หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
Haywire (2012)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "Haywire"
 



 

จุดเริ่มต้น
Haywire เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่น-ทริลเลอร์เต็มตัวเรื่องแรกของผู้กำกับมือรางวัลออสการ์ สตีเว่น โซเดอเบิร์ก โดยได้ใส่ลายเซ็นของตัวเองเข้าไป ทำให้เป็นหนังสายลับที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการผสมผสานของเรื่องราวระทึกใจ ตัวละครที่มีสองด้าน และการผจญภัยตามเมืองต่างๆทั่วโลก ฉากแอ็คชั่นที่ดุดันและจริงจัง นักแสดงนำหญิงที่มีความสามารถ ปฏิบัติการณ์ที่สมจริง เขาได้ตีความหนังสายลับขึ้นมาใหม่
โซเดอเบิร์ก เผยถึงแรงบันดาลใจว่า "ผมเป็นแฟนหนัง เจมส์ บอนด์ รุ่นแรกๆ From Russia With Love เป็นภาคที่ผมชอบที่สุด เพราะคุณจะได้ทำความรู้จักกับตัวละคร มากกว่ารู้แค่ว่าเขาทำอะไร หนังแอ็คชั่นสายลับยุคนี้ไม่ค่อยมีเวลาในการพัฒนาตัวละครสมทบ ผมต้องการทำให้เหมือนหนัง Bond ยุคแรก นั้นคือสร้างสมดุลระหว่างแอ็คชั่นและเรื่องราว"
เกรกอรี่ เจคอบส์ ผู้อำนวยการสร้างคู่ใจของ โซเดอเบิร์ก รู้ว่าผู้กำกับต้องการที่จะทำหนังแนวนี้มานานแล้ว "ไอเดียนี่เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขา เขาต้องการสร้างหนังแอ็คชั่นในรูปแบบของตัวเอง และพวกเราก็หาบทภาพยนตร์ที่เหมาะสมนาน จนกระทั่งติดต่อไปหา เลม ด็อบส์ ที่เขียนบทให้กับ สตีเว่น มาสองเรื่อง The Limey และ Kafka”
บทภาพยนตร์เวอร์ชั่นกลายเป็นหนังสายลับ ที่เข้ากับมุมมองและสไตล์การกำกับของ โซเดอเบิร์ก ที่สุด เขาเล่าว่า "ผมสงสัยมาตลอดว่า ทำไมตัวละครนำในหนังแบบนี้จะต้องเป็นผู้ชาย ผมคิดว่าความเข้มข้นและความขัดแย้งจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อคุณใช้ตัวละครนำเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะโลกที่บริหารโดยผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ มันเป็นกำแพงอีกชั้นที่เธอต้องทลาย นอกจากเรื่องของสายลับและการปฏิบัติการณ์ลับ มันยังรวมถึงความสัมพันธ์ของเธอกับตัวละครผู้ชายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย คนรักเก่า เพื่อน และพ่อ"
โซเดอเบิร์ก อธิบายว่า Haywire ให้ความรู้สึกเหมือนหนังของ แพม เกรียร์ ที่กำกับโดย อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก โดยการพัฒนาตัวละครถือเป็นสิ่งสำคัญ เขาร่วมมือกับ ด็อบส์ ในการสร้างตัวตนของ มัลเลอรี่ เคน หน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษที่ทำงานให้ผู้ว่าจ้างความปลอดภัยอิสระ "ผมต้องการเพิ่มมิติให้กับตัวละคร อย่างเช่นฉากหนึ่งที่เธอดูข้อมูลในโทรศัพท์ของคู่หู ในระหว่างที่เขาออกไปนอกห้อง ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรให้เธอรู้สึกสงสัย แต่ผมคิดว่านั้นคือสิ่งที่ตัวละครแบบเธอควรทำ เธอถูกฝึกฝนให้ระวังตัวตลอดเวลา”

โซเดอเบิร์ก เล่าต่อว่า "ผมคิดว่าหนังของ ฮิตช์ค็อก สนุกไม่ใช่เพราะเทคนิกการถ่ายทำ แต่เป็นเพราะเนื้อแท้แล้วมันเกี่ยวกับความรู้สึกผิด โดยจะมีใครบางคนที่เป็นแกนกลางของเรื่อง ที่มีบางสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ผมต้องการทำให้เธอมีอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าเธอไม่ได้ทำดีตลอดเรื่อง คุณจะสงสัยว่าทำไมเธอถึงทำแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่าสิ่งที่เธอทำนั้นกลับช่วยชีวิตเธอ"
โซเดอเบิร์ก พบกับแรงบันดาลใจของเขาในสถานที่ที่ไม่คาดฝัน เขาได้ดูการขึ้นชก MMA ของ จีน่า คาราโน่ และเธอก็กลายเป็นเป้าหมายที่เขาอยากได้มาแสดงนำในหนัง ด้วยความสามารถทางศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย, คาราเต้, จิวจิตสุ, ยูโด, มวยปล้ำ. มวยสากล, แซมโบ, คิกบ็อกซิ่ง และกังฟู ทำให้ คาราโน่ มีความสามารถเพียบพร้อมที่สุด เหมาะสมกับสิ่งที่เขามองหนังเรื่องนี้้เอาไว้


โซเดอเบิร์ก พูดถึงการเลือก คาราโน่ เข้ามาแสดงนำว่า "ผมคิดเสมอว่าต้องมีผู้หญิงคนอื่นนอกจาก แองเจลีน่า โจลี่ ที่สามารถไล่อัดฝ่ายตรรงข้ามได้ หลังจากผมได้เห็น จีน่า ขึ้นชกในกรงแปดเหลี่ยม และเห็นบุคลิกของเธอจากการให้สัมภาษณ์ มันก็ทำให้ผมรู้สึกมีแรงบันดาลใจในการทำหนังสายลับที่สมจริงที่สุดจากความสามารถของเธอ"
หลังจากได้นัดพบกันครั้งแรก ทีมสร้างก็ได้ปรับตัวละครนำให้เข้ากับบุคลิกของ คาราโน่ เจคอบส์ เล่าว่า "พวกเรารู้ว่าเธอแสดงฉากสตันท์ได้ด้วยตัวเอง มันเป็นกุญแจสำคัญ เพราะ สตีเว่น มีความตั้งใจว่าไม่ต้องการให้หนังมีการใช้สลิงใดๆเพื่อให้มีความสมจริงที่สุด เขาต้องการให้ผู้ชมรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปได้ในชีวิตจริง และสิ่งที่ยอดเยี่ยมในตัวของ จีน่า ก็คือ เธอทำทุกอย่างได้ด้วยความสามารถของตัวเอง ซึ่งก็ดุเดือดและจริงจังที่สุด"

การคัดเลือกนักแสดง

ด้วยตัวละครนำอย่าง มัลเลอรี่ เคน ที่มีความพิเศษ โซเดอเบิร์ก รู้ว่าเขาต้องการนักแสดงที่มีความพิเศษไม่แพ้กันในการเข้ามารับบท จีน่า คาราโน่ ที่ถูกเรียกว่า "หน้าตาของสังเวียน MMA” เธอมีความสวยและอันตรายท่าสุด โดยการพบกันครั้งแรกกับ โซเดอเบิร์ก เธอก็เข้ามาพร้อมกับรอยฟกช้ำใต้ตาจากการต่อสู้อาทิตย์ที่แล้ว และเธอก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อหนังอย่าง Erin Brockovich ที่เขากำกับเป็นหนังเรื่องโปรดของเธอ
การแสดงหนังเป็นสิ่งที่ คาราโน่ ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำ เธอเล่าว่า "ทุกคนคงคิดว่าตัวเองมีข้อจำกัดในสิ่งที่สามารถทำได้ ฉันเองก็ไม่ได้เป็นคิดว่าตัวเองจะทำอย่างอื่นนอกจากการต่อสู้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองมีหน้าตาหรือรูปร่างตามแบบนักแสดง และฉันเองก็ยังเป็นคนงุ่มง่าม (หัวเราะ) ฉันไม่เคยคิดว่าจะก้าวเข้าไปในวงการบันเทิงได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีใครบางคนก้าวเข้ามาหาฉันพร้อมกับยื่นโอกาสนั้น"
โซเดอเบิร์ก ก็พยายามอย่างเต็มที่ในการทำให้นักแสดงหน้าใหม่รู้สึกผ่อนคลาย "ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการแสดงหนัง ที่จะมีผู้กำกับขอนัดคุยและเสนอว่าจะสร้างหนังโดยมีเธอเป็นจุดศูย์กลาง แต่เธอก็มีความมุ่งมั่น ผมอธิบายว่าเราออกแบบหนังเพื่อต้องการใช้ประโยชน์จากความสามารถของเธอมากที่สุด ทั้งเรื่องของศิลปะการต่อสู้และสภาพร่างกาย"

ประสบการณ์ในการถ่ายทำทำให้ คาราโน่ รู้สึกนับถือทีมงานเบื้องหลังของหนัง เพราะถึงแม้ว่าเธอจะมีประสบการณ์โชกโชนบนสังเวียนต่อสู้ แต่เธอพบว่าตัวเองรู้สึกเหนื่อยกับกระบวนการถ่ายทำ "ฉันไม่เคยเจอวันที่ยาวนานแบบนี้มาก่อน ไม่เพียงแต่คุณต้องใช้พลังงานร่างกาย คุณต้องใส่พลังงานทางด้านความรู้สึกเข้ามาด้วย คุณมีผู้คนล้อมรอบตัวตลอดเวลา คุณมีการแต่งหน้าทำผม และมีคนแต่งตัวให้คุณ มันเป็นประสบการณ์ที่ท่วมท้นมาก"
แต่องค์ประกอบที่ช่วยเสริมสร้างแรงใจให้เธอก็คือผู้กำกับ รวมถึงทีมนักแสดงและทีมงาน คาราโน่ เล่าว่า "สตีเว่น ห้อมล้อมฉันด้วยบุคลากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจบ เขาช่วยแนะนำกระบวนการการถ่ายทำให้ฉันทุกขั้นตอน เขามอบโอกาสทองในชีวิตให้กับฉัน"

ผู้อำนวยการสร้าง เกรกอรี่ เจคอบส์ เผยว่า อีกองค์ประกอบที่สำคัญของ Haywire คือการหานักแสดงแถวหน้ามาห้อมล้อม คาราโน่ "สตีเว่น และผมสัญญากับสตูดิโอว่า เราจะหานักแสดงแม่เหล็กมาช่วยส่งเสริม จีน่า ทั้ง ยวน แม็คเกรเกอร์ และ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ตอบตกลงเข้ามาร่วมงานตั้งแต่เริ่มแรก จากนั้นก็เป็น ไมเคิล ดักลาส, แอนโตนิโอ แบนเดอรัส และ แชนนิ่ง เททั่ม ไม่เพียงแต่พวกเขาคือนักแสดงชั้นแนวหน้า พวกเขายังเป็นคนที่เยี่ยมยอดเมื่อร่วมงานด้วย แต่ละคนมอบน้ำหนักให้กับตัวละคร รวมถึงคอยช่วยเหลือในเรื่องการแสดงและสร้างความมั่นใจให้กับ จีน่า"

ฉากแรกของ คาราโน่ ถ่ายทำในกรุงดับบลิน ที่ มัลเลอรี่ สงสัยว่าเธออาจถูกจัดฉาก โดยนักแสดงชาวไอริช ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ รับบทเป็น พอล สายลับคู่หูที่จับคู่กับ มัลเลอรี่ ในภารกิจที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย เจคอบส์ พูดถึง ฟาสเบนเดอร์ ว่า "เขาไม่เพียงแต่หล่อและมีเสน่ห์ แต่เขายังเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งที่สุดอีกด้วย เขาสามารถแสดงฉากต่อสู้กับ จีน่า ได้อย่างเต็มที่และสมจริงที่สุด"
โซเดอเบิร์ก เสริมว่า "โชคดีที่เราถ่ายทำฉากระหว่าง จีน่า กับ ไมเคิล ก่อน เพราะเขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือ จีน่า อยู่ตลอด เขาจะคอยสอนเคล็บลับในการแสดงระหว่างที่อยู๋ในกองถ่าย และทำให้เธอรู้สึกสบายใจมากขึ้น"
คาราโน่ ยอมรับว่าเธอไม่มีประสบการณ์แสดงเลย จนทระทั่ง ฟาสเบนเดอร์ เปิดโลกทัศน์ให้กับเธอ "ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ไมเคิล สอนฉันเหมือนลูกศิษย์คนหนึ่ง เขาทำเกินหน้าที่ของตัวเอง จนเมื่อถึงตอนที่เราต้องถ่ายทำฉากต่อสู้ มันเป็นเรื่องเยี่ยมเพราะนั้นคือสิ่งที่ฉันถนัด และก็เป็นฉันที่คอยแนะนำเขา มันเป็นเหมือนการแลกเปลี่ยนความรู้กัน"
ฟาสเบนเดอร์ เผยว่าเขาตกลงรับบทเพราะสองเหตุผล "สิ่งที่ผมชอบก็คือบทภาพยนตร์มีความน่าติดตาม มีหลายสิ่งที่ไม่ถูกเอ่ยออกมา มันเป็นหนังสายลับแบบย้อนนยุคที่ผมจำได้จากสมัยเด็ก และผมก็ยังตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ สตีเว่น เขามีความมั่นใจที่ทำให้ทุกคนในกองถ่ายรู้สึกมั่นใจ และเขาก็เป็นคนที่ทำงานรวดเร็วมาก มันเต็มไปด้วยความลื่นไหล พวกเราค้นพบอะไรหลายอย่างในระหว่างการถ่ายทำ"
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ฟาสเบนเดอร์ รู้สึกสนใจก็คือ แนวคิดในเรื่องการใช้คนที่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพเข้ามารับบทนำ "จีน่า พร้อมที่จะกระโจนใส่ทุกโอกาส เธอต้องการทำให้ทุกอย่างออกมาถูกต้อง เธอยังยอดเยี่ยมในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และนำไปประยุกษ์เป็นแนวของตัวเอง มันยอดเยี่ยมที่ได้เห็นการทำงานของเธอ เธอมีพลังงานที่แปลกแตกต่างและไม่เหมือนนักแสดงหญิงคนไหนที่ผมรู้จัก"
แนวคิดในเรื่องการถ่ายทำฉากแอ็คชั่นมือเปล่าแบบดุุเดือด โดยที่ฝั่งตรงข้ามเป็นผู้หญิง ทำให้ ฟาสเบนเดอร์ รู้สึกตื่นเต้นที่สุด "ผมกำลังทำใจยอมรับอยู่นาน แต่ผมก็ไม่มีปัญหาที่จะให้เธอไล่เตะก้นผมไปทั่วห้องหรอกนะ (หัวเราะ)"
ฉากการต่อสู้ในโรงแรมเป็นฉากโปรดของ คาราโน่ เธอเล่าว่า "พวกเราอัดกันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่หยิบฉวยได้ แจกันฟาดใส่หัว พวกเรากลิ้งไปมาบนโซฟา บนเตียง ถูกเหวี่ยงไปกระแทกโทรทัศน์จอแบน และยังมีการใส่ท่าล็อคคอสามเหลี่ยมในตอนจบอีกด้วย มันสนุกมาก"

ยวน แม็คเกรเกอร์ รับบทเป็น เคนเนธ หัวหน้าของ มัลเลอรี่ และเป็นอดีตคนรัก โดย เจคอบส์ และ โซเดอเบิร์ก ก็เห็นตรงกันว่าต้องการนักแสดงคนนี้เข้ามาแสดง เจคอบส์ เผยว่า "การได้นักแสดงอย่าง ยวน เข้ามารับบทเป็นผู้ร้ายและศัตรูคนสำคัญของ มัลเลอรี่ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะเขาได้นำมิติและความลึกเข้ามาใส่ในตัวละคร"
การทำงานร่วมกับ โซเดอเบิร์ก ถือเป็นความตั้งใจหลักของนักแสดงชาวสก็อตต์แลนด์ แม็คเกรเกอร์ เผยว่า "บทภาพยนตร์เรื่องนี้อ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ มันอธิบายฉากแอ็คชั่นได้อย่างชัดเจนจนผมมองเห็นเป็นภาพ นี่คือเรื่องราวที่ทุกคนต่างเล่นเกมของตัวเอง และก็ไม่เผยให้คนอื่นรู้ คุณจะได้รับข้อมูลนิดๆหน่อยๆก่อนที่จะไปถึงฉากต่อไป ตัวละครในหนังไม่ใช่แค่ตัวละคร แต่เป็นเหมือนคนจริง"
แม็คเกรเกอร์ ก็ต้องเจอกับประสบการณ์ในการถ่ายทำรวดเร็ว ที่เป็นเอกลักษณ์ของ โซเดอเบิร์ก ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเข้ามาในกองถ่าย "คุณจะไม่เชื่อจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง ฉากแรกของผมอยู่ในสเปน เป็นฉากที่ จีน่า และผมเดินและพูดคุยกัน โดยมีฉากหลังเป็นเมืองบาร์เซโลน่า สตีเว่น ถ่ายทำเพียงแค่เทคเดียวและเสร็จ ผมนั่งเครื่องบิน 22 ชั่วโมงจากแอลเอมาสเปน ช้เวลาในการถ่ายทำทั้งหมดชั่วโมงครึ่ง ก่อนที่จะนั่งอีก 22 ชั่วโมงกลับไปที่แอลเอ (หัวเราะ)"
แม็คเกรเกอร์ เสริมต่อว่า "จริงๆแล้วผมคิดว่ามันไม่มีกฏตายตัวในการเป็นผู้กำกับที่เก่ง สตีเฟ่น เป็นผู้กำกับที่เงียบขรึม แต่เขาสามารถนำคุณไปในแนวทางที่ถูกต้องที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องการคำแนะนำ เขามีความตั้งใจอย่างมากเวลาถ่ายทำ เป็นเหมือนกับศัลยแพทย์ แต่เมื่ออยู่นอกกองถ่ายเขาก็จะพูดคุยสนุกและยังถ่อมตน"
แม็คเกรเกอร์ ก็ชื่นชมนักแสดงร่วมจอของเขา "ผมโชคดีที่ได้ถ่ายทำกับทั้ง บิล แพ็กซ์ตัน, แชนนิ่ง เททั่ม รวมถึง ไมเคิล ดักลาส และ แอนโตนิโอ แบนเดอรัส มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก และก็ทำให้ผมรู้สึกประหม่าในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการร่วมงานกับนักแสดงเหล่านี้"
แชนนิ่ง เททั่ม รับบทเป็น แอรอน ที่เป็นสมาชิกทีมของ มัลเลอรี่ ในภารกิจที่บาร์เซโลน่า ก่อนที่จะเป็นคนรัก และกลายเป็นคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ นักแสดงจาก G.I. Joe คนนี้พบว่าเรื่องที่เล่าผ่านแอ็คชั่นฮีโร่หญิงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ "ผมได้ยินว่า โซเดอเบิร์ก ต้องการทำหนังแอ็คชั่น ผมเลยต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อผมได้อ่านบท ผมคิดว่าเขามีความฉลาดในการเลือกแนวทางของหนังแอ็คชั่นที่ไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน หนังสายลับหญิงที่ตั้งอยู่ในโลกของความเป็นจริง"

การทำงานร่วมกับ คาราโน่ ถือว่าเป็นเรื่องที่พิเศษสำหรับ เททั่ม เขาเล่าว่า "ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ จีน่า มาสักพักแล้ว ผมชอบดูการต่อสู้ MMA มาก และเธอก็เป็นมือวางอันดับหนึ่งในแวดวงนี้ มันยอดเยี่ยมที่ได้ร่วมงานกับเธอ และการได้สู้กับเธอถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน"
ไมเคิล ดักลาส เป็นนักแสดงที่เคยร่วมงานกับ โซเดอเบิร์ก มาแล้วในหนังออสการ์เรื่อง Traffic เจคอบส์ เล่าว่า "ตอนที่ผมและ สตีเว่น คิดถึงคนที่จะรับบทเป็น โคเบลนส์ เราต้องการใครบางคนที่เพียงแค่ปรากฏตัวก็ดูน่าเกรงขาม เราต้องการใครบางคนที่มีทั้งฝีมือการแสดงและออร่าที่ทรงพลัง และคนแรกที่เรานึกถึงก็คือ ไมเคิล ดักลาส"
คาราโน่ เผยว่าฉากที่เธอแสดงกับ ดักลาส ถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต "ฉันคิดว่าเราทุกคนพยายามทำเต็มที่ที่สุดเมื่อ ไมเคิล อยู่ในฉาก มีฉากหนึ่งในสนามบินที่หนาวมาก น้ำตาฉันก็ไหลออกมาในขณะที่เขากำลังแสดงอยู่ ฉันไม่อยากทำให้เทคนี้เสียจึงปล่อยให้มันไหลออกมา เมื่อหมดเทคฉันก็ดีใจที่เขากล่าวชื่นชมฉันในเรื่องนี้ เขาบอกฉันว่ามันเป็นการกระทำที่ดีที่คุณจะทำให้กับเพื่อนนักแสดง"
สำหรับ รอดริโก้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสเปนที่มีส่วนรู้เห็นในปฏิบัติการณ์ที่บาร์เซโลน่า ทีมผู้สร้างก็ต้องการนักแสดงที่มีทั้งสเน่ห์และความเข้มแข็งที่จะต่อกรได้กับ ไมเคิล ดักลาส และ ยวน แม็คเกรเกอร์ เจคอบส์ เล่าว่า "ฉากที่ทั้งสามอยู่ด้วยกันในช่วงสิบนาทีแรก ทำให้มันมีความรู้สึกถึงความสมจริงและยิ่งใหญ่ พวกเราได้ แอนโตนิโอ แบนเดอรัส เข้ามาเป็นเหมือนฝัน"

แบนเดอรัส รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ คาราโน่ เข้ามาแสดงนำ เขาเล่าว่า "เธอเป็นผู้หญิงที่สุดยอดมาก เธอมีความอ่อนโยนสำหรับใครบางคนที่มีความสามารถที่อันตรายขนาดนี้ เธอเดินทางมาถึงสเปนในฉากแรกที่ผมแสดง และก็ใช้เวลาแค่สามวินาทีก่อนที่ผมจะยอมแพ้ให้กับรอยยิ้มของเธอ"
ดูจากรายชื่อนักแสดงทั้งหมด โซเดอเบิร์ก ก็รู้สึกทึ่งกับทีมนักแสดงในเรื่องนี้ "พวกเราโชคดีที่ได้คนที่ต้องการ พวกเขาต่างตื่นเต้นไปกับไอเดีย ซึ่งก็รวมถึง จีน่า เธอไม่เคยถือตัวและน่ารักที่สุด ผมคิดว่านักแสดงชายทั้งหมดเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีสำหรับเธอ และพวกเขาเองก็เต็มใจที่จะแนะนำสิ่งต่างๆให้ พวกเขาต้องการให้เธอประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้"

การเปลี่ยนนักสู้ให้เป็นสายลับ

การเปลี่ยนตัวเพื่อรับบทเป็น มัลเลอรี่ เคน สายลับที่อันตรายที่สุดในวงการ จีน่า คาราโน่ ก็ต้องฝึกฝนอย่างหนัก โดยเริ่มตั้งแต่การฝึกกับ แอรอน โคเฮน อดีตหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษตัวจริง ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กับภาพยนตร์ โดยเขาเคยอยู่ในกองกำลังพิเศษของอิสราเอล 3 ปี และเป็นผู้ก่อตั้ง IMS Security ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาในเรื่องการรับมือกับการก่อการร้าย โดยเขาได้ทำให้ทีมงานและนักแสดงได้เข้าใจถึงภารกิจของปฏิบัติการณ์พิเศษ
ผู้กำกับ โซเดอเบิร์ก เล่าถึงการเลือก โคเฮน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาว่า "ผมรู้สึกว่าการได้ฝึกกับ แอรอน ทำให้ จีน่า มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ผมเลือก แอรอน เพราะผมต้องการใครบางคนที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน ไม่ใช่ใครที่เคยอยู่ในสงครามเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อน เขาเป็นแหล่งข้อมูลให้กับเรา ปฏิบัติการณ์ทุกอย่างที่ถ่ายทำล้วนมาจากเขา”
การเข้ามาร่วมงานของ โคเฮน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดตั้งแต่การทำพรีโปรดักชั่น เขาได้พูดคุยกับ โซเดอเบิร์ก, เจคอบส์ และ ดอบส์ เพื่อให้คำแนะนำในทุกองค์ประกอบ โซเดอเบิร์ก เล่าว่า "เขาอยู่ในกองถ่ายตลอดเวลา และเวลาผมมีปัญหาผมก็จะส่งอีเมล์ไปหาเขาตลอด 24 ชั่วโมง ความรู้ของเขาไม่มีอะไรมาทดแทนได้ มันละเอียดจนถึงว่าคุณซ่อนปืนเอาไว้ที่ไหน"
ตามความเห็นของ โคเฮน ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าใจถึงธรรมชาติของปฏิบัติการณ์พิเศษ "ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่บทสนทนาจนถึงขั้นตอนการลงมือล้วนเป็นของจริง แม้กระทั่งปฏิบัติการณ์ที่ล้มเหลวก็ยังเป็นเรื่องจริง เพราะว่าทุกสิ่งในโลกนี้เกิดความผิดพลาดได้เสมอ"
ด้วยคำแนะนำของ โคเฮน โกดังขนาด 5,000 ตารางฟุตที่อยู่ในดาวน์ทาว์น ลอสแองเจลิส ก็ถูกเปลี่ยนเป็นสนามที่ใช้ฝึกพิเศษ โดยมีกำแพงที่เคลื่อนย้ายได้จำนวนกว่า 30 ชิ้น ถูกวางไว้เพื่อจำลองแต่ละฉากของหนัง คาราโน่ เล่าถึงประสบการณ์ว่า "ฉันฝึกภายในโกดังแห่งนี้เป็นเวลาสองเดือน เขาให้ฉันวิ่ง โจมตี ต่อสู้ และทุกสิ่งที่ มัลเลอรี่ ทำในหนัง"

ด้วยระยะเวลากว่า 30 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ทำให้ คาราโน่ ซึบซับการฝึกฝนของหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ เธอเล่าว่า "เป้าหมายของ แอรอน ก็คือ เตรียมพร้อมให้ฉันทั้งเรื่องของสภาพร่างกายและจิตใจ ฉันเคยอ่านหนังสือที่เขาเขียน แต่ไม่มีอะไรที่เตรียมพร้อมฉันสำหรับการฝึกแบบนี้ เขาสอนฉันทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐานของการใช้ปืน จนถึงประสบการณ์ในชีวิตของเขา ฉันเกิดมาจากการต่อสู้ในกรงเหล็กที่มีกฏกติกาตายตัว แต่โลกของเขามันขึ้นอยู่กับความเป็นและความตาย"
ถึงแม้ว่าเธอจะมีประสบการณ์อย่างโชกโชนในการฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่ คาราโน่ ก็ยังผลักดันตัวเองขึ้นไปอีกระดับ โคเฮน เล่าว่า "จีน่า มีจิตใจที่เป็นนักรบอย่างแท้จริง พวกเราเล่นงานเธอหนัก ผมต้องการให้เธอก้าวออกจากโซนปลอดภัยของตัวเอง มันสำคัญที่จะให้เธออยู่ในโหมดของหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ ในฐานะนักสู้ เธอทำงานคนเดียว ในฐานะหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ ภารกิจจะประสบความสำเร็จได้ด้วยทีมเวิร์ค"

ไม่เพียงแต่ คาราโน่ เท่านั้น นักแสดงชายคนอื่นๆก็ยังได้ลิ้มลองกับการฝึกสุดทรหด โดย แชนนิ่ง เททั่ม ก็ใช้เวลา 4 วันกับ โคเฮน เขาเล่าถึงประสบการณ์ว่า "วันแรกที่ผมมาที่โกดัง ผมไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไร พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวแบบหน่วยพิเศษ เขาแสดงให้เราเห็นถึงสิ่งที่เขาทำอย่างเชี่ยวชาญมานานหลายปี มันน่าทึ่งมาก"
คาราโน่ มีประสบการณ์ในเรื่องศิลปะการต่อสู้ ซึ่งเน้นในเรื่องการต่อสู้ด้วยมือเปล่า แต่เธอก็ต้องเรียนรู้เพิ่มในการใช้อาวุธมากมายในหนัง โคเฮน เล่าว่า "ผมพัฒนาให้ จีน่า ใช้อาวุธปืนอย่างเชี่ยวชาญ พวกเราให้เธอใช้ทั้งปืนกลมือและปืนไรเฟิล โดยใช้อาวุธจริงที่เปลี่ยนเป็นการยิงกระสุนเปล่า เธอยังได้ฝึกใช้ปืนพก ซึ่งก็รวมถึง Glock 179mm, Sig Sauer 9mm, the micro-Uzi และ Commando assault rifle
นอกจากการฝึกกับหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ คาราโน่ ยังได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ออกแบบฉากต่อสู้ เจเจ เพอร์รี่ และผู้ควบคุมฉากสตันท์ อาร์เอ รอนเดล ซึ่งโดยปกติแล้วทีมงานมีหน้าที่ที่จะสอนให้นักแสดงโจมตีใส่กันโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ในกรณีของ Haywire มันสำคัญที่จะสอนให้นักแสดงนำไม่ให้ทำให้คนอื่นบาดเจ็บในฉากต่อสู้

ความเป็นนักกีฬาโดยธรรมชาติของ คาราโน่ ถือเป็นประโยชน์ให้กับทีมงาน รอนเดล เผยว่า "คุณสามารถสอนให้นักกีฬาทำได้ทุกอย่าง เธอมีพื้นหลังของศิลปะการต่อสู้ และก็ยังมีระเบียบวินัยที่ดี พวกเราต้องสอนเธอไม่ให้อัดนักแสดงคนอื่นจริงๆ พวกเราต้องสอนเธอให้ต่อยให้ใกล้มากที่สุด ให้ความรู้สึกว่าคู่ต่อสู้เหมือนถูกชกจริงๆ"
คาราโน่ ก็รู้สึกชื่นชมทีมสตันท์ที่ทำงานกับเธอ "พวกเขาเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยม สิ่งที่ฉันทำก็แค่กระโดดเข้าไป ฉันรู้อยู่แล้วว่าจะเตะหรือต่อยยังไง แต่การต่อสู้ในฉากสตันท์เป็นศิลปะที่แขนงหนึ่งเลย พวกเขารู้ว่าสไตล์หลักของฉันก็คือมวยไทยและจิวจิตสุ พวกเขาจึงดึงเอาจุดเด่นตรงนั้นมาออกแบบฉากต่อสู้ของฉัน"
ประสบการณ์แรกของคนดูกับความแข็งแกร่งของ มัลเลอรี่ ก็คือการต่อสู้ระหว่างเธอและ แอรอน ที่รับบทโดย แชนนิ่ง เททั่ม ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะอยู่ทีมเดียวกันในภารกิจที่บาร์เซโลน่า แต่ครั้งนี้ก็กลายเป็นฝั่งตรงข้ามกัน คาราโน่ เล่าว่า "แชนนิ่ง เป็นคนที่แข็งแรงมาก เขามีแรงใจในสิ่งที่ทำ และฉันก็รู้สึกยินดีที่ได้รับมันจากเขา มันเป็นฉากที่รุนแรง เราต้องเหวี่ยงกันไปทั่วร้านอาหาร กลิ้งไปบนเค้าท์เตอร์และลงเอยด้วยการพุ่งทะลุกระจก"
เททั่ม ก็เล่าถึงประสบการณ์ในฉากนี้ว่า "มันแปลกเพราะว่าเราต้องเหวี่ยงหมัดให้แรงที่สุดเท่าที่ทำได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องห่างจากเป้าหมายให้น้อยที่สุดเพื่อความสมจริง มันเป็นเหมือนการเต้นที่ทั้งลื่นไหลและงดงาม และเมื่อคุณมีใครบางคนอย่าง จีน่า ที่รู้จักการต่อสู้เป็นอย่างดี และมีการออกแบบจากทีมงานอย่างดี ทุกอย่างก็เลยดูสมบูรณ์แบบ"
โซเดอเบิร์ก เผยว่ามีช่วงเวลาที่ซีเรียสที่สุดครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการเตรียมการและฝึกซ้อมกันมาแล้ว "การต่อสู้ในโรงแรม จีน่า ต้องฟาดแจกันใส่ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ พวกเราฝึกซ้อมกันหลายอาทิตย์ เจเจ และ อาร์เอ บอกกับ ไมเคิล หลายต่อหลายครั้งว่า ตอนที่เธอคว้าแจกัน สัญชาตญาณจะทำให้เขามองไปที่แจกัน... อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นเธอจะอัดมันใส่ตาของเขา อย่างไรก็ตามเมื่อเราถ่ายทำจริง เขาก็เผลอมองไปที่แจกันและเธอก็อัดมันใส่ตาของเขาจังๆ โชคดีที่เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก และมันก็เป็นฉากที่อยู่ในหนัง"

ฉากต่อสู้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการสวมบทเป็น มัลเลอรี่ เคน โดย รอนเดล เล่าว่า "มันเป็นหน้าที่ของผมในการหาว่าเธอมีความสามารถอะไรบ้าง พอๆกับการหาว่าว่าเธอไม่ถนัดหรือกลัวอะไร จีน่า เป็นคนที่กลัวความสูง และหนึ่งในฉากสำคัญของหนังก็คือการวิ่งอยู่บนดาดฟ้าในกรุงดับบลิน เธอไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน"
รอนเดล ฝึกเธอด้วยการพาขึ้นไปบนดาดฟ้าให้เคยชิน โดยตอนแรกก็ให้เธอเดินอยู่บนระเบียงตึก ก่อนที่จะพาเธอไปในสถานที่ถ่ายทำจริง "จีน่า เป็นคนที่เรียนรู้ได้ไว ในช่วงสุดท้ายของการฝึก เธอก็สามารถต่อสู้กับคนอื่น ดำน้ำ กลิ้งตัว และใช้อาวุธได้อย่างคล่องแคล่ว เธอกลายเป็น มัลเลอรี่ เคน โดยสมบูรณ์แบบ"
คาราโน่ ยังต้องเรียนขี่มอเตอร์ไซค์ในหนัง รอนเดล เล่าว่า "ไม่เพียงแต่ จีน่า ไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อน เธอยังไม่เคยขับรถเกียร์กระปุกด้วยซ้ำ ก่อนที่เราจะไปถ่ายทำในยุโรป ผมให้เธอขี่ 125 Suzuki โดยสอนการเปลี่ยนเกียร์ การเบรค และอื่นๆ เธอเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เราจะเปลี่ยนเป็น 696 Ducati Monster ซึ่งถือเป็นบิ๊กไบค์ แต่ จีน่า ก็สามารถขี่ได้อย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่นาน"
สุดท้ายแล้วสิ่งที่คนดูจะเห็นก็คือการร่วมมือกันของระหว่างทีมงาน โคเฮน พูดถึงทีมสตันท์และออกแบบฉากต่อสู้ว่า "อาร์เอ อยู่ในวงการภาพยนตร์มา 25 ปี และผมก็ชอบในสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ในฉากสตันท์ มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพวกเรา นี่ไม่ใช่แค่หนังแอ็คชั่น มันเป็นหนังที่มีฉากแอ็คชั่นมากมาย แต่ก็ยังมีการใช้อาวุธ ภารกิจ และเรื่องราวที่น่าติดตาม"

การผจญภัยไปทั่วโลก

การถูกหักหลังของ มัลเลอรี่ เคน ทำให้เธอต้องเดินทางไปทั่วโลก ตั้งแต่วอชิงตันไปถึงบาร์เซโลน่าและดับบลิน กลับมายังอเมริกา ทั้งในรัฐนิวยอร์คและนิวเม็กซิโก ผู้ออกแบบงานสร้าง โฮเวิร์ด คัมมิ่งส์ ที่เคยทำงานร่วมกับ โซเดอเบิร์ก มาใน The Underneath ก็รับหน้าที่ที่ท้าทายในการทำงานกับหลายสถานที่
โซเดอเบิร์ก พูดถึงการทำงานกับผู้ออกแบบงานสร้างว่า "โฮเวิร์ด มีแนวคิดที่เหมือนกับผู้อำนวยการสร้าง เขาเข้าใจในการใช้ทุนสร้างอย่างคุ้มค่า เขาไม่ได้นำทีมงานของตัวเองเข้ามาเหมือนกับผู้ออกแบบงานสร้างคนอื่น เขายังต้องดูแลในหลายแผนก บางทีก็จากสถานที่ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์"
คัมมิ่งส์ รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาร่วมงานกับ โซเดอเบิร์ก อีกครั้ง เขาเผยว่า "สตีเว่น มักทำงานในโปรเจ็คที่น่าสนใจ และก็หาสิ่งใหม่ๆเพื่อสำรวจอยู่ตลอด หนังแต่ละเรื่องของเขาใช้เวลาไม่นานนัก เพราะ สตีเว่น จะตัดสินใจในช่วงเวลานั้นทันที ดังนั้นคุณก็ต้องมีความยืดหยุ่นในการทำงาน พวกเราไม่มีสตอรี่บอร์ดที่ใช้เพื่อเปรียบเทียบ ทุกอย่างอยู่ในหัวของเขา แต่คุณก็ต้องทำมันออกมาเป็นจริงให้ได้"
โซเดอเบิร์ก พูดถึงแนวทางการสร้างว่า "ความท้าทายก็คือเราจะทำยังไงกับการใช้ทุนที่มี เมื่อเทียบกับสเกลของหนัง เหตุที่เราเลือกบาร์เซโลน่าเพราะมันดูน่าเชื่อถือ ที่ผู้หญิงอเมริกันจะกลมกลืนไปกับพื้นหลังของเมือง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับปฏิบัติการณ์พิเศษ และบาร์เซโลน่าก็ยังให้ความรู้สึกที่มีสีสัน ซึ่งก็จะสร้างความแตกต่างให้กับดับบลินที่ดูมืดมัว"

สำหรับ แบนเดอรัส ที่พลาดโอกาสร่วมงานกับ โซเดอเบิร์ก มาหลายครั้ง ก็รู้สึกดีใจที่หนังเรื่องแรกของพวกเขาจะนำมาถ่ายทำที่สเปนบ้านเกิดของ แบนเดอรัส "บาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่งดงามที่สุดเมืองหนึ่งในโลก มันมีฉากที่ผมถ่ายทำกับ จีน่า ในร้านกาแฟ เลส ควินซี นิตส์ แถว พลาซ่า รีล พวกเราใช้เพียงแค่แสงจากท้องฟ้าในช่วงบ่ายแก่ๆเท่านั้น"
สำหรับจุดหมายที่สอง ทีมสร้างต้องการเมืองในยุโรปที่พูดภาษาอังกฤษ และในที่สุดก็ได้เลือกกรุงดับบลินที่ดูจะดิบมากกว่าลอนดอน ผู้อำนวยการสร้าง เจคอบส์ เล่าว่า "พวกเราคิดว่าคนดูเห็นลอนดอนมาในหนังหลายเรื่องแล้ว แต่พวกเขายังไม่ค่อยเห็นกรุงดับบลินยุคใหม่ในหนังเท่าไหร่"
คัมมิ่งส์ เล่าถึงการถ่ายทำในกรุงดับบลินว่า "ดับบลินเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการถ่ายทำฉากไล่ล่ามากที่สุด มันมีหลังคาที่มีความสูงระดับเดียวกันซึ่งเหมาะกับการถ่ายทำบนดาดฟ้า โดยเฉพาะฉากที่ มัลเลอรี่ พยายามหนีจากหน่วยสวาท การวิ่งและกระโดดข้ามตึกที่อยู่ไม่ห่างจากกัน นี่เป็นฉากไล่ล่าที่ตื่นเต้นที่สุดฉากหนึ่ง"
สำหรับฉากที่สำคัญที่เกิดขึ้นในงานประมูล คัมมิ่งส์ ก็ได้เลือกใช้ รัซโบโรห์ เฮ้าส์ ใน เบลสซิงตั้น ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของดับบลิน โดยที่นี่ถือว่าเป็นบ้านที่งดงามที่สุดหลังหนึ่งในไอร์แลนด์ ถูกสร้างในสไตล์พัลลาเดี้ยนในปี 1747 โดยเจ้าของบ้านก็ไม่เคยอนุญาตให้ถ่ายทำมาก่อนจนกระทั่งเรื่องนี้
คัมมิ่งส์ พูดถึงบ้านหลังนี้ว่า "มันเป็นบ้านสไตล์ไอริชขนานแท้ เป็นสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ มันไม่ได้รับการบูรณะตกแต่งใหม่เหมือนกับบ้านหลังอื่น บ้านบางหลังดูมีความงดงามมาก แต่มันก็ดูเหมือนพิพิธพันธ์มากเกินไป แต่ที่นี่มันให้ความรู้สึกที่มีมนต์ขลังค์ที่สุด"
ฉากหนึ่งในหนังที่ดุเดือดที่สุดก็คือ การต่อสู้มือเปล่าระหว่าง พอล และ มัลเลอรรี่ ที่เกิดขึ้นภายในห้องสูทของโรงแรมเชลบอร์นในกรุงดับบลิน ถูกสร้างในปี 1824 หน้าสวนเซนต์สตีเฟ่น ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่ในยุโรป คัมมิ่งส์ ได้ลอกแบบห้องสูทของเชลบอร์นออกมาทั้งหมด และสร้างในซาวน์สเต็ทเพื่อใช้ในการถ่ายทำ ในฉากที่ มัลเลอรี่ พบว่าตัวเองถูกจัดฉากและอาจถูกเก็บถ้าไม่ทำอะไรซักอย่าง
การสร้างฉากในห้องสูทของ คัมมิ่งส์ เป็นเป็นความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง เขาอธิบายว่า "ผมทำให้มันออกมาเหมือนกันที่สุดเท่าที่ทำได้ และผมยังต้องบุผนังเอาไว้ทั้งสี่ด้าน เพื่อที่เวลาที่ จีน่า และ ไมเคิล เหวี่ยงกันไปมาชนกำแพง พวกเขาจะได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุด รวมถึงชั้นหนังสือและเสาก็ทำจากวัสดุพิเศษ ดังนั้นเขาก็จะได้ใช้มันฟาดใส่เธอได้ ผมไม่เคยสร้างอะไรที่ต้องมีการเสริมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยขนาดนี้มาก่อน"
กลับมาที่อเมริกา ทีมงานก็ไปถ่ายทำในนิวเม็กซิโก ถูกใช้เป็นตัวแทนของชานเมืองนิวยอร์ค ที่ มัลเลอรี ต้องหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับการไล่ล่าด้วยรถในป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
การถ่ายทำฉากไล่ล่าด้วยรถถือเป็นความท้าทายของ โซเดอเบิร์ก เขาเล่าว่า "การถ่ายทำฉากไล่ล่าด้วยรถต้องใช้เวลานานในการเตรียมตัว และความผิดพลาดนิดเดียวอาจเกิดความสูญเสียร้ายแรงได้ และมันก็ยังยากในการหาบางสิ่งที่ยังไม่เคยถูกทำมาก่อน ผมรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นถ้าคนดูรู้สึกว่าเป็น จีน่า กำลังขับรถอยู่จริงๆ พวกเรามีการติดตั้งกล้องบนฝากระโปรงรถ ที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอกำลังขับถอยหลังหนีเจ้าหน้าที่อยู่จริง"
ฉากไคลแม๊กซ์ของหนังเกิดขึ้นในบ้านพ่อของ มัลเลอรี่ ซึ่งเป็นบ้านสมัยใหม่ ที่มีความกว้างขวาง ประกอบไปด้วยคานไม้และกระจก ที่ตั้งอยู่บนภูเขาในนิวเม็กซิโก โซเดอเบิร์ก บอกทีมออกแบบงานสร้างว่าบ้านของตระกูล เคน จะต้องออกมาเหมือนกับบ้านที่เขาเคยเห็นในหนังคลาสสิกของ ฮิตช์ค็อก เรื่อง North by Northwest”

คัมมิ่งส์ เล่าถึงการหาบ้านที่เหมาะสมว่า "พวกเราใช้เวลาพอสมควรในการหาสถานที่ จนในที่สุดก็พบบ้านที่สมบูรณ์แบบใน ลอส อลาโมส มันถูกสร้างอยู่บนภูเขาและให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ สตีเว่น ต้องการพอดี"
โซเดอเบิร์ก ยังมีส่วนร่วมในการออกแนวคิดเรื่องการแต่งกาย เขาเล่าว่า "หนังเรื่องนี้ตั้งอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมจึงไม่ต้องการให้มันออกมาดูเป็นการออกแบบมากเกินไป พวกเราต้องการทำให้ทุกคนดูดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน่า แต่เราก็ยังต้องพูดคุยกันว่าเสื้อผ้าแบบไหนที่เธอควรใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เธอออกไปทำภารกิจ"
โชแชนนา รูบิ้น เริ่มทำงานเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายครั้งแรกในเรื่อง The Informant! ปี 2008 และจากนั้นก็ทำงานร่วมกับ โซเดอเบิร์ก และ เจคอบ มาอีก 5 เรื่องจนถึงปัจจุบัน เจคอบส์ พูดถึงเธอว่า "โชแชนนา ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม มันลำบากเพราะ จีน่า ต้องมีลุคที่แตกต่างกัน ทั้งนักท่องเที่ยวในสเปน ชุดดำน้ำ ชุดหน่วยพิเศษ จนไปถึงชุดราตรีที่ใส่ไปงานการกุศล"
สำหรับ คาราโน่ ที่ส่วนมากแล้วจะใส่ชุดสบายๆในชีวิตจริง การต้องสวมเครื่องแต่งกายมากมายเป็นเรื่องที่เธอไม่คุ้น รูบิ้น เล่าว่า "ในช่วงแรกของการลองชุด ทุกชิ้นที่เธอลองแตกต่างจากเสื้อผ้าที่เธอใส่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเรามีการพูดคุยกันมากขึ้น เธอก็เริ่มแสดงความเห็นว่าอะไรที่เธอคิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง"
ชุดที่ท้าทายที่สุดก็คือชุดราตรี ที่ไม่เพียงแค่ มัลเลอรี่ ต้องดูสวยและเซ็กซี่ที่สุด แต่เธอยังต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในชุดนี้ด้วย คาราโน่ เล่าว่า "จริงๆแล้วฉันอยากจะอัดคนในชุดสวยแบบนี้มานานแล้ว (หัวเราะ) มันเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำเมื่ออยู่ในชุดที่งดงามแบบนี้ แต่การได้ทำสิ่งนี้ก็เจ๋งไปอีกแบบ"
เดวิด โฮมส์ ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมเพลงให้กับ โซเดอเบิร์ก ในหนัง 4 เรื่องล่าสุด โดยเขาก็ได้พบกับผู้กำกับในขณะที่ไปถ่ายทำในไอร์แลนด์ โซเดอเบิร์ก เล่าว่า "มันเป็นเรื่องที่ยากเพราะผมไม่อยากทำเพลงแบบย้อนยุค ซึ่งผมและ เดวิด เคยทำไปแล้วใน Ocean ผมอยากให้เพลงในหนังมีอารมณ์เหมือนกับ มัลเลอรี่ ฟังในหนัง มันไม่ได้เก่าหรือใหม่จนเกินไป"
Haywire ยังแตกต่างจากขนบธรรมเนียมของหนังแอ็คชั่นทั่วไป เมื่อจะไม่มีเสียงเพลงในระหว่างฉากแอ็คชั่น การต่อสู้ หรือระหว่างการไล่ล่า โซเดอเบิร์ก อธิบายว่า "มันมีเพลงมากมายที่เกิดขึ้นในหนัง แต่เมื่อใดที่เรามาถึงฉากแอ็คชั่น ผมไม่ต้องการให้มีเสียงอะไรนอกจากเสียงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ผมรู้สึกว่าการใช้เพลงกระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นคนดูถูกใช้จนเคยตัว ดังนั้นผมจึงอยากให้คนดูได้สัมผัสกับความเข้มข้นในแบบที่ไม่ปรุงแต่ง"

ทีมนักแสดง

จีน่า คาราโน่ (รับบทเป็น มัลเลอรี่ เคน)
คาราโน่ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน้าตาของวงการนักสู้หญิง โดยความสำเร็จของเธอเกิดขึ้นในการต่อสู้ Mixed Martial Arts ครั้งแรก คาราโน่ สามารถน็อค เลทิเซีย เพสโตรว่า เพียงแค่ 39 วินาทีของยกแรก ก่อนที่จะกลายเป็น นักสู้หญิงที่เก่งที่สุดบนเวที MMA เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ โดยมีสถิติ ชนะ 7 แพ้ 1 จนถึงปัจจุบัน
คาราโน่ เกิดในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เป็นลูกของ เกลนน์ คาราโน่ อดีตควอเตอร์แบ็คทีม ดัลลัส คาวบอย เธอสนใจโลกของกีฬาตั้งแต่เด็ก และเริ่มฝึกมวยไทยตั้งแต่อายุ 16 ปี ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การชกมวยไทยอาชีพ เดินทางไปชกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีสถิติ ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 และกลายเป็นแชมป์โลกมวยไทยหญิง
ด้วยรูปร่างและหน้าตาที่สวย คาราโน่ ได้รับความนิยมนอกเหนือแวดวงกีฬา เธอเคยขึ้นปกนิตยสารของทุกกลุ่มเป้าหมายมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารคอกีฬา ESPN, นิตยสารกลุ่มผู้ชาย GQ รวมถึงนิตยสารกลุ่มผู้หญิง ELLE และยังเคยอยู่ในอันดับที่ 16 ของผู้หญิงที่ฮ๊อตที่สุด 100 คนจากการจัดอันดับของนิตยสาร Maxim โดย Haywire ถือเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องแรกที่เธอแสดงนำ


ยวน แม็คเกรเกอร์ (รับบทเป็น เคนเนธ)
ยวน แม็คเกรเกอร์ คือนักแสดงชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการรับบทเป็น โอบีวัน เคโนบี ใน Star Wars Episode I, II และ III มหากาพย์สงครามล้างอวกาศของผู้กำกับ จอร์จ ลูคัส เขาแจ้งเกิดจากการรับบทเป็น เรนตั้น ในหนังเรื่อง Trainspotting ของผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์จากเรื่อง Slumdog Millionaire โดยเขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับคนนี้มากอีกในเรื่อง Shallow Grave และ A Life Less Ordinary ที่เขาแสดงคู่กับ คาเมรอน ดิแอซ
ผลงานเรื่องอื่นๆของเขาก็ยังมี Velvet Goldmine, Emma, Little Voice, Moulin Rouge! ประกบคู่กับ นิโคล คิดแมน, Cassandra’s Dream ของ วู้ดดี้ อัลเลน, Miss Potter, Down with Love, Big Fish ของ ทิม เบอร์ตัน, The Island, Stay, I Love You, Phillip Morris และ Angels & Demons โดยล่าสุดเขามีผลงานเรื่อง Beginners ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะส่งชื่อเขาเข้าชิงรางวัลออสการ์

แชนนิ่ง เททั่ม (รับบทเป็น แอรอน)
แชนนิ่ง เททั่ม คือนักแสดงที่มาแรงที่สุดคนหนึ่งของวงการ โดยเขามีผลงานในหนังซัมเมอร์สุดฮิตเรื่อง G.I. Joe (และกำลังถ่ายทำภาคสองที่ชื่อ G.I. Joe 2: Retaliation กำหนดฉาย 2012) และหนังแอ็คชั่นเรื่อง Fighting ที่แสดงคู่กับ เทอเรนส์ โฮเวิร์ด ซึ่งยังเป็นการกลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ ดิตโต้ มอนเทล ตั้งแต่เรื่อง A Guide to Recognizing Your Saints ที่ถือเป็นภาพยนตร์ที่ เททัม ได้ฝากฝีมือการแสดงเอาไว้ เมื่อเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน Independent Spirit Award และ Gotham Award
ปี 2006 แชนนิ่ง เททัม แสดงคู่กับ อแมนด้า ไบน์ส ในหนังโรแมนติด/คอมเมดี้ She’s the Man ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากบทละครของ เชคสเปียร์ เรื่อง Twelfth Night ก่อนที่ปลายปี เททัม จะรับบทนำในหนังเต้นสุดฮิตเรื่อง Step Up ที่มีภาคสองตามมา (เททัม มีบทรับเชิญ) ส่วนผลงานเรื่องอื่นๆของเขาก็ยังมี Stop/Loss, Coach Carter และ Havoc

ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ (รับบทเป็น พอล)
ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ถือเป็นนักแสดงที่มีผลงานคุณภาพที่สุดในรุ่นเดียวกัน โดยเขาเพิ่งรับบทเป็น แม็กนีโต้ ใน X-Men: First Class และในปี 2011 เขาก็มีผลงานคุณภาพอีกถึง 3 เรื่องก็คือ Jane Eyre ที่สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิกของ เจน ออสติน, A Dangerous Method ที่แสดงคู่กับ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ และ วิกโก้ มอร์เทนเซ่น และ Shame ที่ส่งชื่อให้เขาเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำปีล่าสุด
ฟาสเบนเดอร์ เริ่มแจ้งเกิดในจากหนังแอ็คชั่นเรื่อง 300 ก่อนที่จะมีบทบาทในหนังของผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่ เรื่อง Inglourious Basterds และรับบทนำในหนังแอ็คชั่นโรมัน Centurion โดยก่อนหน้านี้เขาก็มีบทบาทที่ท้าทาย โดยรับบทเป็น บ็อบบี้ แซนด์ สมาชิกของ IRA ที่เขายืนหยัดเป็นหนึ่งในผู้อดอาหารประท้วงในภาพยนตร์อังกฤษเรื่อง Hunger
เขาจบการศึกษาจากสถาบันการแสดงที่มีชื่อเสียงของลอนดอน Drama Center ผู้ชมชาวอเมริกันคุ้นเคยกับเขาจากการแสดงในมินิซีรี่ส์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับรางวัลทางช่อง HBO เรื่อง Band of Brothers ซึ่งมี สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ ทอม แฮงค์ อำนวยการสร้าง โดยเขาเริ่มต้นเส้นทางนักแสดงในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Gunpowder, Treason & Plot กำกับการแสดงโดย กิลลี่ส์ แม๊คคินน่อน, A Most Mysterious Murder: The Case of Charles Bravo และ Sherlock Holmes and the Case of the Silk Stocking ที่ร่วมแสดงโดย รูเพิร์ท เอเวอร์เร็ต

แอนโตนิโอ แบนเดอรัส (รับบทเป็น รอดดริโก้)
ผลงาน >>> Desperado, The Mask of Zorro, Once Upon a Time in Mexico

ไมเคิล ดักลาส (รับบทเป็น โคเบลนส์)
ผลงาน >>> Traffic, Wall Street: Money Never Sleeps, Basic Instinct

ไมเคิล แองการาโน่ (รับบทเป็น สก็อตต์)
ผลงาน >>> The Forbidden Kingdom, Ceremony, Sky High


ทีมผู้สร้าง

สตีเว่น โซเดอเบิร์ก (ผู้กำกับ)
สตีเวน โซเดอเบิร์ก ได้รับรางวัลออสการ์ ในสาขาผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม จากผลงานภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Traffic ซึ่งเป็นการรวมดาราดังมากมาย และยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงในปีเดียวกันจากเรื่อง Erin Brockovich นำแสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ต ที่เธอได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม โดยก่อนหน้านี้ โซเดอเบิร์ก ก็ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมมาแล้วจากเรื่อง Sex, Lies and Videotape ซึ่งได้รางวัล Palme d’Or จากงานเทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival ประจำปีปี 1989
ภาพยนตร์ไตรภาคอย่าง Ocean’s Eleven, Ocean’s Twelve และ Ocean’s Thirteen ซึ่งนำแสดงโดย จอร์จ คลูนี่ย์, แบรด พิตต์, จูเลีย โณเบิร์ต, แคทธาลีน ซีต้า โจนส์ และ แม็ต เดมอน ถือเป็นผลงานบล็อคบัสเตอร์ของเขาที่ทำรายได้ร่วมกันถล่มทลาย และก็ยังมีผลงานคุณภาพอย่งต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Good German นำแสดงโดย จอร์จ คลูนี่ย์ และ โทบี้ แม็คไกวร์, Solaris นำแสดงโดย จอร์จ คลูนี่ย์ รวมถึง Out of Sight
โซเดอเบิร์ก กำกับเรื่อง Equilibrium นำแสดงโดย อลัน อาร์กิ้น และ โรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของหนังสั้นเรื่อง Eros ที่ร่วมกำกับโดย ไมเคิล แองเจลโล แอนโตนีโอ และ หว่องการ์ไว เป็นผู้กำกับการแสดงทั้สองตอน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปิดตัวออกฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ Venice Film Festival ในปี 2004
นอกจากนั้น โซเดอเบิร์ก ยังอำนวยการสร้างผลงานคุณภาพมากมาย เช่น The Jacket นำแสดงโดย เอเดรียน โบรดี้ และไคร่า ไนท์ลี่ย์, Keane ที่ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Telluride Toronto และงานเทศกาล New York Film Festivals, Welcome to Collinwood นำแสดงโดย วิลเลี่ยม เอช เมซี่ รวมถึงผลงานของ แกรี่ รอส เรื่อง Pleasantville ที่รับบทนำโดย โทนี่ แมคไกว์ และ รีส วิทเธอร์สปูน

เลม ด็อบส์ (ผู้เขียนบท)
ผลงาน >>> Kafka, The Limey, The Score, Dark City


เกรกอรี่ เจคอบส์ (ผู้อำนวยการสร้าง)
ผลงาน >>> Contagion, The Informant!, The Girlfriend Experience, Equilibrium

โฮเวิร์ด คัมมิ่งส์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
ผลงาน >>> Percy Jackson: The Lightning Thief, Contagion, The Underneath, Wind Chill

โชแชนน่า รูบิ้น (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
ผลงาน >>> The Informant!, Prom, Erin Brockovich, Traffic

อาร์เอ รอนเดล (ผู้ควบคุมฉากสตันท์)
ผลงาน >>> G.I. Joe: The Rise of Cobra, The Matrix Reloaded, The Matrix Revolutions

เดวิด โฮมส์ (ผู้ประพันธ์เพลง)
ผลงาน >>> Ocean’s Trilogy, Out of Sight, Informant!


 
แชนนิ่ง เททั่ม เสียเชิงชาย โดนสาวอัดเละ ใน HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555



 

            แชนนิ่ง เททั่ม พระเอกหนุ่มสุดล่ำ พลิกบทจากหนุ่มเท้าไฟสุดเร่าร้อนจาก Step Up และมาดเท่ขรึมจาก G.I. Joe (และกำลังถ่ายทำภาคสองที่ชื่อ G.I. Joe 2: Retaliation กำหนดฉาย 2012) มาเป็นหนุ่มสายลับที่แบบไม่ธรรมดาใน HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก ของผู้กำกับมือรางวัลออสการ์ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก ซึ่งเขารับบทเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษที่ เป็นสมาชิกหน่วยพิเศษที่ มัลเลอรี่ ตัวละครของ จีน่า คาราโน่ สังกัดอยู่ เธอได้รับคำสั่งให้ทำภารกิจ และก็ถูกจัดฉากก่อนที่จะหลบหนีไป แชนนิ่งจึงได้รับภารกิจเพื่อพยายามนำตัวเธอกลับมา อย่างไรก็ตามในขณะที่ไล่ติดตามเธอ เขาก็เริ่มสงสัยกับคำสั่งที่ได้รับ และต้องตัดสินใจระหว่างช่วยเธอหรือความภักดีก่อองค์กร
แม้ว่าแชนนิ่งจะผ่านงานหนังแอคชั่นมาแล้ว แต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้งไหนๆ เพราะนอกจากจะต้องเข้าฉากแอคชั่นมากมายแล้วเขายังมีบททำร้ายผู้หญิงอีกด้วย! แชนนิ่งกล่าวถึงบทบาทสุดโหดครั้งนี้ว่า

“ไม่เพียงแต่ฉากที่ผมต้องแสดงกับเธอ มันยังมีฉากแอ็คชั่นมากมายที่ผมตัดสินใจแสดงเองอีกด้วย ผลลัพท์ก็คือผมยังมีรอยฟกช้ำจากมันอยู่เลย ผมจำได้ว่าเราเริ่มถ่ายทำในฉากร้านอาหาร ที่ผมเข้าไปรับตัวเธอกลับมา และลงเอยด้วยการต่อสู้กัน มีเทคหนึ่งที่ผมต้องฟาดเธอด้วยขวดซอสมะเขือเทศ แต่ผมคงใช้แรงไม่มากพอ เมื่อเธอบอกผมว่าผมมีแรงเหมือนผู้หญิง (หัวเราะ) ผมเลยตัดสินใจฟาดเธอจริงๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกแล้วเมื่อเธออัดผมกลับแรงเป็นสองเท่า (หัวเราะ)”

HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก เปิดฉากด้วยภารกิจสายลับหญิงพบว่าหน่วยงานที่เธอทำงานให้ รวมถึงคนที่เธอไว้ใจที่สุดหักหลังเธอ ทำให้ชีวิตของตัวเองและคนใกล้ชิดตกอยู่ในอันตราย มัลเลอรี่ เคน (จีน่า คาราโน่) เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ ทำงานในส่วนที่อันตรายที่สุดของโลก หลังจากภารกิจช่วยนักข่าวในบาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จ มัลเลอรี่ กลับพบว่าเขาถูกลอบฆ่าในเวลาต่อมา และหลักฐานทั้งหมดก็พุ่งเป้าไปที่เธอ ยิ่งกว่านั้นเพื่อนที่เธอไว้ใจที่สุดก็กลับกลายเป็นคนที่ต้องการกำจัดเธอในขณะที่ทางเลือกของเธอก็เหลือน้อยลงทุกขณะ เธอต้องพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์และตามหาผู้บงการเบื้องหลังให้ได้

HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก ยังร่วมแสดงด้วยนักแสดงชายแถวหน้าของฮอลลีวู้ดมากมาย อาทิ ยวน แม็คเกรเกอร์, ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ แอนโตนิโอ แบนเดอรัส และ ไมเคิล ดักลาส ที่จะเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันจับตาย แอคชั่นสตาร์สาวสวยคนใหม่ จีน่า คาราโน่

“เธอ แรง” “เธอ ล่า” “เธอ ฆ่า” “เพื่อเอาชีวิตรอด” ร่วมลุ้นเอาใจช่วยสายลับสาวสุดแสบได้ใน
HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก 23 กุมภาพันธ์ นี้ ในโรงภาพยนตร์


 
ยวน แม็คเกรเกอร์ การันตี จีน่า คาราโน่ สุดเจ๋งใน HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก พร้อมปฏิวัติวงการหนังแอ็คชั่นให้มันส์ระเบิด
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555



 

            ยวน แม็คเกรเกอร์ คือนักแสดงหนุ่มหล่อชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการรับบทเป็น โอบีวัน เคโนบี ใน Star Wars มหากาพย์สงครามล้างอวกาศของผู้กำกับ จอร์จ ลูคัส และหนุ่มนักรักใน Moulin Rouge! ซึ่งประกบคู่กับ นิโคล คิดแมน และนำแสดงในหนังดังอีกมากมาย ล่าสุดเขามีผลงานเรื่อง Beginners ที่ประกบคู่ คริสโตเฟอร์ พาล์มเมอร์ นักแสดงอวุโสที่ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ปีล่าสุดจากเรื่องนี้ด้วย

ในเรื่อง Haywire เธอแรง หยุดโลก ยวนพลิกบทบาทพระเอกหน้าหล่อ มารับบทร้ายลึก เป็น เคนเน็ธ ผู้ก่อตั้งหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ และเป็นหัวหน้าของ มัลเลอรี่ สายลับที่รับบทโดย จีน่า เขาเป็นคนออกคำสั่งให้กำจัดเธอเพราะได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบนอีกที ซึ่งการได้ร่วมงานในหนังแอ็คชั่นสุดมันส์ของผู้กำกับดีกรีออสการ์ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก เรื่องนี้ ยวนถึงกับการันตีว่าเป็นการปฏิวัติวงการหนังแอ็คชั่นสายลับเลยทีเดียว

“โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยเห็นหนังแอ็คชั่นที่มีผู้หญิงแกร่งเป็นคนเดินเรื่อง แต่กลับกลายเป็นว่า จีน่า สามารถเตะก้นผมได้อย่างสบาย (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันคือการปฏิวัติวงการหนังแอ็คชั่นสำหรับผู้หญิง ทำไมฮอลลีวู้ดถึงอนุญาตให้นักแสดงอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ เพียงแค่คนเดียว ถือปืนไล่ยิงและอัดผู้คน นี่เป็นครั้งแรกที่คุณจะได้เห็นผู้หญิงที่มีความสามารถในการต่อสู้ รูปร่างที่สมบูรณ์แบบ และหน้าตาที่สวยงาม ทำอย่างที่ผู้ชายทำ พวกเราสร้างเรื่องราวรอบตัวเธอ ทำให้มันเป็นหนังที่ดูสนุกทั้งเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม และความสามารถทางการต่อสู้ของ จีน่า ที่น่าทึ่ง ผมคิดว่ามันเจ๋งที่สุด”

ยวนยังเล่าถึงความมันส์ในระหว่างการถ่ายทำฉากต่อสู้ในเรื่องนี้อีกว่า “มันเป็นฉากบนชายหาด มีอยู่จังหวะนึงที่ผมต้องเหวี่ยงหมัด ขวา ซ้าย ขวา ใส่เธอ และหมัดที่สองผมเหวี่ยงพลาดไปโดนหัวของ จีน่า แต่ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยขอโทษ เธอก็บอกกับผมว่า "คุณเป็นอะไรหรือเปล่า" (หัวเราะ) เธอพูดถูกแล้ว เพราะกลายเป็นว่าข้อมือของผมซ้น ในขณะที่หัวของเธอไม่เป็นอะไรเลย (หัวเราะ)”

HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก เป็นเรื่องราวสุดระทึกของ มัลเลอรี่ เคน (จีน่า คาราโน่) เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ หลังจากภารกิจช่วยนักข่าวในบาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จ มัลเลอรี่ กลับพบว่าเขาถูกลอบฆ่าในเวลาต่อมา และหลักฐานทั้งหมดก็พุ่งเป้าไปที่เธอ ยิ่งกว่านั้นเพื่อนที่เธอไว้ใจที่สุดก็กลับกลายเป็นคนที่ต้องการกำจัดเธอในขณะที่ทางเลือกของเธอก็เหลือน้อยลงทุกขณะ เธอต้องพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์และตามหาผู้บงการเบื้องหลังให้ได้ HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก ยังร่วมแสดงด้วยนักแสดงชายแถวหน้าของฮอลลีวู้ดมากมาย อาทิ ยวน แม็คเกรเกอร์ , ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, แอนโตนิโอ แบนเดอรัส และ ไมเคิล ดักลาส ที่จะเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันจับตาย แอ็คชั่นสตาร์สาวสวยคนใหม่ จีน่า คาราโน่

ร่วมลุ้นเอาใจช่วยสายลับสาวสุดแสบได้ใน
HAYWIRE เธอแรง หยุดโลก
23 กุมภาพันธ์ นี้ ในโรงภาพยนตร์

 




























 

 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด