุคคลแห่งวงการดนตรีดีเด่น บริดเจสมีความชำนาญในการเขียนเพลงที่สื่อถึงผู้อื่นและเพลงที่ให้กำลังใจจากเหตุการณ์เลวร้าย เช่น ผู้ลี้ภัย ด้วยเพลง “Runaway Love”
เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ด้านการแสดงได้อย่างไม่มีที่ติ เมื่อไม่นานนี้บริดเจสปรากฏตัวในภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญของ จัสติน ลิน เรื่อง “Fast Five” และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของ อีวาน เรียตแมน เรื่อง “No Strings Attached” การแสดงที่มีชื่อเสียงของเขา อาทิเช่น บทบาทในภาพยนตร์เรื่อง “Crash” และ “Hustle & Flow” และการเป็นนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์ทางทีวีเรื่อง “Law & Order: Special Victims Unit”
เมื่อไม่นานนี้เขารวม Conjure Cognac เข้ากับ Disturbing Tha Peace Records ของบริดเจส ซึ่งถือเป็นการร่วมมือที่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ตอนนี้เขากำลังผลิตอัลบั้มที่ 8 ที่ชื่อ “Ludaversal” ของสตูดิโอ
โรเบิร์ต เดอ นิโร (สแตน) ได้รับรางวัล Academy Award® เมื่อปี 1974 สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม สำหรับการแสดงเป็น วีต้า คอร์ลีโอเน่ วัยหนุ่มในภาพยนตร์เรื่อง “The Godfather, Part II” ในปี 1980 เขาได้รับรางวัล Oscar® เป็นครั้งที่สองในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สำหรับการแสดงของเขาที่ไม่ธรรมดาในบทของ เจค ลา ม็อตต้า ในภาพยนตร์ของสกอร์เซซี่ เรื่อง “Raging Bull” เดอ นีโร ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® สำหรับผลงานในภาพยนตร์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง “Taxi Driver,” ภาพยนตร์ของมิเชล ซิมิโน่ เรื่อง “The Deer Hunter,” ภาพยนตร์ของเพ็นนี่ มาร์แชล เรื่อง “Awakenings” ลาภยพนตร์รีเมคเมื่อปี 1992 จากผลงานคลาสสิคแห่งปี 1962 เรื่อง “Cape Fear”
เขายังคว้ารางวัล New York Film Critics Award สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมถึงสองครั้ง จากการยอมรับในการแสดงของเขาที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ในเรื่อง “Bang the Drum Slowly” และภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง “Mean Streets”
ในปี 2009 เดอ นีโร ได้รับรางวัล Kennedy Center Honor อันทรงเกียรติสำหรับเส้นทางอาชีพที่โด่งดังของเขา เขายังได้รับรางวัล Hollywood Actor Award จาก Hollywood Film Festival และรางวัล Stanley Kubrick Award จาก BAFTA Britannia Awards เมื่อไม่นานนี้เขาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Limitless”; “The Killer Elite”; “Little Fockers,” ตอนที่ 3 จากผลงานแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ Tribeca Productions เรื่อง “Meet the Parents”; ภาพยนตร์อิตาลีแนวโรแมนติกคอมเมดี้ของ Filmauro เรื่อง “Manuale d’amore 3”; ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง “Stone” และ “Machete” ของผู้กำกับอีธาน มินควิส และ โรเบิร์ต โรดริเซ โปรเจ็กต์ของเขาอีกไม่นานนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์คอมเมดี้ของพอล เวียตซ์ เรื่อง “Another Bullshit Night in Suck City,” ภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับอาชญากรรม เรื่อง “Freelancers,” ภาพยนตร์ระทึกขวัญ “Red Lights” และภาพยนตร์คอมเมดี้ “The Wedding”
เดอ นีโร เริ่มอาชีพแสดงภาพยนตร์ที่มีผลงานออกมามากมายด้วยภาพยนตร์ของไบรอัน เดอ พัลม่า เรื่อง “The Wedding Party” ในปี 1969 ผลงานของเขาที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ภาพยนตร์ของเอเลีย คาแซน เรื่อง “The Last Tycoon”; ภาพยนตร์ของเบรอ์นาร์โด เบอร์โตลุคชี่ เรื่อง “1900”; ภาพยนตร์ของ อูลู กรอสบาร์ด เรื่อง “True Confessions” และ “Falling in Love”; ภาพยนตร์ของเซอร์จิโอ ลีโอเน่ เรื่อง “Once Upon a Time in America”; ภาพยนตร์ของสกอร์เซซี่ เรื่อง “King of Comedy,” “New York, New York,” “GoodFellas” และ “Casino”; ภาพยนตร์ของเทอร์รี่ กิลเลียม เรื่อง “Brazil”; ภาพยนตร์ของโรแลนด์ จอฟฟ์ เรื่อง “The Mission”; ภาพยนตร์ของไบรอัน เดอ พัลม่า เรื่อง “The Untouchables”; ภาพยนตร์ของอลัน ปาร์คเกอร์ เรื่อง “Angel Heart”; ภาพยนตร์ของมาร์ติน เบรสต์ เรื่อง “Midnight Run”; ภาพยนตร์ของเดวิด โจนส์ เรื่อง “Jacknife”; ภาพยนตร์ของมาร์ติน ริตต์ เรื่อง “Stanley and Iris”; ภาพยนตร์ของนีล จอร์แดน เรื่อง “We’re No Angels”; ภาพยนตร์ของรอน ฮาเวิร์ด เรื่อง “Backdraft”; ภาพยนตร์ของไมเคิล คาตัน-โจนส์ เรื่อง “This Boy’s Life”; ภาพยนตร์ของจอห์น แม็คนอห์ตัน เรื่อง “Mad Dog and Glory”; ภาพยนตร์ของเค็นเน็ธ บรานอห์ เรื่อง “Mary Shelley’s Frankenstein”; ภาพยนตร์ของไมเคิล แมนน์ เรื่อง “Heat”; ภาพยนตร์ของแบร์รี่ เลวิงสัน เรื่อง “Sleepers” และ “Wag the Dog”; ภาพยนตร์ของเจอร์รี่ ซาคส์ เรื่อง “Marvin’s Room”; ภาพยนตร์ของโทนี่ สก็อตต์ เรื่อง “The Fan”; ภาพยนตร์ของเจมส์ แมนโกล์ด เรื่อง “Copland”; ภาพยนตร์ของอัลฟอนโซ่ คัวรอน เรื่อง “Great Expectations”; ภาพยนตร์ของควินติน ตารานติโน่ เรื่อง “Jackie Brown”; ภาพยนตร์ของจอห์น แฟรงเค็นไฮเมอร์ เรื่อง “Ronin”; ภาพยนตร์ของฮาโรล์ด รามิส เรื่อง “Analyze This” และ “Analyze That”; ภาพยนตร์ของโจเอล ชูมัคเกอร์ เรื่อง “Flawless”; ภาพยนตร์ของเดส แม็คนัฟฟ์ เรื่อง “The Adventures of Rocky and Bullwinkle”; ภาพยนตร์ของจอร์จ ทิลแมน เรื่อง “Men of Honor”; ภาพยนตร์ของจอห์น เฮิร์ซเฟลด์ เรื่อง “Fifteen Minutes”; ภาพยนตร์ของแฟรงค์ ออซ เรื่อง “The Score”; ภาพยนตร์ของทอม ดีย์ เรื่อง “Showtime”; ภาพยนตร์ของไมเคิล คาตัน-โจนส์ เรื่อง “City By The Sea;” ภาพยนตร์ของนิค แฮมม์ เรื่อง “Godsend;” ภาพยนตร์ของจอห์น โพลสัน เรื่อง “Hide and Seek”; ภาพยนตร์ของแมรี่ แม็คกัคเคียน เรื่อง “The Bridge of San Luis Rey”; ภาพยนตร์ของ DreamWorks เรื่อง "Shark Tale" ภาพยนตร์ของเจย์ โรช เรื่อง “Meet The Parents” และ "Meet the Fockers," ภาพยนตร์ของแบร์รี่ เลวิงสัน เรื่อง “What Just Happened,” ภาพยนตร์ของจอน แอฟเน็ต เรื่อง “Righteous Kill” และภาพยนตร์ของเคิร์ก โจนส์ เรื่อง “Everybody’s Fine”
เดอ นีโร มีความภาคภูมิใจในการพัฒนาบริษัทอำนวยการสร้างบริหารของเขาที่ชื่อ Tribeca Productions, the Tribeca Film Center ที่เขาก่อตั้งร่วมกับเจน โรเซ็นธัล ในปี 1988 และ Tribeca Film Festival ที่เขาก่อตั้งร่วมกับโรเซ็นธัลและเครก แฮตคอฟฟ์ ในปี 2001 เป็นผบตอบรับจากเหตุการณ์การโจมตีตึก World Trade Center ตลอดการทำงานที่Tribeca Productions เขาพัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่เขาทำหน้าที่ผสมผสานกันหลายตำแหน่ง เช่น ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ และนักแสดง
ภาพยนตร์ของ Tribeca ได้แก่ “A Bronx Tale” ในปี 1993 ซึ่งเป็นการกำกับของเดอ นีโร ครั้งแรก ต่อมาเขากำกับและร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “The Good Shepherd” ที่ร่วมงานกับแม็ตต์ เดม่อน และ แองเจลีน่า โจลี่
ภาพยนร์ของ Tribeca ยังรวมถึงเรื่อง “Thunderheart,” “Cape Fear,” “Mistress,” “Night and the City,” “The Night We Never Met,” “Faithful,” “Panther,” “Marvin’s Room,” “Wag the Dog,” “Analyze This,” “Flawless,” “The Adventures of Rocky and Bullwinkle,” “Meet the Parents,” “Fifteen Minutes,” “Showtime” และ “Analyze That.” ซีรี่ส์ที่ได้รับคำชมทางทีวีของบริษัท เรื่อง “Tribeca” ที่เดอ นีโร ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร และภาพยนตร์ทางทีวีของ NBC เรื่อง “Witness to the Mob,” ภาพยนตร์ที่สร้างของจากชีวิตของแซมมี่ เรื่อง ‘The Bull’ Gravano
จอช ดูฮาเมล (แซม) แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Transformers 3” ของผู้กำกับไมเคิล เบย์ เมื่อช่วงต้นปีนี้ เมื่อไม่นานนี้เขายังแสดงในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “Life as We Know It,” ภาพยนตร์คอมเมดี้แนวครอบครัว เรื่อง “Ramona and Beezus,” “When in Rome” และ “The Romantics” ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Sundance Film Festival เมื่อปี 2010 และเขาให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์ซีรี่ส์แอนิเมชั่นที่ได้รับรางวัล Emmy Award ผลงานของนิคเคโลเดียน เรื่อง “Fanboy & Chum Chum”
ต่อไปดูฮาเมลจะปรากฏตัวในภาพยนตร์แนวดราม่า เรื่อง “Fire With Fire” และภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง “Movie 43” ซึ่งทั้งสองเรื่องมีกำหนดฉายในปี 2012
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของดูฮาเมลเรื่องอื่น ได้แก่ ภาพยนตร์ที่กวาดรายได้ให้บ็อกซ์ออฟฟิศอย่างมหาศาล เรื่อง “Transformers” และ “Transformers 2: Revenge of the Fallen” ในปี 2006 เขาแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญสยองขวัญ เรื่อง “Turistas” และในปี 2004 เขารับบทแสดงนำในภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง “Win a Date with Tad Hamilton”
ดูฮาเมลทำการแสดงเป็นครั้งแรกด้วยการรับบทเป็น โดเรียน เกรย์ ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากผลงานคลาสสิคของออสการ์ ไวลด์ เรื่อง “The Picture of Dorian Gray” หลังการถ่ายทำ เขาย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์คเพื่อร่วมงานกับเหล่านักแสดงในซีรี่ส์ที่มีการฉายมาอย่างยาวนานของ ABC เรื่อง “All My Children” เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Daytime Emmy Award ต่อเนื่องติดต่อกันถึง 3 ครั้งในสาขานักแสดงสมทบชายที่โดดเด่นในภาพยนตร์ซีรี่ส์ สำหรับการแสดงของเขาในบท ลีโอ ดู เพรส และคว้าแรงวัล Emmy ได้ในปี 2002
เขาได้รับการแต่งตั้งจากนิตยสาร People Magazine ให้เป็น 50 บุคคลที่หน้าตาดีที่สุด ดูฮาเมลแสดงเป็น แดนนี่ แม็คคอย ในภาพยนตร์แนวดราม่าความยาว 1 ชั่วโมงที่ฉายทาง NBC เป็นเวลา 6 ฤดูกาล เรื่อง “Las Vegas” ร่วมกับ เจมส์ แคน
แซ็ค แอฟรอน (พอล) เมื่อไม่นานนี้เขารับบทแสดงนำในภาพยนตร์แนวโรแมนติกแฟนตาซี เรื่อง “Charlie St. Cloud” และในภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง “17 Again” ทั้งสองเรื่องเป็นผลงานของผู้กำกับ เบอร์ สเตียร์ส ต่อไปเขาจะปรากฏตัวในภาพยนตร์แนวโรแมนติกดราม่าของสก็อตต์ ฮิคส์ เรื่อง “The Lucky One” ที่สร้างขึ้นจากหนังสือขายดีของนิโคลาส สปาร์คส และให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่มาจากหนังสือเล่มดังของ ดร.ซีอุส เรื่อง “The Lorax” เมื่อไม่นานนี้เขาเพิ่งปิดกล้องจากภาพยนตร์ของ ลี แดเนียลส์ เรื่อง “The Paperboy” และเพิ่งเสร็จจากการแสดงในภาพยนตร์ที่ยังไม่มีชื่อเรื่องของ รามิน บาห์รานี
ก่อนหน้านี้แอฟรอนแสดงในภาพยนตร์เพลงเรื่องดังแห่งปี 2007 ในบทของ ลิงค์ ลาร์คิน ผู้น่ารักในเรื่อง “Hairspray” กำกับโดยอดัม แชงค์แมน เขาเป็นหนึ่งในเหล่านักแสดงที่ร่วมรับรางวัล Critics Choice Award สาขาการแสดงยอดเยี่ยมของเหล่านักแสดงรวม, Hollywood Film Festival Award เมื่อปี 2007 สาขาเหล่านักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปี และได้รับเกียรติเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award® สาขาเหล่านักแสดงที่โดดเด่นในภาพยนตร์ นอกจากนั้นเขายังคว้ารางวัล MTV Movie Award สาขาการแสดงที่โดดเด่น
แอฟรอนยังได้แสดงในภาพยนตร์ของริชาร์ด ลิงงค์เลเทอร์ เรื่อง “Me and Orson Welles” ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ โรเบิร์ต คัปลาว ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่งาน Toronto Film Festival ในปี 2008 เมื่อไม่นานนี้เขาแสดงในภาพยนตร์ของเคนนี่ ออร์เทก้า เรื่อง “High School Musical 3: Senior Year” ที่สร้างสถิติให้บ็อกซ์ออฟฟิศด้วยการเป็นภาพยนตร์เพลงที่มีการเปิดตัวช่วงสุดสัปดาห์ด้วยรายได้ที่สูงที่สุด
แอฟรอนได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกในปี 2006 ด้วยการเป็นนักแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “High School Musical” ภาคต้นฉบับที่เขาได้คว้ารางวัล Teen Choice Award สาขานักแสดงที่โดดเด่น เขากลับมารับบทบาทของ ทรอย โบลตัน ในเรื่อง “High School Musical 2” ที่ทำลายสถิติเคเบิลทีวีด้วยการมีผู้ชมมากถึง 17.5 ล้านคน ผลงานทางทีวีที่มีชื่อเสียงของแอฟรอนนอกจากนั้น ได้แก่ การรับบทบาทในซีรี่ส์ของ WB เรื่อง “Summerland” และรับบทแสดงนำในการแสดงเรื่อง “ER,” “The Guardian,” “CSI: Miami” และ “NCIS”
สำหรับผลงานทางเวที แอฟรอนแสดงในละครเพลงเรื่อง “Gypsy” และปรากฏตัวในผลงานเรื่อง “Peter Pan,” “Mame,” “Little Shop of Horrors” และ “The Music Man”
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด (โคมินสกี) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe Award และ American Comedy Award สำหรับการแสดงของเขาในภาพยนตร์ที่โด่งดังอย่างมาก ผลงานของแกร์รี่ มาร์แชล เรื่อง “Pretty Woman” เขาได้ร่วมงานกับมาร์แชลในภาพยนตร์หลายเรื่องของผู้กำกับ เริ่มจากเรื่อง “Young Doctors in Love” และตามมาด้วยเรื่อง “The Flamingo Kid,” “Nothing in Common,” “Runaway Bride,” “The Princess Diaries” และ “The Princess Diaries 2: Royal Engagement” และภาพยนตร์ยอดนิยมเมื่อปีที่แล้ว เรื่อง “Valentine’s Day”
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเอลิซอนโดนอกจากนั้น ได้แก่ “Love in the Time of Cholera,” “Music Within,” “Tortilla Soup,” “Necessary Roughness,” “American Gigolo” และภาพยนตร์ต้นฉบับเรื่อง “The Taking of Pelham One Two Three”
เขาได้รับรางวัล Emmy Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในการแสดงภาพยนตร์ซีรี่ส์ สำหรับการแสดงของเขาในบท ดร.ฟิลลิป วัตเตอร์ส ทางช่อง CBS เรื่อง “Chicago Hope” ระหว่างการแสดงของเขาถึง 6 ฤดูกาล เอลิซอนโดได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy เพิ่มขึ้นอีก 3 รางวัลและ Screen Actors Guild Award® อีก 1 รางวัล สาขาการแสดงที่โดดเด่นของนักแสดงนำชายในภาพยนตร์ซีรี่ส์ เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในมินิซีรี่ส์หรือภาพยนตร์พิเศษ สำหรับบทบาทของเขาในภาพยนตร์ทางทีวีเรื่อง “Mrs. Cage” ตอนนี้จะเห็นเขาได้จากภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดนิยมของ ABC เรื่อง “Last Man Standing” ที่ร่วมแสดงกับทิม อัลเล็น
เอลิซอนโดเป็นที่รู้จักครั้งแรกจากการแสดงบนเวทีนิวยอร์ค ซึ่งแสดงเป็นพระเจ้าในการแสดงที่คว้ารางวัล Obie Award เรื่อง “Steambath” ต่อมาเขาได้รับคำชมเชยจากการแสดงบรอดเวย์ของเขาในผลงานของนีล ไซมอน เรื่อง “The Prisoner of Second Avenue,” “The Great White Hope” และ “Sly Fox” ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Drama Desk Award และผลงานของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ เรื่อง “The Price” ที่นำกลับมาสร้างใหม่
แคทเธอรีน เฮเกิล (ลอว์ร่า) เป็นที่โด่งดังจากการแสดงครั้งแรกในภาพยนตร์คอมเมดี้ของ จัดด์ อพาทาว เรื่อง “Knocked Up” ตามมาด้วยการแสดงในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง 27 Dresses” และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “The Ugly Truth” ที่เธออำนวยการสร้างบริหารด้วย ภาพยนตร์เหล่านี้ทำให้เฮเกิลได้รับรางวัล “Female Star of the Year” อันทรงเกียรติที่งาน ShoWest awards ในปี 2010
ต่อไปเฮเกิลจะปรากฏตัวในเดือนมกราคมด้วยบทบาทของ สเตฟานี่ พลัม นักล่าเงินรางวัลในเรื่อง “One for the Money” สร้างขึ้นจากนิยายเรื่องแรกของซีรี่ส์ที่ขายดี ผลงานของเจเน็ต อีวาโนวิช กำกับโดย จูลี่ แอน โรบินสัน อำนวยการสร้างโดย ทอม โรเซ็นเบิร์ก, แกรี่ ลุคเชซี่, เว็นดี้ ไฟเนอร์แมน และ ซิดนีย์ คิมเมล อำนวยการสร้างบริหารโดยเฮเกิลผ่านบริษัทอำนวยการสร้างของเธอที่ชื่อ Abishag เมื่อไม่นานนี้เฮเกิลเพิ่งเสร็จจากการแสดงเรื่อง “The Wedding”
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเธอ ได้แก่ “Life As We Know It” กำกับโดย เกร็ก เบอร์ลานติ; ภาพยนตร์แอ็คชั่นคอมเมดี้ เรื่อง “Killers” ของผู้กำกับโรเบิร์ต ลูเคติค; ภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง “The Ringer”; ภาพยนตร์แนวดราม่าเกี่ยวกับยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ผลงานของสตีเฟ่น โซเดอร์เบิร์กที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “King of the Hill”; “Under Siege 2: Dark Territory”; “Stand-Ins” และ “That Night” ภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอที่รับบทแสดงนำคือเรื่อง “My Father the Hero”
เฮเกิลจะแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “The Knitting Circle” ของ HBO Films อำนวยการสร้างบริหารโปรเจ็กต์ร่วมกับแม่ของเธอและผู้ร่วมอำนวยการสร้าง แนนซี่ เฮเกิล ภายใต้ชื่อ Abishag ของพวกเขาร่วมกับ Pine Street Pictures เคร็ก ไรท์ กำลังเขียนบทภาพยนตร์ที่มีการดัดแปลง ซึ่งอ้างอิงมาจากนิยายขายดีของแอน ฮูด เมื่อไม่นานนี้ Abishag ยังประกาศว่าพวกเขาจะอำนวยการสร้างซีรี่ส์ภาคต้นฉบับของเรื่อง “Trending” ให้กับ The CW Network โดยการร่วมมือกับ Lakeshore Entertainment และ CBS TV Studios เกร็น เวลส์ กำลังเขียนภาพยนตร์ตอนแรก
สำหรับผลงานทางทีวี เฮเกิลรับบทแสดงเป็น ดร.อิโซเบล “อิซซี่” สตีเฟ่นส์ มานานถึง 6 ฤดูกาล ในภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ของทาง ABC เรื่อง “Grey’s Anatomy” ในปี 2007 เธอได้รับรางวัล Emmy Award และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe สำหรับการแสดงของเธอ เฮเกิลยังแสดงในซีรี่ส์แนวดราม่าไซ-ไฟทาง The WB เรื่อง “Roswell” อีกด้วย
แอชตัน คุตเชอร์ (แรนดี้) ตอนนี้กำลังแสดงในภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิตทาง CBS เรื่อง “Two and a Half Men” ในช่วงต้นปีนี้เขาแสดงในภาพยนตร์ร่วมกับนาตาลี พอร์ทแมน ในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของอีวาน เรียตแมน เรื่อง “No Strings Attached”
คุตเชอร์ยังได้เป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้ร่วมก่อตั้ง Katalyst บริษัทมีเดียสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาสาระที่สร้างสรรค์สำหรับทีวี ภาพยนตร์และเว็บ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 Katalyst กำลังผลักดันทิศทาง ซึ่งเนื้อหาทางรายการทีวีจะถูกสร้างและเสพย์ มีการเฉลิมฉลองการเชื่อมต่อทางสังคมระหว่างผู้ชมและแบรนด์ ภาพยนตร์ของ Katalyst ที่มีชื่อเสียงได้แก่ “The Butterfly Effect,” “Guess Who,” “Killers” และ “No Strings Attached”
ทรัพย์สินทางปัญญาด้านทีวีที่มีชื่อเสียงของบริษัท อาทิเช่น ซีรี่ส์ยอดนิยมเรื่อง “Punk’d,” “Beauty and the Geek” และ “True Beauty” ทรัพย์สินทางด้านสื่อดิจิตอล อาทิเช่น โปรแกรมมิ่งให้กับแบรนด์ส่วนใหญ่ เช่น แคมเปญโฆษณาCurve ID ของ Levi, ผู้ชนะรางวัล OMMA Award ในปี 2011 สาขา Best Integrated Online Fashion Campaign, Nikon’s “The Chase,” Mountain Dew’s “DEWmocracy” และ United Nations’ “Malaria No More” ในปี 2010 Katalyst ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 50 ผู้สร้างสรรค์ที่มีแรงบันดาลใจมากที่สุดแห่งปี โดย Ad Age และเป็น 1 ใน 10 บริษัทที่มีความสร้างสรรค์ที่สุด จากนิตยสาร Fast Company
คุตเชอร์ได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกในบท ไมเคิล เคลโซ่ ของซีรี่ส์คอมเมดี้ยอดนิยม “That ’70s Show” ที่ออกอากาศถึง 8 ฤดูกาล ตั้งแต่นั้นมาเขาแสดงภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมของบ็อกซ์ออฟฟิศอีกมากมาย ได้แก่ “What Happens in Vegas,” “The Guardian,” “A Lot Like Love” และภาพยนตร์แนวเคาท์ยอดฮิตเรื่อง “Dude, Where’s My Car?”
ในปี 2010 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบุคคลอันทรงอิทธิพลที่สุด 1 ใน 100 คนจากนิตยสาร Time
เซธ เมเยอร์ส (กริฟฟิน) กลับมาแสดงเป็นฤดูกาลที่ 11 ของเขาด้วยการเป็นหนึ่งในเหล่านักแสดง และเป็นฤดูกาลที่ 6 ในการแสดงเป็นหัวหน้านักเขียนและ ผู้ประกาศข่าว “Weekend Update” ให้กับ “Saturday Night Live” จากการเป็นผู้ประกาศเดี่ยวของ “Weekend Update” เมเยอร์สร้างเสน่ห์ให้ผู้ชมด้วยการเหน็บแนมข่าวเด่นประจำวัน และสร้างความบันเทิงให้กับแขกรับเชิญที่แฟนๆ ชื่นชอบ อาทิเช่น “สเตฟอน” ผู้สื่อข่าวที่ทันสมัยสุดๆ ที่แปลกประหลาด รวมถึงนักร้องดูโอที่ไม่มีการเตรียมการมาโดยตลอด “Garth and Kat” ก่อนมุ่งความสนใจอย่างมุ่งมั่นสู่ “Update” เมเยอร์ถูกระบุให้แสดงเป็นตัวละครที่หลากหลายอยู่เป็นประจำ
เขาสำเร็จการศึกษาจาก Northwestern University เขาศึกษาและทำการแสดงที่ Improv Olympic ที่เหล่านักแสดงและนักเขียน “SNL” หลายคนมีจุดเริ่มต้นที่นั่น ก่อนย้ายมาที่ Boom Chicago Theater ที่อัมสเตอร์ดัม การแสดงที่ได้รับคำชมของเขา ได้แก่ “Pick-ups and Hiccups” ที่ร่วมกับจิล เบ็นจามิน ออกทัวร์ยุโรป และเป็นที่สะดุดตาที่สุดของ “SNL”
เมื่อไม่นานนี้ เมเยอร์สได้กลับมาเป็นพิธีกรในงาน ESPY Awards ในปี 2011 ทาง ESPN และ headlined the 2011 White House Correspondents’ Association Dinner ที่ได้รับคำชมมากมาย
ลี มิเชล (เอลิซ) แสดงบรอดเวย์เป็นครั้งแรกในบทของคอเซ็ตน้อยของเรื่อง “Les Misérables” ตอนอายุ 8 ขวบ ตั้งแต่นั้นมาเธอแสดงในละครเวทีเรื่อง “Ragtime” และร่วมกับนักแสดงในการครบรอบการฉลอง 20 ปีของเรื่อง “Fiddler on the Roof” บทบาททางการแสดงของเธอลาสุดเป็น เวนด์ล่า ในการแสดงบรอดเวย์ที่ได้รับรางวัล Tony Award เรื่อง “Spring Awakening” ที่เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Drama Desk Award สาขานักแสดงหญิงที่มีความโดดเด่นในละครเพลง
ตอนนี้จะเห็นมิเชลได้จากซีรี่ส์ฤดูกาลที่ 3 ผลงานของไรอัน เมอร์ฟี่ ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy และได้รับรางวัล Golden Globe และ Screen Actors Guild Award® เรื่อง “Glee” สำหรับผลงานด้านการแสดงของเธอ มิเชลได้รับเกียรติจากการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทั้ง Emmy สาขานักแสดงนำหญิงที่โดดเด่นในซีรี่ส์แนวคอมเมดี้ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe 2 รางวัล สาขานักแสดงหญิงทางทีวีในภาพยนตร์คอมเมดี้หรือละครเพลงยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัล Teen Choice Award ในปี 2010 สาขา Choice TV Actress และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปี 2009 ในสาขา Choice TV Breakout Female Star
ถัดไปเธอจะให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์เพลงแอนิเมชั่น 3 มิติ เรื่อง “Dorothy of Oz” ซึ่งเป็นการนำความคลาสสิคของเรื่อง “The Wizard of Oz” มาสร้างให้ทันสมัย ซึ่งเธอจะให้เสียงตัวละครนำและให้เสียงของบทเพลงดั้งเดิมอีกหลายตัวที่แต่งขึ้นโดยไบรอัน อดัมส์ ภาพยนตร์มีกำหนดฉายในปี 2012
ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ (คิม) เมื่อไม่นานนี้เธอแสดงและอำนวยการสร้างเรื่อง “Sex and the City 2” ภาคต่อจากภาพยนตร์สุดฮิตทั่วโลกในปี 2008 เรื่อง “Sex and the City” ที่ดัดแปลงจากซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยอย่างสูงของ HBO เรื่อง “Sex and the City” มาเป็นภาพยนตร์จอยักษ์
ปาร์คเกอร์เริ่มแสดงบทของ แคร์รี่ แบรดชอว์ ในซีรี่ส์ที่เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมหลายรางวัล อาทิเช่น Golden Globes ในปี 2000, 2001, 2002 และ 2004; Screen Actors Guild Award® ในปี 2001 และ Emmy ในปี 2004 เธอยังได้รับเกียรติจากการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy อีก 5 รางวัล, Golden Globe อีก 4 รางวัล และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award® อีก 3 รางวัล ทั้งหมดในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เธอยังร่วมรับรางวัล SAG Awards® อีก 2 รางวัลในสาขาการแสดงที่โดดเด่นโดยเหล่านักแสดงจากซีรี่ส์แนวคอมเมดี้
ปาร์คเกอร์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ออำนวยการสร้างบริหารของซีรี่ส์ที่ได้รับรางวัล Golden Globe สาขาซีรี่ส์คอมเมดี้ยอดเยี่ยม 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี 2000, 2001 และ 2002 และได้รับรางวัล Emmy สาขาซีรี่ส์คอมเมดี้ที่โดดเด่นในปี 2001 ในปี 2004 ผู้อำนวยการสร้างของซีรี่ส์ได้รับรางวัล Producers Guild of America Award สาขา Television Producer of the Year
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเธอเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์คอมเมดี้ของดักลาส แม็คแกร็ธ เรื่อง “I Don’t Know How She Does It,” ภาพยนตร์ของมาร์ค ลอว์เรนซ์ เรื่อง “Did You Hear About the Morgans?,” ภาพยนตร์ของโนม เมอร์โร เรื่อง “Smart People,” ภาพยนตร์อินดี้เรื่อง “Spinning Into Butter” ที่เธอทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างด้วย และเรื่อง “Failure to Launch” ในปี 2006 ปาร์คเกอร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Actress Golden Globe® สหำรับการแสดงของเธอในเรื่อง “The Family Stone” ต่อไปเธอจะให้เสียงพากย์ร่วมกับเหล่านักแสดงทั้งหมดในภาพยนตร์แอนิเมชั่นผจญภัยสำหรับครอบครัว เรื่อง “Escape from Planet Earth” มีกำหนดฉายในปี 2012
ผลงานก่อนหน้านี้ของเธอที่มีชื่อเสียง ได้แก่ การรับบทแสดงนำในภาพยนตร์ต่างๆ อาทิเช่น ภาพยนตร์ของเดวิด มาเม็ต เรื่อง “State and Main,” “Dudley Do-Right,” “‘Til There Was You,” ภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง “Mars Attacks!” และ “Ed Wood,” “The First Wives Club,” “If Lucy Fell,” “Miami Rhapsody,” “Hocus Pocus,” “Honeymoon in Vegas” และ “L.A. Story” ผลงานเธอในช่วงแรก ได้แก่ “Flight of the Navigator,” “Girls Just Want to Have Fun,” ภาพยนตร์ของไมเคิล แอ็ปเท็ด เรื่อง “First Born” และภาพยนตร์คลาสสิคของเฮอร์เบิร์ต รอส เรื่อง “Footloose” ที่ได้ร่วมงานกับเควิน เบคอน
ปาร์คเกอร์เริ่มอาชีพการแสดงจากการแสดงเวที เธอแสดงบรอดเวย์ครั้งแรกในละครแนวดราม่าที่กลับมาสร้างใหม่เรื่อง “The Innocents” ต่อมาเธอรับบทแสดงนำในละครเพลงบรอดเวย์ยอดฮิต เรื่อง “Annie” เธอยังแสดงในละครบรอดเวย์ที่นำกลับมาสร้างใหม่ เรื่อง “How to Succeed in Business Without Really Trying” และ “Once Upon a Mattress” นอกจากนั้นเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Drama Desk Award สำหรับผลงานการแสดง off-Broadway ของเธอในเรื่อง “Sylvia” และเมื่อไม่นานนี้ในเรื่อง “Wonder of the World”
เส้นทางอาชีพของเธอในช่วงแรก ปาร์คเกอร์รับบทแสดงในซีรี่ส์ทางทีวีเรื่อง “Square Pegs” และ “A Year in the Life” อยู่เป็นประจำ
มิเชล ไฟเฟอร์ (อินกริด) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® 3 รางวัล: 2 รางวัลในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และสำหรับการแสดงของเธอในบทของแม่บ้านชาวดัลลาสที่ชื่อ ลูรีน ฮอลเล็ตต์ เรื่อง “Love Field” และรับบทเป็น ซูซี่ ไดมอนด์ นักร้องหญิงสุดเซ็กซี่ เรื่อง “The Fabulous Baker Boys” และรางวัลที่ 3 ในสาขานักแสดงสมทบหญิง สำหรับบทบาท มาดาม เดอ ทัวร์เวล ผู้เจ็บปวดมาอย่างยาวนานในรื่อง “Dangerous Liaisons”
นอกจากนั้นเธอยังได้รับรางวัล Golden Globe Award สำหรับการแสดงของเธอในเรื่อง “The Fabulous Baker Boys” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe สำหรับการแสดงในเรื่อง “The Age of Innocence,” “Love Field,” “Frankie and Johnny,” “The Russia House” และ “Married to the Mob” บทบาทที่โดดเด่นของเธอคือการแสดงเป็นภรรยาของโทนี่ มอนตาน่า ที่มิอาจลืมเลือนในเรื่อง “Scarface”
โปรเจ็กต์ของเธอที่กำลังจะเข้าฉาย ได้แก่ ภาพยนตร์แนวดราม่าของอเล็กซ์ เคิร์ซแมน เรื่อง “Welcome to People” และภาพยนตร์ที่ได้รับความคาดหวังอย่างสูง เรื่อง “Dark Shadows” ที่เธอกลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน พร้อมกับผู้ที่เธอเคยร่วมงานกันมาก่อนในเรื่อง “Batman Returns”
เมื่อไม่นานนี้ไฟเฟอร์แสดงเป็นโสเภณีชาวปารีสที่อำลาจากวงการแล้วในภาพยนตร์เรื่อง “Cheri” กำกับโดย สตีเฟ่น เฟรียร์ส; ในภาพยนตร์แนวดราม่าเรื่อง “Personal Effects” และในภาพยนตร์เพลงยอดนิยมที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe เรื่อง “Hairspray” เธอยังแสดงเป็นตัวร้ายในมหากาพย์ภาพยนตร์แฟนตาซี เรื่อง “Stardust” ที่ดัดแปลงมาจากนิยายแนวแฟนตาซีของ นีล ไกแมน กำกับโดย แมทธิว วอนห์
ในปี 2003 เธอให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่อง “Sinbad: Legend of the Seven Seas” และในปี 2002 เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award® สำหรับบทบาทที่เธอเล่นเป็นแม่ผู้เป็นฆาตกร เรื่อง “White Oleander” ในปี 2001 เธอแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง “I am Sam” และภาพยนตร์เรื่องดังในช่วงซัมเมอร์ปี 2000 เรื่อง “What Lies Beneath”
ภาพยนตร์ของไฟเฟอร์ยังรวมถึง “The Story of Us,” “A Midsummer Night’s Dream,” “One Fine Day,” “To Gillian on her 37th Birthday,” “Up Close and Personal,” “Dangerous Minds,” “Wolf,” “Batman Returns,” “The Witches of Eastwick,” “Tequila Sunrise,” Sweet Liberty” และ “Ladyhawke”
ทิล ชไวเกอร์ (เจมส์) เป็นนักแสดงชาวเยอรมันผู้โด่งดังที่สุดและเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดด้วยบริษัทอำนวยการส้รางภาพยนตร์ของเขาที่ชื่อ Barefoot Films ในเบอร์ลิน เขาสร้างภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1997 ด้วยเรื่อง “Knockin’ on Heaven’s Door” ภาพยนตร์แนวเคาท์อมตะที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เขายังกำกับและอำนวยการสร้างเรื่อง “Der Eisbaer (The Polar Bear)” ในปี 1998 ด้วย
ชไวเกอร์ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ของชาวอเมริกันหลายเรื่อง ได้แก่ “Already Dead,” “King Arthur,” “In Enemy Hands,” “Magicians,” “Tomb Raider: The Cradle of Life,” “Driven,” “SLC Punk,” “Investigating Sex,” “Joe and Max,” “The Replacement Killers” และเมื่อไม่นานมานี้ในผลงานของควินติน ตารานติโน่ เรื่อง “Inglourious Basterds” โปรเจ็กต์ของเขาที่กำลังจะฉาย ได้แก่ ภาพยนตร์แนวดราม่าอาชญากรรม เรื่อง “The Courier” และภาพยนตร์แอ็คชั่นคอมเมดี้ เรื่อง “This Means War”
ชไวเกอร์ได้รับรางวัล Bambi Award ในปี 2005 จากเรื่อง “Barfuss” (Barefoot) ที่เขาเขียน กำกับ และแสดงในภาพยนตร์ เขายังคว้ารางวัล Bambi จากการรับบทแสดงนำในเรื่อง “Raumschiff Surprise” (Dreamship Surprise) และเป็นนักแสดงชาวต่างชาติคนแรกที่คว้ารางวัล Polish Oscar ทที่งาน Warsaw Film Festival ในปี 1996 สำหรับการแสดงของเขาในเรื่อง “Bastard”
“Keinorhasen” (Rabbit Without Ears) มีการเขียน อำนวยการสร้าง และกำกับโดยชไวเกอร์ และได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโรงภาพยนตร์ของชาวเยอรมันในปี 2008 ภาพยนตร์คว้ารางวัล Bambi Award, Bavarian Film Award, German Comedy Award, DIVA Award 2 รางวัล, Jupiter Award และ Ernst Lubitsch Award ภาพยนตร์ภาคต่อที่ชื่อ “Zweiohrkueken” ก็ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาชไวเกอร์กำกับ อำนวยการสร้าง และแสดงในภาพยนตร์ยอดฮิตแห่งปี 2008 เรื่อง “1 ½ Ritter” (1 ½ Knights) เมื่อไม่นานนี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ ผู้ร่วมเขียน ผู้อำนวยการสร้าง และแสดงในเรื่อง “Kokowaah” ที่ครองอันดับ 1 แห่ง German Movie Charts เป็นเวลา 5 สัปดาห์
ชไวเกอร์ได้มาอยู่หน้ากล้องเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1991 ในภาพยนตร์เรื่อง “Manta, Manta” เขามีบทบาททางทีวีและภาพยนตร์ต่อเนื่องตามมา อาทิเช่น “Der bewegte Mann” (The most desired Man), “Maennerpension” (Jailbirds), “Das Mädchen Rosemarie” (The Girl Rosemarie), “Bastard” (Bandyta), “Bang Boom Bang,” “Der grosse Bagarozy” (The Devil and Ms. D.), “Was tun, wenn’s brennt” (What to do in case of fire), “Les Daltons vs. Lucky Luke,” “Der Rote Baron” (The Red Baron), “Wo ist Fred?” (Where is Fred?), “Phantomschmerz” (Phantom Pain) และ “Männerherzen” ซึ่งกล่าวมาเพียงบางส่วนเท่านั้น
ฮิลารี่ ชแวงค์ (แคลร์) เป็นผู้คว้ารางวัล Academy Award® ถึง 2 ครั้งในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เธอได้รับรางวัล Oscar® เป็นครั้งแรกจากการแสดงเป็น แบรนดัน ทีน่า ในภาพยนตร์แนวดราม่าเมื่อปี 1999 เรื่อง “Boys Don’t Cry” ผลงานของเธอในเรื่องนั้นทำให้เธอได้คว้ารางวัล Golden Globe และ Critics’ Choice รวมถึง New York Film Critics, Los Angeles Film Critics, Chicago Film Critics และ National Society of Film Critics Award ในสาขาเดียวกัน นอกจากนั้น National Board of Review ยังยอมรับในผลงานของชแวงค์ด้วยการมอบรางวัล Breakthrough Performance of the Year Award และเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA และ Screen Actors Guild Award®
ในปี 2005 ชแวงค์คว้ารางวัล Academy Award® เป็นครั้งที่ 2 สำหรับการรับบทแสดงนำในภาพยนตร์ของคลินต์ อีสต์วูด ที่ได้รับรางวัล Oscar® สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่อง “Million Dollar Baby” นอกจากนั้นเธอยังคว้ารางวัล Golden Globe Award เป็นครั้งที่สองและรางวัล SAG Award® รวมถึงรางวัล National Society of Film Critics and Critics’ Choice Awards สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในปีเดียวกันนั้นเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และ SAG Award® สำหรับบทบาทในภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง “Iron Jawed Angels”
เมื่อไม่นานนี้ชแวงค์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล SAG Award® แห่งปี 2011 สำหรับการแสดงของเธอในภาพยนตร์แนวดราม่าที่อ้างอิงจากเรื่องจริง “Conviction” ซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารด้วย ก่อนหน้านี้เธออำนวยการสร้างบริหารและแสดงในภาพยนตร์แนวดราม่าชีวิตจริง 2 เรื่อง ได้แก่ ผลงานของไมร่า แนร์ เรื่อง “Amelia” ที่คว้ารางวัล Hollywood Film Festival Award สำหรับการแสดงบทบาทนักบินหญิงแห่งตำนานของเธอ และเรื่อง “Freedom Writers” กำกับโดย ริชาร์ด ลากราเวเนส
เมื่อปีที่แล้วชแวงค์เป็นผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “Something Borrowed” ภาพยนตร์เรื่องแรกที่อำนวยการสร้างภายใต้บริษัทอำนวยการสร้างภาพยนตร์ของเธอที่ชื่อ 2S Films ซึ่งก่อตั้งร่วมกับมอลลี่ มิคเลอร์ สมิธ
ผลงานที่มีชื่อเสียงของเธอ ได้แก่ ภาพยนตร์ของลากราเวเนส เรื่อง “P.S. I Love You,” ภาพยนตร์ของไบรอัน เดอ พัลม่า เรื่อง “The Black Dahlia,” “The Affair of the Necklace,” ภาพยนตร์ของแซม ไรมี่ เรื่อง “The Gift,” ภาพยนตร์ระทึกขวัญของสตีเฟ่น ฮอปคินส์ เรื่อง “The Reaping” และภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง “Insomnia”
โซเฟีย เวอร์การ่า (เอวา) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy Award ต่อเนื่องกันถึง 2 ครั้ง ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe Award เมื่อปี 2011 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award® สำหรับการแสดงบทบาท กลอเรีย พริตเช็ตต์-เดลกาโด อันเป็นที่ยอมรับของเธอในซีรี่ส์คอมเมดี้อันดับ 1 ที่อเมริกาของ ABC เรื่อง “Modern Family”
สำหรับผลงานภาพยนตร์ เมื่อไม่นานนี้เธอรับบทแสดงเป็น โอไดล์ ในภาพยนตร์สุดฮิตของบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก เรื่อง “The Smurfs” และให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์ช่วงวันหยุดเมื่อไม่นานนี้ เรื่อง “Happy Feet 2” เธอยังเพิ่งปิดกล้องจากเรื่อง “The Three Stooges” ที่มีการเปิดตัวทั่วประเทศเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2012
เวอร์การ่าแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง “Big Trouble” และตั้งแต่นั้นมาได้แสดงในภาพยนตร์ต่าๆง อาทิเช่น “The 24th Day,” “Four Brothers,” “Lords of Dogtown” และภาพยนตร์ที่น่าตื่นเต้นของไทเลอร์ เพอร์รี่ เรื่อง “Meet the Browns” และ “Madea Goes to Jail”
สำหรับผลงานทางเวที เวอร์การ่าได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากการแสดงบรอดเวย์ครั้งแรกด้วยบทบาทของ มาม่า มอร์ตัน ในเรื่อง “Chicago”
ผลงานทางทีวีที่มีชื่อเสียงของเธอสมัยก่อน ได้แก่ ซีรี่ส์ในช่วงไพรม์ไทม์ เรื่อง “Dirty Sexy Money,” “Entourage,” “Hot Properties” และ “The Knights of Prosperity” รวมถึงเรื่องอื่นๆ อีกมาก
ในตลาดของชาวสเปน ผลงานทางทีวีที่มีชื่อเสียงได้แก่ “Fuera de Serie” และ “A Que No Te Atreves” รวมถึงการเป็นแขกรับเชิญในละครโอเปร่าภาษาสเปนที่มีเรทติ้งสูงสุดในปี 2008 เรื่อง “Fuego en la Sangre” ทางช่อง Univision ซึ่งเป็นสถานีของชาวสเปนที่เป็นอันดับ 1 ในอเมริกา นอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ภาษาสเปน เรื่อง “Desperate Housewives” อีกด้วย
เธอมีชื่อเสียงจาก Diet Pepsi และ Skinny Pepsi เมื่อไม่นานนี้เวอร์การ่ายังได้รับการเรียกขานว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงจาก Cover Girl อีกด้วย เธอยังออกเสื้อผ้าและเครื่องประดับของผู้ใหญ่ที่ชื่อ Sofia ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะที่ Kmart และมีชื่อเสียจากการเป็นหนึ่งในนักแสดงและผู้หญิงอันทรงพลังที่สุดแห่งวงการบันเทิงของชาวสเปนโดย The Hollywood Reporter และ Billboard

เกี่ยวกับผู้สร้างภาพยนตร์


แกร์รี่ มาร์แชล (ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้าง) เป็นนักเขียน ผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับผลงานทางทีวี ภาพยนตร์ และโรงละครที่ได้รับความเคารพที่สุดคนหนึ่งในฮอลลีวูด เขายังมีส่วนในการสร้างอาชีพให้กับดาราทางทีวีและภาพยนตร์อีกมากมายด้วย
มาร์แชลกำกับภาพยนตร์สุดฮิตที่โดดเด่นของบ็อกซ์ออฟฟิศหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “Pretty Woman” นำแสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ตส และ ริชาร์ด เกียร์ รายชื่อภาพยนตร์ในการกำกับของเขาที่มีชื่อเสียงหลายเรื่อง อาทิเช่น “The Flamingo Kid” นำแสดงโดย แม็ตต์ ดิลลอน ที่มาร์แชลร่วมเขียนด้วย; “Nothing in Common” ที่เขาร่วมงานกับทอม แฮงค์ส และ แจ็คกี้ เกลียสัน; “Overboard” นำแสดงโดย โกลดี้ ฮอว์น และ เคิร์ต รัสเซล; “Beaches” นำแสดงโดย เบ็ตต์ มิดเลอร์ และ บาร์บาร่า เฮอร์ชีย์; “Frankie & Johnny” ซึ่งเป็นการจับคู่ของมิเชล ไฟเฟอร์กับอัล ปาชิโน่; “The Other Sister” นำแสดงโดย ไดแอน คีตัน ที่เขาร่วมเขียนในเรื่องด้วย; “Runaway Bride” ที่เขากลับมาร่วมงานกับเกียร์และโรเบิร์ตส; “The Princess Diaries” และ “The Princess Diaries 2: Royal Engagement” ทั้งสองเรื่องนำแสดงโดยจูเลีย แอนดรูว์ส และ แอน แฮทธะเวย์; “Raising Helen” นำแสดงโดย เคท ฮัดสัน และ โจน คูแซ็ค และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้สุดฮิตเมื่อปีที่แล้วเรื่อง “Valentine’s Day”
เขาเป็นชาวบรองซ์ตั้งแต่เกิด มาร์แชลเริ่มอาชีพด้วยการทำงานด้านทีวี ต่อมาเขาสร้างและอำนวยการสร้างบริหารซิตคอมที่มีการฉายมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการทีวีของชาวอเมริกัน อาทิเช่น “Happy Days,” “Laverne & Shirley,” “The Odd Couple” และ “Mork & Mindy”
เขายังเป็นที่รู้ในฐานะของนักแสดงอีกด้วย บทบาทในภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของมาร์แชล ได้แก่ เจ้าของคาสิโนในภาพยนตร์เรื่อง “Lost in America”; ผู้บริหารสถานีในเรื่อง “Soapdish”; เจ้าของทีมเบสบอล คุณฮาร์วีย์ ในเรื่อง “A League of Their Own” กำกับโดยพี่สาวของเขา เพ็นนี่ มาร์แชล; คุณโกล์ดในเรื่อง “The Twilight of the Golds” และ เออร์วิน ในภาพยนตร์ที่ลูกชายของเขากำกับเป็นครั้งแรก เรื่อง “Keeping Up with the Steins” เขายังมีการแสดงที่โดดเด่นในภาพยนตร์ของเขาเองอีกหลายเรื่อง และเป็นแขกรับเชิญในซีรี่ส์ทางทีวีอีกมากมาย
ในปี 1997 มาร์แชลร่วมงานกับ แคธลีน ลูกสาวของเขาในการเดินตามความฝันของเขาด้วยการสร้าง Falcon Theatre โรงละคร 130 ที่นั่งในเบอร์แบงค์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โรงละครมีความเฟื่องฟูตั้งแต่มีการเปิดตัว ในปี 2005 มาร์แชลกำกับโอเปร่าเรื่องแรกของเขา ซึ่งเป็นผลงานของ Jacques Offenbach เรื่อง “Grand Duchess” นำแสดงโดย ฟรีเดอริก้า วอน สเตด ที่มีการเปิดตัวฤดูกาลสำหรับ Los Angeles Opera ในปี 2008 เขากำกับผลงานของโดนิเซ็ตติ เรื่อง “L’Elisir d’Amore” (“The Elixir of Love”) สำหรับ San Antonio Opera
ตลอดเส้นทางอาชีพที่มีชื่อเสียงของเขา มาร์แชลได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย เช่น American Comedy Awards Lifetime Achievement Award และ Publicists Guild Motion Picture Showmanship Award สำหรับภาพยนตร์ผลงานทางทีวี ในปี 1995 เขาได้รับการโหวตให้เป็นผู้ชนะรางวัล Valentine Davies Award จาก Writers Guild of America ในเดือนพฤศจิกายน 1997 มาร์แชลครองตำแหน่งใน Academy of Television Arts and Sciences Television Academy Hall of Fame เขาได้รับเกียรติจาก National Italian American Foundation แห่ง Washington, D.C. เมื่อปี 2002
Adams Publishing วางจำหน่ายหนังสือชีวประวัติของมาร์แชลที่ชื่อ Wake Me When It’s Funny, ซึ่งเขาเขียนร่วมกับ ลอริ ลูกสาวของเขาในปี 1995 ในเดือนเมษายนปี 2012 หน่วยงาน Crown ของสำนักพิมพ์ Random House, Inc. จะวางจำหน่าย My Happy Days In Hollywood ที่ได้รับความคาดหวังอย่างสูง ซึ่งเป็นบันทึกประจำวันเล่มใหม่ที่เขียนโดยมาร์แชลและลอริเกี่ยวกับช่วงเวลา 5 ทศวรรษของเขาในวงการทีวีและภาพยนตร์
ไมค์ คาร์ซ (ผู้อำนวยการสร้าง) มีประสบการณ์ในการเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และผลงานทางทีวี นักเขียนทางทีวีและผู้บริหารสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จในวงการมานานกว่า 20 ปี ผลงานต่อไปของเขาที่จะเข้าฉายเป็นภาพยนตร์ครอบครัวเรื่อง “Thunderstruck” ของผู้กำกับจอห์น ไวท์เซล ซึ่งมีการแสดงเป็นเควิน ดูแรนต์ ของ NBA นอกจากนั้นคาร์ซยังมีโปรเจ็กต์อีกมากมายที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ได้แก่ “Honeymoon with Harry” ที่เขียนโดยเจ้าของรางวัล Oscar® พอล แฮ็กกิส และเหล่านักแสดง แบรดลีย์ คูเปอร์ และ โรเบิร์ต เดอ นีโร, “West Texas United” นำแสดงโดยรัสเซล แบรนด์ และ “Fratboy,” กำกับโดยเดวิด ด็อบคิน
เมื่อไม่นานนี้คาร์ซอำนวยการสร้างภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “Valentine’s Day” ซึ่งเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกกับแกร์รี่ มาร์แชล และภาพยนตร์แอ็คชั่นคอมเมดี้ของโรเบิร์ต ลูเคติค เรื่อง “Killers” นำแสดงโดย แอชตัน คุตเชอร์ และ แคทเธอรีน เฮเกิล ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในการอำนวยการสร้างช่วงแรกของเขา อาทิเช่น “Sorority Row” ซึ่งเหล่านักแสดงร่วมรับรางวัล Female Stars of Tomorrow Award ที่งาน ShoWest convention ในปี 2009; “Good Luck Chuck” นำแสดงโดย เดน คุก และ เจสสิก้า อัลบ้า; “First Daughter”; “Malibu’s Most Wanted” และ “Max Keeble’s Big Move” ที่ได้รับรางวัล Special Certificate of Recognition จาก U.S. Department of Health and Human Services สำหรับผลงานทางทีวี เขาร่วมสร้างและอำนวยการสร้างบริหารซีรี่ส์ทางทีวีที่มีการฉายมาอย่างยาวนาน เรื่อง“The Jamie Kennedy Experiment”
ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการสร้าง คาร์ซเป็นผู้บริหารที่ Orion Pictures, TriStar Pictures, and Mandeville Films ในฐานะของผู้บริหารเขาให้ความสนใจในตลาดครอบครัวด้วยโปรเจ็กต์ต่างๆ เช่น “Rudy” และ “The 3 Ninja Kids” และเป็นผู้สนับสนุนรายแรกๆ ของการพัฒนาซีรี่ส์การ์ตูนสุดคลาสสิค เรื่อง “George of the Jungle” ให้มาอยู่ในรูปแบบภาพยนตร์
ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตภาพยนตร์ที่จัดตั้งอยู่ที่ Disney คาร์ซเล็งเห็นโอกาสในการสร้างภาพยนตร์ครอบครัว เรื่อง “The Wonderful World of Disney” ซึ่งเป็นการนำกลับมาเล่าใหม่และแนะนำให้ผู้ชมทางทีวีรุ่นใหม่ได้รู้จัก คาร์ซได้รับสัญญาในการผลิตให้ตัวเองและภายใต้บริษัท Karz Entertainment ที่ผลิตโปรเจ็กต์ที่มีชื่อเสียงอย่างสูงออกมามากมายหลายชุด ได้แก่ “Toothless” ภาพยนตร์ต้นฉบับภาคแรกของเรื่อง; “Geppetto” ภาพยนตร์เพลงทางทีวีภาคต้นฉบับเรื่องแรกของ Disney ที่มีดนตรีและเนื้อเพลงของสตีเฟ่น สจ๊วตซ์ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย; “Model Behavior” นำแสดงโดยจัสติน ทิมเบอร์เลค ในการแสดงภาพยนตร์ของเขาครั้งแรก และ “My Date with the President’s Daughter”
เวย์น ไรซ์ (ผู้อำนวยการสร้าง) นำประสบการณ์ที่ครอบคลุมของเขาในด้านการเขียนภาพยนตร์และการอำนวยการสร้างมาสู่ทีมงานเรื่อง “New Year’s Eve” เมื่อไม่นานนี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ยอดฮิตของแกร์รี่ มาร์แชล เมื่อปี 2010 เรื่อง “Valentine’s Day” และภาพยนตร์ระทึกขวัญ “11-11-11” ที่มีการเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำกับโดย แดร์เร็น บูสแมน
ผลงานการเขียนและการอำนวยการสร้างของไรซ์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ “Chasing Liberty” นำแสดงโดย แมนดี้ มัวร์; ภาพยนตร์คอมเมดี้ของเดวิด สเปด เรื่อง “Lost and Found” และ “Class Act” นำแสดง Kid N’ Play เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์คอมเมดี้ยอดฮิต เรื่อง “Dude, Where’s My Car?” ที่เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพในวงการภาพยนตร์ของแอชตัน คุตเชอร์ และ ฌอนน์ วิลเลียม สก็อตต์ ในโลกของหนังอินดี้ เขาร่วมเขียนและอำนวยการสร้างภาพยนตร์แนวเคาท์ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์และประสบความสำเร็จในการกวาดรายได้ เรื่อง “Suicide Kings” นำแสดงโดย คริสโตเฟอร์ วัลเค็น และ เด็นนิส เลียรี่ และเขาอำนวยการสร้าง “The Runner” นำแสดงโดย จอห์น กูดแมน และ คอร์ตนีย์ ค็อกซ์
เมื่อมานานนี้เขาเริ่มจัดตั้ง Capacity Pictures ร่วมกับริชาร์ด เฮลเลอร์ หุ้นส่วนของเขา บริษัทอำนวยการสร้าง “Finding Amanda” นำแสดงโดย แมทธิว โบรเดอรีค และ บริตตานี่ สโนว์ และ “No Place Like Home” ภาพยนตร์คอมเมดี้ที่นำแสดงโดย แดนนี่ เดอวิโต้ กำกับโดย แซม ฮาร์เปอร์ โปรเจ็กต์ของไรซ์ที่กำลังจะฉาย ได้แก่ “Fatherhood” ที่เขาอำนวยการสร้างร่วมกับ Overbrook และภาพยนตร์สยองขวัญ เรื่อง “The Killing Grounds” ที่เริ่มสร้างในเดือนธันวาคม
แคทเธอรีน ฟูเกต (ผู้เขียนบท) สร้างและอำนวยการสร้างบริหารซีรี่ส์ยอดนิยมเรื่องสำคัญของ Lifetime เรื่อง “Army Wives” ตั้งแต่นั้นไม่นานเธอได้ร่วมงานกับมิเชล โอบาม่า ในแคมเปญ “Joining Forces” ที่มีการปรากฏทาง MSNBC และเขียน PSA ที่นำแสดงโดยสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเสียสละของครอบครัวกองทัพของเรา
ฟูเกตร่วมงานกับแกร์รี่ มาร์แชล เป็นครั้งที่สองในเรื่อง “New Year’s Eve” เธอได้เขียนบทภาพยนตร์ให้กับภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ยอดนิยมแห่งปี 2010 ของเขา เรื่อง “Valentine’s Day” ก่อนหน้านั้นเธอเขียนบทให้ภาพยนตร์ในปี 2004 เรื่อง “The Prince & Me” กำกับโดย มาร์ธา คูลิดจ์ นำแสดงโดย จูเลีย สไตเลส เธอยังเขียนบทภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประวัติล้วนๆ แห่งปี 2003 เรื่อง “Carolina” นำแสดงโดย เชอร์ลีย์ แม็คเลน บทภาพยนตร์ของเธอเรื่อง “The Senator's Wife” ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 10 รายชื่อบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ไม่มีการสร้างประจำปี 2006
ตลอดช่วงเวลาของ Carpe Diem Films บริษัทของเธอ ฟูเกตมีอำนาจในการเลือกสิทธิชั่วอายุขัยให้กับเรื่องราวชีวิตจริงที่มีความแตกต่างกัน 2 เรื่อง ตอนนี้เธอกำลังเขียนและกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ “Boxer” และอำนวยการสร้างบริหารและเขียนเรื่อง “An Ordinary Murder” ให้กับ Lifetime
ในปี 2008 ฟูเกตได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ผู้หญิงของ Daily Variety ที่มีอิทธิพลต่อผลงานฮอลลีวูดและเธอได้รับการเลือกถึง 2 วาระติดต่อกันจากผู้บริหารบอร์ดแห่ง Writers Guild of America, West ฟูเกตยังสร้าง The Writers Fund ซึ่งเป็นกองทุน 2 กองที่ไม่หวังผลประโยชน์ ซึ่งให้การช่วยเหลือนักเขียน WGA ที่มีความเดือดร้อนและ Prize The Surprize, Inc, ซึ่งให้ความสนใจในผู้หญิงและเด็กที่ต้องจากบ้านมาเพราะมีปัญหาจากความรุนแรงในครอบครัว ในปี 2010 เธอได้รับการฉลองจาก French Film Commission ให้เป็น 1 ใน 10 นักเขียนแห่งปี เธอรับปริญญาตรีด้านการแสดงจาก University of California, Riverside
โทบี้ เอ็มเมอริช (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นประธานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสูงสุดแห่ง New Line Cinema ในเดือนมกราคม 2001 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสายงานผลิตภาพยนตร์และควบคุมในช่วงที่เฟื่องฟูที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ตั้งแต่เอ็มเมอริชทำหน้าที่ควบคุมด้านการผลิตภาพยนตร์ New Line ได้ออกภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยม เช่น ภาพยนตร์เรื่องดังที่คว้ารางวัล Academy Award® เรื่อง “The Lord of the Rings: Return of the King”; ภาพยนตร์คอมเมดี้ที่กวาดรายได้สูงสุดแห่งปี 2005 เรื่อง, “Wedding Crashers”; “Elf”; “The Notebook”; “Hairspray”; “Sex and the City”; “Journey to the Center of the Earth”; “He’s Just Not That Into You”; “Four Christmases”; “Valentine’s Day”; and “Horrible Bosses” ต่อไปเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ เรื่อง “The Hobbit” ที่มีกำหนดฉายในปี 2012
เขาเป็นผู้มากประสบการณ์มาอย่างยาวนานของสตูดิโอ ก่อนหน้านี้เอ็มเมอริชไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานของ New Line Music เท่านั้น แต่เขายังเป็นนักเขียนและผู้อำนวยการสร้างที่ประสบความสำเร็จจากการเขียนและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องฮิตอย่างไม่คาดหมายของ New Line เรื่อง “Frequency” นำแสดงโดย เด็นนิส เควด และ จิม คาวีเซล เอ็มเมอริชร่วมงานกับบริษัทในปี 1992 ด้วยการเป็นผู้พัฒนาและผู้บริหารดนตรี ในฐานะของประธานด้านดนตรี เขาควบคุมการพัฒนาซาวด์แทร็คที่ได้รับรางวัล platinum และ gold ของภาพยนตร์เรื่อง “Seven,” “Austin Powers: International Man of Mystery,” “Austin Powers: The Spy Who Shagged Me,” “The Texas Chainsaw Massacre,” “Elf,” “Friday After Next,” “Menace II Society,” “Love Jones,” “Freddy vs. Jason,” “Who’s the Man?” “Above the Rim,” “The Mask,” “Dumb and Dumber” และ “Mortal Kombat”
ก่อนการดำรงตำแหน่งที่ New Line เอ็มเมอริชเป็นตัวแทนของ A&R ที่ Atlantic Records ตั้งแต่ปี 1987 จนถึงปี 1992 เขาศึกษาที่ The Calhoun School and Wesleyan University เขาสำเร็จการศึกษาด้าน Phi Beta Kappa ในปี 1985 ด้วยเกียรตินิยมด้านภาษาอังกฤษและการให้ความสนใจด้านศิลปะคลาสสิคและภาพยนตร์ เขาเป็นผู้คลั่งเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์มากและเป็นนักสะสมงานศิลปะ เอ็มเมอริชยังสนุกกับการวิ่งทางไกลอีกด้วย
เขาทำหน้าที่เป็นประธานบอร์ดแห่ง American Cinematheque
ซามูเอล เจ. บราวน์ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) ได้บริหารพัฒนาผลงานร่วมกับ New Line Cinema ตั้งแต่ปี 2002 และตอนนี้เป็นรองประธานสายงานผลิตภาพยนตร์ให้กับสตูดิโอ
โปรเจ็กต์ของบราวน์ในเร็วๆ นี้ ได้แก่ ภาพยนตร์ผจญภัยแนวครอบครัว เรื่อง “Journey 2: The Mysterious Island” และภาพยนตร์ดนตรีของอดัม แชงค์แมน เรื่อง “Rock of Ages” เมื่อไม่นานนี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในเรื่อง “A Very Harold & Kumar 3D Christmas,” ภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง “Horrible Bosses,” ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ยอดนิยมแห่งปี 2010 เรื่อง “Valentine’s Day” และ “Ghosts of Girlfriends Past”
ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ เขาควบคุมและจัดการเรื่องการผลิตของเรื่อง “The Last Mimzy,” “Fracture,” “Rush Hour 3,” “Harold & Kumar Escape from Guantanamo Bay,” “Appaloosa” และ “Pride and Glory” บราวน์เริ่มอาชีพของเขาที่ New Line ด้วยการเป็นผู้ช่วยแผนกการพัฒนาก่อนที่เขาจะเลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยผู้บริหารของโทบี้ เอ็มเมอริช
ไมเคิล ดิสโก้ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นผู้บริหารพัฒนาให้กับ New Line Cinema ตั้งแต่ปี 2000 ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นรองประธานสายงานผลิตภาพยนตร์ของสตูดิโอ
เมื่อไม่นานนี้ดิสโก้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์ เรื่อง “A Very Harold & Kumar 3D Christmas,” ภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง “Horrible Bosses,” ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง “Going the Distance” นำแสดงโดย ดรูว์ แบร์รี่มอร์ และ จัสติน ลอง และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ยอดนิยมของแกร์รี่ มาร์แชล ที่รวมเหล่านักแสดงเอาไว้ เรื่อง “Valentine’s Day”
ก่อนหน้านี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและผู้บริหารที่มีความสร้างสรรค์ เขาควบคุมและจัดการเรื่องการผลิตภาพยนตร์เรื่อง “Fracture,” “Hairspray,” “Harold & Kumar Escape from Guantanamo Bay,” “Journey to the Center of the Earth,” “Four Christmases” และ “He’s Just Not That Into You”
โปรเจ็กต์ของดิสโก้ที่กำลังจะเข้าฉาย ได้แก่ มหากาพย์ภาพยนตร์แอ็คชั่นผจญภัยของไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง “Jack the Giant Killer” ตอนนี้กำลังอยู่ในการผลิต และภาพยนตร์ของอดัม แชงค์แมน เรื่อง “Rock of Ages”
โจซี่ โรเซ็น (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) ผลงานที่มีชื่อเสียงของเธอเมื่อไม่นานนี้เป็นภาพยนตร์ยอดฮิตแห่งปี 2010 เรื่อง “Valentine’s Day” เธอเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในเรื่อง “Sorority Row” และ “Killers” ก่อนหน้านี้โรเซ็นเป็นประธานที่ Farrell Paura Productions และรองประธานอาวุโสสายงานผลิตภาพยนตร์ที่ Twentieth Century Fox ซึ่งที่นั่นเธอควบคุมการพัฒนาและการผลิตภาพยนตร์ เรื่อง “Dude Where’s My Car,” “From Hell” และ “Just Married”
โรเซ็นเป็นประธานสายงานผลิตภาพยนตร์ให้กับ Horseshoe Bay Productions ซึ่งเธอควบคุมและพัฒนาภาพยนตร์ของพวกเขาหลายเรื่อง ผลงานการผลิตที่มีชื่อเสียงของเธอยังรวมถึงเรื่อง “Gloria,” “Desperate Measures” และ “The Amazing Panda Adventure”
ตอนนี้โรเซ็นเป็นประธานฝ่ายการพัฒนาที่ Karz Entertainment ซึ่งตั้งอยู่ที่ Warner Bros. เธอควบคุมการพัฒนาหลายโปรเจ็กต์ เช่น “Honeymoon with Harry” เขียนขึ้นโดยเจ้าของรางวัล Oscar® พอล แฮ็กกิส นำแสดงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์ และ โรเบิร์ต เดอ นีโร; “West Texas United” ที่จะนำแสดงโดย รัสเซล แบรนด์ และ “Blended” ตอนนี้เธออยู่ในการผลิตโดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารของเรื่อง “Thunderstruck” ภาพยนตร์ครอบครัวนำแสดงโดยนักบาสเก็ตบอล NBA ดาวรุ่ง เควิน ดูแรนต์ ของทีม Oklahoma City Thunder
ไดอาน่า โพคอร์นีย์ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เมื่อไม่นานนี้เธอทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง “Horrible Bosses”; ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ยอดนิยมของแกร์รี่ มาร์แชล ที่รวมเหล่านักแสดงเอาไว้เรื่อง “Valentine’s Day” และภาพยนตร์แนวดราม่าเรื่อง “My Sister’s Keeper” กำกับโดย นิค คาสซาเวเทส นำแสดงโดย คาเมรอน ดิแอซ และเธอยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ผจญภัยแนวแฟนตาซีของเอียน ซอฟต์ลีย์ เรื่อง “Inkheart” นำแสดงโดย เบร็นแดน เฟรเซอร์ และอำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง “Mr. Woodcock” นำแสดงโดย บิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน และ ซูซาน ซารานดอน
ผลงานที่มีชื่อเสียงของโพคอร์นีย์ในช่วงแรกในฐานะของผู้ร่วมอำนวยการสร้าง ได้แก่ ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง “Dark Water” นำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ คอนนอลลี่; ภาพยนตร์ของแลสซี่ ฮัลสตรอม เรื่อง “The Shipping News” นำแสดงโดย เควิน สเปซีย์, จูเลียน มัวร์, จูดี้ เดนช์, เคท แบลนเช็ตต์ และ พีต พอสเซิลเวท; “Hanging Up” กำกับโดย ไดแอน คีตัน ผู้แสดงในเรื่องร่วมกับเม็ก ไรอัน และ ลิซ่า คัดโรว์; “The Astronaut’s Wife” ที่จับคู่จอห์นนี่ เดปป์ กับ ชาร์ลีซ ธีรอน; “A Thousand Acres” และภาพยนตร์ของนิโคลาส ไฮต์เนอร์ เรื่อง “The Object of My Affection” นำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และ พอล รัดด์ และเรื่อง “The Crucible” ที่สร้างขึ้นจากการแสดงของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ โพคอร์นีย์ยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการด้านสถานที่ให้กับเรื่อง “Safe Passage” อีกด้วย
สำหรับ HBO โพคอร์นีย์อำนวยการสร้างสารคดีเชิงชีวิตที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งในปี 1995 เรื่อง “Indictment: The McMartin Trial” กำกับโดย มิค แจ็คสัน จากบทภาพยนตร์ของ แอ็บบี้ แมนน์ และ ไมร่า แมนน์ โดยเป็นการรวบรวมคดีละเมิดสิทธิของเด็ก McMartin Pre-School ในปี 1984 อันมีชื่อเสียง ภาพยนตร์ทางทีวีได้รับทั้งรางวัล Emmy และ Golden Globe สาขาภาพยนตร์ที่ถูกร้างขึ้นมาอย่างโดดเด่นเพื่อทางทีวี
ชาร์ลส มินสกี้ (ผู้กำกับภาพ) ร่วมงานกับผู้กำกับแกร์รี่ มาร์แชล เป็นครั้งที่ 6 ในเรื่อง “New Year’s Eve” ก่อนหน้านี้ได้ถ่ายทำเรื่อง “Pretty Woman,” “Dear God,” “Raising Helen,” “The Princess Diaries 2: Royal Engagement” และภาพยนตร์เมื่อปีที่แล้วเรื่อง “Valentine’s Day”
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของมินสกี้นอกจากนั้น ได้แก่ ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่มีการรวมตัวของเหล่านักแสดง เรื่อง “Something Borrowed” ที่มีการฉายเมื่อต้นปีนี้ รวมถึงภาพยนตร์ของแอนโธนี่และโจ รุสโซ่ เรื่อง “Welcome to Collinwood,” “You, Me and Dupree,” “The Producers” และ “Post Grad”
ภาพยนตร์ตอนแรกหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จที่มาจากผลงานของเขา ได้แก่ ผลงานของผู้กำกับ มิมิ ลีเดอร์ เรื่อง “Related” และ “Vanished” และ “China Beach” ของผู้กำกับร็อด โฮลคอมบ์ ภาพยนตร์ทางทีวีของเขาเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ “Loving Leah” นำแสดงโดย ลอว์เร็น เอ็มบรอส และ “The Russell Girl” ที่นำแสดงโดย แอมเบอร์ แทมบลิน
มินสกี้เป็นผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์สารคดีเมื่อปี 2009 เรื่อง “Citizen McCaw” ที่เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ Santa Barbara News-Press
มาร์ค ฟรีดเบิร์ก (ผู้ออกแบบฉาก) ได้รับรางวัล Emmy Award เมื่อต้นปีนี้ในสาขาการกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม สำหรับผลงานของเขาในมินิซีรี่ส์ที่ได้รับคำชมของ HBO เรื่อง “Mildred Pierce” และในปีนี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบฉากในภาพยนตร์แนวดราม่าของโจดี้ ฟอสเตอร์ เรื่อง “The Beaver” ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของโรเจอร์ มิเชล เรื่อง “Morning Glory,” ภาพยนตร์ของจูลี่ เทย์มอร์ เรื่อง “The Tempest,” ภาพยนตร์ระทึกขวัญของเควิน แม็คโดนัลด์ เรื่อง “State of Play” และภาพยนตร์ที่ชาร์ลี คอฟแมน กำกับเป็นครั้งแรกเรื่อง “Synecdoche, New York”
ในตอนแรกเขาเป็นนักศึกษาชาวแมนฮัตตันด้านศิลปศาสตร์ เขามีความหลงใหลทั้งด้านภาพยนตร์และการวาดภาพ โดยจับมาผสมผสานทั้งด้านเข้ากับอาชีพผู้ออกแบบฉากให้ภาพยนตร์ต้นทุนต่ำที่มีอิทธิพลหลายเรื่อง ในระหว่างการเคลื่อนไหวของภาพยนตร์อินดี้ของนิวยอร์คแห่งช่วงต้นยุค 90 ภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขาออกแบบฉาก ได้แก่ ภาพยนตร์ของอเล็กซานเดอร์ ร็อคเวล เรื่อง “In the Soup” และภาพยนตร์ของแม็กกี้ กรีนวอลด์ เรื่อง “The Ballad of Little Jo”
ผลงานที่มีชื่อเสียงของฟรีดเบิร์กนอกจากนั้น ได้แก่ ภาพยนตร์ในการร่วมงานกับผู้กำกับแกร์รี่ มาร์แชล เมื่อก่อนหน้านี้เรื่อง “Runaway Bride” รวมถึงเรื่อง “The Producers” ของเมล บรูคส์; “Kama Sutra: A Tale of Love” ของมิร่า แนร์; “The Ice Storm” ของ อั้ง ลี่; “Pollock” ของเอ็ด แฮร์ริส; “Far From Heaven” ของ ทอดด์ เฮย์นส; “Broken Flowers” และ “Coffee and Cigarettes” ของ จิม มาร์มัช; “The Life Aquatic with Steve Zissou” และ “The Darjeeling Limited” ของ เวส แอนเดอร์สัน และเรื่อง “Across the Universe” ของจูลี่ เทย์มอร์
ไมเคิล โทรนิค (ผู้ลำดับภาพ) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล American Cinema Editors Award 2 ครั้ง: สำหรับผลงาของเขาในภาพยนตร์ของอดัม แชงค์แมน เรื่อง “Hairspray” และภาพยนตร์ของมาร์ติน เบรสต์ เรื่อง “Scent of a Woman”
เมื่อมานานนี้เขาทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพในภาพยนตร์ของไมเคิล กอนดรี้ เรื่อง “The Green Hornet”; ภาพยนตร์สารคดี 3 มิติ เรื่อง “Jonas Brothers: The 3D Concert Experience” และภาพยนตร์แอ็คชั่นผจญภัยที่กำลังจะเข้าฉาย เรื่อง “Act of Valor” ของผู้กำกับไมค์ แม็คคอย และ สก็อตต์ วอนห์
การลำดับภาพของโทรนิคในภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ภาพยนตร์ของอดัม แชงค์แมน เรื่อง “Bedtime Stories,” ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เรื่อง “Hannah Montana/Miley Cyrus: Best of Both Worlds Concert Tour,” “Mr. & Mrs. Smith,” “S.W.A.T.,” “The Scorpion King,” “Remember the Titans,” “Blue Streak,” “Meet Joe Black,” “Volcano,” “Eraser,” “True Romance,” “Days of Thunder,” “Midnight Run,” “Less Than Zero” และ “Beverly Hills Cop II” เขายังทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพสมทบในภาพยนตร์เรื่องดังแห่งบ็อกซ์ออฟฟิศ เรื่อง “Iron Man”
ก่อนอาชีพการลำดับภาพ โทรนิคเป็นผู้เรียบเรียงดนตรีภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จด้วยการมีชื่อเสียง อาทิเช่น ภาพยนตร์ที่แกร์รี่ มาร์แชล กำกับเป็นครั้งแรก เรื่อง “Young Doctors in Love” รวมถึงเรื่อง “Predator,” “Outrageous Fortune,” “Nobody’s Fool,” “Ruthless People,” “A Chorus Line,” “Streets of Fire,” “Star 80,” “48 Hrs.,” “Reds,” “Xanadu” และ “All That Jazz” และเรื่องอื่นๆ อีกมาก
เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Board of Governors แห่ง Academy of Motion Picture Arts and Sciences ซึ่งเป็นตัวแทนของ Film Editors Branch
แกรี่ โจนส์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ได้ออกแบบให้กับภาพยนตร์มาแล้วมากมาย ได้แก่ ภาพยนตร์ของผู้กำกับแซม ไรมี่ เรื่อง “Spider-Man 2”; “Two Weeks’ Notice”; ภาพยนตร์ของคอลลี่ Khouri เรื่อง “Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood”; “Secondhand Lions”; “Desperate Measures”; ภาพยนตร์ของหลุยส์ Malle เรื่อง “Vanya on 42nd Street”; “Heartbreakers”; ภาพยนตร์ของซิดนีย์ ลูเม็ต เรื่อง “Guilty as Sin” และ “A Stranger Among Us”; ภาพยนตร์ของปีเตอร์ เวียร์ เรื่อง “The Mosquito Coast” และ “The Trip to Bountiful” โปรเจ็กต์ของเขาเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่อง “Something Borrowed” ของผู้กำกับลุค กรีนฟิล์ด และภาพยนตร์อินดี้เรื่อง “Main Street” ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Austin Film Festival ในปี 2010
ตอนนี้โจนส์อยู่ในช่วงการผลิตภาพยนตร์ของแซม ไรมี่ เรื่อง “Oz: The Great and Powerful”
ก่อนหน้านี้เขาทำงานร่วมกับแกร์รี่ มาร์แชล ในเรื่อง “The Other Sister,” “The Princess Diaries,” “The Princess Diaries 2: Royal Engagement,” “Raising Helen,” “Georgia Rule” และ “Valentine’s Day” โจนส์ยังสนุกสนานกับการร่วมงานสร้างสรรค์มาอย่างยาวนานกับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียง แอน ร็อธ ซึ่งพวกเขาทำงานร่วมกันในภาพยนตร์ของไมค์ นิโคลส์ เรื่อง “Primary Colors”; ภาพยนตร์ของแอนโธนี่ มิงเฮลล่า เรื่อง “The English Patient”; ภาพยนตร์ของซิดนีย์ พอลแล็ค เรื่อง “Sabrina”; ภาพยนตร์ของอลัน พาคูล่า เรื่อง “Consenting Adults”; ภาพยนตร์ของ อาร์เน่ กลิมเชอร์ เรื่อง “The Mambo Kings” และ “Just Cause” และภาพยนตร์ของไบรอัน เดอ พัลม่า เรื่อง “Dressed to Kill”
ในปี 1999 โจนส์และร็อธร่วมรับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® สำหรับผลงานของพวกเขาในภาพยนตร์ของมิงเฮลล่า เรื่อง “The Talented Mr. Ripley” ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขานอกจากนั้น ได้แก่ “All About Steve” นำแสดงโดย แซนดร้า บุลล็อค, โธมัส เฮเดน และ แบรดลีย์ คูเปอร์; ภาพยนตร์ของสก็อตต์ มาร์แชล เรื่อง “All’s Faire in Love” นำแสดงโดย คริสติน่า ริคชี่ และ แอน-มาร์เกร็ต; “Observe and Report” นำแสดงโดย เซธ โรเก็น; ภาพยนตร์ของอดัม บรูคส์ เรื่อง “Definitely, Maybe” นำแสดงโดย ไรอัน เรย์โนลด์ส และ อบิเกล เบรสลิน และเรื่อง “Underdog” ที่ร่วมงานกับเจมส์ เบลูชี่ และ ปีเตอร์ ดิงค์เลจ
จอห์น เด็บนีย์ (ผู้ประพันธ์ดนตรี) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award® สำหรับผลงานการประพันธ์ดนตรีในภาพยนตร์ของเมล กิ๊บสัน เรื่อง “The Passion of the Christ” ต่อไปจะได้ยินผลงานของเขาในภาพยนตร์คอมเมดี้ที่ได้รับความคาดหวังอย่างสูงของพี่น้องฟาร์เรลลี่ เรื่อง “The Three Stooges”
เด็บนีย์ร่วมงานกับผู้กำกับที่มีชื่อเสียงหลายคนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งรวมถึงแกร์รี่ มาร์แชล ในภาพยนตร์เรื่อง “The Princess Diaries,” “The Princess Diaries 2: Royal Engagement,” “Raising Helen,” “Georgia Rule” และ “Valentine’s Day” เขายังได้ร่วมงานกับโรเบิร์ต โรดริเกซ อีกหลายครั้งในเรื่อง “Spy Kids,” “Spy Kids 2: Island of Lost Dreams,” “Sin City,” “The Adventures of Sharkboy and Lavagirl 3D” และ “Machete”; และร่วมงานกับทอม เชดแย็ค ในเรื่อง “Liar Liar,” “Dragonfly” “Bruce Almighty” และ “Evan Almighty” และร่วมงานกับจอน แฟฟริว ในเรื่อง “Elf,” “Zathura” และภาพยนตร์เรื่องดังแห่งบ็อกซ์ออฟฟิศเมื่อไม่นานนี้ เรื่อง “Iron Man 2”
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเด็บนีย์หลายเรื่อง ได้แก่ “A Thousand Words,” “The Double,” “Dream House,” “The Change-Up,” “No Strings Attached,” “Yogi Bear,” “Predators,” “Hannah Montana: The Movie,” “The Stoning of Soraya M.,” “Swing Vote,” “Idlewild,” “Dreamer: Inspired by a True Story,” “Chicken Little,” “The Pacifier,” “The Scorpion King,” “The Emperor’s New Groove,” “End of Days,” “Inspector Gadget,” “I Know What You Did Last Summer,” “The Relic,” “Little Giants” และ “Hocus Pocus”
เขาได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีคลาสสิค ทำให้เด็บนีย์ได้ควบคุมการแสดงวงออเคสตราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่เป็นผลงานดั้งเดิมของเขา ตามมาด้วยความสำเร็จของ “The Passion of the Christ” เขาแสดง “The Passion of the Christ Symphony” ครั้งแรกที่โรม ร่วมกับคณะประสานเสียง 83 คนและวงดนตรี 96 ชิ้น
สำหรับการยอมรับในความสำเร็จด้านดนตรีอันมากมายของเขา เด็บนีย์ได้รับรางวัล Henry Mancini Lifetime Achievement Award อันทรงเกียรติจาก ASCAP ในปี 2005


 




























 

ตัวอย่างมาใหม่ล่าสุดจากหนังเรื่อง New Year’s Eve
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 29 กันยายน 2554

           Warner Bros. ปล่อยตัวอย่างล่าสุด ของหนังรัก โรแมนติกคอเมดี้ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กับภาพยนตร์เรื่อง New Year’s Eve ผลงานล่าสุดของผู้กำกับ แกร์รี มาร์แชล ที่เคยฝากผลงานการกำกับหนังรักเรื่องต่างๆมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Valentine's Day , Pretty Woman , Runaway Bride และที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่อง New Year’s Eve ยังเป็นการรวมนักแสดงฮอลลิวูดชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอชตัน คุทเชอร์ , แคเธอรีน ไฮเกล ,โรเบิร์ต เดอนิโร , จอร์จ ดูฮาเมล , แซค เอฟรอน , คาร์ล่า กูจิโน , อาบีเกล เบรสลิน , เจสสิก้า บีล ,ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ ฯลฯ

เตรียมตัวมาส่งปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ กับหนังรัก New Year’s Eve 29 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

Youtube
http://youtu.be/vpVXmXuOSDs

 
โปสเตอร์มาใหม่จากภาพยนตร์เรื่อง New Year's Eve
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554

          Warner Bros. ปล่อยโปสเตอร์ล่าสุด ของหนังรักโรแมนติกคอเมดี้ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กับภาพยนตร์เรื่อง New Year’s Eve ผล งานล่าสุดของผู้กำกับ แกร์รี มาร์แชล ที่ เคยฝากผลงานการกำกับหนังรักเรื่องต่างๆมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Valentine's Day , Pretty Woman , Runaway Bride และที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่อง New Year’s Eve ยังเป็นการรวมนักแสดงฮอลลิวูดชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอชตัน คุทเชอร์ , แคเธอรีน ไฮเกล ,โรเบิร์ต เดอนิโร , จอร์จ ดูฮาเมล , แซค เอฟรอน , คาร์ล่า กูจิโน , อาบีเกล เบรสลิน , เจสสิก้า บีล ,ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ ฯลฯ

เตรียมตัวมาส่งปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ กับหนังรัก New Year’s Eve 29 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

New Year's Eve - Trailer F3(ซับไทย)

http://youtu.be/E2e8z7RrLX4


 
New Year’s Eve อัดแน่นดาราฮอลลีวูดมากมาย ถ่ายทอดเรื่องราวในคืนส่งท้ายปีเก่า
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 26 ธันวาคม 2554


 

       New Year’s Eve ถ่ายทอดไอเดียต่างๆ ที่มีการรวบรวมเรื่องราวของแต่ละคนเอาไว้ เหมือนหยิบยกมาอย่างไม่ตั้งใจจากเรื่องราวหลากหลายที่เกิดขึ้นในทุกวัน แต่ละคนดำเนินเรื่องของตัวเองไป แต่บางคนก็เกี่ยวข้องกับอีกคนในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่ตอนสุดท้ายคนอื่นๆ ก็จะข้ามมาสู่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบ มาร์แชล ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมือกลองให้วงแจ๊ส เล่าวว่า “ผมได้ยินเสียงดนตรีอยู่ในทุกๆ ฉาก จังหวะและท่วงทำนองอยู่ในบทสนทนา ในภาพยนตร์เรื่อง ‘New Year’s Eve’ มีช่วงเวลาที่น่าประทับใจสุดๆ หลายฉาก และมีความตลกอยู่มาก มีหลากหลายเรื่องราวที่ถ่ายทอดในเรื่อง ซึ่งแต่ละคนก็มีท่วงทำนองเป็นของตัวเอง ผมชอบให้สิ่งต่างๆ มาโคจรรอบตัวเพื่อสร้างความเข้มข้นให้สมดุลกับฉากหนึ่งที่เปรียบเทียบกับสีสันของอีกฉากหนึ่ง”

“สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด คือภาพยนตร์มีการออกแบบมาให้ฉากทั้งหมดใช้สถานที่ภายในวันเดียว” ไรซ์ กล่าวเสริมว่า “องก์ที่สามของภาพยนตร์มักเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังเดินอยู่ และในกรณีนี้มันมีนาฬิกาของจริงที่เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมของทุกคน เราสามารถพาผู้ชมโลดแล่นไปบนความตื่นเต้นได้ในทุกช่วงที่เป็นไปได้ทั้งหมดนี้ แต่ลูกบอลนั้นต้องตกลงมาในช่วงเที่ยงคืน และพวกเขาทุกคนต้องมาถึงบทสรุปพร้อมๆ กัน”
ไม่ใช่เรื่องนาแปลกใจเลยที่ภาพยนตร์แห่งการเฉลิมฉลองของ แกร์รี่ มาร์แชล (ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้าง) เรื่อง “New Year’s Eve” จะดึงดูดความสนใจนักแสดงแถวหน้าของวงการฮอลลีวูดจำนวนมากได้ เพราะสิ่งสำคัญคือการเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับผู้มีชื่อเสียง ความไม่ธรรมดาของภาพยนตร์คือมีนักแสดงหลายวัยมานำแสดง อาทิเช่น ฮาลลี่ เบอร์รี่, เจสสิก้า บีล, จอน บอง โจวี่, อาบิเกล เบรสลิน, คริส “ลูดาคริส” บริดเจส, โรเบิร์ต เดอ นีโร, จอช ดูฮาเมล, แซ็ค แอฟรอน, เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้, แคทเธอรีน เฮเกิล, แอชตัน คุตเชอร์, เซธ เมเยอร์ส, ลี มิเชล, ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์, มิเชล ไฟเฟอร์, ทิล ชไวเกอร์, ฮิลารี่ ชแวงค์ และ โซเฟีย เวอร์การ่า

นอกจากนั้นแฟนๆ ภาพยนตร์จะคุ้นหน้ากับการปรากฏตัวอย่างไม่คาดฝันและนักแสดงสมทบที่เข้ามาร่วมในภาพยนตร์เช่นนักแสดงอย่างเจค ที. อัสติน, จิม เบลูชี่, แครี่ เอล์ส, คาร์ล่า กูกิโน่, เชรอ์รี่ โจนส์, แจ็ค แม็คจี, โจอี้ แม็คอินไทร์, อลิซซ่า มิลาโน่, ซาร่าห์ พอลสัน, ซาร์จและเยิร์ดลีย์ สมิธ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ ที่มาช่วยต้อนรับเทศกาลปีใหม่ได้อย่างงดงาม

New Year’s Eve - นิว เยียร์ อีฟ
29 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น
http://www.newyearseve-thai.com
 





 

แซ็ค แอฟรอน ชอบบทแมสเซนเจอร์ ใน New Year’s Eve
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 26 ธันวาคม 2554


 

        ผู้สร้างภาพยนตร์จับคู่อินกริด รับบทแสดงโดย (มิเชล ไฟเฟอร์) เข้ากับเพื่อนร่วมเดินทางที่ดูไม่น่าจะเหมาะสมกันได้เพื่อการเดินทางกระทันหันของเธอ พอลเป็นหนุ่มขับมอไซค์ส่งเอกสารผู้มีความกล้าที่รับบทแสดงโดย แซ็ค แอฟรอน ซึ่งไฟเฟอร์เคยร่วมงานกับเขาในเรื่อง “Hairspray” หากพอลจะหารถจักรยานและวิธีการแก้ปัญหาที่เข้าท่าได้ อินกริดต้องแข่งกับเวลา ซึ่งเธอก็ให้สิ่งตอบแทนเขาได้ ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาอยากได้มากที่สุดในช่วงค่ำคืนที่สนุกสนานแบบนี้ นั่นคือตั๋วงานปาร์ตี้สุดฮอตในตัวเมือง Ahern Records Masked Ball สำหรับความตั้งใจของเจ้านายที่ไม่เคยเห็นความดี ตั๋วคือสิ่งสุดท้ายที่อินกริดตั้งใจหยิบมาระหว่างทางที่เธอออกนอกประตู

เอฟรอนมองว่าพอลเป็นคนที่ “มีความกระตือรือร้น น่ารักสนุกสนานที่ภูมิใจในตัวเองที่ได้ขับจักรยานส่งเอกสาร เขาเป็นคนที่ทำอะไรๆ สำเร็จและไม่มีสิ่งใดมาทำลายเส้นทางของเขาได้เลย เมื่ออินกริดโยนงานนี้ให้เขา เขารู้ทันทีว่าเขานี่แหละเหมาะกับงานแล้ว แต่ในระหว่างทางงานเฉลิมฉลองกลับกลายเป็นเรื่องรองที่เป็นช่วงนิวเยียร์อีฟอันน่าอัศจรรย์ เขาใช้เวลาทุกนาทีเพื่อช่วยเหลือเธอและทำให้เธอมีความสุข มันเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังแห่งความสุขที่กระจายตัวไปทั่วอย่างแท้จริง”

“เราอยากมีการวางตัวเทียบเคียงตัวละครกัน ระหว่างคนที่รู้สึกพลาดโอกาสมามากพอแล้วกับคนที่อายุน้อยกว่าและไม่ได้คิดเรื่องการตัดสินใจและความโศกเศร้าเสียดายอะไรมากมาย” ไรซ์กล่าว “เราคิดกันว่าเอาตัวละครทั้ง 2 นี้มาอยู่ด้วยกันและจับตาดูพวกเขาเตือนสติให้กันในแบบที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไป”

“มันน่าตื่นเต้นเวลาที่เราได้เห็นผู้หญิงขี้อายคนนี้ออกมาจากเกาะกำบังของตัวเองและกลับมามีชีวิตชีวา เวลาที่เราได้เห็นรอยยิ้มอันสดใสนั้นมันเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์” มาร์แชลกล่าว “ส่วนแซ็คก็เป็นคนสบายๆ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นคือคำนิยามของพอล แต่จากนั้นเราจะเห็นองค์ประกอบอื่นๆ ในตัวละครของเขาปรากฏขึ้นมาเมื่อเขาได้รู้จักเธอดียิ่งขึ้น”

มาชมบทบาทน่ารักในมาด หนุ่มขับมอไซค์ส่งเอกสาร ของ แซ็ค แอฟรอน และมาเตรียมตัวมาส่งปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ กับหนังรัก ได้ใน New Year’s Eve - นิว เยียร์ อีฟ
29 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

http://www.newyearseve-thai.com

ดูตัวอย่าง ซับไทย http://youtu.be/E2e8z7RrLX4



 
บทสัมภาษณ์ นักแสดงจาก New Year's Eve
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 6 มกราคม 2555



 

     คำถามและคำตอบกับ เจค ที. ออสติน, อาบิเกล เบรสลิน (เฮลีย์), จอช ดูฮาเมล (แซม),
แซ็ค เอฟรอน (พอล), เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้ (โคมินสกี้), ลีอา มิเชล (เอลิซ),
มิเชล ไฟเฟอร์ (อินกริด), ฮิลารี่ ชแวงค์ (แคลร์), แกร์รี่ มาร์แชล (ผู้กำกับ)
และ แคทเธอรีน ฟูเกต (ผู้เขียนบทภาพยนตร์)

คำถาม: สวัสดีปีใหม่ทุกคน จอช ในภาพยนตร์คุณมีช่วงเวลาที่ดีเพียงสั้นๆ กับสุนัขในภาพยนตร์ สุนัขดัชชุนของคุณเป็นไงบ้าง?
แกร์รี่ มาร์แชล: มันเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เป็นช่วงเวลาที่ดี
จอช ดูฮาเมล: มันไม่ค่อยเหมือนสุนัขนะ เหมือนกบต้นไม้ เขาชอบนั่งอยู่ตรงนั้น
ดัชชุนเป็นสุนัขที่ดีนะ มีตลอฟทำอะไรช้าลงแล้วเดี๋ยวนี้ แต่เขายังร่าเริงและตะกละอยู่
ฮิลารี่ ชแวงค์: สุนัขของคุณชื่อมีตลอฟหรอ?
จอช ดูฮาเมล: มีตลอฟ
ฮิลารี่ ชแวงค์: เก๋ดี
จอช ดูฮาเมล: มีตลอฟ กับ โซอี้
ฮิลารี่ ชแวงค์: โซอี้เหมือนกับ ‘อะไรนะ? ฉันไม่ได้ถูกเรียกว่าเกรวี่ด้วยซ้ำ?’
จอช ดูฮาเมล: เปล่า ผมตั้งชื่อให้เธอ ภรรยาของผมตั้งชื่ออีกตัวนึง เธอมีจินตนาการสูงกว่าผม
แกร์รี่ มาร์แชล: ฮิลารี่เลี้ยงนก

คำถาม: มิเชล ทุกๆ อย่างที่ตัวละครของคุณทำลงไปในภาพยนตร์ อะไรเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?
มิเชล ไฟเฟอร์: ขี่มอเตอร์ไซค์ แต่ก็ไม่น่ากลัวหรอกเพราะฉันขี่เองจริงๆ ฉันคิดว่ามันมีหลายอย่างที่มีองค์ประกอบของความท้าทาย
คำถาม: เช่นสภาพอากาศหรอ?
มิเชล ไฟเฟอร์: สภาพอากาศก็ส่วนหนึ่ง ปาปาราซซี่ก็มากันอย่างหนาแน่นและมาอยู่ในฉากด้วย แกร์รี่ต้องคอยบอกแซ็คและฉันให้อยู่ห่างจากกำแพงตลอดเวลา
แซ็ค เอฟรอน: แต่ในแง่บวกมันก็ทำให้เราได้อิงแอบซุกกันใกล้มาก ก็ถือเป็นข้อดีนะ
มิเชล ไฟเฟอร์: ใช่ ดีจริงๆ
แซ็ค เอฟรอน: ผมรู้สึกอุ่นใจมาก

คำถาม: คุณช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยว่า การรับบทแสดงที่ไม่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษมันเป็นยังไง?
มิเชล ไฟเฟอร์: อันที่จริงฉันแสดงบทแบบนั้นเยอะมาก ฉันชอบบทแบบนั้นมากเลยนะ ฉันคิดว่านั่นแหละเป็นสิ่งที่ฉันรัก มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันรักที่สุดในการแสดงเลยที่จะสวมบทที่โดดเด่นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉะนั้นฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันเกิดความสนใจ และได้ลองจินตนาการว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นยังไงที่ต้องอาศัยอยู่ในนิวยอร์คซิตี้ตลอดปีนี้ และไม่เคยไปที่เหล่านี้เลย นั่นแหละคือจุดที่ดึงดูดฉัน

คำถาม: อาบิเกลล คุณเคยมีการพูดคุยกับพ่อแม่ของคุณแบบที่ตัวละครของคุณคุยกับแม่ของเธอเรื่องการโอนอ่อนข้อบังคับมั้ย? หรือพ่อแม่ของคุณเป็นคนสบายๆ ที่คุณจะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ?
อาบิเกล เบรสลิน: ไม่นะ พ่อแม่ฉันเป็นคนสบายๆ เขาปล่อยให้ฉันทำอะไรหลายอย่าง แต่ฉันเคยพูดขึ้นมาวันหนึ่ง ฉันไม่แน่ใจว่าแม่จะให้ไปฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าที่ไทม์สแควร์หรือเปล่า แล้วแม่ก็บอกว่า ‘เดาถูกแล้ว แม่ไม่ให้ไป’ ฉันไม่คิดว่ามันจะเกิดแบบนั้นขึ้นเร็วๆ นี้หรอกนะ

คำถาม: ใครเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายเป็นพิเศษในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่าในชีวิตมั้ย? คืนนั้นเพียงคืนเดียวต้องมีความกดดันมากอยู่แล้ว
จอช ดูฮาเมล: ผมคิดว่าต้องคาดหวังน้อยๆ เข้าไว้
ฮิลารี่ ชแวงค์: ใช่เลย เวลาฉันเลิกหวังว่าคืนส่งท้ายปีเก่าจะสมบูรณ์แบบ รู้มั้ยเป็นการต้อนรับปีใหม่อย่างดี คือช่วงที่มันเริ่มเข้าท่า ฉันพบเสมอตอนที่เป็นเด็ก ฉันเฝ้ารอเพื่อจะไปเริ่มต้นปีใหม่ แล้วสุดท้ายก็ไปจบลงที่รถแล้วพูดว่า ‘ฮ่าๆ สวัสดีปีใหม่’ ทุกที
จอช ดูฮาเมล: ไม่ก็หลับตอน 4 ทุ่มครึ่ง
ฮิลารี่ ชแวงค์: ใช่เลย
แกร์รี่ มาร์แชล: ผมเคยจูบผู้หญิงที่ผมชอบมาก แล้วเธอก็หันไปจูบคนอื่นอีก 7 คน เลยไม่ใช่คืนที่ดีสักเท่าไหร่
ฮิลารี่ ชแวงค์: อย่างน้อยคุณก็ได้จูบแรกนะ

คำถาม: เฮ็คเตอร์ คืนส่งท้ายปีเก่าของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: คาดหวังน้อยๆ? ก็ถูกนะ และผมคิดว่าการกำหนดแบบนั้นนำไปสู่จินตนาการ จินตนาการนำไปสู่การคิดสร้างสรรค์ใหม่ ฉะนั้นการมีทุกอย่างที่เราต้องการปกติแล้วมันก็ไม่ดีหรอก เพราะสิ่งที่เราต้องการมันยังไม่ดีสำหรับเราซะทีเดียว
แต่ก็ไม่หรอก มันก็เป็นเรื่องดีที่ได้ตื่นมาตอนเช้าและพูดว่า ‘วันนี้มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี’ ทำไมเราถึงชอบหรอ? เพราะโลกส่วนใหญ่ไม่มีแบบนั้น ผมโชคดีมาก ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลย
ผมมีคืนส่งท้ายปีเก่าที่เลวร้ายครั้งหนึ่ง เพราะผมคาดหวังอะไรจากมันไงดูสิ ผมเคยเป็นนักดนตรีแจ๊ส ผมก็เล่นดนตรีกับวง 5 คน ตอนนั้นเป็นวันที่มีทั้งเทือกเขาและถ้ำก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าโลกใบนี้เป็นทรงกลม [หัวเราะ] และเราก็มีวงดนตรีแจ๊สที่รับรู้กันได้เลยว่า มีใครเคยได้ยินชื่อวง Cal Tjader บ้าง?
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ สุดๆ เลย!
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: ใช่ คุณรู้จักวง Cal Tjader ที่มีเปียโน, มีความรู้สึก, การเต้นคองก้า, เบส, ทิมเบลส์เป็นวงที่เท่ห์และเจ๋งมาก และเราก็มีการแสดงดนตรีแจ๊สกัน เทศกาลคืนส่งท้ายปีเก่ามีการแสดงดนตรีแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ และค่าจ้างของเราคือ 50 เหรียญ เราจึงไปยังสถานที่ที่เรียกว่ากรีนวิช รัฐคอนเน็คติคัท เราแสดงดนตรีแจ๊สรอบนิวยอร์คซิตี้บริเวณรอบเมืองหลวง และผู้คนรู้วิธีการเต้น 2 คนแบบที่พูดถึงกันที่นิวยอร์ค รู้ใช่มั้ยเต้น 2 คนหมายถึงอะไร? นั่นแหละ
ฉะนั้นเราเดินทางไปที่กรีนวิช รัฐคอนเน็คติคัท เราไปถึงแล้วเราก็แสดงดนตรีแจ๊ส มีการเต้นรำจังหวะแมมโบ้ด้วย มันเป็น The Trolley Song ที่มีการเรียบเรียงได้ค่อนข้างเจ๋ง และอัลเฟรดผู้เล่นเปียโนก็พูดว่า ‘พวกเขาเหมือนภาพสีน้ำมันที่จ้องมองเราเลย’ เราก็รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ที่แคนซัส โตโต้ อีกต่อไป ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่ฮาร์เล็ม
ผมเลยพูดว่า ‘เราทำไงกันดี? ผมกำลังเล่นเพลงของเราได้ที่เลยนะ’ ไม่มีใครเต้นแท็ป ไม่มีเลย พวกเขาได้แต่จ้องมาที่เราจนกระทั่งสุดท้ายอัลเฟรดพูดว่า ‘เอาล่ะ จงเอาไม้กวาดออกมา คนเล่นทิมเบลก็เลยเอาไม้กวาดออกมา เราเริ่มเล่นเลพง Lawrence Welk ทุกคนก็เต้นรำกัน แต่สุดท้ายแล้วในช่วงเย็นตอนที่พวกเขาเล่นสนุกเกอร์กัน พวกเขาก็เข้าแถวเต้นคองก้า ซึ่งเป็นอะไรที่ล้าสมัยที่สุดแต่เป็นที่นิยม พวกเขาจะเต้นอะไรก็ได้หมด
ผู้คนมักจะไม่อยู่ในความประพฤติที่ดีโดยเฉพาะช่วงปีใหม่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกผิดหวัง

คำถาม: แกร์รี่ เราอยากถามคุณเรื่องความท้าทายในการสร้างหลากหลายเรื่องราวที่มีนักแสดงหลายคนที่มีความต้องการและตารางการทำงานที่ต่างกันหน่อย?
แกร์รี่ มาร์แชล: นี่เป็นครั้งแรกที่นักแสดงเหล่านี้มาพบกัน เพราะพวกเขาไม่ได้แสดงฉากเดียวกัน ฉะนั้นสิ่งที่น่าตกใจมากคือพวกเขาสามารถแสดงทุกอย่างได้ค่อนข้างดีอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นใครก็ตามที่มาเข้าฉากเราก็ถ่ายทำและก็ติดตามเรื่องราวของพวกเขา ผมเคยร่วมงานกับบางคนมาก่อนและบางคนก็ร่วมงานเป็นครั้งแรก เราสื่อสารและเข้ากันได้ดี
ผมว่าสิ่งสำคัญที่ผมต้องทำคือการกอดพวกเขา ไม่ใช่เพราะผมมีความน่าดึงดูดมากหรอกนะ แต่พวกเขาหนาวจนแข็งต่างหาก เรากอดกันบ่อยมาก นั่นล่ะเป็นสิ่งสำคัญเลย

คำถาม: เจค ใครเป็นคนที่คุณรู้สึกตื่นเต้นที่สุดที่คุณได้พบตลอดการถ่ายทำภาพยนตร์?
เจค ที. ออสติน: ทุกคนวิเศษมาก คนแรกเลยคือโรเบิร์ต เดอ นีโร เพราะเขาเป็นนักแสดงในดวงใจ เป็นคนที่เราพยายามทำตามแบบเขา ผมว่าเขาเป็นคนที่เราอยากจะเป็น เรียกว่าเดินตามรอยเท้าเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นสำหรับผมมันคือเรื่องเหลือเชื่อเลย

คำถาม: นักแสดงช่วยพูดอะไรสัก 2-3 คำถึงนักแสดงที่คุณแสดงด้วยได้มั้ย? มีเรื่องที่ดีหรือไม่ดีในการทำงานร่วมกับพวกเขาบ้าง?
เจค ที. ออสติน: อาบิเกล เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก คุณเป็นผู้หญิงน่ารักมากนะรู้มั้ย
อาบิเกล เบรสลิน: ขอบคุณค่ะ
เจค ที. ออสติน: ไม่มีอะไรน่าอึดอัดเลย ไม่มีอะไรผิดปกติ มันเป็นบรรยากาศที่ดีเยี่ยม เนื้อเรื่องของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก เป็นเด็กที่อยู่ในวัยของพวกเรา ลูกพี่ลูกน้องของผมก็อยู่ในหนังด้วย อันที่จริงมันเหมือนงานปาร์ตี้เลย
อาบิเกล เบรสลิน: มันสนุกมาก ฉันสนุกมากเลย ดีไปหมดทุกอย่าง เราเข้ากันได้ดี
ฮิลารี่ ชแวงค์: ฉันมีเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง ฉันได้แสดร่วมกับโรเบิร์ต เดอ นีโร ซึ่งสำหรับฉันแล้วเขาคือคนที่ฉันอยากแสดงด้วยก่อนที่ฉันจะตาย เขาเป็นคนแรกที่ฉันต้องแสดงด้วยก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง ฉันเลยต้องตรวจสอบมันและฉันต้องแสดงฉากดราม่าเป็นส่วนใหญ่ด้วย อย่างที่คุณรู้ว่าฉันต้องตายในหนังอยู่แล้วเป็นปกติ ฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูเครดิตเลย
และการได้ร่วมงานกับแกร์รี่ มาร์แชลในหนังคอมเมดี้ พวกเขาใช้เวลาทำงาน 3 สัปดาห์แล้วฉันถึงเข้ามาแสดง ฉันคิดว่า ‘ตายแล้ว อะไรกันเนี่ย บรรยากาศเป็นยังไงกัน? ฉันจะเป็นเพียงคนเดียวที่แตกต่างจากคนอื่นหรอ?’
ฉันต้องไปเข้าฉากและหลังจากนั้นครึ่งวัน ฉันไปเข้าฉากแล้วฮาลลี่ เบอร์รี่กับโรเบิร์ตก็เข้ามาที่ห้อง พวกเขาต้องแสดงกันในช่วงเช้าทั้งหมด พวกเขามีบทของเขาที่ต้องแสดงส่วนฉันก็เหมือนคนนอกของที่นี่ ฉันไม่รู้จักทีมงานหรืออะไรเลย ฉันเข้ามาและก็พยายามสัมผัสความรู้สึกของบรรยากาศให้ได้ก่อนที่จะทำงาน
ฉันเดินเข้ามาแล้วโรเบิร์ตก็อยู่บนเตียง เขานอนอยู่แล้วฉันก็ได้ยินการวางแผนของเขา เราได้ยินทุกอย่างเกี่ยวกับโรเบิร์ต เดอ นีโรที่เขาวางแผน นี่เป็นหนังคอมเมดี้แต่ตัวละครของเขาต้องป่วย ฉันก็ไม่ได้อยากไปยุ่งเรื่องของใคร เขานอนอยู่ตรงนั้นพอเขาเห็นฉันเขาก็หลับตาลง
ฉันคิดว่า ‘ว้าว เขากำลังบอกฉัน เหมือนเราสื่อกันได้ตอนนั้นเลย เราสื่อถึงกันระหว่างฉันกับแผนการของเดอ นีโร’ แล้วฉันก็เริ่มเกิดมีรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดนึง ต่อมาฉันรู้ว่าเขาตั้งใจพูดว่า ‘อะแฮ่ม มีใครกินกาแฟตรงนั้นหรือเปล่า?’
แล้วฉันก็คิดว่า ‘โอ้พระเจ้า เขาหลับอยู่นี่’ จริงๆ แล้วเขาอยู่บนเตียงตลอดวันเลยใช่มั้ย?
แกร์รี่ มาร์แชล: เขางีบพักหนึ่ง
ฮิลารี่ ชแวงค์: เขางีบอยู่! ดูสิถ้าฉันหลับทั้งวันก็เหมือนฉันงีบเหมือนกันสิ แต่ฉันคิดอะไรอยู่คุณรู้ใช่มั้ย! นั่นล่ะ แต่การมีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันมากเลย

คำถาม: ลีอา ตาคุณแล้ว
ลีอา มิเชล: ฉันต้องแสดงร่วมกับแอชตัน ฉันต้องติดอยู่ในลิฟต์กับเขา 2 อาทิตย์ เป็นอะไรที่เยี่ยมไปเลย
แซ็ค เอฟรอน: พนันกันได้เลย โอ้ ให้ตายเถอะ ว้าว
ลีอา มิเชล: และเขาก็เป็นคนตลก ฉัน ‘ถูกดูถูก’ อยู่ 2-3 ครั้ง แต่เขาเป็นคนที่ฉลาดมากและคุยได้ทุกเรื่องในโลกนี้ ซึ่งฉันไม่รู้เรื่องในสิ่งที่เขาพูดประมาณครึ่งหนึ่ง ฉันเลยต้องกลับบ้านแล้วหากูเกิลทุกอย่าง พยายามค้นคว้าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกของเราเพื่อวันต่อไปจะได้มีเรื่องคุย
แต่เขาเป็นคนเก่งนะ เขาทำให้ฉันรู้สึกสบายใจและ...

คำถาม: เขาดูถูกคุณเช่นไร?
ลีอา มิเชล: เขาเปิดประตูทั้งๆ ที่สวมผ้าขนหนู เขาน่าจะสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยทั้งตัวและค่อยเปิดมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัว จริงมั้ย? นั่นแหละที่เขาทำ
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ เขาทำจริงๆ บางทีเราก็รู้สึกตลกดีหลังที่ได้เข้าฉาก
ฮิลารี่ ชแวงค์: บางที?
แกร์รี่ มาร์แชล: พวกเขาทำแบบนั้นจริงๆ มันทำให้เราแปลกใจอยู่นิดๆ
ลีอา มิเชล: จริงด้วย
ฮิลารี่ ชแวงค์: พวกเราสนุกสนานกันมาก
ลีอา มิเชล: ก็เป็นการดูถูกที่ดี
แกร์รี่ มาร์แชล: แล้วแอชตันก็ตัวสูงมาก สูงกว่าลีอา มีหลายช่วงมากที่บางฉากต้องเสริมความสูงเข้าไป เราอาจสังเกตได้ พวกเราร่วมงานกันได้เป็นอย่างดีทั้ง 3 คนเลย

คำถาม: แล้วมิเชลกับแซ็คล่ะ?
แกร์รี่ มาร์แชล: มิเชลกับแซ็คพวกเขาเข้าฉากร่วมกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในเรื่อง Hairspray แล้วตอนนี้ก็ได้ร่วมงานกันอีกครั้ง
แซ็ค เอฟรอน: ใช่ ผมเจอมิเชลเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วตอนแสดงเรื่อง Hairspray และสะดุดตาเธอมากเลยตั้งแต่วันแรก แต่ตอนนั้นผมยังเด็กและขี้อายมาก แค่วนเวียนอยู่รอบเธอ ผมพยายามพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องเสียใจ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะคุยอะไรกับเธอ แล้วทุกอย่างก็พังหมดเลย
อย่างเช่น ‘คุณอยากซักซ้อมฉากมั้ย?’ ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง ผมอายมาก แล้วผมก็ได้คุยโทรศัพท์กับเธอเกี่ยวกับบทนี้ ผมจำได้เลยเธอบอกว่า ‘ฉันว่าเราน่าจะแสดงไปอีกขั้นนะ เราน่าจะแสดงจริง จูบจริงในฉากแล้วกัน’ แล้วผมก็ตอบ ‘เอาด้วยสิ! แสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย ใส่ชื่อผมเลย เซ็นสัญญาเลย มาแสดงกันเลย’ แล้วมันก็ออกมาวิเศษมาก มันเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ได้ร่วมงานกับมิเชลในทุกๆ ครั้ง และการแสดงครั้งที่ 2 ร่วมกับเธอทุกครั้งก็วิเศษมาก
มิเชล ไฟเฟอร์: ฉันคิดว่าผู้หญิงทั่วโลกต้องอิจฉาฉัน เพราะฉันได้จูบในหนังกับแซ็ค เอฟรอน เป็นอะไรที่วิเศษสำหรับฉันในช่วงตอนปลายอายุ 53 มาก ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่รู้สึกอะไรนะ ฉันนั่งคิดว่า ‘เอาล่ะ มันต้องมีบางอย่างที่เลวร้ายหรือน่าอึดอัดในการแสดงร่วมกับแซ็คแน่’ แต่ก็ไม่มีอะไร
ฉันเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์ และเหล่านักแสดงที่น่าตราตรึงใจก็มารวมตัวกัน แต่พอลยังไม่ได้คัดเลือกตัวนักแสดง จากนั้นฉันได้ยินมาว่าแซ็คอาจจะมาแสดง เขาโทรหาฉันและฉันกำลังอยู่ระหว่างคลาส ฉันกรี๊ดและส่งเสียงร้องท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด แล้วเราก็เริ่มคุยกัน
แซ็ค เอฟรอน: ในขณะที่ผมกำลังกรี๊ดอยู่ในรถเทรลเลอร์
มิเชล ไฟเฟอร์: มันเหมือนกับการระเบิด เราสนุกสสนานกันมาก แถมเขามีส่วนร่วมและมีความสามารถมาก ฉันรักพอลและทรงผมตลกๆ ที่เขาตัดมา เราไม่ได้คุยกันมากมายจนกระทั่งเรามาแสดงร่วมกัน ฉันคิดว่าเขารู้สึกผิดหวังนิดๆ เวลาที่เปิดประตูรถเทรลเลอร์ของฉันแล้วมีอินกริดนั่งอยู่ สีหน้าเขาดูผิดหวัง ฉันรู้สึกแย่มากๆ แต่ฉันคิดว่าความน่ารักที่สุดของเขาน่าจะเป็นที่เขาไม่เคยเปิดเผยตัวของเขาเอง และเขายังไม่ยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังแค่ไหน
แซ็ค เอฟรอน: เธอเป็นคนสวย สวยมากเลย
มิเชล ไฟเฟอร์: แต่ยังไงเขาก็ต้องรักเธอ และเขาเป็นคนที่ดีมาก ฉันรักเขาจัง
แกร์รี่ มาร์แชล: ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่น่าหลงใหลที่สุดในหนังคือเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งแคทเธอรีน ฟูเกตเขียนบทและเราคัดเลือกตัวนักแสดงที่เราคิดว่าเป็นคู่พระคู่นางมาเล่น

คำถาม: จอช เพื่อนร่วมแสดงของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
จอช ดูฮาเมล: อย่างแรกเลยผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้แสดงในหนังเรื่องนี้ และเหมือนที่ฮิลารี่บอก เวลาที่มีคนจำนวนมากอยู่ในหนังแบบนี้ เราก็อยากมีส่วนร่วมและแสดงผลงานของเราให้เหมาะสม รู้สึกสบายใจ และมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่ทำได้
แต่ผมว่าถ้าผมต้องตอบคำถามนั้น ผมจะตอบว่าเป็น เยิร์ดลีย์ สมิธ ผมคิดอยู่นะว่า ‘นี่คือลิซ่า ซิมป์สัน’ และเธอก็รับบทเป็นภรรยาของบาทหลวง และเธอกำลังแสดงเป็น มีอยู่ 2-3 เทคที่เธอดูร่าเริงมาก ผมถ่ายทอดเรื่องราวของเธอเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ที่ผมพบเธอเมื่อปีก่อน และเธอก็เริ่มแสดงบทที่ดูเหมือนเธอรู้สึกร้อนแรงและเบื่อหน่าย ผมชอบคิดว่า ‘ผมจะแสดงเป็นลิซ่า ซิมป์สันที่ทั้งร้อนแรงและน่าเบื่อหน่ายด้วยเรื่องนี้แหละ’ แล้วมันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างกับเรื่องนั้น
แต่ผมก็ไม่ได้ร่วมงานกับใครที่นี่เลย เว้นแต่ร่วมงานกับฮิลารี่ 1 นาที
ฮิลารี่ ชแวงค์: 1 วินาที
จอช ดูฮาเมล: แต่ผมได้ร่วมงานกับฌอน โอ’ไบรอัน และ แลร์รี่ มิลเลร์ และ เยิร์ดลีย์ ผมไม่คิดว่าเขาได้คำชมมากพอ เพราะยังมีตัวละครทที่อยู่รายล้อมในเรื่องดีๆ อีกตั้งมากมาย แลร์รี่ มิลเลอร์ เป็นดาราที่ผมเห็นผลงานและจะดูเขาตลอดไป เขาจึงเป็นเพื่อนที่ร่วมงานด้วยแล้วสนุก ผมชอบเขามากเลย
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ แลร์รี่ มิลเลอร์เริ่มจากหนังเรื่อง Pretty Woman กับผม และร่วมงานกับผมตั้งแต่นั้นมา

คำถาม: และแน่นอนว่าเป็นตาเฮ็คเตอร์กับลูกบอลแล้ว
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: สำหรับลูกบอล ปกติแล้วสำหรับแกร์รี่จะมีการโน้มน้าวใจเป็นพิเศษหรือผลตอบแทนในการทำงานบางอย่างให้แกร์รี่ และคราวนี้ผลตอบแทนคือเราไม่ต้องไปนิวยอร์คและไปอยู่บนลูกบอล เราต้องแสดงในฉากกรีนสกรีน ผมบอกว่า ‘นั่นก็ดีนะ เพราะมันเป็นเดือนมีนาคม และเรามีพายุหิมะลูกสำคัญตั้ง 3 ลูก’ ‘มันต้องหนาวสั่นนิดนึงล่ะ’ เขาบอก
จากนั้นที่แน่นอนเลยคือมีโทรศัพท์เข้ามา เขาบอกว่า ‘เดาซิ เรากำลังจะไปนิวยอร์คกัน คุณจะได้อยู่บนลูกบอลในเดือนมีนาคม’ ผมตอบ ‘ก็ได้’ ตอนนี้ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องมึนกับการเลียสแตมป์ซองจดหมายแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ผมได้อยู่บนลูกบอลเหนือจากพื้น 40 ชั้นตอนเวลาตี 2 ครึ่ง … อุณหภูมิเท่าไหร่นะ ประมาณ 10? พร้อมด้วยลมที่เหน็บหนาวเป็นองค์ประกอบ มันกลายเป็น 0 องศา และต้องทำให้ดูสบายๆ เหมือนที่ผมแสดง แถมไปห้องน้ำไม่ได้เพราะเราติดอยู่บนนั้น 3-4 ชั่วโมง มันเป็นอะไรที่ท้าทายมาก
แต่นั่นคือจุดที่เราจะเข้าถึงตัวละครได้ นั่นเป็นสิ่งที่สร้างตัวละครของเราขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งอื่นเลย มันไม่ใช่การวิเคราะห์ มันเป็นความอดทนกับมันโดยส่วนใหญ่ ซึ่งมันก็สนุกมาก จนผมเฝ้ารอเสียงสวรรค์ที่บอกว่า ‘คัท กลับบ้านได้แล้ว’ แต่ลูกบอลที่สูง 40 ฟีตหรอ? มันก็คือประสบการณ์อย่างหนึ่ง

คำถาม: ลีอา นี่เป็นอีกบทหนึ่งที่ให้คุณได้แสดงเส้นเสียงออกมา คุณตั้งใจกับบทบาทที่คุณจะได้ร้องเพลงหรือเปล่า?
ลีอา มิเชล: ใช่ จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ตั้งใจจะแสดงหนังที่ฉันได้ร้องเพลง ฉันร้องเพลงมาเยอะแล้วในการแสดงของฉัน จนฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันน่าจะมองหาอะไรที่ไม่มีเรื่องร้องเพลงมาเกี่ยวข้อง แต่พอฉันอ่านบทภาพยนตร์ เพลงพวกนี้ก็อยู่ในบทไปแล้ว พวกเขาไม่ได้เสริมมาให้ฉัน และฉันรู้สึกว่ามันเป็นบทที่เหมาะกับฉันที่จะแสดงในหนังเรื่องแรก เหมือนเป็นการแปลงการแสดงจาก Glee มาสู่บางอย่าง
ฉะนั้นฉันคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ฉันสนุกมากเลย ฉันจะได้เป็นแบ็คอัพให้บอง โจวี่ ที่เจ๋งสุดๆ และฉันคิดว่าจากนี้ฉันน่าจะเริ่มลองหาสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการร้องเพลง อาจให้เสียงของฉันได้พักบ้าง แต่พออะไรที่เหมาะสมแบบนี้เข้ามาแล้วทำให้รู้สึกว่ามันใช่ มันก็ไม่ทันได้ใช้สมองคิดเลย
แกร์รี่ มาร์แชล: ผมพูดได้ว่าลีอากับผมต่างมาจาก The Bronx นิวยอร์ค ฟังเสียงปรบมือก็ไม่มี แต่แรกเริ่มเธอไม่ได้ร้องเพลงตอนจบของหนัง ‘Auld Lang Syne’ นะ มันไม่ได้อยู่ในต้นฉบับ...
จอช ดูฮาเมล: ผมต่างหากเป็นคนเริ่มร้อง
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ คุณต้องได้ร้อง แต่เราคุยกันแล้วผมก็บอกว่า ‘ผมคิดว่าสาวบรองซ์น่าจะเข้าได้ถึงนะ และเธอก็ร้องเพลง ‘Auld Lang Syne’ ซึ่งผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหนังเลย
ลีอา มิเชล: ขอบคุณแกร์รี่

คำถาม: แกร์รี่ คุณเริ่มคิดถึงการจัดตารางของทุกคนให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ หรือเปล่า? แล้วมีตารางของใครที่แน่นมากจนคุณต้องโยกย้ายสิ่งต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ตัวพวกเขามาแสดงแบบที่คุณต้องการหรือเปล่า?
แกร์รี่ มาร์แชล: เราไว้วางใจอะไรพวกเขาไม่ได้ พวกเขาทำงานกันทุกคนเลยไม่มีใครว่าง เราจึงต้องสร้างตารางขึ้นมาใหม่ทั้งหมดว่าตอนไหนที่พวกเขาว่างและไม่ว่าง และบางครั้งที่มีบางคนไม่ว่างขึ้นมาในนระหว่างวันที่เรากำลังถ่ายทำพวกเขาอยู่ พวกเขาก็มาแสดงได้แค่ครึ่งวัน มีฉากหนึ่งในห้องครัวที่โซเฟีย เวอร์การ่าติดงานอื่นและเธอต้องออกไประหว่างถ่ายทำ ผมก็บอกว่า ‘ผมมาจากงานด้านทีวี เรารู้ว่าจะจัดการทุกอย่างยังไง’
ฉะนั้นจะสังเกตได้ว่ามีฉากหนึ่งที่เธอพากย์เสียงผ่านวอล์คกี้ ซึ่งถูกเขียนไว้ในเรื่อง ฉากนั้นถูกเขียนขึ้นอย่างงดงามโดยแคทเธอรีน แต่เราไม่มีตัวละครผู้หญิง ผมหัวมาเธอก็ไปแล้ว สิ่งที่ช่วยพวกเราได้คือผมต้องปรับเปลี่ยน นักแสดงทุกคนที่มีพรสวรรค์ต้องปรับเปลี่ยน และนั่นคือวิธีที่เราผ่านมาได้
ส่วนใหญ่แล้วผมคิดว่ามีสิ่งเดียวที่พวกเขาร้องขอ บางครั้งทุกคนก็จะขอเสื้อโคทกับหมวกเพราะพวกเขาหนาวจนแทบแข็ง

คำถาม: สำหรับนักแสดงหญิง คุณชอบทำอะไรเป็นพิเศษในคืนส่งท้ายปีเก่า? คุณมีการวางแผนพิเศษในปีนี้หรือเปล่า?
ลีอา มิเชล: ฉันทำแบบเดิมในทุกๆ ปีของคืนส่งท้ายปีเก่า ฉันทำมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ฉันมาจากนิวยอร์ค ฉันเคยไปไทม์สแควร์ครั้งหนึ่งและก็จะไม่ไปอีกเลย แต่ชาวนิวยอร์คมีจุดสนใจพิเศษที่ Central Park ที่พวกเขาจะวิ่งเพื่อเงิน 5 พันเหรียญในช่วงนาทีที่เข็มถึงเลข 12 ฉันเคยวิ่งครั้งหนึ่งแล้วก็เป็นอีกเรื่องที่จะไม่ทำอีกแล้ว แต่มันรู้สึกดีมากที่เห็นพวกเขาวิ่งกัน มันเป็นบรรยากาศที่ดีและเป็นที่ๆ น่าไป นั่นคือที่ๆ ฉันจะไปและไปตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว
ฮิลารี่ ชแวงค์: ขณะที่ลีอาและคนเหล่านั้นกำลังวิ่ง ฉันก็กำลังกินพายและดื่มแชมเปญให้กำลังใจพวกเขาอยุ่
ลีอา มิเชล: และแชมเปญ นั่นล่ะคือเหตุผลที่ฉันไม่วิ่งอีกแล้ว เพราะทั้งสองสิ่งนั้นเข้ากันไม่ได้สักเท่าไหร่
ฮิลารี่ ชแวงค์: เหมือนที่ฉันบอกตอนแรก ฉันหยุดตามหาสุดยอดสถานที่ๆ จะไปและพบว่าสถานที่ๆ ดีที่สุดคือการอยู่กับคนที่เรารัก กับเพื่อนสนิทที่อยู่ล้อมรอบโต๊ะอาหารเย็นหรืออาหารมื้ออร่อย คุยกันถึงปีที่ผ่านมาและปีที่กำลังจะมาถึง สิ่งที่เราอยากเปลี่ยแปลงในชีวิต ได้ยินเรื่องราวของพวกเขา และสิ่งที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้นบนโลก นั่นคือสิ่งที่เราทำกัน และฉันไม่เคยทำไปจนถึงตอนเที่ยงคืนเลย
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: ไม่เคยเหมือนกัน
มิเชล ไฟเฟอร์: ฉันก็ไม่เคยทำตอนเที่ยงคืนเหมือนกัน ฉันฉลองปีใหม่ตอน 3 ทุ่มตามเวลาทางชายฝั่งตะวันตก ฉันดูลูกบอลตกลงมานุดนอนกับแชมเปญ และอาจมีพายหรืออะไรก็ได้ที่อยู่รอบตัว ฉันเลิกคาดหวังอะไรที่ดูไม่สมจริงในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่ามาหลายปีแล้ว
แซ็ค เอฟรอน: ใช่ แต่เราก็ต้องเปลี่ยนมันไปเพราะคุณออกมากับผมในปีนี้
มิเชล ไฟเฟอร์: แซ็คขู่ว่าจะพาฉันออกไปข้างนอกในคืนส่งท้ายปีเก่า ฉันต้องปรึกษากับสามีของฉันก่อน
แซ็ค เอฟรอน: งานเลี้ยงต่างๆ ดูเหมือนจะสนุกยิ่งขึ้นในทุกปี มันต้องสนุกแน่ ผมจะพาคุณไปดูว่าเราทำกันยังไง มิเชล

คำถาม: สำหรับบทบาทที่คุณแสดง มีเรื่องไหนที่ตรงกับชีวิตของคุณแล้วคุณดึงมันออกมาแสดงหรือเปล่า?
มิเชล ไฟเฟอร์: รู้มั้ยตอนที่ฉันอ่านบทนี้ ฉันพูดว่า ‘ตัวละครนี้เป็นใคร?’ ฉันว่าฉันคุยกับแกร์รี่ ฉันพูดว่า ‘แกร์รี่ ดูนี่หน่อย ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นิวยอร์คมานาน 30 ปีและเธอไม่เคยออกไปที่อื่นเลยหรอ?’ แล้วฉันก็พบว่าจริงๆ แล้วฉันเหมือนเธอมากส่วนเขาไม่ตรง แต่มันเกิดขึ้นค่อนข้างตรงกับความจริง ฉันไม่รู้ว่าฉันเหมือนตัวละครนี้มากแค่ไหนจนกระทั่งหลายปีที่ผ่านมา แต่ใช่เลย
และอันที่จริงฉันก็พบข้อสรุปเมื่อไม่นานนี้ เรานั่งคุยกันมี พอล ซึ่งเป็นตัวละครของแซ็คและมี อินกริด ซึ่งเป็นตัวละครของฉัน ฉันคิดว่า ‘โอ้ ตายแล้ว รู้มั้ยฉันไม่ได้ไปไหนเลย’ ฉะนั้นฉันคิดว่ามันมีความเป็นตัวฉันในส่วนใหญ่อยู่ และฉันค่อนข้างเป็นคนรักสันโดษด้วย
แซ็ค เอฟรอน: ผมคิดว่ามันสนุกมากที่ได้แสดงหนังร่วมกับมิเชล เพราะโดยปกติแล้วผมจะเป็นคนควบคุมเธอทั้งหมดทุกอย่างเลย
ผมชอบตัวละครของผมตรงไหนหรอ? อย่างแรกคือเขาค่อนข้างเป็นคนงี่เง่านะผมว่า เขาค่อนข้างสนใจแต่ตัวเองด้วย
มิเชล ไฟเฟอร์: หลงตัวเอง?
แซ็ค เอฟรอน: ใช่ หลงตัวเอง ไม่รู้สิ ผมคิดว่าผมกำลังหาเรื่อง แต่มันสนุกจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในมิตรภาพของพวกเขาคือเขาพบว่ามันมีอะไรที่มากกว่างานฉลองในคืนส่งท้ายปีเก่า
มิเชล ไฟเฟอร์: คุณเป็นพวกรักความสนุกสนานเหมือนพอลจริง ฉันไม่เรียกว่าคุณเป็นคนหลงตัวเองหรอก
แกร์รี่ มาร์แชล: ขอผมคุยด้วยแล้วบอกว่าแซ็คกับผมอายุต่างกัน จึงมีหลายครั้งที่เราตัดบทที่เขียนและคำบางคำที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นภาษาของตัวเขาออกไป ผมจะขอให้เขาพูดแบบที่เขาอยากพูด ผมคิดว่านั่นช่วยได้ในหลายฉากเลย มีฉากหนึ่งที่เขาพูดว่า ‘นาย’ อยู่ 7 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่เขาพูดจริงๆ แบบภาษาของเขาเอง คำๆ เดิมแต่ในแบบภาษาของเขา
ฮิลารี่ ชแวงค์: แคทเธอรีน [ฟูเกต] กับฉันสังเกตการสร้างโปรเจ็กต์อื่นที่เรากำลังทำอยู่ แคทเธอรีนพูดว่า ‘ฉันเพิ่งเขียนเรื่อง New Year’s Eve เสร็จและบทของ แคลร์ มอร์แกน ที่ฉันเขียนให้คุณ ฉันเห็นเงาคุณอยู่ในนั้น’ และมันเป็นเกียรติที่มีนักเขียนบทมาพูดแบบนั้น เราเห็นคุณเวลาที่กำลังเขียนบทนี้ มันเป็นความประทับใจมากที่ถูกมองในแบบนั้น
และตอนที่ฉันอ่านบทฉันก็ตกหลุมรักกับแคลร์และไอเดียของความรู้สึกที่เหมือนกับเราแบกโลกไว้บนบ่า เราจินตนาการภาพคืนส่งท้ายปีเก่าที่ไม่มีลูกบอลตกไม่ออกใช่มั้ย? มันไม่มีคืนส่งท้ายปีเก่าที่ไม่มีลูกบอลตกหรอก แต่มีไอเดียของผู้หญิงคนนี้ที่ทำงานอย่างหนักและมีความรับผิดชอบ ฉันหมายถึงฉันรู้สึกว่าเข้าถึงบทได้มากเลย ฉันเป็นคนทำอะไรค่อนข้างจริงจัง
แต่ฉันก็รักบทพูดของฉันด้วย เพราะที่แน่ๆ คือมันมีความเป็นสากล ฉันจินตนาการไม่ออกว่าคนๆ นึงที่ไม่เคยคิดถึงปีที่เพิ่งผ่านพ้นไป และคิดในแง่ดีถึงปีถัดไป และการมีโอกาสอีกครั้ง โอกาสครั้งที่ 2 ที่จะได้เป็นคนที่ดีขึ้น ได้รักอีกและได้ให้อภัยมันเป็นอย่างไร และที่สำคัญนั่นคือชีวิตที่อยู่ในกะลาของตัวละครนั้นตัวเดียว ฉันต้องขอขอบคุณที่แคทเธอรีนคิดถึงฉันสำหรับบทนี้ และฉันต้องขอบคุณแกร์รี่มากๆ ที่เขาพูดว่า ‘อ๋อ ฮิลารี่หรอ? ได้เลย’
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ ผมสัญญาฮิลารี่ไว้ว่าเธอต้องโกนผมออก
ฮิลารี่ ชแวงค์: และก็ทำจริง!
แกร์รี่ มาร์แชล: ในหนังส่วนใหญ่เธอไม่ได้ทำแบบนั้น แต่เธอได้ทำในเรื่องนี้ แคทเธอรีนเขียนบทที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา และบทสนทนาก็เขียนมาอย่างสละสลวย ผมจำได้ว่าฮิลารี่กับผมเคยร่วมงานกัน และเราพูดถึงบทสนทนากัน ผมบอกว่า ‘ฮิลารี่ นี่คือสิ่งที่คุณทำเป็นอาชีพ ฉะนั้นคุณเดินหน้าลุยเลย; ผมจะยืนอยู่ตรงนี้กับลูดาคริส เราจะปรับปรุงเครื่องแบบของเขา เขาจะดูเหมือนตำรวจ’ และเธอก็ต้องแสดงถึง 3 เทคด้วยกัน ผมตะโกน ‘คัท’ นั่นเป็นบทของผม แต่เธอกับแคทเธอรีนก็ทำไปแล้ว

คำถาม: แคทเธอรีน มีตัวละครไหนที่คุณรู้สึกว่าเหมือนคุณมากมั้ย? คุณเหมือนใครในหนังเรื่องนี้?
แคทเธอรีน ฟูเกต: ฉันเหมือนใครหรอ? อย่างแรกเลยฉันอยากขอโทษลีอา มิเชล เพราะฉันเขียนบทนั้นมาให้เธอเพราะฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Glee ฉะนั้นมันเป็นความผิดของฉันเองที่เธอต้องร้องเพลงอีกครั้งในหนังเรื่องแรกของเธอ ขอโทษจริงๆ
และคำตอบสำหรับคำถามของคุณเกี่ยวกับเรื่อง New Year’s Eve ฉันต้องถูกจับเพราะขับรถเร็วและถูกโยนเข้าห้องขัง ฉะนั้นถ้านับแล้วก็ไม่ใช่คืนส่งท้ายปีเก่าที่ดี มันไม่ใช่รูปแบบของฉัน
และเช่นเดียวกับฮิลารี่ เธอกับฉันเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในเรื่องที่ฉันสนใจเรื่องระดับของจิตใจ ฉะนั้นฉันรู้ว่าคำพูดที่ฉันมอบให้เธออยู่ในหลักความเชื่อของเธอ และฉันภูมิใจที่ทำให้คนมองฮิลารี่ได้ชัดเจนเหมือนที่มองแคลร์ เพราะนั่นแหละตัวเธอเลย
แต่สำหรับตัวละครทั้งหมด ทุกครั้งที่ฉันเขียนเรื่องอะไรก็ตาม โดยเฉพาะเรื่อง Army Wives หรือ Valentine’s Day ที่มีเหล่านักแสดงมารวมตัวกัน ฉันจะพยายามมองภาพรวมทั้งหมดว่ามีประเด็นสำคัญอะไร? มันเป็นเรื่องของความหวัง การยอมเสี่ยง การให้อภัยตัวเอง การเริ่มต้นใหม่ที่สดใสและเรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้น จากนั้นฉันก็ดูที่ตัวละครทั้งหมดและรู้สึกดูว่าคนกลุ่มนี้จะยังสื่อสารเดิมของเราออกไปได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ตัวละครทุกตัวจึงมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับใครสักคนในชีวิตฉันหรือตัวฉัน มันยากที่จะพูดว่าตัวละครนั้นคือตัวฉัน เพราะตัวละครทุกตัวคือคนที่ฉันรู้จัก
เช่นป้าของฉันคืออินกริด เธออายุ 50 ปี และมีช่วงเวลาที่เลวร้ายตอนครบรอบวันเกิด 50 ปีของเธอ ฉันถามว่า ‘อะไรสร้างปัญหากวนใจให้ป้ามากมาย?’ เธอตอบว่า ‘เพราะป้าไม่เคยยอมเสี่ยงอะไรเลยในชีวิต ป้าเข้าใจตอนอายุ 50 ปีว่าป้าไม่เคยเสี่ยงเลย’ และฉันก็คิดว่า ‘ตอนนี้นั่นล่ะคือตัวละครตัวหนึ่ง แล้วเราจะแสดงออกมาอย่างไร? เธอก็สร้างปณิธานขึ้นมา เธอบอกกับฉันว่า ‘ป้าไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นจริงได้เลย แล้วมันก็เป็นเรื่องเดิมกับที่เขียนปีแล้วปีเล่า’
นั่นคือสิ่งที่จุดประกายไอเดีย ผู้หญิงวัย 50 ปีที่ต้องยอมเสี่ยงครั้งแรกจะเป็นอย่างไร? และแน่นอนว่าฉันถูกจับเรื่องขับรถเร็ว

คำถาม: แกร์รี่ สำหรับนักแสดงทั้งหมดในภาพยนตร์และตารางการทำงานของพวกเขาที่ต่างกัน คุณสามารถสร้างหนังให้ทันเวลาและอยู่ในงบประมาณได้หรือเปล่า?
แกร์รี่ มาร์แชล: จริงๆ แล้วผมสร้างต่ำกว่างบประมาณ ผมคิดว่าพวกเขาจะบอกว่า ‘ทำได้เยี่ยม’ พวกเขาถามว่า ‘คุณสร้างต่ำกว่างบหรอ? เรามีเงินนะ ไปถ่ายเพิ่มมาเดี๋ยวนี้เลย’ เราเลยต้องถ่ายอะไรเพิ่มขึ้น แต่คำถามหรอ? เราสร้างต่ำกว่างบได้ยังไง? เพราะเรามีคนเก่งที่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร และพวกเขาก็ให้เราได้ พวกเขาทุกคนจึงรู้ว่าผมต้องทำงานต่อไป ผมไม่อยากทำให้ทุกคนช็อคแต่รู้ใช่มั้ยว่า New Year’s Eve ใช้สถานที่ตอนกลางคืน เราถ่ายทำในช่วงกลางคืนตี 3-4 พวกเราทุกคนทำงานเวลาต่างๆ และในความจริงคือพวกเขาไม่เคยบ่นเลยและมาทำงาน
ผมจำได้ฉากหนึ่งผมพูดว่า ‘ฉากนี้ถ่ายยากนะฮิลารี่ เพราะผมไม่รู้ว่าจะมองเห็นหน้าคุณได้ยังไง เพราะเรากำลังทำอีกอย่างหนึ่ง เรากำลังดึงคุณไว้อยู่’ แล้วเธอก็บอก ‘ไม่ต้องห่วง ฉันจะมองหากล้องเอง ฉันรู้ว่าต้องแสดงแบบไหน’ แล้วเธอก็ทำได้ มันเป็นความพยายามแบบเป็นทีมอยู่เสมอและมันก็ได้ผลดีซะด้วย

คำถาม: เฮ็คเตอร์ คุณช่วยแสดงความเห็นหน่อยได้มั้ยว่าการได้เป็นฮีโร่แห่งค่ำคืนรู้สึกอย่างไร? คุณเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นมั้ย?
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: ครับ แต่ไม่ได้ตั้งใจน่ะ ผมบังเอิญเป็นฮีโร่ 2-3 ครั้งแต่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้วางแผนมาก่อน พอดีมันมีโอกาส มันรู้สึกดีมาก ผมมีคนมีความสามารถเป็นกองทัพ มันดีมากเลย และผมมีโอกาสได้พูดภาษารัสเซียอีกครั้ง จริงๆ แล้วเป็นภาษายูเครน ผมเลยให้สัญญาณกับฝ่ายผลิตภาพยนตร์ มันเป็นคำพูดยากมากคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต คนๆ นี้เป็นมนุษย์ที่อยู่ในร่างผู้หญิง เธอจึงรู้สึกปลื้มใจมากที่จะได้ยินการประกาศชื่อของเธอ

คำถาม: แกร์รี่ คุณเคยสร้างหนังเรื่อง Valentine’s Day มาแล้วตอนนี้เป็นเรื่อง New Year’s Eve คุณจะสร้างหนังที่เกี่ยวกับเทศกาลทั้งหมดเลยมั้ยถ้าทำได้?
แกร์รี่ มาร์แชล: ไม่หรอก ไม่ว่าแคทเธอรีนจะเขียนเรื่องอะไร ผมมักจะพูดว่ามันต้องสนุกแน่ ผมต้องการเส้นทางที่ง่ายที่สุดในชั่วขณะ เพราะพวกเขาพูดว่ามันเป็นการคัดเลือกนักแสดงทั้งหมด และผมคิดว่ามันมีคำหนึ่งที่เป็นคำภาษาฝรั่งเศสผสมภาษาอังกฤษที่เรียกว่า port canteau มันหมายถึงเนื้อเรื่องกลุ่มหนึ่งที่ผสมผสานกันและโยงมาถึงบทสรุปบางอย่าง และมันถูกผู้ส้รางภาพยนตร์ชาวยุโรปหลายคนสร้างขึ้นมาแล้วหลายปี Love Actually เป็นหนังสมัยใหม่ที่สร้างแบบนั้น
ฉะนั้นแทนที่จะพูดว่า ‘พวกเขาสร้างหนังที่มีดาราเยอะ’ ผมชอบพูดว่าหนัง port canteau มีการแสดงโดยนักแสดงเหล่านี้

คำถาม: เราอยากถามคุณเกี่ยวกับเรื่องกระดาษสี คุณจำเรื่องตลกๆ ของการแสดงกับกระดาษสีเยอะๆ ได้บ้างมั้ย?
แซ็ค เอฟรอน: จำได้ นักแสดงทุกคนซ้อมบทละคร พวกเขาแสดง 3 ฉากในหนังเรื่องเดียว มีฉากหนึ่งที่เราซ้อมในคืนก่อนที่ห้องนอนของเรา จากนั้นก็มีฉากที่เราต้องแสดงจริงๆ ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ แล้วฉากนั้นที่เราหวังก็เกิดขึ้นทีหลัง
และผมจำได้ว่าผมอยู่ที่ห้องของโรงแรมในคืนก่อน แล้วคิดว่าผมจะจูบมิเชลยังไง มันวิเศษมาก ถึงยังไงผมก็ผู้ชายนะ มันรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ดูงดงาม จากนั้นเศษกระดาษสีก็เริ่มโปรยลงมาแล้วลมก็พัดขึ้น หนังสือพิมพ์ก็เริ่มถูกพัดขึ้น มันมีแหล่งกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ แล้วผมก็ออกไปทำหน้าที่ของผมในวันนั้น และทันทีที่ถึงช่วงเวลาสำคัญของผม กระดาษสีชิ้นใหญ่ก็ลอยเข้ามาในปากของผม และผมคิดว่าผมเพิ่งดึงมันออกมานะ
มิเชล ไฟเฟอร์: และเทคแล้วเทคเล่า กระดาษสีก็ยังตกเข้าปาก
แซ็ค เอฟรอน: ใช่ มันมีอยู่ทุกที่เลย ในตาเธอด้วย
มิเชล ไฟเฟอร์: ใช่ ไม่เซ็กซี่เลยนะ
แซ็ค เอฟรอน: เซ็กซี่นะ ผมว่ามันสวยมาก

คำถาม: คิดว่าเราควรให้แกร์รี่ มาร์แชลกล่าวทิ้งท้าย Auld Lang Syne, New Year’s Eve
แกร์รี่ มาร์แชล: ท่ามกลางกระดาษสีที่เห็น พอเราทำอะไรได้ดีกะจตกเป็นเป้าหมายในการแกล้ง อย่างผมคิดขึ้นมาได้ว่าฮิลารี่ทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างใน เราจึงโปรยกองกระดาษสีทั้งหมดลงมาที่ศีรษะของเธอ 2-3 รอบ เราแกล้งกันแบบนั้นแหละ
ผมคิดว่าความวิเศษที่สุดในการสร้างภาพยนตร์ คือเรายังคงสร้างเรื่องราวที่ผมมั่นใจว่าแม้แต่มนุษย์ถ้ำก็เคยนึกถึง แต่เราสร้างด้วยถ้อยคำที่สละสลวยซึ่งเขียนขึ้นโดยแคทเธอรีนที่เรารู้เชื่อเสียงนั้นดี แต่สิ่งที่เราเข้าใจอย่างมากเลยคือเทคโนโลยีของมัน
ซึ่งเราเห็นในภาพยนตร์ว่าจอน บอง โจวี่เป็นนักร้องชื่อดังร้องเพลงที่ไทม์สแควร์ต่อหน้า โห เรามีนักแสดงสมทบประมาณ 3,000 คน และเราต้องถ่ายนักแสดงสมทบนับล้านที่อยู่ที่นั่น เขาอยู่บนเวทีที่ไทม์สแควร์เหมือนในหนังจริงๆ แล้วก็มีกระดาษสีโปรยลงมา ลีอา มิเชลก็อยู่บนเวทีเดียวกันในตอนท้ายของเรื่อง เราสร้างมันขึ้นมาในสตูดิโอเล็กๆ สักแห่งที่บรูคลิน มีคนมาโปรยกระดาษสีใส่หัวเธอหลายคน และถ้าเราดูในหนัง มันจะดูเหมือนพวกเขาอยู่ที่เดียวกันเลย
ผมเลยมีความสุขมากกับสุดยอดนักแสดงทั้งหมดและฝ่ายเทคนิคของผมอย่างตากล้อง ชัค มินสกี้ หนังแนว port canteau แบบนี้ลำดับภาพยากมาก และไมเคิล โทรนิคก็ลำดับภาพได้ดี เรามีทีมงานที่ผมคิดว่าทำให้งบประมาณเป็นไปได้และทุกคนก็สบายใจ ทีมงานเดียวกันับที่ผมเคยร่วมงานมาอย่างยาวนานทั้งผู้ควบคุมบทภาพยนตร์ และคนอื่นๆ ฉะนั้นมันทำให้นักแสดงรู้สึกสบายใจ พวกเขาพูดว่าทีมงานไม่มีการทะเลาะกัน ฉะนั้นทุกอย่างที่นี่ต้องสำเร็จ




 









 
 
 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด