|
 |
|
|
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
เกี่ยวกับภาพยนต์ |
|
|
ข้อมูลงานสร้าง
"W.E."
|
|
|
|


|
จุดเริ่มต้น: ชีวิตของ
วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด
คุณไม่มีทางเข้าใจหรอกว่า
มันลำบากแค่ไหนกับการมีความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก"
- วาลลิส ซิมป์สัน
มาดอนน่า
ซึ่งเป็นผู้กำกับและเขียนบทได้พัฒนาเรื่องราวของ
W.E. มานานหลายปี โดยเธอมีความสนใจในเรื่องราวของ
ดยุคและดัชเชสแห่งวินเซอร์
แต่เธอไม่ต้องการทำหนังชีวประวัติโดยตรง
เธอต้องการจับเอาองค์ประกอบของความรักและถ่ายทอดผ่านเรื่องราวความรักในศตวรรษที่
20
มาดอนน่า พูดถึงแรงบันดาลใจในการสร้างว่า
"ความจริงขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล
ทุกอย่างที่ฉันใช้เพื่อถ่ายทอดตัวตนของ วาลลิส และ
เอ็ดเวิร์ด
เป็นสิ่งที่ฉันได้มาจากการค้นคว้าของตัวเอง
ฉันต้องการทำให้ทุกคนเห็นตัวตนของ วาลลิส
มากกว่าที่เคยรู้จัก และฉันก็สร้างตัวละคร วัลลี่
ขึ้นมาเพื่อเป็นมุมมองของคนนอก วัลลี่
คิดว่าเธอกำลังมองเห็นความรักที่ยิ่งใหญ่
แต่ก็พบว่ามันอาจจะไม่ใช่รักที่สมบูรณ์แบบ
เมื่อทั้ง วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด
ต้องเสียสละสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง"
เบสซี วาลลิส วอร์ฟิลด์ เกิดในรัฐเพนซิลวาเนีย ปี
1896 พ่อของเธอเสียชีวิตไม่นานนักหลังจากเธอเกิด
เธอและแม่ต้องไปอยู่กับบรรดาญาติ ลุงของ วาลลิส
ส่งเธอเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดในรัฐแม่รี่แลนด์
และทำให้เธอได้รู้จักกับบรรดาลูกสาวของครอบครัวที่มีฐานะที่สุดในอเมริกา
วาลลิส เป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง
เธอมักแต่งตัวเรียบร้อยและมีความเป็นกุลสตรี
มาดอนน่า พูดถึง วาลลิส ว่า
"มันสำคัญที่จะเข้าใจยุคสมัยที่ วาลลิส
อยู่ในขณะนั้น
ที่ทางเลือกของผู้หญิงมีเพียงการแต่งงาน
คุณจะไม่มีทางได้ดีไปกว่าผู้ชายที่แต่งงานด้วย
ถ้าคุณเจอผู้ชายที่ดี ชีวิตก็จะมีความสุข
แต่ถ้าไม่ คุณก็จะต้องจำใจทนอยู่กับชีวิตคู่"
ในปี 1916 วาลลิส พบกับสามีคนแรก เอิร์ล วินฟิลด์
สเปนเซอร์ จูเนียร์ นาวิกโยธินสหรัฐ
แต่การแต่งงานของทั้งคู่ไม่ได้มีความสุขนัก
สเปนเซอร์ เป็นคนติดเหล้า ในปี 1920
พวกเขาแยกกันอยู่เป็นครั้งแรก
ก่อนที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันในปี 1921
แต่ก็มาแยกกันอีกครั้งในปี 1922 เมื่อ วินฟิลด์
ต้องไปประจำการอยู่ทางเอเชียตะวันออก วาลลิส
เดินทางไปประเทศจีนในปี 1924 เพื่อที่จะอยู่กับเขา
ในปี 1925 เธอและ วินฟิลด์
ก็ได้ย้ายกลับมายังสหรัฐ ก่อนที่จะหย่ากันในปี
1927
ก่อนที่การหย่าจะเป็นทางการ วาลลิส
เริ่มมีความสัมพันธ์กับ เออร์เนส ซิมป์สัน
นักธุรกิจขนส่งสินค้า
ซึ่งเขาเองก็เพิ่งหย่ากับภรรยาคนแรก
ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกันในปี 1928
และย้ายไปอยู่ลอนดอน ธุรกิจการขนส่งสินค้าของ
ซิมป์สัน ประสบความสำเร็จ
ทั้งคู่ย้ายเข้าไปอยู่ในแมนชั่นหรูและสนุกกับชีวิตของสังคมชั้นสูง
เอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ พบ วาลลิส
ครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี 1931
ระหว่างสุดสัปดาห์การล่าสัตว์ เอ็ดเวิร์ด
เป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ชายที่ชอบทำทุกอย่าง
และยังมีชื่อเสียงในเรื่องการหว่านสเน่ห์ให้ผู้หญิง
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับ เลดี้ เธลม่า
เฟอร์เนส เขาก็ตกหลุมรัก วาลลิส เข้าอย่างจัง
เขาบอกเธอว่า
"คุณคือผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ"
พวกเขาเจอกันในงานสังคมเรื่อยมา จนถึงปี 1934
วาลลิส ก็ได้กลายเป็นคู่รักของเขา
มาดอนน่า พูดถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนว่า
"วาลลิส มีความสุขเมื่อได้อยู่กับ เอ็ดเวิร์ด
ฉันคิดว่าเธอไม่นึกว่ามันจะยืนยาวอย่างที่เป็น
ในขณะเดียวกัน เอ็ดเวิร์ด
พบว่ามันเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่เธอเป็นผู้หญิงที่พูดตามที่คิด
และไม่รู้สึกประหม่าเมื่ออยู่กับเขา
ฉันพยายามจับอารมณ์ขันของเธอ
และความรู้สึกเหมือนคนฐานันดรเดียวดันระหว่างเธอกับเขา
วาลลิส เป็นผู้หญิงที่มีไหวพริบ ตลก
และยังทำมาร์ตินี่ได้สุดยอด"
ถึงแม้ วาลสิส
จะไม่มั่นใจว่าความสัมพันธ์นี้ยั่งยืนหรือไม่
แต่เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า เอ็ดเวิร์ด
ที่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมาหลายคน
มีความจริงจังกับ วาลลิส มากกว่าครั้งไหนๆ
พวกเขาไปพักร้อนด้วยกัน เขายังแนะนำเธอกับ
ควีนแมรี่ รวมถึงพระบิดา คิงจอร์จ ที่ 5
ซึ่งไม่พอใจกับการตัดสินใจของเขา
ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของราชวงค์ต้องมัวหมอง
มาดอนน่า เข้าใจว่า วาลลิส
ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ เอ็ดเวิร์ด
มากขึ้นเรื่อยๆ "เธอสนใจในสิ่งที่เขาทำ
เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ให้ความสนใจโลกที่เขาอยู่
ซึ่งนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาสนใจเธอ
ถ้ามองจากภายนอก
หลายคนอาจเห็นว่าเขาประพฤติตัวไม่เหมาะสม
และคิดว่าเธอต้องการครองอำนาจ
แต่เมื่อมองถึงการพัฒนาที่ลึกไปกว่านั้น
ฉันคิดว่าเธอเปิดให้เขาได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ขาดหายไปในชีวิต"
เดือนมกราคม 1936 คิงจอร์จ ที่ 5 พระบิดาของ
เอ็ดเวิร์ด ก็ถึงแก่กรรม
ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น คิงเอ็ดเวิร์ด ที่
8 ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ วาลลิส
จึงกลายเป็นปัญหา เพราะในขณะนั้นศาสนาคริสต์
นิกายเชิร์ช ออฟ
อิงแลนด์กำหนดไม่ให้คนที่หย่าแล้วแต่งงานใหม่
และในขณะนั้น วาลลิส ก็ยังแต่งงานอยู่กับ ซิมป์สัน
ระหว่างที่เธอมีความสัมพันธ์กับ เอ็ดเวิร์ด
แม้ว่าเธอจะหย่าอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่กษัตริย์ของอังกฤษจะอภิเษกสมรสกับแม่ม่ายชาวอเมริกัน
พิธีการสถาปนาใกล้เข้ามา เอ็ดเวิร์ด
ได้รับคำแนะนำจาก สแตนลี่ย์ บอลด์วิน
นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในขณะนั้น
ที่บอกว่าให้ไตร่ตรองความสัมพันธ์ของเขา
ในขณะที่คำสั่งเสียของพระบิดาก็ยังตามหลอกหลอนเขา
"ให้จำสถานะของตัวเองเอาไว้" เอ็ดเวิร์ด
พยายามเกลี้ยกล่อมให้ครอบครัวของเขายอมรับ วาลลิส
แต่มันก็ไม่เป็นผล ไม่มีทางที่ วาลลิส
จะเป็นราชินีที่เหมาะสมกระแสตอบรับจากสังคมบอกว่า
วาลลิส เป็นพวกปีนป่ายฐานะทางสังคม ที่ต้องการ
เอ็ดเวิร์ด เพราะสถานะและความร่ำรวย แต่ถึงจุดนี้
วาลลิส ก็พร้อมที่จะยุติความสัมพันธ์
เธอต้องการให้ เอ็ดเวิร์ด
ขึ้นครองราชย์โดยไร้มลทิน
อย่างไรก็ตามเขาได้ประกาศเอาไว้ว่า
"เราจะแต่งงานกับ ซิมป์สัน
บนบัลลังก์หรือไม่ก็ไม่ครองราชย์เลย"
นอกจากแรงกดดันจากนายกรัฐมนตรี ราชวงค์
และที่ปรึกษา แต่ เอ็ดเวิร์ด ก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว
จนในที่สุดเดือนธันวาคม ปี 1936
เขาก็ได้แถลงการต่อหน้าประชาชนว่า
เขาเลือกความรักแทนบัลลังก์
มาดอนน่า สรุปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
และสิ่งที่เธอมุ่งมั่นในการทำเรื่องนี้ว่า
"ฉันหยุดคิดไม่ได้ว่า
ผู้ชายคนไหนกันที่ยอมสละตำแหน่งผู้นำประเทศเพื่อผู้หญิงที่เขารัก
เพราะจากมุมมองของฉัน
ตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในประวัติศาสตร์
ผู้ชายทุกคนต่างช่วงชิงที่จะขึ้นครองบัลลังก์
แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงเลือกที่จะปฏิเสธอำนาจ
อะไรเป็นแรงจูงใจ เป็นเพราะแรงกดดันหรือความรัก
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเป็นทำให้เขาเสียสละครั้งยิ่งใหญ่
ฉันอยากรู้ตัวตนของเธอให้มากกว่านี้"
การพัฒนาเรื่องราว W.E.
เพราะความหลงไหลในตัว วาลลิส ซิมป์สัน
และเรื่องราวความรักอันทรงพลัง มาดอนน่า
ใช้เวลาสองปีในการเขียนบทภาพยนตร์
ทั้งเรื่องราวที่อิงจากประวัติศาสตร์
และเรื่องแต่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มาดอนน่า
ค้นคว้าศึกษาข้อมูลจากหนังสือทุกเล่มที่เกี่ยวกับ
วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด
ดูสารคดีทุกตัวเกี่ยวกับพวกเขา
รวมถึงสัมภาษณ์ผู้คนที่รู้จักหรือรู้เรื่องราวระหว่าง
วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด
ระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูล
องค์ประกอบที่ถือเป็นสิ่งสำคัญ นั้นคือ วาลลิส และ
เอ็ดเวิร์ด ได้เขียนจดหมายถึงกันตลอดความสัมพันธ์
จดหมายเหล่านี้ถูกนำมาใช้ถ่ายทอดในหนัง
และก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อหนัง W.E.
ที่ย่อมากจากตัวอักษรแรกของชื่อของทั้งคู่
ที่จะลงเอาไว้ท้ายจดหมาย มาดอนน่า เล่าว่า
"ฉันพบว่าจดหมายเหล่านี้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เพราะทุกคนมักปลดปล่อยความรู้สึกที่แท้จริงเมื่อเขียนเป็นตัวหนังสือ"
มาดอนน่า
ยังศึกษาข้อมูลจากการประมูลทรัพย์สินของดยุคและดัชเชสแห่งวินเซอร์
ในปี 1998 ซึ่งการประมูลถือเป็นปรากฏการณ์
โดยมีผู้เข้าร่วมประมูลมากกว่า 1,000 คน จาก 50
ประเทศทั่วโลก
ที่ร่วมกันประมูลทรัพย์สินของทั้งคู่
และมียอดประมูลมากกว่า 23.4 ล้านเหรียญ
มากกว่าการตีราคาไว้ที่ 7 ล้านเหรียญ
ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังที่ไม่เสื่อมคลายของ
วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด"
การประมูลกลายเป็นอีกหนึ่งเส้นเรื่องของ W.E.
เมื่อชาวนิวยอร์ค วัลลี่ วินโทรป
เข้ามางานประมูลเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับเรื่องราว
ที่เธอเชื่อว่าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่
20 การได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ของ วาลลิส
ชีวิตในแต่ละช่วงของเธอก็ได้วิ่งผ่านสมองของ
วัลลี่
เปรียบเสมือนประตูเวลาที่พาผู้ชมก้าวข้ามไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน
มาดอนน่า ได้ร่วมเขียนบทกับ อเล็ก คิเชเชียน
ที่เป็นผู้กำกับสารคดีของเธอเรื่อง Truth or Dare
โดย อเล็ก ได้พูดถึงการพัฒนาไอเดียว่า "มาดอนน่า
ต้องการเล่าเรื่องของ วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด
ผ่านเรื่องราวในโลกปัจจุบันของ วัลลี่
และการประมูล
พวกเราได้บอกความรู้สึกและไอเดียของตัวเองออกมา
และนำมาผสานเรียงร้อยกันให้เป็นเรื่องเดียวกัน
จนในที่สุดเราก็พร้อมที่จะทำให้มันเป็นบทภาพยนตร์
ผมใช้เวลา 4 อาทิตย์ในนิวยอร์คกับเธอ
และเขียนบทร่วมกับทุกวัน
จนกลายเป็นบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์"
มาดอนน่า พูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า
"วัลลี่ เริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง
โหยหาที่จะมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
เพราะเธอไม่มีความสุขกับชีวิตคู่ของตัวเอง
มันสำคัญในการสร้างตัวละครที่ติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไร้ความรัก
และพยายามหาจุดเปลี่ยนและตามหาความหมายที่แท้จริงของคำว่ารัก"
ในระหว่างการเข้าร่วมงานประมูล วัลลี่
ก็ได้พบกับยามรักษาความปลอดภัยชาวยูเครน ยูจีนี่
และในไม่ช้า วัลลี่ ก็ได้ค้นพบว่าชีวิตของ วาลลิส
ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่คิด
แต่มันก็ได้มอบพลังให้เธอในการเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิต
และเปิดประตูเพื่อรับโอกาสใหม่เข้ามา
มาดอนน่า สรุปถึงการสร้างเรื่องราวทั้งสองของ W.E.
ว่า "ในตอนสุดท้ายของหนัง
มันถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ วัลลี่
เธอพบว่าในโลกนี้ไม่มีรักที่สมบูรณ์แบบหรอก
แต่ถึงแม้รักของ วาลลิส และ เอ็ดเวิร์ด
จะไม่สมบูรณ์แบบ
มันก็ยังคงมีความรักระหว่างกันอยู่
ฉันคิดว่าความรักนั้นล้วนต้องมีการประนีประนอม
นั้นคือสารที่ฉันอยากจะพูดในหนัง"
การคัดเลือกนักแสดง
ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2010 มาดอนน่า
ก็เริ่มทำการคัดเลือกนักแสดง
การหานักแสดงที่เหมาะสมเพื่อเข้ามารับบทเป็น
วาลลิส ซิมป์สัน ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เธอต้องการคนที่ถ่ายทอดการเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้าในโลกเก่า
จนในที่สุดก็ได้นักแสดงชื่อดังจากอังกฤษ แอนเดรีย
ไรซ์โบโรห์ เข้ามารับบท
โดยเธอเพิ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแบฟต้า
(ออสการ์ของอังกฤษ) จากบทบาทในเรื่อง The Long
Walk to Finchley
มาดอนน่า พูดถึงการเลือก ไรซ์โบโรห์
เข้ามารับบทว่า "การหาใครสักคนมารับท วาลสิส
ถือว่าเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่ทันทีที่
แอนเดรีย เดินเข้ามาในห้อง
ฉันก็รู้ทันทีเลยว่าเธอมีความเหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว ความยาวของคอ
และการแสดงสีหน้าท่าทาง
ฉันเข้าใจเลยว่าเธอต้องการให้ฉันเห็นเธอครั้งแรกในคราบของ
วาลลิส ซิมป์สัน"
ไรซ์โบโรห์ ก็ถูกดึงดูดโดย W.E.
หลังจากได้ยินเพื่อนคุยกันถึงการคัดเลือกนักแสดงในนิวยอร์ค
เธอเล่าว่า "พวกเธอบอกว่ากำลังจะไปเจอ มาดอนน่า
เพื่อทดสอบบท ฉันเลยไปหาบทภาพยนตร์มาอ่าน
ฉันคิดว่าการดำเนินเรื่องแบบสองเส้นคู่ขนานมีความน่าสนใจ
การมองประวัติศาสตร์ผ่านสายตาของผู้หญิงยุคโลกาภิวัฒน์
และการสำรวจชีวิตของผู้หญิงในทศวรรษที่ 30
ที่ไม่ได้รับอิสระเหมือนในปัจจุบัน มันน่าสนใจมาก"
นี่คือครั้งแรกที่ ไรซ์โบโรห์
ได้ทำงานร่วมกับราชินีเพลงป็อป มาดอนน่า
เธอเล่าถึงประสบการณ์ว่า "ฉันต้องการที่จะแสดงเป็น
วาลลิส โดยเฉพาะการที่ มาดอนน่า เป็นผู้กำกับเอง
เธอมีความเข้าใจในตัวของ วาลลิส
เธออ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอ
ตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับ
วาลลิส ฉันรู้เลยว่าเธอต้องการเล่าเรื่องนี้"
นักแสดงที่เข้ามารับบทเป็น วัลลี่ วินโทรป
ผู้หญิงยุคปัจจุบันที่สนใจเรื่องราวระหว่าง วาลลิส
และ เอ็ดเวิร์ด
ทีมสร้างก็ต้องการนักแสดงที่มีความละเอียดอ่อน
ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและพาผู้ชมเดินทางเพื่อค้นพบตัวเอง
จนในที่สุดก็ได้ แอบบี่ย์ คอร์นิช
นักแสดงชาวออสซี่ที่มีผลงานในหนังแอ็คชั่นอย่าง
Sucker Punch รวมถึงหนังพีเรียดเรื่องเยี่ยมของ
เจน แคมเปี้ยน อย่าง Bright Star
มาดอนน่า พูดถึงการเลือกนักแสดงคนนี้เข้ามาว่า
"วัลลี่ เปรียบเสมือนตัวแทนของคนดู
เธอใช้ชีวิตผ่านเรื่องราวระหว่าง วาลลิส และ
เอ็ดเวิร์ด ซึ่งก็ทำให้ฉันอยากได้ แอบบี่ย์
เข้ามาแสดง
เธอมีความแข็งแกร่งที่คุณรู้สึกได้ถึงอารมณ์ต่างๆโดยไม่ต้องมีคำพูด
ทั้ง ความเศร้า ความยินดี
และทุกอารมณ์ภายใต้ความนิ่ง"
ความหลงไหลของ วัลลี่
นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการแต่งงานที่ไม่มีความสุขกับ
วิลเลี่ยม สามีของเธอ และทำให้เธอได้เปิดใจกับ
ยูจีนี่ (ออสการ์ ไอแซ็ค)
ยามรักษาความปลอดภัยในงานประมูล มาดอนน่า เล่าว่า
"ความสัมพันธ์ระหว่าง ยูจีนี่ และ วัลลี่
เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินเรื่อง
พวกเราไม่รู้ว่ามันจะลงเอยเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่
วัลลี่ รู้ก็คือ ไม่มีความรักที่สมบูรณ์แบบ
และก็ต้องใช้การประนีประนอมเท่านั้นที่จะทำให้ความรักยั่งยืน"
แอบบี่ย์ คอร์นิช
ก็ได้พูดถึงแรงบันดาลใจของเธอในการเข้ามารับบทว่า
"ฉันรู้สึกเชื่อมถึงกับการเดินทางของ วัลลี่
ฉันคิดว่ามันเป็นเส้นคู่ขนานกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ
วาลลิส
การผสมผสานระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่งมีความน่าสนใจ
เมื่อฉันได้อ่านบท วัลลี่
ก็ได้กระโดดเข้ามานั่งอยู่ในใจของฉัน
เธอเป็นตัวละครที่มีมิติ และการได้ทำงานร่วมกับ
มาดอนน่า ก็ยิ่งทำให้ฉันตื่นเต้น
ฉันอยากรู้ว่าการทำงานกับตำนานแบบเธอนั้นเป็นอย่างไร"
นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์
เข้ามารับบทเป็น ดยุคแห่งวินเซอร์
โดยเขาก็รู้สึกทึ่งในความสัมพันธ์ระหว่าง
เอ็ดเวิร์ด และ วาลลิส ที่ถ่ายทอดโดย มาดอนน่า
"เธอทำการบ้านมาเป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดว่าเธออยู่กับเรื่องราวเหล่านี้มานาน
ผมชอบวิธีการนำเสนอที่สลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน
ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง
บางครั้งที่ผมดูหนังพีเรียด
ผมจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ผู้สังเกตุการณ์
แต่สิ่งที่เธอทำในเรื่องนี้คือการผสานคนดูเข้าไป
และทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์"
เอ็ดเวิร์ด เป็นผู้ชายที่มีความกระตือรือล้น
เขาชื่นชอบการล่าสัตว์และขี่ม้า ทำให้ ดีอาห์ซี่ย์
ต้องมีการเตรียมตัวที่หนักกว่านักแสดงคนอื่น
เขาเล่าว่า
"ผมต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่างเพื่อรับบทเป็น
เอ็ดเวิร์ด เช่นต้องไปหัดยิงปืนสามครั้งต่ออาทิตย์
ต้องเรียนเต้นในบอลล์รูมทุกวัน
และยังต้องเข้าโรงยิมอีกด้วย"
นักแสดงที่กำลังมาแรง ออสการ์ ไอแซ็ค รับบทเป็น
ยูจีนี่ ยามรักษาความปลอดภัยที่หลงรัก วัลลี่
โดยเขาก็ต้องเรียนรู้บางอย่างเพื่อการรับบทนี้
"ผมต้องเรียนการเล่นเปียโน เพราะ ยูจีนี่
เป็นนักดนตรีในบ้านเกิด
แต่เขาก็ต้องมาเป็นยามในอเมริกา
โดยในเรื่องผมก็ต้องเล่นเพลงที่ค่อนข้างซับซ้อนของ
ยานน์ เทียร์เซน
ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณเดือนครึ่งในการเรียนกับครูสอนเปียโน
และผมก็ต้องเล่นเองจริงๆในหนัง
มันเป็นทั้งเรื่องที่ท้าทายและสนุกมาก"
ไอแซ็ค ก็รู้สึกสนุกกับการได้ทำงานร่วมกับ
มาดอนน่า เขาเล่าว่า "การทำงานกับ มาดอนน่า
เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก
เธอมีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เธอหลงไหล
แลพเธอก๋มีแนวทางที่ชัดเจนในการนำไอเดียมาถ่ายทอดเป็นภาพเคลื่อนไหว"
ผลงานด้านภาพของ W.E.
ผู้กำกับภาพ ฮาเกน บ็อกดานสกี้
ที่ได้รับรางวัลหมีทองคำจากผลงานใน The Lives of
Others และเป็นผู้รับผิดชอบในการถ่ายทอด W.E.
เขาเล่าว่า
"หนังแต่ละเรื่องที่ผมทำงานล้วนเกิดมาจากความชอบส่วนตัว
ตอนที่ผมทำ The Young Victoria
ก็เป็นความชอบส่วนตัว และแน่นอน The Lives of
Others ก็เป็นเรื่องส่วนตัว
ผมสนใจในเรื่องราวของชีวิตมนุษย์
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับความรัก ความเกลียด
หรืออารมณ์ต่างๆ
พลังงานที่ถูกสร้างจากภายในตัวเรามีมากกว่าหนังที่มีแต่เอฟเฟ็ค
นั้นคือเหตุผลที่ผมเลือกโปรเจ็คนี้"
บ็อกดานสกี้ ถูกดึงดูดเข้ามาหา W.E.
หลังจากพบว่าsoyมีส่วนผสมของความเป็นหนังพีเรียดและร่วมสมัย
"สิ่งที่ดึงดูดผู้กำกับภาพทุกคนก็คือ
การผสมผสานยุคสมัย ปี 1937 และ 1998
มีความแตกต่างกัน
มันเป็นโอกาสของผู้กำกับภาพในการเล่นสนุกกับสไตล์ถ่ายทำ
ในบรรยากาศที่แตกต่างกัน"
บ็อกดานสกี้ ยังได้พูดถึงแรงบันดาลใจในการถ่ายทำ
W.E. ว่า "พวกเราจะไปเจอกับ มาดอนน่า
ที่บ้านของเธอ และเธอก็มีข้อมูลทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ หนังสือ หนัง
เรานำทั้งหมดมาเลือกว่าสิ่งไหนที่ควรใช้หรือไม่ใช้
พวกเรามีหนังฝรั่งเศสอย่าง Amelie และ La Vie En
Rose เป็นแรงบันดาลใจ และก็มีหนังในยุค 60 ของ
อแลง เรส์เน่ส์ ที่ผมถือว่าเป็นพิมพ์เขียวของ
W.E."
ความรักใน W.E. ก็ยังเป็นอีดหนึ่งแรงบันดาลใจของ
บ็อกดานสกี้ เชาเล่าว่า "สำหรับผมแล้ว
แก่นแท้ของเรื่องราวก็คือความรัก
มันคือเรื่องราวความรักระหว่าง วาลลิส และ
เอ็ดเวิร์ด ไม่ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่และยังไง
แน่นอนที่มันมีเรื่องของการเมืองเข้ามา
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ
นี่คือเรื่องราวในประวัติศาสตร์ระหว่าง วาลลิส และ
เอ็ดเวิร์ด ที่สะท้อนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
วัลลี่ และ ยูจีนี่ ในโลกยุคปัจจุบัน"
การออกแบบงานสร้างของ W.E.
W.E. ถ่ายทำในช่วงฤดูร้อน ปี 2010
โดยถ่ายทำในอังกฤษ ทางใต้ของฝรั่งเศส
รวมถึงปารีสและนิวยอร์ค โดย มาดอนน่า
ก็มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะให้มันออกมาเป็นยังไง
มาร์ติน ไชลด์ ผู้ออกแบบงานสร้างที่เคยมีผลงานใน
Shakespeare in Love
ก็ได้พูดถึงความท้าทายของการนำไอเดียมาถ่ายทอดว่า
"ผมรู้สึกตื่นเต้นในการได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่มีความกระตือรือล้น
และมีความใกล้ชิดกับเรื่องราวที่นำมาเล่าอย่าง
มาดอนน่า"
มาดอนน่า ต้องการใช้สถาปัตยกรรมแนวอาร์ตเดคโค
ในยุค 30 ยกตัวอย่างเช่นอพาร์ทเม้นท์ของ ซิมป์สัน
ที่ไบรอันสตัน คอร์ท โดยผู้ออกแบบฉาก ซีเลีย
โบแบ็ค เล่าว่า "มาดอนน่า
ต้องการใช้เฟอร์นิเจอร์และวอลล์เปเปอร์แนวอาร์ตเดคโค
ถึงแม้ว่าความจริงแล้วอพาร์ทเม้นท์ของ วาลลิส
ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมจากศตวรรษที่ 18
แต่เธอบอกว่ามันสำคัญในการทำให้คนดูรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในยุค
1930s เพราะเธอต้องการถ่ายทอดภาพจากมุมมองของคนดู"
ด้วยสเกลของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่มีเรื่องราวจาก 2
ยุคในศตวรรษที่ 20 ที่อยู่กันคนละทวีป
ทำให้มีการสร้างฉากขึ้นมาใหม่มากมาย โบแบ็ค
เสริมต่อว่า "ปกติทั่วไปของหนังจะมีประมาณ 40-50
ฉากที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับ W.E.
พวกเราต้องสร้างใหม่ขึ้นมากว่า 100
ชิ้นภายในระยะเวลา 8 อาทิตย์"
สถานที่ที่สำคัญและท้าทายที่สุดก็คือการสร้างสถานที่งานประมูลในนิวยอร์ค
โดยทีมงานของ W.E.
ก็ได้สร้างฉากภายในของงานประมูลที่
นอร์ธธัมเบอร์แลนด์ อเวนิว ที่ 8
อันมีชื่อเสียงขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ผู้ดูแลการออกแบบฉาก มาร์ค แร็คเก็ต เล่าว่า
"แรงบันดาลใจหลักของเรามาจากภาพในอนุสรณ์
จากการประมูลที่เกิดขึ้นจริงของดยุคและดัชเชสแห่งวินเซอร์
มีการจำลองห้องนอน ห้องอาหาร ห้องสันทนาการ
และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ
ผลลัพท์ที่ออกมาทำให้ทุกคนพอใจมาก"
อีกฉากหนึ่งที่สำคัญก็คือ ฟอร์ท เบลเวแดร์
บ้านที่วินเซอร์ของ เอ็ดเวิร์ด โดย โบแบ็ค
พูดถึงการสร้างว่า "มาดอนน่า ต้องการทำให้เห็นว่า
เอ็ดเวิร์ด มีการเดินทางไปทั่วโลก ดังนั้น ฟอร์ท
เบลเวแดร์
จึงมีการตกแต่งด้วยการผสมหลายๆวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
และก็เหมือนกับอพาร์ทเม้นท์ของ วาลลิส
เธอต้องการให้มีองค์ประกอบจากยุค 1930s มากที่สุด"
บ้านเดอเบนแฮม ใน ฮอลแลนด์พาร์ค และ เอลแธมมพาเลท
ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอน
ถูกใช้เป็นฉากภายในของ ฟอร์ท เบลเวแดร์
โดยบ้านเดอเบนแฮม หรืออีกชื่อนึงว่า บ้านนูกยูง
ถูกประดับด้วยสีสันที่แปลกตาและเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ
ถูกสร้างในปี 1905-06 ผู้จัดการหาสถานที่ เจน สโลน
เล่าว่า "ฉันและผู้ออกแบบงานสร้าง มาร์ติน ไชลด์
ได้ออกไปถ่ายรูปบ้านหลังนี้มาให้ มาดอนน่า
เธอชอบมันมากและอยากให้ใช้ภายในเป็นบ้านของ
เอ็ดเวิร์ด"
ปาล์มบีชในเมืองคานส์ ที่อยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
ถูกใช้เป็นสถานที่ที่ เอ็ดเวิร์ด และ วาลลิส
ไปพักร้อนกันอย่างโรแมนติก
และเป็นที่ที่เขามอบสร้อยข้อมือที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความหมายให้กับ
วาลลิส โดย เดอเมอห์ วิลล่า ที่สร้างในปี 1934
ก็ถูกใช้เป็น เดอ ชาโตห์ ดู คอนเดห์ ที่ซึ่ง
เอ็ดเวิร์ด และ วาลลิส ใช้จัดพิธีแต่งงาน
แฟชั่นและเครื่องประดับของดัชเชสแห่งวินเซอร์
วาลลิส ซิมป์สัน มีชื่อเสียงในเรื่องการแต่งกาย
เธอมีคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าที่ทุกคนต้องทึ่ง
และชื่นชอบในการสวมใส่เสื้อผ้าที่นำสมัยที่สุด
เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเสื้อผ้าแบรนด์ดังมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น Vionnet, Dior, Givenchy และ
Schiaparelli
และก็ยังหลงไหลในเครื่องประดับราคาแพง
โดยหลังจากเธอแต่งงานกับ เอ็ดเวิร์ด
เขาก็ได้มอบเครื่องเพชรที่ทำโดยแบรนด์ดังมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์อมตะอย่าง Cartier และ Van
Cleef & Arpels
การแต่งกายใน W.E.
ถือว่าเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวง
โดยหน้าที่ก็ตกเป็นของ เอเดรียน ฟิลลิปส์
ที่ร่วมงานกับ มาดอนน่า มาในหลายคอนเสิร์ต
รวมถึงเคยเข้าชิงออสการ์
สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมมาแล้วถึงสองครั้ง
จาก A Single Man และ Walk the Line
โดยเธอพูดถึงการทำงานว่า "W.E.
มีความเข้มข้นในเรื่องของสไตล์และภาพ
ฉันคิดว่าการค้นคว้าหาข้อมูลคือกุญแจที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์
เพราะการศึกษาเรื่องราวที่มีอยู่จริงนั้นมีความสำคัญ
อย่างไรก็ตามคุณก็ไม่ได้ทำสารคดี
ดังนั้นการใส่ลายเซ็นของผู้สร้างลงไปก็จะยิ่งช่วยให้หนังมีเสน่ห์ดึงดูดมากยิ่งขึ้น"
การทำงานร่วมกับ มาดอนน่า ถือเป็นองค์ประกอบที่
เอเดรียน ชื่นชอบมากที่สุด เธอเล่าว่า "มาดอนน่า
ให้ความสนใจในผลงานด้านภาพ
และเธอก็เข้าใจโลกของแฟชั่น
ปกติแล้วผู้กำกับมักไม่เข้าใจในเรื่องนี้
แต่ครั้งนี้เรามีผู้กำกับที่สวมใส่มันและเข้าใจในแฟชั่นมากที่สุด
เธอเข้าใจว่าเครื่องแต่งกายสามารถถ่ายทอดบุคลิกของตัวละครออกมาได้"
การค้นคว้าข้อมูล เอเดรียน
ได้มุ่งหน้าไปในศูนย์รวมของแฟชั่นของโลกอย่างกรุงปารีส
โดยติดต่อกับ พาเมล่า โกบลิน
ผู้ดูแลโซนแฟชั่นและสิ่งทอของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์
รวมถึงสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ดังต่างๆ โดยเฉพาะที่
วาลลิส มีความเกี่ยวข้อง เธอเล่าว่า
"จุดประสงค์ของเครื่องแต่งกายคือ
การช่วยนำเสนอตัวละครและช่วยบอกถึงตัวตนของเธอ
วาลลิส
มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์และดีไซเนอร์ชื่อดัง
พวกเราติดต่อไปหา Vionnet และ Dior
เพื่อขอให้สร้างชุดของ วาลลิส ที่เคยสวมใส่ในอดีต
เพราะเราต้องการให้ทุกอย่างมีความสมจริงที่สุด"
แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์ ผู้รับบทเป็น วาลลิส
พูดถึงเครื่องแต่งกายที่เธอใส่ในเรื่องนี้ว่า
"ฉันคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก
ที่ได้ใส่สุดและเครื่องประดับที่อลังการมากมายในเรื่องนี้
ทั้ง Dior, Vionnet, Cartier หรือ Van Cleef &
Arpels ล้วนมีคอลเล็กชั่นที่งดงามอย่างที่สุด
มันเป็นเรื่องที่เยี่ยมในการได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรแบบนี้"
ดยุคและดัชเชสแห่งวินเซอร์
ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์เครื่องประดับชื่อดังในโลก
ไม่ว่าจะเป็น Carier และ Van Cleef & Arpels
โดยตลอดการใช้ชีวิตด้วยกัน เอ็ดเวิร์ด
ก็ได้มอบเครื่องประดับให้กับ วาลลิส มากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อของภาพยนตร์ W.E.
ที่เอามาจากอักษรตัวแรกในชื่อของทั้งคู่
ก็ถูกสลักเอาไว้บนเข็มกลัดมรกตรูปหัวใจ
ที่เขามอบให้เธอในปี 1957 เนื่องในโอกาสครบรอบ 20
ปีของการแต่งงาน
เอเดรียน เล่าต่อว่า "พวกเราร่วมมือกับ Cartier
และ Van Cleef & Arpels
ในการสร้างเครื่องประดับที่สำคัญมากมาย
เช่นเข็มกลัดรูปนกฟลามิงโก, จี้ห้อยคอมุกที่
วาลลิส ใส่ในงานแต่งงาน
รวมถึงกำไลข้อมือที่สำคัญกับเรื่องราว โดยทั้ง
Cartier และ Van Cleef & Arpels
ก็เปิดพิพิธภัณฑ์ให้กับเราได้หยิบยืมไปใช้อีกด้วย
พวกเรายังได้ทำงานร่วมกับ นีล เลน
ผู้ออกแบบเครื่องประดับชื่อดัง
ที่ให้ยืมคอลเล็คชั่นเครื่องประดับยุค 30-50
ส่วนตัวของเขา โดยนำมาใช้กับ วาลลิส"
กำไลข้อมือถือเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญของ
วาลลิส และต่อเรื่องราวใน W.E. โดยระหว่างปี 1933
ถึง 1944 เอ็ดเวิร์ด ได้บอกให้ Cartier
ทำกำไลข้อมือขึ้นมาจากเพชรพลอยที่งดงาม
และมีกางเขนเล็กๆห้อยอยู่โดยรอบ
โดยกางเขนแต่ละอันก็บ่งบอกถึงช่วงเวลาสำคัญ
ที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมา
ตั้งแต่งานแต่งงาน, วันที่ สลิปเปอร์
สุนัขตัวโปรดเสียชีวิต วันผ่าตัดไต
รวมถึงวันเกิดของเธอ
โดยเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นทุกครั้ง
เอ็ดเวิร์ด ก็จะนำกางเขนเล็กๆมาติดเพิ่มบนกำไล
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เอเดรียน ฟิลลิปส์
ได้สรุปถึงการใช้เครื่องประดับในหนังว่า
"ครั้งแรกที่ฉันได้อ่านบทภาพยนตร์
มันเป็นความรู้สึกที่เห็นได้ชัดเจนว่า
เครื่องประดับมีความสำคัญในหนังเรื่องนี้
ฉันไม่เคยทำงานในหนังที่ให้ความสำคัญกับเครื่องประดับมากเท่านี้มาก่อน
มันเป็นเรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องทำงานร่วมกับ
Cartier และ Van Cleef & Arpels
ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับดยุคและดัชเชสแห่งวินเซอร์
ทีมนักแสดง
แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์ (รับบทเป็น วาลลิส ซิมป์สัน)
แอนเดรีย เป็นนักแสดงที่เรียนการแสดงจาก RADA
สถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษ
โดยเธอได้เริ่มเส้นทางจากการแสดงละครเวทีเรื่อง A
Brief History of Helen of Troy
และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม
Theatre Goers Choice Awards ในปี 2005
เธอมีผลงานทางจอเงินใหญ่เรื่องแรกใน Venus
ที่ทำให้ ปีเตอร์ โอทูล เข้าชิงรางวัลออสการ์
และร่วมแสดงในหนังฮิตของผู้กำกับ ไมค์ ลีห์ เรื่อง
Happy Go Lucky ก่อนที่จะรับบทเป็น แมกาเรธ
แท็ทเชอร์ ในหนังที่ฉายทางช่อง BBC เรื่อง The
Long Walk To Finchley
ที่ทำให้เธอเข้าชิงรางวัลแบฟต้า ในปี 2008
ผลงานเรื่องอื่นๆของเธอก็ยังมี Made in Dagenham
ที่ร่วมแสดงกับ แซลลี่ ฮอว์กิ้นส์, Never Let Me
Go ที่นำแสดงโดย เคียร่า ไนต์ลี่ย์ และ แครี่
มัลลิแกน โดยนอกจาก W.E. เธอกำลังจะมีผลงานในปี
2011 เรื่อง Shadow Dancer จับคู่กับ ไคลฟ์ โอเว่น
และ Anna Karenina ของผู้กำกับ โจ ไรท์
เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์ (รับบทเป็น
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8)
เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์ จบการศึกษาจาก LAMDA ในปี1995
และก็กลายเป็นนักแสดงขวัญใจคนหนึ่งของอังกฤษ
โดยเขาได้รับบทนำในหนังเรื่อง Bribery and
Corruption, The Canterville Ghost และ The Ice
House ของผู้กำกับ รูธ เรนเดลล์ ก่อนที่ในปี 1997
เขาก็รับบทนำในมินิซีรี่ย์ของ BBC เรื่อง The
History of Tom Jones, a Foundling และรับบทเป็น
เชอร์ล็อค โฮมส์ วัยหนุ่มใน Sherlock Holmes: Case
of Evil
เขายังมีผลงานในฝั่งฮอลลิวู้ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
Master and Commander ที่นำแสดงโดย รัสเซล โครว์
และ พอล เบ็ตตานี่ย์ ที่เขารับบทเป็นนายทหารหนุ่ม,
An American Haunting
หนังสยองขวัญที่เปิดตัวอันดับหนึ่งในตารางทำเงิน,
Mansfield Park ที่สร้างจากนิยายของ เจน ออสติน
และ Dot the I ร่วมกับ กาเอล กาเซีย เบอร์นัล
แอ็บบี้ คอร์นิช (รับบทเป็น วัลลี่)
แอ็บบี้ คอร์นิช
เป็นที่รู้จักดีจากการรับบทแสดงนำในภาพยนตร์แนวอินดี้
เรื่อง Candy ร่วมกับ ฮีธ เล็ดเจอร์ และ
Somersault ร่วมกับ แซม เวอร์ธิงตัน
ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก
Film Critics Circle ของออสเตรเลีย
และยังได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จาก
Australian Film Institute (AFI)
คอร์นิช รับบทเป็น แฟนนี่ บรอน คนรักของ จอห์น
คีตส์ ซึ่งเป็นนักกวีที่รับบทโดย เบ็น ไวชอว์
ในภาพยนตร์พีเรียดของ เจน แคมเปี้ยน เรื่อง Bright
Star ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
British Independent Film Award
สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
รวมไปถึงรางวัลอันทรงเกียรติจากเหล่านักวิจารณ์ทั่วโลก
เธอยังมีผลงานในหนังระทึกขวัญเรื่อง Limitless
ร่วมกับ โรเบิร์ต เดอ นิโร และ แบรดลี่ย์ คูเปอร์
ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเธอเรื่องอื่นๆประกอบด้วย
ภาพยนตร์ผลงานของ คิมเบอร์ลี่ เพียซ เรื่อง Stop
Loss ภาพยนตร์ผลงานของ เชคคาร์ คาพูร์ เรื่อง
Elizabeth: The Golden Age ภาพยนตร์ผลงานของ
ริดลี่ สก็อตต์ เรื่อง A Good Year ร่วมกับ รัสเซล
โครว์, หนังแอ็คชั่นของ แว็ค สไนเดอร์ เรื่อง
Sucker Punch
และให้เสียงพากย์ในแอนิเมชั่นผจญภัยเรื่อง Legend
of the Guardians: The Owls of GaHoole
ออสการ์ ไอแซ็ค (รับบทเป็น ยูจีนี่)
ออสการ์ ไอแซ็ค
เป็นนักแสดงที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งในฮอลลิวู้ด
เขาเพิ่งมีผลงานล่าสุดในเรื่อง Drive ร่วมกับ
ไรอัน กอสลิ่ง และ แครี่ มัลลิแกน, Sucker Punch
ของผู้กำกับ แซ็ค สไนเดอร์ ที่ร่วมแสดงกับ แอ็บบี้
คอร์นิช และกำลังจะมีผลงานเรื่อง Ten Year
ร่วมกับนักแสดงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แชนนิ่ง ทาทัม,
เคต มาร่า และ โรซาริโอ ดอว์สัน
เขามีผลงานคู่กับ รัสเซล โครว์ ในหนังของ ริดลีย์
สก็อตต์ เรื่อง Robin Hood และร่วมงานกับ ริดลี่ย์
อีกครั้งในภาพยนตร์ เรื่อง Body of Lies นำแสดงโดย
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ รัสเซล โครว์
เขายังปรากฏตัวในหนังของ สตีเฟ่น โซเดอร์เบิร์ก
เรื่อง Che: Part One ร่วมกับ เบนิซิโอ เดล โตโร่
และแสดงร่วมกับ ราเชล ไวซ์ ในหนังโรมันเรื่อง
Agora ของผู้กำกับรางวัลออสการ์ อเลฮานโดร
อมิเนบาร์
ผลงานเรื่องอื่นๆของเขาประกอบด้วย The Life Before
Her Eyes ที่ร่วมแสดงกับ อูม่า เธอร์แมน และ อีแวน
ราเชล วู้ด และรับบทเป็น โจเซฟ ในผลงานของผู้กำกับ
แคทเธอรีน ฮาร์ดวิค เรื่อง The Nativity Story
ที่บันทึกเหตุการณ์การเดินทางอันยากลำบากของ แมรี่
และ โจเซฟ และการถือกำเนิดของพระเจ้า
ทีมผู้สร้าง
มาดอนน่า (ผู้กำกับ/เขียนบท)
มาดอนน่า เกิดในรัฐมิชิแกน ตั้งแต่อายุ 17
เธอมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นแดนเซอร์
และเดินทางมายังนิวยอร์คเพื่อทำตามความฝัน
เธอได้ศึกษาจากตำนานอย่าง อัลวิน ไอเล่ย์ และ
มาร์ธา เกรแฮม ก่อนที่จะร่วมคณะเพื่อร้องและเต้น
จนได้ออกอัลบั้มกับ Sire Records และจนถึงปัจจุบัน
มาดอนน่า ก็ได้รับรางวัลแกรมมี่มาแล้วถึง 9 ครั้ง
หลังจากกลายเป็นราชินีเพลงป็อปตลอดกาลไปแล้ว
เธอก็มีผลงานในแวดวงบันเทิงด้านอื่นๆ
โดยเริ่มรับบทสมทบในหนังแอ็คชั่นอย่าง Dick Tracy
ร่วมกับ วอร์เรน เบ็ตตี้ และ ดัสติน ฮอฟแมน}
League of their Own ที่นำแสดงโดย จีน่า เดวิส และ
ทอม แฮงส์ รวมถึง Evita
หนังที่เธอทั้งแสดงนำและร้องเพลง
ซึ่งสร้างจากประวัติชีวิตของ เอวิต้า เปรอง
ผู้นำหญิงชาวอาร์เจนติน่า
ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ
สาขานักแสดงนำหญิงประเภทเพลง/ตลกยอดเยี่ยม
เบื้องหลัง มาดอนน่า
ก็มีผลงานอำนวยการสร้างสารคดีสามตัวก็คือ Truth or
Dare, Im Going to Tell You a Secret และ I Am
Because We Are
ก่อนที่ในปีที่แล้วเธอก็ชิมลางกำกับหนังเรื่องแรกชื่อ
Filth & Wisdom เพื่อสั่งสมประสบการณ์
ก่อนที่จะทำโปรเจ็คในฝันของตัวเองอย่าง W.E.
ที่เธอทั้งกำกับและเขียนบท
คริส ไทเคียร์ (ผู้อำนวยการสร้าง)
ผลงาน >>> Stardust, KickAss, The Debt
ฮาเกน บ็อกดานสกี้ (ผู้กำกับภาพ)
ผลงาน >>> The Young Victoria, The Lives of
Other, The Beaver
มาร์ติน ไชลด์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
ผลงาน >>> Shakespeare in Love, Quills, From
Hell, Mrs Brown
เอเดรียน ฟิลลิปส์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
ผลงาน >>> Walk the Line, A Single Man, Hedwig
and the Angry Inch
|
|
|
ลูกโลกทองคำ หลงรัก เพลงประกอบหนังเรื่อง W.E
เข้าชิง 2 รางวัล เพลง และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ทำ
มาดอนน่า ปลื้ม
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 19 ธันวาคม 2554 |
|

|
หลังทุ่มทั้งใจแต่งเพลง
พร้อมกำกับ
เผยทั้งชีวิตคิดมาตลอดว่าอยากสร้างหนังเรื่องนี้เพราะ
จะดีแค่ไหน
ที่ถ้ามีใครรักเราได้มากแบบที่เขารักเธอ
ประกาศชื่อผู้เข้าชิงออกมาแล้วสำหรับผลรางวัลลูกโลกทองคำ
ปี 2011 โดยภาพยนตร์โปรแกรมรับวาเลนไทน์ของทาง
มงคลเมเจอร์ เรื่อง W.E.
ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 2
รางวัลยอดเยี่ยมในสาขา เพลงประกอบ และ ดนตรี
ประกอบ โดยเฉพาะ สาขาเพลงประกอบ เพลง "Masterpiece"
ที่ มาดอนน่า แต่งเอง และ ร้อง เอง
เพื่อที่จะตั้งใจนำมาเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง
W.E. ที่เธอเป็นคนกำกับเองอีกด้วย คอนเซปต์ของเพลงนี้ก็คือ
ความรักที่มาจากใจและกล้าหาญที่จะไม่ปิดบังความรักที่คุณมีให้คน
ๆ นั้น
....ฉันปลื้มนะที่รู้ว่าเพลงได้เข้าชิงเพราะถึง
ชื่อ มาดอนน่า นักวิจารณ์ อาจจะไม่ปลื้ม
แต่เรื่องของการใช้หัวใจ ทำอะไร
ฉันก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน
ฉันอยากสร้างหนังเรื่อง W.E
ก็เพราะความรักของพวกเขาเป็นความรักที่ฉันไม่เคยได้จากใคร
เพราะฉะนั้นฉันคิดว่ามันคงดีถ้ามีใคร
รักเราได้มากเหมือนกับที่ เขารักเธอ
มาดอนน่า เปิดใจแบบไม่แคร์สื่อ หลัง
จากที่รู้ว่า W.E. ได้เข้าชิง 2
รางวัลลูกโลกทองคำ
( คลิ๊กฟังเพลง "Masterpiece" ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=dgxhm-v4BTk&feature=related
)
W.E. ( วี ) คือ หนังรัก 2 ช่วงเวลา
ผ่านมุมมองของ ผู้หญิง 2 คน มาดอนน่า
นำความรักของคน 2 คู่ ต่างชนชั้น ที่ไม่แคร์ว่าความรักจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งรอบตัวไปมากแค่ไหน
สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ ขอแค่ เพียง มีคำว่า
เรา คู่รักคู่แรกคือคู่ของ ระหว่าง
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 (เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์)
กับสาวอเมริกันหัวสมัยใหม่ที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว
วาลลิส ซิมป์สัน (แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์)
ความรักของพวกเขาเปลี่ยนโลกในชั่วข้ามคืนด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่จะยืนเคียงข้างคนที่ตัวเองรัก
ทำให้ พระเจ้า เอ็ดเวิร์ดที่ 8
ประกาศสละราชสมบัติผ่านสื่อไปทั่วประเทศด้วยเหตุผลที่ว่า
ไม่มีเหตุผลที่เขาจะครองบัลลังก์
โดยปราศจากหญิงที่รักอยู่เคียงข้าง
และเรื่องราวความรักในปัจจุบันระหว่าง วัลลี่
(แอบบี่ย์ คอร์นิช)
ผู้หญิงที่ร้าวรานกับชีวิตไฮโซและการแต่งงานที่สามีไม่ได้รักเธอแล้ว
วันหนึ่งเมื่อ วัลลี่ ไปดูนิทรรศการของ วาลลิส
และ เอ็ดเวิร์ด ที่ 8
จนทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับ
ยามรักษาความปลอดภัยชาวรัสเซีย (ออสการ์ ไอแซ็ค)
ชายหนุ่มเงียบ ๆ ที่เก็บรักษาจดหมายรักที่
เอ็ดเวิร์ด เขียน หา วาลลิส
ไว้โดยใช้ชื่อย่อในจดหมายเพื่อเป็นตัวแทนระหว่างคนทั้งคู่ว่า
W.E. เมื่อได้อ่านจดหมายเหล่านั้น วัลลี่ก็เริ่มมองเห็นความหมายของความรักที่ว่า
จะดีแค่ไหน
ที่ถ้ามีใครรักเราได้มากแบบที่เขารักเธอ
W.E. เข้าชิง 2 รางวัล ลูกโลกทองคำในสาขา
ดนตรี และ เพลงยอดเยี่ยม
มากกว่า ความรัก ที่เปลี่ยนโลกคือ ความรัก
ที่ทำให้โลกหันกลับมามอง 9 กุมภาพันธ์
ในโรงภาพยนตร์
|
|
|
มาดอนน่า เผย ทุ่มเวลา 2ปี เขียนบท
และกำกับภาพยนตร์ W.E. (วี)
จนเข้าชิงลูกโลกทองคำ
เพื่อรักษาอาการอกหักของตัวเอง
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 4
มกราคม 2555 |
|

|
W.E. (วี )
ตำนานรักระหว่างสาวสวยชาวอเมริกันที่มีความคิดล้ำสมัยและเคยผ่านการหย่ามาแล้ว
2 ครั้ง วอลลิส ซิมป์สัน และกษัตริย์
เอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่ง อังกฤษ
เป็นรักแท้ที่ผู้หญิงทั้งโลก ไม่อยากลืม แต่
คนทั่วอังกฤษกลับไม่อยากจดจำ
จนทำให้จดหมายรักที่ เอ็ดเวิร์ด เขียนหา
วอลลิส์ โดยใช้ชื่อย่อว่า W.E. เก็บรักษาไว้
และไม่ถูกนำมาเปิดเผย ให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า
เบื้องหลังรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ จะมีคำว่าเสียสละ
ซ่อนอยู่เสมอ มาดอนน่า มีโอกาสจดหมายที่
เอ็ดเวิร์ด เขียนหา วอลลิสส์
เธอใช้เวลาเขียนบทหนังเรื่อง W.E. 2 ปี และอีก
1 ปีในการแต่งเพลง Masterpiece
เพลงประกอบภาพยนตร์ ด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้
เธอบอกว่า
ไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลหรือคำชม
แค่ใช้หัวใจทำ เพราะว่าจะดีแค่ไหน
ถ้ามีใครรักเราได้มากเท่า กับ เอ็ดเวิร์ด รัก
วอลลิส
และเมื่อธันวาคมที่ผ่านมาเวทีลูกโลกทองคำตอบรับความกล้าและทุ่มเทของเธอด้วยการที่หนังเข้าชิง
2 รางวัลในสาขาเพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
สำหรับราชินีเพลงป็อป มาดอนน่า W.E.
ถือเป็นผลงานที่เสริมสร้างพลังให้กับลูกผู้หญิง
ซึ่งยังสอดคล้องกันกับประสบการณ์ในวงการบันเทิงกว่า
3 ทศวรรษ เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจว่า
"มันเป็นเรื่องดีในการได้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง
และรู้ว่าคุณไม่ต้องใช้ชีวิตตามแบบแผนหรือความคาดหวังของคนอื่น
ฉันอยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่า
ไม่มีใครคนไหนจะทำให้เราอ่อนแอได้
ถ้าหัวใจเราไม่ยอมรับ"
"
มาดอนน่า เผยว่า เธอถูกดึงดูดจากเรื่องราวของ
วอลลิส ซิมป์สัน ในประวัติศาสตร์
"ฉันคิดว่าการตัดสินใจของ
สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ 8 ในการสละราชบังลังก์เพื่อผู้หญิงอเมริกันคนนี้
ทำให้เกิดคำถามมากมายขึ้นมาในหัวของฉัน
และหนึ่งในนั้นก็คือแนวคิดที่ว่าเขาทำไปเพราะความรัก
ก่อให้เกิดเรื่องราวรักโรแมนติกแห่งศตวรรษที่
20"
ความพยายามทำความเข้าใจชีวิตของ ซิมป์สัน
ทำให้ มาดอนน่า คิดได้ว่า
"เมื่อฉันค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเธอ ฉันพบว่า
วอลลิส ไม่ได้รับความเป็นธรรมในประวัติศาสตร์
มันไม่เหมือนกับสิ่งที่ฉันคิดไว้ในตอนแรก
ซึ่งนั้นทำให้ฉันเชื่อมโยงไปถึงสังคมฮอลลิวู้ดในปัจจุบัน
ที่หลายคนถูกตัดสินไปก่อนทำความเข้าใจ
เราไม่ได้มองพวกเขาแบบมนุษย์ธรรมดา
เราป้ายสีดำหรือขาวให้พวกเขาโดยที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึก"
มาดอนน่า
เผยว่าหนังที่เธอใช้เป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทำก็คือ
La Vie En Rose ที่ทำให้ มาริยง โกลติยาร์ดด
ได้รับรางวัลออสการ์ "ฉันชอบการถ่ายทำลองเทคแบบที่ไม่มีการตัด
และก็มีสองช็อตใน W.E. ที่ยาวกว่า 5 นาที
พวกเราไม่มีการตัดและทุกอย่างก็ออกมาอย่างงดงาม
9 กุมภานี้ ในโรงภาพยนตร์ เท่านั้น
|
|
|
มาดอนน่า การันตีความโรแมนติกใน
W/E (วี) หยุดโลกไว้ที่ รัก เธอ ถ่ายทำ ใน 3
ประเทศ
3 เมืองโรแมนติก ลอนดอน- นิวยอร์ก และ ปารีส
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 20
มกราคม 2555 |
|

|
นอกจากจะเป็นหนังรักของมาดอนน่า
ที่มาพร้อมกับการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
ในสาขาเพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมแล้ว W/E
หรือ หยุดโลกไว้ที่ รัก เธอ
ยังเป็นภาพยนตร์ที่ได้ชื่อว่าถ่ายภาพออกมาได้สวยซึ้งโรแมนติกแบบจับหัวใจอีกด้วยจากฝีมือการกำกับภาพโดย
มือหนึ่งของยุโรป ฮาเกน บ็อกดานสกี้
ที่ใช้โลเกชั่นถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ใน 3
เมืองสุดโรแมนติกของโลก ทั้ง ลอนดอน ปารีส และ
นิวยอร์ก จนทำให้หนังเรื่อง W/E หยุดโลกไว้ที่
รัก เธอ เต็มไปด้วยบรรยากาศซึ้งๆ และ
ภาพสวยๆ
ที่จะทำให้คนดูอยากจะมีหัวใจที่เต้นแรงด้วยความรักดูอีกสักครั้ง
W/E ถ่ายทำในช่วงฤดูร้อน ปี 2010
โดยถ่ายทำในอังกฤษ ทางใต้ของฝรั่งเศส
รวมถึงปารีสและนิวยอร์ค โดย มาดอนน่า
ก็มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะให้มันออกมาเป็นยังไง
โดยที่ มาร์ติน ไชลด์
ผู้ออกแบบงานสร้างที่เคยมีผลงานใน Shakespeare
in Love ก็มีส่วนสำคัญในการออกแบบฉากสวยๆ
ในภาพยนตร์เรื่องนี้
ด้วยเนื่อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้
ที่มีเรื่องราวจาก 2 ยุคในศตวรรษที่ 20
ที่อยู่กันคนละทวีป
ทำให้มีการสร้างฉากขึ้นมาใหม่มากมาย มาร์ติน
เสริมต่อว่า "ปกติทั่วไปของหนังจะมีประมาณ
40-50 ฉากที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับ
W/E. พวกเราต้องสร้างใหม่ขึ้นมากว่า 100
ชิ้นภายในระยะเวลา 8 อาทิตย์
W/E คือ หนังรัก 2 ช่วงเวลา ผ่านมุมมองของ
ผู้หญิง 2 คน มาดอนน่า นำความรักของคน 2 คู่
ต่างชนชั้น
ที่ไม่แคร์ว่าความรักจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งรอบตัวไปมากแค่ไหน
สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ ขอแค่ เพียง มีคำว่า
เรา คู่รักคู่แรกคือคู่ของ
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 (เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์)
กับสาวอเมริกันหัวสมัยใหม่ที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว
วาลลิส ซิมป์สัน (แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์)
ความรักของพวกเขาเปลี่ยนโลกในชั่วข้ามคืนด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่จะยืนเคียงข้างคนที่ตัวเองรัก
ทำให้ พระเจ้า เอ็ดเวิร์ดที่ 8
ประกาศสละราชสมบัติผ่านสื่อไปทั่วประเทศด้วยเหตุผลที่ว่า
ไม่มีเหตุผลที่เขาจะครองบัลลังก์
โดยปราศจากหญิงที่รักอยู่เคียงข้าง
และเรื่องราวความรักในปัจจุบันระหว่าง วัลลี่
(แอบบี่ย์ คอร์นิช)
ผู้หญิงที่ร้าวรานกับชีวิตไฮโซและการแต่งงานที่สามีไม่ได้รักเธอแล้ว
วันหนึ่งเมื่อ วัลลี่ ไปดูนิทรรศการของ วาลลิส
และ เอ็ดเวิร์ด ที่ 8
จนทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับ
ยามรักษาความปลอดภัยชาวรัสเซีย (ออสการ์
ไอแซ็ค) ชายหนุ่มเงียบๆ
ที่เก็บรักษาจดหมายรักที่ เอ็ดเวิร์ด เขียน หา
วาลลิส
ไว้โดยใช้ชื่อย่อในจดหมายเพื่อเป็นตัวแทนระหว่างคนทั้งคู่ว่า
W/E เมื่อได้อ่านจดหมายเหล่านั้น
วัลลี่ก็เริ่มมองเห็นความหมายของความรักที่ว่า
จะดีแค่ไหน
ถ้ามีใครรักเราได้มากแบบที่เขารักเธอ
9 กุมภาพันธ์ นี้ เฉพาะที่ โรงภาพยนตร์ เอส
เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า
พารากอนซีนีเพล็กซ์ และ เฮ้าส์ อาร์ซีเอ
เท่านั้น
|
|
|
มาดอนน่าเอาออสการ์อยู่ พา W/E หยุดโลกไว้ที่
รัก เธอ
เข้าชิงรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
หลังใช้เสื้อผ้า
แบรนด์ดังกว่า 1000 ชุดเข้าฉาก ส่ง เอเดรียน
ฟิลลิปส์เข้าชิงครั้งที่ 3
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่ 27
มกราคม 2555 |
|

|
หลังจากคว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมมาได้
มาดอนน่า ก็
ได้รับการตอบรับจากเวทีออสการ์อีกครั้งหลังจากที่รางวัลออสการ์ประกาศผู้เข้าชิงเมื่อค่ำวันที่
24 มกราคมที่ผ่านมา และ W/E
หยุดโลกไว้ที่รักเธอ
ได้เข้าชิงในสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
จากฝีมือการออกแบบโดย เอเดรียน ฟิลลิปส์
ที่ร่วมงานกับ มาดอนน่า มาในหลายคอนเสิร์ต
รวมถึงเคยเข้าชิงออสการ์
สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมมาแล้วถึงสองครั้ง
จาก A Single Man และ Walk the Line
และการเข้าชิงของเธอครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3
โดยเธอพูดถึงการทำงานว่า "W.E.
มีความเข้มข้นในเรื่องของสไตล์และภาพ
ฉันคิดว่าการค้นคว้าหาข้อมูลคือกุญแจที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์
เพราะการศึกษาเรื่องราวที่มีอยู่จริงนั้นมีความสำคัญ
อย่างไรก็ตามคุณก็ไม่ได้ทำสารคดี
ดังนั้นการใส่ลายเซ็นของผู้สร้างลงไปก็จะยิ่งช่วยให้หนังมีเสน่ห์ดึงดูดมากยิ่งขึ้น"
การทำงานร่วมกับ มาดอนน่า
ถือเป็นองค์ประกอบที่ เอเดรียน
ชื่นชอบมากที่สุด เธอเล่าว่า "มาดอนน่า
ให้ความสนใจในผลงานด้านภาพ
และเธอก็เข้าใจโลกของแฟชั่น
ปกติแล้วผู้กำกับมักไม่เข้าใจในเรื่องนี้
แต่ครั้งนี้เรามีผู้กำกับที่สวมใส่มันและเข้าใจในแฟชั่นมากที่สุด
เธอเข้าใจว่าเครื่องแต่งกายสามารถถ่ายทอดบุคลิกของตัวละครออกมาได้"
การค้นคว้าข้อมูล เอเดรียน
ได้มุ่งหน้าไปในศูนย์รวมของแฟชั่นของโลกอย่างกรุงปารีส
โดยติดต่อกับ พาเมล่า โกบลิน
ผู้ดูแลโซนแฟชั่นและสิ่งทอของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์
รวมถึงสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ดังต่างๆ
โดยเฉพาะที่ วาลลิส มีความเกี่ยวข้อง
เธอเล่าว่า "จุดประสงค์ของเครื่องแต่งกายคือ
การช่วยนำเสนอตัวละครและช่วยบอกถึงตัวตนของเธอ
วอลลิส
มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์และดีไซเนอร์ชื่อดัง
พวกเราติดต่อไปหา Vionnet และ Dior
เพื่อขอให้สร้างชุดของ วอลลิส
ที่เคยสวมใส่ในอดีต
เพราะเราต้องการให้ทุกอย่างมีความสมจริงที่สุด"
คือตำนานรักระหว่างสาวสวยชาวอเมริกันที่มีความคิดล้ำสมัยและเคยผ่านการหย่ามาแล้ว
2 ครั้ง วอลลิส ซิมป์สัน และกษัตริย์
เอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่ง อังกฤษ
เป็นรักแท้ที่ผู้หญิงทั้งโลก ไม่อยากลืม แต่
คนทั่วอังกฤษกลับไม่อยากจดจำ
จนทำให้จดหมายรักที่ เอ็ดเวิร์ด เขียนหา
วอลลิส์ โดยใช้ชื่อย่อว่า W.E. เก็บรักษาไว้
และไม่ถูกนำมาเปิดเผย ให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า
เบื้องหลังรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ จะมีคำว่าเสียสละ
ซ่อนอยู่เสมอ
W.E. เป็นผลงานการกำกับและร่วมเขียนบทของ
มาดอนน่า เจ้าแม่แห่งวงการดนตรี
ที่ได้ทีมงานคุณภาพที่ถ่ายทอดความงดงามในหนังพีเรียดมาแล้วมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพ ฮาเกน บ็อกดานสกี้
(The Young Victoria, The Lives of Other),
ผู้ออกแบบงานสร้าง มาร์ติน ไชลด์ (Shakespeare
in Love, Quills)
รวมถึงผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เอเดรียน
ฟิลลิปส์ (Walk the Line)
หนังนำแสดงโดย เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์ (Master and
Commander, Exorcist: The Beginning),
แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์ (Happy-Go-Lucky, Never
Let Me Go), แอบบี่ย์ คอร์นิช (Sucker Punch,
Bright Star) และ ออสการ์ ไอแซ็ค (Sucker
Punch, Robin Hood, Drive)
9 กุมภานี้ ...... ถ้าคุณไม่เคยหยุด รัก ใคร
W/E หยุดโลกไว้ที่รักเธอ
เฉพาะ เอสเอฟเวิลด์ซีเนม่า พารากอนซีนีเพล็กซ์
และเฮ้าส์อาร์ซีเอเท่านั้น
|
|
|
"หนุ่ม" อรรถพร เซอร์ไพร์ส หวาน มอบช่อดอกไม้ให้
"ฝ้าย" อริญรดา
กลางงานเปิด ภาพยนตร์ W/E หยุดโลกไว้ที่รักเธอ
กลางเสียงเชียร์
จากแฟนคลับมาดอนน่าหลังฟังมินิคอนเสิร์ต
เพลงมาสเตอร์พีซ
ที่คว้ารางวัลจากเวทีลูกโลกทองคำ
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่
6
กุมภาพันธ์ 2555 |
|
|
|
 |
หวานรับเดือนแห่งความรักกับคู่รักหยุดโลก
"หนุ่ม" อรรถพร ธีมากร และ "ฝ้าย" อริญรดา
ปิติมารัชต์ หลังจากมาเป็นแขกรับเชิญ ร่วมกับ
คุณนนทลิกานต์ สุริยวัฒน์ บรรณาธิการนิตยสาร
We ในงานเปิดตัวภาพยนตร์ W/E
หยุดโลกไว้ที่รักเธอ
ภาพยนตร์เจ้าของรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำ
และเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมปีล่าสุด
ในฐานะแฟนคลับของมาดอนน่า
ที่กำลังมีความรักที่หยุดโลกอยู่ตอนนี้ โดย
โอกาสสร้างเซอร์ไพร์สให้แฟนสาวด้วยการ
มอบช่อดอกไม้ เป็นของขวัญแทนความรู้สึกให้
"ฝ้าย" อริญรดา เป็นครั้งแรก
ด้วย ความรักของฝ้ายและพี่หนุ่ม
มีส่วนหนึ่งที่คล้ายในหนังคือ
คนรอบข้างเราก็มีไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานโดยเฉพาะแฟน
ๆ แต่ฝ้ายคิดว่า ฝ้ายมั่นใจและรักพี่หนุ่ม
เพราะฉะนั้นเราทั้งคู่ก็ต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าเรารักกันจริง
ๆ ค่ะ "ฝ้าย" อริญรดา
กล่าวท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนคลับมาดอนน่า
สื่อมวลชน ที่มาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์
ภาพยนตร์ W/E หยุดโลกไว้ที่รักเธอ
เมื่อค่ำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า
โดยบรรยากาศในงานล้วนแต่เต็มไปด้วยของเอาใจแฟนคลับมาดอนน่า
ในฐานะ ผู้กำกับ และเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง W/E
ในงานมีการโชว์ ของสะสมหายากสุด ๆ
พร้อมลายเซ็นต์ ของมาดอนน่า ร่วมถึง
บอร์ดนิทรรศการของภาพยนตร์
พร้อมการแสดงมินิคอนเสิร์ตของวงเทอราคอตต้า
ที่มาโชว์เปิดงานด้วยการร้องคัฟเวอร์เพลงMasterpiece
(มาสเตอร์พีซ)
เพลงที่คว้ารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำปีล่าสุดมาได้
ก่อนที่ มุกมาดา โรจนาธนกุล พิธีกร
ได้กล่าวเปิดงาน
ที่เป็นการจับมือร่วมกันระหว่าง มงคลเมเจอร์
และ นิตยสาร We ในการจัดงานครั้งนี้ โดย
คุณนนทลิกานต์ สุริยวัฒน์ บรรณาธิการนิตยสาร
We
ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสไตล์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า
เหมียวเป็นคนชอบสไตล์ของ วอลลิส
ซิมป์สันอยู่แล้ว และชื่นชมความรักของ วอลลิส
กับ เอ็ดเวิร์ดที่ 8
มากเหมียวคิดว่าเธอเป็นคนที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง
และความรักของพวกเขาก็มีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
แม่แต่เครื่องประดับที่พวกเขาทำให้กันเป็นของที่ระลึก
ก็ เป็นสิ่งที่ดีไซน์ขึ้นมาเพื่อคนทั้งคู่
เลยตั้งใจมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อเพราะอยากรู้ว่ามาดอนน่าจะตีความความรักของคนทั้งคู่ยังไง
ผมว่า มาดอนน่า เป็นผู้หญิงเจ๋ง
หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักที่ดูเท่ ๆ ภาพสวย
เสื้อผ้าสวย เพลงเพราะ
รางวัลลูกโลกทองคำและเข้าชิงออสการ์
การันตีได้อยู่แล้วครับ หนุ่ม อรรถพร ธีมากร
กล่าวทิ้งท้าย ก่อนชมภาพยนตร์
W.E. เป็นผลงานการกำกับ เขียนบทและแต่งเพลงของ
มาดอนน่า ราชินีเพลงป็อบ
โดยหนังของเธอได้รางวัลลูกโลกทองคำสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม
และเข้าชิงออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
จากฝีมือผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เอเดรียน
ฟิลลิปส์ (Walk the Line) เรื่องราว W.E.
คือภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดตำนานรักระหว่างสาวสวยชาวอเมริกันที่มีความคิดล้ำสมัยและเคยผ่านการหย่ามาแล้ว
2 ครั้ง วอลลิส ซิมป์สัน และกษัตริย์
เอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่ง อังกฤษ
เป็นรักแท้ที่ผู้หญิงทั้งโลก ไม่อยากลืม แต่
คนทั่วอังกฤษกลับไม่อยากจดจำ
จนทำให้จดหมายรักที่ เอ็ดเวิร์ด เขียนหา
วอลลิส์ โดยใช้ชื่อย่อว่า W.E. เก็บรักษาไว้
และไม่ถูกนำมาเปิดเผย ให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า
เบื้องหลังรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ จะมีคำว่าเสียสละ
ซ่อนอยู่เสมอ
หนังนำแสดงโดย เจมส์ ดีอาห์ซี่ย์ (Master and
Commander, Exorcist: The Beginning),
แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์ (Happy-Go-Lucky, Never
Let Me Go), แอบบี่ย์ คอร์นิช (Sucker Punch,
Bright Star) และ ออสการ์ ไอแซ็ค (Sucker
Punch, Robin Hood, Drive)
9 กุมภานี้ ...... ถ้าคุณไม่เคยหยุด รัก
ใคร W/E หยุดโลกไว้ที่รักเธอ
เฉพาะ เอสเอฟเวิลด์ซีเนม่า พารากอนซีนีเพล็กซ์
และเฮ้าส์อาร์ซีเอเท่านั้น
|
|


 
 



|
|
 



 


|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|