|
 |
|
|
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
เกี่ยวกับภาพยนต์ |
|
|
ข้อมูลงานสร้าง
"Hugo"
|
|
|
|

|
Production Information
ตั้งแต่เริ่มสร้างสรรค์ผลงานอันสุดแสนพิเศษมา
ผู้กำกับรางวัลออสการ์ มาร์ติน สกอร์เซซี่
ได้นำทั้งวิสัยทัศน์อันโดดเด่น
พรสวรรค์อันน่าตื่นเต้นของเขาใส่ชีวิตให้กับภาพยนตร์ที่ยากจะลืมเลือนหลายเรื่องด้วยกัน
และในปีนี้
นักเล่าเรื่องผู้เป็นตำนานผู้นี้ขอเชื้อเชิญคุณร่วมเดินทางอันแสนตื่นเต้นไปพร้อมกับเขาสู่โลกมหัศจรรย์ด้วยภาพยนตร์
3D เรื่องแรกของเขา
ซึ่งสร้างจากหนังสือเบสท์เซลเลอร์ติดอันดับของ New
York Times ผลงานการประพันธ์ของ ไบรอัน เซลซ์นิค
เรื่อง The Invention of Hugo Cabret
Hugo
คือเรื่องราวผจญภัยอันน่าตื่นตะลึงของเด็กชายผู้มุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความฉลาด
ผู้พยายามไขปริศนาที่พ่อของเขาได้ทิ้งเอาไว้ให้
และความพยายามครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวฮิวโก้และทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาไป
และยังเผยให้เห็นถึงสถานที่ที่ทั้งปลอดภัยและเป็นที่รักที่เขาสามารถเรียกว่าบ้านได้
สกอร์เซซี่ได้ทำการรวบรวมนักแสดงรุ่นใหม่มาแรง
ผสมไปกับทีมดาราผู้มีประสบการณ์ทั้งจากแวดวงละครเวทีและภาพยนตร์
อาทิเช่น เบน คิงสลี่ย์ (Prince of Persia: The
Sands of Time, Shutter Island), ซาช่า บารอน
โคเฮน (Madagascar: Escape 2 Africa, Borat),
อาซา บัทเทอร์ฟิลด์ (The Boy in the Striped
Pajamas, The Wolfman), โคลอี้ เกรซ มอเร็ทซ์
(Diary of a Wimpy Kid, Let Me In), เรย์
วินสโตน (Rango, Indiana Jones and the Kingdom
of the Crystal Skull), เอมิลี่ มอร์ติเมอร์
(Shutter Island, Lars and the Real Girl),
เฮเลน แม็คโครรี่ (Harry Potter and the Deathly
Hallows: Parts 1 & 2, Harry Potter and the
Half-Blood Prince), คริสโตเฟอร์ ลี
(ภาพยนตร์ไตรภาคชุด The Lord of the Rings,
Star Wars Episodes II and III), ริชาร์ด
กริฟฟิธส์ (Pirates of the Caribbean: On
Stranger Tides, ภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง Harry
Potter 5 ตอน), ฟรานซิส เดอ ลา ทัวร์ (Harry
Potter and the Deathly Hallows: Part 1, Alice
in Wonderland), ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก (ภาพยนตร์ของ
HBO เรื่อง Boardwalk Empire, A Serious Man)
และ จู้ด ลอว์ (Contagion, Sherlock Holmes)
ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือเหล่าบรรดาทีมงานหลังกล้องที่ประกอบไปด้วยศิลปินด้านงานสร้างภาพยนตร์
หลายคนเคยร่วมงานกับสกอร์เซซี่มาแล้ว อาทิเช่น
ผู้กำกับภาพสองรางวัลออสการ์ โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน,
เอเอสซี (Inglourious Basterds, The Aviator);
เจ้าของสองรางวัลออสการ์ โปรดักชั่น ดีไซเนอร์
ดังเต้ เฟอร์เร็ทติ (Sweeney Todd: The Demon
Barber of Fleet Street, The Aviator);
ผู้ลำดับภาพเจ้าของสามรางวัลออสการ์ เธลม่า
สคูนเมกเกอร์, เอซีอี (Shutter Island, The
Departed); ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
เจ้าของสามรางวัลออสการ์ แซนดี้ พาวเวลล์ (The
Aviator, The Young Victoria); วิชวล เอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์เจ้าของรางวัลออสการ์ ร็อบ เลกาโต้
(Shutter Island, Titanic);
และผู้แต่งดนตรีประกอบเจ้าของสามรางวัลออสการ์
ฮาวเวิร์ด ชอร์ (ภาพยนตร์ไตรภาค The Lord of the
Rings, The Departed)
พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส และจีเค ฟิล์มส์
ภูมิใจเสนอผลงานการสร้างของจีเค ฟิล์มส์/
อินฟินิตัม ไนฮิล ภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่
เรื่อง Hugo ซึ่งกำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่
จากบทภาพยนตร์ของ จอห์น โลแกน
ซึ่งสร้างจากหนังสือเรื่อง The Invention of Hugo
Cabret ผลงานการประพันธ์ของ ไบรอัน เซลซ์นิค
ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย แกรห์ม คิง,
ทิม เฮดดิงตัน, สกอร์เซซี่ และจอห์นนี่ เด๊ปป์
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ เอ็มม่า
ทิลลิงเกอร์ คอสคอฟฟ์, เดวิด คร็อคเก็ตต์,
จอร์เจีย คาแคนเดส และคริสตี้ เด็มโบรว์สกี้,
มิวสิค ซูเปอร์ไวเซอร์ ได้แก่ แรนดัลล์ โพสเตอร์
ภาพยนตร์เรื่องนี้คัดเลือกตัวนักแสดงโดย เอลเลน
ลูวิส
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับจัดเรทโดย MPAA
ให้เป็นภาพยนตร์เรท PG
จากเนื้อหาเรื่องราวที่อ่อนโยน
มีฉากแอ็กชั่นและมีฉากอันตรายเล็กน้อย
www.hugomovie.com
ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจให้นักเขียน
หนังสือให้แรงบันดาลใจผู้กำกับ
การเติบโตมาในพื้นที่ส่วนหนึ่งของนิวยอร์กซิตี้ที่รู้จักกันในชื่อ
ลิตเติ้ล อิตาลี ในทศวรรษ 1940 และ 1950 มาร์ติน
สกอร์เซซี่น้อยพบความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับการชมภาพยนตร์
ไม่เพียงแต่จะได้รับประสบการณ์ในการดูหนังเท่านั้น
แต่เขายังได้ความใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อของเขา
ที่นั่งอยู่ข้างๆ ในโรงภาพยนตร์ที่มืดสนิท
เป็นการเพาะบ่มความรักซึ่งว่าที่ผู้กำกับผู้นี้มีต่อศิลปะภาพยนตร์
ดังนั้นเมื่อนิยายคว้ารางวัลของ ไบรอัน เซลซ์นิค
เรื่อง The Invention of Hugo Cabret
ถูกส่งมาวางอยู่บนโต๊ะเขาผ่านทางผู้อำนวยการสร้าง
แกรห์ม คิง
(ซึ่งก่อนนี้เคยร่วมงานกับสกอร์ซี่มาแล้วในภาพยนตร์ถึงสามเรื่อง)
ผู้กำกับรางวัลออสการ์ผู้นี้พบว่าเรื่องราวนี้เหมือนก้องสะท้อนชีวิตเขาอย่างลึกซึ้ง
สำหรับสกอร์เซซี่แล้ว
มันคือความอ่อนไหวของเด็กคนหนึ่งที่กระแทกโดนใจเขามาก
อูโก้ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังภายในกำแพงของนาฬิกาเรือนยักษ์
ภายในสถานีรถไฟ
เขาพยายามจะสร้างความเชื่อมโยงกับพ่อของเขา
ซึ่งได้จากเขาไปแล้ว
สกอร์เซซี่เล่าว่า
ผมได้รับหนังสือเล่มนี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว
และมันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ประเภทที่ผมนั่งลงและอ่านมันจนจบเลย
รวดเดียว
มีความผูกพันในทันทีกับเรื่องของเด็กชายคนนี้
ความโดดเดี่ยวของเขา
ความผูกพันที่เขามีต่อภาพยนตร์
และกับระบบเครื่องยนต์กลไกที่สุดสร้างสรรค์
ระบบกลไกต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ อาทิเช่น
กล้อง, เครื่องฉายโปรเจ๊กเตอร์ และหุ่นออโตเมตัน
ทำให้มันเป็นไปได้ที่อูโก้จะสร้างความผูกพันกับพ่อของเขาขึ้นมาอีกครั้ง
และวัตถุที่มีกลไกเหล่านี้ก็ทำให้เป็นไปได้ที่ผู้กำกับภาพยนตร์
จอร์จส์ เมลิเย่ส์
จะกลับไปเชื่อมโยงกับอดีตของเขาอีกครั้ง
และกับตัวเองเขาเอง
ในทางกลับกัน
สกอร์เซซี่ได้ร่วมแบ่งปันด้วยการมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับลูกสาวคนเล็กของเขาได้อ่าน
ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของเขาที่ว่าเรื่องนี้มีคุณสมบัติที่มีความมหัศจรรย์มาก
ในการอ่านหนังสือให้ลูกสาวผมฟัง
เราได้ร่วมสร้างประสบการณ์กับเรื่องราวนี้อีกรอบ
ดังนั้นมันเหมือนกับการค้นพบผลงานศิลปะอีกครั้ง
แต่เป็นการมองผ่านสายตาของเด็ก
เจ้าของบทประพันธ์ ไบรอัน เซลซ์นิค
เล่าถึงจุดกำเนิดของหนังสือของเขาเล่มนี้ว่า
มีอยู่จุดหนึ่งที่ผมจำได้ว่าได้ดูเรื่อง A Trip
to the Moon ซึ่งเป็นภาพยนตร์ปี 1902 ผลงานของ
จอร์จส์ เมลิเย่ส์
และจรวดได้บินพุ่งเข้าสู่ตาของชายคนหนึ่งในดวงจันทร์
ภาพนั้นติดแน่นในจินตนาการของผม
ผมอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่ได้พบเมลิเย่ส์
แต่ผมไม่รู้ว่าพลอตเรื่องจะเป็นยังไง หลายปีผ่านไป
ผมเขียนและวาดภาพประกอบหนังสือเรื่องอื่นๆ อีก 20
เล่ม จากนั้น ในปี 2003
ผมบังเอิญหยิบหนังสือเรื่อง Edisons Eve ของเกบี้
วู้ด มันเป็นประวัติศาสตร์ของหุ่นออโตเมตัน
และที่สร้างความประหลาดใจให้ผมมาก
บทหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นพูดถึงเรื่องของเมลิเย่ส์
ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์ออโตเมตันของเมลิเย่ส์
(เป็นหุ่นเมคานิคที่ใช้พลังงานจากกลไกไขลานและสปริง
ซึ่งจะทำงานด้วยตัวมันเอง)
ถูกบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งเมื่อตัวเมลิเย่ส์จากไป
หุ่นเหล่านี้ถูกนำไปเก็บเอาไว้ในห้องใต้หลังคา
ซึ่งลงเอยด้วยการถูกลืม และค่อยๆ
ผุพังไปเพราะน้ำฝน และในที่สุด ก็ถูกโยนทิ้งไป
เซลซ์นิคเล่าต่อไปว่า
ผมจินตนาการว่ามีเด็กชายคนหนึ่งป่ายปีนผ่านกองขยะไป
และพบหุ่นยนต์ที่พังไปแล้วตัวหนึ่ง
ในตอนแรกผมไม่รู้ว่าเด็กชายคนนั้นเป็นใคร
และผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา ผมคิดว่าชื่อ
อูโก้ ฟังดูเป็นฝรั่งเศสดี
และคำภาษาฝรั่งเศสอีกคำหนึ่งที่ผมนึกออกก็คือ
คาบาเร่ต์ และผมก็คิดว่า คาเบร่ต์
น่าจะฟังดูเป็นนามสกุลฝรั่งเศส แค่นั้นแหละ อูโก้
คาเบร่ต์ก็ถือกำเนิดขึ้น
จากการค้นคว้าเรื่องของหุ่นออโตเมตันและนาฬิกา,
ชีวิตของเมลิเย่ส์และนครแห่งแสงสีในทศวรรษ 1920
และ 1930
ได้เติมเชื้อไฟให้กับจินตนาการของนักเขียนผู้นี้
และเรื่องราวของเด็กที่รักการผจญภัยที่อาศัยอยู่ภายในกำแพงของสถานีรถไฟในกรุงปารีส
ก็ถือกำเนิดขึ้น
และหลอมรวมกับเรื่องราวของตัวละครที่มีสีสันมากมายที่อยู่รอบๆ
ตัวเขา
เสริมด้วยเรื่องราวการค้นพบทั้งตัวหุ่นออโตเมตันที่ถูกทอดทิ้งตัวหนึ่งและผู้กำกับที่ถูกลืม
และคุณยังมีหนังสือของเซลซ์นิคที่วาดภาพประกอบได้อย่างงดงามเรื่อง
The Invention of Hugo Cabret (A Novel in Words
and Pictures) The Invention of Hugo Cabret (A
Novel in Words and Pictures) ที่ตีพิมพ์ในปี 2007
ได้รับรางวัล Caldecott Medal ในปี 2008
(เป็นรางวัลที่มอบโดยสมาคมห้องสมุดสำหรับเยาวชน
ที่มอบให้กับเจ้าของผลงานหนังสืออเมริกันสำหรับเยาวชนที่โดดเด่นที่สุด)
และเป็นหนังสือวาดภาพที่เยี่ยมที่สุดประจำปี 2007
ของ The New York Times
มันคือหนังสือเบสท์เซลเลอร์อันดับหนึ่งของ New
York Times
และยังเข้ารอบสุดท้ายในการเข้าชิงรางวัลเนชั่นแนลบุ้ค
อวอร์ด
ผู้อำนวยการสร้าง แกรห์ม คิง เล่าว่า ทิม
เฮดดิงตัน
หุ้นส่วนอำนวยการสร้างของผมและตัวผมเองรู้สึกต้องมนต์หนังสือเรื่องนี้ของ
ไบรอัน เซลซ์นิค
เราคิดทันทีเลยว่ามันเป็นเรื่องราวอันงดงามสำหรับ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ ที่จะนำมาสร้างเป็นภาพนตร์
พวกเขาได้หันไปหา จอห์น โลแกน
ซึ่งเคยเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Aviator
ของพวกเขา
เพื่อให้โลแกนนำทั้งถอยคำและการวาดภาพประกอบของเซลซ์นิค
และเปลี่ยนให้เป็นบทภาพยนตร์
เช่นเดียวกับหนังสือส่วนใหญ่ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์
หลายอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไป
โลแกนให้ความเห็นไว้ว่า
ผมต้องตัดและเปลี่ยนองค์ประกอบหลายอย่างในหนังสือของไบรอัน
เพื่อให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่สั้นลง
ภาพวาดนั้นช่วยได้มาก
เพราะพวกมันเตือนให้ผมนึกถึงภาพสตอรี่บอร์ดในการสร้างหนัง
มันกลายเป็นเหมือนแผนที่ให้ผมเดินไปตามเส้นทาง
อันที่จริง
บทภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการเล่าเรื่องคล้ายๆ
กับภาพวาดแรกๆ ของไบรอันในหนังสือเรื่องนี้
ผู้อำนวยการสร้างคิงพูดถึงการจับคู่อย่างคาดไม่ถึงระหว่างสกอร์เซซี่และเรื่องของอูโก้
ภาพยนตร์ทุกเรื่องของสกอร์เซซี่มีความรู้สึกจำเพาะอยู่ในตัว
และ Hugo ก็ไม่แตกต่าง
ภาพอันงดงามและการแสดงระดับสุดยอดมีอยู่เพียบ
ความแตกต่างสำคัญก็คือ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับคนดูที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น
แต่เป็นภาพยนตร์สำหรับทุกคนก็ว่าได้
เพื่อจำลองประสบการณ์ในผลงานของเซลซ์นิค
สกอร์เซซี่หันไปใช้รูปแบบภาพยนตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม
เขาเล่าว่า ในฐานะคนดูหนัง
เราไม่ได้มีข้อได้เปรียบแบบตัวหนังสือ
ซึ่งคุณจะเข้าใจถึงความคิดและความรู้สึกในใจของอูโก้
แต่กับภาพยนตร์เรื่องนี้
เรามีใบหน้าและมีการกระทำของเขาให้เห็น
และเรายังมีระบบ 3D
เนื้อเรื่องจำต้องถูกเปลี่ยนแปลงไประดับหนึ่ง
ดังนั้นหลายองค์ประกอบจะถูกลดความสำคัญลงจากตัวหนังสือ
แต่ผมคิดว่าภาพต่างๆ โดยเฉพาะในรูปแบบของ 3D
สามารถชดเชยสิ่งที่หนังสือมีได้
สกอร์เซซี่พยายามให้เกียรติกับผลงานของเซลซ์นิคในทุกการตัดสินใจ
เขาให้ความเห็นไว้ว่า ไบรอัน
เซลซ์นิคและหนังสือของเขาคือแรงบันดาลใจ
เรามีหนังสือเล่มนี้ติดตัวตลอดเวลา
หนังสือมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น
ขณะที่ภาพยนตร์ของเราก็มีภาพลักษณ์และความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง
มันแตกต่างไปจากหนังสือที่เป็นภาพขาวดำ
เรายังผสมความเป็นจริงและโลกจินตนาการเข้าด้วยกัน
นี่คือการผจญภัย: การตามหาตัวละคร
การค้นหาตัวเด็กชายที่จะมาแสดงเป็น อูโก้
ถือเป็นบทที่หายากที่สุด
เขาคือหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้
เขาอยู่ในแทบทุกฉาก และเขาจะต้องอายุประมาณ 12-13
ปี เอลเลน ลูวิส แคสติ้ง ไดเร็คเตอร์
ได้เลือกนักแสดงเด็กชายเอาไว้หลายคน ซึ่ง อาซา
บัทเทอร์ฟิลด์ ได้มาออดิชั่นบทนี้ตั้งแต่แรก
สกอร์เซซี่จำได้ว่า เขาอ่านบทไปสองฉาก
และผมรู้สึกเชื่อทันที ก่อนจะตัดสินใจรอบสุดท้าย
ผมได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Boy in the Striped
Pajamas ซึ่ง วีร่า (ฟาร์ไมก้า)
แสดงภาพยนตร์เรื่องนั้นกับเขา
และผมก็เคยร่วมงานกับเธอในภาพยนตร์เรื่อง The
Departed เธอเล่าเรื่องเขาให้ผมฟัง
และพูดว่าเขาเก่งมากๆ
บัทเทอร์ฟิลด์เองก็ไม่รู้เช่นกันว่า มาร์ติน
สกอร์เซซี่ เป็นใคร แต่เขาได้ยินแต่เรื่องดีๆ
ทั้งนั้น อาซาเล่าว่า ผมรู้ว่าเขาเป็นใครนะครับ
แต่ผมไม่เคยดูหนังของเขาเลย
เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหนังสำหรับคนอายุ 18
ขึ้นไปทั้งนั้น แม่บอกผมว่าเขาเก่งที่สุด
ตอนผมได้งานนี้ ทุกคนต่างพูดว่า โห น่าทึ่งมาก
เขาเป็นผู้กำกับที่เก่งที่สุดแล้ว ! ผมค่อยๆ
เริ่มรู้ตัวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน
เขาคือผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมที่สุด
มาร์ตี้ไม่เคยพูดว่า ต้องทำ
แต่เขาสนับสนุนให้คุณทดลอง และพูดว่า ลองดูซิ
เขาเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ
มักมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
ที่คุณสามารถเล่นได้ มันสุดยอดจริงๆ
บัทเทอร์ฟิลด์พบว่าความลึกลับของตัวละครตัวนี้ถือสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างมาก
เขาตั้งข้อสังเกตว่า
คุณไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเขามากนัก
เรื่องน่าเศร้ามากมายเกิดขึ้นกับเขา พ่อของเขาตาย
แม่ของเขาก็ตาย
และเขาลงเอยด้วยการต้องไปอยู่กับลุงของเขาที่สถานีรถไฟ
ต้องทำงานที่ผู้ใหญ่ทำ จากนั้นลุงของเขาจากไป
และไม่กลับมาอีกเลย ตอนที่เรื่องนี้เริ่มขึ้น
ทุกอย่างที่ว่ามานี้เกิดขึ้นกับเขาแล้ว
และเขาก็ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังกับหุ่นตัวนี้
เป็นหุ่นออโตเมตัน
เขาจึงมีแค่ตัวเองเท่านั้นตอนที่เขาพบกับอิซาเบลล์
จากนั้นเขาก็เริ่มเปิดตัวเองมากขึ้น
เพื่อมารับบทเป็นอิซาเบลล์ ลูกบุญธรรมของ
ปาป้าจอร์จส์ และ มาม่าฌ็อนน์
นักแสดงเด็กหญิงชาวอเมริกัน โคลอี้ เกรซ มอเร็ตซ์
ต้องจำแลงแปลงกาย
สกอร์เซซี่เล่าถึงการมาออดิชั่นบทของมอเร็ตซ์ว่า
ผมได้ผ่านตาพบนักแสดงเด็กหญิงสองสามคนจากอังกฤษ
โคลอี้เดินเข้ามาและพูดสำเนียงอังกฤษ
ผมคิดว่าเธอก็คงมาจากอังกฤษเช่นกัน ในตอนนั้น
เราเริ่มให้นักแสดงมาอ่านบทกันเป็นคู่ในบท
อูโก้และอิซาเบลล์
และอาซากับโคลอี้ก็ดูเข้ากันได้ดีทีเดียว
มีนักแสดงอีกคู่หนึ่ง และเราได้ลองสลับคู่กัน
แต่พวกเขากลับดูไม่เข้ากันเลย
ไม่เพียงแต่โคลอี้และอาซาจะดูมีภาพลักษณ์ที่เข้ากันได้เท่านั้น
แต่พวกเขายังมีเสียงที่ฟังดูเข้ากันได้
พวกเขาเล่นรับส่งบทกันได้ดี
พวกเขามีบุคลิกที่โดดเด่น แตกต่างมาก
มอเร็ตซ์เล่าว่า ฉันได้พบเขาครั้งแรกในนิวยอร์ก
และมันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ไปเยือนนิวยอร์กนับแต่ฉันเริ่มเข้าวงการนี้มา
ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุการณ์ที่พลิกผันได้สุดยอดเยี่ยม
เพราะฉันได้ไปอยู่นิวยอร์กเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี
และฉันได้พบ มาร์ติน สกอร์เซซี่
ในบทที่เป็นปรากฏการณ์นี้
ฉันเดินเข้าไปและได้พบเขา เขาเป็นคนอบอุ่นมาก
เขาเล่าเรื่องให้ฉันฟังมากมาย และฉันคิดว่า ว้าว
เขาสุดยอดจริงๆ
โคลอี้ยังรู้สึกสนใจในแง่มุมที่ดูลึกลับของเรื่องนี้
แต่เป็นความรู้สึกภายนอกมากกว่า การเป็นเด็กอายุ
13 เหมือนตัวละคร
มักมีเรื่องราวที่คุณอยากจะค้นหาเสมอ
มักมีเรื่องที่คุณอยากรู้อยากเห็น
คุณพยายามหาว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเรื่องนั้นๆ
มันเป็นยังไงมายังไง ในภาพยนตร์เรื่องนี้
อิซาเบลล์และอูโก้อยากรู้อยากเห็นเรื่องของผู้คนต่างๆ
การมีดาราเด็กสองคนเป็นดารานำของภาพยนตร์ที่เป็นเรื่อง
ย้อนยุค ถ้าเป็นแต่ก่อน
สกอร์เซซี่คงตัดสินใจได้เลยว่า อย่าทำดีกว่า
เขาเล่าว่า
เราคงไม่ใส่ตัวหนังสือขึ้นหน้าจอที่บอกว่า 1931
มันไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่เด็กๆ เป็น
สิ่งที่พวกเขาต้องการ สิ่งที่พวกเขามองหาอยู่
สิ่งที่พวกเขาทำ มันมีความร่วมสมัย มีความเป็นสากล
มันไม่ใช่เรื่องของเวลาและสถานที่จำเพาะ
มันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
ไม่สำคัญหรอกว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นในเวลาใด เด็กๆ
ก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆ เสมอ
สำหรับบทสำคัญอย่าง จอร์จส์ เมลิเย่ส์
ปาป้าจอร์จส์
ผู้กำกับสกอร์เซซี่ไม่ต้องไปมองหาอื่นไกล
สกอร์เซซี่กล่าวว่า ผมอยากร่วมงานกับ เบน
คิงสลี่ย์ มาตลอดหลายปีนี้ ในที่สุด
ผมก็มีภาพยนตร์สองเรื่อง คือ Shutter Island
ซึ่งเรามีประสบการณ์การร่วมงานกันที่ดีมาก
และตอนนี้ก็มีภาพยนตร์เรื่องนี้
เขาเป็นนักแสดงที่มีความพิเศษมาก
เป็นหนึ่งในสุดยอดนักแสดงจริงๆ
ซึ่งผมคงไม่จำเป็นต้องพูดเลย แค่ดูผลงานของเขาก็พอ
ฝีมือของเขา ความหลากหลายของเขา
ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหน เมื่อเรามองดูภาพของ
จอร์จส์ เมลิเย่ส์
ผมไม่เคยมีความสงสัยเลยว่าภาพลักษณ์นั้นช่างลงตัวเหมาะเจาะกับเบนจริงๆ
ภาพลักษณ์น่ะใช่
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าสำหรับคิงสลี่ย์ ก็คือ
ร่างกายของชายผู้นี้ที่เสื่อมถอยลง
สกอร์เซซี่รู้สึกทึ่งกับเทคนิคการแสดงของคิงสลี่ย์มาก
เบนแสดงออกด้วยท่าทีการเคลื่อนไหว
ด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ เป็นความพ่ายแพ้ของร่างกาย
หลังจากที่ชายคนนี้ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา
เขาสร้างภาพยนตร์ 500 เรื่อง อาทิตย์ละ 3 เรื่อง
ในช่วงเย็นทำโชว์มายากล
และต้องถ่ายทำภาพยนตร์ในตอนกลางวัน
เขาสร้างศิลปะรูปแบบใหม่ และจู่ๆ เขาก็หมดเงิน
ต้องเผาทุกอย่างทิ้ง
และลงเอยด้วยการมานั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ในร้านขายของเล่นในพื้นที่เงียบๆ
ของสถานีรถไฟ Gare Montparnasse
ในการค้นคว้าของคิงสลี่ย์
เขาพบเรื่องราวที่น่าชื่นชมมากมายในตัวเมลิเย่ส์
นอกเหนือไปจากความสามารถในการจินตนาการในแวดวงภาพยนตร์ของเขา
คิงสลี่ย์กล่าวว่า
จอร์จส์มีความเชื่อมั่นและมีความสามารถของนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่
เขามีความประณีตในการแสดงกล
อย่างเช่นการตัดร่างกายคนแบ่งครึ่ง การหายตัว
และกลมือ
ความประณีตของเขายังแพร่ไปถึงทีมนักแสดงและทีมงาน
เขาแทบไม่เคยสติแตกหรือส่งเสียงตะคอกใครเลย
เขามีวิธีที่จะเตือนผู้คนให้คิดถึงสิ่งที่พวกเขาลืมที่จะทำ
เตือนพวกเขาถึงตอนที่เขาเคยพูดถึงบางสิ่งบางอย่างมาก่อน
และเขาเคยเป็นคนยิ่งใหญ่แค่ไหน
เมื่อตัวละครของเขาผันตัวเองจากการแสดงกลมาสู่วงการภาพยนตร์
คิงสลี่ย์มองเห็นถึงวิวัฒนาการโดยธรรมชาติในการที่
มาร์ติน สกอร์เซซี่
ก้าวสู่งานสร้างภาพยนตร์สามมิติ
ผมคิดว่ามันเหมือนการที่ศิลปินก้าวจากการวาดภาพเหมือนของคน
ไปสู่การวาดภาพวิวทิวทัศน์
มันเป็นการเปลี่ยนวิธีการตวัดแปรง
แต่มันยังคงเป็นแปรงอันเดียวกัน
และยังเป็นผ้าใบผืนเดียวกันอยู่
ในสถานีรถไฟแห่งนี้
ผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตที่เป็นอิสระของอูโก้
ก็คือ นายสถานีรถไฟ
ซึ่งถือเป็นบทที่มีการปรับเปลี่ยนไปจากตัวนิยาย
สกอร์เซซี่เล่าว่า เราถาม ไบรอัน เซลซ์นิค
ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงบทนี้ได้ไหม
เพราะผมไม่อยากให้ตัวละครตัวนี้เป็นตัวแทนของความกลัว
หรือเป็นผู้ร้าย
ที่สร้างความหวาดกลัวและจับตัวเด็กชายคนนี้
ผมอยากให้เขาดูน่าคบหามากขึ้น
ผมคิดว่าจากการได้ทำงานกับ ซาช่า บารอน โคเฮน
เราน่าจะทำได้
บารอน
โคเฮนพูดถึงมุมมองที่เขามีต่อตัวละครของเขาว่า
เป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ในสถานีรถไฟ
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน มันเป็นอันตรายที่เด็กๆ
จะมาวิ่งเล่น ดังนั้น ในยุค 20 และ 30
กับการมีเงื่อนไขของการทำงาน
ถ้าคุณมีเด็กจรจัดมาวิ่งเล่นอยู่โดยไม่มีคนดูแล
มันจะเป็นอันตรายทั้งสำหรับผู้โดยสารและตัวเด็กเอง
ดังนั้น คุณจึงต้องมีผม นายสถานี
เขาเป็นคนดีที่เกลียดชังเด็กๆ
แต่ก็มีด้านที่แตกต่างอยู่ในตัวเขา
เขามีด้านที่อ่อนโยนเช่นกัน
ตัวเขาเองอาจจะเป็นเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ
เขาเคยผ่านสงครามมาแล้วด้วย
เขามีข้อจำกัดทางร่างกาย
โดยมีเหล็กติดอยู่ที่ขาของเขา
ซึ่งเราอาจบอกว่าเป็นผลของบาดแผลจากสงคราม
แต่มันเป็นการลงโทษตัวเองโดยอุบัติเหตุก็ได้
บารอน
โคเฮนได้เริ่มต้นการค้นคว้าการแสดงตลกท่าทางด้วยตัวเขาเอง
ในอังกฤษ ผมคิดว่า แฮโรลด์ ลอยด์
ได้ออกรายการทีวีหลังเลิกเรียนทุกวัน
ดังนั้นเราจึงโตมากับการนั่งดูเขามาตลอด
สมัยนั้นผมไม่เคยรู้สึกว่าเขาตลกเลยนะ แต่ใน
Hugo มีการอ้างอิงถึงภาพยนตร์เหล่านั้นอยู่ด้วย
โดยเฉพาะเรื่อง Safety Last ที่เขาปีนตึก
และกระโดดลงมา
และไปติดอยู่กับนาฬิกาที่เดินถอยหลัง
เราเอาตรงนั้นมาเล่นด้วย
มาร์ตินอยากให้ผมดูนักแสดงตลกยุคแรกๆ เหล่านั้น
ซึ่งน่าสนใจมาก พวกเขาเล่นได้ดีจริงๆ
อย่างคีตันและแชปลิน ใช่ ผมค้นพบชายที่ชื่อ
ชาร์ลส์ แชปลิน ผมเชื่อเช่นนั้น
ผลงานของเขาน่าสนใจมาก คุ้มค่ากับการได้ดูแท้ๆ
สกอร์เซซี่ลงเอยด้วยการคิดหาอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้ร้ายของเรื่องนี้
บารอน โคเฮนอธิบายว่า
เมื่อตอนที่มาร์ตี้กับผมได้พบกัน
เราคุยกันถึงวิธีการต่างๆ
ที่ทำให้ผู้ร้ายดูไม่เหมือนผู้ร้าย
มาร์ตี้มีไอเดียที่ดึงเรื่องความรักเข้ามา
และมันก็น่ารักดีที่ได้ เอมิลี่ มอร์ติเมอร์
ซึ่งเป็นนักแสดงและเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก
มาแสดงเป็นผู้หญิงที่ผมสนใจ
ดังนั้นจึงมีเรื่องความรัก
นายสถานีคนนี้เป็นผู้ชายร้ายกาจ เขาเป็นคนน่ากลัว
แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว เขาเป็นคนนิสัยดีนะ
เพียงแต่ความดีของเขามันอยู่ลึกกกกมากแค่นั้นเอง
สกอร์เซซี่อธิบายว่า
เอมิลี่คือหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดที่มีตอนนี้
เธอเป็นคนมีอารมณ์ขัน
เธอเป็นตัวเลือกที่วิเศษสุดที่จะมารับบทเป็นสาวที่ซาช่าสนใจ
ซึ่งเป็นเรื่องอันโดดเด่นที่ทำให้เขาได้ลอง
นายสถานีไม่ใช่ภัยคุกคามหนึ่งเดียวสำหรับอูโก้
เขาถูกนำตัวมาใช้ชีวิตอยู่ในสถานีรถไฟโดยลุงคล็อดของเขา
ซึ่งเป็นผู้ชายโง่ๆ
ที่มอบหมายหน้าที่ในการดูแลรักษากลไกนาฬิกาให้กับเด็กชายตัวน้อยคนนี้
ผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้างสกอร์เซซี่เล่าว่า
ผมเคยร่วมงานกับ เรย์ วินสโตน ใน The Departed
ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เรย์มีบุคลิกร้ายกาจ
เขาไม่จำเป็นต้องพูดหรือทำอะไรมากมาย
แต่คุณจะรู้สึกได้เลยถึงความร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวละครของเขา
ผมคิดว่าเขาคงจะนำความรู้สึกที่เป็นภัยคุกคามมาใส่ตัวละครลุงคล็อดของอูโก้ได้
นี่อาจเป็นมากกว่าการแสดง
วินสโตนรู้สึกสนุกไปกับประสบการณ์ร่วมที่ได้จากการทำงานกับสกอร์เซซี่ในภาพยนตร์
3D เรย์เล่าว่า สำหรับผม
ความสนุกในระหว่างการถ่ายทำคือการได้นั่งดูการทำงานของสกอร์เซซี่
เพราะเหมือนกับเขาตกหลุมรักการสร้างภาพยนตร์อีกครั้ง
การได้เห็นเขาทำหนัง 3D
ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
เหมือนการได้เห็นเด็กกับของเล่นชิ้นใหม่
และความรู้สึกที่สัมผัสได้
และได้ส่งผ่านไปยังทีมนักแสดงและทีมงานด้วย
สำหรับบทสำคัญอย่างพ่อของอูโก้
สกอร์เซซี่ต้องการนักแสดงที่มีทั้งความอบอุ่นและความดีที่เด็กชายคนนี้จะได้สัมผัสในฉากสั้นๆ
เพียงไม่กี่ฉาก
ผมเคยร่วมงานกับ จู้ด ลอว์ มาแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนเขามารับบท เออร์รอล ฟลินน์ ใน The Aviator
ผมยังเคยได้เห็นเขาแสดงเป็นแฮมเล็ตในละครเวที
เขาเล่นได้เยี่ยมมาก ดูโดดเด่น เขามีอำนาจ
และมีเสน่ห์สำหรับบทนี้
ผมชอบที่ได้ทำงานกับเขาในโปรเจ็กต์ที่เขามีบทมากขึ้น
สกอร์เซซี่บอก
ลอว์บอกว่า ผมรู้จักหนังสือเรื่องนี้อยู่แล้ว
เพราะผมเคยอ่านมันให้ลูกๆ ของผมฟัง
ผมเลยกลับไปและอ่านมันใหม่อีกรอบ
และผมได้พูดคุยกับลูกๆ เกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้
และถามพวกเขาถึงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อตัวละครพ่อ
ผมได้ไปพูดคุยกับช่างทำนาฬิกา
และผมได้ดูหุ่นออโตเมตัน
ผมจึงมีความรู้ที่จะประกอบสิ่งต่างๆ
และถ้าพวกเขาพูดถึงเครื่องมือ
ผมรู้เลยว่าพวกมันคืออะไร แต่สำหรับผม
มันเป็นเรื่องของการสร้างเรื่องราวในบทที่อบอุ่นหัวใจในชีวิตของอูโก้
โดยรู้ว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ในเรื่องนี้
เราจะเจออูโก้ที่อยู่ในโลกที่แสนเย็นชา
ผมอยากทำให้แน่ใจว่าคุณจะรู้สึกว่าเขาเคยถูกรักมาก่อน
ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะต้องนำประสบการณ์ของการเป็นพ่อใส่เข้าไปด้วย
สำหรับบทมองซิเออร์เลบิสส์
ผู้เปิดร้านหนังสืออยู่ในสถานีรถไฟ
ทำให้สกอร์เซซี่มีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงที่เป็นตำนานตัวจริง
เขาเล่าว่า ในภาพยนตร์เรื่องนี้
ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ คริสโตเฟอร์ ลี
ซึ่งเป็นนักแสดงคนโปรดของผมมา 50-60 ปีแล้ว
ลี ในวัย 89 ปีเล่าถึงการเดินทางในฝรั่งเศสในปี
1931 ว่า ผมยังจำได้ดีถึงร้านค้าต่างๆ คาเฟ่
และร้านอาหาร ดังนั้นสำหรับผม
มันเหมือนการก้าวกลับสู่อดีตของตัวเอง
ตัวละครของผมเป็นเหมือนเทพผู้พิทักษ์
และผมก็ช่วยเปิดโลกให้กับเด็กๆ
เหล่านี้ผ่านทางงานวรรณกรรมต่างๆ
ลีตื่นเต้นมากที่ในที่สุดแล้วเขาก็สามารถมีชื่อของ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ อยู่ในลิสต์ผลงานของเขา
ผมไม่ได้จะประจบมาร์ตินหรอกนะ
แต่ผมเคยพูดกับเขาว่า ผมอาจจะมีผลงานมากกว่าใครๆ
ที่ยังมีชีวิตอยู่ในวงการทุกวันนี้
มีคนบอกผมแบบนั้น
แต่ผมรู้สึกเสมอว่าประวัติการทำงานของผมยังไม่สมบูรณ์จนกว่าผมจะได้แสดงหนังของคุณ
เพราะผมเคยทำงานกับ จอห์น ฮุสตัน, ออร์สัน เวลล์ส,
ราอูล วอลช์, สตีเว่น สปีลเบิร์ก, ทิม เบอร์ตัน,
ปีเตอร์ แจ็คสัน และผู้กำกับคนอื่นๆ อีกมากมาย
แต่ผมยังไม่เคยร่วมงานกับคุณมาก่อน
แล้วเรื่องนี้ก็ผ่านเข้ามา
และเห็นได้ชัดว่ามีบทที่เหมาะกับผม
ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงจนได้!
สกอร์เซซี่เลือก เฮเลน แม็คโครรี่
ให้มารับบทสำคัญอย่างมาดามฌ็อนน์
ผู้ให้การสนับสนุนและปกป้องเมลิเย่ส์ในวัยชรา
ผู้ซึ่งในอดีต เธอเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา
สกอร์เซซี่อธิบายว่า ผมเคยเห็นเฮเลน
ในภาพยนตร์เรื่อง The Queen ในบทมิสซิสแบลร์
และในซีรีส์ทางทีวีของอังกฤษเรื่อง Anna
Karenina เธอเยี่ยมยอดมาก เราต้องเจอกัน
พูดคุยกัน และผมคิดว่าเธอเหมาะกับบทนี้มาก
มันเป็นสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน มาดามฌ็อนน์
ผู้ให้กำลังใจกับสามีของเธอ
เคยทำงานกับเขานานหลายปี
และอยากให้เขาผ่านความเจ็บปวดที่เกิดจากความรู้สึกผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิตไปให้ได้
เธอสุดยอดมากในการวางทั้งเงามืดและสีสันในระดับต่างๆ
เข้าไปในบทบาทการแสดงของเธอ
บทสำคัญอย่าง เรอเน่ ทาบาร์ด
นักวิชาการด้านภาพยนตร์ที่ต้องขอบคุณ
อูโก้และอิซาเบลล์
ผู้ทำให้เขาได้ค้นพบตัวเมลิเย่ส์
และได้จัดงานกาล่าเพื่อให้เกียรติกับเมลิเย่ส์ที่สถาบันภาพยนตร์ฝรั่งเศส
ตกเป็นบทของนักแสดงผู้เจนทั้งเวทีละครและภาพยนตร์อย่าง
ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก
สกอร์เซซี่ดีใจมากที่ได้กลับมาร่วมงานกับสตัห์ลบาร์กอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมกับไมเคิลได้ร่วมงานกัน
เขาเคยแสดงหนังโฆษณาของ Freixenet
ซึ่งถ่ายทำเพื่อเป็นเกียรติกับอัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก
และเขายังรับบทนำใน 'Boardwalk Empire'
ความสามารถของไมเคิลในฐานะนักแสดงถือว่าน่าพิศวงมาก
เขาสามารถเปลี่ยนอารมณ์จากดราม่าไปเป็นตลกได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย
เปลี่ยนจากภาพยนตร์ร่วมสมัยไปเป็นภาพยนตร์ย้อนยุค
เขายังยอดเยี่ยมในบทเจ้าพ่อมาเฟียในเรื่อง
'Boardwalk' หรือใน 'Hugo'
เขาก็ยอดเยี่ยมในบทนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่แสนสุภาพที่ชื่นชมบูชา
จอร์จส์ เมลิเย่ส์ และรู้สึกยกย่องภาพยนตร์ของเขา
มันคือความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ได้ร่วมงานกับไมเคิลอีกครั้ง
สีสันของสถานีรถไฟก็คือคนที่ต้องอาศัยคนที่สัญจรไปมาผ่านโถงในสถานีรถไฟ
ซึ่งรวมถึง ลีเซ็ทท์ หญิงขายดอกไม้ (มอร์ติเมอร์),
เลบิสส์ คนขายหนังสือ (ลี), มองซิเออร์ฟริค
สุภาพบุรุษที่เปิดร้านขายหนังสือพิมพ์
และเพื่อนบ้านของเขา มาดามเอมิลี่
ที่เปิดคาเฟ่อยู่ข้างๆ
สำหรับบทผู้สูงวัยที่แสนประหลาดคู่นี้
สกอร์เซซี่เลือกสองนักแสดงที่เก่งที่สุดของอังกฤษ
อย่าง ริชาร์ด กริฟฟิธส์
(หนึ่งในนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ยังทำงานอยู่ในทุกวันนี้
สกอร์เซซี่ประกาศ) และฟรานซิส เดอ ลา ทัวร์
(ผมชื่นชมเธอเสมอมา สกอร์เซซี่กล่าวเสริม)
สกอร์เซซี่กล่าวว่า ตัวละครที่ จอห์น โลแกน
ใส่ลงไปในโลกเล็กๆ ภายในสถานีรถไฟแห่งนี้
กับความรู้สึกที่เขามีต่อปารีสในยุคเวลานั้น
ผมเรียกมันว่า เรื่องสั้น
พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกใบนี้
พวกเขาทำงานอยู่ที่นั่นทุกวัน
ตัวละครเหล่านี้ทุกตัวถักทอเข้าออกจากภาพยนตร์เรื่องนี้
ทุกคนพยายามที่จะเชื่อมโยงถึงกัน
เหมือนที่อูโก้พยายามเชื่อมต่อกับอดีตของเขา
สกอร์เซซี่ใช้วิธีนำเสนอเรื่องสั้นเหล่านั้นด้วยการถ่ายทำมันเหมือนเป็นหนังเงียบ
ตัวละครเดินเข้าออกจากเฟรมภาพแทบจะไร้คำพูด
เมื่อพวกเขาเกี่ยวพันถึงกัน แค่ได้เห็นพวกเขา
มันช่วยเพิ่มบรรยากาศและความรู้สึกของสถานีรถไฟแห่งนี้
ในบท แม็กซิมิลเลี่ยน สุนัขแสนดุของนายสถานี
สุนัขพันธ์โดเบอร์แมนสามตัวที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี
ถูกนำตัวมา (แบล็คกี้ถูกใช้ในการถ่ายทำฉากส่วนใหญ่
โดยมี เอนโซ่และบอร์ซาลิโน่
เป็นปีกสลับกันทำหน้าที่แทน) มาธิลดี้ เดอ
แค็กนี่ย์ ผู้ฝึกสุนัข
ยังเป็นผู้ดูแลการแสดงของสุนัขดัชชุนขนยาว
(ซึ่งจะมีบทบาทอยู่ในเรื่องราวของฟลิคและเอมิลี่),
แมว
(ซึ่งมักจะเกาะอยู่บนกองหนังสือในร้านของเลบิสส์)
และนกพิราบอีกหลายตัว
(หอนาฬิกาจะไม่มีนกพิราบได้อย่างไร) เดอ
แค็กนี่ย์เองก็มักจะแต่งชุดและแสดงอยู่ในกลุ่มคน
ใกล้พอที่จะกำกับเหล่าสัตว์ได้
แต่จะต้องไม่เด่นชัดเกินกว่าจะดึงความสนใจและทำลายชอตที่ถ่ายทำอยู่
เมื่อไม่มีคนให้แฝงตัวอยู่ เธอจะแต่งชุด
กรีนสกรีน
เพื่อให้ง่ายต่อการลบภาพเธอออกไปเมื่อถึงเวลาทำงานโพสต์โปรดักชั่น
ที่เข้ามาเติมตัวละครที่มีความพิเศษมากอีกตัวหนึ่ง
ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพลอตเรื่องนี้
ทางทีมผู้สร้างหันไปหาเจ้าแห่งการสร้างของประกอบฉาก
เดวิด บัลโฟร์ ผู้ทำงานในการ แก้ปัญหา
กับผู้สร้างของประกอบฉากอย่าง ดิ๊ก จอร์จ
ผู้สร้างหุ่นออโตเมตันของอูโก้
ดิ๊ก จอร์จเล่าว่า เขาเป็นตัวละครตัวหนึ่งด้วย
มันเหมือนกับการสร้างมนุษย์ตัวเล็กๆ ขึ้นมา
มีการสร้างหุ่นออโตเมตัน 15
ตัวเพื่อใช้ในการถ่ายทำ
โดยแต่ละตัวจะมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันหรือถูกใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันภายในบทภาพยนตร์เรื่องนี้
จอร์จเล่าต่อไปว่า
ประโยชน์ที่เราได้ในการประดิษฐ์หุ่นตัวนี้ก็คือ
เรามีเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการ
ซึ่งช่างทำนาฬิกายุคแรกๆ ไม่มี อย่างไรก็ดี
พวกเขามีประสบการณ์และเข้าใจในระบบกลไกของนาฬิกา
หุ่นออโตเมตันในยุคแรกๆ
เดินหน้าด้วยระบบจานทรงกระบอก
และข้อมูลจะถูกโปรแกรมเอาไว้ ดังนั้น
มันจึงสามารถเขียนหรือวาดภาพแบบจำกัด ในกรณีของเรา
เพราะมันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์
มันจึงสามารถวาดภาพอะไรก็ได้
อาซา
บัทเทอร์ฟิลด์ได้พูดถึงเพื่อนร่วมจอที่เป็นหุ่นไม่ค่อยพูดของเขาว่า
มันประหลาดมากเลยนะ เหมือนเขาเป็นนักแสดงอีกคน
ตอนผมได้ยินว่าผมจะได้ทำงานกับหุ่นยนต์ในบางส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมคิดว่ามันคงจะเหมือนตินแมนจากเรื่อง The Wizard
of Oz แต่มันกลับดูเหมือนคนมากเลย
เบน คิงสลี่ย์ตั้งข้อสังเกตว่า
หุ่นออโตเมตันเหมือนมีชีวิตของมันเอง
มันดูน่าประทับใจและเป็นภาพที่น่ามองเมื่อเห็นเจ้าหุ่นตัวน้อยนี้หันหัว
จุ่มปากกาลงไปในขวดหมึกและวาดภาพใบหน้าดวงจันทร์
ซึ่งผมได้เห็นมันกับตาตัวเอง มีอยู่ฉากหนึ่ง
อูโก้เดินมาหาจอร์จส์ ขณะที่อุ้มหุ่นออโตเมตันมา
ซึ่งก็คือเด็กคนหนึ่งที่อุ้มเด็กที่หายตัวไปเอาไว้
จากนั้นผมก็อุ้มเจ้าตัวน้อยนี้ไว้ในแขนของผม
เราเดินออกไป จากนั้น
ก็กลายเป็นเด็กสามคนที่เดินห่างออกไป
การเห็นความฝันกลางวันแสกๆ:
การค้นหาเมลิเย่ส์ตัวจริง
ผมเคยมีเซ็ตดีวีดีที่เป็นภาพยนตร์ของเมลิเย่ส์
และมีภาพของเมลิเย่ส์อยู่บนปกด้วย สกอร์เซซี่เล่า
วันหนึ่งขณะอยู่ในกองถ่าย
เด็กสองคนในภาพยนตร์เรื่องนี้เดินเข้ามา
ทั้งคู่อายุ 12
คนหนึ่งได้เห็นกล่องดีวีดีและพูดขึ้นว่า โห
นั่นเบน (คิงสลี่ย์) นี่ ผมตอบไปว่า ไม่ใช่
นั่นคือเมลิเย่ส์ตัวจริงต่างหาก
คุณหมายถึงเขามีตัวตนจริงๆ เหรอ? ผมตอบว่า อ๋อ
ใช่
จอร์จส์ เมลิเย่ส์ไม่ใช่คนแรกที่สร้างภาพยนตร์
นั่นเป็นผลงานของสองพี่น้อง ออกุสและหลุยส์
ลูมิแยร์ ผู้คิดสร้าง ภาพยนตร์เคลื่อนไหว ในปี
1895 และได้ผลิตภาพยนตร์ออกมาหลายร้อยเรื่อง
ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกภาพเหตุการณ์จริง
(หนึ่งในภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขา LArrivée
dun train á La Ciotat
ถึงกับทำให้คนดูกระโดดลุกจากที่นั่งเมื่อรถจักรไอน้ำพุ่งผ่านเฟรมภาพออกมา)
อย่างไรก็ดี
สองพี่น้องลูมิแยร์เชื่อว่าผลงานสื่อรูปแบบใหม่นี้จะเป็นเพียงแค่จินตนาการที่สุดท้ายจะเลือนหายไป
จอร์จส์ เมลิเย่ส์คิดต่างออกไป
เพื่อหลีกให้พ้นจากการทำธุรกิจทำรองเท้าของครอบครัว
เมลิเย่ส์ตัดสินใจขายโรงงานและนำเงินทุนที่มีไปใช้กับการเริ่มต้นอาชีพที่เขาเลือก
นั่นก็คือการแสดงกล เขาซื้อโรงละคร
(ซึ่งเคยเป็นของที่ปรึกษาของเขา ฌอน-ยูจีน
โรเบิร์ต-ฮูดิน
นักมายากลที่เคยสร้างแรงบันดาลใจให้กับ เอห์ริช
วีสส์ ให้เปลี่ยนชื่อของเขาเป็น แฮร์รี่ ฮูดินี่)
และเริ่มต้นการแสดง
เขาได้เห็นภาพเคลื่อนไหวอันแรกของเขาตอนอายุ 34 ปี
สำหรับเขา
ศิลปะรูปแบบใหม่นี้คือสัญญาณที่ดีสำหรับมายากล
เขาสร้างกล้องและเครื่องฉายของเขาขึ้นมา
ด้วยความช่วยเหลือจาก อาร์ดับเบิลยู พอล
โดยได้นำเอาชิ้นส่วนจากหุ่นออโตเมตันที่โรเบิร์ต-ฮูดินได้ทิ้งเอาไว้มา
ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกๆ
ของเขาก็คือการถ่ายภาพการแสดงบนเวทีของเขาเอาไว้นั่นเอง
อย่างไรก็ดี
ไม่นานเขาเริ่มทำการทดลองด้วยการเล่าเรื่องราวและใช้เทคนิคในการตัดต่อภาพ
ทำให้เกิดเป็นสเปเชียล
เอฟเฟ็กต์แรกเริ่มของภาพยนตร์
อาทิเช่นเทคนิคสต๊อปโมชั่น
การถ่ายภาพแบบไทม์แล็ปส์ การใช้สีที่ทาด้วยมือ
ต่อมา
เขาได้ขายโรงละครของเขาและสร้างสตูดิโอขึ้นมา
โดยสตูดิโอทั้งหมดทำจากกระจก
(เพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาได้ดีที่สุด)
สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับตัวเมลิเย่ส์
สกอร์เซซี่กล่าว
ก็คือเขาสำรวจและสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ทุกวันนี้
มันอยู่ในสายตรง
จากภาพยนตร์แนวไซไฟและภาพยนตร์แฟนตาซีจากยุค 30,
40 และ 50 ขึ้นอยู่กับผลงานของแฮร์รีฮาวเซ่น,
สปีลเบิร์ก, ลูคัส, เจมส์ คาเมรอน
มันอยู่ที่นั่นทั้งหมดแล้ว
เมลิเย่ส์ทำสิ่งที่เราทำกันทุกวันนี้ด้วยคอมพิวเตอร์,
กรีนสกรีน และดิจิตอล
เพียงแต่เขาทำด้วยกล้องของเขาภายในสตูดิโอของเขา
ผลงานมาสเตอร์พีซของเขา คือภาพยนตร์ความยาว 14
นาที เรื่อง Le voyage dans la lune (A Trip to
the Moon) ถ่ายทำในปี 1902 เขาเขียนบท กำกับ แสดง
อำนวยการสร้าง และออกแบบภาพยนตร์มากกว่า 500
เรื่องเมื่อถึงปี 1914
โดยภาพยนตร์ของเขามีเรื่องราวที่หลากหลาย ตั้งแต่
เรื่องจริง
(เป็นการสร้างเหตุการณ์ปัจจุบันในเวลานั้นขึ้นมาอีกครั้ง)
จนถึงภาพยนตร์แฟนตาซี/ ไซไฟ (จาก Kingdom of the
Fairies จนถึง The Impossible Voyage)
ด้วยความยาวตั้งแต่ 1 นาทีจนถึง 40 นาที
บ่อยครั้งที่มีคนพูดถึงเมลิเย่ส์ว่าเป็น
บิดาแห่งการสร้างภาพยนตร์เล่าเรื่อง
โดยเขาได้รับเครดิตมากมายในการให้กำเนิดเรื่องแฟนตาซี
ไซไฟ และเรื่องราวสยองขวัญ
เพราะอุบัติเหตุอันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับ โธมัส
อัลวา เอดิสัน
(ซึ่งได้สิทธิ์ในการพิมพ์ฟิล์มของภาพยนตร์ปี 1896
ของเมลิเย่ส์เรื่อง The House of Devil
และได้นำไปจัดจำหน่ายในอเมริกา
ได้รับความสำเร็จมากมาย
โดยไม่ต้องมอบผลประโยชน์ใดๆ ให้กับเมลิเย่ส์)
ทางเมลิเย่ส์จึงเริ่มทำฟิล์มสำหรับฉายในยุโรปและในอเมริกาไปพร้อมๆ
กัน เมื่อเร็วๆ นี้
นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์รายหนึ่งได้ผสมผสานฟิล์มของเรื่อง
The Infernal Cake Walk
ทั้งสองเวอร์ชั่นเข้าด้วยกัน
และพบภาพที่เป็นเหมือนต้นแบบของภาพยนตร์ 3D
ต่อมา
ความก้าวหน้าในศิลปะภาพยนตร์ได้ทิ้งเมลิเย่ส์ไว้เบื้องหลัง
และด้วยการปะทุขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1
เขาได้เห็นความเสื่อมถอยในความนิยมในตัวเขา
ในที่สุด เมลิเย่ส์ก็ทิ้งสตูดิโอของเขา
เผาเสื้อผ้าและฉาก
และขายฟิล์มภาพยนตร์ของเขาที่ถูกนำไปหลอมเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านเคมี
เพื่อหาเลี้ยงตัวเขาเอง ภรรยาคนที่สอง
และหลานสาวของเขา
เมลิเย่ส์ต้องทำงานในบู้ธขายของเล่นและลูกกวาดอาทิตย์ละ
7 วันที่สถานีรถไฟ Gare Montparnasse
ในกรุงปารีสในทศวรรษ 1920
เขายังคงถูกลืมจนกระทั่งชุมชนของกลุ่มเซอร์เรียลลิสท์ฝรั่งเศส
ค้นพบ ผลงานของเขา
และรู้สึกผูกพันกับภาพจินตนาการที่เหมือนฝันของเขา
ความสนใจที่เกิดขึ้นใหม่นี้นำไปสู่งานกาล่าในกรุงปารีส
โดยมีเมลิเย่ส์เป็นตัวเอก
และมีการฉายผลงานภาพยนตร์ของเขามากมายหลายเรื่อง
เขากำลังสร้างภาพยนตร์ใหม่เรื่อง The Ghosts of
the Metro ตอนที่เขาเสียชีวิตไปในปี 1938
สกอร์เซซี่เล่าว่า
ตอนที่ผมได้อ่านหนังสือเล่มนั้นครั้งแรก
ผมไม่รู้เลยว่าสุภาพบุรุษชราในร้านขายของเล่นจะกลายเป็น
จอร์จส์ เมลิเย่ส์ มันคือเรื่องจริง เขาถังแตก
และลงเอยด้วยการทำงานในร้านขายของเล่นที่ Gare
Montparnasse นานถึง 16 ปี
เบน คิงสลี่ย์ อธิบายว่า ในภาพยนตร์ของเรา
การคิดพลอตเรื่องขึ้นอย่างระมัดระวังที่สุด
มีคนมากมายเชื่อว่าจอร์จส์เสียชีวิตไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่
1 แต่ที่จริง เขาเก็บตัวอยู่ในร้านของเขา
มันถูกสร้างขึ้นอีกครั้งจากภาพถ่ายและจากผู้คนที่เคยสนิทกับเขา
การสัมผัสเพียงเบาๆ
ของประวัติศาสตร์มีความเปราะบางและมีเสน่ห์อย่างมาก
การสร้างสมดุลระหว่างความเป็นจริงและตำนาน:
ปารีสในปี 1931 ของสกอร์เซซี่
เพื่อสร้างโลกของกรุงปารีสในช่วงต้นทศวรรษ 30
ที่ถูกมองผ่านสายตาของ อูโก้ คาเบร่ต์
ตัวละครที่ถูกคิดสร้างขึ้นมา
สกอร์เซซี่ตั้งเป้าที่จะสร้างสิ่งที่เขาได้บอกเอาไว้ว่า
เป็นสมดุลระหว่างความเป็นจริงกับตำนาน
เขาได้นำนักค้นคว้า มาเรียนน์ โบเวอร์ เข้ามา
ซึ่งเธอเป็นคนใส่ความเป็นจริงเข้าไป
โดยได้รับการสนับสนุนจากรูปถ่ายทางประวัติศาสตร์
เอกสาร และฟิล์มจากยุคนั้น
โบเวอร์ได้บีบการค้นคว้าของเธอให้แคบลงเหลือแค่ในช่วงปี
1925 จนถึง 1931
เพื่อเป็นการศึกษาสำหรับแผนกสร้างสรรค์ต่างๆ
สมาชิกของทีม Hugo ได้นั่งดูภาพยนตร์ของเมลิเย่ส์
180 เรื่อง ที่มีความยาวประมาณ 13 ชั่วโมง
ควบคู่ไปกับภาพยนตร์ของ เรอเน่ แคลร์ และแคโรล
รี้ด ซึ่งเป็นผู้นำภาพยนตร์จากยุค 1920 และ 1930
พวกเขายังดูภาพยนตร์ของพี่น้องลูมิแยร์
และภาพยนตร์เงียบจากยุค 20
เพื่อศึกษาสีและโทนของยุคนั้น
ข้อมูลอ้างอิงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ ภาพเคลื่อนไหว
เท่านั้น แต่พวกเขายังศึกษาภาพนิ่งของ Brassaï
(ช่างภาพชาวฮังกาเรี่ยน Gyula K. Halász
ผู้เก็บภาพปารีสในระหว่างสงครามเอาไว้)
เพื่อศึกษาภาพลักษณ์ในยุคนั้นของท้องถนนในกรุงปารีส
และภาพลักษณ์และพฤติกรรมของนักแสดงแบ็คกราวน์
ขณะที่มีการเก็บภาพโลเกชั่น
การถ่ายทำส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่โรงถ่ายเชพเพอร์ตัน
สตูดิโอส์ในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งโปรดักชั่น
ดีไซเนอร์ ดังเต้ เฟอร์เร็ตติ
จะคอยดูแลการสร้างโลกของอูโก้
ซึ่งรวมถึงสถานีรถไฟขนาดเท่าของจริงที่มีร้านค้าทุกอย่าง,
ตึกอพาร์ตเม้นต์ของเมลิเย่ส์
สตูดิโอที่ทำจากกระจกของเขา ตึกที่โดนระเบิด
ร้านไวน์ที่เต็มไปด้วยสินค้า
และสุสานขนาดใหญ่ที่มีป้ายหินและอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่
หัวใจของเรื่องนี้ ซึ่งก็คือตัวสถานีรถไฟ
คือการทำงานร่วมกันของงานออกแบบและโครงสร้างต่างๆ
ที่ถูกยกมาจากสถานีรถไฟหลายแห่งในยุคนั้น
ซึ่งหลายแห่งก็ยังมีอยู่
ซึ่งถือว่าช่วยทีมศิลปินได้มาก
แต่น่าเสียดายที่สถานีรถไฟ Gare Montparnasse
ถูกทำลายไปแล้ว และได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1969
ตามที่สกอร์เซซี่บอก
สถานีของเราคือการผสมผสานของสถานีรถไฟหลายแห่งในกรุงปารีสเวลานั้น
ปารีสของเราก็คือปารีสในยุคเฟื่องฟู
เป็นความประทับใจที่เรามีต่อปารีสในเวลานั้น
ฉากอันน่าประทับใจของเฟอร์เร็ตติยิ่งดูเนียนไปกับยุคสมัยนั้นมากขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากผู้ตกแต่งฉาก
ฟรานเชสก้า โล เชียโว่ ผู้ยอมรับหน้าชื่นตาบานว่า
งานของเธอคือการเดินทางไปเยือนตลาดนัดต่างๆ
ทั้งในและรอบๆ กรุงปารีส
เธอยังดูแลการผลิตภาพโปสเตอร์จากปี 1930-31
เพื่อใช้ในสถานีและตามฉากด้านนอกของตึกต่างๆ
องค์ประกอบด้านการออกแบบยังได้ข้อมูลที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ฝรั่งเศสยอดเยี่ยมหลายเรื่อง
ประสบการณ์จากวัยเด็กของเฟอร์เร็ตติยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองด้วย
ตอนอายุ 8 ปี
พ่อของเพื่อนสนิทของเขาเคยทำงานกับนาฬิกาและเมื่อเขาเริ่มใส่พวกเขาลงไปในงานออกแบบ
ความทรงจำของผมเกี่ยวกับสิ่งนี้ก็กลับคืนมา
ผมเคยลืมไปหมดทุกอย่างแล้ว
(การก่อสร้างนาฬิกาเป็นฝีมือของ จอสส์ วิลเลี่ยมส์
จากทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์)
เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว
โถงใหญ่ของสถานีรถไฟก็อัดอยู่เต็มโรงถ่าย
ที่มีความยาว 150 ฟุต และมีความกว้าง 120 ฟุต
และสูง 41 ฟุต
สภาพแวดล้อมนี้ทำให้สกอร์เซซี่และผู้กำกับภาพ
โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน ถ่ายความเคลื่อนไหวได้ทั้งหมด
รวมถึงการปะทะกันของเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในบทภาพยนตร์ของโลแกน
ซึ่งรวมถึงการไล่ล่าระหว่างนายสถานีกับอูโก้ด้วย
แซนดี้ พาวเวลล์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
ยังกลับไปมองดูอดีตเพื่อหาข้อมูลและแรงบันดาลใจ
แต่ขณะเดียวกันเธอก็เล่นกับไอเดีย
ความประทับต่อกรุงปารีส ของสกอร์เซซี่
เสื้อผ้าวินเทจมีบทบาทสำคัญ
ทั้งในฐานะข้อมูลอ้างอิงและการใช้ประโยชน์จริง
แต่สำหรับเสื้อผ้าที่สวมใส่โดยนักแสดง
มันจะต้องมีความทนทาน หรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่
พาวเวลล์พบเสื้อสเวตเตอร์ลายทางที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของอูโก้
จากนั้นเธอได้นำมาลอกแบบและตัดเย็บขึ้นมา
(เสื้อผ้าที่เหมือนกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวละครหลายต่อหลายตัวที่จะต้องปรากฎตัวในชุดเดิมๆ
ตลอดทั้งเรื่อง) เมื่อ เฮเลน แม็คโครรี่
ปรากฏโฉมในรูปลักษณ์ของดาราในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของเมลิเย่ส์
เธอใส่กระโปรง (จากคอสตูมเก่าแก่
หรือชุดราตรีจากยุค 40 หรือ 50) และเสื้อรัดรูป
เสื้อผ้าของคิงสลี่ย์ในบทเมลิเย่ส์
เป็นการลอกแบบโดยตรงจากรูปถ่าย
จากนั้นได้ถูกนำมาเสริมฟองน้ำ
ไม่ใช่เพื่อทำให้คิงสลี่ย์ดูมีเนื้อมีหนังมากขึ้น
แต่เพื่อเตือนให้เขาอย่ายืดตัวตรง
แต่ใช่ว่าประวัติศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง
สำหรับชุดฟอร์มของนายสถานี
พาวเวลล์ไม่อยากใช้สีเขียวแบบขวดน้ำ
แต่เธอเลือกที่จะใช้สีฟ้าเทอร์คอยส์แทน
มันคือภาพปริศนา เมื่อคุณรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
บางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น: การถ่ายทำโลกของอูโก้
ในรูปลักษณ์ 3D
มาร์ติน
สกอร์เซซี่ไม่อายเลยที่จะแสดงความชื่นชมที่เขามีต่อการสร้างภาพยนตร์
3D เขาใช้เวลาหลายปีในช่วงแรกๆ
ที่ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในเวลาที่ 3D
ถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์หลายเรื่องในทุกแนว
เขาเล่าว่า มันเป็นปี 1953
และภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมได้ดูก็คือ House of
Wax ที่กำกับโดย อังเดร เดอ ท็อธ
มันอาจเป็นภาพยนตร์ 3D
ที่ดีที่สุดที่ถูกสร้างออกมา
อย่างไรก็ดี
ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปีต่อมาต่างหากที่สกอร์เซซี่บอกว่าสร้างผลกระทบต่อการโต้แย้งในเรื่องของการใช้
3D ในการช่วยเสริมเรื่อง เขาเล่าว่า การที่
อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก ใช้เทคนิค 3D ในเรื่อง Dial M
for Murder ถือว่าฉลาดมาก
แทนที่จะใช้มันเป็นเอฟเฟ็กต์
มันกลับเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่อง
ใช้มันเป็นองค์ประกอบในการเล่าเรื่อง
สิ่งที่ผมค้นพบในการทำงานกับเทคนิค 3D ก็คือ
มันช่วยเสริมตัวนักแสดงนะ
เหมือนการได้ดูรูปปั้นเคลื่อนไหวได้
มันไม่แบนราบอีกต่อไปแล้ว ด้วยการแสดงที่เหมาะเจาะ
และการเคลื่อนไหวที่ลงตัว
มันกลายเป็นการผสมผสานของโรงละครกับภาพยนตร์
แต่ก็แตกต่างไปจากทั้งสองสื่อ
นั่นคือสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้ผมได้เสมอ
ผมฝันถึงการได้สร้างภาพยนตร์แบบ 3D เสมอมา
ในฐานะส่วนหนึ่งของผู้บุกเบิกการสร้างภาพยนตร์ 3D
ทางทีมงานได้ดูภาพยนตร์เรื่อง House of Wax และ
Dial M for Murder สำหรับ โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน
ผู้กำกับภาพคู่ใจของสกอร์เซซี่
มันคือครั้งแรกที่เขาได้ทำงานกับภาพยนตร์รูปแบบนี้เช่นกัน
ตามที่สกอร์เซซี่บอก บ็อบเป็นศิลปินที่เก่งมาก
เขาไม่เคยสร้างภาพยนตร์ 3D เลย
เราต่างผลักดันกันอยู่เสมอ เราอยากจะทดลอง
เราทั้งคู่เลยได้ค้นพบอะไรมากมายตลอดเวลาที่ทำงานไป
ภาพแรกที่ผมมองเห็นขึ้นมาในหัวขณะที่ผมเริ่มต้นทำงานกับ
Hugo สกอร์เซซี่กล่าวต่อ
ก็คือภาพของอูโก้วิ่งไปและหันกลับมามองด้านหลัง
มีความรู้สึกหวนไห้อยู่ในดวงตาของเขา
ใบหน้านั้นดูใกล้ชิดมากขึ้นเป็นพิเศษด้วยเทคนิค 3D
เรามองเห็นผู้คนในแบบที่แตกต่างออกไป
พวกเขาใกล้ชิดเรามากขึ้น ผมรู้สึกว่า 3D
ช่วยสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างคนดูและตัวละคร
โรเบิร์ต ริชาร์ดสันกล่าวว่า Hugo
มีความท้าทายที่ยากจะหาอะไรเสมอเหมือน
ความหวังของผมก็คือการปลุกความโรแมนติคของกรุงปารีสในยุค
1930 ขึ้นมา แต่ต้องไม่แยกตัวออกจากปัจจุบัน
ภาพยนตร์ฝรั่งเศสมีพื้นที่พิเศษอยู่ในหัวใจผมเสมอ
และด้วยความเป็นไปได้ของ 3D
ผมหวังที่จะสร้างความมหัศจรรย์ที่เมลิเย่ส์ได้สร้างผลงานของเขาขึ้นมา
เพื่อช่วยในเรื่องความท้าทายในการถ่ายทำในมิติที่ถูกเพิ่มเข้ามา
ดิมิทรี พอร์เทลลี่ ผู้สร้างภาพ 3D
ได้ถูกว่าจ้างให้เข้ามาทำงาน ระหว่างการถ่ายทำ
เขาจะทำงานจากจอมอนิเตอร์พิเศษ
โดยเขาจะใช้รีโมทคอนโทรลในการปรับแต่งตาของกล้องแต่ละตัวด้วยสลิง
3D พอร์เทลลี่อธิบายว่า 3D
ช่วยเสริมทำให้ประสบการณ์ในการมองดีขึ้น
มันสร้างโลกที่เราใกล้ชิดกับความเป็นจริงมากกว่าแต่ก่อน
ทำให้คนดูได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเนื้อเรื่องมากขึ้น
สำหรับฉากที่อูโก้และอิซาเบลล์ท่องไปในห้องสมุด
ถ่ายทำกันที่ Bibliothèque Sainte-Geneviève
ริชาร์ดสันได้จัดเตรียมเครนให้แสงเอาไว้ด้านนอกหน้าต่างเพื่อทดแทนแสงอาทิตย์
แต่เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริง
ดวงอาทิตย์กลับสาดส่องเข้ามาในห้องสมุด
ทางหน้าต่างบานหนึ่ง พอร์เทลลี่เล่าว่า
บรรยากาศถูกเสริมด้วยควันสีขาว
ดังนั้นเราจึงได้เห็นถึงลำแสงที่แยกเป็นสีต่างๆ
บนจอ 3D ของผม มันดูคล้ายกับลำแสงของทองคำขาว
จากประสบการณ์ของผม
ภาพนี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยการถ่ายทำแบบ 3D เท่านั้น
การถ่ายทำแบบ 3D แท้ๆ เป็นการจับภาพ 3D
ในกองถ่ายด้วยสลิงที่ควบคุมด้วยมอเตอร์
ผมสามารถขยับเลนของกล้องแต่ละตัวรอบๆ
วัตถุหนึ่งจากสองตำแหน่งที่แตกต่างกัน
เหมือนดวงตาที่อยู่บนใบหน้าของคุณ มองดู
จากมุมที่ต่างกัน
กระบวนการนี้ทำให้เราสามารถสร้างวัตถุที่มีรายละเอียด
และทำให้ภาพทุกภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจับต้องได้อย่างวิเศษที่สุด
บรรยากาศของสถานีรถไฟก็ได้รับการสร้างขึ้นมาในแบบเดียวกัน
โดยทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงความเก่าแก่และความรู้สึกของสถานที่แห่งนั้น
ฝุ่น ถูกสร้างขึ้นมาจากขนเป็ดชิ้นเล็กๆ และ
ควัน จากน้ำแข็งแห้งได้ถูกเสริมเข้ามาด้วย
Hugo ยังเป็นการเดินทางแบบ 3D สำหรับมือลำดับภาพ
เธลม่า สคูนเมกเกอร์ ด้วย
เธอรู้สึกว่ารูปแบบสามมิตินี้ได้ช่วยเพิ่มรายละเอียดให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้
เธอบอกว่า
การที่สกอร์เซซี่และริชาร์ดสันใช้เทคนิค 3D ใน
Hugo ดูเหมือนจะโอบรับเหล่านักแสดงเอาไว้
มันมีผลอันทรงพลังต่ออารมณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย"
แต่ Hugo
เป็นมากกว่าเรื่องราวการผจญภัยของเด็กชายที่มีภารกิจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
มันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้นพบและจุดยืนของศิลปินตัวจริงของวงการภาพยนตร์ยุคแรกๆ
คนดูจะได้เห็นภาพแฟลชแบ็คหน้าที่การงานของเมลิเย่ร์
จากการเป็นนักมายากลไปสู่การเป็นผู้สร้างภาพยนตร์
และกลายเป็นคนเฝ้าร้านค้า ฉากต่างๆ
ของเมลิเย่ส์คือฉากสำคัญ
เพราะเขามีผลงานเป็นภาพยนตร์มากกว่า 500 เรื่อง
สกอร์เซซี่จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการคัดกรองรายชื่อภาพยนตร์ที่มีอยู่ยาวเหยียดให้เหลือเพียงกลุ่มเดียว
ในที่สุด
เขาได้เลือกภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมาเพื่อสร้างเป็น
ฉากเบื้องหลังการถ่ายทำ แบบจัดเต็ม
นั่นก็คือภาพยนตร์ปี 1903 เรื่อง Kingdom of the
Fairies สกอร์เซซี่เล่าว่า
ผมอยากแสดงให้เห็นสามหรือสี่ฉากจากภาพยนตร์เรื่องนั้น
แต่กลับลงเอยด้วยการเลือกฉากที่เกิดขึ้นใต้ทะเล
เราคิดกันว่ามันคงน่าสนใจที่จะแสดงให้เห็นว่าเขาถ่ายทำฉากใต้น้ำสำเร็จได้อย่างไร
มันง่ายแค่ไหน และมันมีเสน่ห์แค่ไหน
สตูดิโอกระจกของเมลิเย่ส์ถูกสร้างขึ้นที่ลานจอดรถของเชพเพอร์ตัน
สตูดิโอส์ ในประเทศอังกฤษ
โดยสร้างจากงานออกแบบที่มีอยู่แล้ว
และรูปถ่ายของตัวอาคารต้นแบบ Cinémathèque
Française
เป็นผู้จัดหาแปลนของเมลิเย่ส์สำหรับการถ่ายทำ
ใต้น้ำ ทีมงานของสกอร์เซซี่สามารถสร้างแท้งก์
และติดตั้งกล้องเพื่อเลียนแบบเอฟเฟ็กต์ที่เมลิเย่ส์เคยทำเอาไว้
ร็อบ เลกาโต้ วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์
เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้คิดหาวิธีที่จะทำให้ได้ภาพเอฟเฟ็กต์อย่างที่เมลิเย่ส์เคยสร้างเอาไว้ด้วยการใช้เพียงเครื่องมือและเทคนิคที่หาได้ในเวลานั้น
เลกาโต้เล่าว่า นี่คือโปรเจ็กต์ที่มหัศจรรย์จริงๆ
กับการมีโอกาสได้กลับไปยังจุดกำเนิดของธุรกิจภาพยนตร์โดยมีมาร์ตี้เป็นผู้กำกับ
สิ่งที่ผมทำในงานของผมก็คือวิชวลเอฟเฟ็กต์
และนี่คือ บิดาแห่งงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ เลยนะ
เขาสร้างภาพพวกนี้ขึ้นมาด้วยกลเม็ดทางกล้อง
และเขาก็มีความรักในรูปแบบศิลปะแขนงนี้
มันเป็นส่วนสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้
สกอร์เซซี่ยังได้แสดงภาพผลงานของเมลิเย่ส์เอาไว้ในฐานะ
ภาพยนตร์ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้
อย่างเช่นเรื่อง A Thousand and One Nights
ซึ่งมีกลุ่มโครงกระดูกเต้นระบำที่โผล่ออกมาเพื่อจะหายตัวไปเมื่อเผชิญกับนักผจญภัยที่มีดาบ
ตัวสกอร์เซซี่เองยังร่วมแสดงในบทซาตาน
และคิงสลี่ย์ปรากฏตัวในการเลียนแบบที่สมบูรณ์แบบที่สุด
และหายตัวไปผ่านประตูกลที่พื้น
อีกหลายฉากคือฉากที่คล้ายๆ
กันในภาพยนตร์หลายเรื่อง
และมังกรก็เป็นการสร้างขึ้นจากหลายวิธีประกอบกัน
เมื่อใดก็ตามที่ภาพยนตร์ของเมลิเย่ส์ถูกสกอร์เซซี่ยกมาขึ้นจอ
ตรงๆ
การทำงานหลายชั่วโมงหมดไปเพื่อสร้างภาพที่สมจริง
ตั้งแต่การปรากฏตัวของนักแสดง
และการเคลื่อนไหวของพวกเขา จนถึงเสื้อผ้า แสง
และเอฟเฟ็กต์ต่างๆ
ภาพฟุตเตทเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาใหม่แบบเฟรมต่อเฟรม
และเต็มไปด้วยรายละเอียด เลกาโต้เล่าว่า
ผมคงบอกไม่ได้หรอกว่าเราใช้เวลานานแค่ไหนในการสร้างจิตวิญญาณของเมลิเย่ส์ในสตูดิโอของเขา
เสื้อผ้า การแต่งหน้า การจัดแสง
ผู้ช่วยผู้กำกับที่เป็นคนกำหนดจุดและการแสดงออกของนักแสดงในแบบที่เห็นกันในตัวภาพยนตร์ต้นแบบ
มันออกมาถูกต้องที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
แบบภาพต่อภาพเลยทีเดียว
ความสมจริงและความถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด
และทางทีมผู้สร้างทำทุกอย่างเพื่อทำให้ภาพออกมา
จริง
ตัวอย่างเช่นช่างเย็บผ้าที่เห็นกำลังทำงานอยู่ในภาพยนตร์ของ
จอร์จส์ เมลิเย่ส์ คือทีมงานเย็บผ้าของ Hugo
จริงๆ สกอร์เซซี่สารภาพว่า มันเป็นงานใหญ่จริงๆ
เราไม่รู้ตัวเลยว่ามันมีความท้าทายขนาดไหน
แต่มันสนุก เรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อเราทำงานอยู่ในโรงถ่ายของเมลิเย่ส์
นั่นคือการเฉลิมฉลองให้กับพวกเราทุกคน
และถือเป็นเกียรติที่ได้สร้างผลงานคลาสสิกเหล่านั้นในเวอร์ชั่นของพวกเราขึ้นมา
ในขณะคิงสลี่ย์ได้รับแรงบันดาลใจจากการดูภาพยนตร์ที่มีอยู่ของเมลิเย่ส์
เขาพบแรงบันดาลใจที่อยู่ใกล้มือยิ่งกว่า
ผมนั่งดูภาพยนตร์ของจอร์จส์ทุกเรื่อง
แต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมในการเตรียมตัวและค้นคว้า
นั่นถือว่าน้อยมาก
มันไม่ได้สอนคุณเลยว่าการเป็นจอร์จส์เป็นอย่างไร
แต่จากนั้น การได้ทำงานกับมาร์ตี้
ซึ่งเป็นอัจฉริยะ
ผมรู้สึกว่าต้นแบบบทบาทของผมที่จะเล่นเป็นจอร์จส์
เมลิเย่ส์ ก็น่าจะเป็น มาร์ติน สกอร์เซซี่
เขาอยู่ที่นั่นแล้ว ทำไมจะต้องไปมองหาอื่นไกลด้วย
ผมไม่ต้องออกไปและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ตายไปนานแล้ว
ผมพูดคุยกับเขาไม่ได้
ผมรู้สึกว่าผมอยู่กับผู้บุกเบิกของวงการภาพยนตร์
ในห้องเดียวกัน วันแล้ววันเล่า
นั่นคือสิ่งที่ผมมองดู
เมลิเย่ส์ได้สร้างเอฟเฟ็กต์ของเขาขึ้นมาด้วยการลองผิดลองถูก
เขาถ่ายทำ
และเฝ้ารอให้ภาพยนตร์ถูกพัฒนาไปและลำดับภาพเข้าด้วยกัน
จากนั้นก็นั่งดู มันอาจได้ผลหรือไม่ได้ผล
เลกาโต้เองก็หันไปใช้เทคนิค ลองผิดลองถูก
เพื่อสร้างความมหัศจรรย์บนจอภาพยนตร์ให้กับสกอร์เซซี่
โดยเฉพาะฉากใหญ่ที่เกี่ยวพันกับหัวรถจักรที่พุ่งผ่านสถานีและระเบิดหน้าต่างบานใหญ่ออกไปสู่ถนนของกรุงปารีส
มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ Gare Montparnasse
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ปี 1895
ภาพชวนช็อคของหัวรถจักรที่อยู่ในถนน
โบกี้ด้านหลังที่ติดอยู่กับซากหน้าต่างขนาดใหญ่
กลายเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับเลกาโต้ เขาอธิบายว่า
สัญชาตญาณแรกของผมก็คือการถ่ายภาพฉากนั้นเอาไว้
ผมมีประสบการณ์ที่ดีในการถ่ายโมเดลจำลองใน
Titanic และ Apollo 13 ดังนั้น
เราจึงสร้างรถไฟและหน้าต่างบานใหญ่นั้นขึ้นมา
[ในอัตราส่วน 1:4] และจัดระบบกลไกแบบเดียวกัน
และมันเกิดขึ้นในแบบเดียวกับการพุ่งชนครั้งประวัติศาสตร์ของหัวรถจักร
สุดท้าย
เราก็วางตำแหน่งที่บิดงอของรถไฟเอาไว้เหมือนในรูปถ่ายนั่นเลย
การก่อสร้างรถไฟขนาด 15 ฟุต
และหน้าต่างสถานีรถไฟที่สูง 20 ฟุต
ทำให้ทีมออกแบบและทีมวิศวกรต้องใช้เวลาสร้างนานถึง
4 เดือน
โมเดลของรถจักรยานจำลองและกระเป๋าถูกเพิ่มเข้าไปตามถนนที่ตั้งอยู่ด้านล่างของหน้าต่าง
เหตุการณ์รถไฟพุ่งชนเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที
แต่เมื่อมันถูกเสริมด้วยเอฟเฟ็กต์อื่นๆ
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นดูเหมือนจริงมาก
สำหรับสองฉาก สกอร์เซซี่ได้นำกล้อง 3D
ของเขาไปถ่ายทำที่โลเกชั่น
เพื่อเพิ่มความรู้สึกย้อนยุคและความรู้สึกสมจริงให้มีมากขึ้น
หลายฉากที่ จู้ด ลอว์ รับบทเป็นพ่อของอูโก้
ขณะทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์อันเลื่องชื่อของลอนดอนอย่าง
พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียแอนด์ อัลเบิร์ต
ที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส
อิซาเบลล์และอูโก้ยังได้ไปชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ในปารีส
เป็นโรงภาพยนตร์จริงๆ
โดยล็อบบี้ของโรงภาพยนตร์แห่งนั้นได้รับการตกแต่งด้วยภาพโปสเตอร์เก่าแก่จากภาพยนตร์เงียบ
และภาพยนตร์ที่เข้าฉายในช่วงปี 1930 และ 1931
โรงละครของปารีสที่จอร์จส์แสดงอยู่
อันที่จริงแล้วคือห้องเล็คเชอร์ขนาดใหญ่ที่ซอร์บอน
สถานที่ประวัติศาสตร์ในละติน ควอร์เตอร์
ในเขตบริหารที่ 5 ของปารีส
ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้เก่าแห่งศตวรรษ
จอร์จส์ในวัยหนุ่มกำลังทำให้ฌ็อนน์ขึ้นไปลอยตัวอยู่ในภาพแฟลชแบ็ค
และฉากนั้นถ่ายทำกันที่โรงละคร Athénée Théâtre
Louis-Jouvet ในปารีส
(ภาพลักษณ์ของฉากนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพโปสเตอร์ย้อนยุค)
ปารีส ประเทศฝรั่งเศสในปี 1931
เห็นเด่นชัดได้ในทุกแง่มุมของ Hugo
ตั้งแต่เสื้อผ้า ฉาก การตกแต่ง และสไตล์
ดนตรีประกอบของ ฮาวเวิร์ด ชอร์
เปรียบได้กับจดหมายรัก
ทั้งต่อวัฒนธรรมของฝรั่งเศสในทศวรรษ 1930
จนถึงยุคเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์
ดนตรีของชอร์ถูกแต่งขึ้นโดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
เพื่อสร้างความรู้สึกของโทนดนตรีที่มีหลายระดับ
ภายในกลุ่มซิมโฟนี ออร์เคสตร้า
ก็ยังมีกลุ่มดนตรีที่เล็กลงไปอีก
เป็นแบนด์เต้นรำของฝรั่งเศส
ผมอยากสร้างความลึกของเสียงที่เข้ากับความลึกของภาพ
เป็นการผสมรวมกันของแสงและเสียง ชอร์บอก
การเดินทางกลับบ้าน
สำหรับ เบน คิงสลี่ย์ การมอบชีวิตให้กับ
บิดาแห่งการสร้างภาพยนตร์แนวเล่าเรื่อง
คือหนึ่งในประโยชน์ที่ได้จากการแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง
Hugo คิงสลี่ย์บอกว่า ตัวละครมีความหลากหลาย
และนักแสดงที่มารับบทเหล่านี้ก็มีพรสวรรค์อย่างมาก
พวกเขาพบทั้งความสนุก ความรุ่งโรจน์
และเรื่องประหลาดใจที่ปกติจะเจอได้ในภาพยนตร์การ์ตูน
แต่มันกลับมากเกินไปกว่านั้น
มาร์ตินใช้ความประหลาดโดยธรรมชาติและพลังของเหล่านักแสดงเพื่อให้ได้ผลอันยอดเยี่ยม
มันมีความลึกลับ ตลก และประทับใจ
ฉากงดงามจนแทบลืมหายใจ
ของเล่นในร้านของผมก็งดงามมาก สีสัน ภาพสามมิติ
มันให้ความบันเทิงอย่างมาก
และวิเศษสุดในแง่ของการเป็นงานวรรณกรรม
นับแต่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง A Trip to the Moon
ครั้งแรก
จนถึงการได้เห็นนิยายที่มีภาพประกอบของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์
ไบรอัน
เซลซ์นิครู้สึกขอบคุณและรู้สึกมหัศจรรย์ใจมาก
การได้นั่งดูหนังเรื่องนี้
ผมคิดถึงตัวเองสมัยเป็นเด็กที่นั่งวาดรูปทั้งวันทั้งคืน
และผมก็คิดถึง มาร์ติน สกอร์เซซี่
ที่อยู่ในโรงภาพยนตร์กับพ่อของเขา และเธลม่า
สคูนเมกเกอร์ ที่โตมาในอารูบา และจอห์น โลแกน
ที่นั่งดู ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ ในบท แฮมเล็ต
และดังเต้ เฟอร์เร็ตติ
ที่นั่งอยู่ในหอนาฬิกาในอิตาลี
ผมรู้สึกพิศวงต่อจุดหักมุมพลิกผันที่คาดไม่ถึงที่นำพวกเรามาอยู่ที่นี่
พวกเด็กๆ จากทั่วโลกที่เติบโตและมาอยู่ด้วยกัน
เพื่อร่วมมือกันสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กผู้โดดเดี่ยวสองคน
ผู้ค้นพบเป้าหมายของพวกเขาในสถานีรถไฟในปารีส
สกอร์เซซี่กล่าวปิดท้าย ในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์
ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในภาพยนตร์ทุกวันนี้เริ่มต้นด้วยจอร์จส์
เมลิเย่ส์
และเมื่อผมได้กลับไปดูภาพยนตร์ต้นแบบของเขา
ผมรู้สึกประทับใจและได้แรงบันดาลใจ
เพราะภาพยนตร์พวกนั้นยังคงให้ความรู้สึกตื่นเต้นจากการค้นพบตลอด
100 ปีนับจากที่พวกมันถูกสร้างขึ้นมา
และเพราะภาพยนตร์เหล่านี้เป็นหนึ่งในบรรดาภาพยนตร์ยุคแรกๆ
ที่แสดงถึงพลังของรูปแบบศิลปะที่ผมรัก
และเป็นสิ่งที่ผมอุทิศชีวิตให้เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นในชีวิตของผม
ประวัตินักแสดง
เซอร์ เบน คิงสลี่ย์ (Sir BEN KINGSLEY) รับบท
ปาป้าจอร์จส์/ จอร์จส์ มาลิเย่ส์
หลังจากได้รับหนึ่งรางวัลออสการ์
สองรางวัลลูกโลกทองคำ
สองรางวัลบัฟต้าจากการรับบทเป็นผู้นำสังคมอินเดีย
มหาตมะ คานธี เบน
คิงสลี่ย์ยังคงนำรายละเอียดและความใส่ใจใส่ลงไปในทุกบทบาทของเขา
ในปี 1984 คิงสลี่ย์ได้รับรางวัล Padma Sri
จากนางอินทิรา คานธี และรัฐบาลอินเดีย
เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อีก 3
ครั้ง จากภาพยนตร์เรื่อง Bugsy (1991), Sexy
Beast (2000) และ House of Sand and Fog (2003)
บทบาทการแสดงของเขามีความหลากหลายพอๆ
กับความสามารถในตัว
ตั้งแต่การรับบทเป็นรองประธานาธิบดีในภาพยนตร์เรื่อง
Dave จนถึงการรับบทเป็น ฟากิ้น ในภาพยนตร์เรื่อง
Oliver Twist
คิงสลี่ย์ยังจะแสดงนำร่วมในโปรเจ็กต์ใหม่ของ ซาช่า
บารอน โคเฮน เรื่อง The Dictator
ซึ่งเปิดฉายในปี 2012 ก่อนหน้านี้
เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่า ของมาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง Shutter Island
ที่เขาร่วมแสดงกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, มาร์ก
รัฟฟาโล่ และมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์
รวมถึงภาพยนตร์ของ เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ เรื่อง
Prince of Persia: The Sands of Time
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจก จิลเลนฮาล และเจมม่า
อาร์เทอร์ตัน
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Elegy
โดยประกบบทกับ เพเนโลปี้ ครูซ ภายใต้การกำกับของ
อิซาเบล คอยเซ็ท
เขายังแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง 50 Dead
Men ซึ่งวางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในไอร์แลนด์ยุค
1980 และภาพยนตร์ตลกแนวอาชญากรรม เรื่อง War,
Inc. ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จอห์จ คูแซ็ค
งานแสดงภาพยนตร์ของคิงสลี่ย์เริ่มต้นขึ้นในปี l972
ด้วยการร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Fear
Is the Key
แต่บทเด่นบทแรกของเขามาถึงในอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา
ในภาพยนตร์เอพิค เรื่อง Gandhi ที่กำกับโดย
ริชาร์ด แอ็ทเทนโบโรห์ ในระหว่างยุค 90
คิงสลี่ย์สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองากบทในภาพยนตร์เรื่อง
Bugsy, Sneakers, Searching For Bobby
Fischer และ Dave และในปี 1994
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้าจากบทสมทบ
ในภาพยนตร์ 7 รางวัลออสการ์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก
เรื่อง Schindlers List
ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เบน
คิงสลี่ย์ยังคงมอบบทบาทการแสดงอันโดดเด่น
โดยเขาแสดงนำในภาพยนตร์อย่าง Rules of
Engagement, What Planet Are You From? และ
Sexy Beast
ผลงานการแสดงของเขาในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ก็คือ
ภาพยนตร์ของ โรมัน โปลันสกี้ เรื่อง Oliver
Twist, ภาพยนตร์ดราม่าแนวอาชญากรรมเรื่อง Lucky
Number Slevin, ภาพยนตร์ของ จอห์น ดัห์ล เรื่อง
You Kill Me
ซาช่า บารอน โคเฮน (SACHA BARON COHEN)
รับบทนายสถานี
ซาช่า บารอน
โคเฮนเริ่มสร้างชื่อในโลกของการแสดงตลก
ด้วยการรับบทเป็น อาลี จี
พิธีกรรายการตลกยอดนิยมของ HBO อย่าง Da Ali G
Show
หลังจากร่วมแสดงในซีรีส์ยอดนิยมนี้ไปสองซีซั่น
บารอน
โคเฮนตั้งเป้าที่จะพิชิตโลกนี้ด้วยผลงานอย่าง
Borat: Cultural Learnings of America for Make
Benefit Glorious Nation of Kazakhstan
ภาพยนตร์เรื่องยาวที่นำแสดงโดยตัวละครตัวที่สองของเขา
โบแร็ท ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวชาวคาซักสถาน
Borat เปิดตัวโดยทำรายได้เป็นอันดับ 1 ใน 24
ประเทศ
และยังสร้างสถิติทางรายได้ในอเมริกาด้วยการเป็นหนังที่เปิดตัวฉายด้วยจำนวนโรง
1000 โรงหรือน้อยกว่าซึ่งสามารถทำรายได้ไปเกินกว่า
$26 ล้าน สุดท้าย
ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำรายได้จากทั่วโลกไป $250
ล้าน และในปี 2007 บารอน
โคเฮนคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์ตลกหรือภาพยนตร์เพลง
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ของเขายังรวมถึงภาพยนตร์ตลกสุดฮิตอย่าง Talladega
Nights: The Ballad of Ricky Bobby
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ วิลล์ เฟอร์เรลล์ และจอห์น ซี
รีลลี่ย์ เขายังให้เสียงพากย์เป็น คิงจูเลี่ยน
ในภาพยนตร์การ์ตูนของ ดรีมเวิร์กส์ แอนนิเมชั่น
เรื่อง Madagascar
ซึ่งกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $500 ล้าน ในปี
2008 บารอน
โคเฮนได้กลับไปให้เสียงกับคิงจูเลี่ยนใน
Madagascar 2: Escape to Africa
ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไป $594 ล้าน ในปี 2007
บารอน โคเฮนร่วมแสดงกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์
ในภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Sweeney Todd:
The Demon Barber of Fleet Street
ในปี 2009 บารอน โคเฮนได้กลับคืนสู่จอในบท บรูโน่
อีกหนึ่งตัวละครของเขาจาก Da Ali G Show
ในภาพยนตร์เรื่อง Brüno
ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $138 ล้าน
บารอน โคเฮนจะแสดงนำในภาพยนตร์ใหม่ของ พาราเม้าต์
พิคเจอร์ส เรื่อง The Dictator
ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2012
ซึ่งสร้างจากหนังสือนิยายเบสต์เซลเลอร์เรื่อง
Zabibah and the King บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ
ซัดดัม ฮุสเซ่น
อาซา บัทเทอร์ฟิลด์ (ASA BUTTERFIELD) รับบท อูโก้
คาเบร่ต์
อาซา
บัทเทอร์ฟิลด์เป็นที่รักของทั้งคนดูและได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์ด้วยบทบาทการแสดงอันเป็นเลิศของเขา
ก่อนหน้า Hugo เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The
Boy in the Striped Pajamas โดยเขาร่วมแสดงกับ
วีร่า ฟาร์ไมก้า และเดวิด ธิวลิส
ผลงานก่อนหน้านี้ของเขาคือภาพยนตร์เรื่อง Son of
Rambow, The Wolfman และ Nanny McPhee
Returns ผลงานทางทีวีของเขา
ได้แก่บทประจำในซีรีส์ของ BBC เรื่อง Merlin
โคลอี้ เกรซ มอเร็ทซ์ (CHLOË GRACE MORETZ) รับบท
อิซาเบลล์
โคลอี้ เกรซ มอเร็ทซ์
เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุเพียง 5 ปี
โดยเธอเริ่มต้นเป็นนางแบบในนิวยอร์กซิตี้ พออายุ 6
ปี เธอได้เดินทางย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสกับครอบครัว
ที่ซึ่งเธอได้เริ่มต้นงานแสดงภาพยนตร์
หลังจากย้ายมาแคลิฟอร์เนียไม่นาน
เธอได้บทประจำในรายการของ CBS เรื่อง The
Guardian ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอมาถึง
โดยเธอร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง The Heart
of the Beholder จากนั้น
เธอได้รับการวางตัวให้รับบทนำในภาพยนตร์ของ ไมเคิล
เบย์ เรื่อง The Amityville Horror
โดยเธอร่วมแสดงกับ ไรอัน เรย์โนลด์ส
โคลอี้ยังแสดงนำในภาพยนตร์แอ็กชั่นเรื่อง
Kick-Ass โดยเธอรับบทเป็น ฮิทเกิร์ล
เด็กหญิงอายุ 11
ปีที่ต่อสู้อาชญากรรมร่วมกับพ่อของเธอ
ซึ่งรับบทโดย นิโคลัส เคจ
ปัจจุบัน มอเร็ทซ์อยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของ
ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Dark Shadows
ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2012
มอเร็ทซ์จะแสดงนำร่วมกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์, เฮเลน่า
บอนแฮม คาร์เตอร์ และมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์
ในภาพยนตร์โกธิคสยองขวัญที่สร้างจากซีรีส์เรื่อง
"Dark Shadows"
เมื่อเร็วๆ นี้ โคลอี้รับบทเป็น แอ็บบี้
ในภาพยนตร์เรื่อง Let Me In
ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย แม็ตต์ รีฟส์
เมื่อปีที่แล้ว โคลอี้ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
Texas Killing Fields
ภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวเขย่าจิตที่สร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ
ที่เพนน์ซิลเวเนียในปี 1973
ผลงานใหม่อีกเรื่องของมอเร็ทซ์คือภาพยนตร์เรื่อง
Hick ที่เธอนำแสดงร่วมกับ เบลก ไลฟ์ลี่,
จูเลียตต์ ลูอิส และอเล็ค บอลด์วิน
มอเร็ทซ์ยังได้รับการวางตัวให้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง
Emily the Strange
ซึ่งสร้างจากตัวละครยอดนิยมที่สร้างสรรค์โดย ร็อบ
รีเกอร์ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวฉายในปี 2013
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของโคลอี้ ได้แก่
ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของค่าย ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์
เรื่อง (500) Days of Summer ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ
โจเซฟ กอร์ดอนข ลีวิตต์ และซูอี้ เดสชาเนล,
ภาพยนตร์ทริลเลอร์จิตวิทยา เรื่อง Not Forgotten
ซึ่งเธอแสดงนำร่วมกับ แพซ วีก้า และไซม่อน เบเกอร์
และภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง The Third Nail;
ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตของ มาร์ติน ลอว์เรนซ์ เรื่อง
Big Momma's House 2 และรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง
The Children
เรย์ วินสโตน (RAY WINSTONE) รับบทลุงคล็อด
เรย์ วินสโตนเกิดในแฮ็คนี่ย์
ด้านอีสต์เอนด์ของลอนดอน เขาเริ่มต้นชกมวยตอนอายุ
12 ปี
และเขาได้เรียนด้านการแสดงที่โรงเรียนโคโรน่า
ก่อนที่จะได้รับเลือกให้รับบท คาร์ลิน
ในภาพยนตร์เรื่อง Scum
นับแต่นั้นเป็นต้นมา
วินสโตนมีผลงานการแสดงทั้งทางทีวีและภาพยนตร์
แกรี่
โอลด์แมนได้มอบบทนำให้วินสโตนในภาพยนตร์ดราม่าชีวประวัติเรื่อง
Nil By Mouth ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัล British
Independent Film Award สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม
เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ทิม ร็อธ เรื่อง The
War Zone และประกบบทกับ เบน คิงสลี่ย์
ในภาพยนตร์เรื่อง Sexy Beast
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Last
Order, Ripleys Game, Cold Mountain, King
Arthur, The Proposition,
ภาพยนตร์คว้ารางวัลของสกอร์เซซี่ เรื่อง The
Departed, ภาพยนตร์ของแอนโธนี่ มิงเกลล่า เรื่อง
Breaking and Entering, บทนำในภาพยนตร์ของ
โรเบิร์ต เซเมคกิส เรื่อง Beowulf
และภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง
Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal
Skull ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่
ภาพยนตร์ของ กอร์ เวอร์บินสกี้ เรื่อง Rango;
ภาพยนตร์ของ มัลคอล์ม เวนวิลล์ เรื่อง 44 Inch
Chest; London Boulevard และ Edge of
Darkness, ภาพยนตร์ของผู้กำกับ เกล่า บาบลูอานี่
เรื่อง 13; Tracker; Percy Jackson & the
Olympians: The Lightning Thief และ Sex & Drugs
& Rock & Roll
เอมิลี่ มอร์ติเมอร์ (EMILY MORTIMER) รับบท
ลีเซ็ทท์
ผลงานการแสดงที่ผ่านมาของ เอมิลี่ มอร์ติเมอร์
ยังรวมถึงบทแจ้งเกิดของเธอในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชม
เรื่อง Lovely & Amazing
ซึ่งตัวมอร์ติเมอร์เองได้รับคำชมไปมากมาย
และยังได้รับรางวัล Independent Spirit Award
สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม ในปี 2003 ด้วย
เมื่อเร็วๆ นี้
มอร์ติเมอร์ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Our Idiot
Brother ซึ่งกำกับโดย เจสซี่ เพเร็ทซ์,
เธอให้เสียงพากย์เป็น ฮอลลี่ ชิฟท์เวลล์
ในภาพยนตร์การ์ตูนสุดฮิตของ จอห์น แลสซีเตอร์
เรื่อง Cars 2; ร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮิตโกยเงินของ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง Shutter Island;
ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตเรื่อง City Island
ที่เธอร่วมแสดงกับ แอนดี้ การ์เซีย,
ภาพยนตร์ดราม่าแนวอาชญากรรม เรื่อง Harry Brown
ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ไมเคิล เคน; ภาพยนตร์ทริลเลอร์
เรื่อง Transsiberian ที่กำกับโดย แบร็ด
แอนเดอร์สัน (The Machinist) และ The Pink
Panther 2
ในบรรดาผลงานใหม่ของ มอร์ติเมอร์ ได้แก่
การแสดงนำร่วมกับ เจฟฟ์ แดเนียลส์
ในภาพยนตร์ใหม่ของ แอรอน ซอร์กิ้น เรื่อง As the
Story Develops
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ
ได้แก่ภาพยตร์ตลกที่ได้รับคำชม เรื่อง Lars and
the Real Girl ซึ่งเธอร่วม แสดงกับ ไรอัน กอสลิ่ง
และแพทริเซีย คล๊าร์กสัน, ภาพยนตร์ของ เดวิด
มาเม็ต เรื่อง Redbelt, ภาพยนตร์ของ วูดี้
อัลเลน เรื่อง Match Point
และภาพยนตร์ตลกสุดฮิตเรื่อง The Pink Panther
เฮเลน แม็คโครรี่ (HELEN McCRORY)
รับบทมาม่าฌ็อนน์
เมื่อเร็วๆ นี้ เฮเลน
แม็คโครรี่ร่วมแสดงในภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Harry
Potter โดยเธอรับบทอยู่ในภาพยนตร์ Harry Potter
and the Deathly Hallows ทั้งสองตอน
ในปี 2006 แม็คโครรี่รับบทเป็นเชอรี่ แบลร์
โดยประกบบทกับ ไมเคิล ชีน ในบท โทนี่ แบลร์
ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง The Queen
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของแม็คโครรี่ ได้แก่
ภาพยนตร์ของ จูเลี่ยน จาร์โรลด์ เรื่อง Becoming
Jane; Flashbacks of a Fool ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ
แดเนียล เคร็ก, ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Fantastic
Mr. Fox และภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง 4. 3. 2.
1.
ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง
Flying Blind ซึ่งเธอรับบทนำ
คริสโตเฟอร์ ลี (CHRISTOPHER LEE)
รับบทมองซิเออร์เลบิสส์
คริสโตเฟอร์ ลี นักแสดงชายผู้เป็นตำนาน
อยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือนิยายของ
เจอาร์อาร์ โทลเคียน เรื่อง The Hobbit
ผลงานของผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน
ซึ่งเขาเคยร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์ Lord of the
Rings ทั้ง 3 ภาค
เขาจะกลับมารับบทเป็นซารูมานอีกครั้ง
ผลงานการแสดงของลี มีหลากหลาย
ทั้งในภาพยนตร์เรื่อง Season of the Witch
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ นิโคลัส เคจ, ภาพยนตร์ของ
แฮมเมอร์ ฟิลม์ส เรื่อง The Resident
ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ฮิลารี่ สแวงก์ และเจฟฟรีย์
ดีน มอร์แกน, ภาพยนตร์ตลกของ จอห์น แลนดิส เรื่อง
Burke and Hare; ภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน
เรื่อง Alice in Wonderland
(เขาให้เสียงพากย์เป็น แจ็บเบอร์ว็อคกี้),
ภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวอาชญากรรม เรื่อง The Heavy
ลียังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the
Chocolate Factory; ภาพยนตร์ไตรภาค The Lord of
the Rings และภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: Episode
II Attack of the Clones และ Star Wars:
Episode III Revenge of the Sith
เขายังร่วมแสดงกับ ฌ็อง รีโน ในภาพยนตร์เรื่อง
Crimson Rivers II รวมถึงภาพยนตร์ของทิม
เบอร์ตัน เรื่อง Sleepy Hollow และ Corpse
Bride ในปี 2007 เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง
The Colour of Magic และ The Golden Compass
ลีมีผลงานทั้งจอเงินและจอแก้วมากกว่า 250 เรื่อง
ผลงานที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากที่สุดของเขา
ได้แก่ A Tale of Two Cities, Dracula, The
Mummy, The Wicker Man, The Private Life of
Sherlock Holmes, The Three Musketeers, The
Four Musketeers, The Man with the Golden Gun,
1941, Airport 77 และ Gremlins II
ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก (MICHAEL STUHLBARG)
รับบทเรอเน่ ทาบาร์ด
ไมเคิล
สตัห์ลบาร์กจะมีผลงานใหม่เป็นภาพยนตร์ที่ทุกคนตั้งตารอถึงสองเรื่องด้วยกัน
ได้แก่ ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง
Lincoln และภาคที่ 3 ของภาพยนตร์ Men in Black
III เมื่อเร็วๆ นี้
สตัห์ลเบิร์กแสดงนำในภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอน
เรื่อง A Serious Man ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ของเขา ได้แก่ Afterschool, Cold Souls, Body
of Lies, The Grey Zone และ A Price Above
Rubies
ฟรานซิส เดอ ลา ทัวร์ (FRANCES DE LA TOUR)
รับบทมาดามเอมิลี่
ฟรานซิส เดอ ลา ทัวร์ เข้าเรียนที่ดราม่า
เซ็นเตอร์ ในลอนดอน ตั้งแต่ปี 1961 ถึง 1964
ก่อนจะเข้าร่วมกับคณะละคร Royal Shakespeare
Company จนถึงปี 1971
ผลงานภาพยนตร์ของเดอ ลา ทัวร์ ได้แก่ Rising
Damp; Harry Potter and the Goblet of Fire;
The History Boys; The Nutcracker;
ภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Alice in
Wonderland และ The Book of Eli
ริชาร์ด กริฟฟิธส์ (RICHARD GRIFFITHS)
รับบทมองซิเออร์ฟลิค
เมื่อเร็วๆ นี้ ริชาร์ด
กริฟฟิธส์แสดงนำในละครเวทีเรื่อง The Habit of
Art ก่อนหน้านี้ เขาได้ร่วมแสดงกับ แดเนียล
แร็ดคลิฟฟ์ ในละครเวที เรื่อง Equus
ริชาร์ดเป็นผู้ให้กำเนิดบท ลุงเวอร์นอน
เดอร์สลี่ย์ ลุงของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์
ในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the
Sorcerers Stone
และกลับมารับบทนี้อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Harry
Potter and the Deathly Hallows, Harry Potter
and the Order of the Phoenix, Harry Potter and
the Prisoner of Azkaban และ Harry Potter and
the Chamber of Secrets ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ของกริฟฟิธส์ ได้แก่ Private Peaceful, Pirates
of the Caribbean: On Stranger Tides, Bedtime
Stories, Jackboots on Whitehall, Garfield
2, ภาพยนตร์ของ โรเจอร์ มิเชลล์ เรื่อง Venus,
ภาพยนตร์ของ ริชาร์ด แอร์ เรื่อง Stage Beauty,
ภาพยนตร์ของ โรแลนด์ จอฟฟี่ เรื่อง Vatel,
ภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Sleepy Hollow,
ภาพยนตร์ของ ปีเตอร์ เชลซ่อม เรื่อง Funny
Bones, Guarding Tess, Blame It on the
Bellboy, The Naked Gun 2½ , King Ralph,
Withnail & I, A Private Function,
ภาพยนตร์ของ ฮิวจ์ ฮัดสัน เรื่อง Greystoke: The
Legend of Tarzan, ภาพยนตร์ของ ไมเคิล เอ็ปต์
เรื่อง Gorky Park, ภาพยนตร์ของ ริชาร์ด
แอทเทนโบโรห์ เรื่อง Gandhi, ภาพยนตร์ของ มิลอส
ฟอร์แมน เรื่อง Ragtime และภาพยนตร์ของ ฮิวจ์
ฮัดสัน ที่คว้ารางวัลออสการ์ เรื่อง Chariots of
Fire
จู้ด ลอว์ (JUDE LAW) รับบทพ่อของอูโก้
จู้ด
ลอว์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เก่งที่สุดของอังกฤษ
โดยเขามีผลงานการแสดงทั้งในแวดวงภาพยนตร์และละครเวทีมากมายหลายเรื่อง
เขาเพิ่งจะกลับไปร่วมงานกับ กาย ริทชี่
และโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ในภาพยนตร์เรื่อง
Sherlock Holmes: A Game of Shadows
โดยเขากลับไปรับบทเดิมที่เคยแสดงเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่อง
Sherlock Holmes ผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา
ยังรวมถึงภาพยนตร์ของ เฟอร์นันโด ไมเรลล์ส เรื่อง
360 และภาพยนตร์ของ โจ ไรท์ เรื่อง Anna
Karenina ซึ่งเขาประกบบทกับ คีร่า ไนท์ลี่ย์
เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังร่วมแสดงกับ แม็ตต์ เดม่อน,
กวินเนธ พัลโทรว์ และเคท วินสเลต ในภาพยนตร์ของ
สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง Contagion
ลอว์เริ่มได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์ครั้งแรกจากการรับบทเป็นชู้รักของ
ออสการ์ ไวลด์ ในภาพยนตร์ปี 1997 เรื่อง Wilde
เขายังได้รับคำชมจากบทบาทการแสดงในภาพยนตร์ของ
แอนโธนี่ มิงเกลล่า เรื่อง The Talented Mr.
Ripley
ต่อมา
ลอว์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์,
รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลบัฟต้า
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ปี 2003 เรื่อง
Cold Mountain ที่กำกับโดยมิงเกลล่า
และเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากภาพยนตร์ของ
สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง AI: Artificial
Intelligence
ในปี 2004 ลอว์แสดงนำในภาพยนตร์ต่างแนวกันถึง 5
เรื่อง ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ดราม่าของ ไมก์ นิโคลส์
เรื่อง Closer ซึ่งนำแสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ตส์,
โอเว่น วิลสัน และนาตาลี พอร์ตแมน
และภาพยนตร์ชีวประวัติของมาร์ติน สกอร์เซซี่
เรื่อง The Aviator ในปีเดียวกันนั้น
ลอว์ยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Alfie,
ภาพยนตร์ของ เดวิด โอ รัสเซลล์ เรื่อง I Heart
Huckabees และ Sky Captain and the World of
Tomorrow นอกจากนี้
เขายังให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์เรื่อง Lemony
Snickets A Series of Unfortunate Events
ผลงานการแสดงของเขามีความหลากหลาย อาทิเช่น
ภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง The
Imaginarium of Dr. Parnassus; ภาพยนตร์ของ
เคนเนธ บรานาห์ เรื่อง Sleuth,
ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคสุดฮิตของ แนนซี่ เมเยอร์ส
เรื่อง The Holiday ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับ
คาเมรอน ดิแอซ, เคท วินสเลต และแจ็ค แบล็ค;
Breaking and Entering
ซึ่งเขาได้กลับไปร่วมงานกับ แอนโธนี่ มิงเกลล่า,
ภาพยนตร์ของ แซม เมนเดส เรื่อง Road to
Perdition ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ทอม แฮงก์ส และพอล
นิวแมน, ภาพยนตร์ของ ฌอง ฌ๊าคส์ อังโนด์ เรื่อง
Enemy at the Gates; ภาพยนตร์ของ เดวิด
โครเนนเบิร์ก เรื่อง eXistenZ; ภาพยนตร์ของ
คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Midnight in the Garden
of Good and Evil และ Gattaca
ซึ่งถือเป็นผลงานภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกของเขา
ประวัติทีมผู้สร้าง
มาร์ติน สกอร์เซซี่ (MARTIN SCORSESE) ผู้กำกับ/
ผู้อำนวยการสร้าง
มาร์ติน สกอร์เซซี่ เกิดในนิวยอร์กซิตี้ เมื่อปี
1942 และเติบโตมาในย่านลิตเติลอิตาลี
ซึ่งต่อมาได้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่องด้วยกัน
ในปี 1968 สกอร์เซซี่กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก
ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง Who's That Knocking At My
Door?
เขาเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ
และผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์สารคดีเรื่องWoodstock
ในปี 1970 เขาได้รับคำชมจากภาพยนตร์ปี 1973 เรื่อง
Mean Streets
สกอร์เซซี่กับผลงานภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของเขา
ได้แก่ Italianamerican ในปี 1974 และในปี 1976
ภาพยนตร์ของสกอร์เซซี่ เรื่อง Taxi Driver
ได้รับรางวัลปาล์มทองที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง New York, New York
ในปี 1977, The Last Waltz ในปี 1978 และ
Raging Bull ในปี 1980
ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8
สาขา สกอร์เซซี่ยังกำกับภาพยนตร์เรื่อง The Color
of Money, The Last Temptation of Christ,
Goodfellas, Cape Fear, Casino, Kundun
และ The Age of Innocence
ในปี 1996
สกอร์เซซี่ได้สร้างภาพยนตร์สารคดีความยาว 4
ชั่วโมงเรื่อง A Personal Journey With Martin
Scorsese Through American Movies
ซึ่งเขาร่วมกำกับกับ ไมเคิล เฮนรี่ วิลสัน
ในปี 2001 สกอร์เซซี่เปิดตัวภาพยนตร์สารคดีเอพิค
เรื่อง Il Mio Viaggio in Italia
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรักที่เขามีต่อภาพยนตร์อิตาเลี่ยน
โปรเจ็กต์ที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมานานอย่าง Gangs of
New York เปิดตัวฉายในปี 2002
และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ส่วนภาพยนตร์เรื่อง
The Aviator เปิดตัวฉายในเดือนธันวาคม ปี 2004
และได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 รางวัล ในปี 2006
ภาพยนตร์เรื่อง The Departed
เปิดตัวฉายโดยได้รับคำชม และยังได้รับรางวัลต่างๆ
มากมาย รวมถึงสี่รางวัลออสการ์
ภาพยนตร์สารคดีของสกอร์เซซี่
ที่บันทึกภาพการแสดงคอนเสิร์ตของวงเดอะ โรลลิ่ง
สโตน เรื่อง Shine a Light เปิดตัวฉายในปี 2008
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2010 ภาพยนตร์เรื่อง
Shutter Island เปิดตัวฉาย ในปีเดียวกันนั้น
สกอร์เซซี่ยังมีผลงานเป็นภาพยนตร์สารคดีสองเรื่อง
คือ A Letter to Elia และ Public Speaking
จอห์น โลแกน (JOHN LOGAN) ผู้เขียนบท
จอห์น
โลแกนคือมือเขียนบทที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว
โดยเขามีผลงานทั้งที่เป็นภาพยนตร์ดราม่าและภาพยนตร์ตลก
ภาพยนตร์แอ็กชั่นจนถึงภาพยนตร์การ์ตูน
ในเดือนมกราคม ปี 2012 บริษัทไวน์สตีน คัมปานี
ได้เปิดตัวฉายผลงานของ จอห์น โลแกน เรื่อง
Coriolanus ผลงานการกำกับของ เรลฟ์ ไฟนส์
โดยไฟนส์ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับ
เจอราร์ด บัทเลอร์, วาเนสซ่า เร็ดเกรฟ และเจสซิก้า
แชสเทน
ปัจจุบัน โลแกนอยู่ระหว่างการทำงานพรีโปรดักชั่น
โดยเขาเป็นผู้เขียนบทให้กับภาพยนตร์ James Bond
ตอนใหม่ ซึ่ง แดเนียล เคร็ก กลับมารับบทนำตามเดิม
โดยมี แซม เมนเดส เป็นผู้กำกับ
ในปี 2000 โลแกนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกในชีวิต
ในสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง Gladiator
ซึ่งสุดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลออสการ์มาได้ถึง
5 รางวัล รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย ในปี
2004
โลแกนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่
2 จากภาพยนตร์เรื่อง The Aviator
ผลงานภาพยนตร์ของโลแกน มีความหลากหลาย อาทิเช่น
Rango (2011), Sweeney Todd: The Demon Barber
of Fleet Street (2007), The Last Samurai
(2003), Sinbad: Legend of the Seven Seas
(2003), Star Trek: Nemesis (2002) และ Any
Given Sunday (1999)
ไบรอัน เซลซ์นิค (BRIAN SELZNICK)
ผู้แต่งหนังสือ The Invention of Hugo Cabret
ไบรอัน
เซลซ์นิคคือผู้แต่งหนังสือที่ติดอันดับหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของ
New York Times เขาสำเร็จการศึกษาจาก Rhode Island
School of Design
โดยเขาตั้งใจจะทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับแวดวงละคร
อย่างไรก็ดี หลังจากใช้เวลาสามปี
ขายหนังสือและออกแบบดิสเพลย์ให้กับร้านขายหนังสือในแมนฮัตตัน
เขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์หนังสือสำหรับเด็กขึ้นมาเอง
หนังสือของเขาได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย อาทิเช่น
รางวัล Caldecott Medal จากหนังสือเรื่อง The
Invention of Hugo Cabret, รางวัล Caldecott Honor
จากหนังสือเรื่อง The Dinosaurs of Waterhouse
Hawkins และรางวัล Robert F. Sibert Honor
จากหนังสือเรื่อง When Marian Sang
แกรห์ม คิง (GRAHAM KING) ผู้อำนวยการสร้าง
แกรห์ม คิง เคยคว้ารางวัลออสการ์
สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว
จากการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ดราม่ารวมดารา
เรื่อง The Departed ซึ่งกำกับโดย มาร์ติน
สกอร์เซซี่
ผลงานของคิงเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง
38 รางวัล และทำรายได้จากทั่วโลกไปสูงถึง $2
พันล้าน
The Departed คือความร่วมมือครั้งที่ 3
ระหว่างคิงกับสกอร์เซซี่ ก่อนหน้านี้
เขาเคยอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล
เรื่อง The Aviator
ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
คิงยังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารร่วมของภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของสกอร์เซซี่
เรื่อง Gangs of New York ด้วย
เมื่อเร็วๆ นี้
คิงทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของ
ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Dark Shadows
ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2012
คิงยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Rum Diary, ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Rango
ที่กำกับโดย กอร์ เวอร์บินสกี้; The Town
ที่เขียนบทและกำกับโดย เบน อัฟเฟล็ค
และภาพยนตร์เรื่อง The Tourist ที่กำกับโดย
ฟลอเรียน เฮนค์เคล วอน ดอนเนอร์สมาร์ก
และนำแสดงโดย แองเจลิน่า โจลี่ และจอห์นนี่ เด๊ปป์
ทิม เฮดดิงตัน (TIM HEADINGTON)
ผู้อำนวยการสร้าง
ทิม เฮดดิงตันเป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานกับ
แกรห์ม คิง มานาน พวกเขาได้ร่วมก่อตั้งบริษัท จีเค
ฟิล์มส์ ในปี 2007 ภายใต้ชื่อบริษัทแห่งนี้
เขากับคิงได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง
ให้กับผลงานการกำกับเรื่องแรกของ แองเจลิน่า โจลี่
เรื่อง In the Land of Blood and Honey (ธันวาคม
2011) ผลงานการสร้างเรื่องก่อนหน้านี้ของพวกเขา
ได้แก่ The Rum Diary ที่นำแสดงโดย จอห์นนี่
เด๊ปป์, The Tourist ที่นำแสดงโดย แองเจลิน่า
โจลี่ และจอห์นนี่ เด๊ปป์; Edge of Darkness
ที่นำแสดงโดย เมล กิ๊บสัน
และภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสามรางวัลออสการ์
เรื่อง The Young Victoria
เฮดดิงตันยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์การ์ตูนของกอร์
เวอร์บินสกี้ เรื่อง Rango
เขายังจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ใหม่เรื่อง
Dark Shadows, Argo และ World War Z
จอห์นนี่ เด๊ปป์ (JOHNNY DEPP) ผู้อำนวยการสร้าง
จอห์นนี่
เด๊ปป์เริ่มต้นเข้าวงการด้วยการเป็นนักดนตรีของวงร็อคที่ชื่อ
The Kids ซึ่งพาเขาเดินทางมายังลอสแอนเจลิส
เมื่อวงแตก เด๊ปป์หันมาหางานแสดง
และได้งานแสดงชิ้นแรกในภาพยนตร์เรื่อง A
Nightmare on Elm Street
หลังจากนั้นเขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่อง
อาทิเช่น ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของ โอลิเวอร์ สโตน
เรื่อง Platoon
ก่อนที่เขาจะได้รับบทที่ถือเป็นงานแจ้งเกิด
นั่นก็คือบท ทอม แฮนสัน ในซีรีส์ยอดนิยมทางทีวี
เรื่อง 21 Jump Street
เขาแสดงซีรีส์เรื่องนี้อยู่นาน 4 ปี
ก่อนจะรับบทนำในภาพยนตร์ของ จอห์น วอเตอร์ส เรื่อง
Cry-Baby
แต่เป็นเพราะบทบาทการแสดงอันน่าประทับใจของเด๊ปป์
ในภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Edward
Scissorhands
ที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดารารุ่นใหม่ที่มีงานชุกที่สุด
และทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้น
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งในภาพยนตร์รักเรื่อง
Benny & Joon
เด๊ปป์ได้กลับมาร่วมงานกับเบอร์ตันอีกครั้งในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม
เรื่อง Ed Wood
ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้ง
เด๊ปป์แสดงนำและประเดิมงานการกำกับเรื่องแรก
ด้วยการประกบบทกับ มาร์ลอน แบรนโด
ในภาพยนตร์เรื่อง The Brave
เมื่อเร็วๆ นี้ เด๊ปป์กลับมารับบทเป็นกัปตันแจ็ค
สแปร์โรว์ เป็นครั้งที่ 4 ในผลงานการกำกับของ ร็อบ
มาร์แชลล์ เรื่อง Pirates of the Caribbean: On
Stranger Tides ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา
ได้แก่ ภาพยนตร์ของ กอร์ เวอร์บินสกี้ เรื่อง
Pirates of the Caribbean: At Worlds End,
Pirates of the Caribbean: Dead Mans Chest และ
Pirates of the Caribbean: The Curse of the
Black Pearl
เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรก
จากการรับบทเป็นกัปตันสแปร์โรว์ ใน Pirates of
the Caribbean: The Curse of the Black Pearl
เด๊ปป์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่
2 จากภาพยนตร์ของ มาร์ค ฟอร์สเตอร์ เรื่อง
Finding Neverland ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เคท
วินสเลต และเฟร็ดดี้ ไฮมอร์ ในปี 2004
เด๊ปป์ยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง The Libertine
โดยเขารับบทเป็น จอห์น วิลม็อต
กวีที่เป็นเสือผู้หญิงแห่งศตวรรษที่ 17
ในปี 2005
เด๊ปป์ร่วมงานกับเบอร์ตันในภาพยนตร์เรื่อง
Charlie and the Chocolate Factory
ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ตลกหรือภาพยนตร์เพลง
และภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Corpse
Bride
ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยมในปี
2006 และในปี 2008
เด๊ปป์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่
3 จากภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Sweeney
Todd: The Demon Barber of Fleet Street
และคว้ารางวัลลูกโลกทองคำได้จากบทนี้
ในปี 2009 เด๊ปป์แสดงนำในภาพยนตร์ของ ไมเคิล มานน์
เรื่อง Public Enemies และในปี 2010
เขารับบทนำเป็น แม็ด แฮ็ทเทอร์ ในภาพยนตร์ของ ทิม
เบอร์ตัน เรื่อง Alice in Wonderland
ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม
เมื่อปีที่แล้ว นอกจาก Pirates of the Caribbean:
On Stranger Tides
เด๊ปป์ยังแสดงนำในภาพยนตร์การ์ตูนของ กอร์
เวอร์บินสกี้ เรื่อง Rango, ภาพยนตร์ของ บรูซ
โรบินสัน เรื่อง The Rum Diary และภาพยนตร์ของ
ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Dark Shadows
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเด๊ปป์ ได้แก่ The
Tourist, ภาพยนตร์ของ เดวิด โคปป์ เรื่อง Secret
Window, ภาพยนตร์ของ โรเบิร์ ร็อดริเกซ เรื่อง
Once Upon a Time in Mexico, ภาพยนตร์ของ
อัลเบิร์ต และอัลเลน ฮิวจ์ส เรื่อง From Hell,
ภาพยนตร์ของ เท็ด เด็มมี่ เรื่อง Blow,
ภาพยนตร์ของแลสส์ ฮอลสตรอม เรื่อง Chocolat,
ภาพยนตร์ของจูเลี่ยน ชนาเบล เรื่อง Before Night
Falls, ภาพยนตร์ของ แซลลี่ พ็อตเตอร์ เรื่อง The
Man Who Cried, ภาพยนตร์ของเบอร์ตัน เรื่อง
Sleepy Hollow, ภาพยนตร์ของ โรมัน โปลันสกี้
เรื่อง The Ninth Gate, ภาพยนตร์ของเทอร์รี่
กิลเลี่ยม เรื่อง Fear and Loathing in Las
Vegas และ The Imaginarium of Doctor
Parnassus, ภาพยนตร์ของ ไมก์ นีเวลล์ เรื่อง
Donnie Brasco, ภาพยนตร์ของ จิม จาร์มุสช์
เรื่อง Dead Man, ภาพยนตร์ของเจเรมี่ ลีเว่น
เรื่อง Don Juan DeMarco, ภาพยนตร์ของ แลสส์
ฮอลสตรอม เรื่อง Whats Eating Gilbert Grape,
ภาพยนตร์ของ เอเมอร์ คุสทูริก้า เรื่อง Arizona
Dream และภาพยนตร์ของ จอห์น แบ็ดแฮม เรื่อง Nick
of Time
เอ็มม่า ทิลลิงเกอร์ คอสคอฟฟ์ (EMMA TILLINGER
KOSKOFF) ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
เอ็มม่า ทิลลิงเกอร์
คอสคอฟฟ์คือประธานฝ่ายโปรดักชั่นของบริษัท
ซิเคเลีย โปรดักชั่นส์ ซึ่งได้ร่วมงานกับผู้กำกับ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ มาแล้วในภาพยนตร์หลายเรื่อง
ทิลลิงเกอร์
คอสคอฟฟ์เริ่มต้นทำงานในแวดวงภาพยนตร์ในฐานะผู้ช่วยของผู้กำกับ
เท็ด เด็มมี่
และได้ทำงานกับผู้กำกับเด็มมี่ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชม
เรื่อง Blow ซึ่งนำแสดงโดย จอห์นนี่ เด๊ปป์
และเพเนโลปี้ ครูซ
ในปี 2003 ทิลลิงเกอร์
คอสคอฟฟ์เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยของ มาร์ติน
สกอร์เซซี่ ในระหว่างสามปีที่ทำหน้าที่นี้
เธอได้ทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Blues,
The Aviator และ No Direction Home: Bob Dylan
ในปี 2006 ทิลลิงเกอร์
คอสคอฟฟ์ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานฝ่ายโปรดักชั่นของบริษัทซีเคเลียของสกอร์เซซี่
และเธอได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Departed
ในปี 2008 ทิลลิงเกอร์
คอสคอฟฟ์ได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่ประสบความสำเร็จของสกอร์เซซี่
เรื่อง Shutter Island
เดวิด คร็อคเก็ตต์ (DAVID CROCKETT)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
เดวิด คร็อคเก็ตต์เข้าทำงานกับบริษัท จีเค ฟิล์มส์
ของแกรห์ม คิงในปี 2010
และใช้เวลาตลอดทั้งปีนั้นอยู่ในกองถ่ายของภาพยนตร์เรื่อง
Hugo
คร็อคเก็ตต์ได้พบกับคิงขณะที่เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Town ซึ่งกำกับโดย เบน อัฟเฟล็ค
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องที่ 2
แล้วที่เขาร่วมงานกับอัฟเฟล็ค
โดยก่อนหน้านี้เขาเคยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับผลงานการกำกับเรื่องแรกของอัฟเฟล็ค
เรื่อง Gone, Baby, Gone
ก่อนหน้า The Town
คร็อคเก็ตต์เคยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Seven Pounds ที่นำแสดงโดย วิลล์ สมิธ
คร็อคเก็ตต์ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของดิสนีย์
เรื่อง Stick It; ภาพยนตร์สยองขวัญสุดฮิต เรื่อง
The Amityville Horror และภาพยนตร์ขชอง เวส
คราเว่น เรื่อง Cursed ซึ่งนำแสดงโดย คริสติน่า
ริคชี่
จอร์เจีย คาแคนเดส (GEORGIA KACANDES)
ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
จอร์เจีย คาแคนเดส
เริ่มก้าวเข้าสู่งานสร้างภาพยนตร์
โดยได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่าง มาร์ติน
สกอร์เซซี่ (Casino), สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก
(King of the Hill, The Underneath), จอห์น
เซย์เลส (Eight Men Out, City of Hope, Passion
Fish), จิม จาร์มุสช์ (Mystery Train), คีธ
แม็คนัลลี่ (End of the Night) และมาร์ค เลวิน
(Blowback)
คาแคนเดสยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Gattaca, ภาพยนตร์ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า
เรื่อง The Rainmaker ติดตามมาด้วยภาพยนตร์ของ
เจมส์ แมนโกลด์ เรื่อง Girl, Interrupted
ผลงานเรื่องอื่นๆ
ของเธอในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่
Bad Teacher, Blow, CQ, Criminal และ
Tenacious D in the Pick of Destiny ในปี 2004
เธอทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Syriana
คาแคนเดสยังเคยทำงานให้กับพาราเม้าต์ แวนเทจ
และพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ขณะทำงานอยู่ที่นั่น
เธอได้ดูแลงานสร้างของภาพยนตร์คว้ารางวัลอย่าง
There Will Be Blood, No Country for Old Men,
Babel และ Into the Wild
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ Case
39, Defiance, The Duchess, A Mighty
Heart, Kite Runner และ Margot at the
Wedding
โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน (ROBERT RICHARDSON, ASC)
ผู้กำกับภาพ
โรเบิร์ต ริชาร์ดสันคือผู้คว้าสองรางวัลออสการ์
สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ของมาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง The Aviator และภาพยนตร์ของ
โอลิเวอร์ สโตน เรื่อง JFK
Hugo คือผลงานเรื่องที่ 7 แล้วที่ริชาร์ดสัน
ร่วมงานกับสกอร์เซซี่
โดยก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับสกอร์เซซี่
ในภาพยนตร์เรื่อง Shutter Island, Casino และ
Bringing Out the Dead เมื่อเร็วๆ นี้
ริชาร์ดสัยังเป็นผู้เก็บภาพคอนเสิร์ตของวงเดอะ
โรลลิ่ง สโตน ในภาพยนตร์คอนเสิร์ต เรื่อง Shine a
Light รวมถึงภาพยนตร์สารคดีของ มาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง George Harrison: Living in
the Material World
ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของริชาร์ดสัน ได้แก่
Salvador, Platoon, Born on the Fourth of
July, Eight Men Out, A Few Good Men, The
Horse Whisperer, Natural Born Killers, Snow
Falling on Cedars, ภาพยนตร์ Kill Bill
ทั้งสองตอน, Inglourious Basterdsและ Eat Pray
Love
ดังเต้ เฟอร์เร็ตติ (DANTE FERRETTI) โปรดักชั่น
ดีไซเนอร์
ดังเต้ เฟอร์เร็ตติคือโปรดักชั่น
ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลี่ยน
เขาเคยได้รับรางวัลออสการ์มาแล้วสองครั้งสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์ของสกอร์เซซี่ เรื่อง The Aviator
และภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Sweeney
Todd: The Demon Barber of Fleet Street
เขายังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง Kundun
เธลม่า สคูนเมกเกอร์ (THELMA SCHOONMAKER, A.C.E.)
ผู้ลำดับภาพ
เธลม่า สคูนเมกเกอร์เกิดในอัลเจียร์ส, อัลจีเรีย
เธอเติบโตที่เกาะอารูบ้า
ในระหว่างไปเรียนคอร์สซัมเมอร์ที่โรงเรียนภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กอยู่นาน
6 อาทิตย์ เธอได้พบกับมาร์ติน สกอร์เซซี่
และไมเคิล แว็ดลีห์ ภายในเวลาไม่กี่ปี
เธอได้ทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่องแรกของ
สกอร์เซซี่ เรื่อง Whos that Knocking at My
Door?
จากนั้นเธอได้ทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์โฆษณาและภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง
ก่อนที่จะมาทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์ปี
1971 ของแว็ดลีห์ เรื่อง Woodstock
ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
ในปี 1981 เธอได้รับรางวัลออสการ์ และรางวัลอื่นๆ
อีกมากมายจากภาพยนตร์ของสกอร์เซซี่ เรื่อง Raging
Bull นับแต่นั้นเป็นต้นมา
เธอได้ทำงานกับภาพยนตร์ทุกเรื่องของสกอร์เซซี่
ได้แก่ The King of Comedy, After Hours, The
Color of Money, The Last Temptation of
Christ, New York Stories, GoodFellas, Cape
Fear, The Age of Innocence, Casino,
Kundun, A Personal Journey with Martin
Scorsese through American Movies, Bringing out
the Dead, Il Mio Viaggio in Italia, Gangs of
New York
(ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่
2), The Aviator, The Departed
(ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 3)
และ Shutter Island
แซนดี้ พาวเวลล์ (SANDY POWELL) -
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย
แซนดี้ พาวเวลล์คือเจ้าของสามรางวัลออสการ์
จากภาพยนตร์เรื่อง The Young Victoria,
ภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The
Aviator และภาพยนตร์ของ จอห์น แม็ดเด้น เรื่อง
Shakespeare in Love
เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
จากภาพยนตร์เรื่อง Mrs. Henderson Presents,
Gangs of New
York, Velvet Goldmine, Wings of the Dove
และ Orlando
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของพาวเวลล์ ได้แก่
Interview with the Vampire, Michael Collins,
The Butcher Boy และ The End of the Affair
Hugo ถือเป็นผลงานเรื่องที่ 5 ที่เธอร่วมงานกับ
มาร์ติน สกอร์เซซี่
หลังจากเคยร่วมงานด้วยกันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง
Shutter Island, The Departed, The Aviator
และ Gangs of New York
ร็อบ เลกาโต้ (ROB LEGATO) วิชวล เอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์
ร็อบ เลกาโต้เคยทำหน้าที่เป็นวิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเวอร์ให้กับซีรีส์ยอดนิยมอย่าง The
Twilight Zone ในซีซั่นที่สอง
ซึ่งนำไปสู่การได้ทำงานกับซีรีส์เรื่อง Star
Trek: The Next Generation
ต่อมา เลกาโต้ได้ร่วมงานกับบริษัทดิจิตอล โดเมน
ซึ่งก่อตั้งโดย เจมส์ คาเมรอน, สแตน วินสตัน
และสก็อตต์ รอสส์ และเขาได้ทำงานเป็นวิชวล
เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์, ผู้ช่วยผู้กำกับ
ให้กับภาพยนตร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง Interview
with the Vampire
ซึ่งทำให้เขาได้ทำงานกับภาพยนตร์ของ รอน ฮาวเวิร์ด
เรื่อง Apollo 13
เลกาโต้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์เรื่องนี้
ผลงานเรื่องต่อมาของเขา คือภาพยนตร์ของ เจมส์
คาเมรอน เรื่อง Titanic
ซึ่งทำให้ร็อบได้รับรางวัลออสการ์ตัวแรก
เลกาโต้ยังได้เข้ามาช่วยงานของสกอร์เซซี่
ในภาพยนตร์เรื่อง Kundun และภาพยนตร์ของ ไมเคิล
เบย์ เรื่อง Armageddon
เลกาโต้ได้ลาออกจากดิจิตอล โดเน
เพื่อมาทำงานกับโซนี่ พิคเจอร์ส อิมเมจเวิร์กส์
ที่ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่เป็นวิชวล เอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ ให้กับภาพยนตร์สองเรื่องของ
โรเบิร์ต เซเมคกิส เรื่อง What Lies Beneath และ
Cast Away
เลกาโต้ยังทำหน้าที่เป็นซีเนียร์ วิชวล เอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Bad Boys
II, Harry Potter and the Sorcerers Stone
เขายังทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ช่วยผู้กำกับและวิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์ให้กับภาพยนตร์ของ มาร์ติน
สกอร์เซซี่ เรื่อง The Aviator จากนั้น
เลกาโต้ได้ทำงานกับภาพยนตร์ของ สกอร์เซซี่ เรื่อง
The Departed หลังจากนั้น
เลกาโต้ยังได้ร่วมงานกับภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่ของ
เจมส์ คาเมรอน เรื่อง Avatar
ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลไปแล้ว
เลกาโต้ยังทำหน้าที่เป็นทั้งวิชวลเอฟเฟ็กต์
ซูเปอร์ไวเซอร์
และผู้ช่วยผู้กำกับให้กับภาพยนตร์ของสกอร์เซซี่
เรื่อง Shutter Island
ฮาวเวิร์ด ชอร์ (HOWARD SHORE)
ผู้แต่งดนตรีประกอบ
ฮาวเวิร์ด
ชอร์ดื่อว่าเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบและคอนดั๊คเตอร์ที่มีผู้นับถือมากที่สุดในปัจจุบัน
เขาเคยร่วมงานกับปีเตอร์ แจ็คสัน ในภาพยนตร์ไตรภาค
The Lord of the Rings
ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ถึง 3 รางวัล
เขายังได้ร่วมงานกับ เดวิด โครเนนเบิร์ก
และได้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของโครเนนเบิร์กถึง
13 เรื่อง อาทิเช่น The Fly, Crash, Naked
Lunch และ A Dangerous Method
ชอร์ยังคงสร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยผลงานอันหลากหลาย
ตั้งแต่ภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The
Departed, The Aviator และ Gangs of New York
จนถึงภาพยนตร์เรื่อง to Ed Wood, The Silence
of the Lambs, Philadelphia และ Mrs.
Doubtfire
ปัจจุบัน
ชอร์อยู่ระหว่างการทำดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง
The Hobbit
แรนดัลล์ โพสเตอร์ (RANDALL POSTER) มิวสิค
ซูเปอร์ไวเซอร์
แรนดัลล์ โพสเตอร์ยังคงร่วมงานกับมาร์ติน
สกอร์เซซี่
หลังจากที่เริ่มต้นทำงานด้วยกันในภาพยนตร์เรื่อง
The Aviator
โพสเตอร์ยังทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับ Boardwalk
Empire
ซีรีส์ที่สกอร์เซซี่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง
ปัจจุบัน
โพสเตอร์อยู่ระหว่างทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับ
เวส แอนเดอร์สัน เรื่อง Moonrise Kingdom
เอลเลน ลูวิส (ELLEN LEWIS) แคสติ้ง ไดเร็คเตอร์
เอลเลน
ลูวิสเริ่มต้นทำงานด้านแคสติ้งด้วยการเป็นผู้ช่วยของแคสติ้ง
ไดเร็คเตอร์ชื่อดังอย่าง จูเลียต เทย์เลอร์
ลูวิสเริ่มต้นทำงานกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ในปี
1989 ด้วยผลงานเรื่อง New York Stories: Life
Lessons หลังจากนั้นเป็นต้นมา
เธอทำหน้าที่แคสติ้งให้กับภาพยนตร์ทุกเรื่องของสกอร์เซซี่
รวมถึง Goodfellas, The Age of Innocence,
Kundun และภาพยนตร์รางวัลออสการ์ เรื่อง The
Departed
ลูวิสยังทำหน้าที่แคสติ้งให้กับภาพยนตร์เรื่อง
Forrest Gump, The Devil Wears Prada, Mama
Mia!
ผลงานใหม่ของเธอ ได้แก่ Extremely Loud and
Incredibly Close ที่กำกับโดย สตีเฟ่น ดัลดรี้
และ Hyde Park on Hudson ที่กำกับโดย โรเจอร์
มิเชลล์
ดิมิทรี พอร์เทลลี่ (DEMETRI PORTELLI)
ออกแบบภาพสามมิติ
ดิมิทรี
พอร์เทลลี่เป็นทั้งตากล้องและผู้ช่วยผู้กำกับภาพมานานกว่า
15 ปี เขาได้ทำงานและอยู่ภายใต้การดูแลของ
วินเซนต์ เพซ ผู้คิดสร้างสรรค์เทคนิค 3D ใหม่ๆ
ขึ้นมา เขาได้ใช้กล้อง 3D
ห้าตัวเพื่อเก็บภาพของภาพยนตร์เรื่อง Hugo
ทางยูนิเวอร์แซล
พิคเจอร์สยังได้จ้างดิมิทรีให้ดูแลงานสร้างภาพยนตร์
3D ของพวกเขาเรื่อง 47 Ronin ที่จะเข้าฉายในปี
2012
โมแร็ก รอสส์ (MORAG ROSS) เม้คอัพ
โมแร็ก รอสส์เกิดและเติบโตในกลาสโกว์, สก็อตแลนด์
เธอเคยได้รับรางวัลบัฟต้าจากภาพยนตร์ของ แซลลี่
พ็อตเตอร์ เรื่อง Orlando และภาพยนตร์ของ
มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The Aviator
ดิ๊ค จอร์จ (DICK GEORGE) ผู้สร้างหุ่นออโตเมตัน
ดิ๊ค จอร์จเริ่มเข้าวงการด้วยการทำงานกับภาพยนตร์
Star Wars จากจุดเริ่มต้นที่แสนตื่นเต้น
เขาได้ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมา
ซึ่งเขาได้ดูแลบริษัทแห่งนี้นานถึง 35 ปี
ระหว่างนั้น
เขาได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานสร้างภาพยนตร์มากมาย
อาทิเช่น Willow, The Mummy, The Da Vinci
Code, Alexander, Elizabeth: The Golden Age,
Prince of Persia: The Sands of Time และ
Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street
|
|
|
มาร์ติน สกอร์เซซี ร่วมกับ จอห์น นี่ เด็ปป์
สร้างหนัง HUGO 3D
สุดยอดงานสร้างสรร เข้าชิง 11
รางวัลออสการ์ยอดเยี่ยม
อูโก้ ปริศนามนุษย์กลของอูโก้ 16 กพ.นี้ในระบบ 3D
Openmm.com Movie
InEntertainment วันที่
2
กุมภาพันธ์ 2555 |
|
|
|
 |
สุดยอดภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซี
โดยผู้กำกับระดับครู มาร์ติน สกอร์เซซี
จากหนังสือเบสท์เซลเลอร์ The invention of
Hugo Cabretเป็น เรื่องของเด็กชายอูโก้ วัย 12
ปี ที่พ่อหายตัวไปอย่างลึกลับ
พร้อมกับทิ้งหุ่นกลปริศนา
กับความลับของกุญแจรูปหัวใจที่สามารถปลุกชีวิตให้กับหุ่นกลนั้นได้และล่าสุด
หลังจากที่ได้รางวัลจากสถาบัน และ
เวทีต่างๆมากมาย HUGO
ยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัล คือ
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , ผู้กำกับยอดเยี่ยม ,
บทดัดแปลง , กำกับศิลป์ , กำกับภาพ ,
ออกแบบเครื่องแต่งกาย , ตัดต่อยอดเยี่ยม ,
ดนตรีประกอบ , ตัดต่อเสียง , ผสมเสียง และ
เทคนิคภาพยอดเยี่ยมนำแสดงโดย เบน คิงสลีย์,
อัสซ่า บัตเตอร์ฟิลด์ , โคลอี้ มอเรทซ์, จู๊ด
ลอว์, ซาช่า บารอน โคเฮน และ เอมิลี่
มอร์ติเมอร์ ทีมผู้สร้างมีมาร์ติน สกอร์เซซี
รับหน้าที่กำกับ และจอห์นนี่ เด็ปป์
เป็นโปรดิวเซอร์
กำหนดฉายในไทย รับเทศกาลออสการ์ 16 กพ. 2012
เฉพาะที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ เอส เอฟ
เวิล์ด ซีเนม่า ในระบบ 3D
|
|


 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|